Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานตลก ๆ ก่อนนอน : ฮุฮุฮุฮู

“ฮุฮุฮุฮู” เป็นนิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องแรก ๆ ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่ง จริง ๆ แล้วต้องขอสารภาพว่า การแต่งนิทานตลกเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผม เพราะเรื่องที่ทำให้คนหนึ่งขำ อาจไม่ใช่เรื่องชวนขำสำหรับคนอื่น ๆ ดังนั้น การแต่งนิทานเรื่องนี้จึงเป็นการเดาใจเด็ก ๆ ว่าเรื่องแบบไหนที่จะทำให้เด็ก ๆ ยิ้มได้ ซึ่งหลังจากแต่งนิทานเรื่องนี้แล้ว และได้ทดลองเล่าให้เด็ก ๆ ฟังในหลาย ๆ โอกาส ผมก็พบว่า นิทานเรื่อง “ฮุฮุฮุฮู” เป็นนิทานที่สร้างความสุขให้เด็ก ๆ ได้มาก ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่เชื่อ ก็ลองอ่านนิทานเรื่องนี้ร่วมกับลูก ๆ นะครับ

นิทานเรื่อง ฮุฮุฮุฮู

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีชื่อว่า”หมู่บ้านรักสงบ” ผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่รักสงบ ไม่ชอบมีเรื่องมีราวกับใคร ๆ  ดังนั้น ทุกๆ คนในหมู่บ้าน จึงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเสมอมา

จนกระทั่งวันหนึ่ง คนในหมู่บ้านรักสงบ ได้รับจดหมายขู่จากโจรสองคน ซึ่งเที่ยวปล้นหมู่บ้านต่างๆ มาจนทั่ว  โจรทั้งสองคนขู่ว่า พวกเขาจะเข้ามาปล้นหมู่บ้านในคืนวันนี้ และหากใครขัดขืน อาจถูกทำให้ล้มทั้งยืนโดยไม่รู้ตัว  เมื่อชาวบ้านทราบดังนั้นแล้ว  ทุกๆ คนจึง เกิดอาการตื่นตระหนก และรีบเข้าไปหลบอยู่แต่ในบ้าน โดยไม่มีใครกล้าออกมานอกบ้านเลยแม้แต่คนเดียว

ร้อนถึงบรรดาหมาๆ ที่ต้องจัดการประชุมขึ้นมาโดยด่วน เพื่อที่จะหาวิธีปกป้องเจ้านายที่พวกมันรัก  หมาตัวหนึ่งซึ่งฉลาดที่สุด เสนอความคิดขึ้นมาว่า วิธีที่จะจัดการกับพวกโจร โดยไม่ให้มีใครต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ก็คงไม่มีวิธีไหนดีไปกว่าการสร้างข่าวลือ เพื่อให้พวกโจรกลัวจนไม่กล้าเข้ามายังหมู่บ้าน  เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว พวกหมาจึงพากันไป แอบซุ่มอยู่ตามใต้ถุนบ้านของชาวเมือง แล้วแกล้งพูดเลียนเสียงคนว่า “รู้มั้ย เวลาหมาร้องว่า ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่าผีมานะ  ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา” 

เมื่อชาวบ้านที่อยู่ในบ้านได้ยินได้ฟัง ต่างก็พากันแปลกใจ แล้วพูดต่อๆ กันไปว่า “อะไรนะ ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมาเหรอ  ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมาเหรอ” 

ข่าวลือเรื่อง ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา ค่อยๆ แพร่สะพัดออกไป จากบ้านไปยังท้องทุ่ง  จากท้องทุ่งเข้าสู่ป่า และจากป่าเข้าไปถึงรังโจร 

เมื่อพวกโจรได้ฟัง พวกโจรก็ร้องขึ้นมาพร้อมๆ กันว่า “อะไรนะ ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมาเหรอ  ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมาเหรอ”  พวกโจรรู้สึกกลัวมากและไม่อยากได้ยินเสียงร้องที่ว่านี้เลย

และแล้วเมื่อถึงตอนกลางคืน พวกโจรก็พากันมายังทางเข้าหมู่บ้านตามที่พวกเขาวางแผนกันเอาไว้  คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด บรรยากาศเงียบสงัดจนดูวังเวง  พวกโจรค่อยๆ ย่องเข้ามาในหมู่บ้าน โดยไม่รู้เลยว่า เหล่าบรรดาหมาๆ กำลังดักรอพวกเขาอยู่ เมื่อหมาเห็นโจร พวกหมาจึงพร้อมใจกันส่งเสียงร้องว่า “ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา”  เมื่อพวกโจรได้ยินก็ตกใจ แล้วจึงอุทานขึ้นมาพร้อมๆ กันว่า “ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมาเหรอ  ฮุ ฮุ ฮุ ฮู เราเผ่นดีกว่า”  ว่าแล้วพวกโจรวิ่งแน่บออกจากหมู่บ้านไปทันที

คืนต่อมา พวกโจรก็พากันกลับมายังทางเข้าหมู่บ้านอีกครั้ง  คราวนี้ พวกโจรตั้งใจมากขึ้นกว่าเดิม แต่จนแล้วจนรอด เมื่อพวกหมาพร้อมใจกันส่งเสียงร้องว่า “ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา”  พวกโจรก็ได้แต่ตกใจ แล้วก็วิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต

หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก พวกโจรมาที่ทางเข้าหมู่บ้านทุกๆ คืน แต่ก็ต้องตกใจและวิ่งหนีกลับบ้านไปทุกๆ ครั้ง  พวกโจรคิดว่าพวกเขาคงไม่เหมาะที่จะเป็นโจรอีกแล้ว  ในที่สุด โจรทั้งสองคนก็กลับตัวกลับใจเป็นคนดี

เมื่อคนในหมู่บ้านรักสงบ เห็นว่าโจรไม่มาปล้นพวกเขาสักที คนในหมู่บ้านจึงเริ่มสบายใจและกลับมาดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุขกันอีกครั้ง  ส่วนบรรดาๆ หมาๆ ก็ได้แต่ภูมิใจ ที่พวกมันได้ปกป้องเจ้านายที่พวกมันรัก และทำให้พวกโจรกลับตัวเป็นคนดีได้สำเร็จ

และแล้วนิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข แต่ข่าวลือเรื่อง ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา ก็ยังคงแพร่สะพัด และสืบเนื่องต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยแทบจะไม่มีใครรู้เลยว่า  นั่นคืออุบายของหมาที่มีไว้เพื่อใช้หลอกโจร

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานธรรมะก่อนนอน : ธรรมของพ่อ

นิทานเรื่องนี้ แต่งขึ้นเมื่อวันที่ 31 เดือนตุลาคม 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เข้าวัดเพือฝึกการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวทางหลวงพ่อเทียน เมื่อปฏิบัติธรรมครบตามเวลาก็ถึงกำหนดส่งนิทานเรื่องนี้ เพื่อพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนฉบับวันพ่อ (5 ธันวาคม 2557) ผมเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่จะได้นำข้อคิดจากการเข้าวัดมาแบ่งปันให้ผู้อ่านได้อ่านในรูปแบบของนิทาน นิทานเรื่องนี้จึงเกิดขึ้น ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้จะให้ข้อคิดและช่วยเตือนจิตสะกิดใจใครหลาย ๆ คน (รวมทั้งตัวผมเอง) ได้บ้าง

นิทานเรื่อง ธรรมของพ่อ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่า “ไท”   ไทเป็นเด็กที่มีนิสัยขี้โกรธ  แค่มีใครหรืออะไรทำให้ไทไม่ถูกใจ  ไทก็มักโมโหโทโสได้เสมอ ๆ  เมื่อคุณพ่อของไทเห็นลูกชายมีนิสัยเช่นนี้ คุณพ่อจึงอยากแนะนำบางสิ่งที่สำคัญมากให้ลูกได้รู้

เช้าวันหนึ่ง คุณพ่อเรียกไทมาพบแล้วชวนลูกชายว่า “เราไปเดินเล่นในป่ากันดีไหม?”  ไทดีใจมาก เพราะคุณพ่อไม่เคยชวนเขาเข้าป่าด้วยเลย เมื่อไทตอบตกลงและถามคุณพ่อว่า “ผมต้องเอาอะไรไปด้วยไหม”   คุณพ่อยิ้มแล้วหยิบก้อนหินรูปหัวใจก้อนเล็ก ๆ ออกมา  จากนั้น คุณพ่อก็บรรจงใส่ก้อนหินก้อนน้อยลงในกระเป๋าเสื้อของไท พร้อมกับบอกว่า “ไม่ต้องหรอก แค่ลูกดูแลหัวใจให้ดี ๆ ก็พอแล้ว” 

เมื่อสองพ่อลูกพร้อม  ทั้งคู่ก็ออกเดินทางเข้าป่าด้วยกัน   ในตอนแรก ไทมีความสุขกับทุกสิ่งที่เขาได้เห็น เขาเดินตามพ่อและใช้มือข้างซ้ายแตะก้อนหินรูปหัวใจที่กระเป๋าเสื้อไม่ให้หล่นหาย 

ครั้นเมื่อสองพ่อลูกเดินเข้าไปในป่าลึกขึ้น ๆ  ไทก็เริ่มเหนื่อยและรู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ ช่างไม่ถูกใจเขาเอาเสียเลย “ทำไมพื้นในป่าถึงได้เดินยากแบบนี้นะ ทำไมอากาศถึงร้อนแบบนี้นะ  ทำไมลมไม่รู้จักพัดนะ  ทำไมสัตว์น่ารัก ๆ ไม่โผล่ออกมาให้เราเห็นบ้างเลยนะ”  ไทเดินไปบ่นไปด้วยความโมโห

เมื่อคุณพ่อได้ยิน  คุณพ่อก็หันมายิ้มให้ไทพร้อมกับบอกว่า “อย่าลืมดูใจนะลูก  อย่าลืมดูแลหัวใจให้ดี ๆ”   ตอนนั้น ไทใจหายวาบ เขาเพิ่งรู้ตัวว่าเขาลืมจับก้อนหินรูปหัวใจไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ไทรีบใช้มือแตะที่กระเป๋าเสื้อ ซึ่งเขายังโชคดีที่ก้อนหินรูปหัวใจไม่ได้หายไปไหน

