Posted in Uncategorized

มนุษย์ใจ

มนุษย์ใจ

ปี 2561
คุณคำติ่ง เพื่อนชาวลาวเจ้าของเรือนพักที่เคยพบกันที่ดอนเดต ประเทศลาว ส่งข้อความมาหาพี่นำบุญ (ซึ่งปกติไม่เคยติดต่อกัน ยกเว้นเจอกันปีละครั้งตอนพี่นำบุญแบกเป้ไปเที่ยวซ้ำๆที่ดอนเดต) คุณคำติ่งเล่าว่า
“คุณยายไม่สบายมาก อาจมีเนื้องอกที่ท้อง แต่ท่านไม่ยอมไปตรวจให้แน่ชัดที่โรงพยาบาลในเวียงจันทน์ ยกเว้นถ้าพี่นำบุญไปเวียงจันทน์ คุณยายถึงจะยอมไป เพราะท่านบ่นคิดถึงพี่นำบุญ”
………..
ตอนอ่านข้อความ พี่นำบุญมีความรู้สึกหลายอย่าง
1) คิดถึงคุณยาย เพราะปีหลัง ๆ ที่ไปเที่ยวแล้วแวะทักคุณยาย คุณยายจะเล่าให้ฟังว่า “ถ่ายไม่ออกเลย ออกมานิดเดียว ทรมาน ปวดหลังไปหมด” พี่นำบุญยังจำได้ว่าปีแรก ๆ ที่ไปดอนเดต เคยพักที่เรือนพักของคุณยาย คุณยายเห็นมาคนเดียว เลยชวนกินข้าวเหนียวกับน้ำพริก เวลาไปดอนเดตแต่ละปี ถ้าพี่นำบุญขี่จักรยานผ่าน ก็จะแวะเยี่ยมคุณยายเสมอ บางทีก็ไปนวดหลังให้ (บ้าเนอะ) บางทีก็แวะคุยคลายเหงา หรือบางทีก็เอายาพวกจุลลินทรีย์ที่ช่วยเรื่องขับถ่ายไปให้ ถ้าพูดตามจริง พี่นำบุญกับคุณยายไม่ได้ผูกพันกันมาก แต่ทุกครั้งที่พบและแวะคุย ก็เพราะรู้สึกว่า การทำให้ผู้สูงอายุยิ้มได้หรือมีความสุขขึ้นอีกนิด ไม่ใช่เรื่องที่ลำบากยากเย็นอะไร ทำเพราะอยากทำให้ ทำเพราะเป็นสิ่งที่ควรทำ
……
2) ตอนอ่านข้อความ พี่นำบุญอยู่ในช่วงท้าย ๆ ของการทำวิทยานิพนธ์ ป.โท ช่วงนั้น ทำวิจัยหนักมาก ทำทั้งวัน ทั้งการสัมภาษณ์และเขียนตัวเล่ม การเดินทางในช่วงนั้น จึงเสี่ยงที่อาจทำให้ไม่จบป.โทตามเวลาที่ตั้งไว้
……
3) ตอนอ่านข้อความ พี่นำบุญกลัวโดนหลอก! บทเรียนที่ได้จากการช่วยเหลือคนอื่น ทำให้ “กลัวการเป็นคนดี” ช่วงนั้นคือกลัวมาก ระวังตัวมาก เพราะใจคนเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ ส่วนคุณคำติ่ง ก็ได้เจอกันราวปีละครั้ง จำความดีของเขาได้ว่า เขาเคยชวนพี่นำบุญกินกาแฟที่ร้านโดยไม่คิดเงิน คือเขากับภรรยาถือว่่าเป็นคนมีน้ำใจ (แต่ถึงอย่างนั้น พี่นำบุญก็ยังไม่กล้ามั่นใจ)
…..
แต่พอเลิกใช้สมองคิด แล้วกลับมาใช้หัวใจ พี่นำบุญก็บอกกับตัวเองว่า “ไปเถอะ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ แต่ตอนนี้ เราควรไป เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งกับคนป่วยและญาติ ๆ ที่ดูแล
……….
ก่อนการเดิน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ร่างกายพี่นำบุญแย่มาก (เพราะโหมงานแทบไม่ได้พัก) แถมวันก่อนบิน ท้องก็ดันเสียทั้งคืน ถ่ายจนรู้สึกว่า…อีกครั้งเดียวต้องเข้าโรงพยาบาลแล้ว มันเจ็บมาก เจ็บจนรู้สึกว่าควรไปได้แล้ว จะซื้อยาแก้ท้องเสียมากินเองก็ลำบาก เพราะแพ้ยาปฏิชีวนะหลายตัว กินแล้วผิวไหม้เหวอะ ถ้าไปนอนโรงพยาบาล พรุ่งนี้ก็คงไม่ได้เดินทาง (แต่คุณยายกำลังเดินทางไปเจอกันที่เวียงจันทน์นะ เราจะผิดสัญญาเหรอ) คืนนั้น พี่นำบุญเลยอดทนจนรุ่งเช้า ตื่นมาก็อัดยาแก้ท้องเสียพวกอุลตร้าคาร์บอน คิดในใจว่า คุณยายหนักกว่าเราเยอะ ลองลุยดู ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ระหว่างทางค่อยหาหมอ (แต่ก็รู้ว่า เรื่องท้องเสีย…มันมีโอกาสพุ่งได้ตลอดเวลา ภาวะตอนนั้นมันน่ากลัวจริง ๆ)
………
การเดินทางจากบ้านที่สำโรง ไปดอนเมือง ใช้เวลาไม่น้อย และจากอุดรข้ามไปเวียงจันทน์ก็ใช้พลังงานและความอดทนอย่างที่สุด วันนั้น ร่างกายพี่นำบุญโทรมสุด ๆ แต่เพราะคำสัญญา พี่นำบุญจึงอดทนข้ามฝั่งไปจนได้
……..
เมื่อถึงที่พัก พี่นำบุญรีบเข้าห้องน้ำ อัดยา แล้วติดต่อคุณคำติ่งว่ามาถึงแล้วนะ สักพัก คุณคำติ่งก็มารับพาไปเยี่ยมคุณยายที่โรงพยาบาลมะโหสด ตอนนั้น พี่นำบุญสาบานได้ว่า ข้างในร่างกายของพี่นำบุญมันเหนื่อยแบบที่สุด อยากพักที่สุด ไม่อยากทำอะไรแล้ว แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาล (ที่เหมือนย้อนเวลาไป 20 ปี) และเดินเข้าไปอยู่ต่อหน้าคนป่วย พอมองตาคุณยาย เห็นสีหน้าคุณยาย (ที่กินไม่ได้มาหลายวัน) พี่นำบุญก็ต้องทำตัวสดชื่นสดใสมาก ๆ เพื่อให้กำลังใจคุณยายที่นอนรออยู่ (ฝีมือการแสดงดีไหมครับ)

48394269_10216025598305995_2895380996335599616_n
………
พี่นำบุญอยู่ส่งกำลังใจให้คุณยายจนเย็น (ราว 3-4 ชั่วโมง นานมาก) พอกลับมาที่พัก ท้องก็ทรง ๆ ไม่น่ากลัวมากอย่างที่คิด คืนนั้น พี่นำบุญเดินเล่นนิดหน่อยแล้วกลับมานอน หลับแบบคนหมดสภาพ หมดจริง ๆ รู้ตัวว่า ควรรีบกลับมาฝั่งไทย เพราะเผื่อท้องเสียอีกมันอาจจะทนไม่ไหวแล้ว (ไม่อยากเข้าโรงพยาบาลฝั่งลาว)
……
เช้าวันต่อมา ท้องที่ดูเหมือนจะสงบลง ก็เริ่มมีอาการอีก พี่นำบุญกัดฟันไปถ่ายรูปวัดสีสะเกด เพื่อถ่ายรูปพระตามที่ตั้งใจไว้ พี่นำบุญถ่ายไป เหงื่อตกไป เพราะอากาศอบอ้าว ร่างกายยังไม่ฟื้น และท้องเริ่มปั่นป่วน พอถ่ายไปได้ครึ่งวัด ข้าศึกก็บุก เป็นกองทัพที่โหดเหี้ยม ถึงขั้นต้องขอทิชชู่จากพนักงานสาว (อายมาก เขาให้ 2 แผ่น พี่นำบุญบอกไม่พอ ขอทั้งม้วนเถอะ ข้าศึกดุมาก) จากนั้น ก็วิ่งเข้าห้องส้วมของวัดที่น่ากลัวพอสมควร
……
หลังออกจากส้วม ร่างกายของลุงแก่ ๆ ก็หมดสภาพจริงจัง ขาเปลี้ย หน้าซีด พี่นำบุญต้องรีบหาน้ำอัดลมดื่ม นั่งพัก ไม่งั้นช็อค แต่ยังซ่าขอถ่ายรูปพระอีกนิด ฝืนจนไม่รู้จะฝืนยังไง แล้วรีบกลับที่พักเพื่อเช็คเอ้าท์
…….
เช็คเอ้าท์เสร็จ ตีรถข้ามมาฝั่งไทย แล้วนั่งรถตู้มาที่อุดร (เขียนน้อยแต่ไกลนะ หลายชั่วโมง) แล้วพุ่งตรงมาที่โรงพยาบาลกรุงเทพอุดร บอกเขาว่าขอแอดมิด ไม่ไหวแล้ว
…..
คืนนั้น พี่นำบุญนอนโรงพยาบาลคนเดียว (การเฝ้าตัวเองเป็นเรื่องปกติ) ตอนเช้าตามข่าวคุณยาย คุณคำติ่งแจ้งข่าวอาการป่วย ว่าเป็นจริงอย่างที่คิด คือ คุณยายเป็นมะเร็ง แล้วมะเร็งมันไปอุดช่องทางเดินอาหาร เลยมีผลต่อการขับถ่ายและการกินอาหาร
…..
ตอนฟังข่าว พี่นำบุญไม่พูดอะไร หน้าที่ของเราคือการฟัง ฟังการคิดและการตัดสินใจของลูก ๆ หลาน ๆ วันนั้น พี่นำบุญนอนให้น้ำเกลืออยู่ในโรงพยาบาล ร่างกายยังไม่แข็งแรงเต็มที่ ใจก็ห่วงทั้งคุณยายและคุณคำติ่ง รวมทั้งลูก ๆ หลาน ๆ ของคุณยาย ในที่สุด พี่นำบุญก็ได้ฟังความคิดของคุณคำติ่งว่า “ทุกคนอยากสู้และดูแลคุณยายให้ดีที่สุด”
……
คนที่ไม่เคยเจอ “ทางตัน” ในชีวิต ไม่มีทางรู้หรอกว่า ภาวะตรงนั้นมันหนักหนาขนาดไหน เมื่อญาติผู้ป่วยตั้งใจจะสู้ พี่นำบุญจึงเต็มใจจะช่วยให้ถึงที่สุด แม้ช่วยได้ไม่มาก แต่ก็อยากช่วยเพื่อเป็นกำลังใจให้ญาติผู้ป่วยรู้ว่า พวกเขาไม่ได้สู้อยู่ตามลำพัง
…..
วันนั้น พี่นำบุญถ่ายคลิปตัวเองพูดทั้ง ๆ ป่วย ๆ อยู่ เพื่อขอความรู้จากเพื่อน ๆ ที่เป็นหมอหรือพยาบาลแล้วเอาลงในเฟสบุ้คส่วนตัว จากนั้น ก็โทรหาโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านมะเร็งที่อุดร เพื่อสอบถามข้อมูลแทนคุณคำติ่ง เพราะการเป็นคนต่างชาติ ทำให้ไม่สะดวกนักที่ต้องโทรคุยด้วยตัวเอง (พี่นำบุญบอกตัวเองตลอดเวลาว่า หน้าที่ของเราซึ่งเป็นคนนอกครอบครัว ทำได้เพียงสนับสนุนและให้กำลังใจ ไม่เข้าไปก้าวก่าย ไม่ไปตัดสินใจแทน แต่อยู่แถว ๆ นั้น และพร้อมช่วยเหลือตามกำลัง)……
สรุปคือ เหตุการณ์วันนั้นเป็นเหตุการณ์ที่….ถึงจะยากลำบากแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่พี่นำบุญก็อิ่มใจ ที่ชีวิตของตัวเอง (ที่อาจไม่มีค่าสักเท่าไหร่) พอจะทำประโยชน์ให้กับใคร ๆ ได้บ้าง โดยเฉพาะกับคนที่มีหัวใจดี ๆ อย่างคุณคำติ่ง ที่ยืนยันว่า เขาอยากสู้เพื่อดูแลคุณยายให้ดีที่สุด
……
หลังจากเหตุการณ์วันนั้น คุณยายเข้าผ่าตัดและสอดท่ออาหารให้ทางหน้าท้อง จากนั้น คุณยายก็ได้กลับบ้านที่ดอนเดต ด้วยสีหน้าที่สดใส โดยมีคุณคำติ่งและลูกหลานคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
…..
แม้หลังจากนั้นอีกไม่นาน คุณยายจำเป็นต้องเดินทางไกลด้วยกฏธรรมชาติ แต่อย่างน้อย คุณยายก็ได้สัมผัสกับสิ่งที่มีค่าที่สุด นั่นคือ “ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข” ของลูกหลานที่คอยดูแลจนถึงช่วงเวลาสุดท้าย
….
ขอบพระคุณคุณยายและคุณคำติ่ง รวมทั้งครอบครัว ที่ให้โอกาสพี่นำบุญได้สัมผัสกับความงดงามในใจของมนุษย์อีกครั้ง และได้เห็นคุณค่าที่ตัวเองพอจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้
……..
ปีที่แล้ว เป็นปีแรกในรอบ 8-9 ปีที่พี่นำบุญไม่ได้ไปดอนเดต เพราะร่างกายไ่ม่ไหว (การเดินทางไม่สะดวกสบายนัก) แต่ปีนี้ พี่นำบุญจะพยายามไป อยากกลับไปดินแดนที่พี่นำบุญเรียกว่า “สวรรค์” และตั้งใจจะไปกราบลาคุณยายด้วยตัวเอง

 

Posted in นิทาน, ประสบการณ์ชีวิต, Uncategorized

รางวัลสำคัญในชีวิต

วันนี้ ผมดีใจมาก เพราะจู่ ๆ ผมก็ได้ทราบข่าวว่า หนังสือเรื่อง “คนต่อเทียน” ซึ่งเป็นผลงานหนังสือภาพสำหรับเด็กที่ผมเขียนและพิมพ์เมื่อหลายปีก่อน  ได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็น 1 ในวรรณกรรมดีเด่น ในโครงการ วรรณกรรมยอดเยี่ยมในสมัยรัชกาลที่ 9 ตามแนวคิดศาสตร์พระราชา  Continue reading “รางวัลสำคัญในชีวิต”

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานสระเอาะ : ความฝันของเด็กชาวเกาะ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ความฝันของเด็กชาวเกาะ”  เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งใจแต่งโดยกำหนดให้คำสุดท้ายของทุกประโยค ลงท้ายด้วย “สระเอาะ” เพื่อให้เด็ก ๆ ได้รับทั้งความสนุกสนาน และได้ฝึกภาษาไปในเวลาเดียวกัน  นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานอีกเรื่องที่แต่งยาก เพราะคำที่ลงท้ายด้วยสระเอาะ (ที่เข้ากับเรื่อง) มีไม่มาก แต่เมื่อแต่งเสร็จ ผมก็รู้สึกสะใจดี หวังว่านิทานเรื่องนี้จะเป็นนิทานอีกเรื่องที่เด็ก ๆ ชอบ และน่าจะเป็นนิทานที่ใช้ฝึกอ่านออกเสียงที่ดีเรื่องหนึ่งเลยครับ Continue reading “นิทานสระเอาะ : ความฝันของเด็กชาวเกาะ”

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานก่อนนอน : นกน้อยปริศนา

นิทานก่อนนอน : นกน้อยปริศนา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายหัวฟู้ฟูคนหนึ่งเป็นเด็กกำพร้า นับตั้งแต่วันที่พ่อกับแม่จากเขาไป เขาก็จำต้องย้ายมาอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าที่แออัดยัดเยียด เด็กน้อยไม่ชอบที่ ๆ มีคนเยอะ ๆ แบบนี้เลย ดังนั้น เขาจึงมักจะปลีกตัวออกไปนั่งเล่นในทุ่งดอกไม้อยู่เสมอ ๆ

เวลาที่เด็กน้อยอยู่ตามลำพังในทุ่งดอกไม้ สิ่งที่เขาชอบทำก็คือ การโรยเมล็ดพืชบนหัวฟู ๆ ของเขาเพื่อเรียกให้นกบินมากินอาหารและนอนเล่นในรังเส้นผมที่แสนอ่อนนุ่ม เด็กน้อยชอบฟังเสียงนกร้องเพลง เพราะมันช่วยกล่อมให้เขาคลายความว้าเหว่ลงได้บ้าง

วันหนึ่ง ในขณะที่เด็กน้อยกำลังนั่งคิดถึงพ่อกับแม่ จู่ ๆ เด็กน้อยก็เห็นนกสีขาวที่ปีกข้างขวามีจุดสีฟ้าและปีกข้างซ้ายมีจุดสีชมพูบินลงมาเกาะที่ตักของเขาพร้อมกับร้องจิ๊บ ๆ ด้วยน้ำเสียงที่น่ารักเป็นที่สุด เด็กน้อยจำได้ว่าคุณพ่อของเขาชอบสีฟ้า ส่วนคุณแม่ก็โปรดปรานสีชมพูมากเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ เด็กน้อยจึงอดที่จะคิดไม่ได้ว่า เจ้านกสีขาวอาจจะเป็นนกที่พ่อกับแม่ส่งมาทักทายเขาจากสรวงสวรรค์เบื้องบน

