Posted in นิทานก่อนนอนเรื่องยาว, นิทานฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน, นิทานแอนเดอร์สัน

ราชินีหิมะ (The Snow Queen) : นิทานอมตะว่าด้วยพลังแห่งรักและความกล้า

ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน (Hans Christian Andersen) นักเล่านิทานชาวเดนมาร์กผู้เป็นที่รักของเด็กทั่วโลก เกิดที่เมืองโอเดนเซ (Odense) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเดนมาร์ก เมืองนี้มีฤดูหนาวที่ยาวนานและอากาศหนาวเย็นเป็นพิเศษ จึงไม่น่าแปลกใจที่จินตนาการของแอนเดอร์เซนจะพาเขาไปสู่เรื่องราวของ “ราชินีหิมะ” ซึ่งเป็นนิทานที่เต็มไปด้วยภาพของน้ำแข็ง ความเงียบ และความเย็นชาในหัวใจมนุษย์ แม้ในนิทานพื้นบ้านของยุโรปเหนือจะมีเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับหญิงผู้ปกครองแดนหิมะอยู่บ้าง แต่แอนเดอร์เซนได้สร้างตัวละคร “ราชินีหิมะ” ขึ้นใหม่อย่างมีเอกลักษณ์ โดยผสมผสานความงาม ความเยือกเย็น และความไร้หัวใจเข้าด้วยกันอย่างน่าหวั่นไหว

แม้ชื่อ “ราชินีหิมะ” จะฟังดูคุ้นหูในวัฒนธรรมร่วมสมัย แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าเรื่องนี้คือหนึ่งในนิทานที่ลึกซึ้งที่สุดของแอนเดอร์เซน นักวิชาการด้านวรรณกรรมเด็กหลายคนยกนิทานเรื่องนี้ให้เป็นผลงานที่โดดเด่น เพราะแอนเดอร์เซนไม่ได้เล่าเรื่องเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่เขาใช้โครงสร้างแบบ 7 บท เพื่อค่อย ๆ เปิดเผยความเปลี่ยนแปลงของหัวใจมนุษย์ผ่านสัญลักษณ์ต่าง ๆ ทั้งกระจกวิเศษ ราชินีหิมะ และการเดินทางของเด็กหญิงผู้มีหัวใจกล้าหาญ แก่นเรื่องของนิทานนี้คือการต่อสู้ระหว่างความรักแท้กับความเย็นชา การหลงผิดกับการให้อภัย และการกลับคืนสู่ความอบอุ่นของหัวใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่แอนเดอร์เซนสื่อสารได้อย่างละเมียดละไมและลึกซึ้ง

ในการเรียบเรียงนิทานเรื่องนี้ เราเลือกเล่าเรื่องตามโครงสร้าง 7 บทของต้นฉบับ โดยรักษาเนื้อหาและอารมณ์ของเรื่องไว้อย่างครบถ้วนที่สุด เราใช้ภาษาที่เรียบง่ายและเข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้อ่านทุกวัยสามารถเข้าถึงความงามของเรื่องได้โดยไม่สะดุดกับถ้อยคำที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม นิทานต้นฉบับของแอนเดอร์เซนมีความงามเฉพาะตัว ทั้งในด้านภาษา จังหวะการเล่า และความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในแต่ละบรรทัด หากมีโอกาส ผู้อ่านควรหาฉบับดั้งเดิมมาอ่าน เพื่อสัมผัสถึงความลึกของเรื่องราวที่แอนเดอร์เซนมอบไว้ให้โลกอย่างแท้จริง

บทที่ 1: กระจกวิเศษ

นานมาแล้ว มีปีศาจตนหนึ่งซึ่งไม่ชอบสิ่งดีงามต่าง ๆ มันเกลียดความรัก ความเมตตา และความงาม มันจึงสร้างกระจกวิเศษขึ้นมา ซึ่งกระจกบานนี้มีพลังแปลกประหลาด คือสิ่งใดที่สะท้อนอยู่ในกระจก จะปรากฎเป็นสิ่งตรงกันข้าม เช่น สิ่งที่เคยดูดีจะดูแปลกประหลาด สิ่งที่เคยงดงามจะดูไม่น่ามอง ความรักอันบริสุทธิ์จะดูเหมือนเรื่องไร้สาระ และหัวใจที่เคยอบอุ่นก็จะกลายเป็นหัวใจที่เย็นชาและห่างเหิน

ปีศาจพอใจในผลงานของตนมาก มันจึงนำกระจกขึ้นไปบนฟ้าเพื่อเยาะเย้ยสวรรค์ แต่เมื่อมันบินสูงขึ้น กระจกกลับแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และปลิวตามสายลมไปทั่วโลก

เศษกระจกบางชิ้นปลิวเข้าตาของผู้คน ทำให้พวกเขามองโลกผิดไปจากเดิม บางชิ้นฝังเข้าไปในหัวใจ ทำให้หัวใจของพวกเขาแข็งกระด้าง ไม่อ่อนโยนอีกต่อไป ไม่มีใครรู้ว่าเศษกระจกเหล่านั้นจะตกลงที่ใคร หรือจะเปลี่ยนแปลงใครไปในทางไหน แต่ตั้งแต่นั้นมา โลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

หนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายคือเด็กชายชื่อเคย์ (Kay) และเรื่องราวของเขากำลังจะเริ่มต้น…

.

บทที่ 2: เคย์กับเกอร์ด้า

ในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีเด็กชายชื่อเคย์และเด็กหญิงชื่อเกอร์ด้า (Gerda) ทั้งสองอาศัยอยู่ในบ้านติดกัน มีสวนดอกไม้เล็ก ๆ เชื่อมระหว่างหน้าต่างของบ้านทั้งสองหลัง พวกเขาเติบโตมาด้วยกัน เล่นด้วยกันทุกวัน และแบ่งปันความฝันอันอ่อนโยนร่วมกัน ความสัมพันธ์ของเคย์กับเกอร์ด้าไม่ใช่แค่เพื่อนบ้าน แต่เป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งและบริสุทธิ์ เหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานด้วยความรักและความไว้ใจ

ทุกวันในฤดูใบไม้ผลิ เคย์กับเกอร์ด้าจะนั่งริมหน้าต่าง ปลูกดอกไม้ พูดคุย และหัวเราะด้วยกัน ดอกกุหลาบสีแดงที่พวกเขาปลูกไว้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่งดงาม วันหนึ่งเคย์ถามขึ้นว่า “ถ้าเราตายไป ดอกไม้พวกนี้จะยังเติบโตอยู่ไหม?” เกอร์ด้ายิ้มและตอบว่า “ถ้าเรารักกัน ดอกไม้จะไม่มีวันเหี่ยวเฉา” คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง เพราะมันหมายถึงความรักแท้ที่จะไม่จางหาย แม้เวลาจะผ่านไป

แต่แล้ววันหนึ่ง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เศษกระจกวิเศษที่ปีศาจสร้างไว้ปลิวเข้าตาของเคย์ และอีกชิ้นหนึ่งฝังเข้าไปในหัวใจของเขา ตั้งแต่นั้นมา เคย์ก็เปลี่ยนไป เขากลายเป็นคนเย็นชา พูดจาแข็งกระด้าง และไม่สนใจดอกไม้หรือคำพูดอ่อนโยนของเกอร์ด้าอีกต่อไป เขาหัวเราะเยาะสิ่งที่เคยรัก และมองทุกอย่างด้วยสายตาที่เย็นเฉียบ

“ดอกไม้พวกนี้น่าเบื่อ…” เคย์พูดอย่างเฉยชา โดยไม่แม้แต่จะมองหน้าเกอร์ด้า

เกอร์ด้าไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเคย์ เธอได้แต่เฝ้ามองเขาอย่างเศร้า ๆ และหวังว่าเขาจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม หัวใจของเธอยังรักเขาเหมือนเดิม แต่เธอไม่รู้ว่าจะช่วยเขาได้อย่างไร

แล้ววันหนึ่งในฤดูหนาว เคย์ออกไปเล่นเลื่อนหิมะในถนน เขาเห็นรถเลื่อนคันหนึ่งสีขาวบริสุทธิ์ มีหญิงผู้สูงศักดิ์นั่งอยู่ นางคือราชินีหิมะ ผู้ปกครองแดนเหนือ ราชินีหิมะยิ้มอย่างเย็นชา แล้วพูดว่า “เจ้าหนุ่มน้อย…มานั่งกับข้าเถิด” เคย์ขึ้นไปบนรถเลื่อน และทันใดนั้น รถก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ลอยขึ้นเหนือพื้นหิมะ และหายไปในสายลมหนาว

เมื่อเคย์ไม่กลับบ้าน ยายและเกอร์ด้าก็ออกตามหา แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหน เกอร์ด้าร้องไห้ “เธอจะหายไปอย่างนี้ไม่ได้นะ…ฉันจะตามหาเธอให้พบ” แม้จะไม่รู้ว่าต้องไปทางไหน แต่เธอเชื่อว่า หากหัวใจของเธอยังรักเคย์อยู่ เธอจะพบเขาได้ในที่สุด

และการเดินทางของเด็กหญิงผู้มีหัวใจกล้าหาญก็เริ่มต้นขึ้น…

.

บทที่ 3: สวนดอกไม้และความทรงจำที่เลือนหาย

หลังจากเคย์หายไปกับราชินีหิมะ เกอร์ด้าก็เศร้าใจอย่างมาก เธอไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าเขาเปลี่ยนไปเพราะอะไร แต่เธอรู้เพียงอย่างเดียวว่า เธอคิดถึงเขา และอยากให้เขากลับมาเป็นเหมือนเดิม

เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึงอีกครั้ง ดอกไม้ริมหน้าต่างยังคงเบ่งบาน แต่ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีคำพูดอ่อนโยน ไม่มีเคย์นั่งอยู่ข้าง ๆ เกอร์ด้าเฝ้ามองดอกกุหลาบที่เคยปลูกด้วยกัน แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

เธอตัดสินใจออกเดินทางตามหาเคย์ แม้จะไม่รู้ว่าต้องไปทางไหน เธอเดินผ่านเมือง ผ่านทุ่งหญ้า และข้ามแม่น้ำด้วยหัวใจที่มั่นคง จนกระทั่งมาถึงบ้านหลังหนึ่งกลางสวนดอกไม้ที่งดงามราวกับภาพฝัน

หญิงชราผู้ใจดีคนหนึ่งออกมาต้อนรับเกอร์ด้า นางมีรอยยิ้มอ่อนโยน และพูดด้วยเสียงนุ่มนวลว่า “เจ้ามาจากที่ใดกัน เด็กน้อย?” เกอร์ด้าตอบว่า “หนูกำลังตามหาเพื่อน…เขาหายไปกับราชินีหิมะ”

หญิงชราพยักหน้าเบา ๆ แล้วใช้ไม้เท้าวิเศษโบกเหนือหัวของเกอร์ด้า ทันใดนั้น ความทรงจำของเด็กหญิงก็เริ่มเลือนราง เธอลืมเรื่องเคย์ ลืมการเดินทาง และอยู่ในสวนดอกไม้โดยไม่รู้ว่าตนเองมาทำอะไร

“ดอกไม้เหล่านี้พูดได้…พวกมันจะเป็นเพื่อนของเจ้า” หญิงชรากล่าว

ดอกไม้ในสวนพูดกับเกอร์ด้าด้วยเสียงอ่อนโยน บางดอกเล่าเรื่องของฤดูใบไม้ผลิ บางดอกพูดถึงสายลมและแสงแดด แต่ไม่มีดอกใดรู้เรื่องเคย์เลย เกอร์ด้าเริ่มรู้สึกว่างเปล่าในหัวใจ แม้เธอจะอยู่ในสวนที่งดงามที่สุดก็ตาม

วันหนึ่ง เธอเห็นดอกกุหลาบสีแดงที่คล้ายกับดอกไม้ที่เคยปลูกกับใครคนหนึ่งที่ริมหน้าต่าง เธอจึงถามดอกกุหลาบว่า “เธอเคยเห็นใครคนหนึ่งไหม?”

ดอกกุหลาบตอบว่า “เราไม่เคยเห็นเขา…แต่เรารู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่”

คำตอบนั้นปลุกความทรงจำของเกอร์ด้ากลับคืนมา เธอร้องไห้ด้วยความคิดถึง และตัดสินใจออกจากสวนทันที

“หนูต้องไป…หนูต้องตามหาเขาให้พบ” เกอร์ด้ากล่าวอย่างแน่วแน่

หญิงชราพยายามรั้งไว้ แต่เวทมนตร์ของนางไม่อาจหยุดหัวใจที่รักแท้ได้ เกอร์ด้าจึงออกเดินทางต่อด้วยความมุ่งมั่น

.

บทที่ 4: ปราสาทเจ้าชายและเจ้าหญิง

หลังจากออกจากสวนดอกไม้ของหญิงชราผู้มีเวทมนตร์ เกอร์ด้าเดินทางต่อไปด้วยหัวใจที่มั่นคง เธอเดินผ่านป่า ผ่านทุ่งหญ้า และข้ามแม่น้ำโดยไม่รู้ทิศทาง เธอไม่รู้ว่าเคย์อยู่ที่ไหน แต่เธอเชื่อว่า หากเธอไม่หยุดเดิน เธอจะพบเขาในที่สุด

วันหนึ่ง เธอมาถึงปราสาทหลังหนึ่งที่งดงามราวกับภาพฝัน ประตูใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า และมีทหารเฝ้าอยู่ ทหารมองเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่เดินทางมาเพียงลำพัง แล้วถามว่า “เจ้ามาจากไหน เด็กน้อย?”

เกอร์ด้าตอบด้วยเสียงเรียบง่ายว่า “หนูกำลังตามหาเพื่อนของหนู…เขาชื่อเคย์”

ทหารพาเกอร์ด้าเข้าไปในปราสาท ซึ่งมีเจ้าชายและเจ้าหญิงผู้ใจดีอาศัยอยู่ ทั้งสองฟังเรื่องราวของเกอร์ด้าด้วยความสงสาร และพาเธอไปยังห้องนอนเพื่อดูว่าเด็กชายที่นอนอยู่บนเตียงนั้นใช่เคย์หรือไม่

เกอร์ด้ามองด้วยความหวัง หัวใจของเธอเต้นแรง แต่เมื่อเด็กชายหันหน้ามา เธอก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่ เขาไม่ใช่เคย์

เจ้าชายและเจ้าหญิงรู้สึกประทับใจในความรักและความกล้าหาญของเกอร์ด้า พวกเขาไม่อาจช่วยเธอหาตัวเคย์ได้ แต่ก็อยากให้เธอเดินทางต่อไปอย่างปลอดภัย จึงมอบเสื้อผ้าใหม่ รองเท้าอุ่น ๆ และรถเลื่อนให้แก่เธอ

“เจ้ามีหัวใจที่งดงาม…เราขอให้เจ้าพบเพื่อนของเจ้าโดยเร็ว” เจ้าหญิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เกอร์ด้าโค้งคำนับอย่างสุภาพ “หนูจะไม่หยุด…จนกว่าจะพบเขา”

เธอออกเดินทางอีกครั้งด้วยรถเลื่อนที่เจ้าชายและเจ้าหญิงมอบให้ แม้จะยังไม่พบเคย์ แต่เธอก็ได้พบกับความเมตตา และนั่นทำให้หัวใจของเธออบอุ่นขึ้นเล็กน้อย

.

บทที่ 5: กลุ่มโจรและเพื่อนใหม่

เกอร์ด้าเดินทางต่อด้วยรถเลื่อนที่เจ้าชายและเจ้าหญิงมอบให้ เธอข้ามป่าใหญ่ที่เต็มไปด้วยหิมะและลมหนาว แม้จะเหนื่อยล้า แต่เธอก็ไม่หยุด เพราะหัวใจของเธอยังคิดถึงเคย์อยู่เสมอ

ระหว่างทาง รถเลื่อนของเธอถูกกลุ่มโจรป่าดักจับ พวกเขาโผล่ออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ และพาเธอไปยังถ้ำที่เต็มไปด้วยเสียงลมและเงามืด หัวหน้าโจรเป็นหญิงชราผู้ดุร้าย นางมีดวงตาแข็งกร้าวและเสียงที่ดังจนสะท้านใจ แต่ในถ้ำแห่งนั้น ยังมีเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกของหัวหน้าโจร

เด็กสาวคนนั้นมีดวงตาเฉียบคมและท่าทางแข็งแรง แต่เมื่อเธอมองเกอร์ด้า เธอกลับเห็นบางอย่างที่ต่างออกไป เธอถามด้วยเสียงเรียบว่า “เจ้าคือใคร? ทำไมเจ้ามาในป่าของเรา?”

เกอร์ด้าตอบด้วยเสียงสั่น “หนูกำลังตามหาเพื่อน…เขาถูกพาไปโดยราชินีหิมะ”

เด็กสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ข้าไม่เคยเห็นใครกล้าหาญเท่าเจ้า…ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า”

เธอพาเกอร์ด้าไปยังห้องของตน และให้พักผ่อนในเปลที่แขวนไว้ท่ามกลางสัตว์ป่าที่เชื่องอย่างประหลาด ในคืนนั้น เด็กสาวเล่าเรื่องของราชินีหิมะให้ฟัง “ข้าเคยได้ยินว่านางอาศัยอยู่ทางเหนือสุด…ในปราสาทน้ำแข็งที่ไม่มีใครกล้าเข้าไป”

เกอร์ด้าฟังด้วยความหวัง “หนูต้องไปที่นั่น…หนูต้องช่วยเคย์ให้ได้”

เด็กสาวนิ่งไปอีกครั้ง แล้วกล่าวว่า “ข้าจะช่วยเจ้า…แม้ข้าจะเป็นโจร แต่ข้าก็มีหัวใจ”

รุ่งเช้า เด็กสาวปล่อยเกอร์ด้าออกเดินทางอีกครั้ง พร้อมมอบกวางเรนเดียร์ให้พาไปยังแดนเหนือ

“เจ้าต้องไปยังลัปแลนด์…ที่นั่นมีหญิงชราผู้รู้ทางไปปราสาทของราชินีหิมะ” เด็กสาวกล่าว

เกอร์ด้าขอบคุณด้วยน้ำเสียงจริงใจ แล้วออกเดินทางต่อไปด้วยความหวังที่เริ่มกลับมาอีกครั้ง

.

บทที่ 6: ลัปแลนด์ ฟินแลนด์ และคำตอบของหัวใจ

กวางเรนเดียร์พาเกอร์ด้าเดินทางสู่แดนเหนือ พวกเขาข้ามภูเขาสูง ผ่านทุ่งน้ำแข็งที่กว้างใหญ่ และฝ่าลมหนาวที่พัดแรงตลอดทั้งวันทั้งคืน เกอร์ด้าหนาวจนแทบขยับตัวไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ เพราะหัวใจของเธอยังมีความหวัง

ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงลัปแลนด์ ดินแดนที่หนาวเหน็บที่สุดแห่งหนึ่ง ที่นั่นเธอได้พบหญิงชราผู้รู้ทาง หญิงชรานั้นอาศัยอยู่ในกระท่อมเล็ก ๆ ที่อบอุ่น มีไฟสว่างไสวและกลิ่นหอมของปลาแห้งลอยอยู่ในอากาศ

หญิงชราฟังเรื่องราวของเกอร์ด้าอย่างตั้งใจ แล้วกล่าวว่า “เจ้ามีหัวใจที่กล้าหาญ…แต่การจะช่วยเคย์ต้องใช้มากกว่าความกล้า” นางเขียนจดหมายถึงหญิงชราอีกคนในฟินแลนด์ ซึ่งรู้เวทมนตร์ลึกซึ้งกว่า และส่งเกอร์ด้าเดินทางต่อไป

กวางเรนเดียร์พาเกอร์ด้าเดินทางต่ออีกครั้ง คราวนี้เหนื่อยยิ่งกว่าเดิม แต่เธอก็ยังไม่หยุด จนกระทั่งมาถึงกระท่อมของหญิงชราฟินแลนด์ หญิงชราผู้นี้ไม่พูดมาก นางอ่านจดหมายเงียบ ๆ แล้วมองหน้าเกอร์ด้าอย่างอ่อนโยน

“ข้าไม่มีเวทมนตร์ใดที่เหนือกว่าความรักของเจ้า” หญิงชรากล่าว “จงไปเถิด เด็กน้อย หัวใจของเจ้าคือสิ่งเดียวที่สามารถละลายความเย็นชาได้”

คำพูดนั้นทำให้เกอร์ด้ารู้ว่า เธอไม่ต้องการเวทมนตร์ ไม่ต้องการอาวุธหรือพลังพิเศษใด ๆ สิ่งที่เธอมีอยู่แล้ว ทั้งความรัก ความกล้าหาญ และความจริงใจ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

.

บทที่ 7: ปราสาทน้ำแข็งและการพบกันอีกครั้ง

กวางเรนเดียร์พาเกอร์ด้าเดินทางข้ามทุ่งน้ำแข็งที่เงียบงันและหนาวเหน็บที่สุดในโลก ลมพัดแรงจนแทบยืนไม่อยู่ แต่เด็กหญิงก็ไม่ยอมแพ้ เธอกอดผ้าคลุมแน่น และหลับตาเพื่อไม่ให้หิมะเข้าตา หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความหวังและความกลัวปะปนกัน

ในที่สุด ปราสาทน้ำแข็งของราชินีหิมะก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า มันตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งขาวโพลน งดงามราวกับแก้วใส แต่ก็เย็นเยือกจนแทบไม่มีชีวิต ปราสาทนั้นไม่มีประตู ไม่มีทหาร ไม่มีเสียงใด ๆ มีเพียงความเงียบที่ลึกจนเหมือนจะกลืนทุกอย่างเข้าไป

เกอร์ด้าเดินเข้าไปอย่างช้า ๆ เท้าของเธอจมลงในหิมะที่หนาและเย็นจัด แต่เธอไม่หยุด เธอเดินผ่านห้องโถงที่เต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งซึ่งมีรูปทรงแปลกตา บางเกล็ดเหมือนดอกไม้ บางเกล็ดเหมือนดาว แต่ทุกชิ้นก็เย็นชาและไม่มีชีวิต

ในห้องกลางของปราสาท มีเด็กชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนพื้นน้ำแข็ง เขากำลังจัดเกล็ดน้ำแข็งให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย เขาไม่พูด ไม่ขยับ และไม่รู้ว่าใครอยู่รอบตัว

เกอร์ด้าเข้าไปใกล้ แล้วเรียกเบา ๆ “เคย์…”

เด็กชายไม่ตอบ เธอเรียกอีกครั้ง “เคย์…นี่ฉันเอง เกอร์ด้า…”

เคย์ยังคงนิ่งอยู่เหมือนรูปปั้นน้ำแข็ง เขามองเกล็ดน้ำแข็งตรงหน้าอย่างไร้ความรู้สึก และพยายามจัดมันให้เป็นคำว่า “นิรันดร์” เพราะราชินีหิมะเคยบอกว่า หากเขาสามารถจัดเกล็ดน้ำแข็งให้เป็นคำนั้นได้ เขาจะได้รับอิสรภาพและพลังวิเศษ

แต่เคย์ไม่รู้ว่า เขาไม่ได้ต้องการอิสรภาพจากราชินีหิมะ เขาต้องการอิสรภาพจากความเย็นชาในหัวใจของตนเอง

เกอร์ด้าเข้าไปใกล้ แล้วโอบเขาไว้ด้วยแขนเล็ก ๆ ของเธอ เธอร้องไห้ น้ำตาไหลลงบนแก้มของเคย์ และหยดลงบนหัวใจของเขา

ทันใดนั้น เศษกระจกที่ฝังอยู่ในหัวใจของเคย์ก็ละลายลงอย่างช้า ๆ เขาสะดุ้งเล็กน้อย แล้วมองหน้าเกอร์ด้า

“เกอร์ด้า…เธอมาได้ยังไง?” เขาถามด้วยเสียงสั่น

“ฉันตามหาเธอมาตลอด…ฉันไม่เคยหยุดรักเธอเลย” เกอร์ด้าตอบ

เคย์หลับตา น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เศษกระจกที่อยู่ในดวงตาของเขาก็หลุดออกมา เขามองโลกอีกครั้งด้วยสายตาเดิม สายตาที่อ่อนโยนและอบอุ่น

เขามองเกล็ดน้ำแข็งตรงหน้า แล้วพูดว่า “มันไม่มีความหมายเลย…”

เกอร์ด้ายิ้ม “เพราะความรักต่างหากที่มีความหมาย”

……

เมื่อเคย์หลุดพ้นจากเวทมนตร์ของราชินีหิมะ เขามองหน้าเกอร์ด้าอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ดวงตาของเขาไม่เย็นชาอีกต่อไป หัวใจของเขาไม่แข็งกระด้างอีกแล้ว เขาจำทุกอย่างได้ ทั้งดอกกุหลาบริมหน้าต่าง เสียงหัวเราะในฤดูใบไม้ผลิ และคำพูดอ่อนโยนที่เคยแลกเปลี่ยนกัน

เขากอดเกอร์ด้าแน่น น้ำตาไหลออกมาโดยไม่ต้องพูดอะไร ทั้งสองคนยืนอยู่กลางปราสาทน้ำแข็งที่เคยเงียบงัน แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่ไม่มีใครมองเห็นได้ด้วยตา มีเพียงหัวใจเท่านั้นที่รับรู้

เกล็ดน้ำแข็งที่เคย์เคยจัดเรียงกระจัดกระจายไปทั่วพื้น มันไม่มีความหมายอีกต่อไป เพราะคำว่า “นิรันดร์” ที่เขาเคยพยายามสร้าง ไม่ได้อยู่ในรูปทรงของน้ำแข็ง แต่มันอยู่ในความรักที่ไม่ยอมแพ้ของเกอร์ด้า

ทั้งสองออกจากปราสาทน้ำแข็งโดยไม่มีใครขัดขวาง ราชินีหิมะไม่ได้ปรากฏตัวอีกเลย เพราะเธอไม่เคยผูกพันกับใครจริง ๆ เคย์จากไปได้ง่าย เพราะไม่มีใครรั้งเขาไว้ ความงามที่ไร้หัวใจไม่อาจยึดเหนี่ยวใครได้

กวางเรนเดียร์พาทั้งสองกลับสู่แดนใต้ ผ่านลัปแลนด์ ผ่านฟินแลนด์ ผ่านป่าของโจร และกลับไปยังเมืองเล็ก ๆ ที่พวกเขาเคยอยู่ ดอกไม้ริมหน้าต่างยังคงเบ่งบานเหมือนเดิม แต่ตอนนี้มันดูงดงามกว่าเดิม เพราะหัวใจของทั้งสองกลับมาเป็นเหมือนเดิม

เคย์กับเกอร์ด้านั่งริมหน้าต่างอีกครั้ง พูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม และหัวเราะเบา ๆ เหมือนเมื่อก่อน ไม่มีใครพูดถึงปราสาทน้ำแข็ง ไม่มีใครพูดถึงราชินีหิมะ เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมายอีกต่อไป

สิ่งที่มีความหมายคือความรักที่ไม่ยอมแพ้ ความกล้าหาญของหัวใจเด็กหญิงคนหนึ่ง และการกลับมาของเด็กชายที่เคยหลงทาง

และแม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ดอกไม้ที่พวกเขาปลูกไว้ก็ยังไม่เหี่ยวเฉา เพราะมันเติบโตจากความรักแท้ที่ไม่มีวันจางหาย.


Posted in นิทานก่อนนอนเรื่องยาว, นิทานความรัก, นิทานแอนเดอร์สัน

ใต้ร่มหลิว : นิทานความรักก่อนนอนที่ทำให้หัวใจสั่นไหว จาก ฮันน์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน

ใต้ร่มหลิว (Under the Willow Tree) เป็นหนึ่งในนิทานที่งดงามและละเมียดละไมที่สุดของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน (Hans Christian Andersen) นักเขียนชาวเดนมาร์กผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งนิทานสำหรับเด็ก” และเป็นผู้แต่งนิทานอมตะอย่าง เงือกน้อย, ลูกเป็ดขี้เหร่, เจ้าหญิงกับเมล็ดถั่ว ซึ่งล้วนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง แต่ในบรรดานิทานทั้งหมด ยังมีนิทานบางเรื่องที่งดงามแต่ไม่ค่อยถูกหยิบมาเล่า เช่น ใต้ร่มหลิว (Under the Willow Tree)

นักวิชาการหลายท่านมองว่า ใต้ร่มหลิว เป็นหนึ่งในนิทานความรักที่ “ซื่อตรงต่อความรู้สึกของมนุษย์” มากที่สุดของแอนเดอร์สัน แม้จะไม่มีจุดหักเหแรง ๆ หรือฉากแฟนตาซี แต่กลับมีพลังทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง นักอ่านบางคนกล่าวว่า “นี่คือเรื่องรักที่จริงที่สุดในนิทานของแอนเดอร์สัน”

เว็บไซต์นิทานนำบุญเลือกนำเสนอนิทานเรื่อง ใต้ร่มหลิว เพราะนี่คือนิทานความรักที่มีแง่มุมอันน่าสนใจ ทั้งในด้านความงาม ความจริง และความเศร้าอันละเมียดละไม ซึ่งการเรียบเรียงพยายามรักษาเนื้อหาและอารมณ์ตามต้นฉบับ โดยมีการเพิ่มรายละเอียดในบางฉากเพื่อให้ผู้อ่านร่วมสมัยเข้าใจได้ง่ายขึ้น แต่ไม่แต่งเติมโครงเรื่องหรือเปลี่ยนเจตนาดั้งเดิมของผู้แต่ง

หากคุณชอบนิทานเรื่องนี้ และต้องการอ่านฉบับดั้งเดิมของแอนเดอร์สัน สามารถค้นหาได้โดยใช้คำว่า “Under the Willow Tree by Hans Christian Andersen” ในเว็บไซต์วรรณกรรมต่างประเทศหรือฐานข้อมูลนิทานคลาสสิก

ณ เมืองเล็กริมทะเลชื่อเคอเกอ (Kjøge) ที่ตั้งอยู่ในเดนมาร์ก มีบ้านเรือนเรียงรายอย่างเงียบสงบ ทุ่งหญ้ากว้างไกลทอดตัวออกไปจนสุดสายตา และลำธารเล็กๆ ไหลผ่านกลางเมืองอย่างอ่อนโยน ริมลำธารนั้นมีต้นหลิวเก่าแก่ต้นหนึ่งยืนต้นอยู่อย่างโดดเด่น กิ่งก้านของมันห้อยระย้าลงมาเหมือนม่านธรรมชาติที่โอบล้อมพื้นที่เล็ก ๆ ใต้ร่มเงาไว้อย่างอบอุ่น

ใต้ต้นหลิวนั้น เด็กชายคนุด (Knud) และเด็กหญิงโยฮันนา (Johanne) มักใช้เวลาร่วมกันในวัยเยาว์ พวกเขาเป็นเพื่อนบ้านที่เติบโตเคียงกัน บ้านของทั้งคู่อยู่ติดกันโดยมีพุ่มกุหลาบป่าคั่นกลาง เด็กทั้งสองชอบเล่นใต้ต้นหลิว พูดคุยกันอย่างไร้เดียงสา และมองดูน้ำในลำธารไหลผ่านไปอย่างสงบเงียบ

คนุดเป็นเด็กชายที่เงียบขรึม มีจิตใจอ่อนโยนและช่างคิด ส่วนโยฮันนาเป็นเด็กหญิงสดใส ร่าเริง และกล้าหาญกว่าคนุดอยู่มาก เธอมักเล่าเรื่องที่ฝันให้คนุดฟัง และชวนเขาจินตนาการถึงโลกที่อยู่ไกลออกไปจากเมืองเล็ก ๆ ของพวกเขา ต้นหลิวกลายเป็นสถานที่แห่งความฝัน เป็นที่ที่พวกเขาได้แบ่งปันความคิด ความรู้สึก และความหวังในแบบที่เด็ก ๆ เท่านั้นจะเข้าใจ

แม้จะอยู่ใกล้น้ำ แต่เด็กทั้งสองไม่เคยตกลงไป เพราะโยฮันนามักพูดว่า “พระเจ้าคอยเฝ้ามองเราอยู่เสมอ” คำพูดนั้นกลายเป็นคำปลอบโยนที่คนุดจดจำไว้ในใจ เขาไม่กล้าลงเล่นน้ำเหมือนเด็กคนอื่น และมักถูกล้อว่าเป็นคนขี้ขลาด แต่โยฮันนาไม่เคยหัวเราะเยาะเขา เธอกลับบอกว่า “ในฝันของฉัน เธอกล้าพอจะจมน้ำเพื่อช่วยฉันเลยนะ”

คำพูดนั้นกลายเป็นสิ่งที่คนุดภาคภูมิใจ แม้จะเป็นเพียงภาพในฝันของโยฮันนา แต่เขาก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนกล้าหาญในสายตาของเธอ ต้นหลิวจึงไม่ใช่แค่ต้นไม้ธรรมดา แต่เป็นที่ที่ความรัก ความกล้าหาญ และความผูกพันได้เติบโตขึ้นอย่างเงียบ ๆ และงดงามในหัวใจของเด็กทั้งสอง

เมื่อฤดูใบไม้ผลิผ่านไปและฤดูร้อนมาเยือน เด็กทั้งสองก็เติบโตขึ้น คนุดเริ่มช่วยงานในบ้านและเรียนรู้การทำงานจากพ่อ ส่วนโยฮันนาเริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น และมีความฝันที่จะไปเรียนต่อในเมืองหลวง ต้นหลิวยังคงเป็นที่พักใจของทั้งสอง แม้จะมีภาระมากขึ้น แต่พวกเขายังหาเวลามานั่งใต้ร่มหลิว และพูดคุยกันถึงอนาคตที่ยังไม่ชัดเจน

วันหนึ่ง โยฮันนาได้รับข่าวดีว่าเธอจะได้ไปเรียนในโคเปนเฮเกน เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยโอกาสและความฝัน คนุดยิ้มให้เธออย่างยินดี แม้ในใจจะรู้สึกหวิว ๆ คนุดไม่กล้าบอกความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ เขาเพียงพูดว่า “เธอจะได้เห็นโลกกว้างแล้ว ฉันดีใจด้วยจริง ๆ” โยฮันนาเพียงยิ้มตอบ และบอกว่า “ฉันจะเขียนจดหมายถึงเธอทุกเดือนนะ”

หลังจากโยฮันนาเดินทางไป คนุดยังคงใช้ชีวิตในเมืองเล็กอย่างเรียบง่าย เขาทำงานหนัก ช่วยพ่อแม่ และเฝ้ารอจดหมายจากเธอทุกเดือน คนุดเก็บจดหมายไว้ในกล่องไม้เล็ก ๆ ใต้เตียง และมักจะอ่านซ้ำในคืนที่คิดถึงเธอมากที่สุด ต้นหลิวกลายเป็นที่ที่เขาไปนั่งเงียบ ๆ เพื่อระลึกถึงวันเก่า ๆ และจินตนาการถึงเสียงหัวเราะของโยฮันนา

เวลาผ่านไป…หลายปี คนุดกลายเป็นชายหนุ่มผู้มีความสามารถ เขาตัดสินใจเดินทางไปโคเปนเฮเกนเพื่อพบโยฮันนาอีกครั้ง หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความหวังและความกล้า เขาเดินทางด้วยรถม้า ผ่านทุ่งหญ้าและเมืองต่าง ๆ จนมาถึงเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยผู้คนและเสียงจอแจ เขารู้สึกตัวเล็ก…ในโลกที่กว้างใหญ่ แต่เขายังคงมั่นใจในสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำ

เมื่อคนุดได้พบโยฮันนาอีกครั้ง เธอเปลี่ยนไปมาก เธอกลายเป็นหญิงสาวผู้สง่างาม มีมารยาทและมีความรู้ที่ลึกซึ้ง เธออยู่ในสังคมที่คนุดไม่คุ้นเคย และดูเหมือนว่าเธอจะลืมวันเก่า ๆ ไปแล้ว คนุดไม่กล้าพูดถึงต้นหลิว หรือจดหมายที่เขาเก็บไว้ เขาเพียงยิ้มและฟังเธอเล่าเรื่องชีวิตในเมืองหลวงโดยไม่พูดอะไร

หลังจากพบกันครั้งนั้น คนุดกลับมายังเมืองเคอเกอด้วยหัวใจที่เงียบงัน เขาไม่พูดถึงโยฮันนาให้ใครฟังอีก และไม่เขียนจดหมายถึงเธอเช่นเคย เขาเก็บกล่องไม้ที่บรรจุจดหมายไว้ในลิ้นชักลึกสุดของโต๊ะทำงาน และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเหมือนเดิม ต้นหลิวยังคงยืนอยู่ที่เดิม แต่เขาไม่ไปนั่งใต้ร่มเงาอีกต่อไป ราวกับว่าความทรงจำที่เคยงดงามได้กลายเป็นสิ่งที่เขาไม่กล้าแตะต้อง

วันเวลาผ่านไปนานแสนนาน คนุดกลายเป็นชายชราผู้เงียบขรึม เขาไม่แต่งงาน และไม่มีครอบครัวของตนเอง แต่เขาเป็นที่รักของผู้คนในเมืองเล็ก ๆ ด้วยความซื่อตรงและเมตตา เขามักช่วยเหลือเด็ก ๆ และเล่าเรื่องต้นหลิวให้ฟังอย่างอ่อนโยน แม้จะไม่เอ่ยชื่อโยฮันนา แต่ทุกคนรู้ว่าเรื่องนั้นมีใครบางคนซ่อนอยู่ในความเงียบของเขา

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อคนุดรู้ว่าตนเองอาจมีเวลาเหลือไม่มาก คนุดได้ขอให้เพื่อนบ้านฝังเขาไว้ใต้ต้นหลิวต้นเดิม เขาบอกกับเพื่อนบ้านว่า “ที่นั่นคือที่ที่ผมเคยมีความสุขที่สุด” คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยความหมาย ทุกคนในเมืองเข้าใจ และเมื่อเขาจากไป หลุมศพของเขาก็ถูกวางไว้ใต้ร่มเงาของต้นหลิวที่เคยเป็นที่พักใจของเขาในวัยเยาว์

………

…………

……………

หลายปีต่อมา โยฮันนาในวัยชราได้กลับมาเยี่ยมเมืองเคอเกออีกครั้ง เธอเดินผ่านบ้านเก่า ผ่านพุ่มกุหลาบป่าที่ยังคงเติบโต และมาหยุดอยู่ใต้ต้นหลิว เธอเห็นหลุมศพเรียบง่ายที่มีชื่อ “คนุด” สลักไว้ และเห็นพวงดอกไม้สีขาวที่ใครบางคนเพิ่งวางไว้ เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวลงและวางมือบนหินหลุมศพอย่างแผ่วเบา

“เขาเป็นคนที่ฉันรักที่สุดในชีวิต” เธอกล่าวเบา ๆ กับต้นหลิวที่ไหวตามสายลม ราวกับต้นไม้รับรู้และตอบรับคำพูดนั้น ใบหลิวปลิวไหวอย่างอ่อนโยน แสงแดดยามเย็นส่องผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ลงบนหลุมศพและใบหน้าของหญิงชราอย่างละเมียดละไม มันเป็นภาพที่สงบงามและเปี่ยมไปด้วยความทรงจำที่ไม่เคยจางหาย

หลังจากโยฮันนาได้พบหลุมศพของคนุด เธอนั่งลงใต้ต้นหลิวอย่างเงียบ ๆ สายลมพัดใบหลิวปลิวไหวเหนือศีรษะของเธอ ราวกับต้นไม้กำลังเล่าเรื่องราวที่เธอเคยลืมไป เธอหลับตาและปล่อยให้ความทรงจำในวัยเยาว์ไหลกลับมาอย่างช้า ๆ ทั้งเสียงหัวเราะ การเล่นริมลำธาร และคำพูดของคนุดที่เคยบอกว่า “ฉันดีใจที่เธอจะได้เห็นโลกกว้าง”

เธอรู้สึกถึงความเงียบที่ไม่ว่างเปล่า แต่เต็มไปด้วยความหมาย ความรักที่ไม่เคยเอ่ยออกมา และการรอคอยที่ไม่เคยเรียกร้องสิ่งตอบแทน หลุมศพนั้นเรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีคำสรรเสริญ มีเพียงชื่อเดียวที่สลักไว้ และดอกไม้ป่าที่ขึ้นเองรอบ ๆ ราวกับธรรมชาติได้ดูแลเขาแทนเธอในวันที่เธอไม่อยู่

โยฮันนาเอื้อมมือไปแตะหินหลุมศพอีกครั้ง แล้วลุกขึ้นอย่างช้า ๆ เธอเดินออกจากใต้ต้นหลิวโดยไม่หันกลับไปมองอีก แต่ในใจของเธอ ต้นหลิวยังคงอยู่ และคนุดก็ยังคงนั่งอยู่ใต้ร่มเงานั้น รอเธออย่างเงียบงันเหมือนเดิม เธอรู้ดีว่าเธอไม่ได้กลับมาเพื่อพบเขา แต่เพื่อยืนยันว่าเขาไม่เคยหายไปจากใจเธอเลย

เมื่อเธอเดินกลับไปยังเมืองเล็กที่เธอเคยจากมา ทุกสิ่งดูเล็กลงแต่เปี่ยมด้วยความหมาย ผู้คนยังคงใช้ชีวิตเรียบง่าย เด็ก ๆ ยังเล่นกันริมลำธาร และต้นหลิวยังคงยืนต้นอยู่ที่เดิม ราวกับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด

เรื่องราวของคนุดและโยฮันนาไม่ได้จบลงด้วยการครองคู่ หรือคำสัญญาใด ๆ หากแต่จบลงด้วยความรักที่เงียบงามและมั่นคง ความรักที่ไม่ต้องการคำตอบ และไม่ต้องการการครอบครอง เป็นความรักที่เติบโตใต้ต้นหลิว และยังคงอยู่ที่นั่นเสมอ ในสายลม ใบไม้ และความทรงจำของผู้ที่เคยหยุดยืนใต้ร่มเงานั้น