ไทเดินตามพ่อต่อมาอีกสักพัก  ยิ่งเดินลึกเข้าไปในป่ามากเท่าไหร่  การเดินทางก็ยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น  เมื่อเดินมาถึงภูเขากลางป่า  ฝนก็ตกลงมา  คุณพ่อรีบพาไทไปหลบฝนในถ้ำเล็ก ๆ ไทโมโหฝนมาก  เขาจึงบ่นออกมาอีกครั้งว่า “ทำไมฝนต้องตกในวันนี้ด้วยนะ”

เมื่อคุณพ่อได้ยิน  คุณพ่อก็เตือนลูกชายว่า “อย่าลืมดูใจนะลูก  อย่าลืมดูแลหัวใจให้ดี ๆ”  ไทใจหายวาบอีกครั้ง เขารีบใช้มือแตะก้อนหินที่กระเป๋าเสื้อ และเขาก็ยังโชคดีที่ก้อนหินรูปหัวใจยังอยู่ในนั้น

หลังฝนตก  พ่อพาไทออกเดินทางต่อ  อากาศหลังฝนตกไม่ร้อนเหมือนก่อนหน้า แม้พื้นจะเฉอะแฉะ แต่การเดินบนพื้นเปียก ๆ ก็ชวนให้สนุกไปอีกแบบ  นอกจากนี้ ฝนยังทำให้ป่าดูสดชื่นกว่าเดิม    ที่สำคัญ ไทเห็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ ออกมาเล่นน้ำฝนที่ขังอยู่ตามพื้นเต็มไปหมดด้วย

ไทเดินยิ้มอย่างมีความสุข แต่ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกตัวว่าเขาอาจเผลอลืมบางสิ่งบางอย่างไปอีกแล้ว  ไทรีบเอามือแตะก้อนหินรูปหัวใจตรงกระเป๋าเสื้อ  โชคดีที่ก้อนหินยังอยู่  แต่สิ่งที่ไม่ดีคือ เขาลืมดูแลหัวใจดวงนี้…ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว

เสี้ยววินาทีที่ไทกลับมารู้สึกตัว ไทก็พิจารณาใจของตัวเองที่เคยโมโหพื้นดิน, อากาศ, ลมและฝน แต่แค่เพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าว เขาก็กลับมารู้สึกดีกับฝนที่เปลี่ยนแปลงสายลม, อากาศ, พื้นดิน รวมทั้งทำให้สัตว์ออกมาจากที่หลบซ่อน  “สรุปแล้วสิ่งที่ทำให้ฉันโมโหคืออะไรกันแน่?” ไทรำพึง

เมื่อคุณพ่อได้ยิน คุณพ่อก็หยุดเดินแล้วหันมามองดูลูกชายด้วยแววตาที่มีความหมายพร้อมกับพูดว่า “อย่าลืมดูใจนะลูก อย่าลืมดูแลหัวใจให้ดี ๆ”

ไทฟังถ้อยคำและมองแววตาของพ่ออย่างมีสติ  ณ เวลานี้ เขารู้แล้วว่า สิ่งที่ทำให้เขาโมโหไม่ใช่ใครที่ไหน  แต่มันเกิดจากใจของเขาทั้งนั้น  แค่ไม่ถูกใจ ไม่ตรงใจ เขาก็พร้อมจะโมโหได้เสมอ!

การเดินป่ากับพ่อทำให้ไทได้ข้อคิดอันล้ำค่า  เขารู้แล้วว่าการดูใจและดูแลหัวใจให้ดี ๆ ที่พ่อบอกหมายถึงอะไร 

นับจากวันนั้น ทุกครั้งที่ไทโมโห เขาจะแตะก้อนหินรูปหัวใจในกระเป๋าเสื้อแล้วย้อนกลับมาดูหัวใจของตัวเอง ซึ่งมันก็ทำให้เขาพบว่าสาเหตุของความโกรธเป็นเรื่องที่น่าขำ เพราะมันเกิดจากใจของเขาทั้งนั้น ไม่ใช่เพราะใครคนอื่นเลย

Posted in Uncategorized

สิงห์เกมโชว์ : มาตามนัด

นาน ๆ ที ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) จะเขียนบทความลงในหมวด “บันทึกจากนักเขียนนิทาน” ซึ่งในวันนี้ ผมอยากเล่าวีรกรรมสมัยที่เรียนปริญญาตรี ที่คณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ให้อ่านกันครับ

ในยุคนั้น รายการโทรทัศน์ประเภทเกมส์โชว์ที่่ดังที่สุดในประเทศไทย คงหนีไม่พ้นรายการ “มาตามนัด” ที่ออกอากาศทางช่อง 5 สัปดาห์ละ 3 วัน และมีคนสมัครเข้าร่วมเล่มเกมในรายการจำนวนมาก (ปกติจะมีดารา 2-3 คน และคนทางบ้าน 2-3 คน)

ช่วงนั้น ผมอยากรู้ว่าการถ่ายทำรายการโทรทัศน์จริง ๆเป็นอย่างไร (เพราะในยุคนั้น การเข้าไปเห็นกองถ่ายไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แบบในยุคนี้) ผมจึงคิดว่า การสมัครไปเล่นเกม จะทำให้ผมได้เห็นการทำงานจริง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับการเรียนด้านสื่อสารมวลชนของผม ดังนั้น ผมจึงสมัครไปร่วมรายการ ซึ่งหลังจากได้ไปสัมภาษณ์ ในที่สุด ผมก็ได้รับการติดต่อให้ไปถ่ายทำรายการที่สตูดิโอรัชฟิล์มแบบงง ๆ และเข้าร่วมเล่นเกมมาตามนัด แบบมือใหม่หัดออกรายการทีวี (แม้จะเป็นรายการที่สองที่ได้ออกทีวี แต่ก็ยังไม่รู้จะวางตัวยังไงอยู่ดี)

ในวันถ่ายทำ ผมไปถึงรัชฟิล์มแต่เช้า เพราะกลัวว่าจะหลงทางและไปสาย ซึ่งวันนั้นมีเพื่อนตามไปด้วยหนึ่งคน และไม่ได้บอกให้ใครรู้อีกเลย เพราะกลัวว่าจะอายเพราะตกรอบแรก

เมื่อถึงช่วงเวลานัดหมาย ทีมงานและผู้แข่งขันก็เริ่มทยอยกันมาที่สตูดิโอ รวมทั้งพิธีกรคู่ขวัญ คุณเศรษฐา และ คุณญาณี ซึ่งในเวลานั้น ถือว่าเป็นพิธีกรอันดับหนึ่งของเมืองไทย

ในช่วงก่อนอัดเทปแรก เราทุกคนแทบจะไม่ได้พูดคุยอะไรกัน เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบและยังไม่คุ้นเคยกัน แต่หลังจากผ่านเทปแรกไปแล้ว (ถ้าเข้ารอบจะต้องอัด 3 เทป) ผมสังเกตได้ว่า พิธีกรทั้งสองท่านดูเหมือนจะเมตตาและแอบเชียร์ผมอยู่ลึก ๆ ในใจ แม้วันนั้นจะไม่ได้พูดคุยอะไรกับทั้งสองท่าน แต่รับรู้ได้ถึงความน่ารักของพิธีกรทั้งสอง ซึ่งผมก็เก็บสิ่งที่ได้รับมาใช้ตอนที่ได้ทำรายการกล่องนักคิด (ราว 10 กว่าปีต่อมา)

การเล่นเกมในรายการ ถ้าสารภาพตามตรง ผมไม่มั่นใจเลยว่าจะผ่านเทปแรกมาได้ แต่เมื่อฟลุ้คผ่านเข้ารอบ ก็ตั้งใจว่าจะทำวันที่สอง : รอบใบ้คำให้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่แข่งขัน คู่ของคุณกบก็เป็นคู่ที่เก่งเหลือเกิน ผมไม่ได้คิดเรื่องแพ้ชนะหรือเรื่องรางวัลเลย เอาแค่เล่นให้เต็มที่ แต่ผลที่ออกมากลับผิดคาด แถมคนดูในห้องส่ง ทีมงาน ผู้เข้าแข่งขัน รวมถึงพิธีกร ก็ดูเหมือนว่าจะชอบผม เหตุการณ์ในวันนั้นจึงถือว่าเป็นความทรงจำที่ดีที่คงจดจำไปตลอดชั่วชีวิต

แต่สิ่งที่น่าจดจำมากกว่าวันที่ไปถ่ายทำรายการ เกิดขึ้นหลังจากรายการได้ออกอากาศ สิ่งที่เกิดขึ้น เกินกว่าที่ผมจะ่คาดคิด กล่าวคือ หลังจากวันแรกที่ผมได้ออกมาตามนัดและเข้ารอบ วันต่อมา ไม่ว่าจะเดินไปไหน คนทั้งมหาวิทยาลัยจะหันมามอง (อันนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่แปลกนัก) แต่หลังจากที่รายการออกอากาศครบ 3 วัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ตอนผมนั่งรถปอ.8 ผ่านสยามเซ็นเตอร์ มีคนมองขึ้นมาที่รถแล้วเห็นผม จากนั้น ก็โบกมือให้ (หลายคน) ตอนผมเดินเข้าไปในมาบุญครอง คนที่เดินผ่านหลาย ๆ คน มีอาการหันควับ มองแล้วยิ้มให้ พอเดินเข้า 7-11 (ผมไม่แน่ใจว่าใช่ 7-11 ไหม เพราะนานมาก ราวปี 2538) พนักงานเปรย ๆ เป็นเพลงไตเติ้ลว่า “มาตามนัดนัดนัด” พอเดินเข้าตลาด แม่ค้ามีการหันมองตาม และตอนเดินข้ามถนนตรงสะพานลอยที่โรงหนังเอเธนส์ ขอทานที่นั่งอยู่เงยมามองหน้า แล้วยิ้มให้พร้อมกับพูดว่า “ผมเชียร์พี่ ผมเชียร์พี่”

ไม่เพียงเท่านี้ หลังจากรายการออกอากาศไปราวหนึ่งเดือน มีบริษัททีวีติดต่อให้ผมไปเป็นพิธีกรภาคสนามของรายการใหม่ (ชื่อรายการทิศทางคนเก่ง) แล้วก็มีจดหมายจากน้องคนนึงจากนราธิวาส ส่งมาแนะนำตัวว่าเขาชื่อนำบุญเหมือนกัน แต่ก่อนไม่ชอบชื่อนี้เลย แต่พอได้เห็นผมในรายการมาตามนัด ก็รู้สึกภูมิใจในชื่อนำบุญขึ้นมา

การไปเล่นในรายการมาตามนัด แม้จะผ่านมานานเกิน 20 ปีแล้ว แต่ผมมักจะนำคลิปมาเปิดดูทุกปี เพื่อระลึกถึงช่วงเวลาในสมัยที่ตัวเองยังเป๋อ ๆ เปิ่น ๆ เด๋อ ๆ ด๋า ๆ แม้เหตุการณ์จะผ่านไปนาน แต่ความทรงจำยังคงสดใสเหมือนเดิม ขอบคุณทุกคนที่ให้โอกาสผมได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ดี ๆ ประเภทครั้งหนึ่งในชีวิตแบบนั้น หวังว่าคลิปเหล่านี้จะช่วยทำให้คุณ ๆ ยิ้มได้บ้างนะครับ

Posted in ครอบครัว, เด็ก

ประวัติ : ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน

ในโลกของนิทาน ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เชื่อว่า ชื่อของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน (บางคนออกเสียงว่า แอนเดอร์สัน หรือ แอนเดอร์เซน) รวมทั้งผลงานนิทานของเขา เช่น นิทานก่อนนอนเรื่อง ลูกเป็ดขี้เหร่ (The Ugly Duckling) หรือ เงือกน้อย (The Little Mermaid) น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นหูของเด็ก ๆ และนักอ่านอยู่พอสมควร และในฐานะที่ผมเป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง การได้เขียนบทความเกี่ยวกับนักแต่งนิทานระดับโลกอย่างฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เพื่อเผยแพร่ในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” นี้ ถือว่าเป็นเกียรติและเป็นการแสดงความคารวะต่อนักแต่งนิทานชั้นครู ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ไปพร้อม ๆ กันนะครับ

ข้อมูลจากหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” (Hans Christian Andersen and The True Story of My Life) ซึ่ง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขียนเล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง ระบุว่า ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เกิดในประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1805 (หรือเทียบเท่ากับ พ.ศ. 2348 ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 1 ในประเทศไทย ) เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน มีคุณพ่อเป็นช่างทำรองเท้า ที่ชอบงานด้านกวี และรักลูกมาก ในวันอาทิตย์ พ่อของแอนเดอร์เสนมักเล่นสนุกกับลูกชาย ทั้งการทำแว่นสามมิติให้เล่น ทำโรงละครที่เปลี่ยนฉากได้ให้เล่น รวมทั้งอ่านบทละครและนิทานอาหรับราตรีให้ลูกชายฟัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ (รวมทั้งธรรมชาติในบ้านชนบทของแอนเดอร์เสน) หล่อหลอมให้เขามีความสนใจในเรื่องละคร การเขียน รวมถึงการแต่งนิทานในที่สุด

เมื่อมองชีวิตของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในชนบทของเดนมาร์กเมื่อราว 200 ปีก่อน ชีวิตของเขาน่าจะเป็นชีวิตแบบ “ปกติ” ของคนส่วนใหญ่ในยุคนั้น คือ มีฐานะยากจน มีความศรัทธาในศาสนาสูงและมีการศึกษาน้อย (เพราะโอกาสที่คนเมื่อ 200 กว่าปีก่อนจะได้เรียนหนังสือต้องเป็นเรื่องที่พิเศษจริง ๆ) แต่นิสัยของแอนเดอร์เสนที่พิเศษกว่าใคร น่าจะเป็นเรื่องความเป็นคนที่มีจินตนาการสูง มีความฝันอยากเป็นนักแสดงละคร เป็นคนรักการอ่าน มีความจำที่ดีถึงขนาดที่สามารถจำบทละครฉากต่าง ๆ ได้ขึ้นใจ และที่น่าสนใจมากคือ มีความกล้าในการแต่งกลอนหรือเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีความรู้เรื่องภาษาไม่มากนัก และมีความกล้าที่จะออกเดินทางไกลเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

คุณสมบัติต่าง ๆ ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ทำให้เขาได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่ยินดีให้ความรู้ด้านภาษาแก่เขา แต่ในขณะเดียวกัน ผลงานในช่วงแรก ๆ ของเขาก็โดนดูถูกและเย้ยหยันในเรื่องคุณภาพของงานและการใช้ภาษาที่ผิดพลาดอยู่เสมอ ๆ

การสร้างสรรค์ผลงานด้านการเขียนทั้ง ๆ ที่มีความรู้ที่จำกัด รวมทั้งการต้องเผชิญกับการดูถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนให้เห็นชีวิตทั้งในด้านความมุ่งมั่นและความขมขื่นของแอนเดอร์เสน

ผลงานในยุคแรก ๆ ของเขา (ราวปลายปี 1828 -1839) ไม่ใช่นิทานเด็กอย่างที่หลาย ๆ คนคิด แต่งานในยุคแรก ๆ ของเขา เป็นการแต่งบทละครและนวนิยาย ซึ่งกว่าที่ผลงานของเขาจะเริ่มได้รับการยอมรับ มันก็ใช้เวลานับ 10 ปีเลยทีเดียว

ในปี 1835 หลังจากที่นิยายเรื่อง “นักแสดงสด” ที่ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน แต่ง ได้รับการตีพิมพ์ เขาได้เริ่มแต่งและพิมพ์นิทานสำหรับเด็กเล่มแรกออกมา นิทานชุดแรกเกือบทั้งหมดนำมาจากนิทานที่เคยได้ฟังตอนเด็ก ๆ (ยกเว้นเรื่องสุดท้ายที่สนุกที่สุด) ต่อมา เขาก็เริ่มแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เองเกือบทุกเรื่อง โดยออกหนังสือนิทานเล่มใหม่ทุกปีในวันคริสต์มาส ซึ่งทำให้ต้นคริสต์มาสทุกต้นในเดนมาร์กมีหนังสือนิทานเด็กของเขาวางอยู่ด้วยเสมอ (มีข้อมูลระบุว่า นิทานเรื่องแรกที่เขาแต่งมีชื่อว่า “เทียน” ซึ่งแต่งในช่วงปี 1820-1830)

นิทานของแอนเดอร์เสนได้รับความนิยมมาก มีนักแสดงบางคนนำนิทานของเขาไปจัดแสดงบนเวที นอกจากนี้ นิทานเรื่อง ทหารดีบุก คนเลี้ยงหมู และ ลูกข่างกับลูกบอล ก็เคยถูกนำไปเล่าบนเวทีละครหลวงและโรงละครเอกชน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี

ตลอดช่วงชีวิตการทำงานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขาได้พบเจอกับผู้คนมากมาย ผู้คนจำนวนหนึ่งช่วยสนับสนุนและให้กำลังใจเขา ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งดูถูกและพยายามกดเขาให้ต่ำลง แอนเดอร์เสนเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในยูโรปเพื่อพักใจเป็นระยะ ๆ รวมทั้งเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ และพบเจอกับบุคคลสำคัญ ๆ ในแวดวงวรรณกรรมในประเทศต่าง ๆ (รวมทั้งนักแต่งนิทานอย่างพี่น้องตระกูลกริมม์) การทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลงานช่วยเบิกทางให้ผู้คนยอมรับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในหมู่ประชาชนทั่วไป นักเขียน บุคคลสำคัญ รวมถึงพระมหากษัตริย์

หนังสือเรื่อง “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” ทำให้ได้เห็นว่า ชีวิตของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เหมือนการเดินทางไกล ที่ก้าวไปด้วยความศรัทธาที่มั่นคงต่อพระเจ้า และการสร้างผลงานอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งเมื่อเขามุ่งมั่นก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง ท้ายที่สุด เขาก็ได้รับการยอมรับ และกลายเป็นนักเขียนขวัญใจของเด็กหลาย ๆ คนในยุคนั้น รวมถึงเด็กอีกนับล้านคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน กลายเป็นนักเขียนและบุคคลสำคัญของเดนมาร์กและของโลก (ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากที่เย้ยหยันและดูถูกเขา จากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครจดจำได้) แอนเดอร์เสนแต่งนิทานไว้ทั้งหมด 156 เรื่อง โดยได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 125 ภาษา ซึ่งจุดเด่นของนิทานของแอนเดอร์เสนคือ เป็นนิทานที่เหมาะสำหรับเด็ก แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นนิทานที่มีเนื้อหาสอนใจและให้แง่คิดที่ลึกซึ้งสำหรับผู้ใหญ่

หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้อ่านหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” จนจบ ผมก็รู้สึกว่า ชีวิตของนักแต่งนิทาน อาจมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายกัน ทั้งในแง่การเป็นคนที่ต้องมีความมุ่งมั่นมาก ๆ อดทนมาก ๆ และมีจินตนาการมาก ๆ แม้คนจำนวนหนึ่งจะมองว่า อาชีพนักแต่งนิทานเป็นอาชีพที่ไม่มีความหมายอะไรมากนัก (และเป็นอาชีพที่ได้ค่าตอบแทนน้อย) แต่มันก็น่าจะเป็นอาชีพที่มีคุณค่าอยู่พอสมควร เพราะอย่างน้อยที่สุด ผลงานนิทานที่ฝากเอาไว้ ก็น่าจะช่วยสร้างรอยยิ้มและความสุข (รวมทั้งให้ข้อคิดบางอย่าง) แก่ผู้อ่าน แม้ตัวผู้แต่งจะจากโลกนี้ไปแล้ว

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานสระโอ : มหัศจรรย์วันปราบผี

นิทานเรื่อง มหัศจรรย์วันปราบผี เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งใจแต่งให้คำสุดท้ายของทุกประโยคลงท้ายด้วยสระโอ ถ้าพูดกันตามจริงแล้ว สระโอเป็นสระที่นำมาแต่งเป็นนิทานได้ง่าย เพราะมีคำให้เลือกใช้เยอะ การผูกเรื่องให้น่าสนใจจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายของนิทานเรื่องนี้ ดังนั้น ผมจึงลองแต่งนิทานแนวผี ๆ (ซึ่งปกติผมพยายามเลี่ยง เพราะไม่อยากปลูกฝังเรื่องผีให้เด็กๆ) โดยแต่งในแนวนิทานตลก ๆ ก่อนนอนมากกว่านิทานก่อนนอนแนวสยองขวัญ ดังนั้น ผมหวังว่าคุณพ่อคุณแม่และเด็ก ๆ จะถูกใจนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานตลก ๆ ก่อนนอน : มหัศจรรย์วันปราบผี

กาลครั้งหนึ่งนานอักโข                มีเด็กน้อยชื่อว่าลีโอ

เกิดที่นครเกียวโต                        แล้วย้ายบ้านมาอยู่บางโคล่

ทุกเช้า…พ่อหนูลีโอ                     จะตื่นมาฝึกซ้อมยูโด

แล้ววิ่งอีกสิบกิโล                          จนแข็งแรงเหมือนกับแรมโบ้

จากนั้น เจ้าหนูกล้ามโต                ก็จะไปที่ร้านอาโก

สั่งข้าวด้วยความหิวโซ                  กินขาหมูกับไข่พะโล้

เมื่ออิ่ม…หนูน้อยลีโอ                   จะไปเรียนปริญญาโท

เรียนเก่งกว่าคนโต ๆ                   พูดเรื่องจริง…อย่าหาว่าโม้

ตกเย็น…คนเก่งกล้ามโต              ก็จะวิ่งอีกสิบกิโล

แล้วพักร้องเพลงโลโซ                 ก่อนเริ่มต้นซ้อมเทควันโด้

วันหนึ่ง  มีเด็กชื่อโบว์                   มาขอพบพ่อหนูลีโอ

เด็กหญิงร้องไห้ โฮ…โฮ…           เธอเป็นคนจังหวัดยโสฯ

“ช่วยด้วย…คุณพี่ลีโอ                  พ่อแม่หนูผู้เป็นร่มโพธิ์

จับไข้ตอนเก็บแตงโม                  เพราะถูกหลอกโดยผีตาโบ๋

ได้โปรดเถอะพี่ลีโอ                      ช่วยจัดการเจ้าผีจอมโว

ยิงมันด้วยตอร์ปิโด                       ให้หนูหายโมโหโทโส”

ลีโออยากช่วยน้องโบว์                  จึงขอร้องให้หลวงพ่อโต  

พระผู้ธรรมะธัมโม                         ช่วยชี้ทางปราบผีจิ๊กโก๋

ลีโอถามหลวงพ่อโต                     ว่าถ้าขว้างระเบิดซีโฟร์

กระหน่ำใส่ผีจอมโว                       เป็นวิธีที่ดีหรือโง่!

หลวงพ่อบอกกับลีโอ                    “ผีคงดำเป็นตอตะโก

จากนั้น มันคงเที่ยวโชว์                 หลอกผู้คนจนผมชี้โด่

ถ้าอยากปราบผีจอมโว                 ท่องพุทโธ  ธัมโม  สังโฆ

ผีจะ ร้องโอ๊ยโย้ยโย…                   เจ็บหัวใจไม่กล้าตอบโต้

ลีโอกราบหลวงพ่อโต                   แล้วมุ่งหน้าไปบ้านน้องโบว์

เมื่อถึง..เจ้าหนูลีโอ                       ก็จัดการปราบผีตาโบ๋

เด็กน้อยท่องว่าพุทโธ                   และตามด้วย ธัมโม  สังโฆ

ผีร้องว่าโอ๊ยโย้ยโย…                   พลันหายไปไม่กล้าผลุบโผล่

จากนั้น..เด็กชายลีโอ                   ก็ร้องว่า ไชโย…ไชโย…

น้องโบว์รีบเก็บแตงโม                  ให้ลีโอ…ซูเปอร์ฮีโร่

จบแล้ว…นิทานสระโอ                 วอนเด็ก ๆ ทั้งเล็กทั้งโต

ช่วยกันส่งเสียงไชโย                   ใครไม่ทำ…ระวังถูกโห่!

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

วงกลมสีแดงกลิ้งหลุน ๆ

วงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม เป็นรูปทรงเรขาคณิตที่เด็ก ๆ ทุกคนต้องทำความรู้จัก เราอาจเคยเห็นหนังสือภาพที่นำเสนอเรื่องของรูปทรงเรขาคณิตเหล่านี้กันมาบ้าง แต่ถ้าเป็นนิทานล่ะ เราเคยเห็นหรือเคยอ่านกันบ้างไหม? ความท้าทายนี้ทำให้พี่นำบุญนึกสนุก และลองแต่งนิทานที่มีตัวเองเป็นรูปทรงเรขาคณิต! แน่นอนว่ามันไม่ใช่นิทานที่แนะนำว่ารูปทรงนี้คือรูปทรงอะไร แต่มันมีเรื่องราวที่อาจทำให้คนเหงาหลาย ๆ คน….ยิ้มได้ ลองอ่านกันดูนะครับ

นิทานเรื่อง วงกลมสีแดงกลิ้งหลุน ๆ

            กาลครั้งหนึ่ง ณ ดินแดนเรขาคณิต  มีสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีเหลืองชิ้นหนึ่ง มันเหงามาก มันไม่มีเพื่อนเลย  มันได้แต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ และหวังว่าสักวัน…ชีวิตของมันจะดีกว่าที่เป็นอยู่

            ณ ดินแดนแห่งเดียวกัน  มีสามเหลี่ยมหน้าจั่วสีฟ้าชิ้นหนึ่ง มันว้าเหว่เหมือนอยู่ในโลกเพียงลำพัง มันไม่มีเพื่อนเลย  มันได้แต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ และหวังว่าสักวัน…ชีวิตของมันจะอบอุ่นขึ้นอีกนิด

            ท่ามกลางดินแดนที่เต็มไปด้วยความเหงา  มีสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีส้มชิ้นหนึ่ง มันรู้สึกเดียวดายอย่างบอกไม่ถูก มันไม่มีเพื่อนเลย  มันจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ และหวังว่าสักวัน…ชีวิตของมันจะไม่โดดเดี่ยวและเปล่าเปลี่ยวเช่นนี้

            นอกจากสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้ว ในดินแดนเรขาคณิต ยังมีสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสีชมพูอีกชิ้นหนึ่งที่รู้สึกเหงาหงอยสร้อยเศร้ากว่าใคร ๆ  มันไม่มีเพื่อนเลย   มันได้แต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ และหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าสักวัน….ความเหงาจะหายไปเองโดยไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น

            ในขณะที่สามเหลี่ยมและเหล่าสี่เหลี่ยมจมอยู่ในความทุกข์  จู่ ๆ ก็มีวงกลมสีแดงวงหนึ่งกลิ้งหลุน ๆ ๆ ๆ ผ่านหน้าของสี่เหลี่ยมจัตุรัส, สามเหลี่ยมหน้าจั่ว, สี่เหลี่ยมผืนผ้าและสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ เมื่อสี่เหลี่ยมจัตุรัส, สามเหลี่ยมหน้าจั่ว, สี่เหลี่ยมผืนผ้าและสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเงยหน้ามองวงกลมสีแดง เจ้าวงกลมสีแดงก็ส่งยิ้มพร้อมกับร้องบอกว่า 

“ถ้าทุกคนเอาแต่เหงาและก้มหน้าก้มตาร้องไห้ไปเรื่อย ๆ  ทุกคนก็คงต้องเหงาแบบนี้ตลอดไป  แต่ถ้าพวกเราหันมามองและส่งยิ้มให้กับคนอื่นบ้าง, พูดคุยกันบ้างหรือหาอะไรทำร่วมกันบ้าง เราก็จะมีเพื่อนและความเหงาก็จะหายไปทันทีเลยนะ”

เมื่อวงกลมสีแดงพูดจบ  มันก็กลิ้งหลุน ๆ ๆ ๆ ไปดุนสี่เหลี่ยมจัตุรัส, สามเหลี่ยมหน้าจั่ว, สี่เหลี่ยมผืนผ้าและสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนให้มารวมตัวกัน

วงกลมสีแดงบอกสามเหลี่ยมหน้าจั่วให้นอนนิ่ง ๆ กับพื้น  แล้วดันสี่เหลี่ยมจัตุรัสให้มาประกบที่ใต้ฐานของสามเหลี่ยม  จากนั้น เจ้าวงกลมก็ผลักสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนให้ประกบติดกับสามเหลี่ยมจนดูคล้ายหลังคาบ้าน แล้วกลิ้งชนสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้เคลื่อนไปติดกับสี่เหลี่ยมจัตุรัสและสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเพื่อทำให้รูปบ้านดูสมบูรณ์ขึ้น 

เมื่อทุกคนต่อตัวจนกลายเป็นรูปบ้านแล้ว  วงกลมสีแดงก็กลิ้งหลุน ๆ ๆ ๆ ไปที่ด้านบนของบ้าน  แล้วนอนลงกับพื้นดูคล้ายดวงอาทิตย์ดวงใหญ่ที่ส่องแสงอันแสนอบอุ่นให้แก่บ้านน้อยหลังนั้น

สี่เหลี่ยมจัตุรัส, สามเหลี่ยมหน้าจั่ว, สี่เหลี่ยมผืนผ้าและสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนส่งยิ้มให้กันแล้วหันไปยิ้มให้วงกลมสีแดงผู้ที่ทำให้ทุกคนค้นพบวิธีคลายความว้าเหว่

เพียงแค่เงยหน้าจากความเศร้า, เข้าใกล้กันสักนิด, ยิ้มให้กันสักหน่อย, พูดคุยกันบ้าง, ทำอะไร ๆ ด้วยกันและเป็นเพื่อนกัน  เพียงเท่านี้…ความเหงาก็จะหายไป โดยมีความอบอุ่นใจเข้ามาแทนที่    

นับจากวันนั้น ดินแดนเรขาคณิตก็เต็มไปด้วยมิตรภาพอันอบอุ่น และไม่เคยมีใครได้ยินเสียงร้องไห้ของสี่เหลี่ยมจัตุรัส, สามเหลี่ยมหน้าจั่ว, สี่เหลี่ยมผืนผ้าและสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนอีกเลย