Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ปิ่นโตเพื่อนรัก

นิทานให้ข้อคิดดี ๆ เรื่อง ปิ่นโตเพื่อนรัก เป็นนิทานที่มีเนื้อเรื่องง่าย ๆ แต่ถูกใจผู้อ่านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ นิทานก่อนนอนเรื่องนี้ เป็นนิทานที่พูดถึงเรื่องน้ำใจเพื่อน ที่มุ่งส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปัน และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน หวังว่านิทานเรื่องนี้จะเป็นนิทานอีกเรื่องที่อยู่ในใจของทุก ๆ คนนะครับ

นิทานเรื่อง ปิ่นโตเพื่อนรัก

กาลครั้งหนึ่ง ณ โรงเรียนกลางทุ่งดอกไม้ มีลูกสัตว์หลากหลายชนิดเล่าเรียนอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้  ลูกสัตว์ส่วนใหญ่มีฐานะไม่สู้ดีนัก ยกเว้นก็แต่ลูกยีราฟคอยาวที่เพิ่งย้ายมาจากเมืองอื่นที่ทางบ้านมีฐานะดีกว่าใคร ๆ

นับตั้งแต่เปิดเทอม ลูกยีราฟจะถือปิ่นโตสูง 7 ชั้นใบใหญ่ไปโรงเรียน โดยปิ่นโตแต่ละชั้นของลูกยีราฟจะแบ่งอาหารเป็นหมวดหมู่ตามสารอาหาร และบางชั้นยังมีของหวานทั้งขนมและผสไม้จัดไว้อย่างครบครันอีกด้วย

ตอนพักเที่ยง…ลูกยีราฟมักหามุมสงบ ๆ ในท้องทุ่งเพื่อนั่งกินอาหารตามลำพังอยู่เสมอ แม้อาหารของลูกยีราฟจะอร่อยมาก แต่ลูกยีราฟกลับรู้สึกว่ามันยังขาดอะไรบางอย่างไป

ณ โรงเรียนแห่งเดียวกันนั้น มีลูกหนูตัวหนึ่งชอบเอาปิ่นโต 7 ชั้นใบจิ๋วติดตัวไปที่โรงเรียนคล้าย ๆ กับลูกยีราฟ แต่ในปิ่นโตของลูกหนู บางวันก็มีอาหาร บางวันก็ว่างเปล่า!

ตอนพักเที่ยง…ลูกหนูมักนั่งกินข้าวกับเพื่อน ๆ ที่โรงอาหารของโรงเรียนอยู่เสมอ  กล่องข้าวของเพื่อนในห้องบางทีก็มีอาหาร บางทีก็ว่างเปล่าเหมือนกัน  ถ้าลูกหนูเห็นใครไม่มีอาหาร มันก็จะแบ่งอาหารจากปิ่นโตใบจิ๋วให้เพื่อนด้วย ในทางกลับกัน หากวันใดที่ปิ่นโตของลูกหนูว่างเปล่า เพื่อน ๆ ก็จะแบ่งอาหารจากกล่องข้าวมาให้ลูกหนูคนละนิดละหน่อย แม้อาหารอาจมีน้อยกินกันไม่ค่อยอิ่ม แต่ลูกหนูและเพื่อน ๆ ก็อิ่มใจทุกครั้งที่ได้กินอาหารเที่ยงร่วมกัน

อยู่มาวันหนึ่ง ลูกยีราฟเริ่มสังเกตเห็นว่า เพื่อน ๆ ที่กินอาหารในโรงอาหารดูมีความสุขสนุกสนานมากกว่าการนั่งกินข้าวอยู่เพียงลำพัง

ในตอนแรก ลูกยีราฟคิดว่าอาหารของเพื่อน ๆ คงจะอร่อยเป็นพิเศษ แต่เมื่อมันเดินเข้าไปแอบดู มันกลับพบว่าเพื่อนบางตัวก็แทบไม่มีอาหารอยู่ในปิ่นโตหรือกล่องข้าวเลยแม้สักนิด แถมอาหารเหล่านั้นยังดูธรรมดาเอาเสียมาก ๆ 

“ทำไมเพื่อน ๆ โดยเฉพาะเจ้าลูกหนูถึงดูมีความสุขมากเหลือเกินนะ” ลูกยีราฟคิด

เมื่อลูกยีราฟสงสัย มันจึงตัดสินใจนำปิ่นโต 7 ชั้นใบใหญ่มาวางที่โต๊ะและขอนั่งกินอาหารกลางวันร่วมกับเพื่อน ๆ ด้วย

ลูกสัตว์บางตัวมองปิ่นโตของยีราฟแล้วน้ำลายไหล เพราะในกล่องข้าวของพวกมันมีแต่ความว่างเปล่าหรือมีข้าวแต่ไม่มีกับข้าวเลย เมื่อลูกหนูเห็นเช่นนั้น ลูกหนูจึงเปิดปิ่นโต 7 ชั้นของตัวเอง แล้วแบ่งเมล็ดทานตะวันให้เพื่อนที่ไม่มีกับข้าว 1 เมล็ด พร้อมกับปันข้าวเหนียวให้เพื่อนที่ไม่มีข้าวหนึ่งปั้นเล็ก ๆ

ทันทีที่เพื่อนได้รับน้ำใจจากเพื่อน ลูกสัตว์ที่ได้รับน้ำใจจากลูกหนูก็ยิ้มอย่างมีความสุข ส่วนลูกหนูก็ยิ้มอย่างอิ่มใจแล้วเริ่มลงมือกินอาหารกลางวันพร้อมกับพูดคุยกันอย่างออกรส

เมื่อลูกยีราฟสังเกตเห็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการเป็นผู้ให้และความสุขที่ได้จากการเป็นผู้รับ มันจึงตักอาหารในปิ่นโตของตัวเองแบ่งให้เพื่อนคนนั้นคนนี้ รวมทั้งตักแบ่งให้ลูกหนูด้วย 

พอลูกหนูได้รับน้ำใจจากลูกยีราฟ มันก็ยิ้มแล้วกล่าวขอบคุณ จากนั้น มันก็ตักเมล็ดทานตะวันในปิ่นโตใบจิ๋วของมันแบ่งให้ลูกยีราฟบ้าง

ลูกยีราฟรู้สึกชื่นใจอย่างบอกไม่ถูก การกินอาหารร่วมกัน, พูดคุยกันและการแบ่งปันกันทำให้อาหารมีรสชาติมากขึ้นหลายเท่า

แม้อาหารอาจถูกแบ่งจากปิ่นโตให้เพื่อน ๆ จนลูกยีราฟอิ่มน้อยลงบ้าง แต่ความรู้สึกอิ่มใจกลับเข้ามาแทนที่ ซึ่งเป็นความอิ่มที่อยู่ทนทานนานคงทนมากกว่า ลูกยีราฟจึงขอมานั่งกินอาหารร่วมกับเพื่อน ๆ ทุกวัน และเก็บความสุขที่เกิดขึ้นในการกินอาหารมื้อกลางวันร่วมกับเพื่อน ๆ เป็นความทรงจำที่แสนดีตลอดไป

#นิทานนำบุญ

…………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ลูกเป็ดกับพรวิเศษเจ็ดประการ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ลูกเป็ดกับพรวิเศษเจ็ดประการ” เป็นนิทานสั้นพร้อมข้อคิดที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นผู้แต่ง และเคยตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน รวมทั้งเคยพิมพ์เป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กกับสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊กส์ นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ชวนติดตาม และสามารถนำไปใช้ทำกิจกรรมศิลปะเพิ่มเติม เช่น การจีัดกิจกรรมระบายสีให้ลูกเป็ดเปลี่ยนสีไปตามเรื่องราวในนิทาน หวังว่าคุณผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง ลูกเป็ดกับพรวิเศษเจ็ดประการ

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเป็ดน้อยตัวหนึ่งเป็นลูกเป็ดที่มีขนสีขะมุกขะมอมแลดูไม่น่ารัก  เจ้าเป็ดน้อยไม่ชอบสีสันของตัวเองเลย  มันอยากจะเป็นลูกเป็ดที่ดูงามสง่ามากกว่าเป็ดตัวไหน ๆ      

          อยู่มาวันหนึ่ง  มีนางฟ้าตัวจิ๋วถูกสายลมพัดปลิวมาตกที่กลางบึงบ้านของเป็ดน้อย  เมื่อลูกเป็ดเห็นนางฟ้ากำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก  มันจึงรีบว่ายน้ำเข้าไปช่วยนางฟ้าตัวจิ๋วทันที

          เมื่อนางฟ้าตัวจิ๋วรอดพ้นจากอันตราย  เธอจึงนึกอยากขอบคุณเป็ดน้อยที่มีน้ำใจให้ความช่วยเหลือ  นางฟ้ามอบพรวิเศษเจ็ดประการให้เจ้าเป็ดเป็นของขวัญ ซึ่งเป็ดน้อยเองก็มีความสุขมากที่มันได้รับโอกาสดี ๆ เช่นนี้

          แน่นอน..สิ่งที่ลูกเป็ดปรารถนาก็คือการมีขนที่งดงามกว่าเป็ดตัวอื่น ๆ  ดังนั้น  เป็ดน้อยจึงอธิษฐานขอให้ขนของมันกลายเป็นสีขาวที่ดูแวววาวราวกับไข่มุก

          เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน  ลูกเป็ดก็กลายสภาพเป็นเป็ดขาวตัวน้อยที่ดูน่ารักขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา  เจ้าเป็ดมองเงาของตัวเองในน้ำด้วยความภาคภูมิใจ  มันมีความสุขเหลือเกินที่ความฝันของมันเป็นจริงขึ้นมาได้

          ในขณะนั้นเอง  เจ้าลูกเป็ดเกิดนึกสนุกอยากมีลวดลายเฉพาะตัวที่ดูพิเศษมากขึ้นไปอีก  ด้วยเหตุนี้  เป็ดน้อยจึงใช้พรวิเศษที่เหลืออยู่ลองแต่งแต้มลวดลายให้ตัวเองดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

          ลูกเป็ดใช้พรข้อที่สองเนรมิตให้มันมีจุดสีดำกระจายอยู่ตามลำตัวคล้ายกับลายของสุนัขดัลเมเชี่ยน  แต่เมื่อแปลงกายเสร็จ  มันกลับไม่ชอบใจจุดสีดำเหล่านั้นนัก

          “จุดสีดำดูสกปรกจังเลย  ถ้าเปลี่ยนเป็นสีที่อ่อนหวานก็คงจะดีกว่านี้นะ”

          เจ้าเป็ดใช้พรข้อที่สามเนรมิตจุดสีดำให้กลายเป็นลายดอกไม้แสนสวย   แม้ลายดอกไม้จะน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม  แต่สำหรับเจ้าเป็ดน้อยตัวผู้  มันก็ดูออกจะหวานแหววเกินไปสักหน่อย

          “แบบนี้คงต้องโดนล้อแน่ ๆ  เปลี่ยนเป็นลายเท่ ๆ คงจะดีกว่านี้นะ”

          เป็ดน้อยใช้พรข้อที่สี่เนรมิตให้ตัวเองมีขนสีเหลืองสลับกับลายจุดสีน้ำตาลคล้ายกับผิวของยีราฟ  แต่ทันทีที่แปลงกายเสร็จ  เป็ดน้อยกลับรู้สึกว่ามันดูแย่กว่าเดิมเสียอีก 

          “ลวดลายของสัตว์สี่ขาคงไม่เข้ากับเราสักเท่าไหร่  ลองใช้ลายของพวกเดียวกันคงจะดีกว่านี้นะ”

          เจ้าเป็ดใช้พรข้อที่ห้าเนรมิตให้ตัวเองมีขนสีเขียวแซมด้วยลวดลายคล้ายกับหางนกยูงแสนสวย  แม้สีสันของหางนกยูงจะงดงามยิ่งนัก  แต่มันกลับดูไม่เข้าท่าเมื่อมาอยู่บนตัวของเจ้าเป็ดน้อย

          “สีแบบนี้ดูแก่จังเลย  เปลี่ยนเป็นสีที่ดูสดใสอีกนิดก็คงจะดีกว่านี้นะ”

          เป็ดน้อยใช้พรข้อที่หกเนรมิตให้ตัวเองกลายเป็นเป็ดเจ็ดสีเลียนแบบสีของรุ้งกินน้ำ  ลูกเป็ดสายรุ้งดูสวยสะดุดตาชนิดที่หาเป็ดตัวใดเทียบเทียมได้ยาก  ซึ่งเจ้าเป็ดน้อยเองก็ชื่นชอบสีขนและลวดลายของมันในตอนนี้มากที่สุด

          ในขณะที่ลูกเป็ดกำลังชื่นชมกับขนสีรุ้งของตัวเองอยู่นั้น  จู่ ๆ เจ้าเป็ดน้อยก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้คนและฝูงสุนัขวิ่งตรงมายังบึงซึ่งเป็นบ้านของมันเพื่อที่จะจับลูกเป็ดแสนสวยเอาไว้ในครอบครองให้จงได้

          ลูกเป็ดตกใจมากเมื่อเห็นปืนยาวและเขี้ยวขาว ๆ ที่ดาหน้ากันเข้ามา  มันจึงรีบดำผุดดำว่ายเพื่อหาที่หลบภัยอย่างไม่คิดชีวิต

          อนิจจา! แม้เป็ดน้อยจะพยายามหาที่ซ่อนตัวตามดงอ้อกอหญ้าสักเท่าไร  แต่ด้วยสีสันที่แสนสดใสของมันก็ทำให้การซ่อนตัวนั้นไม่อาจที่จะอำพรางตัวมันได้   ในที่สุด  เจ้าเป็ดน้อยก็ค้นพบคุณค่าของขนขะมุกขะมอมที่มันเคยรังเกียจ  

          เจ้าเป็ดน้อยตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการใช้พรข้อที่เจ็ดเนรมิตให้ตัวเองกลับกลาย เป็นลูกเป็ดขี้เหร่ดังเดิม  จากนั้น  มันก็รีบว่ายน้ำเข้าไปซ่อนในกอกกที่รกทึบ  แล้วซุ่มตัวพรางตนจนกลมกลืนกับดินเลนแถว ๆ นั้นจนแยกกันแทบไม่ออก

          โชคดีเหลือเกินที่ไม่มีใครสังเกตเห็นเจ้าลูกเป็ดซึ่งหวาดกลัวจนตัวสั่น  และเมื่อผู้บุกรุกทั้งหลายจากไป   เจ้าเป็ดน้อยก็ค่อย ๆ ออกมาจากที่ซ่อนของมันด้วยความระแวดระวังเป็นที่สุด

          และแล้ว…ลูกเป็ดตัวน้อยก็อยู่รอดปลอดภัยด้วยขนที่แสนขะมุกขะมอมของมันนั่นเอง

#นิทานนำบุญ

……………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คุณยายเจ็ดสิบเอ็ด

นิทานก่อนนอนเรื่อง คุณยายเจ็ดสิบเอ็ด เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งขึ้นโดยนำประสบการณ์วัยเด็ก (จนถึงโต) ที่ได้รับความรักความเอาใจใส่จากอาม่า (คุณยาย) มาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเขียน นิทานเรื่องนี้พูดถึงร้านสะดวกซื้อในยุคหนึ่งซึ่งสินค้าในร้านไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อเด็กสักเท่าไหร่ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็มักพาเด็ก ๆ เข้าไปซื้อของกินของเล่นในนั้นจนกลายเป็นความเคยชินที่น่าเป็นห่วง ในมุมมองของนักแต่งนิทานและคนที่ทำงานด้านเด็ก ทำได้เพียงการแบ่งปันมุมมองผ่านสื่อนิทานที่ตัวเองทำเท่านั้น หวังว่านิทานก่อนนอนเรื่องนี้จะให้ความสุขและเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้างนะครับ

นิทานเรื่อง คุณยายเจ็ดสิบเอ็ด

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อว่า “บุญ”   

บุญเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงเรียนที่แวดล้อมไปด้วยร้านสะดวกซื้อเต็มไปหมด ทุกเย็น เพื่อน ๆ ของบุญมักพากันเข้าไปซื้อขนมในร้านเหล่านั้นจนกระเป๋าแฟบ มีเพียงบุญเท่านั้นที่มักรอเพื่อน ๆ อยู่นอกร้านและไม่เคยเสียเงินให้ร้านเหล่านั้นเลยแม้แต่บาทเดียว

เมื่อเพื่อน ๆ สังเกตว่าบุญแทบไม่เคยเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ  เพื่อนบางคนจึงคาดเดาว่า บางที ฐานะทางบ้านของบุญอาจไม่สู้ดีนัก บุญจึงไม่มีเงินซื้อขนม  ส่วนเพื่อนบางคนก็คาดเดาว่า บุญอาจมีเงินมากก็ได้ แต่เป็นคนขี้เหนียว จึงไม่ยอมใช้เงินซื้ออะไรเลยแม้กระทั่งของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ

 ในขณะที่เพื่อน ๆ พากันสงสัย  เพื่อนสนิทของบุญก็บอกกับเพื่อนคนอื่น ๆ ว่า “บุญไม่ใช่คนขี้เหนียวแน่ ๆ เพราะเขามักเอาขนมจากที่บ้านมาแบ่งให้ฉันกินบ่อย ๆ  แถมบุญยังได้ค่าขนมมาโรงเรียนไม่น้อย  แต่ที่เขาไม่เข้าร้านสะดวกซื้อ อาจเป็นเพราะที่บ้านของบุญมีอะไรเจ็ดสิบเอ็ด ๆ ที่เด็ดกว่าร้านสะดวกซื้อแถวโรงเรียนก็ได้นะ เห็นเขาเคยเปรย ๆ ให้ฟังน่ะ”

“อะไรเจ็ดสิบเอ็ด ๆ ที่เด็ดกว่าร้านสะดวกซื้อแถวโรงเรียนน่ะเหรอ”  เด็กทุกคนรำพึงแล้วมองหน้ากันด้วยความสงสัย  และเพื่อให้ความสงสัยคลี่คลายลง  เด็กทุกคนจึงวางแผนกันว่า  พวกเขาจะขอตามไปที่บ้านของบุญเพื่อพิสูจน์สิ่งที่ค้างคาใจอยู่

เมื่อบุญได้ฟังคำขอร้องของเพื่อน ๆ เขาก็ยิ้มพร้อมกับอนุญาตให้เพื่อน ๆ ตามเขากลับบ้านได้   ครั้นเมื่อถึงเวลาเลิกเรียน  เด็กทุกคนก็พากันเดินตามบุญกลับบ้าน  โดยเด็กทุกคนต่างคาดเดาว่า แถวบ้านของบุญอาจมีร้านสะดวกซื้อชื่อเจ็ดสิบเอ็ด ที่มีของกินอร่อยเด็ดกว่าร้านแถวโรงเรียนแน่ ๆ

แต่เมื่อเด็กทุกคนตามบุญไปถึงหน้าบ้าน  แทนที่บุญจะแวะร้านสะดวกซื้อแถว ๆ นั้น  เขากลับชวนเพื่อน ๆ ให้เข้าไปในบ้าน พร้อมกับบอกว่า “อะไรเจ็ดสิบเอ็ด ๆ ที่เด็ดกว่าร้านสะดวกซื้อแถวโรงเรียน อยู่ในบ้านของฉันนี่แหละ  เชิญทุกคนเข้าไปได้เลยนะ”

เมื่อเด็กทุกคนเดินเข้าไปในบ้าน  สิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือ บนโต๊ะอาหารมีแซนวิชไข่ดาว ขนมกุ้ยช่าย นึ่งร้อน ๆ  ขนมไทยหลากหลายชนิด  น้ำเก๊กฮวยเย็นสดชื่น  มะละกอ กล้วยและแตงโมฝาน ซึ่งทั้งหมดจัดเป็นชุด ๆ เท่าจำนวนเด็ก  ที่สำคัญ  ในตู้เย็นยังมีทุเรียนแช่แข็งที่อร่อยน่ากินไม่แพ้ไอศกรีมยี่ห้อดัง ซึ่งอาหารทั้งหมดเป็นฝีมือการจัดการของคุณยายที่มีอายุเจ็ดสิบเอ็ดปี และคุณยายของบุญก็คือ “อะไรเจ็ดสิบเอ็ด ๆ ที่เด็ดกว่าร้านสะดวกซื้อ” นั่นเอง

เมื่อเด็กทุกคนได้พบคุณยาย  เด็ก ๆ ก็สวัสดีคุณยายด้วยความนอบน้อม  ส่วนคุณยายก็รับไหว้อย่างใจดี จากนั้น  คุณยายก็พูดว่า “เจ้าบุญโทรศัพท์มาบอกว่าหลาน ๆ จะมากัน ยายก็เลยเตรียมของอร่อย ๆ ไว้ต้อนรับ  เหมือนที่ทำเตรียมไว้รอเจ้าบุญทุก ๆ เย็นนั่นแหละนะ เอ้า…ลงมือกินกันได้เลยนะจ๊ะ” 

เด็กทุกคนส่งยิ้มให้คุณยายพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณ ก่อนที่จะกินอาหารต่าง ๆ อย่างเอร็ดอร่อย

ในขณะที่เด็ก ๆ กำลังเพลินกับการกินอาหาร  เด็กบางคนก็พูดว่า  “ของกินวันนี้อร่อยเด็ดกว่าของกินจากร้านสะดวกซื้อจริง ๆ เพราะมันไม่ใช่อาหารแช่แข็งหรืออาหารสำเร็จรูปแบบที่เรากินอยู่ทุกวัน”

เด็กบางคนหันไปบอกบุญว่า “เธอนี่โชคดีจริง ๆ เลยนะ ของทั้งหมดนี้  มีเงินก็ซื้อไม่ได้  ฉันยอมรับเลยว่า อะไรเจ็ดสิบเอ็ด ๆ ของเธอ เด็ดกว่าร้านสะดวกซื้อทุกร้านที่ฉันเคยเห็นจริง ๆ”

บุญยิ้มรับ แล้วบอกกับเพื่อน ๆ  ว่า “แต่มีของที่มีเงินก็ซื้อไม่ได้และเป็นสิ่งที่เด็ดที่สุดอีกอย่างนึงนะ”

ในขณะที่บุญพูดค้างอยู่นั้น  คุณยายวัยเจ็ดสิบเอ็ดก็เดินเข้ามา แล้วพูดว่า “เอ! วันนี้หลานลืมอะไรรึเปล่า”  บุญมองตาคุณยายพร้อมกับยิ้มให้ด้วยความรัก  เขาวางมือจากขนมที่กินอยู่  จากนั้น เขาก็บอกคุณยายว่า “ไม่ลืมหรอกครับ  เพราะนี่คือสิ่งที่ทำให้บุญมีความสุขที่สุด”  ว่าแล้ว  บุญก็ตรงเข้าหาคุณยาย เพื่อให้คุณยายกอดเขาเอาไว้ในอ้อมอก

วินาทีนั้น  เด็กทุกคนจึงได้รู้ว่า  สิ่งที่เด็ดที่สุดที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากร้านสะดวกซื้อไหน ๆ และร้านสะดวกซื้อก็ไม่สามารถทำเป็นของแช่แข็งหรือของสำเร็จรูปมาขายได้ ก็คือ อ้อมกอดแห่งความรักของคุณยายนี่เอง  

เด็กทุกคนรู้สึกอิ่มท้องและอิ่มใจมากที่ได้เห็นภาพแห่งความรักระหว่างเพื่อนของเขากับคุณยายที่แสนใจดี บางที พวกเขาน่าจะลองชวนคุณพ่อคุณแม่ทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้กินด้วยกันหลังเลิกเรียนบ้าง  และแน่นอนว่า จะต้องมีอ้อมกอดแห่งความรักให้กันและกันเป็นทีเด็ดหลังมื้ออาหารด้วย

#นิทานนำบุญ

……………………….

         

    

 

#นิทานนำบุญ

……………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

สงครามแม่มด

“สงครามแม่มด” เป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับการต่อสู้ของแม่มดสองตระกูล ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งเอาไว้ในช่วงปีแรก ๆ ที่เขียนนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน การแต่งนิทานที่มีฉากการต่อสู้อันดุเดือด แต่กลับอ่อนโยนตามแนวทางของนิทานนำบุญ เป็นเอกลักษณ์ที่อยากให้ลองสังเกตกันในนิทานเรื่องนี้ หวังว่าเด็ก ๆ จะสนุกและได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์จากการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง  สงครามแม่มด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีแม่มดสองตระกูลเป็นคู่อริที่คอยชิงดีชิงเด่นกันมาโดยตลอด

ในปีนี้  แม่มดเออซ่าและแม่มดเบอร์มิวด้าได้รับมอบหมายจากตระกูลของพวกเธอให้มาเป็นตัวแทนในการชิงชัยว่าแม่มดฝ่ายใดจะมีอำนาจเวทมนตร์เหนือชั้นกว่าแม่มดฝ่ายตรงข้าม

ทั้งเออซ่าและเบอร์มิวด้าต่างเตรียมตัวมาแข่งขันเป็นอย่างดี  ซึ่งหัวข้อที่แม่มดทั้งสองจะต้องมาขับเคี่ยวกันในปีนี้ก็คือ การประลองฝีมือว่าใครจะแปลงกายได้เก่งกาจกว่ากัน

เมื่อถึงวันแข่งขัน  แม่มดเออซ่าปรุงยาแปลงกายสีแดงใส่ขวดทรงสูงแล้ววางมันเอาไว้บนขอนไม้ใกล้ ๆ ตัว  ในขณะเดียวกัน  แม่มดเบอร์มิวด้าก็เตรียมผงวิเศษพันหน้าใส่ตลับแก้วเจียระไน โดยวางมันไว้ที่ขอนไม้ฝั่งตรงข้าม

ทันทีที่เวลาประลองมาถึง  แม่มดเออซ่าก็รีบดื่มยาแปลงกาย แล้วร่ายคาถาแปลงร่างเป็นแมวดำซึ่งเป็นสัตว์ที่แม่มดเบอร์มิวด้าทั้งเกลียดทั้งกลัวมาแต่ไหนแต่ไร

ฝ่ายแม่มดเบอร์มิวด้านั้น   แม้เธอจะตกใจที่ถูกจี้จุดอ่อน  แต่ด้วยความที่เธอไม่อยากพ่ายแพ้ต่อแม่มดเออซ่า  เธอจึงตั้งสติ แล้วรีบนำผงวิเศษพันหน้ามาทาตามเนื้อตามตัว จากนั้น เธอก็ว่าคาถาแปลงกายเป็นหมาตัวใหญ่ที่พร้อมจะขย้ำแมวดำได้ทุกเวลา

แม่มดเออซ่าคาดไม่ถึงว่าแม่มดเบอร์มิวด้าจะตั้งตัวได้รวดเร็วเช่นนี้  เธอรู้สึกว่าเธอกำลังถูกท้าทายจากศัตรูคู่แข่ง  แม่มดเออซ่าจึงรีบดื่มยาแปลงกายของเธอเข้าไปอีก  แล้วแปลงกายเป็นงูเห่าทำท่าแผ่แม่เบี้ยตรงรี่เข้าหาหมาตัวใหญ่ทันที

แม่มดเบอร์มิวด้าในร่างหมาตัวใหญ่เห็นงูเห่าเลื้อยตรงเข้าไปหา เธอจึงเอาผงวิเศษพันหน้ามาทาตามตัวอีกครั้ง  จากนั้น เธอก็ท่องคาถาแปลงร่างเป็นพังพอนที่ปราดเปรียวและดุดัน

แม่มดเออซ่าทั้งโกรธทั้งเสียหน้าที่แม่มดเบอร์มิวด้าตั้งรับเธอได้ทุกครั้ง   แม่มดเออซ่ารู้ดีว่าพังพอนกับงูเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมานานแสนนาน  เธอไม่อยากให้การประลองยืดเยื้อต่อไปอีก เธอจึงดื่มยาแปลงกาย  แล้วแปลงร่างเป็นเสือร้ายโดยหมายที่จะจัดการกับเจ้าพังพอนให้สิ้นฤทธิ์

แต่น่าเสียดายที่แม่มดเบอร์มิวด้าคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทันทีที่แม่มดเบอร์มิวด้าเห็นแม่มดเออซ่าดื่มยาแปลงกาย  เธอก็รีบเอาผงพันหน้าทาตัว  แล้วว่าคาถาแปลงกายเป็นสิงโตตัวใหญ่ ที่ตั้งท่าพร้อมจะต่อกรกับเสือร้ายอย่างไม่หวาดหวั่น

แม่มดเออซ่ายิ่งโกรธแม่มดเบอร์มิวด้าเป็นทวีคูณ   ไม่ว่าเธอจะแปลงกายเป็นอะไร  แม่มดเบอร์มิวด้าก็แปลงกายรับมือเธอได้ทุก ๆ ครั้ง  แม่มดเออซ่าโมโหและไม่อยากต่อสู้กับแม่มดเบอร์มิวด้าด้วยการแปลงกายอีกแล้ว  แม่มดเออซ่าในร่างเสือจึงกระโจนเข้าตะลุมบอนกับสิงโตคู่แข่งอย่างดุเดือด

การต่อสู้ดำเนินไปอย่างชุลมุนเป็นที่สุด  แม่มดเออซ่าในร่างเสือร้ายเหวี่ยงแม่มดเบอร์มิวด้าในร่างสิงโตกระเด็นไปชนเข้ากับขวดยาแปลงกายและทำให้ยาหกกระจายรดตัวของแม่มดเบอร์มิวด้าจนเปียกโชกไปหมด  ในขณะเดียวกัน  แม่มดเออซ่าเองก็เสียหลักจากแรงเหวี่ยง ทำให้เธอกลิ้งหลุน ๆ ไปชนเข้ากับตลับใส่ผงวิเศษพันหน้าจนผงยาในตลับหกออกมาฟุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ

เมื่อยาวิเศษของแม่มดฝ่ายตรงข้ามสัมผัสเข้ากับร่างของแม่มดที่กำลังต่อสู้กันอยู่  พลังของยาวิเศษจึงเสริมกันจนทำให้การแปลงกายของแม่มดทั้งสองกลายเป็นการแปลงกายที่ถาวรไปทันที!  

ผลของเหตุการณ์ไม่คาดฝันทำให้แม่มดเออซ่าและแม่มดเบอร์มิวด้าไม่สามารถแปลงร่างกลับ ไปเป็นแม่มดได้ดังเดิมอีก ทั้งคู่จะต้องอยู่ในสภาพของเสือและสิงโตตลอดไปจนชั่วกัลปาวสาน

แต่แม่มดทั้งสองก็ยังคงโชคดี   เพราะในขณะนั้น  มีอีกาสองตัวซึ่งเป็นสมุนของแม่มดเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่   เมื่ออีกาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่มดทั้งสอง   พวกมันจึงแยกย้ายกันคาบข่าวไปบอกเหล่าบรรดาแม่มดของทั้งสองตระกูลให้ได้ทราบ

ทันทีที่เหล่าแม่มดได้ทราบข่าวจากอีกา   แม่มดทั้งสองฝ่ายต่างก็พากันพลิกตำราคาถาวิเศษเพื่อหาวิธีช่วยแม่มดฝ่ายตนเองกันอย่างจ้าละหวั่น   ซึ่งตำราของแม่มดทั้งสองฝ่ายระบุไว้อย่างชัดเจนว่า  วิธีแก้สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีเพียงวิธีเดียว  นั่นก็คือแม่มดทั้งสองฝ่ายจะต้องลงมือปรุงยาถอนคาถาร่วมกัน

หลังจากการใคร่ครวญอยู่นาน  ในที่สุด  แม่มดทั้งสองฝ่ายก็ตกลงใจที่จะร่วมมือกันปรุงยาเพื่อช่วยแม่มดน้อยทั้งสอง   การปรุงยาเป็นไปอย่างสนุกสนาน   เหล่าแม่มดผลัดกันใส่ของแปลก ๆ ลงไปในหม้อต้มยาคนละทีสองที   และหลังจากที่แม่มดช่วยกันเคี่ยวยาถึงสามวันสามคืน   ยาถอนอำนาจเวทมนตร์ก็เสร็จสมบูรณ์ขึ้นด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของเหล่าแม่มด

สิงโตกับเสือร้ายกลายร่างกลับเป็นแม่มดเบอร์มิวด้าและแม่มดเออร์ซ่าทันทีที่พวกเธอได้ดื่มยาถอนอำนาจวิเศษ   สามวันสามคืนที่แม่มดทั้งสองต้องตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันทำให้พวกเธอกลายเป็นเพื่อนที่รักกันมากเสียจนใคร ๆ ต่างก็แปลกใจ    ส่วนเวลาสามวันสามคืนที่เหล่าบรรดาแม่มดจากทั้งสองตระกูลช่วยกันปรุงยา ก็ทำให้แม่มดทั้งหลายเริ่มใกล้ชิดสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น

ในที่สุด  มิตรภาพของแม่มดทั้งสองฝ่ายก็เริ่มต้นขึ้น  ซี่งทำให้แม่มดทั้งหลายกลายมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน   

และแล้ว…สงครามของแม่มดทั้งสองตระกูลก็ยุติลงนับจากวันนั้น

#นิทานนำบุญ

……………………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เกาะแห่งความซื่อสัตย์

นิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านเรื่อง เกาะแห่งความซื่อสัตย์ เป็นนิทานสอนใจสั้น ๆ ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งใจแต่งเพื่อให้ข้อคิดแก่เด็ก ๆ ในเรื่องความซื่อสัตย์ ความซื่อตรง ไม่คดโกง หวังว่านิทานเรื่องนี่จะทำให้เด็ก ๆ มีความสุขและได้ข้อคิดที่ดีในการดำเนินชีวิตต่อไปนะครับ

นิทานเรื่อง เกาะแห่งความซื่อสัตย์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนักเดินทางกลุ่มหนึ่งล่องเรือจากบ้านเมืองของตนที่เต็มไปด้วยคนคดโกง โดยหวังจะค้นหาดินแดนสักแห่งเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่และตั้งใจจะปลูกฝังให้ลูกหลานมีความซื่อสัตย์เป็นหลักธรรมในการดำเนินชีวิต

เมื่อผู้คนเหล่านั้นเดินทางไปถึงเกาะเล็ก ๆ ซึ่งอยู่นอกแผนที่ พวกเขาก็ตัดสินใจลงหลักปักฐานในเกาะแห่งนั้นโดยไม่รู้เลยว่าเกาะที่สวยงามราวกับสรวงสวรรค์และมีต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านอยู่กลางเกาะเป็นที่บำเพ็ญเพียรของท่านฤาษีผู้เมตตา ซึ่งคอยดูแลสิ่งมีชีวิตทั้งหลายให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

ครั้นเมื่อเหล่านักเดินทางพบว่ามีฤาษีอาศัยอยู่บนเกาะมาก่อน พวกเขาจึงรีบไปแนะนำตัวแล้วบอกเล่าความตั้งใจของพวกตนให้ฤาษีได้ทราบ

ฤาษีเห็นความตั้งใจดีของทุกคน ฤาษีจึงเต็มใจต้อนรับ ทั้งยังฝากฝังให้ทุกคนช่วยกันดูแลสิ่ง 3 สิ่งเพื่อให้เกาะแห่งนี้สงบสุขไปตลอดกาล ซึ่งสิ่งสำคัญทั้งสามได้แก่ การดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ที่สูงเทียมเมฆ, การไม่ทำร้ายนกยักษ์ประจำเกาะที่ออกหากินเฉพาะเวลากลางคืน และการดูแลหัวใจของตนเองให้ยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตเอาไว้อย่างมั่นคง

ผู้คนทั้งหลายต่างสัญญากับฤาษีว่าจะดูแลสิ่งทั้งสามให้ดีที่สุด จากนั้น พวกเขาก็พากันไปตั้งบ้านเรือนเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่

ในกลุ่มนักเดินทางมีอดีตโจรสลัดคนหนึ่งชื่อว่า “ทรพล” ได้แฝงตัวรวมอยู่ด้วย เมื่อทรพลเห็นว่าเกาะแห่งนี้สวยงาม, อุดมสมบูรณ์ แถมมีฤาษีคอยดูแลอยู่เพียงผู้เดียว  ทรพลจึงฝันอยากยึดครองเกาะ  เมื่อทรพลตั้งใจเอาไว้เช่นนั้น เขาจึงแสร้งทำทีเป็นคนดีและรอเวลาที่จะทำความฝันให้กลายเป็นจริง

หลายเดือนต่อมา นักเดินทางทั้งหมดก็ลงหลักปักฐานและเปลี่ยนสถานะเป็นชาวเกาะได้อย่างสมบูรณ์  ชาวเกาะเหล่านี้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ทั้งยังยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ซึ่งส่งผลให้หมู่บ้านของพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขสมดังที่ตั้งใจไว้ 

อยู่มาวันหนึ่ง ฤาษีเห็นว่าตนเองชรามากแล้ว อาจดูแลเกาะได้อีกไม่นาน  ชาวเกาะจึงควรมีผู้นำสักคนเพื่อดูแลให้ทุกคนในเกาะอยู่เย็นเป็นสุข ด้วยเหตุนี้ ฤาษีจึงเชิญชาวเกาะให้มาประชุม แล้วรับสมัครคนที่เต็มใจเสียสละตนเองเพื่อดูแลเกาะแห่งนี้ต่อไป

ในบรรดาชาวเกาะทั้งหมด มีเพียง “ทรพล” กับชายหนุ่มผู้ซื่อตรงที่ชื่อว่า “เที่ยงธรรม” เท่านั้นที่อาสาทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลเกาะ เมื่อมีคนเสนอตัว 2 คน ฤาษีจึงให้ชายหนุ่มทั้งสองผลัดกันดูแลต้นไม้ที่สูงเทียมเมฆคนละ 3 วัน โดยให้รดน้ำพรวนดินในช่วงกลางวัน ซึ่งเมื่อตะวันตกดิน ต้นไม้ก็จะให้ผลขนาดใหญ่ออกมา 2 ผล ฤาษีอนุญาตให้นำผลไม้กลับไปแบ่งชาวเกาะคนอื่นได้ 1 ผล ส่วนอีกผลให้ทิ้งไว้คาต้น เมื่อชายหนุ่มทั้งสองสัญญาว่าจะทำตามคำที่ฤาษีกำชับ ฤาษีก็เบาใจและลาไปทำธุระนอกเกาะราว 1 สัปดาห์ โดยปล่อยให้ชายหนุ่มทั้งสองแบ่งวันการดูแลต้นไม้ต้นสำคัญกันเอง

ทรพลผู้ฉลาดแกมโกงแกล้งบอกให้เที่ยงธรรมทำหน้าที่ดูแลต้นไม้ใน 3 วันแรก โดยเขาจะดูแลต่อใน 3วันหลัง ทั้งนี้เพราะทรพลตั้งใจจะสังเกตสิ่งที่เที่ยงธรรมทำ แล้วพยายามทำให้ดูดีกว่าเพื่อเรียกคะแนนนิยม

เที่ยงธรรมดูแลต้นไม้ที่สูงเทียมเมฆเป็นอย่างดีทุก ๆ วันและนำผลไม้ขนาดมหึมากลับไปให้ชาวเกาะกินวันละ 1 ผลตามที่ฤาษีบอกเอาไว้ทุกประการ ครั้นเมื่อทรพลเห็นว่าชาวเกาะชื่นชมเที่ยงธรรม และชอบรสชาติของผลไม้มาก เมื่อถึงคราวที่ทรพลต้องดูแลต้นไม้ ทรพลจึงคิดแผนโดยนำผลไม้ขนาดมหึมากลับไปฝากชาวเกาะทั้ง 2 ผล! 

ชาวเกาะไม่ได้สังเกตว่าทรพลนำผลไม้กลับมาถึง 2 ผล แต่รู้สึกว่าได้กินผลไม้มากจนเต็มอิ่ม ทุกคนจึงพากันชมทรพลไม่ขาดปาก

อนิจจา! ทรพลไม่รู้เลยว่าผลของต้นไม้ที่สูงเทียมเมฆเป็นอาหารของนกยักษ์ประจำเกาะที่เคยเป็นนกดุร้ายมาก่อน  ฤาษีปลูกต้นไม้ต้นนี้เพื่อใช้เป็นอาหารนก ซึ่งมันช่วยให้นกยักษ์อิ่มและเป็นมิตรมากขึ้น  แต่เมื่อทรพลผิดสัญญาโดยไม่เหลืออาหารให้นกยักษ์กินเลย นกยักษ์จึงโมโห  เย็นวันสุดท้าย…เมื่อทรพลเด็ดผลไม้ผลที่สองออกจากต้น นกยักษ์จึงโฉบเอาผลไม้พร้อมกับตัวทรพลไปยังเกาะที่ไม่มีใครรู้จักทันที

เมื่อฤาษีกลับมายังเกาะและจับยามสามตาดู ฤาษีก็ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด  

ในที่สุด ฤาษีจึงประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่า บุคคลที่เหมาะสมจะเป็นผู้ดูแลเกาะคนต่อไปก็คือเที่ยงธรรม…ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์นั่นเอง ส่วนทรพลจอมเจ้าเล่ห์ก็ไม่เคยมีโอกาสได้กลับมายังเกาะแห่งนี้อีกเลย.

#นิทานนำบุญ

…………………………………………………………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้

นิทานธรรมะก่อนนอนเรื่องนี้ เป็นนิทานที่ผมแต่งขึ้นหลังจากได้เริ่มปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์เอนก เตชะวโร เจ้าอาวาสวัดโมกขวนาราม จ.ขอนแก่น วันนั้น (ซึ่งเป็นช่วงที่ผมเริ่มปฏิบัติได้ไม่นาน และยังสับสนอยู่มาก) ท่านได้เตือนสติผมว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญที่ต้องทำให้ได้มีเพียงอย่างเดียว คือ ต้อง “รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ นำบุญแต่งนิทานเด็ก และบอกว่าสิ่งที่เขียนออกมา เขียนมาจากสิ่งที่เชื่อ นิทานที่เขียนมันสะท้อนให้เห็นสิ่งดีงามในใจที่มีอยู่มากมาย แต่ในชีวิต มันอาจมีเรื่องราวมากระทบเรา มีกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่ยั่วยุให้เราทำสิ่งที่เลวทราม ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้กลับมามีสติและรักษาหัวใจที่ดีงามนี้เอาไว้ให้ได้เสมอ” วันที่ผมฟังคำสอนของพระอาจารย์ ผมซาบซึ้งในความเมตตา แต่ยังไม่เข้าใจความหมายมากนัก แต่เมื่อได้ปฏิบัติเจริญสติอย่างต่อเนื่องมาอีกนานพอสมควร จึงเริ่มเข้าใจมากขึ้น จนรู้สึกว่าต้องนำคำสอนของพระอาจารย์ มาแต่งเป็นนิทานธรรมะก่อนนอนสอนใจเด็ก ๆ ให้ได้ (ซึ่งก็ทำให้เกิดนิทานเรื่องนี้) และหลังจากที่หยุดเจริญสติไป กิเลสก็หลอกล่อให้ผมเกิดความโลภโกรธหลงได้บ่อยขึ้น ๆ จนลืมรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้อีกหลาย ๆ ครั้ง และมันก็ทำให้ผมเข้าใจความหมายและความสำคัญของการ “เจริญสติ” มากขึ้นไปอีก ผมหวังว่านิทานธรรมะก่อนนอนเรื่องนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อทุก ๆ คน โดยเฉพาะการนำไปเชื่อมโยงเพื่อแนะนำเด็กเกี่ยวกับการเจริญสติต่อไปในอนาคต และหวังว่าเด็ก ๆ จะชอบเรื่องราวผจญภัยในนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้

กาลครั้งหนึ่ง มียักษ์ใจร้ายตนหนึ่งบุกมาที่พระราชวังของพระราชินีและเจ้าชายองค์น้อยที่มีกันอยู่เพียงสองคนแม่ลูก ยักษ์จับตัวพระราชินีไป เจ้าชายองค์น้อยอยากช่วยแม่ พระองค์จึงปรึกษาแม่นม จนทราบว่าโอกาสเอาชนะยักษ์เป็นเรื่องที่ยากมาก ยกเว้นเจ้าชายจะนำดาบต้องห้ามไปใช้ในการต่อสู้

ดาบต้องห้ามเป็นดาบวิเศษที่สามารถใช้ฟันอะไรให้ขาดก็ได้แม้กระทั่งดวงอาทิตย์! ซึ่งหลังจากใช้ดาบครบ 3 ครั้งดาบก็จะสลายไป แต่ในดาบต้องห้ามมีวิญญาณร้ายที่ชอบยุให้นำดาบไปใช้ทำเรื่องเลวร้าย พระราชินีผู้มักสอนให้เจ้าชาย“รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้” จึงไม่เคยคิดใช้ดาบเล่มนี้เลย

เจ้าชายตัดสินใจนำดาบไปช่วยแม่ โดยเจ้าชายสัญญากับตัวเองว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะใช้ดาบอย่างระมัดระวังและรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ดังคำที่แม่พร่ำสอน

เมื่อเจ้าชายเดินทางเข้าป่า พระองค์พบราชสีห์หิมะถูกเถาวัลย์อาคมของยักษ์รัดตัวจนกระดุกกระดิกไม่ได้ เมื่อเจ้าชายเห็นราชสีห์ พระองค์ก็เงื้อดาบเตรียมฟัน วิญญาณร้ายในดาบรีบยุให้เจ้าชายฟันราชสีห์ให้ตาย แต่เสียงของแม่เตือนให้เจ้าชายรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้

เจ้าชายฟันดาบฉับเดียว ราชสีห์หลับตาปี๋ แต่ดาบไม่โดนตัวราชสีห์เลยแม้สักนิด มันตัดเถาวัลย์ขาดหมด ทำให้ราชสีห์เป็นอิสระ ราชสีห์จึงอาสาพาเจ้าชายไปยังภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งปราสาทของยักษ์ใจร้าย

เมื่อราชสีห์พาเจ้าชายไปถึงตีนเขา ราชสีห์ให้เจ้าชายเดินทางขึ้นไปบนภูเขาเอง เพราะทางเดินเล็กเกินกว่าที่ราชสีห์จะเดินขึ้นไปได้ ระหว่างทาง เจ้าชายพบทหารยามที่ถูกยักษ์ใจร้ายใช้เวทมนตร์บงการให้คอยทำร้ายคนที่บุกขึ้นมาบนภูเขา เมื่อเหล่าทหารเห็นเจ้าชาย พวกเขาก็หยิบอาวุธตรงเข้ามาหมายจะทำร้าย เจ้าชายเงื้อดาบขึ้น วิญญาณร้ายในดาบรีบยุให้เจ้าชายฟันทหารให้ตาย แต่เสียงของแม่เตือนให้เจ้าชายรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ เจ้าชายจึงใช้ดาบฟันมนตร์ดำที่ครอบคลุมร่างของทหารเหล่านั้นและทำให้ผู้คนเหล่านั้นเป็นอิสระ

ผู้คนเหล่านั้นเดิมเคยทำงานอยู่ในปราสาทของเจ้ายักษ์ แต่ก่อนยักษ์ใจร้ายไม่เคยทำร้ายใคร จนกระทั่งแม่ของยักษ์มีเนื้อร้ายงอกขึ้นมาเกาะกินหัวใจ เจ้ายักษ์จึงเริ่มเครียด, มีอารมณ์ฉุนเฉียวและค้นตำราจนพบว่าต้องจับพระราชินี 100 องค์มาต้มเป็นยา แม่ยักษ์จึงจะหายจากอาการป่วย

นอกจากนี้ ผู้คนที่เคยทำงานในปราสาทของยักษ์ ยังบอกเจ้าชายว่า คุกที่ขังพระราชินีอยู่ที่ด้านล่างของปราสาท ส่วนห้องนอนของยักษ์กับแม่ยักษ์อยู่ที่หอคอยด้านบน ผู้คนเหล่านั้นแนะนำให้เจ้าชายใช้ดาบฟันกุญแจคุก เพราะมันเป็นกุญแจที่ไม่มีใครไขได้นอกจากเจ้ายักษ์ แต่วิญญาณร้ายในดาบกลับยุให้เจ้าชายเอาดาบไปฆ่ายักษ์

เจ้าชายลังเลใจอยู่ชั่วขณะ พลันเจ้าชายได้ยินเสียงของแม่เตือนให้พระองค์รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ เจ้าชายจึงมุ่งหน้าไปยังปราสาทของยักษ์ และทำสิ่งที่ไม่มีใครคิดคาด

เจ้าชายไม่เดินลงไปที่คุก แต่กลับขึ้นบันไดไปยังหอคอยด้านบน วิญญาณร้ายดีใจที่ยุเจ้าชายได้สำเร็จ

แต่เมื่อไปถึงชั้นบน แทนที่เจ้าชายจะเข้าไปในห้องนอนของยักษ์ พระองค์กลับเลี้ยวไปยังห้องแม่ของยักษ์ จากนั้น เงื้อดาบฟันฉับไปเพียงครั้งเดียว

ดาบของเจ้าชายตัดเอา “เนื้อร้าย” ที่เกาะกินหัวใจแม่ยักษ์ โดยร่างกายของแม่ยักษ์ไม่ได้รับอันตรายเลยแม้สักนิด ใช่แล้ว เจ้าชายไม่ได้ทำร้ายแม่ยักษ์ พระองค์ทรงช่วยเหลือแม่ยักษ์และยังคงรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ได้

เช้าวันต่อมา ยักษ์ใจร้ายตื่นนอนด้วยความแปลกใจ เพราะแม่ยักษ์เดินมาลูบศีรษะของมัน แล้วเล่าเรื่องที่เจ้าชายเลือกไม่ช่วยแม่ของตัวเอง, เลือกไม่ทำร้ายยักษ์ผู้เป็นศัตรู แต่เลือกรักษาแม่ของศัตรูที่ป่วยให้ลูกชายฟัง จากนั้น แม่ยักษ์ก็บอกลูกชายว่า “ลูกจำได้ไหม…แม่เองก็เคยบอกลูกเสมอ ให้รักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ ลูกลืมไปแล้วหรือเปล่า”

ยักษ์ใจร้ายรู้สึกผิดที่มันลืมสิ่งที่แม่สอน

ยักษ์ผู้สำนึกผิดมองเจ้าชายองค์น้อยแล้วรีบขอโทษเจ้าชายทันที จากนั้น มันก็ปล่อยพระราชินีออกจากคุก แล้วพาทุกคนกลับไปส่งที่เมืองอย่างไม่รอช้า

พระราชินีดีใจที่รอดชีวิต แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือ พระองค์ดีใจที่เจ้าชายรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม

แม่ทุกคนก็คงต้องการเพียงเท่านี้ ต้องการให้ลูกรักษาหัวใจที่ดีงามเอาไว้ เพราะมันเป็นสิ่งมีค่าที่จะทำให้ลูกของแม่เป็นที่รักของคนทุกคนตลอดไป

#นิทานนำบุญ

…………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง ยอดมนุษย์หิ่งห้อย

นิทานตลก ๆ ก่อนนอน เรื่อง “ยอดมนุษย์หิ่งห้อย” เป็นนิทานเกี่ยวกับยอดมนุษย์ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งลงในนิตยสารขวัญเรือน โดยแต่งเป็นชุดนิทานจำนวน 5 ตอน แบบจบในตอน ซึ่งเมื่อนำนิทานชุดนี้มาลงในเพจนิทานนำบุญ ปรากฏว่าเด็ก ๆ ชอบมาก ด้วยเหตุนี้ ผมจึงนำนิทานทั้งหมดมาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ โดยรวมเอาไว้เป็นชุดให้อ่านอย่างต่อเนื่อง หวังว่าทุก ๆ คนจะชอบนิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ ชุดนี้นะครับ

นิทานเรื่อง ยอดมนุษย์สุดกิ๊กก๊อก

‘ศาสตราจารย์เยลลี่’ เป็นนักวิทยาศาสตร์รูปหล่อที่ใฝ่ฝันอยากจะมีพลังพิเศษเช่นเดียวกับยอดมนุษย์ทั้งหลายซึ่งเขาหลงใหลมาตั้งแต่ยังเด็ก    วันทั้งวัน…ศาสตราจารย์เยลลี่จะหมกตัวอยู่แต่ในห้องทดลอง  แล้วพยายามผสมสารเคมีต่าง ๆ  เพื่อค้นหาสูตรยามหัศจรรย์ ที่จะทำให้เขาสามารถแปลงร่างเป็นยอดมนุษย์ได้ดังใจปรารถนา

จนกระทั่งวันหนึ่ง  ศาสตราจารย์เยลลี่ก็คิดค้นสูตรยาแปลงกายได้สำเร็จ   ยาดังกล่าวเป็นสารเคมีที่สังเคราะห์มาจากแมลงชนิดหนึ่งซึ่งหากินในเวลากลางคืน   เมื่อศาสตราจารย์เยลลี่อยากแปลงร่าง  เขาก็เพียงแต่ดื่มยานี้เข้าไป แล้วทำท่าพร้อมกับส่งเสียงร้องตามแบบในหนังโทรทัศน์ที่ว่า  “ขอถูก้นให้ร้อนสุด ๆ เพื่อแปลงร่างเป็นยอดมนุษย์หิ่งห้อย”   เพียงเท่านี้…ร่างกายของเขาก็จะกลายสภาพเป็น ’หิ่งห้อยแมน’  ยอดมนุษย์ในตระกูลเดียวกับพวกมดเขียวมดแดงที่ใคร ๆ ต่างก็นิยมชมชอบ

เมื่อผู้คนรู้ว่าศาสตราจารย์เยลลี่สามารถแปลงกายเป็นยอดมนุษย์ได้   ใครต่อใครในหมู่บ้านจึงพากันฝากความหวังที่จะให้หิ่งห้อยแมนคนนี้ ช่วยปกป้องพวกเขาจากภยันตรายต่าง ๆ   

อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าศาสตราจารย์เยลลี่จะกลายเป็นยอดมนุษย์หิ่งห้อยได้อย่างที่ฝันเอาไว้  แต่เขากลับเป็นยอดมนุษย์ที่แทบจะไม่มีพลังพิเศษใด ๆ เลยแม้สักนิด  เขาบินไม่ได้เหมือนซูเปอร์แมน   วิ่งเร็วไม่เท่ากับมนุษย์สายฟ้า   สื่อสารกับสัตว์น้ำไม่ได้เหมือนกับเจ้าสมุทร  ไม่มีลูกเตะพิฆาตเช่นเดียวกับมดแดงทั้งหลาย  แต่พลังพิเศษเพียงอย่างเดียวที่เขามีก็คือ พลังในการเปล่งแสงวิบ ๆ วับ ๆ ออกมาจากก้นของเขาเท่านั้น ซึ่งมันก็ทำให้เขากลายเป็นยอดมนุษย์ที่ดูกิ๊กก๊อกที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับยอดมนุษย์คนอื่น ๆ ที่คอยช่วยเหลือผู้คนอยู่ในโลกใบนี้

วันหนึ่ง  เกิดเหตุร้ายขึ้นในหมู่บ้านของศาสตราจารย์เยลลี่    เมื่อตำรวจและชาวบ้านทราบข่าวว่ากองโจรที่โหดร้ายที่สุดวางแผนจะบุกเข้ามาปล้นทรัพย์สินเงินทองของชาวบ้าน   ซึ่งหลังจากที่กรมตำรวจได้ประเมินสถานการณ์แล้ว  ทุก ๆ คนจึงลงความเห็นว่า เหตุร้ายในครั้งนี้หนักหนาเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะสามารถรับมือเอาไว้ได้   ดังนั้น  พวกเขาจึงพร้อมใจกันเดินทางมาขอความช่วยเหลือจากยอดมนุษย์เพียงคนเดียวที่พวกเขารู้จัก  ซึ่งก็คือศาสตราจารย์เยลลี่หรือหิ่งห้อยแมนนั่นเอง

แม้ว่าศาสตราจารย์เยลลี่ไม่มั่นใจว่าตนเองจะสามารถปกป้องชาวบ้านได้หรือไม่  แต่ด้วยหัวใจของผู้พิทักษ์ความถูกต้อง   ศาสตราจารย์เยลลี่จึงรับปากที่จะจัดการกับพวกโจรป่าเหล่านั้น ด้วยพลังยอดมนุษย์เท่าที่เขามีอยู่

หลังจากที่ตำรวจและชาวบ้านเดินทางกลับไปแล้ว   ศาสตราจารย์เยลลี่จึงนั่งลงรวบรวมสมาธิ  พลางคิดประเมินความสามารถของตนเองว่า เมื่อหิ่งห้อยแมนเป็นยอดมนุษย์ที่ไม่มีพลังพิเศษเหมือนกับยอดมนุษย์คนอื่น ๆ   หนทางเดียวที่เขาจะเอาชนะพวกโจรได้  ก็คือการใช้สมองจัดการกับกองโจรที่แสนร้ายกาจ

ศาสตราจารย์เยลลี่พยายามคิด…คิด…แล้วก็คิด    ในที่สุด  เขาก็ค้นพบวิธีแปลก ๆ ที่น่าจะใช้หยุดยั้งพวกโจรร้ายได้สำเร็จ

คืนวันนั้น    ศาสตราจารย์เยลลี่รีบดื่มยาแปลงกาย  แล้วทำท่าพร้อมกับส่งเสียงร้องว่า “ขอถูก้นให้ร้อนสุด ๆ เพื่อแปลงร่างเป็นยอดมนุษย์หิ่งห้อย”   ซึ่งเมื่อเขากลายร่างเป็นยอดมนุษย์หิ่งห้อยแล้ว เขาก็จัดการปีนต้นไม้ไปดักรอกองโจรอยู่ที่ปากทางเข้าของหมู่บ้าน   

ท่ามกลางความเงียบสงัดในคืนเดือนมืด  บรรยากาศบริเวณนั้นดูวังเวงจนชวนให้รู้สึกอกสั่นขวัญแขวน    หลังจากที่ยอดมนุษย์หิ่งห้อยเฝ้ารอพวกโจรอยู่นานถึง 5 ชั่วโมง  ในที่สุด  เหล่ากองโจรที่แสนโหดเหี้ยมก็ปรากฏตัวขึ้น และพากันเดินตรงเข้ามายังหมู่บ้านอย่างเงียบกริบ

ทันทีที่หิ่งห้อยแมนเห็นพวกโจรเดินตรงเข้ามา  เขาก็จัดการเปล่งแสงไฟกระพริบวิบวับออกมาจากก้นของเขาตามแผนที่วางเอาไว้   จากนั้น  เขาก็แกล้งดัดเสียงเป็นผู้หญิง  แล้วร้องโหยหวนว่า  ”อยากกินเลือด…อยากกินเลือด”  ไม่ยอมหยุด   

แสงไฟกระพริบวิบวับ  ประกอบกับเสียงร้องที่โจรได้ยิน  ทำให้พวกโจรเกิดการเข้าใจผิดคิดว่ายอดมนุษย์หิ่งห้อยเป็นผีกระสือที่มาดักรอกินเลือดของพวกโจรทั้งหลาย

โจรร้ายตัวสั่นเป็นจ้าวเข้า  บางคนถึงกับฉี่ราดเลอะเทอะไปหมด   และทันทีที่พวกโจรตั้งสติได้  พวกโจรก็พากันเผ่นแน่บและไม่คิดที่จะเฉียดกรายเข้าใกล้หมู่บ้านแห่งนั้นอีกเลย

ในที่สุด  ยอดมนุษย์หิ่งห้อยก็สามารถปกป้องหมู่บ้านได้เป็นผลสำเร็จ  แม้ยอดมนุษย์หิ่งห้อยอาจจะไม่มีพลังพิเศษเช่นเดียวกับยอดมนุษย์คนอื่น ๆ   แต่พลังแห่งสติปัญญาของเขานั้นนับได้ว่าไม่เป็นสองรองใครแน่ ๆ 

และนี่คือเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์หนุ่มที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นยอดมนุษย์   แม้เขาจะได้เป็นยอดมนุษย์สมดังความมุ่งหวังแล้วก็ตาม  แต่ภารกิจในการช่วยเหลือผู้คนยังมีอีกมาก   พวกเราคงต้องคอยให้กำลังใจยอดมนุษย์ซึ่งมีพลังพิเศษเพียงน้อยนิดคนนี้กันต่อไป

สู้ต่อไปเถอะนะ….ยอดมนุษย์หิ่งห้อย

นิทานเรื่อง  ปัญญาคืออาวุธ

‘ศาสตราจารย์เยลลี่’ เป็นนักวิทยาศาสตร์รูปหล่อที่ใคร ๆ ต่างก็รู้จักเขาดีในนามของ ‘หิ่งห้อยแมน’ หรือ ‘ยอดมนุษย์หิ่งห้อย”    

แม้ว่าหิ่งห้อยแมนจะเป็นยอดมนุษย์ที่แทบจะไม่มีพลังพิเศษใด ๆ เช่นเดียวกับยอดมนุษย์คนอื่น ๆ    แต่ด้วยความเฉียบคมในการใช้สติปัญญาแก้ปัญหาต่าง ๆ    หิ่งห้อยแมนจึงกลายเป็นพระเอกขวัญใจของเด็ก ๆ และผู้คนทั้งหลายได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

วันหนึ่ง  ศาสตราจารย์เยลลี่ได้รับจดหมายจากเหล่าภูตน้ำจอมเกเร ที่มีเวลาว่างมากเกินไปจึงคิดจะแกล้งให้ยอดมนุษย์เจ้าปัญญาเสียหน้าเล่น  จดหมายดังกล่าวแจ้งไว้ว่า  เหล่าภูตน้ำได้ทำการจับเด็ก ๆ เอาไว้เป็นตัวประกัน  ซึ่งหากยอดมนุษย์หิ่งห้อยอยากจะให้พวกมันปล่อยเด็ก ๆ   ยอดมนุษย์หิ่งห้อยจะต้องหาวิธีต้มน้ำให้แข็งให้ได้!

ศาสตราจารย์เยลลี่ถึงกับต้องนั่งกุมขมับเมื่ออ่านข้อความจบ  เพราะตามปกติแล้ว…โลกของเราจะมีน้ำอยู่ 3 แบบ คือน้ำธรรมดา, น้ำแข็งและไอน้ำ   เมื่อเรานำน้ำธรรมดาไปไว้ในที่ที่เย็นจัด  น้ำธรรมดาก็จะกลายสภาพเป็นน้ำแข็ง   แต่เมื่อเราเอาน้ำธรรมดามาต้ม   น้ำก็เดือดปุด ๆ แล้วกลายสภาพเป็นไอน้ำสีขาว ๆ ก่อนที่จะลอยขึ้นไปรวมตัวกันเป็นก้อนเมฆอยู่บนฟากฟ้า   ดังนั้น  การต้มน้ำให้แข็งจึงเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม  ด้วยหัวใจของผู้พิทักษ์ความถูกต้อง  หิ่งห้อยแมนจึงไม่อาจดูดายและปล่อยให้เด็ก ๆ ต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของเหล่าภูตน้ำจอมเกเรต่อไปได้   ด้วยเหตุนี้   ศาสตราจารย์เยลลี่จึงตัดสินใจดื่มยาแปลงกาย  แล้วส่งเสียงร้องว่า “ขอถูก้นให้ร้องสุด ๆ  เพื่อแปลงร่างเป็นยอดมนุษย์หิ่งห้อย” ซึ่งหลังจากที่ศาสตราจารย์เยลลี่แปลงกายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เขาก็เริ่มต้นออกเดินทาง ไปยังดินแดนของภูตน้ำจอมเกเรทันที

ยอดมนุษย์หิ่งห้อยค่อย ๆ บินเรี่ยไปกับพื้นเท่าที่พลังของเขามีอยู่   แสงไฟกระพริบที่ก้นของยอดมนุษย์หิ่งห้อยบ่งบอกว่าเขากำลังใช้สมองคิดหาวิธีช่วยเหลือเด็ก ๆ อย่างสุดความสามารถ   หิ่งห้อยแมนพยายามคิด…คิด…แล้วก็คิด   แต่การคิดทำเรื่องฝืนธรรมชาติอย่างการต้มน้ำให้แข็งนี้  ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้เอาเสียจริง ๆ   แต่อย่างไรก็ตาม  ยอดมนุษย์ผู้เป็นที่รักของทุก ๆ คนก็ยังไม่ยอมละความพยายาม   เขายังคงครุ่นคิดต่อไปจนกระทั่งแสงสว่างเข้ามาแทนที่ราตรีอันมืดมิด

เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น  พวกไก่กุ๊ก ๆ ก็พากันส่งเสียงร้องทักทายยามเช้าจนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั้งป่า   และในชั่วเสี้ยววินาทีนั้นเอง   ความคิดที่แสนวิเศษก็สว่างวาบขึ้นในสมองของยอดมนุษย์หิ่งห้อยโดยที่เขาเองก็คาดไม่ถึง

ในที่สุด…ยอดมนุษย์หิ่งห้อยก็ค้นพบวิธีที่จะทำให้เขาสามารถต้มน้ำให้แข็งได้สำเร็จ   เขารีบแวะเข้าไปยังหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ที่สุดเพื่อเตรียมข้าวของในการต้มน้ำ  จากนั้น  เขาก็มุ่งหน้าไปยังดินแดนของเหล่าภูตน้ำจอมเกเรอย่างไม่รอช้า

เมื่อเด็ก ๆ เห็นหิ่งห้อยแมนเดินทางมาช่วยพวกเขา  เด็ก ๆ ก็พากันส่งเสียงร้องเรียกพระเอกของตนจนภูตน้ำทั้งหลายเริ่มหมั่นไส้    พวกภูตน้ำยังไม่รู้ว่ายอดมนุษย์หิ่งห้อยสามารถคิดวิธีต้มน้ำให้แข็งได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  พวกมันจึงพูดจาถากถางให้ยอดมนุษย์ผู้มีปัญญาเฉียบแหลมรีบแสดงการต้มน้ำให้พวกมันดู    

เมื่อยอดมนุษย์หิ่งห้อยได้ฟังถ้อยคำของเหล่าภูตจอมเกเร   เขาจึงจัดการรินน้ำที่เตรียมมา ใส่ลงในขวดแก้วที่ใช้ในห้องวิทยาศาสตร์  จากนั้น  เขาก็นำขวดแก้วขึ้นตั้งไฟแล้วบอกให้พวกภูตน้ำจ้องมองน้ำในขวดเอาไว้ให้ดี  

เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ  เช่นเดียวกับความร้อนที่ค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ    แต่แทนที่น้ำในขวดจะกลายสภาพเป็นไอน้ำดังเช่นที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ   น้ำในขวดของหิ่งห้อยแมนกลับเปลี่ยนสภาพกลายเป็นของแข็งสีขาว จนทำให้เหล่าภูตที่มีเวลาว่างมากเกินไปตกใจถึงกับหงายหลัง

ยอดมนุษย์หิ่งห้อยไม่ยอมเปิดเผยให้เหล่าภูตน้ำจอมเกเรได้ล่วงรู้ถึงวิธีที่เขาใช้ในการต้มน้ำให้กลายเป็นของแข็ง  เพราะยอดมนุษย์ของเราอยากจะทิ้งปริศนานี้ไว้ให้เหล่าภูตทั้งหลายได้ขบคิด เพื่อที่พวกมันจะได้ไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะหาเรื่องกับใคร ๆ ได้อีก 

เมื่อพระเอกของเราสามารถใช้สมองเอาชนะคำท้าทายของเหล่าภูตได้แล้ว  เขาจึงพาเด็ก ๆ กลับไปส่งบ้านทีละคน ๆ  จนเหลือเด็กเพียงสองคนสุดท้ายที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกับเขา

แน่นอน..เด็กชายหญิงทั้งสองต่างก็อยากรู้ความลับที่พระเอกของพวกเขาใช้ในการต้มน้ำให้แข็ง   และหิ่งห้อยแมนเองก็ใจดีกับเด็ก ๆ เสมอ    ด้วยเหตุนี้   หิ่งห้อยแมนจึงแอบเปิดเผยให้เด็กน้อยทั้งสองทราบว่า  แท้จริงแล้วน้ำที่อยู่ในขวดนั้นไม่ใช่น้ำธรรมดา  แต่มันเป็นน้ำจากไข่ของไก่กุ๊ก ๆ ที่เราเรียกมันว่าไข่ขาว!   ซึ่งเมื่อไข่ขาวได้รับความร้อน  ไข่ขาวก็จะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นของแข็งอย่างที่เด็ก ๆ เห็นนั่นเอง

เด็กทั้งสองดีใจมากที่ได้รู้ความลับในการการปราบภูตน้ำ  พวกเขาสัญญาว่าจะเก็บความลับนี้ไว้ไม่ให้เหล่าภูตล่วงรู้โดยเด็ดขาด   

และนี่คือเรื่องราวของยอดมนุษย์ที่มีพลังพิเศษเพียงน้อยนิดแต่มีความคิดที่แสนวิเศษ    แม้ว่าเขาจะสามารถปกป้องเด็กๆ จากภูตน้ำจอมเกเรได้สำเร็จ  แต่ภารกิจในการช่วยเหลือผู้คนยังมีอีกมาก   พวกเราคงต้องคอยให้กำลังพระเอกของเรากันต่อไป

สู้ต่อไปเถอะนะ….ยอดมนุษย์หิ่งห้อย

นิทานเรื่อง ปิศาจมือกรรไกร

นานมาแล้ว มีปิศาจตนหนึ่งชื่อว่า ‘ชับชับ’   ชับชับเป็นปิศาจที่มีมือทั้งสองข้างเป็นกรรไกรขนาดใหญ่   มือของเขาสามารถตัดทุกสิ่งทุกอย่างให้ขาดได้แม้กระทั่งก้อนหินหรือเหล็กกล้า และด้วยอานุภาพของมือกรรไกรอันคมกริบ   ชับชับจึงมักจะที่ยวท้าประลองฝีมือกับยอดมนุษย์ทั้งหลายโดยไม่เกรงกลัวใคร ๆ ทั้งสิ้น

ยอดมนุษย์จอมพลัง, ยอดมนุษย์สายฟ้า และเหล่ายอดมนุษย์ที่มีชื่อเสียงต่างเพลียงพล้ำพ่ายแพ้ชับชับทีละคนสองคน ทุกครั้งที่ชับชับตวัดกรรไกรตวัดกรรไกรต่อสู้กับเหล่ายอดมนุษย์ คมกรรไกรของเขาจะเฉือนเสื้อผ้าและผมเผ้าของยอดมนุษย์เหล่านั้นจนขาดวิ่นแหว่งเว้ากันไปหมด นับวัน,,,เจ้าปิศาจมือกรรไกรก็ยิ่งมั่นใจในฝีมือของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุด ชับชับก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะใช้ความสามารถที่แสนร้ายกาจของตนเองในการทำเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ    

เมื่อผีเสื้อนารีซึ่งเป็นยอดมนุษย์สุภาพสตรีที่มีหูตากว้างไกลล่วงรู้ถึงความคิดของชับชับ   เธอจึงไหว้วานให้ผีเสื้อตัวน้อยรีบบินไปขอความช่วยเหลือจากยอดมนุษย์ที่เธอยกย่อง

แม้ยอดมนุษย์ที่ผีเสื้อนารีหวังพึ่งจะไม่พลังพิเศษเพียงพอในการต่อกรกับเจ้าปิศาจที่แสนร้ายกาจ  แต่ด้วยหัวใจของผู้พิทักษ์ความถูกต้องและพลังแห่งสติปัญญาที่ยากจะหาใครเทียบได้   ผีเสื้อนารีจึงมั่นใจว่า  ‘ยอดมนุษย์หิ่งห้อย’ จะสามารถหยุดยั้งความคิดของปิศาจมือกรรไกรได้สำเร็จ

ทันทีที่ยอดมนุษย์หิ่งห้อยในร่างของนักวิทยาศาสตร์รูปหล่อได้รับการแจ้งข่าวจากเจ้าผีเสื้อตัวน้อยพระเอกขวัญใจของเด็ก ๆ ก็รีบดื่มยาแปลงกาย แล้วส่งเสียงร้องว่า  “ขอถูก้นให้ร้อนสุด ๆ  เพื่อแปลงร่างเป็นยอดมนุษย์หิ่งห้อย”  ซึ่งเมื่อเขาแปลงกายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ยอดมนุษย์ผู้ชาญฉลาดจึงเริ่มต้นวิเคราะห์ข้อมูลของปิศาจมือกรรไกรเพื่อหาจุดอ่อนของคู่ต่อสู้

ยอดมนุษย์หิ่งห้อยพยายามรวบรวมข้อมูลทั้งหมดและคิดหาวิธีจัดการกับปิศาจอย่างรอบคอบที่สุด เขาใช้เวลาใคร่ครวญอยู่พักใหญ่จนเกิดแสงไฟกระพริบวิบวับที่ก้นของเขา  และแล้ว…ยอดมนุษย์หิ่งห้อยก็ตัดสินใจที่จะขอความช่วยเหลือจากเด็ก ๆ  เพื่อช่วยให้แผนการของเขาสัมฤทธิผล

เมื่อยอดมนุษย์หิ่งห้อยและกลุ่มเด็ก ๆ เดินทางไปพบกับชับชับ  ยอดมนุษย์หิ่งห้อยก็แกล้งยั่วโมโหปิศาจยอดเก่งด้วยการกล่าวหาว่า ชับชับเป็นปิศาจด้อยฝีมือที่ไม่มีทางเอาชนะได้แม้กระทั่งเด็กตัวเล็ก ๆ  

ชับชับโกรธมากจึงเผลอท้าทายให้ยอดมนุษย์หิ่งห้อยทำการพิสูจน์   และเมื่อชับชับหลงกลติดกับที่ยอดมนุษย์หิ่งห้อยวางเอาไว้  ยอดมนุษย์หิ่งห้อยผู้ชาญฉลาดจึงบอกให้ชับชับเลือกคู่ต่อสู้ได้ด้วยตนเอง แต่เด็กที่ถูกเลือกมีสิทธิ์เป็นคนกำหนดวิธีในการแข่งขัน โดยผู้พ่ายแพ้ในการต่อสู้ครั้งนี้ จะต้องยอมทำตามคำสั่งของผู้ชนะทุก ๆ อย่าง

ชับชับยอมรับกติกาทั้งหมดด้วยความโมโห  เขาเลือกเด็กออกมาคนหนึ่งอย่างเสียไม่ได้  ส่วนเด็กที่เป็นตัวแทนก็เลือกวิธีการแข่งขันที่ดูธรรมดาที่สุด  นั่นก็คือการแข่งขันเป่ายิ้งฉุบตามแบบที่เด็ก ๆ ชอบ

กติกาในการแข่งขันมีอยู่ว่า  ผู้ที่เป่ายิ้งฉุบชนะฝ่ายตรงข้ามครบสามครั้งก่อนจะถือว่าเป็นผู้ชนะ  ซึ่งเมื่อชับชับเป่ายิงฉุบแข่งกับเด็ก    ตัวแทนของเด็ก ๆ ก็สามารถเอาชนะชับชับได้อย่างง่ายดายด้วยการออก ค้อน..ค้อน…แล้วก็ค้อน  

เจ้าปิศาจมือกรรไกรที่ออกได้แต่กรรไกรเพิ่งรู้ว่า ตนเองได้หลงกลของยอดมนุษย์หิ่งห้อยและเด็ก ๆ เข้าให้เสียแล้ว  แต่เมื่อแพ้ก็ต้องยอมรับว่าแพ้  ชับชับจึงทำตามคำสัญญาโดยให้ผู้ชนะสั่งให้เขาทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา

สิ่งที่ตัวแทนของเด็ก ๆ ต้องการก็คือ  เขาอยากให้ชับชับเลิกคิดที่จะใช้ความสามารถไปทำในสิ่งที่เลวร้าย   แต่ในทางกลับกัน  เด็กน้อยอยากให้ชับชับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มยอดมนุษย์และใช้ฝีมือของตนเองช่วยทำให้ทุก ๆ คนมีความสุข

ปิศาจมือกรรไกรอย่างชับชับยอมทำตามคำของร้องของเด็ก ๆ โดยไม่มีเงื่อนไข   นับจากวันนั้น  โลกของยอดมนุษย์ก็มีพระเอกคนใหม่ ที่คอยใช้มือกรรไกรของเขาตัดแต่งต้นไม้, ตัดกระดาษเป็นของเล่นให้เด็ก ๆ และทำความดีช่วยเหลือผู้คนทั้งหลายอีกสารพัด

ยอดมนุษย์หิ่งห้อยดีใจที่ตนสามารถทำให้ปิศาจที่มีฝีมือร้ายกาจกลับกลายมาเป็นยอดมนุษย์คนใหม่ได้สำเร็จ    และนี่คือเรื่องราวของยอดมนุษย์ที่มีพลังพิเศษเพียงน้อยนิดแต่มีความคิดที่แสนวิเศษ  แต่ภารกิจในการช่วยเหลือผู้คนยังมีอีกมาก   พวกเราคงต้องคอยให้กำลังพระเอกของเรากันต่อไป

สู้ต่อไปเถอะนะ….ยอดมนุษย์หิ่งห้อย

นิทานเรื่อง แผนปราบปิศาจไฟ

ศาสตราจารย์เยลลี่หรือที่รู้จักกันดีในนามของ‘ยอดมนุษย์หิ่งห้อย’ เป็นนักวิทยาศาสตร์รูปหล่อผู้ค้นพบสูตรยาแปลงกาย ซึ่งทำให้เขาสามารถแปลงร่างเป็นยอดมนุษย์ได้เป็นผลสำเร็จ

แม้ยอดมนุษย์หิ่งห้อยจะไม่มีพลังพิเศษเช่นเดียวกับยอดมนุษย์คนอื่น ๆ  แต่ด้วยความสามารถในการใช้สติปัญญาเพื่อแก้ปัญหา  ใครต่อใครจึงยอมรับว่ายอดมนุษย์หิ่งห้อยเป็นยอดมนุษย์ที่เก่งกาจไม่แพ้ยอดมนุษย์คนใดในโลก

วันหนึ่ง  มีปิศาจซึ่งร่างกายลุกโชนไปด้วยเปลวไฟออกอาละวาดจนทำให้ผู้คนเสียขวัญกันไปทั่ว  ยอดมนุษย์ที่มีพลังพิเศษทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นยอดมนุษย์จอมพลัง ยอดมนุษย์สายฟ้าหรือแม้แต่ยอดมนุษย์มือกรรไกร (ซึ่งเป็นปิศาจกลับใจที่มีฝีมือเหนือกว่ายอดมนุษย์ทั่วไปหลายร้อยเท่า) ต่างก็พยายามหาวิธีจัดการกับเจ้าปิศาจไฟที่แสนร้ายกาจ  แต่พวกเขากลับไม่สามารถต้านทานพลังไฟอันร้อนระอุของเจ้าปิศาจไฟเอาไว้ได้   และก่อนที่เจ้าปิศาจจะทำสิ่งที่เลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่  ผีเสื้อนารีซึ่งเป็นยอดมนุษย์สุภาพสตรีจึงตัดสินใจกางปีกแสนสวย แล้วรีบบินไปขอความช่วยเหลือจากยอดมนุษย์หิ่งห้อยผู้มีสติปัญญาอันเฉียบแหลม

เมื่อศาสตราจารย์เยลลี่ได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น  เขาก็ดื่มยาแปลงกาย แล้วส่งเสียงร้องว่า “ขอถูก้นให้ร้อนสุด ๆ เพื่อแปลงร่างเป็นยอดมนุษย์หิ่งห้อย”  ซึ่งหลังจากที่ศาสตราจารย์เยลลี่แปลงกายเป็นยอดมนุษย์หิ่งห้อยเรียบร้อยแล้ว  เขาก็ตั้งต้นขบคิดหาวิธีจัดการกับปิศาจไฟอย่างไม่รอช้า

การที่จะจัดการกับเจ้าปิศาจซึ่งมีร่างกายเป็นไฟนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  เพราะหากคิดจะดับไฟที่ตัวของเจ้าปิศาจด้วยการใช้น้ำ  เมื่อน้ำหมด  ปิศาจไฟก็คงจะสามารถสร้างไฟให้ลุกโชนขึ้นมาได้อีก  ยอดมนุษย์หิ่งห้อยจำเป็นต้องใช้สติปัญญาคิดหาหนทางอย่างรอบคอบที่สุด  และหลังจากการใช้ความคิดอยู่พักใหญ่  ในที่สุด เขาก็ค้นพบวิธีการที่น่าจะได้ผล

วิธีการของยอดมนุษย์หิ่งห้อยก็คือการให้ผีเสื้อราตรีไปท้าสู้กับเจ้าปิศาจไฟตัวร้าย  ถึงแม้ว่าฝีมือในเชิงหมัดมวยของผีเสื้อราตรีอาจจะเทียบไม่ได้กับพลังไฟของเจ้าปิศาจ  แต่ด้วยแผนการอันแยบยลของยอดมนุษย์ผู้ชาญฉลาด  ผีเสื้อราตรีจึงมั่นใจว่าสิ่งที่เธอจะทำต่อไปนี้น่าจะทำให้เธอเอาชนะปิศาจไฟได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ผีเสื้อราตรีเริ่มปฏิบัติการโดยมุ่งหน้าไปพบกับเจ้าปิศาจไฟตามแผน  จากนั้น  เธอก็แกล้งยั่วยุให้เจ้าปิศาจโมโห โดยเย้ยหยันว่ามันไม่มีทางเอาชนะผู้หญิงอย่างเธอได้  ซึ่งหลังจากที่ปิศาจไฟหลงกลติดกับ  ผีเสื้อนารีก็กางปีกทะยานขึ้นฟ้าเพื่อล่อให้เจ้าปิศาจไฟบินตามไปต่อสู้กับเธอในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น

หลายคนอาจจะคิดว่า การที่ผีเสื้อราตรีหลอกล่อเจ้าปิศาจให้ไปสู้กับเธอที่นอกโลกเป็นเพราะเธอไม่อยากให้ผู้คนทั้งหลายต้องโดนลูกหลงจากการต่อสู้   แต่จริง ๆ แล้ว  สาเหตุสำคัญที่จำเป็น ต้องล่อให้เจ้าปิศาจไฟตามออกไปนั้น เป็นเพราะในห้วงอวกาศเป็นที่ที่ไม่มีอากาศ  แต่การลุกไหม้ของไฟจำเป็นต้องใช้อากาศหรือก๊าซออกซิเจน  ดังนั้น เมื่อเจ้าปิศาจไฟหลงกลตามผีเสื้อราตรีออกไปนอกโลก  เปลวไฟตามตัวของมันจึงค่อย ๆ หรี่ลงและดับไปในที่สุด 

ทันทีที่ไฟตามเนื้อตัวของเจ้าปิศาจมอดลง  ผีเสื้อราตรีก็ตรงเข้าจัดการกับเจ้าปิศาจด้วยการตีด้วยหมัด..ซัดด้วยศอก..ตอกด้วยเข่า  จนเจ้าปิศาจสะบักสะบอมไปทั้งตัว  จากนั้น  เธอก็นำเจ้าปิศาจไปขังคุก ณ ดวงดาวสุดขอบของจักรวาล ซึ่งเป็นคุกที่ปราศจากก๊าซออกซิเจนอย่างสิ้นเชิง

ในที่สุด  แผนการของยอดมนุษย์หิ่งห้อยและฝีมือของผีเสื้อราตรีก็นำสันติสุขกลับคืนสู่มวลมนุษยชาติได้เป็นผลสำเร็จ  แต่ภารกิจที่ท้าทายเหล่ายอดมนุษย์ผู้รักความยุติธรรมยังมีอีกมาก  พวกเราคงต้องคอยให้กำลังใจพวกเขากันต่อไป          

สู้ต่อไปเถอะนะ…ยอดมนุษย์ทั้งหลาย

นิทานเรื่อง ยอดมนุษย์ตัวจริง

นับตั้งแต่วันที่ศาสตราจารย์เยลลี่ค้นพบวิธีแปลงกายเป็นยอดมนุษย์หิ่งห้อย   ชื่อเสียงของ เขาก็ขจรขจายจนเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว   แม้ว่าทั้งเด็ก ๆ และผู้ใหญ่ต่างยอมรับในความสามารถของยอดมนุษย์หิ่งห้อยกันโดยถ้วนหน้า   แต่ในมุมมองของเหล่ายอดมนุษย์แล้วนั้น  ยอดมนุษย์หิ่งห้อยดูจะเป็นยอดมนุษย์ซึ่งมีพลังพิเศษน้อยเกินกว่าที่เหล่าพระเอกทั้งหลายจะยอมรับได้   และด้วยเหตุนี้เอง   ยอดมนุษย์รุ่นเก่าจึงพากันร้องเรียนไปยังศาลยอดมนุษย์ เพื่อให้สถาบันแห่งความยุติธรรมช่วยตัดสินว่า หิ่งห้อยแมนมีความเหมาะสมที่จะเป็นยอดมนุษย์เพียงพอหรือไม่

เมื่อผู้พิพากษาแห่งศาลยอดมนุษย์ได้รับคำร้องเรียนดังกล่าว  ผู้พิพากษาผู้มีใบหน้าสีคล้ำและมีรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่กลางหน้าผาก จึงหาวิธีทดสอบความเหมาะสมในการเป็นยอดมนุษย์ ของหิ่งห้อยแมน ด้วยการยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้ยอดมนุษย์หิ่งห้อยลองคิดแก้ปัญหา

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า… ณ ดินแดนใต้ทะเลลึก  มีเหล่าเงือกกลุ่มสุดท้ายพำนักพักอาศัยโดยกินสาหร่ายสายรุ้งเป็นอาหาร    สาหร่ายสายรุ้งเป็นพืชหายากและเป็นอาหารเพียงชนิดเดียวของเหล่าเงือกน้อยใหญ่   ซึ่งการที่สาหร่ายสายรุ้งจะเจริญงอกงามได้ จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยจากมูลของสัตว์ร้ายใต้สมุทร   แต่ปัญหาก็คือ อาหารของสัตว์ร้ายใต้สมุทรกลับเป็นบรรดาเงือกที่ไร้พิษสงเหล่านั้น!   จากปัญหาที่วนเวียนกันอยู่นี้   ผู้พิพากษาจึงถามยอดมนุษย์หิ่งห้อยว่า  “ในฐานะของยอดมนุษย์ผู้พิทักษ์ความถูกต้อง   ท่านคิดว่าวิธีการใดน่าจะเป็นหนทางช่วยเหลือเหล่าเงือกที่เหมาะสมที่สุด?”  

ยอดมนุษย์หลายคนที่อยู่ในศาลยอดมนุษย์ต่างพากันประท้วงเมื่อได้ฟังแบบทดสอบที่ง่ายแสนง่ายของท่านผู้พิพากษา 

ยอดมนุษย์จอมพลังตะโกนออกมาว่า  “เพียงแค่กำจัดสัตว์ร้ายให้สิ้นซาก  พวกเงือกก็จะปลอดภัยไร้ปัญหา  คำถามแบบนี้ไม่เห็นจะต้องมาถามกันเลยนะท่าน”

ฝ่ายยอดมนุษย์ผู้รักสันติร้องเปรยออกมาบ้างว่า “หรือถ้าไม่อยากให้มีการฆ่าแกงกัน เราก็ย้ายสาหร่ายสายรุ้งไปปลูกเสียที่อื่น  แล้วก็พาเงือกน้อยที่แสนน่ารักตามไปด้วย  แค่นี้ทุกอย่างก็เรียบร้อย”

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่ายอดมนุษย์   ผู้พิพากษาและหิ่งห้อยแมนต่างนิ่งสงบและไม่ยอมโต้ตอบใด ๆ ทั้งสิ้น   ผู้พิพากษาสังเกตเห็นแสงไฟกระพริบวิบวับที่ก้นของยอดมนุษย์หิ่งห้อย ซึ่งบ่งบอกว่าเขากำลังครุ่นคิดหาวิธีช่วยเหล่าเงือกอย่างสุดความสามารถ 

เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่มีใครทราบ   และแล้ว…หิ่งห้อยแมนก็ร้องตอบผู้พิพากษาไปว่า “วิธีการช่วยเหลือที่น่าจะดีที่สุด  ก็คือการอยู่เฉย ๆ แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามเดิม”

ยอดมนุษย์ที่อยู่ในศาลแห่งนั้นพากันส่งเสียงโห่และพูดจาเหยียดหยามหิ่งห้อยแมนว่าเป็นยอดมนุษย์ที่ไร้ซึ่งความสามารถ   ส่วนผู้พิพากษาเองก็รู้สึกแปลกใจในคำตอบของยอดมนุษย์หิ่งห้อยอยู่ไม่น้อย   ด้วยเหตุนี้  ผู้พิพากษาจึงขอให้หิ่งห้อยแมนช่วยอธิบายเหตุผลที่เขาเลือกช่วยเหลือเหล่าเงือกทั้งหลายด้วยวิธีการดังกล่าว

หิ่งห้อยแมนอธิบายอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “การที่เหล่าเงือกมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะพวกเขามีสาหร่ายสายรุ้งเป็นอาหาร  ส่วนการที่สาหร่ายสายรุ้งงอกงามขึ้นมาได้นั้น  ก็ต้องพึ่งปุ๋ยจากมูลของสัตว์ร้ายใต้สมุทร  หากไม่มีสัตว์ร้ายใต้สมุทร   สาหร่ายสายรุ้งก็จะล้มหายตายจากไปจนหมด   และเมื่อสาหร่ายสายรุ้งสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว  เหล่าเงือกก็คงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้   ดังนั้น  การปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติจึงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด”

ยอดมนุษย์จอมพลังกับยอดมนุษย์ผู้รักสันติ  รวมทั้งยอดมนุษย์คนอื่น ๆ ต่างตกใจและเพิ่งตระหนักว่า  ความคิดตื้น ๆ ของพวกตนเกือบจะกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายเหล่าเงือกให้มีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้เสียแล้ว

ความเฉียบแหลมในการใช้สติปัญญาแก้ปัญหาของหิ่งห้อยแมน กลายเป็นคุณสมบัติสำคัญของยอดมนุษย์ตัวจริง ซึ่งทุก ๆ คนจำเป็นต้องยอมรับ    ท่ามกลางความเงียบที่เกิดขึ้นในศาลยอดมนุษย์    ผีเสื้อนารีซึ่งเป็นยอดมนุษย์สตรีเพียงคนเดียวในที่แห่งนั้นก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืนและปรบมือให้แก่ยอดมนุษย์ที่เธอเลื่อมใส      

ในที่สุด  หิ่งห้อยแมนก็ได้รับการยอมรับจากเพื่อนยอดมนุษย์ทุก ๆ คน   และนี่คือเรื่องราวของยอดมนุษย์เจ้าของท่าแปลงกายที่ว่า  “ขอถูก้นให้ร้อนสุด ๆ เพื่อแปลงร่างเป็นยอดมนุษย์หิ่งห้อย”   แม้วันนี้เขาจะได้รับการยอมรับจากทุก ๆ คนแล้วก็ตาม  แต่ภารกิจที่จะพิสูจน์ความเป็นยอดมนุษย์ผู้พิทักษ์ความถูกต้องของเขายังมีอีกมาก   พวกเราคงต้องคอยให้กำลังใจพระเอกของเรากันต่อไป

สู้ต่อไปเถอะนะ…ยอดมนุษย์หิ่งห้อย

………………………………