Posted in Uncategorized

เม่นน้อยกับโยคี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเม่นน้อยตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่ชายป่าตามลำพังอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครอยากจะไปข้องเกี่ยวกับสัตว์ที่มีขนแหลม ๆ อย่างเม่นน้อยมากสักเท่าไหร่  ดังนั้น  เม่นน้อยจึงมักจะถูกปล่อยให้เหงาหงอยเสียจนน้ำตาไหลอาบแก้มอยู่เสมอ

ในกาลครั้งเดียวกัน มีโยคีตนหนึ่งอาศัยอยู่ในป่าลึกตามลำพังอย่างสันโดษ  ไม่มีใครอยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนที่ชอบเล่นกับตะปูและของแหลม ๆ อย่างโยคีมากนัก  ด้วยเหตุนี้ โยคีจึงมักถูกปล่อยให้เหงาหงอยเสียจนน้ำตาไหลอาบแก้มอยู่เป็นนิตย์ Continue reading “เม่นน้อยกับโยคี”

Posted in Uncategorized

นำบุญในแพรวสุดสัปดาห์

เมื่อปี 2536  สมัยที่ผมยังเรียนอยู่ที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  นิตยสาร สุดสัปดาห์ได้มาสัมภาษณ์ผม หลังจากที่ผมได้รางวัลที่ 1 จากการประกวดรูปแบบรายการโทรทัศน์ ในโครงการสร้างฝันกับกันตนา  และนี่คือบทสัมภาษณ์ครับ Continue reading “นำบุญในแพรวสุดสัปดาห์”

Posted in Uncategorized

พี่เสือและดอกไม้

นานแสนนานมาแล้ว  ยังมีลูกเสือตัวหนึ่งอาศัยอยู่ตามลำพังในป่าลึกที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งเวทมนตร์ 

ลูกเสือตัวนี้มีชื่อว่า ‘เสือน้อย’    มันเป็นลูกเสือที่สืบเชื้อสายมาจากเผ่าพันธุ์เสือสมิงในตำนาน   ด้วยเหตุนี้ เสือน้อยจึงแปลงกายเป็นอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา

วันหนึ่ง   ในขณะที่เสือน้อยกำลังฝึกแปลงกายเพื่อคลายเหงา   จู่ ๆ สายลมก็พัดเอากลิ่นหอมของเด็กผู้หญิงล่องลอยมาสัมผัสกับจมูกที่แสนว่องไวของมัน  เสือน้อยหยุดการฝึกแปลงกายลงชั่วขณะ  จากนั้น  มันก็ค่อย ๆ ย่องไปแอบมองเจ้าของกลิ่นหอมอ่อน ๆ  ซึ่งกำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่ที่กลางทุ่งหญ้า 

ทันทีที่ได้เห็นหน้า…เสือน้อยก็รู้สึกถูกชะตากับเด็กผู้หญิงเจ้าของกลิ่นหอมอย่างประหลาด  เสือน้อยอยากหาทางผูกมิตรและขอสมัครเป็นพี่ชายของเด็กผู้หญิงคนนั้นโดยที่ตัวมันเองก็ไม่เข้าใจถึงเหตุผล  แต่ด้วยความที่เสือน้อยเกรงว่าเด็กหญิงจะตกใจเมื่อเห็นเสือสมิงอย่างมันเดินเข้าไปหา  เสือน้อยจึงตัดสินใจแปลงกายเป็นเด็กผู้ชายใจดี  แล้วเก็บดอกไม้หลากสีตรงรี่เข้าไปทักทายน้องสาวที่เขาใฝ่ฝัน

เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยเห็นเด็กชายแปลกหน้านำดอกไม้มามอบให้  แม้ในตอนแรกเธอจะแปลกใจอยู่บ้าง  แต่เมื่อเวลาผ่านไป  กลิ่นหอมของดอกไม้ก็ทำให้มิตรภาพของเด็กหญิงและเด็กชายเบ่งบานขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์   ในที่สุด  คู่หูคู่ใหม่ที่รักใคร่กลมเกลียวกันราวกับเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดก็ถือกำเนิดขึ้นในทุ่งหญ้าที่แสนกว้างใหญ่ไพศาล

หลังจากวันนั้น  เด็กน้อยทั้งสองคนก็หาเรื่องเล่นสนุกกันได้ทุกวันไม่มีเบื่อ    บางครั้ง…พี่ชายจะชวนน้องสาวขี่ม้าก้านกล้วยไปตกปลากันที่ท้ายทุ่ง   บางคราว…น้องสาวก็จะชวนพี่ชายให้เก็บใบไม้เพื่อนำมาเล่นขายของกันอย่างมีความสุข เด็กทั้งสองคนจะเล่นสนุกกันจวบจนดวงตะวันคล้อยต่ำ   หลังจากนั้น  พี่ชายก็จะอำลาน้องสาวแล้วเดินเข้าป่าพร้อมกับหายตัวไปอย่างลึกลับ

อยู่มาวันหนึ่ง  น้องสาวนึกสงสัยว่าบ้านของพี่ชายอยู่ที่ไหน  เมื่อพี่ชายโบกมืออำลา  น้องสาวจึงรวบรวมความกล้า  แล้วแอบสะกดรอยตามพี่ชายเข้าไปในป่าอย่างระแวดระวัง

ท่ามกลางความเงียบสงัดในป่าแห่งนั้น  เสือน้อยไม่รู้เลยว่าน้องสาวแอบสะกดรอยตามมันมาห่าง ๆ   และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นี้เอง   เมื่อถึงที่เหมาะ ๆ   เสือน้อยจึงร่ายคาถาคืนร่างกลับกลายเป็นเสือสมิงดังเช่นทุกวัน

เมื่อน้องสาวเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น   เด็กหญิงตัวน้อยก็เผลอส่งเสียงร้องและวิ่งจากไปด้วยความตกใจเป็นที่สุด  ความลับของเสือน้อยเปิดเผยออกมาโดยที่มันไม่ทันได้ตั้งตัว   เสือน้อยตกใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก   แต่เมื่อมันตั้งสติได้  มันก็บอกกับตัวเองทันทีว่า  มันคงไม่อาจสู้หน้าน้องสาวสุดที่รักต่อไปได้อีกแล้ว

ในคืนนั้น   เสือน้อยเฝ้าครุ่นคิดถึงน้องสาวจนนอนไม่หลับ   มันรู้สึกผิดที่หลอกลวงและทำให้น้องสาวเสียขวัญ   เสือน้อยคิดว่ามันควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการไถ่โทษ   ด้วยเหตุนี้  มันจึงลุกขึ้นจากที่นอน  แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่เพื่อแสดงการขอโทษต่อน้องสาวที่มันรัก

ระหว่างทาง  เสือน้อยแวะเก็บก้อนหินสีสวย โดยหวังจะนำเอาก้อนหินมาเรียงต่อกันบนท้องทุ่งกว้าง เพื่อแสดงความรู้สึกของพี่ชายที่อยากบอกกับน้องสาวเป็นครั้งสุดท้ายว่า มันรู้สึกผิดและอยากจะขอโทษน้องสาวมากสักเพียงใด

ณ ทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่  เสือน้อยบรรจงเรียงก้อนหินทีละก้อนเป็นคำว่าขอโทษ  โดยมันตั้งใจที่จะลาจากทุ่งกว้างก่อนที่น้องสาวจะเดินทางมาถึง 

แต่ในขณะที่เสือน้อยเรียงก้อนหินอยู่นั้น   สายลมก็พัดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่แสนละมุนละไม ล่องลอยคล้ายกับจะมาปลอบให้เสือน้อยไม่รู้สึกเศร้าใจจนเกินไปนัก  เจ้าเสือน้อยลืมไปว่า กลิ่นหอมที่มันกำลังสูดดมอยู่นี้เป็นกลิ่นหอมของใครคนหนึ่งที่มันรักมากที่สุด  และเมื่อเสือน้อยหันหลังกลับเพื่อที่จะเดินทางออกจากทุ่งกว้าง  ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของมันก็คือ  ภาพของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนมองมันอยู่ด้วยแววตาที่ท่วมท้นไปด้วยความกังวลใจ

เวลาในขณะนั้นดูเหมือนว่าจะหยุดนิ่งลงชั่วขณะ  

เสือน้อยรู้สึกเคร่งเครียดจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก  แต่ก่อนที่เสือน้อยจะพูดหรือทำอะไรลงไป   น้องสาวก็รวบรวมความกล้าและบอกว่าเธอมีความลับบางอย่างที่อยากเปิดเผยให้เสือน้อยได้รับรู้

เพียงครู่หนึ่งหลังจากนั้น  พระอาทิตย์ก็ค่อย ๆ โผล่พ้นจากขอบฟ้าพร้อม ๆ กับการร่ายคาถางึมงัมเด็กหญิงตัวน้อย

เสือสมิงพี่ชายไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าน้องสาวสุดที่รักเป็นเด็กผู้หญิงที่รู้จักวิชาเวทมนตร์ด้วย    และเมื่อเด็กหญิงร่ายคาถาอย่างตั้งอกตั้งใจจนเนื้อตัวของเธอสัมผัสกับแสงอาทิตย์  สิ่งมหัศจรรย์ที่เสือน้อยไม่เคยคาดคิดก็ปรากฏขึ้น 

เมื่อแสงแดดอาบผิวกายของเด็กหญิงได้สักพัก  ร่างกายของเธอก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงกลายเป็นต้นไม้ที่มีดอกไม้หลากสีส่งกลิ่นหอมชวนให้หลงใหล   

นี่คือดอกไม้มายา…สิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในสองอย่างแห่งป่าเวทมนตร์ที่สามารถแปลงกายได้ตามใจปรารถนา

ความลับที่เสือน้อยเฝ้าปกปิดน้องสาวมาโดยตลอดก็คือความลับเดียวกันกับที่น้องสาวอยากบอกพี่ชายให้รับรู้

เมื่อความจริงทั้งหมดปรากฏขึ้น   ทั้งพี่เสือและดอกไม้ต่างก็ดีใจไม่แพ้กัน   ถึงตอนนี้  เสือน้อยกับดอกไม้ก็สามารถที่จะเป็นพี่น้องกันได้อย่างไม่มีปัญหา  

และแล้ว…เรื่องราวของสองพี่น้องนักแปลงกายก็ปิดฉากลงได้อย่างมีความสุข

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

บ่างบิน

นิทานเรื่อง บ่างบิน


นานมาแล้ว ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขาแสนไกล ยังมีหญิงสาวผู้หนึ่งชื่อว่า “นางแสงฟ้า” แม้นางแสงฟ้าจะยากจนและยังคงเป็นโสด แต่นางกลับมีลูกชายถึง 7 คน ซึ่งลูกทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นเด็กกำพร้าที่นางรับมาดูแลด้วยความเมตตาทั้งสิ้น   ลูกทั้ง 7 คนที่นางแสงฟ้านำมาเลี้ยงเป็นเด็กดีและรักแม่ทุกคน พวกเขามักช่วยนางแสงฟ้าทำงานต่าง ๆ อยู่เสมอ โดยลูก 6 คนที่โตกว่าจะออกไปช่วยงานในไร่ในสวน ส่วน “เจ้าบุญ” ลูกคนเล็กจะคอยดูแลงานบ้านต่าง ๆ ตามกำลังที่เด็กอย่างเขาพอจะทำได้
ครั้นเมื่อย่างเข้าสู่ฤดูบุญ เด็ก ๆ หารือกันว่าพวกเขาอยากทำให้แม่ชื่นใจด้วยการบวชเป็นสามเณร เด็ก 6 คนผู้เป็นพี่จึงบอกให้เจ้าบุญช่วยดูแลแม่ในช่วงที่ทุกคนบวช ส่วนพวกเขาจะตั้งใจศึกษาธรรมเพื่อกล่อมเกลาจิตใจให้ดีสมกับที่ได้เป็นลูกของแม่เมื่อนางแสงฟ้ารู้ว่าลูก ๆ จะบวชเรียน นางจึงมอบผ้าทอแทนความรักให้ลูกคนละผืน (รวมทั้งมอบให้เจ้าบุญด้วย) จากนั้น นางแสงฟ้าก็พาลูกไปฝากไว้ที่วัด เพื่อให้ลูก ๆ ฝึกท่องคำขอบวชกับสามเณรรุ่นพี่เสียก่อน

ในช่วงพักเรียน ลูกของนางแสงฟ้าทั้ง 6 คนมักนำผ้าที่แม่ให้มาผูกเอว แล้วถือชายผ้าทั้งสองข้าง วิ่งแข่งกันขึ้นเนินหลังวัดให้ลมตีผ้าจนโป่งพองโดยจินตนาการว่าพวกเขาคือบ่างที่บินได้ ครั้นเมื่อเจ้าบุญเห็นพี่ ๆ เล่น “บ่างบิน” กัน เจ้าบุญก็แอบคิดว่าสักวันเขาจะลอง “บิน” แบบพี่ ๆ บ้าง

คืนหนึ่ง…ก่อนถึงงานบวช มีคนมาแจ้งให้นางแสงฟ้าทราบว่า ลูก ๆ ของนางแสงฟ้าถูกผีพรายมาลักพาตัวไป บางทีพวกผีอาจได้กลิ่นหอมเนื้อนาบุญ จึงอยากขัดขวางการบวชและอยากจับเด็ก ๆ กินเป็นอาหาร

ทันทีที่นางแสงฟ้าได้ฟัง นางก็รีบเดินทางเข้าป่าเพื่อตามหาลูก ๆ นางแสงฟ้าแกะรอยตามลูก ๆ จนรุ่งสาง แต่จนแล้วจนรอด นางก็ตามไม่พบ เมื่อเจ้าบุญเห็นแม่กลับบ้านมาด้วยสีหน้าอมทุกข์ เขาจึงรีบนำข้าวปลาอาหารมาให้แม่กิน แล้วขอให้แม่นอนพักเอาแรงสักหน่อย โดยตัวเขาอาสาจะนวดเท้าที่เลอะขี้ดินขี้เลนให้แม่ก่อนที่แม่จะออกไปตามหาพี่ ๆ อีกครั้ง


เจ้าบุญตั้งใจนวดฝ่าเท้าให้แม่อยู่นานจนนางแสงฟ้าเผลอหลับ ครั้นเมื่อเจ้าบุญเห็นดังนั้น เขาจึงตัดสินใจออกไปตามหาพี่ ๆ แทนแม่ เพราะไม่อยากให้แม่ต้องเหนื่อยอีก
ก่อนออกเดินทาง เจ้าบุญนำผ้าที่แม่ให้ไว้มาคาดเอว จากนั้น เขาก็ย่องลงบันได แล้วใช้มือที่นวดเท้าแม่จุ่มลงไปในอ่างน้ำหน้าบ้าน เจ้าบุญวักน้ำขึ้นลูบหัวลูบหน้าเป็นสิริมงคลก่อนเดินทาง พร้อมกับพนมมือขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้เขาพาพี่ ๆ กลับมาได้เป็นผลสำเร็จเมื่ออธิษฐานเสร็จ เจ้าบุญก็เช็ดมือที่เปียกน้ำกับชายผ้าที่คาดเอวอยู่ ทันใดนั้น สายลมแรงก็พัดมาอย่างไม่มีปีมีขลุ่ยจนทำให้ผ้าที่เจ้าบุญคาดเอวโป่งพอง แล้วเด็กน้อยก็ลอยลิ่วขึ้นฟ้ากลายเป็น “บ่างบิน” ที่บินได้จริง ๆ ราวกับเขามีอิทธิฤทธิ์


สักพักใหญ่ เจ้าบุญก็ร่อนลงตรงหน้าถ้ำแห่งหนึ่งใกล้ ๆ กับหนองน้ำซึ่งมีผีพรายหลายตนยืนเฝ้าอยู่ ผีพรายเหล่านั้นเหมือนมองไม่เห็นเด็กน้อยที่บุกรุกเข้าไปในถิ่นของมัน เจ้าบุญแปลกใจจึงรวบรวมสติพลางคิดว่า บางทีอาจเป็นเพราะน้ำที่เขาลูบหัวลูบหน้ามีเศษดินจากเท้าแม่เจืออยู่ มันจึงมีความศักดิ์สิทธิ์ทำให้เขาลอยขึ้นฟ้าได้และช่วยปกป้องไม่ให้ผีพรายมองเห็นเขา
ในขณะที่เจ้าบุญกำลังครุ่นคิดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำอยู่นั้น จู่ ๆ พวกผีพรายก็พาตัวพี่ ๆ ของเจ้าบุญออกมาจากถ้ำเพื่อเตรียมกินเป็นอาหาร เจ้าบุญอยากช่วยพี่ ๆ ให้พ้นจากอันตราย และเขาก็เชื่อมั่นในพลังวิเศษของน้ำที่มีเศษดินจากเท้าแม่ เขาจึงเสี่ยงวิ่งไปที่หนองน้ำ พร้อมกับเอามือที่นวดเท้าแม่จุ่มลงไปในหนองน้ำ จากนั้น ก็กวักน้ำสาดเข้าใส่ผีพรายทั้งหลายทันทีแล้วก็เป็นจริงดังคาด เมื่อร่างของผีพรายสัมผัสกับน้ำ พวกมันก็ร้องโอดโอยและร่างของพวกมันก็สลายไปในชั่วพริบตา น้ำที่ผสมกับฝุ่นดินจากเท้าของแม่ช่วยคุ้มครองให้ลูกปลอดภัยได้อย่างน่าอัศจรรย์ เจ้าบุญดีใจที่เขาจัดการผีพรายได้สำเร็จ เขารีบชวนให้พี่ ๆ ใช้มือจุ่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ แล้วจับชายผ้าคาดเอวกางเป็นปีกบินกลับบ้าน ก่อนที่แม่จะตื่นขึ้นมาและเป็นห่วงพวกเขามากไปกว่านี้

ในที่สุด เด็กทั้ง 7 คนก็กลายเป็น “บ่างบิน” บินกลับไปถึงบ้านได้อย่างปลอดภัยไร้ปัญหา นางแสงฟ้าดีใจมากที่ลูก ๆ รอดจากเงื้อมมือของเหล่าผีร้ายได้อย่างไม่คาดฝัน เด็กทุกคนก้มกราบเท้าแม่และขอโทษที่ทำให้แม่เป็นห่วง หลังจากนั้น เด็ก ๆ ก็ได้บวชเรียนตามที่ตั้งใจเอาไว้ โดยมีเจ้าบุญคอยดูแลแม่แทนพี่ ๆ ด้วยความรักแม่สุดหัวใจ.


หมายเหตุ : นิทานเรื่องนี้ แต่งขึ้นเพื่อแสดงความรักที่ผู้แต่งมีต่อชาวไทใหญ่ ขอส่งกำลังใจและความปรารถนาดีไปให้ผ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ  ส่วนเครดิตภาพถ่ายเด็ก (ก่อนนำมาตัดต่อเป็นภาพประกอบ) นำมาจากภาพถ่ายของพ่อครู มาลา คำจันทร์  ตามภาพด้านล่างนี้  ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ครับ
79618370_162348528499624_350701972552155136_n
Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก, Uncategorized

รีวิว : คุณพ่อนักแปลงกาย

นิทานก่อนนอนหรือหนังสือภาพสำหรับเด็กเกี่ยวกับพ่อหรือความรักของพ่อในเมืองไทยมีไม่มากนัก พี่นำบุญ จึงทดลองแต่งหนังสือเรื่อง “คุณพ่อนักแปลงกาย” เพื่อให้เป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กที่สามารถนำไปใช้ในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก และทำให้ได้เห็นบทบาทอันสำคัญที่พ่อมีต่อลูก  Continue reading “รีวิว : คุณพ่อนักแปลงกาย”

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

จอมยุทธรสโอชา

กาลครั้งหนึ่ง ณ ดินแดนมังกรอันกว้างใหญ่ ยังมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่า ‘เหม่ยชิง’

เหม่ยชิงฝันอยากเป็นเจ้ายุทธภพที่ใครต่อใครต่างยอมสยบยกให้เป็นหนึ่ง แต่ด้วยความที่เหม่ยชิงเป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ความแข็งแกร่งทางร่างกายจึงไม่อาจเทียบกับผู้ชายได้ การฝึกวิชาหมัดมวย, กระบี่กระบองหรือการต่อสู้ที่ต้องใช้พละกำลังจึงไม่เหมาะกับเธอเป็นแน่ ด้วยเหตุนี้ เหม่ยชิงจึงคิดหาวิชาที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด โดยเธอใช้เวลาคิดอยู่นานหลายสัปดาห์ ลงท้าย…เธอก็ตัดสินใจเลือกศึกษาวิชาที่ไม่เคยมีจอมยุทธ์คนใดให้ความสนใจมาก่อน!

หลังจากวันนั้น เหม่ยชิงก็เริ่มฝึกวิชาด้วยการไปช่วยผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านทำอาหารต่าง ๆเมื่อผู้คนซักถาม เหม่ยชิงก็มักตอบไปตามตรงว่า เธอกำลังฝึกวิชาเพื่อเป็นเจ้ายุทธภพในอนาคต

ไม่ว่าใครที่ได้ยินคำตอบของเด็กผู้หญิงตัวน้อยต่างก็พากันหัวเราะในความไร้เดียงสา เพราะการทำอาหารจะเอาชนะวิชาการต่อสู้ต่าง ๆ ได้อย่างไร

เหม่ยชิงรู้ดีว่าสิ่งที่เธอทำอาจดูน่าขันสำหรับคนอื่น แต่กับตัวเธอแล้ว มันเป็นเพียงวิธีเดียวที่เด็กผู้หญิงอย่างเธอจะเอาชนะและเป็นที่ยอมรับของยอดฝีมือทั้งหลายได้ เหม่ยชิงจึงตั้งใจเรียนรู้วิชาทำอาหารจากทุก ๆ บ้าน, ศึกษาวิธีเลือกวัตถุดิบและเคล็ดลับของแต่ละครัวเรือน รวมทั้งออกเดินทางไปเรียนรู้วิชาในต่างถิ่นแล้วนำมาพลิกแพลงจนกลายเป็นเคล็ดลับประจำตัว

เวลาผ่านไปหลายปี จวบจนกระทั่งวันคัดเลือกเจ้ายุทธภพมาถึง จอมยุทธจากทั่วทุกสารทิศต่างเดินทางมายังลานประลองฝีมือกันโดยถ้วนหน้า จอมยุทธบางคนเก่งวิชาหมัดมวย, บางคนถนัดการใช้กระบี่หรือดาบ, บางคนเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธแปลกตาสารพัด แต่มีเพียงคนเดียวที่มีอาวุธเป็นกระทะ, ตะหลิว, เครื่องครัวและวัตถุดิบในการปรุงอาหาร ใช่แล้ว จอมยุทธที่มีเครื่องครัวเป็นอาวุธก็คือสาวน้อยเหม่ยชิงนั่นเอง

เมื่อจอมยุทธคนอื่นเห็นสาวน้อยผู้ที่นำของพะรุงพะรังมาร่วมในงานประลองยุทธ์ (ราวกับจะมาทำกับข้าวนอกสถานที่) ทุกคนจึงมองข้าม แล้วหันหน้าเข้าประลองยุทธ์กับคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือสูสีกัน ผู้ที่เก่งดาบก็เลือกสู้กับผู้ที่เก่งดาบ ผู้ที่ถนัดกระบี่ก็เลือกสู้กับผู้ที่ถนัดกระบี่ จอมยุทธที่ถนัดในแต่ละด้านพยายามสู้กันเองเพื่อหาคนที่เก่งที่สุดไปสู้กับยอดฝีมือในด้านอื่นต่อไป   
เมื่อไม่มีใครสนใจประลองฝีมือกับเหม่ยชิง สาวน้อยจึงจัดแจงตั้งโต๊ะทำครัว, เตรียมข้าวของและเครื่องปรุงต่าง ๆ จากนั้น จอมยุทธผู้เชี่ยวชาญในการทำอาหารก็เริ่มใช้ความรู้ทั้งหมดที่ได้ร่ำเรียนมา ปรุงอาหารที่เธอคัดสรรมาเป็นอย่างดี

เหม่ยชิงก่อเตาโดยนำไม้ชนิดพิเศษมาทำฟืน ความร้อนที่เกิดจากไม้ชนิดนี้ทำให้เธอควบคุมความร้อนของไฟได้ดังใจปรารถนา ระหว่างที่เหม่ยชิงรอเวลาให้ไฟร้อนได้ที่ เธอก็จัดการหั่นผัก, สับหมู, แล่เนื้อ, หมักไก่ และเตรียมเครื่องปรุงสารพัดชนิดอย่างว่องไวจนตาแทบมองไม่ทัน

ครั้นเมื่อถ่านไม้ร้อนได้ที่แล้ว เหม่ยชิงก็นำกระทะขึ้นตั้งเตา ใส่น้ำมันที่กลั่นจากเมล็ดดอกไม้หอม จนน้ำมันส่งเสียงร้องว่าร้อนจัด เหม่ยชิงก็สาดผัก 7 สีออกจากจานให้พุ่งลงไปในกระทะ ผักสะดุ้งไฟเล็กน้อยแล้วลอยตัวขึ้นสัมผัสกับอากาศด้วยพลังข้อมือของเหม่ยชิงที่ฝึกฝนการทำครัวมาเป็นอย่างดี ทันใดนั้น กลิ่นของผัดผักสายรุ้งก็หอมฟุ้งคลุ้งกระจายไปทั่วทั้งลานประลอง ทำให้จอมยุทธทุกคนท้องร้องจ๊อก ๆ จนไม่มีสมาธิในการประลองฝีมืออีกต่อไป

แม้จอมยุทธหลายคนจะทำเป็นไม่สนใจในกลิ่นหอมของอาหารที่เหม่ยชิงปรุง แต่เมื่อพวกเขาเหลือบมาเห็นความงามของอาหารแต่ละจาน จิตใจของทุกคนก็เริ่มปั่นป่วนกันอีกครั้ง

จอมยุทธบางคนอดใจไม่ได้จึงตัดใจยอมแพ้แล้วรีบมา  ขอชิมอาหารที่ดูน่ากินยิ่งนัก ซึ่งทันทีที่อาหารสัมผัสกับปลายลิ้น เขาก็คุกเข่าลงร้องไห้ด้วยความปลื้มปีติ เพราะนอกจากอาหารที่เหม่ยชิงทำจะมีกลิ่นหอม, หน้าตาชวนรับประทานและมีรสชาติแสนอร่อยแล้ว มันยังทำให้คนที่ได้ชิมรู้สึกถึงรสอาหารที่แม่เคยป้อนตอนเด็ก ๆ ด้วย

น้ำตาของจอมยุทธคนนั้นทำให้จอมยุทธทั้งหลายอดใจไม่ไหวจนอยากลองลิ้มชิมอาหารของเหม่ยชิงบ้าง เมื่อจอมยุทธทุกคนมาขอชิมอาหาร เหม่ยชิงจึงจัดการแบ่งปันให้ทุกคนได้ชิมกันอย่างทั่วถึง

รสชาติของอาหารทำให้จอมยุทธแต่ละคนหวลคิดถึง “รสมือแม่” และทำให้พวกเขาตื้นตันจนไม่อยากประลองฝีมือกันอีก

จอมยุทธคนหนึ่งจึงเอ่ยปากขึ้นว่า “วิทยายุทธในการปรุงอาหารของสตรีผู้นี้ยอดเยี่ยมถึงขั้นที่ทำให้พวกเราทุกคนอิ่มเอมใจจนไม่อยากประลองฝีมือกันต่อ ดังนั้น ในปีนี้ข้าพเจ้าคิดว่า พวกเราน่าจะยกตำแหน่งเจ้ายุทธภพให้แก่จอมยุทธผู้มีฝีมือล้ำเลิศผู้นี้กันดีไหม”

จอมยุทธทุกคนมองเหม่ยชิงด้วยแววตาชื่นชม แม้เหม่ยชิงจะไม่มีวิชาการต่อสู้แบบที่ต้องใช้พละกำลัง แต่เธอฉลาดพอที่จะเลือกฝึกวิชาซึ่งเหมาะสมกับตนเอง ทั้งยังเรียนรู้และฝึกฝนได้อย่างแตกฉาน จอมยุทธทุกคนจึงยอมสยบและยกให้เหม่ยชิงเป็นเจ้ายุทธภพ จากนั้น ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้านโดยมีรสชาติของอาหารที่แสนวิเศษอบอวลอยู่ในปากและมีความปีติเอ่อล้นอยู่ในหัวใจ