Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ตี้ตี้กับถูถู

นิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่อง “ตี้ตี้กับถูถู” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงปีแรก ๆ ของการเป็นนักเขียนนิทาน นิทานเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องเบา ๆ ไม่ซับซ้อน แต่น่าจะสร้างรอยยิ้มให้เด็ก ๆ ได้ เมื่ออ่านนิทานจบแล้ว ขอให้นอนหลับฝันดีนะครับ

นิทานเรื่อง ตี้ตี้กับถูถู

กาลครั้งหนึ่งมีเด็กคนหนึ่งชื่อว่าตี้ตี้  แม่ของตี้ตี้เป็นช่างทำตุ๊กตา   ตี้ตี้มักจะเฝ้าดูแม่ทำตุ๊กตาอยู่เสมอ  จนกระทั่งวันหนึ่ง ตี้ตี้เกิดอยากมีตุ๊กตาเป็นของตัวเอง  เขาจึงลองหาเศษผ้าเหลือ ๆ ที่แม่ทิ้งแล้ว เอามาเย็บเข้าด้วยกันแบบเดียวกับที่แม่ทำ  จนในที่สุด  ตุ๊กตาตัวแรกในชีวิตของตี้ตี้ก็ถือกำเนิดขึ้น

ตุ๊กตาของตี้ตี้มีชื่อว่าถูถู   ถูถูเป็นตุ๊กตาหน้าตาเด๋อ ๆ   ตาของถูถูดูคล้ายกับหมีแพนด้า  แต่หูที่ยืดยาวออกมาทำให้มันดูคล้ายกับกระต่าย  แถมจมูกของถูถูยังแบะ ๆ แบน ๆ อย่างกับจมูกของหมูเสียอีก  ไป ๆ มา ๆ  ถูถูก็เลยกลายเป็นตุ๊กตาที่มีหน้าตาตลกที่สุดในโลก

ตี้ตี้รักตุ๊กตาของเขามาก  ตี้ตี้มักจะพาถูถูออกไปเดินเล่นทุก ๆ เช้า   ภาพของเด็กน้อยที่เดินจูงตุ๊กตาหน้าตาประหลาด ทำให้ใครต่อใครอดยิ้มไม่ได้ด้วยความเอ็นดู  ตี้ตี้มักจะพาถูถูเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ แล้วทั้งคู่ก็มักจะพากันเก็บดอกไม้เพื่อนำไปฝากแม่

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่ตี้ตี้กำลังเก็บดอกไม้  มีทหารใจร้ายค่อย ๆ ย่องเข้ามาในสวนแล้วแอบขโมยถูถูไปโดยที่ตี้ตี้ไม่รู้ตัว  ทหารคนนี้หวังที่จะได้รางวัลจากเจ้าหญิงองค์น้อยเพราะเจ้าหญิงองค์น้อยมักจะให้รางวัลคนที่นำของเล่นแปลก ๆ ไปถวาย  เมื่อถูถูหายไป  ตี้ตี้ก็ได้ร้องไห้จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  แม่ของตี้ตี้สงสารตี้ตี้มาก แต่ท่านก็ไม่รู้ว่าจะช่วยตี้ตี้ได้อย่างไร

เจ้าหญิงองค์น้อยทรงชอบถูถูมากกว่าของเล่นชิ้นใด ๆ ที่พระองค์เคยมีมา  เจ้าหญิงให้รางวัลแก่ทหารใจร้ายจนทหารใจร้ายยิ้มไม่หุบ เจ้าหญิงองค์น้อยพาถูถูเดินไปทุก ๆ ที่  พระองค์หาเสื้อผ้าดี ๆ ให้ถูถูใส่  เจ้าหญิงมีความสุขมากที่มีถูถูอยู่ใกล้ ๆ  แต่พระองค์ไม่รู้เลยว่า ถูถูกำลังเศร้าใจเพราะมันได้ยินเสียงตี้ตี้เพื่อนรักของมันกำลังร้องไห้ด้วยความโศกเศร้า

เมื่อเจ้าหญิงนอนหลับ  ถูถูก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียงแล้วเขียนจดหมายเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าหญิงฟัง  ถูถูขอโทษเจ้าหญิงที่ต้องแอบหนีเจ้าหญิงไปในขณะที่เจ้าหญิงกำลังนอนหลับ  ถูถูเดาว่าเจ้าหญิงคงไม่ยอมให้มันกลับบ้านแน่ ๆ เพราะเจ้าหญิงรักมันมาก  แต่มันเป็นเรื่องจำเป็นจริง ๆ ที่มันต้องรีบกลับไปหาตี้ตี้ เพราะตี้ตี้กำลังร้องไห้อย่างน่าสงสาร

และทันทีที่ตี้ตี้เห็นถูถู  ตี้ตี้ก็โผเข้ากอดถูถูด้วยความดีใจ  ทั้งตี้ตี้และถูถูต่างมีความสุขที่ได้พบกันอีกครั้ง  แต่แม่ของตี้ตี้กลับรู้สึกกังวลใจเพราะนางไม่รู้ว่าเจ้าหญิงจะตามมาเอาถูถูกลับคืนไปหรือไม่

โชคดีที่เจ้าหญิงองค์น้อยเป็นเจ้าหญิงที่แสนดี  แม้ว่าพระองค์จะเสียใจที่ถูถูหนีกลับไปหาตี้ตี้  แต่พระองค์ก็ไม่ได้โกรธตี้ตี้หรือถูถูเลยแม้สักนิด  เจ้าหญิงสั่งให้ทหารดีจัดการทำโทษทหารใจร้ายในข้อหาขโมยของเด็ก  แล้วพระองค์ก็เขียนจดหมายจ่าหน้าถึงตี้ตี้และถูถูโดยจดหมายฉบับนั้นมีข้อความว่า

“ถึงตี้ตี้กับถูถู…ฉันขอโทษที่มีส่วนทำให้เธอทั้งสองไม่สบายใจ  เพื่อนรักก็ควรได้อยู่กับเพื่อนรัก  ฉันขอให้เธอทั้งสองเป็นเพื่อนที่รักกันตลอดไปนะ  ถ้ามีเวลาว่างแวะมาเยี่ยมเยียนฉันด้วย  ฉันเหงาและอยากจะเลี้ยงขนมพวกเธอเพื่อเป็นการไถ่โทษ…จากเจ้าหญิง”

ตี้ตี้และถูถูดีใจมากที่ได้รับจดหมายจากเจ้าหญิง  ทั้งสองตกลงกันว่าจะไปเยี่ยมเจ้าหญิงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  และเพื่อที่จะทำให้เจ้าหญิงไม่เหงาอีกต่อไป  ตี้ตี้จึงลงมือทำตุ๊กตาตัวที่สองเพื่อมอบให้แก่เจ้าหญิงแสนดีโดยเฉพาะ   

 และแล้ว  นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ลูกเสือเจ้าเล่ห์

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ลูกเสือเจ้าเล่ห์” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะผู้แต่ง จำเนื้อเรื่องไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่เมื่อลองอ่านนิทานก่อนที่จะนำมาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ ผมถึงกับบอกตัวเองว่า “แต่งได้อย่างไร สนุกจังเลย” นิทานเรื่องนี้จะสนุกจริงหรือไม่? และมีเนื้อเรื่องเป็นอย่างไร? ขอให้คุณผู้อ่านลองพิสูจน์กันดูนะครับ

นิทานเรื่อง  ลูกเสือเจ้าเล่ห์

ลูกเสือตัวหนึ่งเป็นลูกเสือสมิงที่มีนิสัยเกียจคร้านและแสนเจ้าเล่ห์

วันหนึ่ง…แม่เสือเห็นว่าลูกชายโตพอสมควรแล้ว แม่เสือจึงสั่งให้ลูกลองออกไปหาอาหารกินเองในป่า  ลูกเสือไม่อยากเหนื่อยกับการหาอาหาร  มันจึงวางแผนหาของกินด้วยวิธีที่แม่ของมันคาดไม่ถึง

วิธีของเจ้าลูกเสือคือการนำวิชาแปลงกายซึ่งเป็นวิชาเฉพาะของเหล่าเสือสมิง ไปใช้หลอกลวงขอกินอาหารกับสัตว์ต่าง ๆ

เจ้าลูกเสือเริ่มแผนด้วยการแปลงร่างเป็นหมู ซึ่งเมื่อมันไปเคาะประตูบ้านของคุณหมูพร้อมกับแกล้งร้อง “อู๊ด ๆ”  คุณหมูใจดีก็หลงกลเชิญมันเข้าบ้าน แล้วแบ่งขนมอร่อย ๆ ให้เจ้าลูกเสือในร่างหมูกินจนพุงแทบระเบิด

วันรุ่งขึ้น  เมื่อลูกเสือเห็นว่าแผนของมันใช้ได้ผล  มันจึงแปลงร่างเป็นแมว แล้วไปเคาะประตูบ้านของคุณแมวพร้อมกับร้อง “เหมียว ๆ” เพื่อขอกินอาหารอีก  คุณแมวไม่รู้ว่าลูกเสือปลอมตัวมาหลอก มันจึงเชิญเพื่อนแมวที่หิวจนท้องกิ่วเข้าบ้าน จากนั้น มันก็เอาปลาย่างออกมาเลี้ยง จนเจ้าลูกเสือในร่างแมวอิ่มถึงขนาดแทบจะเดินกลับบ้านไม่ไหว

วันที่สาม  ลูกเสือเจ้าเล่ห์นึกอยากกินผลไม้  มันจึงแปลงร่างเป็นลิง แล้วไปเคาะประตูบ้านของคุณลิงพร้อมกับร้อง “เจี๊ยก ๆ”  เมื่อคุณลิงเห็นเพื่อนลิงมาเคาะประตู  คุณลิงจึงเชิญเพื่อนลิงเข้าบ้าน  แล้วนำผลไม้ถาดใหญ่มาให้เจ้าลิงตัวปลอมกินจนพุงปลิ้น

ในขณะที่ลูกเสือเพลิดเพลินกับการแปลงกายหลอกกินอาหารของสัตว์ต่าง ๆ อยู่นั้น  เจ้าลูกเสือไม่รู้เลยว่า มีสัตว์ดุร้ายตัวหนึ่งแอบเฝ้ามองการกระทำของมันอยู่!   

วันต่อมา  เจ้าลูกเสือซึ่งมั่นใจในฝีมือแปลงกายของตนมากก็บังอาจทำสิ่งที่สัตว์ทั้งหลาย คงไม่กล้าทำแน่ ๆ  นั่นก็คือ…มันแปลงร่างเป็นสิงโต แล้วไปเคาะประตูบ้านของราชสีห์เจ้าป่าพร้อมกับส่งเสียงคำราม “โฮก ๆ” เพื่อขอกินอาหารด้วย  

เมื่อราชสีห์เห็นสิงโตตัวน้อยมาเคาะประตู  คุณราชสีห์ก็เชิญมันเข้าบ้าน   แต่แทนที่ราชสีห์จะพาเจ้าสิงโตตัวน้อยไปยังโต๊ะอาหาร  มันกลับปิดประตูลงกลอน  แล้วแสยะยิ้มอวดเขี้ยวขาว ๆ พร้อมกับตั้งท่าจะหม่ำสิงโตปลอมที่บังอาจเข้ามาให้มันลองลิ้มชิมรสถึงในบ้าน

เจ้าลูกเสือตกใจมากที่แผนปลอมตัวของมันถูกราชสีห์จับได้  ลูกเสือหวาดกลัวจนวิชาแปลงกายเสื่อม  มันลนลานร้องขอชีวิตพร้อมกับสัญญาว่าจะไม่หลอกลวงผู้อื่นอีก  แต่อนิจจา…ราชสีห์ไม่สนใจ  มันกลับแยกเขี้ยวอันคมกริบ แล้วกระโจนเข้าตะครุบตัวเจ้าลูกเสือเอาไว้ด้วยอุ้งเท้าที่มีกรงเล็บเพชฌฆาต

เสี้ยววินาทีนั้น  ลูกเสือเชื่อว่ามันต้องตายแน่ ๆ แต่เมื่อมันลืมตาขึ้น  สิ่งที่มันพบกลับไม่เป็นดั่งที่มันคิด!   

เมื่อเจ้าลูกเสือลืมตา  ภาพที่มันเห็นคือภาพของแม่เสือที่กอดมันเอาไว้ในอ้อมแขน

แท้จริงแล้ว  สัตว์ดุร้ายที่เฝ้ามองพฤติกรรมของเจ้าลูกเสือมาโดยตลอดก็คือแม่เสือสมิงที่คอยติดตามดูลูกชายด้วยความเป็นห่วง เมื่อแม่เสือรู้ว่าลูกเสือใช้วิชาแปลงกายไปหลอกลวงผู้อื่น  นางจึงขอยืมบ้านของสิงโตเจ้าป่า  แล้วแปลงกายเป็นราชสีห์เพื่อรอให้บทเรียนครั้งสำคัญแก่ลูกชายที่นางรักแสนรัก

ลูกเสือรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่สิงโตเจ้าป่าเป็นเพียงร่างแปลงของแม่  เพราะหากมันถูกราชสีห์จับได้จริง ๆ  มันก็คงไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับไปหาแม่ที่มันรักได้แน่ ๆ  

การหลอกลวงผู้อื่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเอาเสียเลย   เจ้าลูกเสือร้องไห้แง ๆ และขอโทษแม่ที่มันทำเรื่องไม่เหมาะสม 

แม่เสือปลอบลูกเสือให้หยุดร้องไห้ พร้อมกับยินดีให้อภัยหากลูกชายสัญญาว่าจะไม่หลอกลวงใคร ๆ อีก 

เจ้าลูกเสือรู้แล้วว่าการหลอกลวงผู้อื่นอาจทำให้เกิดผลร้ายรุนแรงได้สักเพียงไร  มันดีใจที่แม่ให้โอกาสมันแก้ไขสิ่งที่ผิดพลั้ง  หลังจากวันนั้น  เจ้าลูกเสือก็ออกหาอาหารกินด้วยตนเองและไม่เคยใช้เล่ห์กลหลอกลวงใคร ๆ อีกเลย

#นิทานนำบุญ

——–

Posted in Uncategorized

กระต่ายกับเต่า

นิทานอมตะเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” เป็นนิทานก่อนนอนยอดนิยมที่เด็ก ๆ ทั่วโลกรู้จัก นิทานเรื่องนี้มีข้อคิดสอนใจที่เหมาะกับเด็ก แถมไม่มีฉากรุนแรงใด ๆ นิทานเรื่องนี้จึงเป็นขวัญใจของคุณพ่อคุณแม่และคุณครูอีกด้วย การนำนิทานเรื่อง “กระต่ายกับเต่า” มาเล่าใหม่ในแบบนิทานนำบุญ ถือว่าเป็นเกียรติของเว็บไซต์นิทานนำบุญ ที่ได้มีโอกาสแสดงความเคารพต่อผู้แต่งดั้งเดิม คือ อีสป (Aesop) นักเล่านิทานชาวกรีกในสมัยโบราณ หวังว่านิทานอีสปเรื่องกระต่ายกับเต่าที่เล่าในแบบนิทานนำบุญ จะทำให้เด็ก ๆ มีความสุขกันนะครับ

นิทานเรื่อง กระต่ายกับเต่า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกระต่ายตัวหนึ่งเป็นกระต่ายที่มีนิสัยไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ คือว่า มันเป็นกระต่ายที่ขี้โอ่ ชอบโอ้อวด แล้วก็ชอบท้าคนนู้นคนนี้แข่งขันอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อย และที่แย่ที่สุดก็คือว่า มันค่อนข้างจะเจ้าเล่ห์ คือว่า มันจะคอยไปท้าคนนู้นคนนี้แข่ง ในสิ่งที่แข่งอย่างไรมันก็ชนะอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น มันเคยไปยั่วช้าง ท้าทายนู่น ท้าทายนี่ ให้ช้างแข่งขันด้วย พอช้างรับคำท้า มันก็ท้าช้างแข่งขันกันว่า ใครจะขนนุ่มกว่ากัน! หือ…แข่งขนนุ่มเนี่ยนะ! พอให้คนอื่นตัดสิน ยังไง้ ยังไง กระต่ายก็ชนะ เพราะกระต่ายมันขนนุ่มกว่าช้างอยู่แล้ว พอกระต่ายมันชนะ มันก็จะแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกช้าง “บรู้ว ๆ ” พร้อมกับพูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” และนี่ก็คือนิสัยของเจ้ากระต่าย

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้ากระต่ายมันแสบมาก มันไปท้าเด็ก ๆ ท้าแข่งขันกับเด็ก ๆ มันก็จะเริ่มจากการไปพูดจาดูถูกเด็ก ๆ เพื่อท้าทายให้เด็ก ๆ ยอมแข่งขันด้วย พอเด็ก ๆ หลงกลทนไม่ไหว เผลอไปรับคำท้าของมัน มันก็บอกเด็ก ๆ ว่า “งั้นเรามาแข่งกินแครอทกันดีกว่า”

โถ! ใคร ๆ ก็รู้ดีอยู่แล้วว่า เจ้ากระต่ายมันเชี่ยวชาญเรื่องการกินแครอทมากกว่าใคร ๆ ส่วนเด็ก ๆ ก็ไม่ค่อยเชี่ยวชาญการกินแครอทสักเท่าไร สุดท้าย เด็ก ๆ ก็แพ้กระต่าย พอแพ้แล้ว เจ้ากระต่ายก็แลบลิ้นปลิ้นตาหลอก “บรู้ว ๆ” จากนั้น มันก็พูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” ดูสิ กระต่ายมันช่างร้ายจริง ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้ากระต่ายจอมซ่า มันก็ไปเจอเต่าตัวหนึ่ง คลานต้วมเตี้ยม ต้วมเตี้ยม มันก็คิดแผนในใจว่า “เราจะต้องท้าแข่งกับเจ้าเต่า”

เมื่อคิดแบบนั้นแล้ว มันก็เลยไปล้อเลียนเต่าว่า “เต่าต้วมเตี้ยมติงต๊องตุ๊ต๊ะตุ้งติ้งตุ๊ดตู่ตึ่งตึงตึ๊ง มาแข่งอะไรกันหน่อยมั๊ยล่ะ”

เจ้าเต่ามองกระต่ายด้วยความงุนงง แล้วก็ถามกลับไปอย่างยานคางว่า “จะมาท้าแข่งอะไรเหรอ” เต่าคลานก็ช้า พูดก็ช้า

กระต่ายฟังจบก็หลอกเต่าให้หลงกลต่อไปว่า “กล้ามาแข่งมั๊ยล่ะ”

“ก็ได้ ก็ได้ แข่งก็ได้” เต่าตอบ

เมื่อเต่าหลงกลยอมแข่ง กระต่ายจึงบอกว่า “งั้นเรามาวิ่งแข่งกัน โอ่ย โอ๊ย โอย”

เต่าหลงกลตกปากรับคำไปแล้ว พอมันรู้ว่าต้องวิ่งแข่ง แล้วมันจะชนะได้อย่างไร แต่ในเมื่อรับปากแล้ว มันจึงต้องยอมแข่งด้วย

เมื่อเต่ายอมแข่ง กระต่ายจึงเรียกให้สัตว์ต่าง ๆ มาเป็นพยานในการแข่งขัน โดยเจ้าหมาจิ้งจอกมาทำหน้าที่ให้สัญญาณเริ่มแข่งขันที่จุดเริ่มต้น ส่วนสิงโตเจ้าป่าทำหน้าที่ดูว่าใครถึงเส้นชัยก่อน

เมื่อหมาจิ้งจอกให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน กระต่ายก็วิ่งปรู้ดนำหน้าออกไปจนเกือบจะถึงเส้นชัย ส่วนเต่าก็ยังคงคลานต้วมเตี้ยม ๆ อยู่บริเวณจุดเริ่มต้น

แต่กระต่ายมันประมาท ยังไม่ยอมเข้าเส้นชัย เพราะมันมีนิสัยชอบล้อเลียนเย้ยหยันคนอื่น มันจึงวิ่งปรู้ดกลับมาหาเต่า แล้วก็กระโดดดึ๋ง ๆ ๆ รอบตัวเต่า จากนั้น มันก็กระโดดข้ามกระดอง ดึ๋ง ดึ๋ง ดึ๋ง ข้ามกระดองไป ข้ามกระดองมา โชว์ลีลาท่ายากสารพัด แหม! ก็มันรู้อยู่แล้วว่า ยังไง้ ยังไง มันก็ต้องชนะ เพราะว่าเต่ามันคลานช้ามาก ๆ

กระต่ายกระโดดไปกระโดดมา กระโดดมากระโดดไป กระโดดไปกระโดดมา กระโดดมากระโดดไป กระโดดจนเบื่อ เพราะขนาดกระต่ายวิ่งไปวิ่งกลับ แล้วมากระโดดเล่นแบบนี้ เต่าก็ยังคลานไปไม่ถึงไหน กระต่ายกระโดดไปนาน ๆ เข้า ก็ชักเหนื่อย มันจึงบอกเต่าว่า “เธออยากคลานก็คลานไปก่อนนะเจ้าเต่าต้วมเตี้ยม เดี๋ยวฉันนอนพักเอาแรงสักชั่วโมงสองชั่วโมงนะ ยังไงเธอก็ยังไปไม่ถึงไหนหรอก”

พอคิดเช่นนั้น กระต่ายจึงไปหาที่เหมาะ ๆ ตรงโคนต้นไม้ แล้วก็ล้มตัวลงนอนเกาพุงแกรก ๆ ด้วยความสบายใจ ลมพัดมาเย็น ๆ เอื่อย ๆ กระต่ายก็เริ่มเคลิ้ม ประกอบเจ้ากระต่ายวิ่งไปจนเกือบถึงเส้นชัยแล้วก็วิ่งกลับมา แถมยังมีการกระโดดรอบตัวเต่า มันจึงเริ่มเหนื่อยเริ่มล้า พอมันเหนื่อยมันล้า มันจึงหลับ แต่ไม่ใช่การหลับแบบนอนกลางวัน มันหลับลึก หลับสนิทเหมือนนอนอยู่ที่บ้านเลย แถมมันยังฝันอีกว่า มันวิ่งชนะเต่า แล้วมันก็ล้อเลียนเต่าด้วยการแลบลิ้นปลิ้นตา “บรู้ว ๆ ” จากนั้น มันก็พูดว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้” ดูสิ ขนาดตอนหลับ กระต่ายก็ยังไม่ทื้งนิสัยชอบเยาะเย้ยผู้อื่น

ครั้นเวลาผ่านไป กระต่ายก็ตื่นขึ้นมา มันมองไปรอบ ๆ ตัว แสงก็ยังสว่างเหมือนช่วงก่อนที่มันจะนอนหลับ มันจึงคิดว่า มันคงหลับไปไม่เกินชั่วโมงแน่ ๆ แต่เมื่อมันหันไปมองที่เส้นชัย มันก็ตกใจจนหูตั้งโด่ เพราะว่า เต่าคู่แข่งของมัน คลานจนเกือบไปถึงเส้นชัยอยู่แล้ว

กระต่ายจึงรีบสอบถามหมาจิ้งจอกที่อยู่ใกล้ ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ครั้นเมื่อหมาจิ้งจอกบอกกระต่ายว่า กระต่ายเผลอนอนหลับไปข้ามวันข้ามคืน ในขณะที่เจ้าเต่าคลานไปเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ ข้ามวันข้ามคืนเช่นกัน กระต่ายจึงตระหนักว่ามันประมาทพลาดท่า มันจึงรีบวิ่งปรู๊ดตรงไปที่เส้นชัยทันที

แต่อนิจจา ในขณะที่เจ้ากระต่ายไล่หลังไปจนเกือบถึงเส้นชัย เจ้าเต่าก็ยืดหัวจากกระดองเข้าแตะเส้นชัย และชนะเจ้ากระต่ายไปอย่างหวุดหวิดแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

เมื่อกระต่ายแพ้ สัตว์ต่าง ๆ ก็เดินมาหากระต่าย แล้วก็แลบลิ้นปลิ้นตาหลอก “บรู้ว ๆ” จากนั้น สัตว์ต่าง ๆ ก็พูดพร้อมกันว่า “ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้ ขี้แพ้”

กระต่ายเจ็บใจที่ถูกเย้ยหยัน มันเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของคนที่แพ้และถูกคนอื่นเยาะเย้ยเป็นครั้งแรก มันรู้สึกผิดที่ตลอดมา มันมักเยาะเย้ยผู้อื่นโดยไม่เคยเอาใจเขามาใส่ใจตัวเองเลย

ส่วนเจ้าเต่า ถึงมันจะชนะ แต่มันก็ไม่ได้แลบลิ้นปลิ้นตาใส่กระต่ายเลย มันกลับหันมาหากระต่าย แล้วบอกกระต่ายว่า “เราแข่งกันเสร็จแล้ว ฉันว่านะ อย่าคิดมากเลย ว่าใครแพ้ใครชนะ ฉันว่านะ แทนที่เราจะเป็นคู่แข่งกัน เรามาเป็นเพื่อนกันน่าจะดีกว่านะ”

กระต่ายยิ้มและขอบใจเต่าที่เต่าไม่ล้อเลียนมัน แม้ความประมาทของกระต่าย จะทำให้กระต่ายพ่ายแพ้ก็จริง แต่การพ่ายแพ้ครั้งนี้ ทำให้กระต่ายได้บทเรียนครั้งสำคัญ ดังนั้น กระต่ายจึงตกปากรับคำเป็นเพื่อนกับเต่า และหลังจากนั้นเป็นต้นมา กระต่ายก็พยายามปรับปรุงนิสัยของตัวเอง และไม่เคยท้าใคร ๆ แข่งขันอะไรอีกเลย

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายแห่งเมืองของเล่น

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เจ้าชายแห่งเมืองของเล่น” เป็นนิทานที่ผมแต่งในช่วงปีแรก ๆ ของการเป็นนักแต่งนิทานให้กับนิตยสารขวัญเรือน นิทานก่อนนอนเรื่องนี้ถือว่าเป็นนิทานที่ผมแต่งด้วยความยากลำบาก เพราะในช่วงนั้น ทักษะในการเขียนหนังสือของผมมีค่อนข้างจำกัด กว่าจะเขียนนิทานแต่ละย่อหน้าเพื่ออธิบายสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาได้ จึงใช้เวลามากจริง ๆ แถมยังต้องพยายามไม่ให้คนอ่านเบื่อก่อนที่จะถึงจุดสำคัญของเรื่องในช่วงท้ายเรื่อง เรียกว่ากว่าจะเขียนนิทานเรื่องนี้เสร็จ ผมก็เกือบถอดใจไปหลายต่อหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่านิทานที่เกี่ยวกับเจ้าชายและของเล่นเรื่องนี้ จะถูกใจเด็ก ๆ บ้างนะครับ

นิทานเรื่อง เจ้าชายแห่งเมืองของเล่น

กาลครั้งหนึ่งในอาณาจักรแลปป์ที่หนาวเหน็บ มีเจ้าชายกำพร้าผู้ทรงพระปรีชาสามารถพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า “เจ้าชายรัสมุส”

เจ้าชายรัสมุสเป็นเจ้าชายที่มีพรสวรรค์ในการคิดและการออกแบบของเล่นแปลก ๆ ซึ่งเมื่อผู้คนในอาณาจักรแลปป์ นำของเล่นต้นแบบที่เจ้าชายทรงคิดขึ้นไปทำออกขาย  ของเล่นเหล่านั้นก็จะกลายเป็นของเล่นชิ้นโปรดของเด็ก ๆ ทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว

เจ้าชายรัสมุสมักจะขลุกอยู่ในห้องส่วนพระองค์ ซึ่งตั้งอยู่บนหอคอยยอดปราสาทตั้งแต่เช้าจรดค่ำ  มีเพียงแม่นมและพี่เลี้ยง 2-3 คนเท่านั้นที่ได้รับอนญาตให้ขึ้นไปปรนนิบัติพระองค์ ในยามที่พระองค์ทรงต้องการความช่วยเหลือ เจ้าชายรัสมุสมักจะนั่งทรงงานทั้งกลางวันและกลางคืนจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน  เจ้าชายน้อยพยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะคิดของเล่นชนิดใหม่ ๆ ให้ได้เร็วที่สุด เพื่อที่ประชาชนผู้ยากไร้ของพระองค์จะได้มีของเล่นต้นแบบ สำหรับการทำออกขาย เพื่อนำรายได้ไปจุนเจือครอบครัวของพวกเขาให้มีความสุข    

แม้งานของเจ้าชายรัสมุสจะเป็นงานสร้างของเล่นเพื่อทำให้เด็ก ๆ ทั่วโลกมีความสุข  แต่เจ้าชายรัสมุสเองกลับไม่เคยมีความสุขจากการเล่นของเล่นที่ตนเองคิดขึ้นเลยแม้สักครั้ง 

ภาระและหน้าที่ในฐานะเจ้าชายผู้เป็นความหวังของประชาชนชาวแลปป์ ทำให้เจ้าชายรัสมุสต้องยอมเสียสละตนเองในการทำงานอย่างหนักและทนแบกรับความเครียดทั้งหมดเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว

จนกระทั่งวันหนึ่ง  แม่นมผู้รักเจ้าชายรัสมุสปานดวงใจก็ทนเห็นเจ้าชายองค์น้อยต้องจมอยู่ในความเคร่งเครียดเช่นนั้นต่อไปไม่ไหว แม่นมจึงนำเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไปหารือกับเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่เพื่อขอความช่วยเหลือ

ทันทีที่เสนาบดีทราบเรื่องที่เกิดขึ้น  เสนาบดีจึงป่าวประกาศให้ข้าราชการ ทหาร และประชาชนช่วยกันหาวิธีทำให้เจ้าชายรัสมุสมีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่ เสนาบดีขอร้องให้ทุก ๆ คนช่วยกันคิดหาของเล่นที่พิเศษสุด  และส่งมันมาให้เจ้าชายองค์น้อย  เพื่อเป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิดของพระองค์ซึ่งกำลังจะมาถึง

แน่นอน…ผู้คนต่างพากันส่งของเล่นมาให้เจ้าชายอย่างล้นหลาม  แต่มันเป็นความจริงที่แสนเศร้า ที่เจ้าชายรัสมุสกลับไม่ทรงรู้สึกสนุกกับของเล่นที่พระองค์ได้รับเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

ความตั้งใจของแม่นมและเสนาบดีกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า  เจ้าชายรัสมุสยังคงโหมงานหนักและเคร่งเครียดกับภาระอันหนักอึ้งของพระองค์จนลืมความสดใสของชีวิตวัยเด็กไปจนเกือบหมดสิ้น  แต่โชคยังดีที่จู่ ๆ ทหารยามซึ่งรักษาการณ์อยู่ที่หน้าประตูเมืองได้นำข่าวดีซึ่งเป็นความหวังครั้งสุดท้ายมาแจ้งให้แม่นมและเสนาบดีทราบว่า มีเด็กผู้ชายหน้าตามอมแมมคนหนึ่งยืนยันที่จะขอมอบของเล่นชิ้นพิเศษให้แก่เจ้าชายรัสมุสด้วยตัวของเขาเอง

ทั้งแม่นมและเสนาบดีผู้สิ้นหวังต่างหมดแรงที่จะคัดค้านหรือทำการใด ๆ อีกต่อไป  ด้วยเหตุนี้ เสนาบดีจึงอนุญาตให้แม่นมและทหารยามพาเด็กน้อยที่ตั้งใจจะนำของขวัญมามอบให้แก่เจ้าชายขึ้นไปยังห้องส่วนพระองค์ของเจ้าชายรัสมุสได้เป็นกรณีพิเศษ

เมื่อเด็กน้อยได้พบกับเจ้าชาย  เด็กน้อยก็คุกเข่าเพื่อทำความเคารพเจ้าชายผู้มีพระคุณต่อประชาชนชาวแลปป์ทุก ๆ คน  จากนั้น เด็กน้อยก็บอกให้เจ้าชายทราบว่า  เขาได้นำเอาของเล่นชิ้นพิเศษมามอบให้แก่เจ้าชายด้วย…ซึ่งของเล่นที่เขานำมามอบให้แก่เจ้าชายนั้น  มันไม่ใช่ของเล่นธรรมดา ๆ แต่มันเป็นของเล่นชิ้นพิเศษซึ่งมีชื่อเรียกว่า “เด็กมอมแมมชาวแลปป์”

เจ้าชายรู้สึกแปลกใจกับของเล่นที่เด็กน้อยนำมาถวาย

“เด็กมอมแมมชาวแลปป์คือของเล่นแบบไหนกันหนอ?”  เจ้าชายคิด 

แต่ทันทีที่เด็กน้อยชวนเจ้าชายไปเล่นของเล่นต่าง ๆ ที่อยู่ในห้องของพระองค์  ของเล่นที่เจ้าชายเคยรู้สึกว่ามันเป็นของเล่นที่น่าเบื่อ…ก็กลับกลายมาเป็นของเล่นแสนวิเศษทันทีเมื่อพระองค์ได้มาเล่นกับ “เด็กมอมแมมชาวแลปป์” ที่อยู่ตรงหน้า

เจ้าชายรัสมุสรู้ซึ้งในวินาทีนั้นว่า  เด็กมอมแมมชาวแลปป์เป็นสิ่งที่วิเศษเพียงใด

และนับจากนั้นเป็นต้นมา  ความสุขตามประสาเด็ก ก็กลับคืนสู่ชีวิตของเจ้าชายรัสมุสอีกครั้ง 

แม้เจ้าชายรัสมุสจะยังทรงคิดค้นของเล่นชนิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ  แต่พระองค์ก็ไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาเพื่อเล่นสนุกกับเพื่อนของพระองค์ซึ่งมักเรียกตัวเองว่า “เด็กมอมแมมชาวแลปป์

ในที่สุด  เจ้าชายผู้คอยสร้างของเล่นเพื่อนให้เด็ก ๆ มีความสุขก็มีความสุขเช่นเดียวกับเด็กคนอื่น ๆ ทั่วโลก

#นิทานนำบุญ

…………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ชุดสวยของเจ้าหญิง

นิทานเรื่อง ชุดสวยของเจ้าหญิง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กสาวแสนดีคนหนึ่งชื่อว่ามายา   มายาเป็นเด็กสาวที่มีชีวิตเรียบง่าย  เธออาศัยอยู่กับแม่ตามลำพังในบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งซึ่งห่างจากตัวเมืองออกไปไม่มากนัก  มายารักแม่ของเธอมาก  เธออยากให้แม่ที่มีอายุมากแล้วมีความสุข  ด้วยเหตุนี้มายาจึงรับอาสาหาเงินมาจุนเจือครอบครัวแต่เพียงลำพัง

ทุกๆ เช้า มายาจะออกไปเก็บดอกไม้ในสวนหลังบ้าน เพื่อนำไปขายที่ตลาดในตัวเมือง มายาเป็นคนรักดอกไม้  แม้รายได้จากการขายดอกไม้อาจจะไม่มากนัก แต่มันก็ทำให้เธอมีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ๆ กับพวกมัน

ทุกๆ เย็น มายามักจะแบ่งสตางค์ส่วนหนึ่งที่เธอหาได้ และนำมันไปซื้ออาหารมาแจกจ่าย ให้กับนกที่บินเข้ามาในสวนของเธอ  เมื่อนกรู้ว่ามีคนใจดีนำอาหารมาให้  ทุกๆ เย็น ในสวนดอกไม้ ของมายาจึงคราคร่ำไปด้วยฝูงนกน้อยใหญ่ที่แวะเวียนมาสังสันทน์กันอย่างไม่ขาดสาย

อยู่มาวันหนึ่ง  แม่ของมายาเกิดล้มป่วยลงด้วยโรคของผู้สูงอายุ  มายากังวลใจและคิดหาวิธีที่จะทำให้แม่ของเธอมีอาการดีขึ้น  แน่นอน..มายาควรที่จะพาแม่ของเธอไปหาหมอ  แต่น่าเสีย-ดาย…มายามีเงินไม่มากพอที่จะพาแม่ไปรักษา

มายาคิดว่าเธอควรจะมองหางานใหม่ที่จะทำให้เธอมีรายได้มากขึ้น  โชคดีที่มีทหารของ พระราชาออกมาป่าวประกาศรับสมัครคนดีมีฝีมือเพื่อทดลองเป็นช่างตัดชุดราตรีของเจ้าหญิงซึ่งมีพระนามว่าเจ้าหญิงมินตรา  ทุก ๆ คนรู้ดีว่า เจ้าหญิงมินตราเป็นเจ้าหญิงองค์น้อยที่มีนิสัยขี้เบื่อ ชุดราตรีที่จะทำให้เจ้าหญิงทนใส่ได้ตลอดทั้งคืนจึงต้องเป็นชุดราตรีที่ไม่ธรรมดาแน่ ๆ  ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีใครกล้ารับอาสาทำชุดให้เจ้าหญิงมินตราเลยแม้แต่คนเดียว ยกเว้นก็แต่เพียงมายาที่เธอคิด ว่า นี่น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่เธอจะสามารถหาเงินมารักษาแม่ของเธอได้

เย็นวันนั้น  มายาให้อาหารนกไปพร้อมๆ กับเฝ้าครุ่นคิดถึงแบบชุดราตรีที่จะทำให้เจ้าหญิง มินตรารู้สึกพอพระทัย  “ชุดแบบไหนที่จะทำให้เจ้าหญิงไม่เบื่อและไม่ถอดทิ้งไปเสียเฉยๆ นะ” มายา รำพึงออกมาเบาๆ 

เมื่อฝูงนกได้ยินเรื่องที่หญิงสาวที่แสนเมตตากำลังครุ่นคิดอยู่  ฝูงนกน้อยใหญ่จึงพยายามชี้ทางให้มายาด้วยการช่วยกันบินไปคาบกลีบดอกไม้หลากสี แล้วนำกลีบดอกไม้เหล่านั้นมาเรียงต่อกันบนพุ่มไม้ จนดูคล้ายๆ กับเป็นชุดราตรีที่มีสีสันแปลกตาอย่างน่าพิศวง  มายายิ้มขอบคุณ เหล่าบรรดานกทั้งหลายที่ช่วยให้ความคิดที่แสนวิเศษแก่เธอ  หลังจากนั้น มายาก็รีบลงมือร้อยกลีบ ดอกไม้ให้กลายเป็นชุดราตรีสำหรับเจ้าหญิงอย่างไม่รอช้า

รุ่งขึ้น มายารีบนำชุดราตรีที่เธอเพิ่งทำเสร็จหมาดๆ ไปมอบให้แก่เจ้าหญิงมินตราทันที เจ้าหญิงมินตราทรงประหลาดใจที่ได้เห็นชุดราตรีแสนสวยซึ่งทำจากกลีบของดอกไม้หลากสี  พระองค์ทรงหลงใหลในความงามของชุดราตรีทันทีที่ได้เห็น  และเมื่อเจ้าหญิงมินตราทรงลองสวมใส่ชุดราตรีที่ทำจากกลีบดอกไม้  ความนุ่มนวลและบางเบาของกลีบดอกไม้ รวมเข้ากับกลิ่นหอมเย็นที่เจ้าหญิงไม่เคยได้พานพบมาก่อน ก็ทำให้เจ้าหญิงขี้เบื่อทรงพอพระทัยและมีอารมณ์ที่เบิกบานอย่างเห็นได้ชัด

ในค่ำคืนนั้น  เจ้าชายรูปงามจากเมืองต่างๆ ต่างพยายามที่จะขอสนทนากับเจ้าหญิงมินตราจนไม่เหลือเวลาให้พระองค์รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย  เจ้าหญิงมินตราทรงมีความสุขมากที่ใครต่อใคร ต่างพากันชื่นชมชุดราตรีที่ทั้งสวยทั้งหอมที่พระองค์ทรงสวมใส่อยู่  และเมื่องานเลี้ยงผ่านพ้นไป เจ้าหญิงมินตราก็มีเรื่องสำคัญที่พระองค์จะต้องทูลให้พระบิดารับทราบให้จงได้

วันรุ่งขึ้น เจ้าหญิงมินตรารีบเข้าเฝ้าพระบิดาตั้งแต่เช้า เจ้าหญิงมินตราทรงขอร้องให้พระราชามอบรางวัลให้แก่มายามากกว่าที่เคยสัญญาเอาไว้ถึง 3 เท่า และทรงขอให้พระบิดารับมายาเข้ามาเป็นช่างตัดชุดประจำพระองค์นับตั้งแต่วันนั้น

ในที่สุด มายาก็มีเงินมากพอที่จะพาแม่ไปหาหมอ  มิหนำซ้ำ เธอยังได้งานใหม่ที่ยังคงเกี่ยวข้องกับดอกไม้ที่เธอรักแสนรัก   มายาตั้งใจทำชุดสวยจากดอกไม้ให้เจ้าหญิงสวมใส่อย่างไม่รู้เบื่อ ส่วนเจ้าหญิงมินตราเองก็ทรงมีจิตใจที่สงบเย็นและอ่อนหวานตามชุดดอกไม้ที่พระองค์ทรงสวมใส่ และเมื่อเวลาผ่านไป  เรื่องราวของชุดดอกไม้ก็กลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันอย่างไม่รู้เบื่อ 

 และแล้ว…นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว

นิทานนานาชาติเรื่อง “หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว” เป็นนิทานของพี่น้องกริมส์ซึ่งถือเป็นนิทานอมตะ นิทานเรื่องนี้ในฉบับดั้งเดิมเป็นนิทานที่เล่าให้สนุกได้ยาก แถมยังมีฉากที่น่ากลัวมาก ๆ และมีความเหนือจริงในตอนท้าย การนำมาเล่าใหม่ให้เหมาะสมกับยุคปัจจุบันโดยยังคงเนื้อเรื่องของนิทานดั้งเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด แต่ลดความรุนแรงลงไปให้เป็นนิทานที่เหมาะสำหรับเด็ก จึงถือว่าท้าทายมาก

แนวทางที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ใช้ในการนำนิทานเรื่องนี้มาเล่าใหม่ คือ การยึดโครงเรื่องดั้งเดิมเอาไว้เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้แต่ง จากนั้น สร้างสีสันและปรับบรรยากาศของนิทานด้วยการเติมมุกตลกเพื่อลดความน่ากลัวของนิทานให้กลายเป็นนิทานชวนยิ้ม เช่น การนำทำนองเพลง “ประตูใจ” ของวง “สาวสาวสาว” มาใช้เพื่อทำให้บทสนทนาโต้ตอบกันระหว่างหมาป่ากับลูกแพะดูสนุกขึ้น หรือการเล่นคำว่า “อุเหม่” ซ้ำ ๆ ในตอนท้ายเรื่อง เผื่อว่าเด็ก ๆ จะยิ้มได้ หวังว่านิทานเรื่อง หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว ที่เล่าในแบบนิทานนำบุญ จะทำให้เด็ก ๆ มีความสุขนะครับ

นิทานเรื่อง หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่แพะตัวหนึ่ง มีลูกมากถึง 7 ตัว  

วันหนึ่ง แม่แพะบอกกับลูก ๆ ว่า “ลูกจ๋า ลูกจ๋า แม่จะเข้าป่าไปหาอาหาร พวกหนูอยู่เฝ้าบ้าน  ต้องระวังหมาป่าให้ดี  หมาป่าชอบปลอมตัวมาจับเด็ก ๆ กิน  ถ้ามีใครเสียงห้าว แหบแห้ง และมีเท้าดำปิ๊ดปี๋มาเคาะประตู  นั่นล่ะ…คือหมาป่าที่ปลอมตัวมา”  

เมื่อได้ฟังคำเตือนของแม่  ลูกแพะทั้งเจ็ดก็ตอบว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราทั้งเจ็ดจะช่วยกันระวังตัวให้ดีที่สุด” 

เมื่อแม่แพะได้ฟัง แม่แพะก็สบายใจ  จากนั้น  นางก็ออกเดินทางเข้าไปในป่า 

ในเวลาต่อมา มีเสียงคนมาเคาะประตูหน้าบ้าน พร้อมกับส่งเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

เหนื่อยจะตาย แล้วนี่นา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

เมื่อลูกแพะได้ฟังเสียงของคุณแม่ตัวปลอม ลูกแพะทั้งเจ็ดก็จับได้ว่า เสียงนั้นน่าจะเป็นเสียงของหมาป่า เพราะมันทั้งห้าว ทั้งแหบแห้ง  ลูกแพะจึงตอบกลับไปว่า 

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เสียงแหบห้าว หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

ลูกแพะร้องต่อไปว่า “เสียงของแม่ทั้งสดใสและอ่อนโยน ไม่ใช่เสียงห้าว ๆ แหบแห้งแบบนี้  ไปเถอะไป ไปซะไปสิ ไปให้ไกล ๆ เจ้าหมาป่า”

หมาป่าโมโหที่ถูกลูกแพะไล่  มันจึงไปหาน้ำผึ้งผสมมะนาวมากิน  เพื่อทำให้เสียงใสขึ้นจากนั้น  มันก็กลับมาที่บ้านของลูกแพะ แล้วเคาะประตูพร้อมกับดัดเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ในขณะที่ร้องเรียก หมาป่าบังเอิญยกขาเกาะที่หน้าต่าง  ทำให้ลูกแพะเห็นเท้าสีดำปิ๊ดปี๋ของมัน  ลูกแพะจึงตอบว่า

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เท้าดำหนักหนา หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

เมื่อลูกแพะจับได้  หมาป่าจึงวิ่งไปที่ร้านขนมปัง แล้วขโมยแป้งมาโรยที่เท้าจนหนาเตอะ   จากนั้น  มันก็เดินกลับไปที่บ้านของลูกแพะอีกครั้ง แล้วร้องเรียกลูกแพะทั้งเจ็ดว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ลูกแพะเริ่มหิวและคิดว่าแม่แพะน่าจะกลับมาแล้วจึงพูดว่า “ลองยกเท้าขึ้นมาให้ดูหน่อยพวกเราจะได้รู้ว่าเป็นคุณแม่ตัวจริงหรือเปล่า”  หมาป่าจึงยกเท้าเกาะที่หน้าต่าง  ซึ่งเมื่อลูกแพะเห็นเท้าสีขาว  ลูกแพะจึงหลงกลและเปิดประตูให้  แต่ทันทีที่ประตูเปิด  หมาป่าก็กระโจนเข้ามาในบ้าน ทำให้ลูกแพะแตกกระเจิงต้องวิ่งหาที่ซ่อนตัวกันอย่างจ้าละหวั่น  

ลูกแพะบางตัวหนีไปซ่อนใต้โต๊ะ  บางตัวไปหลบใต้เตียง  บางตัวแอบไปอยู่ในเตาผิง  บางตัววิ่งไปซ่อนในห้องครัว  บางตัวรีบหนีไปอยู่ในตู้  บางตัวหนีไปอยู่ใต้อ่างล้างหน้า  ส่วนลูกแพะตัวสุดท้องน้องสุดท้ายหนีไปอยู่ในตู้นาฬิกา

หมาป่าพยายามตามหาลูกแพะทีละตัว  พอเจอลูกแพะตัวไหน มันก็จะจับลูกแพะตัวนั้นกินก่อน  หมาป่าจับลูกแพะกินได้ 6 ตัว  เหลือแต่ลูกแพะตัวสุดท้องเพียงตัวเดียวที่รอดเพราะหมาป่าหาไม่เจอ

เมื่อหมาป่ากินลูกแพะทั้ง 6 ตัวจนหนังท้องตึง  หนังตาของมันก็หย่อน  มันจึงเดินออกไปจากบ้านจนถึงทุ่งหญ้าที่ไม่ไกลนัก จากนั้น มันก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

หลังจากนั้นไม่นาน แม่แพะก็กลับมาถึงบ้าน  เมื่อแม่แพะเห็นประตูเปิดอยู่ และข้าวของในบ้านกระจุยกระจายระเนระนาด แม่แพะก็เดาได้ว่าลูก ๆ คงโดนหมาป่าหลอกให้เปิดประตูและอาจถูกหมาป่าจับกินจนหมด แม่แพะใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่แม่แพะไม่ยอมหมดหวัง  นางจึงเดินเข้าไปสำรวจภายในบ้านเผื่อว่าเหตุการณ์จะไม่เป็นอย่างที่นางคิด

เมื่อแม่แพะเดินมาถึงนาฬิกาที่ลูกแพะตัวสุดท้องซ่อนอยู่ แม่แพะก็ได้ยินเสียงพูดอันสั่นเครือของลูกแพะดังขึ้นว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า หนูซ่อนอยู่ในนาฬิกานี่จ้ะ” 

เมื่อแม่แพะอุ้มลูกแพะออกจากนาฬิกา  ลูกแพะก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่แพะฟัง  เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว แม่แพะซึ่งรักลูก ๆ มาก จึงบอกตัวเองว่า  “ในโลกนิทาน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ”  ดังนั้น แม่แพะจึงฮึดสู้ แล้วเดินออกไปนอกบ้าน เพื่อตามหาหมาป่าที่บังอาจมากินลูก ๆ ของนาง

เมื่อแม่แพะกับลูกน้อยตามหมาป่ามาถึงทุ่งหญ้า  พวกมันก็เห็นหมาป่านอนกรนอยู่  แม่แพะค่อย ๆ ย่องไปดูที่ท้องของหมาป่าที่บวมเป่งแทบปริเพราะอุตริกินลูกแพะเข้าไปถึง 6 ตัว แม่แพะจ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์  นางเห็นว่าท้องของหมาป่ามีอะไรกระดุกกระดิกอยู่ข้างใน  และแล้ว  แม่แพะก็อุทานออกมาว่า  “อุเหม่ ลูก ๆ ของฉันที่ถูกหมาป่ากินเข้าไป ยังคงมีชีวิตอยู่นี่นา  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ” 

เมื่อเห็นดังนั้น  แม่แพะจึงใช้กรรไกรจัดแจงผ่าท้องหมาป่า ซึ่งหลังจากคุณแม่ผ่าได้ไม่ทันไร  ลูกแพะก็กระโจนออกมาจากท้องหมาป่าทีละตัว ทีละตัว ลูกแพะตัวสุดท้องจึงรำพึงว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

หลังจากที่ลูกแพะทั้ง 6 ตัวกระโจนออกมาจากท้องของหมาป่าจนครบ โดยที่ทุกตัว ไม่ได้รับบาดเจ็บเลย  เพราะหมาป่ากลืนลูกแพะข้าไปทั้งตัวโดยไม่ได้เคี้ยว  แม่แพะและลูกแพะทุกตัวต่างดีใจที่ได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง  แต่ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะจบลง  แม่แพะบอกกับลูกแพะว่า  “บางที หมาป่าอาจไม่รู้ว่าพวกเราอยู่ในโลกนิทาน ดังนั้น เพื่อหลอกหมาป่าให้มันไม่สงสัย เราจะต้องหาหินมาใส่เข้าไปท้องหมาป่าก่อนที่มันจะตื่น” 

เมื่อแม่แพะพูดจบ ลูกแพะก็แยกย้ายกันไปหาก้อนหินมาใส่ในท้องของหมาป่า  เมื่อลูกแพะยัดก้อนหินไปจนเต็มท้อง  แม่แพะก็รีบเย็บท้องหมาป่าด้วยการสอยซ่อนด้ายจนแทบไม่เหลือร่องรอยให้หมาป่าสังเกตเห็น จากนั้น  แม่แพะก็พาลูกแพะทั้งเจ็ดกลับบ้านทันที

เมื่อหมาป่าตื่นนอน  มันก็กระหายน้ำ  มันจึงเดินไปที่บ่อน้ำ พลางรำพึงว่า “การกินลูกแพะนี่มันทำให้อิ่มนานดีจัง” 

แต่เมื่อหมาป่าเดินไปถึงบ่อน้ำแล้วก้มลงดื่มน้ำ  ก้อนหินในท้องหมาป่าก็ถ่วงให้หมาป่าเสียหลัก จากนั้น มันก็ตกลงไปในบ่อน้ำ และไม่เคยมีใครได้ยินเรื่องราวของมันอีก

ลูกแพะทุกตัวที่มองดูเหตุการณ์อยู่จึงรำพึงออกมาพร้อม ๆ กันว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

ในที่สุด “นิทาน” เรื่อง “หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว” ก็จบลงด้วยดี

#นิทานกริมส์

…………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าหญิงสโนว์ไวต์

นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงสโนว์ไวต์” เป็นเทพนิยายที่มีชื่อเสียงในยุโรป (บางแห่งระบุว่าเป็น นิทานพื้นบ้านเยอรมัน) นับเป็นนิทานพื้นบ้านอมตะ ซึ่งต่อมาถูกรวบรวมและพิมพ์เป็นเล่มโดยพี่น้องตระกูลกริมส์ หลังจากนั้น สโนว์ไวต์ ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนโดยบริษัทวอลต์ดีสนีย์ ในชื่อ “สโนไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด” โดยฉายครั้งแรกในปี 1937 และประสบความสำเร็จไปทั่วโลก

ในฐานะที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นนักแต่งนิทานและได้จัดทำหมวดนิทานนานาชาติ เอาไว้ในเว็บไซต์นิทานนำบุญ ผมจึงอยากนำนิทานเรื่องสโนว์ไวต์ มาเขียนเล่าด้วยสำนวนของผม โดยคงเรื่องดั้งเดิมเอาไว้ด้วยความเคารพ หวังว่าผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องสโนว์ไวต์ที่ผมเขียนให้อ่านกันนะครับ

นิทานเรื่อง เจ้าหญิงสโนว์ไวต์

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว  มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งชื่อว่า “สโนว์ไวต์”   สโนว์ไวต์เป็นเจ้าหญิงที่สวยมาก ๆ   สวยกว่าผู้หญิงคนใด ๆ ในปฐพี  แต่นอกจากความสวยของหน้าตา  สโนว์ไวต์ยังมีนิสัยและจิตใจที่งดงามด้วย  ดังนั้น ไม่ว่าใครได้พบกับสโนว์ไวต์ ก็มักจะหลงรักสโนว์ไวต์ตั้งแต่แรกเห็น

อยู่มาวันหนึ่ง มีแม่มดใจร้ายตนหนึ่ง อยากที่จะครองอาณาจักรของพระราชา ผู้เป็นพ่อของสโนว์ไวต์  แม่มดจึงใช้ยาพิษกำจัดพระราชินี แล้วใช้ยาเสน่ห์ทำให้พระราชาหลงรักจนกระทั่งมาขอแต่งงานด้วย

เมื่อแม่มดได้กลายเป็นพระราชินีองค์ใหม่ เธอก็ผสมยาพิษอีกครั้ง โดยให้พระราชากินวันละเล็กวันละน้อย จนพระองค์ล้มป่วยและสิ้นพระชนม์

หลังจากพระราชาสิ้นพระชนม์   แม่มดใจร้ายในคราบของราชินีองค์ใหม่ จึงได้เป็นผู้ปกครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่สมดังที่ใจหวัง

ทันทีที่พระราชินีใจร้ายได้ครองอาณาจักร  นางก็นำเงินจากท้องพระคลังไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อบำรุงปรุงโฉมของตัวเอง ให้สวยงามกว่าใคร ๆ ในปฐพี

ครั้นเมื่อพระราชินีใจร้ายรู้สึกว่าตัวเองสวยได้ที่แล้ว  นางจึงถามกระจกวิเศษประจำตระกูลของแม่มดว่า  “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ว่าใครงามเลิศในปฐพี”

เมื่อกระจกวิเศษได้ฟัง  กระจกวิเศษก็ตอบว่า “อ๋อใช่ ก็เจ้าหญิงสโนว์ไวท์น่ะสิ  ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน”

คำตอบของกระจกวิเศษ ทำให้ราชินีใจร้ายโมโหมาก  ด้วยความริษยา…นางจึงสั่งให้นายพราน  พาสโนว์ไวต์เข้าไปในป่า แล้วให้จัดการกับสโนว์ไวต์  เพื่อไม่ให้เธอได้ออกมาจากป่าอีก

เมื่อนายพรานได้พบกับเจ้าหญิงมีหน้าตาสะสวย  และมีนิสัยใจคอที่งดงามอย่างสโนว์ไวต์  นายพรานก็รู้สึกผิด เกินกว่าจะปลิดชีวิตของเธอ  ด้วยเหตุนี้  นายพรานจึงตัดสินใจพาสโนว์ไวต์ ไปอาศัยอยู่ในบ้านของคนแคระทั้งเจ็ดในป่าลึก    แล้วกำชับให้คนแคระทั้งเจ็ดเพื่อนของเขา ดูแลสโนว์ไวต์ให้ดีที่สุด

สโนว์ไวต์อาศัยอยู่ในบ้านของคนแคระทั้งเจ็ดอย่างมีความสุขเป็นเวลานานหลายเดือน จนกระทั่งวันหนึ่ง  เมื่อพระราชินีใจร้ายถามกระจกวิเศษอีกครั้งหนึ่งว่า “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ว่าใครงามเลิศในปฐพี”

เมื่อกระจกวิเศษตอบว่า “อ๋อใช่ ก็เจ้าหญิงสโนว์ไวต์น่ะสิ  ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครงามเกิน”

คำตอบของกระจกวิเศษนี่เอง ที่ทำให้ราชินีใจร้ายรู้ในทันทีว่า สโนว์ไวต์ยังคงมีชีวิตอยู่

พระราชินีใจร้ายใช้เวลาสืบอยู่สักพักก็รู้ว่า สโนว์ไวต์แอบไปอาศัยอยู่กับคนแคระทั้งเจ็ดในป่าลึก พระราชินีใจร้ายอยากกำจัดสโนว์ต์  นางจึงปรุงยาพิษที่เมื่อใครกินเข้าไปแล้ว ก็จะหลับไหลไปตลอดกาล จนกว่าจะมีใครมาจุมพิตด้วยความรัก จึงจะฟื้นขึ้นมาได้ จากนั้น พระราชินีก็นำเอายาพิษ มาเคลือบไว้ที่ผิวของแอปเปิ้ลสีแดงสด   ก่อนที่จะปลอมตัวเป็นหญิงชรา  แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของคนแคระทั้งเจ็ด เพื่อทำตามแผนที่วางเอาไว้

พระราชินีในคราบของหญิงชรา เฝ้ารอจนคนแคระทั้งเจ็ดออกไปทำงานนอกบ้าน จากนั้น  นางก็ใช้มารยาเล่นบทน่าสงสาร ทำทีเป็นขอน้ำดื่มเพื่อดับกระหายจากสโนว์ไวต์ ครั้นเมื่อนางได้ดื่มน้ำแล้ว นางก็กล่าวขอบคุณ สโนว์ไวต์ พร้อมกับคะยั้นคะยอให้สโนว์ไวต์กินแอปเปิ้ลที่นางนำติดตัวมาด้วย

“เออ หลานจ๊ะ  หลานช่างมีน้ำใจกับยายเหลือเกิน  อ่ะนะ ๆ  หลานให้ยายกินน้ำ ยายก็จะให้หลานกินแอปเปิ้ลอาบยาพิษ เอ๊ย ไม่ใช่ ๆ  ยายก็จะให้หลานกินแอปเปิ้ลจากสวนของยาย  มามะ มากินแอปเปิ้ลนะจ๊ะหลานจ๋า”

ในตอนแรก สโนว์ไวต์ไม่กล้ารับแอปเปิ้ลจากหญิงชรา เพราะเธอไม่ได้อยากได้สิ่งใดตอบแทนจากหญิงชราเลย   แต่เมื่อหญิงชราคะยั้นคะยอไม่ยอมหยุด สโนว์ไวต์จึงต้องยอมกินแอปเปิ้ลเพื่อให้หญิงชราสบายใจ

อนิจจา  สโนว์ไวต์ผู้น่าสงสารไม่รู้เลยว่า แอปเปิ้ลลูกนั้นเป็นแอปเปิ้ลอาบยาพิษ  ทันทีที่สโนว์ไวต์กินแอปเปิ้ลเข้าไป เธอก็ค่อย ๆ ง่วงและก็หลับใหลไปที่สุด

เมื่อพระราชินีใจร้ายจัดการกับสโนว์ไวต์ได้สำเร็จ นางก็สบายใจ แล้วรีบหนีกลับพระราชวังไป โดยไม่เคยคิดถึงเรื่องของสโนว์ไวต์อีกเลย

ฝ่ายคนแคระทั้งเจ็ดนั้น เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้าน และพบร่างของสโนไวต์นอนอยู่ที่พื้น พวกเขาก็พยายามช่วยกันเรียกให้สโนว์ไวต์ตื่น แต่ไม่ว่าคนแคระทั้งเจ็ดจะทำอย่างไร สโนว์ไวต์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาได้เลย  คนแคระเสียใจมาก  พวกเขาคิดว่าสโนว์ไวต์มีสภาพแทบจะไม่ต่างจากคนตาย  แต่พวกเขาเห็นว่า พวกเขาไม่ควรฝังสโนว์ไวต์ไว้ใต้ดิน เพราะเธอยังคงหายใจอยู่  ด้วยเหตุนี้  คนแคระจึงช่วยกันสร้างโลงแก้ว แล้วบรรจุร่างของสโนว์ไวต์เอาไว้ในนั้น  โดยแอบหวังไว้ในใจว่า สักวัน…สโนว์ไวต์อาจฟื้นขึ้นมาและพูดคุยกับพวกเขาได้อีกครั้ง

เวลาผ่านไปนาน  นานจนคนแคระเริ่มจะหมดหวัง แต่แล้วในวันหนึ่ง ก็บังเอิญมีเจ้าชายรูปงานพระองค์หนึ่ง ทรงขี่ม้ากุบกับ ๆ ๆ  ผ่านมาเห็นโลงแก้วเข้า

เมื่อเจ้าชายลงจากหลังม้า  แล้วเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ  พระองค์ก็ทรงหลงใหลในความงามของเจ้าหญิงที่น่าสงสารผู้นอนอยู่ในโลงแก้วนั้น  เจ้าชายเผลอก้มลงจุมพิตเจ้าหญิงองค์นั้นด้วยความรักอันบริสุทธิ์

และทันทีที่เจ้าชายถอยตัวออกมา สโนไวต์ก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่น จากนั้น เธอก็ชันตัวขึ้นจากโลงแก้ว  ท่ามกลางความแปลกใจของเจ้าชายและเหล่าคนแคระทั้งหลาย

หลังจากที่สโนว์ไวต์เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าชายกับคนแคระฟัง   ทุกคนก็ลงความเห็นว่า ทั้งหมดคงเป็นแผนของราชินีใจร้าย ที่หมายจะเอาชีวิตของสโนว์ไวท์ด้วยแอปเปิ้ลอาบยาพิษ

เจ้าชายไม่อยากให้สโนว์ไวต์ต้องเผชิญกับเรื่องร้าย ๆ อีกเลย  พระองค์จึงขอแต่งงานกับสโนว์ไวต์ และเชิญสโนว์ไวต์ให้ไปอยู่ในอาณาจักรของพระองค์

ในที่สุด สโนไวต์ก็ได้แต่งงานกับเจ้าชายรูปงาม แล้วทั้งคู่ก็ได้ครองรักกันอย่างมีความสุขท่ามกลางความยินดีของคนแคระทั้งหลาย

#นิทานนำบุญ