เมื่อเด็กน้อยผู้ว้าเหว่คิดเข้าข้างตัวเองเช่นนั้นแล้ว เขาจึงตัดสินใจเขียนจดหมายให้นกน้อยนำกลับไปมอบให้แก่นายของมันอย่างไม่รอช้า แม้เด็กน้อยจะไม่แน่ใจนักว่านกสีขาวจะนำข้อความไปส่งให้เขาจริงหรือไม่ แต่ทุก ๆ ครั้งที่เจ้านกกระจิริดบินกลับมานอนบนผมฟู ๆ ของเขา เด็กน้อยก็ไม่เคยพบจดหมายฉบับเก่า ๆ ที่เขาฝากไปกับมันเลยแม้สักครั้ง

ทุก ๆ วัน เด็กน้อยจะนั่งเขียนจดหมายเพื่อส่งไปหาพ่อกับแม่ของเขาอย่างไม่รู้เบื่อ บางครั้ง..เขาจะเขียนเล่าถึงสิ่งดี ๆ ที่ได้พบ บางครั้ง..เขาก็เผลอบรรยายความรู้สึกที่โดดเดี่ยวอ้างว้าง และมีบ่อยครั้งที่เขานึกสนุกเขียนนิทานส่งไปให้พ่อกับแม่อ่านเล่นบนสรวงสวรรค์ เด็กน้อยมีความสุขมากที่เขาได้เขียนจดหมายหาพ่อกับแม่

จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กน้อยเกิดล้มป่วยลงจนไม่มีแรงพอที่จะออกไปยังทุ่งดอกไม้ หรือแม้แต่จะลงมือเขียนจดหมายสักฉบับ นกสีขาวได้แต่แอบบินเข้ามาเฝ้าไข้อยู่ที่หัวเตียง แต่ด้วยความแออัดของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น อาการของเด็กน้อยจึงค่อย ๆ ทรุดลงจนน่าเป็นห่วง

ในขณะที่เด็กน้อยกำลังป่วยหนัก จู่ ๆ ทางสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ได้รับแจ้งว่า พระราชากับพระราชินีจะเสด็จมาเยี่ยมชมสถานเลี้ยงเด็กเป็นกรณีพิเศษ ไม่มีใครทราบว่าทั้งสองพระองค์มีพระประสงค์เช่นไร แต่ข่าวที่ได้รับทำให้เจ้าหน้าที่ต้องวุ่นวายกับการทำความสะอาดและจัดระเบียบสถานเลี้ยงเด็กกันยกใหญ่

เมื่อพระราชากับพระราชินีเดินทางมาถึงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แทนที่ทั้งสองพระองค์จะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล ล้นเกล้าทั้งสองกลับมองไปรอบ ๆ ห้องคล้ายกับต้องการหาอะไรบางอย่าง ซึ่งเมื่อหาพบ ทั้งคู่ก็รีบเดินตรงไปยังเตียงนอนของเด็กน้อยซึ่งมีนกสีขาวเกาะอยู่ทันที

พระราชากับพระราชินีทรงมองเด็กน้อยด้วยความเวทนา จากนั้น ทั้งสองพระองค์ก็ทรงโน้มตัวลงแล้วพูดกับเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนว่า “ที่แท้…เจ้าของจดหมายทั้งหมดก็คือเธอนี่เอง เจ้านกแปลกหน้าตัวนี้นำจดหมายของเธอมาให้เราอ่านทุก ๆ วัน ยิ่งอ่าน…เราก็ยิ่งอยากพบหน้า จนเมื่อเธอหยุดส่งจดหมายไปเสียเฉย ๆ เราจึงรู้ว่าเธอสำคัญกับเรามากเพียงใดพวกเราไม่มีลูก หากเธอไม่รังเกียจ เธอพอจะมาเป็นลูกของเราได้ไหมจ๊ะ”

เด็กน้อยทั้งแปลกใจและตื้นตันใจที่ได้ฟังถ้อยคำอันแสนอบอุ่นของพระราชากับพระราชินีผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความกรุณา เด็กน้อยนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุด เขาก็หลั่งน้ำตาแล้วโผเข้ากอดพ่อกับแม่คนใหม่ของเขาด้วยความปลื้มปีติ

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา พระราชากับพระราชินีผู้อิ่มเอมไปด้วยความสุขก็ทรงปรับปรุงสถานเลี้ยงเด็กให้ดีขึ้น ทั้งยังชวนเด็กกำพร้าคนอื่น ๆ พร้อมกับผู้คนที่อยากมีลูกให้มาทำความรู้จักกันท่ามกลางแสงแดดอุ่น ๆ และสายลมอ่อน ๆ ในสวนของพระองค์อยู่เสมอ ๆ

เจ้านกสีขาวที่ปีกข้างขวามีจุดสีฟ้าและปีกข้างซ้ายมีจุดสีชมพูดีใจที่เห็นทุก ๆ คนมีความสุขเช่นนั้น และแล้ว…นกน้อยก็บินจากทุก ๆ คนไปสู่ฟากฟ้าเบื้องบนโดยปล่อยให้ที่มาของมันยังคงเป็นปริศนาตราบชั่วนิจนิรันดร์

(เครดิตภาพ : มา + ปิกัสโซ่)

Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทาน, เด็ก

นิทานรักแท้ : เจ้าชายหมีถัก

โลกของเรามีนิทานเกี่ยวกับความรักอยู่มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ตัวละครในนิทานความรักมักเป็นเจ้าชายกับเจ้าหญิง  แต่ในบรรดานิทานเจ้าชายเจ้าหญิงทั้งหลาย  คงมีนิทานเพียงไม่กี่เรื่อง ที่ตัวเอกฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหญิงแสนสวย ส่วนตัวเอกอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าชายตุ๊กตาหมี ที่ถักจากไหมพรม! ถ้าคุณๆอยากรู้ว่า นิทานความรักสะท้อนแง่มุมดี ๆ เรื่องนี้มีเรื่องราวเป็นอย่างไร ผู้แต่งคงต้องขอให้ลองอ่านนิทานรักแท้เรื่องนี้ดู แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า นิทานความรักที่เสียสละเรื่องนี้อาจทำให้บางคนต้องเสียน้ำตา Continue reading “นิทานรักแท้ : เจ้าชายหมีถัก”

Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทาน, เด็ก

นิทานแอบรัก : เจ้าหญิงขี้อายกับเจ้าชายหูเพี้ยน

ในบรรดานิทานก่อนนอนเรื่องต่าง ๆ  นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงขี้อายกับเจ้าชายหูเพี้ยน” จัดได้ว่าเป็นนิทานตลกๆก่อนนอนที่ผู้เขียนชอบมาก  เพราะนอกจากนิทานเรื่องนี้จะเป็นนิทานความรักที่ดูกุ๊กกิ๊กแล้ว   พระเอกของเรื่องที่มีปัญหาในการฟัง และนางเอกที่มีนิสัยขี้อายแบบสุด ๆ ก็เป็นตัวละครในนิทานคู่รักที่เหมาะเจาะลงตัวสำหรับการผูกเรื่องให้เป็นนิทานรักตลก ๆ ที่น่าจะสร้างความสนุกสนานให้กับคนฟังได้ไม่ยาก  แถมตัวละครเสริมอย่างไก่ แมว และ อีกา ที่มีบทบาทในการคลี่คลายเรื่องราว ทำให้ “นิทานแอบรัก” เรื่องนี้ จบลงอย่างมีความสุข (ในแบบที่ทุกคนคงจดจำไปอีกนาน)

Continue reading “นิทานแอบรัก : เจ้าหญิงขี้อายกับเจ้าชายหูเพี้ยน”

Posted in Uncategorized

愛される王様 (พระราชาผู้เป็นที่รัก)

พระราชาผู้เป็นที่รัก (愛される王様)

แปลโดย Tanakorn Mahavitoon และ Somchay Yoshida

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเทวดาองค์หนึ่งอยากช่วยเหลือผู้คนที่เชื่อแต่เรื่องโชคชะตา จนลืมพึ่งพาความสามารถของตัวเอง เทวดาองค์นี้จึงสละความสุขสบายบนสวรรค์ชั้นฟ้า รวมถึงพลังวิเศษต่าง ๆ แล้วลงมาเกิดเป็นเจ้าชายองค์น้อย เพื่อหาวิธีทำให้ชาวเมืองทุกคนเห็นว่า มนุษย์สามารถทำสิ่งใดก็ได้ หากมีความตั้งใจและไม่ย่อท้อ

むかしむかし、占いだけを信じる人たちを助けたいと願った一人の天使がいました。天使は、何の不自由のない天界での立場を捨てて、人間界に王子として生まれることを決意しました。そして、自分を信じれば何でもできることを伝えるのでした。

นิทาน พระราชาผู้เป็นที่รัก

เจ้าชายองค์น้อยเริ่มแสดงให้ชาวเมืองได้เห็นว่า มนุษย์สามารถทำสิ่งใดก็ได้ หากมีความตั้งใจและไม่ย่อท้อ ด้วยการฝึกหัดวาดรูปซึ่งพระองค์ไม่เคยมีทักษะมาก่อน เจ้าชายใช้เวลาเรียนรู้และฝึกฝนอยู่นาน จนกระทั่งเวลาผ่านไปราว 1 ปี ในที่สุด พระองค์ก็วาดรูปได้งดงามสมดังที่ตั้งใจเอาไว้

人間は諦めずに学び、学習を続ける努力をすれば、成し遂げられるということを、絵画を描くことで1年をかけて、実際にやって見せました。

5

แต่อนิจจา…เมื่อชาวเมืองได้เห็นภาพวาดของเจ้าชาย แทนที่ชาวเมืองจะเล็งเห็นถึงความพยายามของเจ้าชายในการทุ่มเทฝึกฝน พวกเขากลับเชื่อว่า ความสามารถในการวาดภาพของเจ้าชายคงเกิดจากโชคชะตาที่กำหนดให้เจ้าชายมีพรสวรรค์ในด้านนี้

しかし、国民はそれが一所懸命練習した結果ではなく、王子には特別の才能があるんだと信じていました。

6

เมื่อเจ้าชายเห็นว่าไม่ได้ผล พระองค์จึงเปลี่ยนจากการวาดภาพ ไปฝึกหัดเล่นดนตรีและแต่งเพลงซึ่งน่าจะเข้าถึงผู้คนได้ง่ายกว่า เจ้าชายทรงฝึกฝนเล่นดนตรีและแต่งเพลงด้วยความตั้งใจและไม่ย่อท้อ ในที่สุด เจ้าชายก็เล่นดนตรีได้คล่องแคล่วและสามารถแต่งเพลงได้สำเร็จ

たくさんの努力をして絵がかけたことをわかってもらえなかった王子は、音楽なら人の心に入りやすいと考えました。そして、様々な楽器を勉強し、歌詞の書き方を学び、自分で曲を作って披露しました。

8

แต่อนิจจา…เมื่อชาวเมืองได้ฟังเพลงของเจ้าชาย แทนที่ชาวเมืองจะเล็งเห็นถึงความพยายามของเจ้าชายในการทุ่มเทฝึกฝน พวกเขากลับเชื่อว่า ความสามารถในการเล่นดนตรีและแต่งเพลงของเจ้าชายคงเกิดจากโชคชะตาที่กำหนดให้เจ้าชายมีพรสวรรค์ในด้านนี้ ซึ่งเป็นพรสวรรค์ในด้านศิลปะเช่นเดียวกับการวาดภาพ

しかし残念なことに、国民は絵画と同じように、王子には音楽の才能もあるのだと思ってしまいました。

นิทานเรื่อง พระราชาผู้เป็นที่รัก

เมื่อเจ้าชายเห็นว่าชาวเมืองยังคงไม่เข้าใจ ซ้ำยังเชื่อมโยงว่าพระองค์มีความถนัดในด้านศิลปะเป็นพิเศษ เจ้าชายจึงตัดสินใจเริ่มฝึกฝนการเล่นกีฬาเรือใบ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพรสวรรค์ทางศิลปะ โดยพระองค์ทรงฝึกหัดเล่นเรือใบด้วยความตั้งใจและไม่ย่อท้อ จนในที่สุด เจ้าชายก็สามารถบังคับเรือใบได้คล่องแคล่วอย่างยากจะหาใครเสมอเหมือน

王子は、それでも諦めませんでした。芸術の代わりにスポーツに取り組んだのです。ヨットの操縦を学び、たくさん練習してうまく操れるようになりました。

11

แต่อนิจจา…เมื่อชาวเมืองได้เห็นความสามารถในการเล่นเรือใบของเจ้าชาย แทนที่ชาวเมืองจะเล็งเห็นถึงความพยายามของเจ้าชายในการทุ่มเทฝึกฝน พวกเขากลับเชื่อว่า ความสามารถในการเล่นกีฬา อาจเป็นความสามารถอีกอย่างที่โชคชะตาได้กำหนดไว้

それでも国民は、それが王子の努力の結果ではなく、特別な才能があるんだと信じて疑うことをやめませんでした。

12

ความเชื่อเรื่องโชคชะตาที่หยั่งรากลึก ทำให้ชาวเมืองมองไม่เห็นเจตนาของเจ้าชายที่ต้องการแสดงให้ทุกคนเห็นถึงคุณค่าของความตั้งใจและความไม่ย่อท้อ ที่ทำให้มนุษย์สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งโชคชะตาเลยแม้แต่น้อย เมื่อเจ้าชายเห็นว่าความพยายามที่ผ่านมานั้นไร้ผล พระองค์จึงตั้งใจทำสิ่งที่ท้าทายโชคชะตาและเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ เพื่อแสดงให้ชาวเมืองได้ประจักษ์ถึงพลังแห่งความตั้งใจและความไม่ย่อท้อของมนุษย์

迷信を盲信するような国民たちは、王子が努力していることを見ようとはしない。王子は、それでも諦めませんでした。人の叡智で自然界と戦うことを示そうとします。

นิทานเรื่อง พระราชาผู้เป็นที่รัก

เจ้าชายองค์น้อยใช้เวลาสังเกตและครุ่นคิดอยู่นานหลายเดือน พระองค์ทรงเห็นว่า เมืองของพระองค์มีปัญหาเรื่องความแห้งแล้งซึ่งเป็นผลมาจากฝนที่ไม่ตกต้องตามฤดูกาล บางที…หากพระองค์สามารถควบคุมให้ฝนตกได้ดังใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติ ชาวเมืองอาจตาสว่างและเข้าใจสิ่งที่พระองค์ต้องการให้พวกเขาได้รับรู้

国土には長い間雨が降っていませんでした。王子は、そこ に雨を降らせることができれば、国民もわかってくれるだろうと期待しました。

15

เมื่อเจ้าชายคิดเช่นนั้น พระองค์จึงเริ่มต้นศึกษาข้อมูลจากตำราวิทยาศาสตร์ ที่มีการนำสารต่าง ๆ มาผสมกันเพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึง เจ้าชายใช้เวลาศึกษาและทดลองด้วยความตั้งใจและไม่ย่อท้ออยู่นานหลายปี ทั้งยังศึกษาเกี่ยวกับการสร้างเรือลอยฟ้า เพื่อหาวิธีนำสารต่าง ๆ ไปโปรยที่ก้อนเมฆ ครั้นเมื่อพระองค์ทดลองจนเกิดความมั่นใจแล้ว พระองค์จึงป่าวประกาศให้ชาวเมืองได้ทราบว่า พระองค์จะฝืนโชคชะตาและธรรมชาติ โดยการทำให้ฝนตกในฤดูที่แห้งแล้งที่สุด ซึ่งหากพระองค์ทำได้สำเร็จ ก็ขอให้ชาวเมืองเชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความพยายามและความไม่ย่อท้อของมนุษย์ ไม่ได้เกี่ยวกับโชคชะตาเลยแม้สักนิด

自然のこと、天気のこと、科学のことなどたくさんのことを勉強した王子は、何度も繰り返し実験することで、人の叡智が自然と戦えることを実践して見せました。

นิทานเรื่อง พระราชาผู้เป็นที่รัก

ทันทีที่ชาวเมืองได้ฟัง ทุกคนต่างพากันหัวเราะเยาะเจ้าชายองค์น้อย เพราะไม่มีใครคิดว่า ในโลกใบนี้ จะมีใครสามารถบังคับให้ฝนตกตามอำเภอใจได้ แต่หลังจากที่เจ้าชายนำสารขึ้นเรือลอยฟ้าไปปล่อยบนก้อนเมฆได้ไม่นาน ฝนก็ตกลงมา ซึ่งในตอนแรก แม้ชาวเมืองจะยังไม่เชื่อและอ้างว่าเป็นความบังเอิญ แต่เมื่อเจ้าชายทำให้ดูซ้ำ ๆ จนทุกคนประจักษ์ว่าฝนที่ตกนั้นเกิดขึ้นจากฝีมือของเจ้าชาย ชาวเมืองทุกคนจึงตาสว่าง และเริ่มตระหนักว่า ความตั้งใจและความไม่ย่อท้อของมนุษย์ ทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย มิใช่ทุกสิ่งถูกกำหนดด้วยโชคชะตาอย่างที่ทุกคนเคยเชื่อมาโดยตลอด

人が思い通りに雨を降らせることはできません。しかし、王子は何度も飛行機で実験しました。一度は、偶然と思われましたが、2回3回と繰り返すうちに、国民はそれが努力と挑戦の結果なのだと気が付き始めました。

 

เจ้าชายองค์น้อยทรงดีใจที่ความพยายามของพระองค์ประสบผลสำเร็จ ครั้นเมื่อเจ้าชายทรงเติบโตและได้ครองราชย์ พระองค์ก็ดำรงตนเป็นต้นแบบและเปิดโอกาสให้ชาวเมืองได้ใช้ความสามารถของตนเองในการพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าตลอดช่วงรัชสมัยที่พระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองอยู่ แม้การพัฒนาบ้านเมืองจะเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อชาวเมืองมีความตั้งใจและไม่ย่อท้อในการแก้ปัญหาต่าง ๆ จนสามารถพัฒนาบ้านเมืองได้สำเร็จ พวกเขาก็เกิดความมั่นใจที่จะพึ่งพาตนเองมากขึ้นเรื่อย ๆ

王子は、自分が伝えたいことを国民がわかってきたことがとても嬉しかった。王となった後も、諦めないこと、努力を続けることを実践して見せ、国民の模範となりました。政治についても、国民と共に努力する姿勢を貫いて、国はとても発展して国民も自信が持てるようになりました。

 

ในที่สุด เมื่อถึงเวลาที่พระราชาต้องกลับไปยังสวรรค์ชั้นฟ้า ชาวเมืองก็พร้อมที่จะดูแลบ้านเมืองด้วยพลังของตนเองได้อย่างเข้มแข็งมากขึ้น

最後の時。王が天国へと帰る時。国民は自分の国を守り発展させる自信を持っていました。

 

นิทานเรื่อง พระราชาผู้เป็นที่รัก

และนี่คือนิทานซึ่งมีที่มาจากเรื่องราวของพระราชาในโลกความเป็นจริง พระราชาของประเทศเล็ก ๆ ที่รักประชาชนมากที่สุด และเป็นที่รักของประชาชนมากที่สุด พระราชาผู้ทุ่มเทชีวิตในการสร้างประโยชน์แก่ประชนชนทุกลมหายใจ พระราชาผู้ทรงพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” พ่อหลวงของคนไทยทุก ๆ คน

この物語は、王様の本当の人生を元に書きました。小さな国で愛された国王。その生涯をかけて国民のために生きた王様。タイ国民の父、プミポン・アドゥンヤデート国王。

30

31

Posted in ข้อคิด, ครอบครัว, นิทาน, family, Kid, Uncategorized

Our Beloved King (นิทานเรื่อง : พระราชาผู้เป็นที่รัก : ภาษาอังกฤษ)

Our Beloved King   

Story by Nambun Namphenbun

Translated by John Viano and Peeriya Pongsarigun

                Once upon a time, there was an angel who wanted to help people who only believed in luck and so did not work to get what they wanted. The angel decided to leave a luxurious life in heaven and give up all superpowers. He was reborn as a little prince who wanted to prove that people could do anything if they are determined and worked hard enough.

นิทาน พระราชาผู้เป็นที่รัก

The little prince started his job by learning to draw. He had never drawn before, so it took him quite some time to develop his drawing skills. A year later he could draw beautiful pictures as he intended.

4

However, when the people saw the pictures, they did not think the young prince trained hard to become so good. Instead they thought the young prince was a born-to-be artist.

6

The prince was a little sad. So, he started to play and compose music—which he thought would reach a wider audience. He dedicated his time to practicing, and so he was able to make beautiful music.

7

Unfortunately, the people still did not recognize the prince’s effort. They believed the prince was talented at all kinds of art. The prince, therefore, turned to sport—sailing. He again practiced hard until he became a skillful sailor.

10

When the people learned the prince had become good at sailing, they believed the prince was destined to be good at sports, too. They totally ignored the fact that the prince put much effort into practicing.

12

The people’s strong belief in luck and destiny blinded them to the prince’s intention to show everyone the value of hard work and determination. The prince wanted to show the people that they were capable of doing anything, if they tried hard enough. When the prince felt his effort was wasted, he wanted to challenge himself doing something supernatural, so the people would learn the power of hard work and determination.

นิทานเรื่อง พระราชาผู้เป็นที่รัก

The prince spent months thinking about this. Since the town often suffered droughts and the prince thought if he could control the rain, the people would learn that his skills and abilities did not just happen by luck.

นิทานสอนใจ เรื่องพระราชาผู้เป็นที่รัก

The prince then studied science textbooks—especially practical ones so, he could achieve his goal. He experimented with different techniques to control the rain for many years. He tried to build a plane to spray chemicals on the clouds to make rain. Eventually, he succeeded and announced to his people he would go against nature by controlling the rain and making the rain in the driest, hottest season; on the condition that, if successful, the people must believe it came from his effort, and not from any superpowers.

17

The people mocked him because no one thought it was possible to control the rain. However, shortly after the prince flew his plane to the clouds, it started raining. At first, the people thought it was coincidental, so the prince did it again, until the people believed the prince did make the rain.  People then realized hard work and determination could bring about success and that success is not determined by luck or destiny.

23

The prince was happy he could make his people have faith in hard work. When the prince became King, He continued to be a role model for His people. He gave them opportunities to help develop the country during His reign. With His support, the people collaborated and used their skills and expertise in developing the country. They had more faith in themselves and learned to be self-reliant.

นิทานเรื่อง พระราชาผู้เป็นที่รัก

And now the time has come for Him to return to heaven, where He belongs. His people are sad but ready to take care of themselves and the country because He taught them an important lesson.

นิทานสอนใจ เรื่อง พระราชาผู้เป็นที่รัก

นิทานเรื่อง พระราชาผู้เป็นที่รัก

The story of the prince is based on a true story of the King of a small country, who loved His people best and whom His people love dearly as well. He was a King who devoted Himself to His people throughout His life.

นิทานเรื่อง พระราชาผู้เป็นที่รัก

His name is King Bhumibol Adulyadej, the beloved King of the Thai people.

นิทานเรื่อง พระราชาผู้เป็นที่รัก

                #นิทานนำบุญ

Posted in ความรัก, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายฝุ่น

ในช่วงเวลานี้  ไม่ว่าไปที่ไหน ใคร ๆ ก็พากันกังวลเกี่ยวกับฝุ่น PM 2.5 กันไปหมด  หน้ากากกันฝุ่นและเครื่องฟอกอากาศที่กรองฝุ่น P.M 2.5 ได้ กลายเป็นสินค้าขายดี  ใครที่มีลูกก็คงต้องหาวิธีรับมือกับปัญหาเรื่องฝุ่นกันให้เต็มที่  เพราะมีรายงานว่า ฝุ่น P.M 2.5 มีผลต่อสุขภาพของผู้คนอย่างน่าเป็นห่วง  และไหน ๆ ช่วงนี้บรรยากาศก็เต็มไปด้วยฝุ่น  นิทานที่เหมาะกับช่วงนี้มากที่สุด ก็คงต้องเป็นนิทานเกี่ยวกับฝุ่น  แต่นิทานเรื่องนี้ไม่ใช่นิทานที่พูดถึงปัญหาที่เกิดจากฝุ่น แต่เป็นนิทานความรักของเจ้าชายที่ตัวเล็กเท่ากับฝุ่น!  นิทานเรื่องนี้จะมีเนื้อเรื่องเป็นอย่างไร  ลองอ่านกันดูนะครับ  Continue reading “เจ้าชายฝุ่น”

Posted in การศึกษา, สาระน่ารู้, เด็ก, Uncategorized

การใช้หนังสือภาพกับการส่งเสริมการศึกษาปฐมวัยในศตวรรษที่21

ช่วงที่พี่นำบุญเรียน ป.โท การศึกษาปฐมวัย ที่ ม.เกษตร  อาจารย์ให้เขียนบทความวิชาการในเรื่องที่สนใจ  พี่นำบุญจึงเลือกเขียนเรื่องเกี่ยวกับหนังสือภาพสำหรับเด็ก (หนังสือภาพ คือ หนังสือที่เล่าเรื่องด้วยภาพ และถ้อยคำ ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Picture book แต่คนไทยชอบเรียกว่าหนังสือนิทาน ซึ่งจริง ๆ หนังสือภาพกับหนังสือนิทานมีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกัน)  หัวข้อของบทความที่พี่นำบุญทดลองเขียน มีชื่อว่า “การใช้หนังสือภาพกับการส่งเสริมการศึกษาปฐมวัยในศตวรรษที่21”  วันนี้ พี่นำบุญค้นเจอบทความชิ้นนี้ เลยนำมาให้อ่านกัน

หมายเหตุ : ตอนที่เขียนบทความชิ้นนี้ ยังไม่รู้จักวิธีการเขียนอ้างอิง  จึงต้องขออภัยผู้อ่านที่ไม่ได้อ้างถึงแหล่งที่มาของข้อมูลนะครับ  มีโอกาสจะเขียนใหม่ให้ดีขึ้นและเขียนอ้างอิงให้ครบถ้วนเลย

การใช้หนังสือภาพกับการส่งเสริมการศึกษาปฐมวัยในศตวรรษที่21

โดย นำบุญ นามเป็นบุญ

บทนำ

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ได้รับผลกระทบจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ข้อมูลมหาศาลแพร่กระจายไปยังทุกมุมโลกได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้เกิดทั้งความร่วมมือและการแข่งขัน, เกิดการต่อยอดทางความคิด และเกิดการพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดนิ่ง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมและในแง่อาชีพการงานมีความเปลี่ยนแปลง  ผู้ที่มีความรู้อันเหมาะสมและมีทักษะมากพอในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงจะมีโอกาสยืดหยัดและอยู่รอดในสังคมได้

รูปภาพ6

“กรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21” จึงได้รับการพัฒนาเพื่อเป็นแนวทางให้เห็นว่า สิ่งที่นักเรียนควรได้เรียนรู้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของเขาในระดับที่สูงขึ้น, เป็นประโยชน์ต่อการทำงานในสภาพสังคมยุคใหม่ และเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตอย่างรู้เท่าทันและมีความสุข ประกอบด้วยอะไรบ้าง

วิชาด้านภาษา, ศิลปะ, คณิตศาสตร์, เศรษฐศาสตร์, วิทยาศาสตร์, ภูมิศาสตร์, ประวัติศาสตร์, การปกครองและหน้าที่พลเมือง รวมทั้งแนวคิดเรื่องจิตสำนึกต่อโลก, ความรู้ด้านการเงิน เศรษฐกิจ ธุรกิจ, สุขภาพ, สิ่งแวดล้อม ฯลฯ  เป็นวิชาแกนและแนวคิดสำคัญที่นักเรียนควรได้รับการบ่มเพาะตั้งแต่ยังเล็ก

ในขณะเดียวกัน ทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 เช่น ทักษะชีวิตและทักษะการทำงาน, ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม, ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี  ซึ่งทักษะเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนก้าวไปทำงานและใช้ชีวิตในสังคมจริงได้อย่างราบรื่น

จากแนวโน้มดังกล่าว การจัดการศึกษาในทุกระดับ จึงจำเป็นต้องหาวิธีเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีความรู้ที่สำคัญ, มีทักษะชีวิต, มีความคิดเชิงวิพากษ์, รู้จักการแก้ปัญหา, สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

สำหรับการจัดการศึกษาให้แก่เด็กปฐมวัยตามกรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นสิ่งที่มีความสำคัญและท้าทายครูผู้สอนมาก เพราะเด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัยเริ่มต้นของชีวิตในในแง่พัฒนาการและการเรียนรู้ การบ่มเพาะให้เด็กมีคุณสมบัติตามเป้าหมายของกรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จึงดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก และอาจต้องอาศัยเครื่องมือหรือวิธีการขั้นสูงที่จะนำพาเด็กไปสู่เป้าหมายได้

hand-4092627_960_720

แต่ในความเป็นจริง การเตรียมความพร้อมให้เด็กปฐมวัยได้เพิ่มพูนความรู้และทักษะต่าง ๆ ตามกรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21  ไม่ยากอย่างที่หลายคนกังวลใจอยู่ และเครื่องมือหลักที่สามารถนำพาเด็กไปสู่เป้าหมายได้ก็คือหนังสือภาพ (Picture book) ที่ทั้งครูผู้สอนและเด็กปฐมวัยต่างคุ้นเคยเป็นอย่างดี  ข้อมูลทางวิชาการต่อไปนี้จะชี้ให้ครูผู้สอนเห็นแนวทางการใช้หนังสือภาพในการจัดการศึกษาสำหรับปฐมวัยเพื่อให้ได้ผลสอดคล้องกับ “กรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21” ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ อาจทำให้ครูผู้สอนพบแนวทางในการพัฒนาการการเรียนการสอนสำหรับเด็กปฐมวัยในประเทศไทยต่อไป

การใช้หนังสือภาพเพื่อส่งเสริมการคิด

ปรัชญาสำหรับเด็ก (Philosophy for Children  หรือ P4C) เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งพัฒนาให้เด็กเกิดทักษะในด้านการคิด, การให้เหตุผลและการแสดงข้อโต้แย้ง  ซึ่งมีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า การสอนให้เด็กมีทักษะการคิดเชิงเหตุผลตั้งแต่ยังเล็ก  จะมีผลต่อการพัฒนาการทางสติปัญญาและทักษะในการเรียนรู้ของเด็กเป็นอย่างมาก

ดาวน์โหลด

ศาสตราจารย์  Matthew Lipman แห่งมหาวิทยาลัยมอนแคลร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดของวิชาปรัชญาสำหรับเด็ก (P4C) โดยเริ่มในช่วงปลายทศวรรษที่1960 และมีผู้สนใจนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก

ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 1990  Lipman ได้สร้างหลักสูตรสำหรับครูที่ไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับปรัชญา ซึ่งคำว่า ปรัชญาสำหรับเด็ก (Philosophy for Children) ได้ถือกำเนิดในช่วงนั้น พร้อม ๆ กับการนำหนังสือภาพมาใช้ในการสอน

วิธีการสอนปรัชญาสำหรับเด็ก (P4C) จะใช้วิธีการแสดงความคิดเห็นในกลุ่มชุมชนแห่งการสืบสอบ (community of inquiry, communities of enquiry) ซึ่งหมายถึงกลุ่มของบุคคลที่ร่วมกันค้นหาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับความคิดหรือความรู้สึกของคนอื่น ๆ  โดยหัวใจหลักของกลุ่มจะอยู่ที่การสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับประเด็นทางปรัชญาที่ชวนขบคิด ซึ่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนี้จะทำให้เกิดความเข้าใจในประเด็นที่สงสัยมากขึ้น  เพราะนอกจากการได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองแล้ว ผู้เรียนยังได้ฟังความเห็นของผู้อื่น และมองเห็นความเข้าใจที่ผิดพลาดของตนเอง ซึ่งทำให้เกิดการสร้างความเข้าใจขึ้นใหม่ และนอกจากผู้เรียนจะได้ฝึกการคิดแล้ว ผู้เรียนยังได้พัฒนาความกล้าในการสื่อสาร, รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นด้วยความเคารพ

องค์ประกอบสำคัญในการจัดการเรียนการสอนของวิชาปรัชญาสำหรับเด็กมีอยู่ ๔ องค์ประกอบ ได้แก่

  1. การจัดการห้องเรียนโดยให้ผู้เรียนทุกคนมีส่วนร่วม :

การจัดการห้องเรียนควรจัดในลักษณะครึ่งวงกลม โดยมีจำนวนผู้เรียนราว 12-16 คน เพื่อให้ทุกคนมองเห็นกันในระหว่างการสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อย่างทั่วถึง

  1. การกระตุ้นให้ผู้เรียนตั้งคำถาม

ผู้สอนอาจเริ่มต้นกระบวนการเรียนรู้ด้วยการนำเสนอสิ่งเร้า (Stimulus) ให้แก่ผู้เรียน ซึ่งสิ่งเร้าอาจเป็นข้อความ, ภาพ, หนังสือภาพ, หรือคลิปวิดีโอ  จากนั้น ผู้สอนต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนตั้งคำถามที่สงสัย หรือตั้งประเด็นที่รู้สึกสนใจ ซึ่งชวนให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อหาคำตอบ

ในการตั้งคำถามของผู้เรียนนั้น  ผู้สอนอาจให้ผู้เรียนคิดคำถามตามลำพังหรือคิดคำถามร่วมกันเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม  จากนั้น เขียนคำถามทุกคำถามพร้อมวงเล็บชื่อผู้ตั้งคำถามบนกระดานเพื่อให้ทุกคนได้เห็น  ซึ่งหากคำถามมีมาก อาจใช้วิธีการออกเสียงเพื่อเลือกคำถามที่เสียงส่วนใหญ่สนใจที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในวันนั้น ๆ

  1. การรับฟังและการตอบสนองอย่างตั้งใจ

ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้สอนจะทำหน้าที่รับฟังและตอบสนองต่อสิ่งที่ผู้เรียนพูดอย่างตั้งใจ  ไม่ชี้นำหรือใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไปในความคิดของผู้เรียน แต่จะเป็นการรับฟังหรือสะท้อนแง่มุมที่อาจนำพาไปสู่การพูดคุยเชิงลึกต่อไป

  1. การสนับสนุนการแสดงความคิดเห็นของผู้เรียน

บทบาทของผู้สอนมีส่วนสำคัญที่เอื้อให้การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้เรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น  เช่น การนำพาผู้เรียนเข้าสู่ประเด็นสำคัญในการอภิปราย, การชวนให้ผู้เรียนอภิปรายความคิดเห็นเพิ่มเติมหากสิ่งที่พูดยังไม่กระจ่างชัดเพียงพอ, การช่วยขยายความสิ่งที่ผู้เรียนอภิปรายให้ชัดเจนขึ้น,การแนะนำให้ผู้เรียนไม่ยึดติดอยู่กับความคิดเห็นของตนเองและให้รับฟังความคิดของผู้อื่น, การชื่นชมหรือตอบสนองในเชิงบวกเมื่อผู้เรียนนำเสนอความคิดที่ดี

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า มีผู้สนใจนำหลักการของปรัชญาสำหรับเด็ก (P4C) ไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยมีการปรับใช้ในหลากหลายวิธีและมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน  สำหรับการนำหนังสือภาพมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ปรัชญาสำหรับเด็กนั้น  Karin Murris แห่งมหาวิทยาลัย Witwatersrand ประเทศแอฟริกาใต้ และ Joanna Haynes แห่งมหาวิทยาลัย Plymouth ประเทศอังกฤษ มีชื่อเสียงในเรื่องการนำวรรณกรรมสำหรับเด็กมาใช้เพื่อส่งเสริมการคิดตามแนวทางปรัชญาสำหรับเด็ก (P4C)   ในขณะที่ Tom Watenberg แห่ง Mount Holyoke รัฐ Massachusetts ได้เขียนแผนจำนวนมากเกี่ยวกับการแลก เปลี่ยนความคิดเห็นในเชิงปรัชญาโดยใช้หนังสือภาพ

885566

หนังสือภาพเรื่อง  ‘Quack!’ Said the Billy-Goat  ซึ่งเขียนโดย Charles Causley & Barbara Firth Candlewick Press  เป็นหนังสือภาพเล่มหนึ่งที่เวปไซต์ p4c.com/files/p4c/Picture%20Books.pdf  แนะนำว่าเหมาะแก่การนำมาสอนปรัชญาเพื่อเด็ก (P4C)

0

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มีเนื้อเรื่องเรียบง่าย เหมะสำหรับเด็กอายุ 3-7 ขวบ โดยเนื้อเรื่องพูดถึงการส่งเสียงร้องของสัตว์ต่าง ๆ (แต่ในเรื่องจะเป็นเสียงที่ผิดซึ่งรอให้เด็กช่วยแก้ไขให้ถูก) แม้เนื้อเรื่องจะไม่มีอะไรมาก แต่ภาพประกอบมีความสวยงาม และเนื้อเรื่องเรียบง่ายมากพอสำหรับนักปรัชญาที่อายุน้อยที่สุดทั้งหลาย

สำหรับคำถามที่เป็นไปได้ที่เด็ก ๆ จะนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันได้แก่คำถามที่ว่า สัตว์พูดได้ไหม? ทำไมแพะในเรื่องจึงร้องก้าบ? มันเป็นไปได้ไหมที่แพะจะร้องเหมือนเป็ด?  ถ้าแพะทำเสียงเหมือนเป็ดได้  แพะจะคุยกับเป็นได้ไหม?  หมายคุยกับแมว และวัวคุยกับแกะได้ไหม?

หากผู้สอนให้ผู้เรียนนั่งเป็นครึ่งวงกลม แล้วอ่านหนังสือภาพเล่มนี้ให้เด็กฟัง จากนั้น ให้เด็ก ๆ ลองตั้งคำถาม ซึ่งคำถามอาจเป็นคำถามที่มีลักษณะตามตัวอย่างข้างต้นหรือเป็นคำถามอื่น ๆ ตามแต่เด็กจะนำเสนอ แล้วเปิดโอกาสให้เด็กได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับประเด็นคำถามที่น่าขบคิดเหล่านั้น โดยผู้สอนมีหน้าที่เพียงเป็นผู้สนับสนุน  การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เกิดขึ้นนี้เอง คือพื้นฐานของการพัฒนาทักษะการคิด, การสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น ฯลฯ ตามแนวทางปรัชญาเพื่อเด็ก(P4C) ทั้งยังสอดคล้องกับกรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 อย่างพอเหมาะพอเจาะอีกด้วย

what-skills-are-we-developing_630_465_84_int_s_c1

การใช้หนังสือภาพเพื่อให้ความรู้

นอกจากการใช้หนังสือภาพในการส่งเสริมทักษะการคิดตามแนวทางปรัชญาเพื่อเด็ก (P4C) แล้ว  ยังมีข้อมูลทางวิชาการอีกเป็นจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นถึงการนำหนังสือภาพมาใช้เป็นเครื่องมือในการให้ความรู้แก่เด็กปฐมวัยในวิชาแกนต่าง ๆ

บทความทางวิชาการเกี่ยวกับการใช้หนังสือภาพในการให้ความรู้ด้านคณิตศาสตร์แก่เด็กปฐมวัย ซึ่งเขียนโดย Lucia M. Flevares และ Jamie R. Schiff แห่ง มหาวิทยาลัย Ohio State ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งคู่ได้ทำการศึกษาเอกสารและระบุว่า ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมามีความสนใจในการใช้วรรณกรรมสำหรับเด็กในการส่งเสริมการเรียนรู้คณิตศาสตร์  พวกเขาได้ทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการใช้หนังสือภาพในการสอนคณิตศาสตร์ โดยเน้นที่การสอนเรขาคณิต  พวกเขาพบว่า  แม้หลักในการสอนเรื่องรูปทรงเรขาคณิตควรให้เด็กได้หยิบจับรูปทรงเรขาคณิตเพื่อให้เกิดความเข้าใจจากการลงมือสัมผัสจริง  แต่หนังสือภาพสำหรับเด็กสามารถทำให้เด็กเข้าใจเรื่องรูปทรงเรขาคณิตแบบสองมิติได้

Lucia M. Flevares และ Jamie R. Schiff กล่าวต่อไปว่า แนวคิดเกี่ยวกับเรขาคณิต (Geometry)เป็นเรื่องที่ท้าทายความเข้าใจของเด็กเล็ก ๆ แต่ปัญหาหลักประการหนึ่งที่เป็นอุปสรรคอยู่ที่ครูผู้สอนที่ไม่ได้รับการฝึกฝนอย่างเพียงพอ ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเมื่อต้องสอนเรขาคณิตให้เด็ก  การใช้หนังสือภาพประกอบการอบรมครูจึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาความรู้ความเข้าใจของครูปฐมวัย ซึ่งจะช่วยให้ครูสามารถถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรขาคณิตไปยังเด็กเล็ก ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

the-shape-of-geometry-for-prek-2-teaching-and-learning-in-the-common-core-n

ในแง่ของการส่งเสริมความรู้ด้านภาษา   เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่นโยบายในการวางแผนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยของประเทศสิงคโปร์มีการนำหนังสือภาพสำหรับเด็กมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมความรู้ด้านภาษาอังกฤษให้แก่เด็ก ๆ

สำหรับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยของประเทศสิงคโปร์ ภายใต้สังกัดของกระทรวงศึกษาธิการ (MOE) ได้กำหนดหลักสูตรสำคัญ (flagship Programmes) ซึ่งประกอบด้วยหลักสูตรย่อย 2 หลักสูตร ได้แก่ HI-Light Programme  และ Starlight Literacy Programme

HI-Light Programme  ครอบคลุมขอบข่ายการเรียนรู้ 6 ด้าน  คือ สุนทรียศาสตร์และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์, การสำรวจโลก , ภาษาและการรู้หนังสือ, พัฒนาการด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว, ความเข้าใจในตัวเลขและการรู้จักใช้ตัวเลขในทางคณิตศาสตร์ , พัฒนาการด้านสังคมและอารมณ์

Starlight Literacy Programme  เป็น หลักสูตรที่ใช้เรื่องราวเป็นฐาน (story-base curriculum) เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัย โดย Starlight Literacy Programme  เป็นการสอนเด็กปฐมวัยแบบ 2 ภาษา  มีภาษาอังกฤษเป็นหลัก และมีภาษาแม่ให้เลือกเรียนอีก 1 ภาษา (จากตัวเลือก 3 ภาษา)

KINDERGARTEN @ RIVERSIDE PRIMARY SCHOOL

แนวทางของหลักสูตรเน้นการเรียนรู้อย่างมีความสุข ซึ่งครูจะทำกิจกรรมการอ่านหนังสือร่วมกันระหว่างครูกับเด็ก ๆ  โดยใช้หนังสือภาพขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Big Book เป็นสื่อในการสอนภาษา เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของ Big Book จะพบว่ามีการออกแบบให้หนังสือมีภาพที่ช่วยให้เด็กพูดถึงสิ่งที่ได้เห็นและเชื่อมโยงภาพเหล่านั้นกับประสบการณ์ในชีวิตของตนเอง โดยเด็กอาจเดาเรื่องจากภาพที่เห็นก่อนที่ครูจะอ่านเรื่องราวให้ฟัง  เป้าหมายของการพัฒนาทักษะทางภาษาในช่วงแรกนี้จะเน้นที่ความ เพลิดเพลินและความเข้าใจ โดยเด็กจะเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษก่อนที่จะเรียนเรื่องไวยากรณ์

 

เป้าหมายของการอ่านหนังสือร่วมกัน มีดังนี้

-การให้ประสบการณ์ที่เพลิดเพลินกับหนังสือแก่เด็ก

-จูงใจให้เด็กต้องการที่จะอ่านเรื่องราวอีกครั้งในภายหลัง ทั้งในแบบกลุ่มและในรายบุคคล

-สอนภาษาเขียนที่เป็นแบบแผนจากหนังสือผ่านการพูด และสอนภาษาพูดให้เด็กได้รู้

-ส่งเสริมให้เด็กลองใช้ภาษาอังกฤษในบรรยากาศที่ไม่มีความกดดัน

-ส่งเสริมทักษะการอ่านเบื้องต้นด้วยเรื่องราวจากหนังสือและกิจกรรมที่น่าสนใจ

-สอนและย้ำคำศัพท์รวมถึงโครงสร้างทางภาษา

การส่งเสริมการเรียนรู้ด้านภาษาด้วยหนังสือภาพขนาดใหญ่ (Big Book) เป็นโครงการที่น่าสนใจมาก เพราะนอกจากการดำเนินกิจกรรมจะประกอบไปด้วยการอ่าน, การร้องเพลง, เกม, โคลงกลอนและคำคล้องจอง บนพื้นฐานของความเพลิดเพลินแล้ว  Starlight Literacy Programme ยังเน้นการพัฒนาชุดหนังสือที่สอดคล้องกับชีวิตของเด็กสิงคโปร์แทนการนำหนังสือภาพที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกมาใช้งาน  การพัฒนาหนังสือโดยยึดสิ่งที่เด็กคุ้นเคยในชีวิตประจำวันเป็นฐานในการออกแบบ ทำให้เด็ก ๆ สามารถเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับภาพที่ได้เห็น และสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวไปพร้อม ๆ กับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษไปพร้อม ๆ กันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

our-curriculum-8

การพัฒนาหนังสือภาพโดยมีวัตถุประสงค์และหลักการรองรับที่ชัดเจนดังเช่นการออกแบบ  หนังสือภาพขนาดใหญ่ (Big Book) ใน Starlight Literacy Programme เป็นแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจมากในการถ่ายทอดความรู้ด้วยการใช้หนังสือภาพให้แก่เด็กปฐมวัย  การพัฒนาหนังสือภาพอย่างเหมาะสมอาจเป็นวิธีการหนึ่งในการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับวิชาแกนและแนวคิดสำคัญอื่น ๆ ให้แก่ผู้เรียนที่ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ ได้อย่างสนุกสนานและมีประสิทธิภาพ

 

การใช้หนังสือภาพเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ

“กรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21” ได้แสดงให้เห็นว่า นอกจากความสามารถในการคิดและความรู้เกี่ยวกับวิชาแกนต่าง ๆ แล้ว ทักษะชีวิตและทักษะอาชีพก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน

ทักษะชีวิตและทักษะอาชีพตามกรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว, ความคิดริเริ่มและการชี้นำตนเอง, ทักษะทางสังคมและการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม, การเพิ่มผลผลิตและความรู้รับผิด (การรู้จักใช้เวลาอย่างคุ้มค่าและการรู้จักใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า), ความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบ ซึ่งหากกล่าวโดยรวมแล้ว ทักษะชีวิตและทักษะอาชีพก็คือ คุณลักษณะที่มนุษย์พึงมีเพื่อให้สามารถอยู่สังคมได้อย่างมีความสุข

children-1807511_960_720

การเตรียมความพร้อมให้เด็กปฐมวัยมีทักษะชีวิตและทักษะอาชีพอาจทำได้โดยการพัฒนาหนังสือภาพที่มีเนื้อหาส่งเสริมให้เด็กเกิดทัศนคติที่ดีต่อทักษะชีวิตหรือทักษะอาชีพตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ซึ่งการกำหนดแก่นเรื่องเพื่อปลูกฝังพฤติกรรมหรือค่านิยมอันดีเป็นสิ่งที่พบได้ในหนังสือภาพสำหรับเด็กโดยทั่วไป  เช่น การศึกษาหนังสือภาพจาก 3 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา โดย Maria Suprawati, Florencia K. Anggoro และ Danuta Bukatko ได้ระบุไว้ว่า จากการศึกษาช่วยสนับสนุนให้พวกเราเข้าใจและเห็นถึงวิธีการที่หนังสือภาพส่งผ่านข้อมูลอันมีคุณค่าไปยังเด็กเล็ก ๆ  เพื่อเด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับค่านิยมอันดีและพฤติกรรมที่พึงประสงค์เกี่ยวกับการใช้ความพยายามเอาชนะอุปสรรค

ในประเทศไทยก็มีหนังสือภาพที่มีเนื้อค่าส่งเสริมคุณธรรมหรือค่านิยมอันเหมาะสมอยู่เป็นจำนวนมาก และหนังสือบางเล่มก็มีแก่นเรื่องสอดคล้องกับทักษะชีวิตหรือทักษะอาชีพที่เหมาะกับศตวรรษที่ 21 แต่หากมีการจัดตั้งโครงการพัฒนาชุดหนังสือเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตหรือทักษะอาชีพอย่างชัดเจน มีการกำหนดทักษะชีวิตและทักษะอาชีพที่เห็นเป็นรูปธรรมและใช้เป็นแก่นของหนังสือแต่ละเล่ม และมีการพัฒนาชุดหนังสือโดยออกแบบกิจกรรมก่อนและหลังการใช้หนังสือ  การใช้หนังสือภาพเพื่อปูรากฐานให้เด็กปฐมวัยมีทักษะชีวิตและทักษะอาชีพที่เหมาะสมกับศตวรรษที่ 21 ก็น่าจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและทำให้เด็กมีความสุขในการใช้งานหนังสือภาพโดยได้เนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ไปในเวลาเดียวกัน

 

บทสรุป  

การใช้หนังสือภาพเพื่อส่งเสริมการศึกษาปฐมวัยในศตวรรษที่21 เป็นแนวทางที่น่าสนใจและไม่ยุ่งยากจนเป็นไปไม่ได้ ซึ่งจากข้อมูลเชิงวิชาการที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจะพบว่า

-การพัฒนาหนังสือภาพขนาดใหญ่ (Big Book) ขึ้นใช้เองใน Starlight Literacy Programme ของประเทศสิงคโปร์ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่อาจเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาชุดหนังสือเพื่อถ่ายทอดความรู้วิชาแกนในหมวดอื่น ๆ นอกเหนือจากความรู้ด้านภาษา ที่น่าจะช่วยทำให้การเรียนการสอนเต็มเพื่อเตรียมเด็กปฐมวัยให้มีความพร้อมสำหรับศตวรรษที่ 21 เป็นเรื่องที่เพลิดเพลิน และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

-การปลูกฝังทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ รวมถึงทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี อาจทำได้ไม่ยากนัก หากมีการพัฒนาหนังสือภาพเพื่อใช้เป็นสื่อในการถ่ายทอดค่านิยมอันดีงามและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ไปยังเด็ก ๆ

-การนำแนวคิดปรัชญาเพื่อเด็ก (P4C) มาใช้ เป็นวิธีการที่ดีวิธีหนึ่งในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์, การสื่อสารและการร่วมมือกันทำงานของเด็ก ๆ   ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้น หากเด็กได้ฝึกฝนจนเกิดทักษะในการคิดที่ดีพอ  การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเชิงกลุ่มในประเด็นต่าง ๆ ก็จะทำให้เด็ก ๆ เกิดทักษะและความเข้าใจตามกรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มากขึ้นด้วย

-การใช้หนังสือภาพเป็นสื่อหรือเครื่องมือนั้น นอกจากจะถูกใจเด็ก ๆ แล้ว ยังมีส่วนช่วยให้การพัฒนาครูเป็นไปได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น  กล่าวคือ เมื่อมีการวางแผนหลักสูตรโดยใช้หนังสือภาพเป็นเครื่องมือหรือมีการพัฒนาหนังสือภาพด้วยวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน จากนั้น ทำการอบรมครูให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเป้าหมายและวิธีการใช้งานหนังสือที่เหมาะสม เมื่อครูนำหนังสือและองค์ความรู้ที่ได้รับการฝึกฝนมาใช้งานจริง ผลประโยชน์ที่ได้ก็จะเกิดขึ้นกับเด็กตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

ด้วยเหตุผลและข้อมูลต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว  การใช้หนังสือภาพเพื่อส่งเสริมการศึกษาปฐมวัยในศตวรรษที่21 จึงเป็นแนวทางที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการการศึกษาปฐมวัยพึงให้ความสนใจ และอาจสร้างความร่วมมือกันเพื่อพัฒนาให้การใช้หนังสือภาพกับเด็กปฐมวัยเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป.