Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์

นิทานเรื่อง ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีหญิงชราผู้หนึ่งมีลูกชาย 3 คน เมื่อลูกชายทั้งสามถึงวัยที่ต้องออกไปหางานทำ หญิงชราจึงอวยพรให้ลูก ๆ โชคดีและสอนให้ทุกคนยึดถือความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง

หลังจากที่สามพี่น้องล่ำลาแม่แล้ว พวกเขาก็พากันเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองใหญ่ซึ่งน่าจะมีงานดี ๆ รอพวกเขาอยู่  ครั้นเมื่อสามพี่น้องมาถึงหน้าร้านอาหารหรูหราและเห็นป้ายประกาศรับสมัครพ่อครัว พี่น้องทั้งสามซึ่งพอทำอาหารเป็นอยู่บ้างจึงตัดสินใจเข้าไปสมัครงานอย่างไม่รอช้า

ในการสัมภาษณ์งาน  เจ้าของร้านถามหนุ่มน้อยผู้เป็นน้องคนเล็กว่า “เจ้าทำอาหารแบบชาววังได้ไหม”  หนุ่มน้อยเป็นคนซื่อสัตย์ เขาจึงตอบตามจริงว่า “ผมทำไม่ได้”  

ฝ่ายพี่ชายคนรองนั้น  แม้เขาจะอยากได้งาน  แต่เขาก็ยังละอายต่อการพูดปด  ชายหนุ่มจึงตอบตามความเป็นจริงว่า “ผมเองก็ทำไม่ได้ ” 

ครั้นพี่ชายคนโตที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าน้อง เห็นว่าน้อง ๆ พูดความจริงแล้วไม่ได้งาน  เขาจึงโกหกว่าเขาทำอาหารแบบชาววังได้สบายมาก ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ใหญ่จึงได้ทำงานเป็นพ่อครัวสมดังหวัง

เมื่อพี่ชายคนโตได้งานไปแล้ว  สองพี่น้องที่เหลือจึงพากันเดินทางต่อ  ไม่นานนัก พวกเขาก็พบประกาศรับสมัครคนเลี้ยงม้าติดอยู่ที่หน้าบ้านของเศรษฐี  สองพี่น้องเคยเลี้ยงม้ามาบ้าง  ทั้งคู่จึงรีบเข้าไปสมัครงานทันที

ในการสัมภาษณ์งาน  เศรษฐีเจ้าของบ้านสอบถามน้องคนเล็กว่า “เจ้าขี่ม้าแข่งเป็นไหม” ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์จึงตอบตามจริงว่า “ผมขี่ม้าแข่งไม่เป็น…เคยแต่ขี่เล่น ๆ เท่านั้น”

ฝ่ายพี่ชายคนรองที่เห็นพี่ชายคนโตโกหกแล้วได้งานทำจึงพูดแทรกไปว่า “แต่ผมขี่ม้าแข่งได้สบายมาก”  ด้วยเหตุนี้  พี่ชายคนรองจึงได้งานเป็นคนขี่ม้าแข่งในบ้านเศรษฐี

เมื่อพี่ทั้งสองคนต่างได้งานกันไปหมดแล้ว  น้องชายคนเล็กจึงเริ่มลังเลใจว่า  เขาควรพูดความจริงตามที่แม่สอนหรือโกหกพกลมตามแบบที่พี่ชายทั้งสองทำ 

น้องชายคนเล็กหางานต่อไปอีกหลายแห่ง  โดยเขายังคงพูดแต่ความจริงเท่านั้น  ซึ่งผลสุดท้าย…เขาก็ไม่ได้งานเลยแม้แต่ที่เดียว

ในขณะที่ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์กำลังสับสน  เขาก็บังเอิญพบประกาศรับสมัครยามเฝ้าประตูแปะอยู่ที่หน้าพระราชวังของพระราชา  ชายหนุ่มเห็นว่าการเป็นยามคงไม่ยาก และหากเขาโกหกสักหน่อย  เขาก็คงได้งานเหมือนกับพี่ชายทั้งสอง  ชายหนุ่มจึงรีบเข้าไปสมัครงานทันที

ในท้องพระโรงของพระราชา  มีผู้คนมากหน้าหลายตามารอสมัครงานเป็นแถวยาวเหยียด  เมื่อเสนาบดีสัมภาษณ์ผู้สมัครแต่ละคนว่า “เจ้าอดทนไม่หลับไม่นอนอยู่ยามได้นานแค่ไหน”  ผู้สมัครแต่ละคนต่างก็คุยฟุ้งว่าตนเองอดนอนได้นานกว่าคนก่อนหน้า แถมบางคนยังคุยโวว่าตัวเขาอดนอนได้นานถึง 365 วันเลยทีเดียว

ครั้นเมื่อถึงคราวของชายหนุ่ม  เมื่อเสนาบดีถามเขาว่าเขาอดนอนได้นานแค่ไหน  แม้ในตอนแรกเขาคิดจะโกหกตามแบบที่พี่ชายทั้งสองได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เสียงของแม่ที่ย้ำเตือนให้เขายึดถือความซื่อสัตย์ก็ดังแว่วขึ้นในใจ ดังนั้น แทนที่เขาจะโกหกว่าตนเองอดนอนได้ยาวนานกว่าคนอื่น  เขากลับพูดความจริงว่า “ผมอดนอนได้ไม่น่าเกิน 2 คืน แต่ถ้าได้ทำงานเป็นยาม ผมก็จะอดทนอยู่ยามให้ดีที่สุด จะไม่ยอมละเลยหน้าที่โดยเด็ดขาด”

หลังจากตอบคำถามไปแล้ว  ชายหนุ่มคิดว่าเขาคงไม่ได้งานอีกเช่นเคย  แต่ผิดถนัด…เสนาบดีกลับยิ้มแล้วประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ชายหนุ่มผู้ซื่อตรงคนนี้เหมาะสมที่จะได้เป็นยามเฝ้าประตูห้องบรรทมของพระราชามากที่สุด  เพราะความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐานสำคัญของทหารยามที่พระราชาต้องการ

ชายหนุ่มดีใจมากที่เขาได้ทำงานรับใช้พระราชาในวังหลวง  การเชื่อฟังคำสอนของแม่ส่งผลให้เขาได้ทำงานที่มีเกียรติอย่างไม่คาดฝัน  ส่วนพี่ชายทั้งสองคนของเขานั้น หลังจากที่พวกเขาทำงานได้ไม่นาน  นายจ้างก็รู้ว่าพวกเขาโกหกและต้องถูกไล่ออกจากงาน เพราะไม่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ดังคำที่แม่พร่ำสอน

#นิทานนำบุญ

—————

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ขนมสายรุ้ง

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ขนมสายรุ้ง” มีที่มาแปลกมาก ๆ กล่าวคือ ในปีนั้น (นานมาแล้ว) ผมไปเยี่ยมพ่อครูมาลา คำจันทร์ ที่เชียงใหม่ ผมจำได้ว่าผมต้องนั่งรถสองแถวจากตัวเมือง เพื่อไปยังบ้านของพ่อครูที่อยู่ต่างอำเภอ ก่อนขึ้นรถ ผมคิดว่าผมควรหาอะไรไปฝากพ่อครูสักนิด จึงตัดสินใจซื้อขนมไทยจากร้านแถวท่ารถติดมือไปด้วย พอซื้อขนมเสร็จ ก็ขึ้นรถ แล้วจู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกว่า ขนมที่ซื้อไปน่ากินทุกอย่างเลย (เป็นขนมไทยของภาคเหนือที่ผมไม่เคยชิม) ถ้าให้พ่อครูไป แล้วผมจะรู้รสชาติของขนมเหล่านี้ได้อย่างไร! ความตะกละในตอนนั้น จุดประกายให้ผมคิดนิทานออกมาได้เรื่องหนึ่ง ซึ่งมันก็คือนิทานเรื่อง “ขนมสายรุ้ง” ที่นำมาให้อ่านกันในวันนี้ นิทานเรื่องนี้แต่งขณะนั่งในรถสองแถว พอถึงจุดหมาย ผมก็แต่งนิทานเสร็จพอดี นิทานเรื่องนี้จึงเป็นนิทานก่อนนอนที่ค่อนข้างสั้น กระชับ แต่เชื่อว่าข้อคิดที่ซ่อนไว้ในนิทานน่าจะทำให้คนอ่านหิวขนม เอ้ย..ได้รับประโยชน์บ้างตามสมควร

นิทานเรื่อง ขนมสายรุ้ง

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงคู่หนึ่งเป็นเพื่อนรักกัน  เด็กผู้ชายมีชื่อว่า “เกาลัด”  ส่วนเด็กผู้หญิงมีชื่อว่า “มะลิ”  วันหนึ่ง เกาลัดจะไปหามะลิที่บ้าน  เขาจึงแวะซื้อขนมที่ร้านของป้าฉลวย

ร้านป้าฉลวยมีขนมเหลืออยู่แค่สองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นขนมสีสวยเหมือนสายรุ้ง ส่วนอีกชิ้นเป็นขนมสีดำคล้ายทำจากถั่ว  เกาลัดซื้อขนมมาทั้งสองชิ้น  เขาอยากกินขนมสายรุ้ง  ส่วนขนมสีดำเขาจะนำไปฝากมะลิ

เมื่อเกาลัดไปถึงบ้านของมะลิ เกาลัดยิ้มแล้วบอกว่า “มีขนมแสนอร่อยมาฝากจ้า”

มะลิดีใจ เพราะใคร ๆ ก็ชอบกินขนม  ครั้นเมื่อเกาลัดวางขนมบนโต๊ะ มะลิก็หยิบขนมสายรุ้งมาดูใกล้ ๆ  “ขนมชิ้นนี้สีสวยน่ากินจัง ขอบใจมาก ๆ ที่ซื้อมาฝาก”

เกาลัดอ้ำอึ้งอยู่สักพัก จากนั้น เขาก็พยายามชักแม่น้ำทั้งห้าว่า “เอ่อ…ขนมสีดำน่าจะทำจากถั่ว มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ยูเรนัส เนปจูน พลูโต … มันมีประโยชน์กับเธอนะ เธอกินขนมสีดำดีกว่า ส่วนฉันจะกินขนมสายรุ้งเอง” 

เมื่อมะลิได้ฟังเกาลัดโม้และมั่ว มะลิก็เริ่มงอนแล้วตัดพ้อว่า “แต่ฉันอยากกินขนมสายรุ้งนี่นา นี่เธอซื้อขนมมาฝากตัวเองหรือซื้อมาฝากฉันกันแน่?”

เสียงนาฬิกาเดินติ๊ก ๆ ติก ๆ  ติ๊ก ๆ เด็กทั้งสองได้แต่มองขนม…หน้างอหน้าหงิก  เกาลัดกับมะลิอยากกินขนมสายรุ้งเหมือนกัน แต่มีขนมสายรุ้งอยู่แค่ชิ้นเดียวเท่านั้น   

ในขณะที่เพื่อนรักทั้งสองไม่รู้จะทำอย่างไร จู่ ๆ เด็ก ๆ ก็ได้ยินเสียงเล็ก ๆ ดังมาจากที่โต๊ะ 

“แบ่งกันกินคนละครึ่งชิ้นสิจ๊ะ”  ขนมสายรุ้งพูด  

“ใช่แล้ว ถ้าแบ่งกันกินก็ได้ชิมทั้ง 2 รสชาติเลยนะ” ขนมสีดำบอก

เมื่อเด็กทั้งสองได้ฟัง  ทั้งคู่จึงแบ่งขนมกันคนละครึ่งชิ้น  ขนมสายรุ้งอร่อย แต่ขนมสีดำอร่อยมากกว่า ถ้าเด็ก ๆ ไม่แบ่งขนมกันกิน คงไม่มีโอกาสได้รู้รสชาติอร่อย ๆ ของขนมทั้งสองชิ้นแน่ ๆ

  “การแบ่งปันนี่ดีจัง” มะลิคิด  

 “การแบ่งปันนี่ดีจริง” เกาลัดคิด

เสียงนาฬิกาเดินติ๊ก ๆ ติก ๆ  ติ๊ก ๆ  เด็กทั้งสองกินขนม, ส่งยิ้มให้กัน พร้อมกับหัวเราะในใจเสียงดัง “คิก ๆ ๆ ๆ”

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แม่ไก่กับเจ้าจระเข้

ในมุมมองของผู้ใหญ่ สัตว์ที่พวกเราคิดว่าเด็ก ๆ ชอบ มักจะเป็นสัตว์น่ารัก ๆ ชนิดต่าง ๆ เช่น กระต่าย กระรอก หมีแพนด้า ฯลฯ แต่ในช่วงที่ผมได้ดูแลหลานตัวน้อย ผมสังเกตเห็นว่า สัตว์ที่ดึงดูดความสนใจของหลานได้อย่างอยู่หมัด คงหนีไม่พ้นสัตว์เลื้อยคลานที่มีชื่อว่า “จระเข้”

หลังจากที่ผมได้แต่งนิทานเกี่ยวกับสัตว์น่ารัก ๆ มาสักระยะ วันหนึ่ง ผมจึงคิดอยากลองแต่งนิทานเกี่ยวกับจระเข้บ้าง แต่การแต่งนิทานเกี่ยวกับจระเข้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย (เพราะตัวเองไม่ชอบจระเข้) ผมคิดอยู่นาน ในที่สุด ก็ได้นิทานเรื่องนี้ออกมา ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้คงถูกใจผู้อ่านบางคนบ้างนะครับ

                                           นิทาน แม่ไก่กับเจ้าจระเข้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีไข่ฟองหนึ่งลอยมาตามสายน้ำอย่างไร้จุดหมาย โชคดีเหลือเกินมีแม่ไก่ตัวหนึ่งผ่านมาเห็นเข้า มันจึงเก็บไข่ฟองนั้นขึ้นจากน้ำ แล้วนำไข่กลับไปฟักที่บ้านของมัน

ไข่ที่แม่ไก่เก็บมาฟักเป็นไข่สีขาวฟองใหญ่ แม้แม่ไก่จะไม่รู้ว่าไข่ฟองนั้นเป็นไข่ของใคร แต่มันก็เต็มใจที่จะให้ความอบอุ่นแก่ไข่ เพื่อให้เจ้าตัวน้อยที่อยู่ในไข่มีโอกาสได้ลืมตาออกมาดูโลก

แม่ไก่อดทนนั่งฟักไข่ฟองใหญ่อยู่นานหลายต่อหลายคืน ในที่สุด…เปลือกไข่ฟองใหญ่ก็ค่อย ๆ ปริออก แล้วเจ้าจระเข้ตัวน้อยก็โผล่หัวออกมาพร้อมกับส่งเสียงทักแม่ไก่ว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า”

ใช่แล้ว…ไข่ฟองใหญ่ก็คือไข่ของจระเข้ (ศัตรูที่ไก่ทุกตัวทั้งกลัวทั้งเกลียด) เมื่อเพื่อน ๆ ของแม่ไก่รู้ข่าว พวกมันจึงพากันมาหาแม่ไก่ แล้วพยายามขับไล่เจ้าจระเข้ตัวน้อยให้ไปอยู่เสียที่อื่น

แม่ไก่เชื่อว่าไม่มีใครเลวร้ายมาตั้งแต่เกิด แต่เมื่อไก่ตัวอื่น ๆ ไม่ชอบลูกจระเข้ แม่ไก่จึงยอมพาเจ้าจระเข้ตัวน้อยออกจากฝูงไก่ โดยตั้งใจที่จะสอนให้เจ้าจระเข้ตัวน้อยมีนิสัยแสนน่ารัก จนไก่ทุกตัวต้องยอมให้เจ้าจระเข้ตัวน้อยเข้ามาอยู่ร่วมฝูงด้วย

เจ้าจระเข้ตัวน้อยรักแม่ไก่มาก มันจึงเชื่อฟังและทำตามที่แม่ไก่สอนทุกอย่าง ฝ่ายแม่ไก่เองก็รักเจ้าจระเข้มาก มันจึงพร่ำสอนสิ่งดี ๆ ให้แก่เจ้าจระเข้ตัวน้อยอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย

แม้เจ้าจระเข้ตัวน้อยจะเติบโตขึ้นเป็นจระเข้แสนดีสมดังที่แม่ไก่อบรมบ่มนิสัย แต่ไก่ทั้งหลายก็ยังคงมีอคติต่อเจ้าจระเข้อย่างไม่แปรเปลี่ยน และยิ่งเจ้าจระเข้เติบโตมากขึ้นเท่าไร พวกไก่ก็ยิ่งหวาดกลัวเจ้าจระเข้มากขึ้นเท่านั้น จนท้ายที่สุด เจ้าจระเข้ก็เริ่มท้อและตัดสินใจขอแยกไปอยู่ในหนองน้ำตามลำพัง เพื่อให้แม่ไก่ได้กลับไปอยู่กับเพื่อน ๆ และเพื่อให้ไก่ทั้งหลายไม่ต้องหวาดระแวงมันอีกต่อไป

แม่ไก่เสียใจมากที่ไก่ตัวอื่น ๆ ไม่ยอมรับเจ้าจระเข้ดังที่มันหวังเอาไว้ อย่างไรก็ตาม แม้แม่ไก่จะกลับมาอยู่ร่วมกับไก่ตัวอื่น ๆ แล้ว แต่มันก็มักจะแอบไปหาและปลอบใจเจ้าจระเข้ตัวน้อยอยู่เสมอ ๆ

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เพราะในขณะที่ไก่ทุกตัวกำลังนอนหลับ จู่ ๆ สายฝน ก็เริ่มโปรยปรายลงมา และฝนก็ตกหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อฝนตกหนักมาก ๆ เข้า น้ำฝนก็ท่วมพื้นดินจนไก่ทั้งหมดต้องหลบขึ้นไปอยู่ในที่สูง แต่เนื่องจากฝนตกติดต่อกันทั้งวันทั้งคืน ระดับน้ำจึงค่อย ๆ สูงขึ้น ๆ จนไก่ทั้งหลายจวนเจียนจะต้องจมอยู่ใต้น้ำ!

ในขณะที่ไก่ทุกตัวพยายามตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด พวกไก่กลับต้องตกใจมากขึ้นไปอีก เพราะในเสี้ยววินาทีนั้นเอง มีซุงท่อนหนึ่งถูกกระแสน้ำพัดพาให้พุ่งตรงมาทางที่พวกมันอยู่

ไก่บางตัวส่งเสียงร้องด้วยความกลัว ไก่บางตัวหลับตาปี๋ แต่เมื่อท่อนซุงลอยเข้ามาใกล้ พวกไก่ก็พากันแปลกใจ จนบางตัวถึงกับอ้าปากค้าง

ท่อนซุงที่พวกไก่เห็น…แท้จริงแล้วก็คือเจ้าจระเข้ตัวน้อยที่ตอนนี้เติบโตเป็นจระเข้ตัวใหญ่ เมื่อเจ้าจระเข้เห็นว่าพวกไก่กำลังลำบาก มันจึงตั้งใจว่ายน้ำตรงเข้ามาช่วย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

เมื่อไก่ทั้งหลายค่อยคลายความตกใจลงไปบ้าง เจ้าจระเข้ก็เชิญให้ไก่ทุกตัวรีบหนีน้ำขึ้นไปยืนบนหลังของมัน จากนั้น มันก็พาไก่ทั้งหมดล่องตามน้ำไปยังที่ที่ปลอดภัย

หลังฝนตก สายรุ้งก็โผล่ขึ้นมาสร้างสีสันให้แก่ท้องฟ้า ไก่ทุกตัวกล่าวขอบคุณเจ้าจระเข้ที่ช่วยให้พวกมันรอดชีวิต และทั้งหมดก็พากันขอโทษที่มองเจ้าจระเข้ผิดมาโดยตลอด

แม่ไก่ดีใจที่เจ้าจระเข้ได้รับการยอมรับจากไก่ทุก ๆ ตัว และแล้ว…เจ้าจระเข้ก็ได้อยู่ร่วมกับไก่ทั้งหลาย รวมทั้งแม่ไก่ใจดีที่มันรักมากที่สุดในโลก

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

รอยยิ้มของเด็กน้อย

ในช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เรียนปริญญาโทด้านการศึกษาปฐมวัย ที่ม.เกษตร (แต่ไม่จบ) ตอนที่ทำไอเอสเกี่ยวกับ การสร้างชุดหนังสือภาพสำหรับเด็กเล็กวัยแรกเกิดถึงสามปี ผมโชคดีที่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับเด็กเล็กจริง ๆ ซึ่งเป็นลูกของน้องชาวไทใหญ่ที่มาช่วยงานที่บ้าน

คลิปวิดีโอด้านล่างของนิทานเรื่องนี้ เป็นคลิปบันทึกเหตุการณ์ตอนที่ผมเข้าไปทักทายกับเด็กน้อยวัย 9-10 เดือน ที่เพิ่งตื่นนอนได้ไม่นาน ผมแต่งเพลงสด ๆ สื่อสารกับเด็กน้อย (จำได้ว่าตอนนั้นเรายังไม่คุ้นเคยกันมากนัก) ซึ่งจากเพลงที่แต่งสด ๆ และความน่ารักของเด็กน้อย ทำให้ผมได้แรงบันดาลใจมาแต่งนิทานเรื่องนี้ หวังว่านิทานเรื่องนี้จะให้แง่คิดและทำให้ทุก ๆ คนเห็นความสำคัญของเด็กมากขึ้นนะครับ

นิทานเรื่อง รอยยิ้มของเด็กน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าเมืองคนหนึ่งเป็นชายสูงวัยที่ไม่ค่อยชอบเด็กสักเท่าไหร่ เจ้าเมืองผู้นี้เชื่อว่า เด็กคือต้นเหตุที่ทำให้เมืองของเขายากจน ดังคำที่กล่าวว่า การมีลูกหนึ่งคนจะทำให้จนไปเจ็ดปีด้วยเหตุนี้ เจ้าเมืองจึงกำชับให้ชาวเมืองทุก ๆ หลีกเลี่ยงการมีลูกโดยเด็ดขาด

อยู่มาวันหนึ่ง คุณนกกระสาบุรุษไปรษณีย์ผู้มีหน้าที่ส่งเด็กกำพร้าไปยังครอบครัวใหม่ที่เหมาะสมได้พาเด็กชายวัยยังไม่ถึงหนึ่งขวบคนหนึ่ง บินมาส่งยังห้องนอนของภรรยาท่านเจ้าเมือง โชคดีที่ภรรยาท่านเจ้าเมืองเป็นคนรักเด็ก เมื่อคุณนายเห็นเด็กน้อยส่งยิ้มให้ เธอก็ตกหลุมรักและตั้งใจจะเลี้ยงดูเด็กน้อยเป็นลูกบุญธรรมแม้จะต้องขัดใจท่านเจ้าเมืองบ้างก็ตาม

เช้าวันต่อมา  คุณนายจัดเตรียมรถเข็นเด็กเพื่อพาเด็กน้อยมุ่งหน้าไปยังบ้านของเจ้าเมือง ระหว่างทาง คุณนายบอกให้เด็กน้อยยิ้มสู้กับทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้น พร้อมกับร้องเพลงให้เด็กน้อยฟังด้วยน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนว่า ยิ้มน้อย ๆ  ยิ้มน้อย ๆ  เจ้าตัวน้อยส่งยิ้มมา   ยิ้มน้อย ๆ  จากดวงตา  มาซิมาส่งยิ้มกัน

คุณนายร้องเพลงไปพลาง ยิ้มให้เจ้าตัวน้อยไปพลาง  จนชาวเมืองวางมือจากงานแล้วเข้ามาชะโงกดูเด็กน้อยในรถเข็นกันอย่างเนืองแน่น   ในตอนแรก  ชาวเมืองค่อนข้างประหลาดใจที่เห็นเด็กน้อยในรถเข็น แต่เมื่อชาวเมืองได้เห็นรอยยิ้มที่แสนน่ารักของเจ้าหนูน้อย  ทุกคนก็ลืมความประหลาดใจ เหลือเพียงความสดชื่นในหัวใจและรู้สึกว่าโลกรอบตัวนั้นงดงามกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก

ชาวเมืองต่างเดินตามคุณนายมายังบ้านของท่านเจ้าเมืองราวกับทุกคนต้องมนตร์สะกด  ใจหนึ่งทุกคนรู้สึกดีที่เห็นคุณนายเข็นเด็กน้อยเข้ามาในเมือง  แต่อีกใจหนึ่งทุกคนก็กังวลว่าเจ้าเมืองผู้ไม่รักเด็กจะยอมให้คุณนายเลี้ยงดูเด็กน้อยที่แสนน่ารักคนนี้ต่อไปหรือไม่

และแล้ว…สิ่งที่ทุกคนกังวลใจก็เป็นจริง  เพราะทันทีที่คุณนายเผชิญหน้ากับท่านเจ้าเมืองและเล่าเรื่องทั้งหมดให้สามีฟัง เจ้าเมืองผู้ไม่รักเด็กก็ถึงกับหนวดกระตุกด้วยความโกรธ แล้วตั้งท่าจะขับไล่เด็กรวมทั้งภรรยาออกจากเมืองทันที

แต่ก่อนที่เจ้าเมืองจะออกคำสั่งขับไล่  บังเอิญเจ้าเมืองเหลือบไปเห็นรอยยิ้มของเด็กน้อยในรถเข็น  ที่ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้น เด็กน้อยก็ยังคงยิ้มได้เสมอ

ความน่ารักของเด็กน้อยทำให้เจ้าเมืองเริ่มใจอ่อน  แต่ด้วยบทบาทของเจ้าเมืองที่เคยออกคำสั่งให้ชาวเมืองหลีกเลี่ยงการมีลูก  เจ้าเมืองจึงแกล้วเฉไฉว่า เรื่องนี้ตนเองอนุญาตไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยส่วนรวมด้วย

เมื่อชาวเมืองเห็นว่าเจ้าเมืองมีทีท่าที่อ่อนลง และทุกคนเห็นว่ารอยยิ้มของเด็กนั้นมีค่าต่อการสร้างกำลังใจมากเพียงไร  ทุกคนจึงพร้อมใจกันร้องเพลงว่า “ยิ้มน้อย ๆ  ยิ้มน้อย ๆ  เจ้าตัวน้อยส่งยิ้มมา   ยิ้มน้อย ๆ  จากดวงตา  มาซิมาส่งยิ้มกัน ๆ ๆ ๆ ๆ”

เสียงร้องเพลงของชาวเมืองเป็นเสมือนคำตอบที่ทำให้เจ้าเมืองเข้าใจได้ในทันทีว่าชาวเมืองต้องการเด็กน้อยคนนี้มากเพียงไร  แต่เจ้าเมืองยังคงห่วงเรื่องความยากจน เพราะหากเขาอนุญาตให้ภรรยาเลี้ยงเด็กคนนี้เป็นลูก  ในอนาคต…ชาวเมืองก็คงขอมีลูกบ้าง  ไป ๆ มา ๆ  ทุกคนในเมืองก็คงยากจนต่อไปแบบไม่รู้จบ  เจ้าเมืองจึงมองหน้าของเด็กน้อยที่ยังคงยิ้มอยู่ในรถเข็น  แล้วพูดด้วยความลำบากใจว่า “ถ้าการเลี้ยงเด็กจะไม่ทำให้บ้านเมืองต้องยากจน ฉันคงตัดสินใจได้ไม่ยากหรอก”

ในขณะนั้นเอง  เทวดาผู้คุ้มครองเมืองเห็นว่าเจ้าเมืองและชาวเมืองลืมนึกถึงบางสิ่งมานานแล้ว  นั่นคือรอยยิ้มอันแสนสดใสของเด็กสามารถสร้างพลังใจให้ผู้ใหญ่ได้อย่างมากมายไม่รู้จบ  ด้วยเหตุนี้ เทวดาผู้คุ้มครองเมืองจึงปรากฏตัวขึ้น  แล้วเอ่ยปากว่า ถ้าเจ้าเมืองรวมทั้งชาวเมืองยอมกลับมามีลูกและเลี้ยงดูเด็ก ๆ ให้มีรอยยิ้มที่สดใส เทวดาทั้งหลายก็จะมอบของขวัญให้แก่ชาวเมือง ด้วยการเสกฝนและความอุดมสมบูรณ์ให้กลับมายังเมืองอีกครั้ง

เมื่อเจ้าเมืองได้ฟัง  เจ้าเมืองรวมทั้งทุก ๆ คนในเมืองก็น้อมรับเงื่อนไขของเทวดา

ในที่สุด  เด็กน้อยก็ได้เติบโตเป็นลูกของเจ้าเมืองและภรรยา  ส่วนชาวเมืองก็เริ่มมีลูกกันอีกครั้ง ซึ่งเมื่อทุกคนดูแลให้เด็ก ๆ ยิ้มได้อย่างมีความสุข  เทวดาก็มอบของขวัญให้ทุก ๆ คนตามสัญญา

แม้ท้ายที่สุด ชาวเมืองอาจไม่ได้ร่ำรวยมากแบบผู้คนในเมืองอื่น ๆ   แต่สิ่งที่พวกเขารู้สึกก็คือ พวกเขามีความสุขมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่พวกเขาได้เห็นรอยยิ้มอันแสนบริสุทธิ์ของเด็กตัวน้อย ๆ  ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินทองเป็นไหน ๆ

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายชิลชิล (The Simple Prince)

เรื่อง เจ้าชายชิลชิล (The Simple Prince) เป็นนิทานพื้นบ้านฮังการี ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แปลและเรียบเรียงมาฝากเด็ก ๆ ที่รออ่านนิทานนำบุญเรื่องใหม่ ๆ (แต่ไม่ค่อยมีนิทานเรื่องใหม่ให้อ่านบ่อยนัก) คำว่าชิลชิลในเรื่อง เป็นคำแสลง หรือเป็นภาษาวัยรุ่น ที่หมายถึง “สบายสบาย ไม่คิดอะไรมาก” ซึ่งการเลือกใช้คำนี้ในชื่อเรื่อง เพราะผมเห็นว่าตัวละครหลักของเรื่องมีนิสัยใกล้เคียงกับความหมายของคำนี้ (ตอนแรกจะใช้ชื่อว่า เจ้าชายสบายสบาย แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่ตรงเสียทีเดียว) ส่วนการเรียบเรียงเนื้อหาของนิทานเรื่องนี้ ผมพยายามคงเรื่องราวตามนิทานดั้งเดิมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แต่มีการเพิ่มเหตุผลในบางส่วนเข้าไปให้นิทานมีความกลมกล่อมมากขึ้น ซึ่งหวังว่าผู้อ่านจะได้อรรถรสจากการอ่านนิทานเรื่องนี้ ความดีของนิทานเรื่องนี้ขอ มอบให้แก่ผู้แต่งดั้งเดิมซึ่งไม่ปรากฏนาม ขอให้มีความสุขในการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง เจ้าชายชิลชิล

กาลครั้งหนึ่ง มีชาวนาคนหนึ่ง มีลูกชายสามคน

ลูกชายคนเล็กของชาวนามีชื่อว่า  “จอห์น”    จอห์นเป็นหนุ่มน้อยที่ชอบใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ  ไม่คิดอะไรให้หนักสมอง  ยามว่าง เขามักนอนเล่นเรื่อยเปื่อยจนดูเหมือนเป็นคนที่มีชีวิตว่างเปล่า  ไร้แก่นสาร  พี่ชายทั้งสองของจอห์นพยายามผลักดันให้น้องชายคิดถึงอนาคตให้มากขึ้น แต่ดูเหมือนจอห์นจะชอบนอนเล่นอยู่กับปัจจุบันมากกว่า  เรียกว่ามีงานก็ทำไป ทำงานเสร็จก็พักผ่อนสบายใจ  พี่ชายของจอห์นจึงมักมองน้องชายว่าเป็นคนซื่อบื้อไร้ความคิด

วันหนึ่ง ชาวนาและลูกทั้งสามเดินไปที่ท้องนาและพบว่ากองฟางที่พวกเขาก่อไว้กระจัดกระจายเละเทะไปหมด พวกเขาจึงต้องช่วยกันก่อกองฟางให้กลับคืนสู่สภาพเดิม  จากนั้น ชาวนาจึงให้ลูกชาวคนโตนอนเฝ้ากองฟางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาทำให้กองฟางกระจุยกระจายอีก

คืนนั้น มีหนูตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นแล้วมองไปที่ลูกชายคนโตของชาวนาซึ่งนั่งเฝ้ากองฟางอยู่  เมื่อลูกชายคนโตเห็นหนู  เขาจึงเอาหมวกครอบตัวหนูเอาไว้ แต่เมื่อเปิดหมวกออก เขากลับไม่เห็นว่ามีหนูอยู่ในนั้น  ลูกชายของชาวนาแปลกใจนิดหน่อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วเผลอหลับไปในที่สุด 

ครั้นเมื่อถึงเวลาเช้า ลูกชายของชาวนาตื่นขึ้นมาและพบว่า กองฟางกระจุยกระจายเละเทะอีกแล้ว  เขาจึงต้องเสียทั้งแรง เสียทั้งเวลา ในการก่อกองฟางให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามลำพัง   เย็นวันนั้น ชาวนาสั่งให้ลูกชายคนรองไปนอนเฝ้ากองฟางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาทำลายกองฟางอีก 

คืนนั้น  เจ้าหนูตัวเล็ก ๆ ก็ปรากฏตัวและจ้องมองลูกชายชาวนาซึ่งนั่งเฝ้ากองฟางอยู่  เมื่อลูกชายคนรองเห็นหนู  เขาจึงเอาหมวกครอบตัวหนูเอาไว้ แต่เมื่อเปิดหมวกออก เขากลับไม่เห็นว่ามีหนูอยู่ในนั้น  ลูกชายของชาวนาแปลกใจนิดหน่อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ลืม แล้วเผลอหลับไปในที่สุด   

ครั้นเมื่อถึงเวลาเช้า ลูกชายของชาวนาตื่นขึ้นมาและพบว่า กองฟางกระจุยกระจายเละเทะอีกแล้ว  เขาจึงต้องเสียทั้งแรง เสียทั้งเวลา ในการก่อกองฟางให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามลำพัง  เย็นวันนั้น ชาวนาจึงสั่งให้ลูกชายคนเล็กไปนอนเฝ้ากองฟางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาทำลายกองฟางอีก 

เมื่อพี่ชายทั้งสองได้ฟัง  พวกเขาก็พากันเย้นหยันว่า  น้องชายจอมซื่อบื้อของพวกเขา คงเอาแต่นอนเล่นสบาย ๆ แบบคนไร้หัวคิด แล้วกองฟางก็คงเละเทะเหมือนเดิม

คืนนั้น เมื่อจอห์นไปนั่งเฝ้ากองฟางตามคำสั่งของพ่อ  จู่ ๆ เจ้าหนูก็ปรากฏตัวขึ้นและมองไปที่หน้าของเขา  จอห์นเป็นคนสบาย ๆ ไม่คิดอะไรมาก  เมื่อเขาเห็นหนู เขาจึงส่งยิ้มให้ จากนั้น เขาก็แบ่งเนยแข็งที่เตรียมมาให้หนูกินเล็กน้อย 

เมื่อหนูได้กินเนยแข็ง มันก็ยิ้มแก้มตุ่ย  จากนั้น มันก็รู้สึกอยากตอบแทนบุญคุณของจอห์น  มันจึงบอกความลับให้จอห์นรู้ว่า  “เธอรู้ไหมว่าทำไมกองฟางของเธอจึงเละเทะทุกวัน” หนูเกริ่น  “ตอนดึก ๆ มีม้าตัวหนึ่ง มันชอบมาแผลงฤทธิ์ในทุ่งนา แล้วเตะฟางให้กระจุยกระจาย แต่เธอไม่ต้องกลัวนะ  ฉันจะเสกบังเหียนในการบังคับม้าให้  เมื่อม้าปรากฏตัว เธอจะต้องเอาบังเหียนไปที่ม้า แล้วกระโดดขึ้นไปขี่หลังของมันให้ได้ ถ้าเธอบังคับม้าได้ กองฟางจะไม่กระจุยกระจายอีกต่อไป”

คืนนั้น  จอห์นจึงเตรียมตัวทำตามที่หนูบอกโดยถือบังเหียนเอาไว้ในมือ แล้วนอนเล่นอยู่เงียบ ๆ ในเงามืดแบบชิลชิลอย่างที่เขาถนัด   เมื่อม้าปรากฏตัวและเผลอไผล จอห์นก็ดีดตัวขึ้นมาจากเงามืดแล้วเหวี่ยงบังเหียนไปที่เจ้าม้า จากนั้น เขาก็กระโจนขึ้นขี่ม้าทันที

ม้าพยายามเหวี่ยงตัวจอห์นให้ตกลงพื้น พร้อมกับวิ่งเข้าชนกองฟาง แต่จอห์นขืนตัวดึงบังเหียนไว้อย่างสุดกำลัง ไม่นานนัก ม้าก็รู้ตัวว่า หนุ่มน้อยชิลชิลที่เอาแต่นอนเล่นสะสมพลังมีความแข็งแกร่งกว่ามันหลายเท่านัก ในที่สุด  ม้าจึงเลิกพยศแล้วพูดกับจอห์นว่า  “ฉันยอมแพ้แล้วเจ้านาย  ฉันขอมอบนกหวีดให้เจ้านาย 3 ตัว  ถ้าเจ้านายเป่านกหวีดตัวใดตัวหนึ่ง  ม้าประจำนกหวีดนั้นจะมาปรากฏตัวให้เห็น พร้อมกับนำชุดเจ้าชายมาให้เจ้านายใส่เพื่อขี่ม้าด้วย” เมื่อพูดจบ ม้าก็มอบนกหวีดสีทองแดง นกหวีดสีเงิน และนกหวัดสีทองให้แก่จอห์น 

เมื่อจอห์นกลับถึงบ้าน เขาจึงบอกกับพ่อว่า “พ่อครับ วันนี้ กองฟางเป็นปกติดี ไม่ได้กระจุยกระจายเละเทะแบบทุก ๆ วัน  ถ้าคุณพ่อมีอะไรให้จอห์นทำก็เรียกใช้ได้นะครับ  แต่ถ้าไม่มีอะไร จอห์นขอไปนอนเล่นก่อนนะครับ”

เมื่อพี่ชายทั้งสองคนได้ฟัง  พวกเขาก็ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน  แต่เมื่อชาวนาและพี่ชายทั้งสองออกไปดูที่ท้องนา  พวกเขาก็เห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยเหมือนดังที่จอห์นบอก  ชาวนาจึงพูดกับลูกชายอีกสองคนว่า “พวกเจ้าอย่าดูถูกน้องของตัวเองมากเกินไป  ถึงจะเป็นการพูดเล่นด้วยความเป็นห่วง  แต่คนที่พวกเจ้าหาว่าซื่อบื้อไร้หัวคิด เป็นคนเดียวที่ดูแลกองฟางได้สำเร็จนะ”

เมื่อเวลาผ่านไป  จอห์นก็ยังคงใช้ชีวิตชิลชิลอยู่ดังเดิม ส่วนพี่ชายทั้งสองก็ยังคงเหน็บแนมเขา (ด้วยความเป็นห่วงไม่เคยเปลี่ยน)  จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าหญิงลูกสาวของพระราชาทรงตัดสินใจที่จะแต่งงาน  พระองค์จึงจัดพิธีเลือกคู่ โดยกำหนดให้คนที่ต้องการแต่งงานกับพระองค์ ขึ้นไปบนภูเขาแก้วอันสูงชัน แล้วปีนขึ้นไปบนยอดของต้นสนเพื่อนำรองเท้าทองคำลงมามอบให้แก่เจ้าหญิงให้ได้  ถ้าใครทำได้สำเร็จ คนนั้นก็จะได้แต่งงานกับเจ้าหญิง

ชายหนุ่มจากทั่วทุกสารทิศพากันเข้าร่วมชิงชัยเพื่อคว้าโอกาสแต่งงานกับเจ้าหญิงแสนสวย  พี่ ๆ ของจอห์น อยากรู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ พวกเขาจึงพากันไปดูงานเลือกคู่ที่พระราชวัง  แต่จอห์นไม่อยากไปเบียดเสียดกับใคร  เขาพอใจที่จะนอนเล่นชิลชิลอยู่ที่บ้านมากกว่า ดังนั้น เขาจึงไม่ได้ตามพี่ ๆ ไปด้วย จนพี่ ๆ ถึงกับโพล่งออกมาว่า “ถ้าวัน ๆ เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน แล้วชีวิตมันจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร”  

เมื่อพี่ ๆ ออกจากบ้านไปแล้ว  จอห์นซึ่งรู้ดีว่าพี่ ๆ เป็นห่วง ก็มีความคิดบางอย่างเกิดขึ้นในใจ

จอห์นจัดแจงหยิบนกหวีดสีทองแดงออกมาจากถุงย่ามประจำตัวของเขา  จากนั้น เขาก็เป่านกหวีด  ซึ่งมันทำให้ม้าสีทองแดงปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับชุดเจ้าชายสีทองแดงที่เท่อย่างไร้ที่ติ จอห์นค่อย ๆ สวมชุดเจ้าชายอย่างสบายอารมณ์  เขาคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ในใจ เมื่อทุกอย่างพร้อม จอห์นก็กระโจนขึ้นม้า แล้วควบม้าสนุก ๆ มุ่งหน้าไปยังภูเขาแก้วอันสูงชันอย่างสบายใจ

ในช่วงที่จอห์นขี่ม้าผ่านปราสาท  เจ้าหญิงมองเห็นเจ้าชายหนุ่มสุดเท่ในชุดสีทองแดงขี่ม้าผ่านหน้าพระองค์ไปอย่างสบายสบาย  เจ้าหญิงก็ทรงแอบคิดในใจว่า “ฉันหวังว่าเจ้าชายองค์นี้จะนำรองเท้าทองคำลงมาได้และเป็นผู้ชนะ”  

แต่เมื่อจอห์นขี่ม้าขึ้นไปบนภูเขาผ่านคู่ต่อสู้ไปทีละคนสองคนจนทิ้งห่างจากคู่แข่งไปจนถึงกึ่งกลางของระยะทาง  (ซึ่งคู่แข่งต่างหมดแรงไปต่อไม่ไหว)   จู่ ๆ จอห์นก็ขี่ม้าย้อนกลับลงมาที่ตีนเขาโดยปล่อยให้คนที่เฝ้ามองอยู่งงเป็นไก่ตาแตก

เมื่อพี่ชายของจอห์นกลับถึงบ้าน พวกเขาก็เล่าเรื่องแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นให้น้องชายที่นอนเล่นสบาย ๆ อยู่ที่บ้านฟัง  จอห์นจึงหยอกพี่ชายว่า เขารู้เรื่องหมดแล้วโดยไม่ต้องไปเบียดกับใคร ๆ ที่พระราชวัง  เพราะเขามองเหตุการณ์ทั้งหมดได้จากกาารปีนขึ้นไปนั่งเล่นที่รั้วบ้าน  พี่ชายทั้งสองเสียหน้าที่ดูเหมือนว่าน้องชายจะฉลาดและสบายกว่าพวกเขา พี่ชายโมโหจึงพากันบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง และไม่วายว่าจอห์นว่าถึงอย่างไรคนซื่อบื้อ อย่างจอห์นก็คงมีอนาคตที่สดใสไปไม่ได้

วันรุ่งขึ้น  พี่ชายทั้งสองของจอห์นยังคงแวะไปดูงานเลือกคู่ที่พระราชวังอีก  เมื่อพี่ชายออกจากบ้านไปแล้ว จอห์นจึงหยิบนกหวีดสีเงินออกมาเป่า  ซึ่งหลังจากที่เขาเป่านกหวีดสีเงิน  ม้าสีเงินก็ปรากฏตัวพร้อม ๆ กับชุดเจ้าชายสีเงินที่เท่กว่าชุดสีทองแดงหลายเท่า  จอห์นค่อย ๆ แต่งชุดเจ้าชายอย่างสบายอารมณ์  เมื่อทุกอย่างพร้อม  จอห์นก็ขี่ม้าตรงไปยังภูเขาแก้วเหมือนกำลังจะไปเที่ยวเล่นที่สวนสนุก 

เมื่อเจ้าหญิงเห็นเจ้าชายในชุดสีเงินขี่ม้าผ่านหน้าพระองค์อย่างมีความสุข เจ้าหญิงก็แอบคิดในใจว่า “ฉันหวังว่าเจ้าชายที่หล่อขึ้นกว่าเมื่อวานจะนำรองเท้าทองคำลงมาได้และเป็นผู้ชนะ”  แต่เมื่อจอห์นขี่ม้าขึ้นภูเขาผ่านคู่แข่งที่นอนหมดแรงทั้งคนทั้งม้าไปจนเกือบถึงยอดเขา จอห์นก็บังคับม้าให้ย้อนกลับลงจากยอดเขาโดยปล่อยให้คนที่เฝ้ามองอยู่งงเป็นเป็ดตาแตก

เมื่อพี่ชายของจอห์นกลับถึงบ้าน พวกเขาก็เล่าเรื่องให้น้องชายที่นอนเล่นสบาย ๆ อยู่ที่บ้านฟัง  จอห์นจึงหยอกพี่ชายว่า เขารู้เรื่องหมดแล้วโดยไม่ต้องไปเบียดกับใคร ๆ ที่พระราชวัง  เพราะเขามองเหตุการณ์ทั้งหมดได้จากการปีนขึ้นไปนั่งเล่นบนหลังคายุ้งข้าว 

พี่ชายทั้งสองเสียหน้าที่ดูเหมือนว่าน้องชายจะฉลาดและสบายกว่าพวกเขา พี่ชายโมโหจึงพากันบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง และไม่วายต่อว่าจอห์นว่าถึงอย่างไรคนซื่อบื้ออย่างจอห์นก็คงมีอนาคตที่สดใสไปไม่ได้

วันต่อมา  งานเลือกคู่ยังคงดำเนินไปเป็นวันสุดท้าย  แน่นอนว่า..พี่ชายทั้งสองของจอห์นก็ยังคงแวะเข้าไปดูงานอีก  เมื่อพี่ชายออกจากบ้านไปแล้ว จอห์นจึงหยิบนกหวีดสีทองออกมาเป่า  ซึ่งหลังจากเป่านกหวีดสีทอง  ม้าสีทองก็ปรากฏตัวพร้อม ๆ กับชุดเจ้าชายสีทองที่ดูสง่างามมากที่สุดเมื่อเทียบกับสองชุดที่ผ่านมา  จอห์นค่อย ๆ ใส่ชุดสีทองอย่างสบายอารมณ์ เมื่อทุกอย่างพร้อม จอห์นก็ขี่ม้าตรงไปยังภูเขาแก้วเหมือนไปเที่ยวเล่น

เมื่อเจ้าหญิงเห็นเจ้าชายในชุดสีทองขี่ม้าผ่านหน้าพระองค์อย่างอารมณ์ดี  เจ้าหญิงก็แอบคิดในใจว่า “ขอให้เจ้าชายที่เปลี่ยนชุดทุกวันพระองค์นี้ นำรองเท้าลงมาได้และเป็นผู้ชนะด้วยเถิด”  แต่ในวันนี้  แม้จอห์นจะขี่ม้าขึ้นไปจนถึงยอดเขา และนำรองเท้าทองคำลงจากยอดต้นสนได้สำเร็จ  แต่แทนที่เขาจะนำรองเท้ามาให้เจ้าหญิง  เขากลับขี่ม้าลงไปอีกทางหนึ่งของภูเขาและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

เป็ดไก่และใครต่อใครต่างงุนงงจนตาเกือบแตก  ส่วนเจ้าหญิงก็ร้องไห้เสียใจเพราะไม่รู้ว่าเจ้าชายสุดหล่อที่เปลี่ยนชุดทุกวันขี่ม้าหายไปไหน

เมื่อพี่ชายของจอห์นกลับมาถึงบ้าน พวกเขาก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้น้องชายที่นอนเล่นสบาย ๆ อยู่ที่บ้านฟัง  จอห์นจึงหยอกพี่ชายว่า เขารู้เรื่องหมดแล้วโดยไม่ต้องไปเบียดกับใคร ๆ ที่พระราชวัง  เพราะเขามองเหตุการณ์ทั้งหมดได้จากการปีนขึ้นไปนั่งมองสบาย ๆ ที่หลังคาบ้าน

พี่ชายทั้งสองเสียหน้าที่ดูเหมือนว่าน้องชายจะฉลาดและสบายกว่าพวกเขา พี่ชายโมโหจึงพากันบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง และไม่วายต่อว่าจอห์นว่า ถึงอย่างไรคนซื่อบื้ออย่างจอห์นก็คงมีอนาคตที่สดใสไปไม่ได้

ที่พระราชวัง   พระราชาทรงป่าวประกาศให้ชายหนุ่มที่นำรองเท้าทองคำไปออกมาแสดงตัว  แต่จนแล้วจดรอดก็ไม่มีใครออกมาปรากฏตัวให้เห็น  ด้วยเหตุนี้  พระราชาจึงให้ทหารออกค้นบ้านของชาวบ้านทีละหลัง  จนในที่สุด พวกทหารก็มาถึงบ้านของชาวนากับลูกชายทั้งสาม

เมื่อทหารค้นห้องของพ่อและพี่ชายทั้งสองคนเสร็จ พวกเขาก็ถามว่า  “ในบ้านนี้ยังมีคนอยู่อีกไหม”

พี่ชายทั้งสองของจอห์นจึงบอกว่า  “นอกจากพวกเรากับพ่อแล้ว  ในบ้านยังมีน้องชายจอมซื่อบื้อที่วัน ๆ ก็ไม่เห็นทำอะไรอยู่อีกคนหนึ่ง”   ทหารจึงขอพบตัวจอห์น และค้นจนเจอรองเท้าทองคำของเจ้าหญิงซ่อนอยู่ในย่ามประจำตัวของเขา

พี่ชายทั้งสองต่างตกตะลึงและไม่รู้ว่าน้องชายผู้ไม่มีอนาคตของพวกเขา มีรองเท้าทองคำอยู่ในย่ามได้อย่างไร   ส่วนจอห์นได้แต่ยิ้ม ๆ เมื่อเห็นพี่ชายทั้งสองของเขางงเป็นหมูตาแตก หลังจากนั้น ทหารก็ให้จอห์นและทุกคนในครอบครัวเดินทางไปที่พระราชวัง  เพื่อให้จอห์นเข้าพิธีแต่งงานกับเจ้าหญิง

เมื่อไปถึงพระราชวัง  หลาย ๆ คนไม่เชื่อว่าจอห์นเป็นคนที่นำรองเท้าทองคำ ลงจากยอดต้นสนได้จริง ๆ  พวกเขาจึงถามหาชุดสีทอง สีเงิน และสีทองแดงที่พวกเขาเคยเห็นเมื่อวันก่อน

เมื่อถูกคาดคั้น  จอห์นจึงนำนกหวีดทั้งสามตัวออกมาเป่า  ซึ่งหลังจากเป่านกหวีด  ม้าทั้งสามก็ปรากฏตัวพร้อมกับชุดสุดเท่ทั้ง 3 สี  จอห์นนำชุดสีทองทองมาสวมจนกลายเป็นเจ้าชายชิลชิลสุดเท่   จากนั้น เขาได้มอบชุดอีก 2 ชุดให้พี่ชายทั้งสองของเขา  ที่กำลังยืนงงต่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า 

หลังจากนั้น  จอห์นก็มอบรองเท้าทองคำให้แก่เจ้าหญิง  และแล้ว…..เจ้าชายชิลชิลก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิง และทั้งคู่ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขสืบมา

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

วันเบิกบาน

นิทานเรื่อง “วันเบิกบาน” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่เพิ่งเรียนรู้ การเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ โดยได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์เอนก เตชวโร เจ้าอาวาสวัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น เป็นพระอาจารย์ผู้คอยชี้แนะ

นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นจากความพยายามในการทำความเข้าใจเรื่อง “การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว” กับการทำให้ความทุกข์คลายลง ซึ่งในเวลาต่อมา เมื่อผมได้ฝึกการเจริญสติมากขึ้น ความเข้าใจในเรื่องนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร

อย่างไรก็ตาม นิทานเรื่องนี้อาจมีประโยชน์ในการเป็นประตูบานแรก ที่จะนำพาเด็ก ๆ ไปรู้จักกับการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ซึ่งจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากหากได้เรียนรู้และฝึกฝนอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง

นิทานเรื่อง วันเบิกบาน

กาลครั้งหนึ่ง ณ ป่าแสนสุข มีลูกลิงช่างคิดตัวหนึ่งกับลูกนกอีกตัวหนึ่งเป็นเพื่อนรักกัน 

ลูกลิงมักใช้เวลาทั้งวันนั่งคิดนู่นคิดนี่ โดยเฉพาะการคิดเปรียบเทียบตัวเองกับสัตว์อื่น ๆ  ส่วนลูกนกมักใช้เวลาว่างขยับปีกเคลื่อนไหวเล่น ๆ เป็นจังหวะไปมาและมีสติอยู่กับปัจจุบันไม่คิดฟุ้งซ่านให้ปวดหัว

อยู่มาวันหนึ่ง  ลูกนกเห็นลูกลิงนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดดูไม่มีความสุขเลย  ลูกนกจึงบินเข้าไปถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

เมื่อลูกลิงเห็นลูกนกบินมาหา  ลูกลิงจึงระบายความอัดอั้นตันใจให้ลูกนกฟัง “คิด ๆ ดูแล้ว ฉันรู้สึกแย่จังเลยนะ ดูหน้าตาของฉันสิ ไม่เห็นน่ารักแบบสัตว์อื่น ๆ เลย  ฉันเกิดมาทำไมนะ ฉันช่างโชคร้ายเสียจริง ๆ” ลูกลิงรำพึง “ไม่ใช่แค่นี้นะ ดูขนของฉันสิ มันไม่อ่อนนุ่มปุกปุยแบบขนของสัตว์ที่น่ารักทั้งหลายเลย ฉันเกิดมาทำไมนะ ฉันช่างโชคร้ายเสียจริง ๆ”  ลูกลิงพูดพลางทำตาแดง ๆ เหมือนจะร้องไห้ “แต่ที่แย่ที่สุดนะ ลองดูก้นของฉันสิ  มันแดงแจ๋น่าเกลียดไม่เหมือนก้นของสัตว์อื่น ๆ เลย ฉันเกิดมาทำไมนะ ฉันช่างโชคร้ายเสียจริง ๆ”  ลูกลิงเริ่มน้ำตาไหลแล้วก็ร้องไห้โฮด้วยความทุกข์ที่เกิดจากความคิดของตัวเอง

ลูกนกสงสารลูกลิงที่หลงอยู่ในห้วงของความคิดโดยไม่รู้สึกตัวเลยว่า ในความเป็นจริงไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ๆ

ลูกนกจึงตัดสินใจอาสาคลายทุกข์ให้ลูกลิงด้วยการชวนลูกลิงเล่นเคลื่อนไหวมือเป็นจังหวะตามที่ลูกนกขยับปีก โดยลูกนกรับประกันว่าลูกลิงจะสบายใจขึ้นแน่ ๆ ถ้าหากลองทำตามโดยรู้ตัวว่าตอนไหนมือกำลังเคลื่อนและตอนไหนที่มือหยุดนิ่ง 

ลูกลิงไม่เข้าใจว่าการเล่นเคลื่อนไหวมือจะช่วยให้มันหายเศร้าได้อย่างไร แต่อย่างน้อยการได้เล่นในเวลาที่ทุกข์ใจมาก ๆ ก็คงดีกว่าการปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉย ๆ  ด้วยเหตุนี้ ลูกลิงกับลูกนกจึงเริ่มเล่นเคลื่อนไหวมือด้วยกัน

เมื่อลูกนกเริ่มขยับปลายปีกแล้วหยุดคล้ายการพลิกมือ ลูกลิงก็พลิกมือตาม แล้วหยุดนิ่งอย่างมีสติรู้ตัว พอลูกนกยกปีกขึ้นแล้วหยุด ลูกลิงก็ยกมือขึ้นแล้วหยุดบ้าง ครั้นเมื่อลูกนกขยับปีกเปลี่ยนท่าเคลื่อนไหวต่อไปเป็นจังหวะ ลูกลิงก็ยกมือเคลื่อนไหวตามได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน  ลูกนกกับลูกลิงเล่นเคลื่อนไหวมือไปมาทีละท่า ๆ ตามจังหวะของตัวเอง จนเวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง จู่ ๆ ลูกลิงก็เกิดความรู้สึกบางอย่างสว่างวาบขึ้นในใจ!

ความรู้สึกของลูกลิงเป็นความรู้สึกที่โปร่งเบาเบิกบานแตกต่างจากช่วงเวลาก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด  เพราะตลอดเวลาที่ลูกลิงเล่นเคลื่อนไหวมือ สมองของลูกลิงที่เคยอัดแน่นไปด้วยความคิดแย่ ๆ ก็กลายเป็นสมองว่าง ๆ ที่เหลือเพียงแค่การรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของมือเท่านั้น  ซึ่งเมื่อสมองปลอดโปร่ง ความทุกข์ก็ค่อย ๆ จางลง และลูกลิงก็กลับมาอยู่กับความเป็นจริงมากขึ้น

ในชีวิตจริง  ทุกคนมีทั้งจุดดีและจุดด้อย แค่เราพอใจในสิ่งที่เรามีเราเป็น ไม่ปล่อยให้ความคิดมาหลอกให้เราหลงอยากมีแบบคนอื่นหรืออยากเป็นแบบคนอื่น เพียงเท่านี้…ความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น

ลูกลิงยิ้มกว้างแล้วบอกกับลูกนกว่า “ฉันเข้าใจแล้วล่ะ การเล่นเคลื่อนไหวมือแบบนี้ ทำให้สมองปลอดโปร่งและช่วยให้หัวใจของฉันเบิกบานเหมือนดอกไม้ที่บานรับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์เลยนะ”

“นี่แหละ ความมหัศจรรย์ของการเล่นเคลื่อนไหวมือล่ะ เรามาเล่นด้วยกันทุก ๆ วันดีไหมจ๊ะ” ลูกนกชวน

“ได้สิ เล่นเคลื่อนไหวมือแบบนี้ดีกว่านั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนปวดหัวเยอะเลยล่ะ” ลูกลิงตอบ

นับจากวันนั้น เพื่อนรักทั้งสองจึงเล่นเคลื่อนไหวมือด้วยกันทุกวัน ซึ่งทำให้ทั้งคู่มีสติและมีความสุขมากขึ้น ๆ จนใครต่อใครในป่าพากันมาขอเล่นด้วย  และในเวลาต่อมา การเล่นเคลื่อนไหวมือก็กลายเป็นกิจกรรมยอดนิยม ณ ป่าแสนสุขที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายต่างมีความสุขกันโดยถ้วนหน้า

#นิทานนำบุญ

—————————

หมายเหตุ :   

ผู้เขียนขอขอบพระคุณพระอาจารย์เอนก เตชวโร เจ้าอาวาสวัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น ที่เมตตาแนะนำการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภให้ผู้เขียนได้เรียนรู้ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ 

Posted in ประสบการณ์ชีวิต, สาระน่ารู้

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

ในช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มีอายุราว 43 ปี (ปัจจุบัน อายุ 51 ปี) เป็นช่วงที่ผมได้พบกับความทุกข์ครั้งใหญ่ในชีวิต เป็นทุกข์ซ้อนทุกข์ซ้อนทุกข์ซ้อนทุกข์ ที่ถาโถมมาแบบชุดใหญ่ มันเป็นช่วงเวลาที่หนักมาก (ตอนนั้น ผมยังเขียนนิทานให้นิตยสารขวัญเรือนอยู่) ซึ่งความทุกข์ที่พบ ทำให้ผมต้องหาที่พึ่ง

ในช่วงเวลานั้น ผมบังเอิญเลือกที่พึ่งเป็นการร่วมปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์เอนก เตชะวโร ซึ่งท่านได้แนะนำการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ให้ผมได้รู้จัก

หลังจากนั้น ความทุกข์และความเมตตาของพระอาจารย์เอนก ก็นำพาผมให้ไปเจริญสติต่อที่วัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น บางครั้ง ผมไปอยู่ที่วัด 3วันบ้าง 7 วันบ้าง 9 วันบ้าง (ลำบากมาก) พอกลับมาที่บ้าน ก็ไปเจริญสติหรือฟังธรรมตามสถานปฏิบัติธรรมอีกหลายแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน ส่วนในปีต่อ ๆ มา ก็เคยเจริญสติแบบจริงจังที่บ้านทุกเช้าราวตี 4 ถึง 6 โมงเช้าทุกวัน

ในช่วงที่เริ่มเจริญสติใหม่ ๆ ผมในฐานะนักแต่งนิทาน ได้แต่งนิทานซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวออกมาเรื่องหนึ่งชื่อว่า “วันเบิกบาน” นิทานเรื่องนี้ เป็นการแต่งนิทานโดยที่ยังไม่เข้าใจเรื่องการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวมากนัก เนื้อหาที่แทรกอยู่ในนิทานจึงอาจยังไม่คมคายเท่าที่ควร ต่อมา เมื่อผมได้ฝึกเจริญสติอย่างต่อเนื่องจนเริ่มเข้าใจบางสิ่งบางอย่างมากขึ้น ผมได้แต่งนิทานในหมวด “นิทานธรรมะก่อนนอน” ออกมาอีกหลายเรื่อง ซึ่งบางเรื่องมีข้อคิดสำคัญเกี่ยวกับการเจริญสติซ่อนอยู่ (นิทานเรื่อง เจ้าหญิงนักเลี้ยงแมว)

เนื่องในวันที่ 13 กันยายน ของทุกปี เป็นวันที่ศิษย์ของหลวงพ่อเทียนตั้งใจจัดงานรำลึกถึงท่าน แม้ผมจะไม่ทันได้พบหลวงพ่อเทียน แต่การได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์เอนก เตชะวโร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อเทียน ก็ทำให้ผมอยากถือโอกาสนี้ ในการนำคำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ซึ่งผมได้เห็นจากแผ่นไวนิลซึ่งอยู่ที่วัดโมกขวนารามในช่วงที่ผมไปเจริญสติ และจากหนังสือชื่อ “คำสอนหลวงพ่อเทียน” มาจัดทำเป็นสื่อธรรมให้ท่านที่สนใจได้อ่าน เพื่อแสดงกตัญญุตาต่อหลวงพ่อเทียน มา ณ โอกาสนี้

ผมหวังว่า สื่อธรรมที่จัดทำขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ และเนื่องจากข้อความที่ปรากฏให้อ่าน เป็นภาษาธรรมซึ่งบุคคลทั่วไปกับผู้ที่เจริญสติถึงจุดหนึ่งแล้ว จะเข้าใจความหมายแตกต่างกัน (การอ่านเพื่อตีความความหมายสู้การเจริญสติไม่ได้ เพราะเมื่อเจริญสติจนถึงจุดหนึ่งแล้ว จะเข้าใจความหมายต่าง ๆ เหล่านี้ได้เองจากความเข้าใจจริง ๆ ไม่ใช่การพยายามทำความเข้าใจ) ดังนั้น หากเป็นไปได้ ผมขอแนะนำให้ผู้ที่สนใจลองหาโอกาสเจริญสติแบบเคลื่อนไหว (หรือแบบอื่น ๆ ) โดยมีพระอาจารย์ให้คำชี้แนะ จักเป็นประโยชน์ต่อชีวิตอย่างคาดไม่ถึงครับ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว

นิทานก่อนนอนเรื่อง “นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว” เป็นนิทานที่ผมได้แรงบันดาลใจมาจากการเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ ในยุคนั้น การสอนวิทยาศาสตร์ให้สนุกเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน หัวข้อในการเรียนก็ยังไม่หลากหลายมากนัก แต่มีหัวข้อหนึ่งที่ผมสอน (ซึ่งเป็นหลักสูตรจากแคนาดา) มีชื่อว่่า “นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว” ซึ่งจากหัวข้อของบทเรียนดังกล่าว ก็นำมาสู่การแต่งนิทานเรื่องนี้ครับ

นิทานเรื่อง นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กน้อยคนหนึ่งชื่อว่า “คิด” คิดเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ที่มักจะสอบได้เป็นที่สุดท้ายของชั้นเรียนเสมอ เพื่อน ๆ ในห้องจึงไม่ค่อยสนใจเขาสักเท่าไหร่  

อยู่มาวันหนึ่ง คุณครูให้เด็กนักเรียนออกมาเล่าว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” เด็กส่วนใหญ่ต่างอยากเป็นหมอ, คุณครู, นักธุรกิจหรือดารานักร้อง แต่คิดกลับฝันต่างออกไป คือเขาอยากเป็น “นักประดิษฐ์” ผู้สร้างสิ่งที่มีประโยชน์ให้แก่ผู้คนทั้งหลาย

เมื่อเด็ก ๆ ในห้องได้ยินสิ่งที่คิดใฝ่ฝัน  เด็กทุกคนก็พากันหัวเราะขบขัน เพราะคนที่จะเป็นนักประดิษฐ์ได้ควรจะเป็นคนเรียนเก่งเท่านั้น  ซึ่งคิดไม่ใช่คนเก่งเลยในสายตาของเพื่อน ๆ

แม้คิดจะน้อยใจที่ถูกเพื่อน ๆ หัวเราะเยาะ แต่เขายังโชคดีที่มีคุณครูคอยให้กำลังใจ โดยคุณครูบอกว่า “สิ่งประดิษฐ์คือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาและทำให้ชีวิตของคนเราสะดวกสบายมากกว่าที่เป็นอยู่ นักประดิษฐ์จึงไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือเก่ง แต่ต้องเป็นคนที่สังเกตเก่งคือมองเห็นความไม่สะดวกสบายของผู้คนและคิดสร้างสิ่งของเพื่อแก้ปัญหานั้น ๆ ได้ถ้าคิดตั้งใจจริง หมั่นฝึกสังเกต คิดต้องเป็นนักประดิษฐ์ได้แน่ ๆ ครูเชื่ออย่างนั้น”

คำพูดของคุณครูทำให้คิดมีกำลังใจมากขึ้นเป็นร้อยเท่า  เมื่อคิดกลับถึงบ้าน เขาจึงเริ่มสังเกตว่าคนในบ้านมีความไม่สะดวกสบายอะไรในชีวิตบ้างไหม

คิดพยายามสังเกตแล้วสังเกตอีก  แต่ดูเหมือนว่าคนในบ้านทุกคนต่างมีความสุขกันดี (เพราะมีเครื่องอำนวยความสะดวกไว้ใช้เต็มไปหมด) ในขณะที่คิดเกือบจะเลิกการสังเกตอยู่แล้ว  จู่ ๆ คิดก็ได้ยินเสียงคุณแม่ร้องบอกให้ทุกคนช่วยกันหาไม้เท้าของคุณยายซึ่งคุณยายไม่รู้ว่าลืมไว้ที่ไหนในบ้าน

จริง ๆ แล้ว คุณยายลืมไม้เท้าทิ้งไว้ตรงนู้นตรงนี้แทบทุกวัน  บางครั้งก็หาง่าย บางครั้งก็หายาก  แม้เรื่องการลืมไม้เท้าจะเป็นเรื่องเล็ก  แต่ถ้าทุกคนไม่ต้องเสียเวลานาน ๆ ในการหาไม้เท้า ทุกคนก็คงจะ “สะดวกสบาย” มากขึ้น!

เมื่อนึกถึงคำว่า “สะดวกสบาย”  เด็กน้อยก็รู้ในทันทีว่าโอกาสแสดงฝีมือของเขาได้มาถึงแล้ว  

คิดตัดสินใจเริ่มต้นงานของเขาด้วยการนำข้าวของมาวางกอง ๆ ไว้  เขามองดูเชือก, หนังยาง, เทปกาว, ขวดน้ำ, โทรศัพท์มือถือเก่า ๆ, กล่องกระดาษ ฯลฯ  ซึ่งเป็นของเหลือใช้เท่าที่มีอยู่ในบ้าน  จากนั้น เขาก็พยายามคิดสร้างสิ่งประดิษฐ์จากสิ่งของเหล่านี้

เด็กน้อยคิด คิด…แล้วก็คิด  เขาใช้เวลาคิดอยู่พักใหญ่  ในที่สุด เขาก็คิดออก

คิดลงมือสร้างสิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกในชีวิตของเขา ด้วยการนำเอาโทรศัพท์มือถือไปประกบกับไม้เท้าของคุณยายแล้วใช้เทปกาวพันจนแน่น  ครั้นเมื่อคุณยายลืมไม้เท้าอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น  แทนที่คิดจะเดินตามหาไม้เท้าอย่างที่คนอื่นทำ เขากลับโทรศัพท์ไปยังหมายเลขของโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น คิดก็รู้ในทันทีว่าไม้เท้าของคุณยายอยู่ที่ไหน

การใช้ความคิดสร้างสิ่งประดิษฐ์อย่างง่าย ๆ ของคิดทำให้ทุกคนต่างทึ่งไปตาม ๆ กัน  เมื่อคิดนำเรื่องไปเล่าให้คุณครูฟัง คุณครูจึงขอให้คิดเขียนกระบวนการออกมาเป็นลำดับขั้นตอน แล้วคุณครูก็ส่งโครงงานที่ลูกศิษย์คิด เข้าร่วมประกวดในการแข่งขันนักประดิษฐ์รุ่นจิ๋วระดับประเทศ!

สองเดือนผ่านไป  คณะกรรมการในงานประกวดซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องสิ่งประดิษฐ์ได้ส่งจดหมายแจ้งผลให้ทางโรงเรียนทราบว่า  คิดซึ่งเป็นตัวแทนของโรงเรียนไม่ได้รับรางวัลที่ 1, ที่ 2 หรือที่ 3 จากการประกวด ทั้งยังไม่ได้รางวัลชมเชยใด ๆ อีกด้วย 

แต่ทางคณะกรรมการมีความเห็นว่า สิ่งประดิษฐ์ของคิดแสดงให้เห็นถึงความช่างสังเกตและความคิดสร้างสรรค์ในการนำสิ่งของใกล้ตัวมาใช้ทำเป็นสิ่งประดิษฐ์ได้อย่างน่าทึ่ง ทางคณะกรรมการจึงขอมอบรางวัลขวัญใจกรรมการให้แก่คิด และมอบสิทธิ์ให้เขาเข้าร่วมฝึกฝนความคิดกับกลุ่มนักประดิษฐ์มืออาชีพเป็นกรณีพิเศษ

เมื่อทุกคนในโรงเรียนได้ทราบข่าว  ทุก ๆ คนก็ดีใจและปรบมือให้คิดจนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั้งโรงเรียน  เพื่อน ๆ ที่เคยมองว่าคิดไม่เก่งก็เริ่มตระหนักว่า  ความเก่งมิได้วัดจากคะแนนสอบเท่านั้น  คนที่เรียนไม่เก่ง อาจมีความเก่งในด้านอื่น ๆ ซ่อนอยู่ก็เป็นได้

คิดดีใจมากที่เขาได้รับโอกาสในการพัฒนาตัวเองอย่างที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน  ส่วนคุณครูก็ดีใจไม่แพ้กันที่ลูกศิษย์ตัวน้อยได้ก้าวเข้าใกล้ความฝันมากขึ้น….อีกหนึ่งก้าว

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คุณครูกับลูกสัตว์ทั้ง 6

การที่เด็ก ๆ ไม่ค่อยชอบกินผัก เป็นปัญหาที่ทำให้หลาย ๆ ครอบครัวเป็นกังวล ในฐานะของนักเขียนนิทาน การแต่งนิทานเพื่อเชิญชวนให้เด็ก ๆ กินผักเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย แต่โชคดีที่ผมได้รู้ความลับเกี่ยวกับการกินผักให้อร่อยจากกระต่าย ผมจึงนำความลับนั้นมาแต่งเป็นนิทานเรื่องนี้ เพื่อแบ่งปันความลับนั้นให้ทุก ๆ คนได้รู้ครับ

นิทานเรื่อง คุณครูกับลูกสัตว์ทั้ง 6

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีคุณครูหนุ่มคนหนึ่งสอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนประถมเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับชายป่า  คุณครูเป็นคนใจดีมีเมตตา  เขาชอบใช้เวลาว่างเข้าไปในป่า พร้อมกับนำอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปฝากลูกสัตว์ที่ยังหาอาหารกินเองไม่ได้

วันหนึ่ง ในช่วงเวลาที่คุณครูอยู่ที่โรงเรียน  คุณครูสังเกตเห็นว่า เด็ก ๆ ที่กินอาหารกลางวันของโรงเรียนมักเลือกกินแต่อาหารที่ชอบ และเขี่ยอาหารที่ไม่ชอบทิ้งไว้ข้างจาน โดยเฉพาะอาหารจำพวกผักและผลไม้  คุณครูคิดว่าสิ่งที่พบเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข เพราะการที่เด็ก ๆ ไม่ยอมกินผักและผลไม้ อาจทำให้เด็ก  ๆ มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายและทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงอย่างที่ควรจะเป็น

หลังเลิกเรียนวันนั้น คุณครูจึงเข้าไปนั่งคิดวิธีแก้ปัญหาที่ลานกว้างกลางป่า โดยไม่ลืมนำอาหารติดมือไปด้วย

เมื่อสัตว์ต่าง ๆ เห็นคุณครูเดินมา พวกมันก็ดีใจ  แต่เมื่อพวกมันได้ยินคุณครูหนุ่มรำพึงถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ลูกกระต่าย 3 ตัวที่อยู่บริเวณนั้นกับลูกลิง 3 ตัวที่อยู่ไม่ไกลกันก็รีบล้อมวงปรึกษาหารือ แล้วอาสาขอไปช่วยคุณครูจัดการกับปัญหาโดยที่คุณครูไม่ทันร้องขอ

คุณครูเห็นความตั้งใจจริงของลูกสัตว์ทั้ง 6 ตัว  คุณครูจึงยินยอมให้ลูกสัตว์ทั้ง 6 ช่วย

วันรุ่งขึ้น  คุณครูจัดโต๊ะ 3 ตัวไว้เป็นที่ตักอาหารให้เด็ก ๆ ตามแผนที่ลูกสัตว์ทั้ง 6 ได้วางเอาไว้  โต๊ะตัวแรกเป็นโต๊ะที่คุณครูใช้ตักข้าวและกับข้าวเหมือนเช่นทุกวัน  ส่วนโต๊ะตัวที่สอง คุณครูยกให้ลูกกระต่ายใช้เป็นที่ตักอาหารจำพวกผักโดยแยกใส่จานอีกจานหนึ่ง และโต๊ะตัวที่สามเป็นโต๊ะสำหรับลูกลิงที่เอาไว้ใช้แจกผลไม้เป็นของหวานปิดท้ายให้เด็ก ๆ

เมื่อเด็ก ๆ มาถึงโรงอาหาร เด็ก ๆ ก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นกระต่าย 3 ตัวช่วยกันจัดอาหารจานผักไว้รอพวกเขาอย่างขมีขมัน   ในขณะเดียวกัน พวกลูกลิงก็ทำท่าตลก ๆ พร้อมกับร้องเชิญชวนให้เด็ก ๆ ไปรับผลไม้ทั้งกล้วยและส้มที่พวกมันจัดเตรียมไว้ให้  

เด็ก ๆ ทุกคนชอบอาหารกลางวันฝีมือของคุณครูเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนผลไม้ก็เป็นอาหารที่เด็กส่วนใหญ่กินได้ และยิ่งมีลูกลิงคอยส่งเสียงเชิญชวนให้เด็ก ๆ กินผลไม้ให้หมด  ท่าทางตลก ๆ ของลูกลิงก็ทำให้เด็ก ๆ สนุกและกินผลไม้จนหมดไม่มีเหลือเลยแม้สักผลเดียว 

แต่อนิจจา แม้เด็ก ๆ จะตื่นเต้นที่ได้เห็นลูกกระต่าย  แต่การกินผักเป็นเรื่องยากสำหรับเด็ก ๆ  เด็กหลายคนจึงตั้งท่าจะลุกไปเล่นโดยไม่แตะต้องอาหารจานผักเลยสักนิด

ทันใดนั้นเอง  เด็กที่ทำท่าจะลุกไปเล่นก็เงยหน้าไปเห็นลูกกระต่ายทั้ง 3 ตัวทำหน้าหงอย ๆ จ๋อย ๆ เด็ก ๆ สงสารลูกกระต่ายมากพอ ๆ กับรู้สึกผิดหากไม่ลองชิมอาหารจานผักที่ลูกกระต่ายตั้งใจทำไว้ให้  ด้วยเหตุนี้ เด็กที่คิดจะไปเล่นจึงตัดสินใจนั่งลงและลองชิมอาหารจานผักให้ลูกกระต่ายดู

ทันทีที่เด็ก  ๆ ชิมอาหารจานผัก พวกเขาก็รู้สึกว่ามันเป็นกับข้าวที่อร่อยอย่างบอกไม่ถูก  ทั้งนี้เพราะลูกกระต่ายพากันไปเลือกผักที่อ่อนที่สุด, สดที่สุด, กรอบที่สุดและอร่อยที่สุดมาใช้ในการปรุงอาหาร  นอกจากนี้ พวกมันยังทำอาหารจากใจ  ดังนั้น  อาหารจานผักที่เด็ก ๆ ได้ชิมจึงอร่อยมากกว่าปกติถึง 100 เท่า และทำให้เด็ก ๆ กินผักจนหมดจานอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เมื่อลูกกระต่ายทั้ง 3 เห็นเด็ก ๆ กินอาหารจนหมดจาน พวกมันก็ร้องไชโยด้วยความยินดี เสียงดีใจของลูกกระต่ายทำให้เด็ก ๆ พลอยยิ้มตามไปด้วย   เมื่อคุณครูหนุ่มเห็นเช่นนั้น  คุณครูจึงรู้ในทันทีว่า นี่คือวิธีที่ถูกต้องที่สุดที่จะทำให้เด็ก ๆ กินผักและผลไม้ ด้วยเหตุนี้ คุณครูจึงถามเด็ก ๆ ว่า “ถ้าครูให้ลูกกระต่ายกับลูกลิงทำอาหารจานผักและเก็บผลไม้อร่อย ๆ มาฝากพวกเราทุกวัน พวกเราคิดว่าดีไหม”

เด็ก  ๆ ต่างส่งเสียงตอบรับและปรบมือดังกึกก้อง 

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา คุณครูจึงให้ลูกกระต่ายและลูกลิงเข้ามาเป็นผู้ช่วยในการตักอาหารทุก ๆ  วัน  ซึ่งมันทำให้เด็ก ๆ ยอมกินอาหารประเภทผักและผลไม้จนหมดไม่มีเหลือ 

คุณครูดีใจที่ปัญหาเรื่องการกินอาหารของเด็ก ๆ หมดไป  ส่วนลูกสัตว์ทั้ง 6 ตัวก็ดีใจที่พวกมันช่วยเหลือคุณครูผู้ใจดีได้สำเร็จ  

#นิทานนำบุญ