Posted in #นิทานคุณธรรม, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

ปฏิบัติการช่วยเพื่อน : นิทานมิตรภาพและการช่วยเหลือเพื่อน

นิทานเกี่ยวกับมิตรภาพเป็นนิทานที่อ่านเมื่อไรก็อบอุ่นใจเมื่อนั้น เพราะทุกคนล้วนเคยมีเพื่อนที่รัก เคยช่วยเหลือกัน หรือเคยได้รับความช่วยเหลือจากใครสักคนในวันที่ลำบาก เรื่องราวเหล่านี้จึงมีคุณค่าสำหรับทุกคน

“ปฏิบัติการช่วยเพื่อน” เป็นนิทานที่เล่าเรื่องของกลุ่มเพื่อนตัวน้อยที่ไม่ยอมอยู่เฉยเมื่อมีเพื่อนคนหนึ่งกำลังเดือดร้อน ความน่ารักของนิทานเรื่องนี้อยู่ตรงที่ตัวละครไม่ได้เป็นฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีพลังวิเศษ หรือมีของวิเศษใด ๆ แต่พวกเขามีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือหัวใจที่อยากช่วยเพื่อนอย่างจริงจัง และพร้อมจะลงมือทำในแบบที่เด็ก ๆ ก็สามารถทำตามได้

การอ่านหรือฟังนิทานเรื่องนี้ นอกจากจะได้ลุ้นและเอาใจช่วยเหล่าลูกสัตว์แล้ว เด็ก ๆ ยังจะได้เห็นว่า บางครั้งสิ่งเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม อาจมีคุณค่ามากกว่าที่คิด และเมื่อหลายคนช่วยกันคนละนิดคนละหน่อย ก็อาจเกิดเรื่องดี ๆ ที่คาดไม่ถึงขึ้นได้ นิทานเรื่องนี้จึงเป็นนิทานอีกหนึ่งที่เหมาะสำหรับอ่านก่อนนอน หรืออ่านร่วมกันในครอบครัว

กาลครั้งหนึ่ง ณ โรงเรียนประถมของลูกสัตว์ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายป่า มีลูกสัตว์ชนิดต่างๆ ราว 20 ตัวเป็นเพื่อนรักที่เรียนหนังสือด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล วันหนึ่ง ก่อนการปิดเทอมใหญ่ 1 วัน คุณครูแพะหนุ่มได้นำข่าวร้ายมาแจ้งให้ลูกสัตว์ทั้งชั้นฟังว่า ในปีหน้า…เจ้ากระรอกน้อยอาจต้องออกจากโรงเรียน เพราะครอบครัวของมันไม่มีเงินส่งเสียให้มันเรียนต่อ เจ้ากระรอกน้อยรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว มันจึงได้แต่กล่าวคำอำลาเพื่อน ๆ อย่างเศร้า ๆ แล้วขอลากลับบ้านไปด้วยน้ำตานองหน้า

เมื่อลูกสัตว์ทั้งหมดทราบเรื่อง พวกมันก็เสียใจจนพูดไม่ออก ลูกสัตว์บางตัวร้องไห้ไม่ยอมหยุด แต่ลูกกระแตซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเจ้ากระรอกน้อยคิดว่า แทนที่พวกมันจะมัวแต่ร้องไห้ พวกมันควรคิดหาทางช่วยเจ้ากระรอกน้อยจะดีกว่า

ในตอนแรก ลูกกระแตอยากขอเรี่ยไรเงินจากเพื่อน ๆ มาช่วยเจ้ากระรอกน้อย แต่เนื่องจากลูกสัตว์ทั้งหลายยังเป็นเด็กและไม่ได้ร่ำรวยอะไร ลูกกระแตจึงต้องคิดหาวิธีการใหม่

เจ้าเม่นเสนอความคิดขึ้นมาว่า “เราอาจหาเงินได้ด้วยการทำงานพิเศษนะ” ลูกสัตว์บางตัวเห็นดีด้วย แต่เนื่องจากพวกลูกสัตว์ยังเป็นเด็ก โอกาสหางานทำจึงยากมาก ๆ

ในขณะที่ทุกคนจนปัญญา  เจ้าตุ่นน้อยผู้รอบรู้ได้เสนอความคิดขึ้นมาว่า “พวกเรารู้ไหม  ขยะต่าง ๆ สามารถนำไปขายได้  ถ้าพวกเราช่วยกันเก็บขยะ เช่น กระดาษ, ขวดพลาสติกและกระป๋องโลหะต่าง ๆ มาจัดจำแนกแยกขาย  บางทีพวกเราอาจรวบรวมเงินพอที่จะช่วยเจ้ากระรอกน้อยก็ได้นะ”

เมื่อลูกสัตว์ทั้งหมดได้ฟัง พวกมันก็เริ่มมีความหวัง ดังนั้น ลูกสัตว์ทุกตัวจึงตกลงที่จะแยกย้ายกันกลับบ้านเพื่อหาเศษขยะและสิ่งของเหลือใช้ต่าง ๆ แล้วจะกลับมาพบกันอีกครั้งใน 1 เดือนข้างหน้า

เวลาผ่านไปไวราวสายลมพัด เมื่อถึงเวลานัดหมาย พวกลูกสัตว์ก็กลับมาพบกันที่โรงเรียนอีกครั้ง ซึ่งตลอด 1 เดือน ลูกสัตว์ทุกตัวเที่ยวเก็บเศษกระดาษ, ใบปลิว, หนังสือพิมพ์, ใบเสร็จรับเงิน หรืออะไรก็ตามที่เป็นกระดาษมาแยกใส่ถุงเอาไว้ นอกจากนี้ พวกมันยังรวบรวมขวดน้ำพลาสติก, ขวดนมสดและกระป๋องน้ำอัดลมที่ล้างสะอาดแล้ว มาแยกใส่ถุงอย่างเต็มกำลังความสามารถอีกด้วย แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ขยะที่พวกลูกสัตว์เก็บมาได้มีปริมาณมากถึงขนาดที่ต้องขอร้องให้คุณครูแพะหนุ่มช่วยเป็นธุระในการนำขยะไปขายให้

ในตอนแรก คุณครูแพะหนุ่มตกใจที่เห็นถุงใส่ขยะเกือบ 100 ใบกองสุมกันสูงกว่าตัวของคุณครูเสียอีก แต่เมื่อคุณครูได้ฟังเรื่องทั้งหมดและทราบถึงความตั้งใจดีของพวกลูกสัตว์ที่ต้องการช่วยเพื่อน คุณครูจึงนำขยะใส่รถกระบะ แล้วช่วยเอาไปขายยังร้านรับซื้อขยะที่เชื่อถือได้

เย็นวันนั้น ลูกสัตว์ทั้งหลายรอคุณครูอยู่ที่โรงเรียนอย่างใจจดใจจ่อ พวกมันอยากรู้ว่าขยะทั้งหมดที่เก็บมาได้จะขายได้เงินพอให้เจ้ากระรอกน้อยเพื่อนรักมีทุนเรียนหนังสือต่อหรือไม่

และแล้ว…ช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุดก็มาถึง ลูกสัตว์ดีใจที่เห็นคุณครูแพะหนุ่มขับรถกลับมาที่โรงเรียน แต่เมื่อพวกมันเห็นสีหน้าเพลีย ๆ ของคุณครูสุดหล่อ พวกลูกสัตว์ก็เริ่มหน้าเจื่อนและคิดว่าความพยายามของพวกมันคงจะล้มเหลว

คุณครูแพะหนุ่มดื่มน้ำอึกใหญ่แล้วหยิบกระดาษที่จดไว้ออกมากางเพื่ออ่านให้ลูกสัตว์ทุกตัวฟังว่า “วันนี้…ครูนำขยะที่พวกเราเก็บได้ไปขาย  ซึ่งราคาขยะแต่ละประเภทมีดังนี้  หนังสือพิมพ์, กระดาษสีขาว, เศษกระดาษและสมุดที่ฉีกปกออกแล้ว  ราคากิโลกรัมละ 5 บาท, ขวดพลาสติกใสราคากิโลกรัมละ 15 บาท, ขวดพลาสติกสีขุ่นราคากิโลกรัมละ 20 บาท, กระป๋องน้ำอัดลมราคากิโลกรัมละ 40 บาท”

คุณครูหยุดพูดนิดหนึ่ง แล้วยิ้มให้กับลูกศิษย์พร้อมกับบอกว่า “สรุปวันนี้พวกเราขายขยะได้เงินมากถึง 5,555 บาท ซึ่งพอให้เจ้ากระรอกน้อยเรียนหนังสือได้ตลอดทั้งปี แถมยังมีเงินเหลืออีกนิดหน่อยด้วย”

ลูกสัตว์ทั้งหลายส่งเสียงไชโยกันดังลั่น พวกมันเพิ่งรู้ว่าที่คุณครูดูเพลีย ๆ เป็นเพราะคุณครูต้องช่วยยกขยะจำนวนมากไปชั่งขายทำให้คุณครูแทบจะหมดแรงเลยทีเดียว เมื่อสรุปยอดเงินให้ลูกศิษย์ทั้งหลายฟังแล้ว คุณครูจึงชวนลูกสัตว์ทั้งหมดขึ้นรถ แล้วนำเงินไปมอบให้แก่เจ้ากระรอกน้อยทันที

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ความร่วมมือร่วมใจกันของลูกสัตว์ตัวเล็ก ๆ ทำให้พวกมันเปลี่ยนขยะไร้ค่าให้กลายเป็นเงินค่าเล่าเรียนก้อนสำคัญสำหรับเพื่อนที่พวกมันรักได้

ในที่สุด เจ้ากระรอกน้อยก็ได้เรียนหนังสือกับเพื่อน ๆ ต่อไป เจ้ากระรอกน้อยดีใจมากที่เพื่อน ๆ กับคุณครูพยายามช่วยเหลือมันอย่างเต็มที่ ส่วนลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ ก็ดีใจเช่นกันที่พวกมันสามารถช่วยเจ้ากระรอกน้อยเพื่อนรักได้เป็นผลสำเร็จ

Posted in นิทานคลาสสิก, นิทานนานาชาติ, นิทานแฟนตาซี

เจ้าหญิงกับก็อบลิน นิทานแฟนตาซีเหนือกาลเวลาของ George MacDonald

ราวหนึ่งเดือนก่อน ผมตั้งใจค้นหาชื่อนักแต่งนิทานคลาสสิกที่แต่งนิทานเอง ไม่ใช่การนำนิทานพื้นบ้านมาเรียบเรียงใหม่ ผมจึงลองขอคำแนะนำจาก A.I. ซึ่งแนะนำรายชื่อนักแต่งนิทานสำคัญของโลกมาหลายคน หนึ่งในนั้นคือ จอร์จ แมกโดนัลด์ (George MacDonald) นักเขียนชาวสกอตแลนด์ที่ผมไม่คุ้นชื่อมาก่อนเลย

เมื่อเริ่มค้นข้อมูลเพิ่มเติม ผมจึงพบว่า George MacDonald เป็นนักเขียนที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงในวงการวรรณกรรมแฟนตาซีสำหรับเด็กและเยาวชน หลายคนมองว่าเขาเป็นผู้บุกเบิกวรรณกรรมแฟนตาซีสมัยใหม่ และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักเขียนชื่อดังในยุคต่อมา ผลงานที่เป็นที่รู้จักของเขา ได้แก่ The Princess and the Goblin (เจ้าหญิงกับก็อบลิน), The Princess and Curdie (เจ้าหญิงกับเคอร์ดี) และ At the Back of the North Wind (หลังสายลมเหนือ)

ในตอนแรก ผมเข้าใจว่านิทานของเขาน่าจะเป็นเรื่องสั้นขนาดไม่กี่หน้า สามารถอ่านจบได้ภายในเวลาไม่นาน แต่เมื่อได้ลองอ่านจริง ผมกลับพบว่างานของเขามีความยาวมากกว่าที่คิด และมีรายละเอียดมาก บางช่วงอ่านค่อนข้างยากสำหรับผู้อ่านในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับสำนวนวรรณกรรมอังกฤษในศตวรรษที่สิบเก้า

แม้จะรู้สึกว่างานของเขาอ่านยากอยู่บ้าง แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้อยากอ่านต่อไปเรื่อย ๆ ตัวละครมีชีวิต มีความลึก และมีความหมายซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องราวการผจญภัย จนในที่สุดผมตัดสินใจเลือก The Princess and the Goblin ซึ่งถือเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา มาเรียบเรียงใหม่ในรูปแบบนิทานสำหรับเว็บไซต์นิทานนำบุญ

การเรียบเรียงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าถึงเรื่องราวได้ง่ายขึ้น โดยยังคงเคารพเนื้อหาดั้งเดิมให้มากที่สุด ผมพยายามรักษาเหตุการณ์ ตัวละคร และลำดับของเรื่องตามต้นฉบับเดิม เพียงปรับวิธีการเล่าให้ต่อเนื่องขึ้น ลดรายละเอียดบางส่วนที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินเรื่อง และเปลี่ยนรูปแบบจากการแบ่งเป็นตอนจำนวนมาก ให้กลายเป็นนิทานที่สามารถอ่านได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม งานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด แม้จะมี A.I. ช่วยอ่านต้นฉบับและสรุปเนื้อหาในแต่ละส่วน แต่ก็ยังมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นอยู่เสมอ หลายครั้งผมต้องกลับไปตรวจสอบต้นฉบับใหม่ทีละตอน และเรียบเรียงซ้ำหลายรอบเพื่อให้เนื้อหาตรงกับงานดั้งเดิมมากที่สุด ผมหวังว่าฉบับเรียบเรียงนี้จะช่วยให้ผู้อ่านได้รู้จัก George MacDonald มากขึ้น และหากชื่นชอบเรื่องราวของเจ้าหญิงไอรีนและเคอร์ดี ก็อยากชวนให้ลองกลับไปอ่านต้นฉบับฉบับเต็ม ซึ่งปัจจุบันสามารถค้นหาอ่านได้ฟรี เพราะงานต้นฉบับมีเสน่ห์และสมบูรณ์กว่าฉบับเรียบเรียงใหม่หลายเท่าเลยครับ

มาอ่านนิทานเรื่อง “เจ้าหญิงกับก็อบลิน” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง บนภูเขาสูง มีคฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ คฤหาสน์แห่งนั้นเป็นที่พำนักของเจ้าหญิงน้อยพระองค์หนึ่งชื่อว่า ไอรีน

เจ้าหญิงไอรีนมีอายุเพียงแปดปี พระองค์เป็นเด็กน่ารัก อ่อนโยน และฉลาด แต่สุขภาพของเจ้าหญิงไม่แข็งแรงนัก พระราชาผู้เป็นพระบิดาจึงให้เจ้าหญิงมาพำนักอยู่บนภูเขาแห่งนี้ เพื่อจะได้รับอากาศที่บริสุทธิ์และเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง

พระราชาทรงรักเจ้าหญิงมาก แต่พระองค์ไม่อาจอยู่ด้วยได้ตลอดเวลา เพราะมีภาระในการดูแลอาณาจักร ดังนั้น เจ้าหญิงจึงอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์กับแม่นม คนรับใช้ และทหารรักษาการณ์จำนวนหนึ่ง

แม้ว่าคฤหาสน์จะกว้างใหญ่และมีผู้คนคอยดูแล แต่บางครั้งเจ้าหญิงก็รู้สึกเหงา พระองค์จึงชอบเดินสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในคฤหาสน์และบริเวณโดยรอบ

วันหนึ่ง เจ้าหญิงออกไปเดินเล่นบนไหล่เขาตามลำพัง พระองค์เดินชมนกชมไม้อย่างเพลิดเพลิน จนไม่ทันสังเกตว่าตนเองเดินห่างจากคฤหาสน์ออกมาไกลเพียงใด และเมื่อเจ้าหญิงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เจ้าหญิงก็พบว่าพระองค์ได้หลงทางจนหาทางกลับไม่เจอเสียแล้ว

ในขณะที่เจ้าหญิงกำลังยืนมองรอบตัวด้วยความกังวลอยู่นั้น พระองค์ก็ได้ยินเสียงร้องเพลงแว่วมาจากที่ไกล ๆ เมื่อเจ้าหญิงหันไปตามเสียง พระองค์เห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินลงมาตามทางลาดของภูเขา เด็กชายคนนั้นมีใบหน้าสดใส สวมเสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นจากการทำงาน และสะพายเครื่องมือของคนงานเหมืองติดตัวมาด้วย

เด็กผู้ชายคนนั้นมีชื่อว่า เคอร์ดี

เคอร์ดีเป็นลูกชายของคนงานเหมืองที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเชิงเขา เขาเติบโตขึ้นท่ามกลางภูเขา ทางเดินหิน และอุโมงค์ใต้ดิน จนรู้จักภูเขาลูกนี้ดีกว่าเด็กคนอื่น ๆ เมื่อเคอร์ดีทราบว่าเจ้าหญิงหลงทาง เคอร์ดีจึงอาสาพาเจ้าหญิงกลับคฤหาสน์

ระหว่างทาง เด็กทั้งสองพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง แม้คนหนึ่งจะเป็นเจ้าหญิง ส่วนอีกคนเป็นลูกคนงานเหมือง แต่ทั้งคู่กลับเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด และเมื่อเดินมาถึงคฤหาสน์อย่างปลอดภัย พวกเขาก็แยกจากกันในฐานะเพื่อนใหม่

หลังจากนั้น เจ้าหญิงมักนึกถึงเด็กชายผู้ร่าเริงคนนั้นอยู่เสมอ ส่วนเคอร์ดีเองก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ เขาช่วยงานในเหมืองและใช้เวลาอยู่ท่ามกลางภูเขาเช่นเดิม

ภูเขาที่เคอร์ดีอาศัยอยู่ เต็มไปด้วยอุโมงค์และทางเดินใต้ดินมากมาย คนงานเหมืองขุดแร่จากภายในภูเขามาหลายชั่วอายุคน แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีพื้นที่อีกมากที่มนุษย์ยังเข้าไม่ถึง

นอกจากความลึกลับซับซ้อนของอุโมงค์ในภูเขาแล้ว ผู้คนในแถบนั้นยังมักเล่าขานเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตลึกลับที่อาศัยอยู่ใต้ภูเขาด้วย พวกเขาเรียกสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นว่า “ก็อบลิน”

ว่ากันว่า….พวกก็อบลินไม่ชอบมนุษย์นัก และพวกมันจะคอยหาโอกาสสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนอยู่เสมอ บางคนเชื่อว่าพวกมันมีอาณาจักรของตนเองซ่อนอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก แต่บางคนคิดว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงนิทานที่ผู้ใหญ่เล่าให้เด็กฟัง

เคอร์ดีเองก็เคยได้ยินเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก แต่เขาไม่ค่อยเชื่อนัก เขาคิดว่าเรื่องก็อบลินคงเป็นเพียงเรื่องเล่าที่แต่งขึ้นเพื่อให้ผู้คนสนุกสนานเท่านั้น

……

ในขณะเดียวกัน ที่คฤหาสน์บนยอดเขา เจ้าหญิงไอรีนยังคงชอบเดินสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ในคฤหาสน์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น วันหนึ่ง ขณะที่ฝนตกพรำอยู่ภายนอก พระองค์เดินไปตามทางเดินและบันไดที่ไม่ค่อยมีใครใช้ เจ้าหญิงเดินขึ้นบันไดไปเรื่อย ๆ พระองค์เดินผ่านชั้นต่าง ๆ ของคฤหาสน์ที่สูงมาก จนในที่สุด พระองค์ก็มาถึงส่วนบนสุดของคฤหาสน์

ณ ที่แห่งนั้น มีทางเดินแคบ ๆ ซึ่งเจ้าหญิงไม่เคยเห็นมาก่อน ด้วยความสงสัย เจ้าหญิงจึงเดินต่อไปจนพบประตูบานเล็กบานหนึ่ง เมื่อพระองค์เปิดประตูเข้าไป พระองค์ก็พบห้องเล็ก ๆ ที่ดูอบอุ่นมากห้องหนึ่งอยู่ที่ใต้หลังคา

ภายในห้องนั้นมีหญิงชราผู้หนึ่งกำลังนั่งปั่นด้ายอยู่ข้างวงล้อปั่นด้ายอย่างสงบ สิ่งที่ทำให้เจ้าหญิงประหลาดใจก็คือ หญิงชราดูไม่ตกใจเลยที่มีเด็กคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในห้องลับแห่งนี้ ราวกับว่าท่านรู้มาก่อนแล้วว่าเจ้าหญิงจะมาถึง

หญิงชราเงยหน้าขึ้น ยิ้มอย่างอ่อนโยน และเชื้อเชิญให้เจ้าหญิงเข้ามานั่งใกล้ ๆ เจ้าหญิงไม่รู้ว่าหญิงชราคนนี้เป็นใคร และไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมท่านจึงอาศัยอยู่ในห้องที่ไม่มีใครเคยพูดถึงมาก่อน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง พระองค์กลับไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เจ้าหญิงกลับรู้สึกอบอุ่นและไว้วางใจราวกับกำลังนั่งอยู่กับญาติผู้ใหญ่ที่รักพระองค์มานานแล้ว

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความลับที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเจ้าหญิงไอรีน

หลังจากวันนั้น เจ้าหญิงไอรีนก็อดคิดถึงห้องเล็ก ๆ ใต้หลังคาไม่ได้

คฤหาสน์ทั้งหลังมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่น้อย ทั้งแม่นม คนรับใช้ และทหารรักษาการณ์ แต่ไม่มีใครเคยพูดถึงหญิงชราผู้ปั่นด้ายบนหอคอยเลย ราวกับว่าห้องนั้นเป็นความลับที่ไม่มีใครรู้จัก

ในวันต่อมา เจ้าหญิงจึงตัดสินใจกลับขึ้นไปยังห้องนั้นอีกครั้ง พระองค์เดินผ่านบันไดแคบ ๆ และทางเดินคดเคี้ยวที่จำได้อย่างแม่นยำ จนมาถึงประตูบานเล็กใต้หลังคา เมื่อผลักประตูเข้าไป ภาพที่เห็นก็แทบไม่ต่างจากวันก่อน หญิงชรายังคงนั่งอยู่ข้างวงล้อปั่นด้าย กงล้อหมุนช้า ๆ ส่งเสียงเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ ขณะที่เส้นด้ายสีเงินละเอียดถูกดึงออกมาอย่างไม่สิ้นสุด

หญิงชรายิ้มเมื่อเห็นเจ้าหญิงและพูดอย่างอ่อนโยนว่า “ฉันรู้ว่าเจ้าหญิงจะกลับมา”

เจ้าหญิงยิ้มและรู้สึกอบอุ่นใจราวกับได้อยู่กับคนในครอบครัว เมื่อเจ้าหญิงมองหน้าของหญิงชราชัด ๆ เจ้าหญิงรู้สึกว่า บางครั้งท่านดูชรามาก ราวกับผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปี แต่บางครั้ง ท่านกลับดูอ่อนเยาว์จนแทบเหมือนหญิงสาว ดวงตาของท่านเปล่งประกายสดใส และเส้นผมสีเงินก็สะท้อนแสงงดงามราวกับเส้นไหมที่กำลังปั่นอยู่ในมือ

วันแล้ววันเล่า เจ้าหญิงเริ่มไปหาหญิงชราบ่อยครั้งขึ้น ทั้งสองพูดคุยกันในเรื่องต่าง ๆ ทั้งเรื่องธรรมดาอย่างดอกไม้ นก หรือสภาพอากาศ รวมทั้งเรื่องที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เด็กอายุแปดขวบจะเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ไม่ว่าหญิงชราจะพูดเรื่องอะไร เจ้าหญิงก็มีความสุขที่ได้ฟัง

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เจ้าหญิงสงสัยก็คือ ห้องนี้ดูเหมือนจะมีสิ่งแปลก ๆ อยู่มากมาย เจ้าหญิงเห็นนกพิราบตัวเล็ก ๆ หลายตัว ของเล่นเก่าแก่ที่งดงามกว่าของเล่นใด ๆ ในคฤหาสน์ และมีเส้นด้ายจำนวนมหาศาลเรียงรายอยู่รอบห้อง แต่ไม่ว่าหญิงชราจะปั่นด้ายมากเพียงใด ด้ายเหล่านั้นก็ไม่เคยหมดลงเลย

วันหนึ่ง เจ้าหญิงตัดสินใจถามคำถามที่ติดอยู่ในใจมานาน เจ้าหญิงถามหญิงชราว่า “ท่านเป็นใครหรือคะ?”

หญิงชรายิ้มแล้วตอบว่า “ฉันเป็นญาติของเจ้าหญิง”

เจ้าหญิงพยายามนึกถึงญาติทุกคนที่รู้จัก แต่ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า มีญาติคนใดอาศัยอยู่บนหอคอยของคฤหาสน์หลังนี้ เมื่อเจ้าหญิงถามต่อ หญิงชรากลับตอบเพียงว่า วันหนึ่งเจ้าหญิงจะเข้าใจเอง

คำตอบเช่นนี้ ไม่น่าจะทำให้เด็กคนหนึ่งพอใจได้ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เจ้าหญิงกลับไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองอะไร พระองค์ได้แต่เก็บความสงสัยนั้น…เอาไว้ในใจ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะเชื่อเรื่องหญิงชราบนหอคอย เมื่อเจ้าหญิงเล่าเรื่องนี้ให้แม่นมฟัง แม่นมกลับยืนยันว่า บนหอคอยไม่มีใครอาศัยอยู่ และเมื่อเจ้าหญิงพยายามพาแม่นมไปดู แม่นมก็มองไม่เห็นห้องที่เจ้าหญิงพูดถึง

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเจ้าหญิงเล่าเรื่องหญิงชราให้คนอื่นฟัง หลายคนมักบอกว่า เจ้าหญิงคงจินตนาการเรื่องราวขึ้นมาเอง คำพูดเหล่านั้นทำให้เจ้าหญิงสับสนอยู่บ้าง บางครั้งพระองค์ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ตนเองกำลังฝันไปหรือเปล่า แต่ทุกครั้งที่เจ้าหญิงกลับขึ้นไปบนหอคอย พระองค์ก็พบห้อง ๆ นั้น และพบหญิงชราคนเดิมที่กำลังรออยู่ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน ดังนั้น แม้คนอื่นจะไม่เชื่อ แต่เจ้าหญิงก็ยังคงเชื่อในสิ่งที่พระองค์ได้พบเห็น

วันหนึ่ง ขณะที่เจ้าหญิงไอรีนและหญิงชรากำลังสนทนากันตามปกติ หญิงชราได้หยิบสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ออกมาจากโต๊ะข้างตัว มันเป็นแหวนวงเล็กที่มีความลับซ่อนอยู่

หญิงชราเรียกเจ้าหญิงเข้ามาใกล้ แล้วสวมแหวนวงนั้นให้ “เก็บมันเอาไว้ให้ดี สักวันหนึ่ง เจ้าจะต้องใช้มัน”

เจ้าหญิงก้มมองแหวนบนมือด้วยความสงสัย มันดูเป็นแหวนธรรมดา ไม่มีอัญมณีล้ำค่า แต่เมื่อพระองค์สวมแหวนและได้ลองสัมผัสด้านในของแหวน เจ้าหญิงกลับรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งที่นุ่มนวลอยู่ตรงนั้น มันเล็กจิ๋วและละเอียดอ่อนราวกับเส้นใยที่ปลายนิ้วแทบจับไม่ได้

หญิงชราอธิบายว่า ภายในแหวนมีเส้นด้ายเส้นหนึ่งซ่อนอยู่ หากวันใดที่เจ้าหญิงตกอยู่ในอันตราย หรือไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ให้สอดนิ้วเข้าไปในแหวน แล้วจับเส้นด้ายเส้นนั้นเอาไว้ มันจะช่วย…นำทางเจ้าหญิง!

“นำทางไปที่ไหนหรือ?” เจ้าหญิงถาม

“ไปยังที่ที่เจ้าหญิงควรไป”

คำตอบนั้น ฟังประหลาดพอ ๆ กับหลายสิ่งที่หญิงชราเคยพูด แต่ครั้งนี้ หญิงชรากล่าวเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า “จงจำไว้ให้ดี เมื่อเจ้าหญิงจับเส้นด้ายแล้ว อย่าปล่อยมือเด็ดขาด ไม่ว่ามันจะพาเจ้าหญิงไปทางใดก็ตาม แม้ว่าทางนั้นจะดูผิด แม้ว่ามันจะพาอ้อม หรือแม้ว่ามันจะดูพาออกห่างจากสิ่งที่เจ้าหญิงต้องการก็ตาม”

เจ้าหญิงพยายามทำความเข้าใจ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน หากเส้นด้ายพาไปผิดทาง เหตุใดจึงต้องเดินตามมัน? หากมันพาไปสู่อันตราย เหตุใดจึงไม่เลือกไปในทางที่ปลอดภัยกว่า?

หญิงชราเพียงยิ้ม แล้วบอกว่า “เมื่อถึงเวลา เจ้าหญิงจะเข้าใจเอง”

เจ้าหญิงยังคงไม่เข้าใจคำพูดของหญิงชรา แต่เพราะพระองค์รักหญิงชราและเชื่อใจท่านอย่างหมดหัวใจ เจ้าหญิงจึงรับแหวนวงนั้นเอาไว้โดยไม่โต้แย้ง

หลังจากได้พบเจ้าหญิงไอรีน เคอร์ดีก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง เขาเดินเข้าออกอุโมงค์ใต้ภูเขาทุกวัน จนคุ้นเคยกับทางเดินต่าง ๆ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของบ้านตนเอง คนงานเหมืองรู้จักเขาเป็นอย่างดี และมักพาเขาไปทำงานในส่วนต่าง ๆ ของเหมืองอยู่บ่อย ๆ

แม้จะยังเป็นเด็ก แต่เคอร์ดีเป็นคนช่างสังเกตและกล้าหาญ เขาชอบสำรวจเส้นทางใหม่ ๆ และมักจำเส้นทางซับซ้อนใต้ภูเขาได้ดีกว่าผู้ใหญ่หลายคน

ในบริเวณภูเขาลูกนั้น มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพวกก็อบลินสืบต่อกันมานาน ผู้ใหญ่บางคนเชื่อว่าพวกมันอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้ภูเขา ในขณะที่บางคนคิดว่าเป็นเพียงนิทานสำหรับหลอกเด็ก

เคอร์ดีเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับก็อบลิน พวกมันไม่ชอบมนุษย์ แต่ชอบซ่อนตัวอยู่ในความมืด และคอยสร้างปัญหาให้คนงานเหมือง แต่เด็กชายไม่เคยเห็นก็อบลินสักครั้ง เขาจึงไม่แน่ใจว่าควรเชื่อเรื่องเล่าเหล่านั้นหรือไม่

จนกระทั่งวันหนึ่ง ในขณะที่ เคอร์ดีกำลังทำงานอยู่ในอุโมงค์ลึกใต้ภูเขา เขาได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากหลังกำแพงหิน ในตอนแรก เขาคิดว่ามันเป็นเสียงของคนงานเหมืองอีกกลุ่มหนึ่ง แต่เมื่อตั้งใจฟัง เขาก็พบว่าเสียงเหล่านั้นแปลกเกินกว่าจะเป็นมนุษย์

เคอร์ดีจึงดับตะเกียงให้มืดลงเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ แนบหูเข้ากับผนังหิน หลังผนังหินมีเสียงพูดคุยกันจริง ๆเด็กชายพยายามตั้งใจฟัง แต่จับใจความได้เพียงบางคำเท่านั้น

แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เคอร์ดีมั่นใจว่า เสียงเหล่านั้นไม่ได้มาจากคนงานเหมืองอย่างแน่นอน หลังจากวันนั้น เขาจึงตั้งใจสังเกตความผิดปกติต่าง ๆ มากขึ้น บางครั้ง เขาได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวดังมาจากส่วนลึกของภูเขาในช่วงเวลาที่ไม่ควรมีใครอยู่ที่นั่น บางครั้งพบร่องรอยแปลก ๆ บนพื้นอุโมงค์ และบางครั้ง เขาก็ได้ยินเสียงพูดลอดผ่านกำแพงหิน

ยิ่งสังเกตมากเท่าไร เขาก็ยิ่งเชื่อว่า เรื่องเล่าเกี่ยวกับพวกก็อบลินอาจเป็นความจริง

คืนหนึ่ง ขณะที่เคอร์ดีกำลังฟังเสียงที่ผนังหินอยู่ตามลำพัง เขาได้ยินเสียงการสนทนาที่ชัดเจนกว่าที่เคย แม้เคอร์ดีจะยังจับความได้ไม่ทั้งหมด แต่คำบางคำกลับดังชัดเจน และไม่น่าจะมีความหมายเป็นอื่นไปได้

เคอร์ดีได้ยิน คำว่า “เจ้าหญิง” “แต่งงาน” “เจ้าชาย” เขาไม่เข้าใจว่าคำเหล่านั้นมาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร แต่เมื่อฟังต่อไป ความกังวลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ๆ เพราะดูเหมือนว่า บุคคลที่พวกสิ่งมีชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ภูเขากำลังพูดถึง ก็คือ “เจ้าหญิงไอรีน”

ด้วยเหตุนี้เอง เคอร์ดีจึงยิ่งตั้งใจติดตามความเคลื่อนไหวของพวกก็อบลิน จนได้ข้อมูลมากพอที่ทำให้เชื่อได้ว่า ลึกลงไปใต้ภูเขา มีอาณาจักรลับของพวกก็อบลินอยู่จริง พวกมันมีบ้านเรือน มีครอบครัว มีราชา มีราชินี และมีเจ้าชายของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันกำลังวางแผนให้เจ้าชายแห่งพวกก็อบลินแต่งงานกับเจ้าหญิงไอรีน และพาตัวพระองค์ลงไปอยู่ในอาณาจักรใต้ดินตลอดกาล

เมื่อได้รู้เป้าหมายของพวกก็อบลิน เคอร์ดีก็เริ่มตระหนักว่า ปัญหานี้ร้ายแรงกว่าที่เขาคิด เขาจึงพยายามเก็บหลักฐานต่อไป แต่ยิ่งเข้าใกล้ความลับมากเท่าไร อันตรายก็ยิ่งเข้าใกล้ตัวเขามากขึ้นเท่านั้น เพราะในขณะที่เด็กชายกำลังเฝ้าสังเกตพวกก็อบลิน เขาไม่รู้เลยว่า พวกก็อบลินเองก็เริ่มสังเกตเห็นเขาเช่นกัน

คืนหนึ่ง ในขณะที่เคอร์ดีกำลังแอบฟังเสียงของพวกก็อบลินอยู่ที่ทางเดินใต้ดินแห่งหนึ่ง เขาก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวดังขึ้นที่เหนือศีรษะ และก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว ก้อนหินจำนวนมหาศาลได้พังถล่มลงมาจากเพดาน พร้อม ๆ กับเสียงครืนที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วอุโมงค์

เคอร์ดีรีบกระโดดหลบอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อฝุ่นควันจางลง เขาก็พบว่า ทางเดินทั้งด้านหน้าและด้านหลังของเขาถูกปิดตายด้วยกองหินถล่ม

เด็กชายต้องติดอยู่ตามลำพังในความมืด เขาพยายามเคลื่อนย้ายหินออกทีละก้อน พยายามร้องเรียกความช่วยเหลือ และพยายามหาทางออกทุกวิถีทาง แต่ยิ่งเวลาผ่านไป เขาก็ยิ่งตระหนักว่า ตนเองไม่สามารถออกไปได้ด้วยกำลังของตนเองแน่ ๆ ในที่สุด เคอร์ดีก็นั่งลงท่ามกลางความเงียบอันมืดมิดอย่างหมดหวัง

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ที่คฤหาสน์บนภูเขา เจ้าหญิงไอรีนเริ่มรู้สึกกังวล เพราะไม่ได้พบเคอร์ดีนานหลายวัน เมื่อเจ้าหญิงให้ทหารไปสอบถาม ชาวเหมืองต่างไม่ทราบว่าเคอร์ดีหายไปไหน บางคนคิดว่าเขาอาจทำงานอยู่ในเหมืองอีกส่วนหนึ่ง บางคนคิดว่าเขาคงกลับบ้านไปแล้ว แต่เจ้าหญิงกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

ในที่สุด เจ้าหญิงจึงตัดสินใจขึ้นไปยังห้องเล็ก ๆ บนหอคอยอีกครั้ง ณ ที่แห่งนั้น หญิงชรายังคงนั่งปั่นด้ายอยู่เช่นเดิม เมื่อเจ้าหญิงเล่าความกังวลทั้งหมดให้หญิงชราฟัง หญิงชราก็รับฟังอย่างสงบ ก่อนจะกล่าวว่า “ลองสอดนิ้วเข้าไปในแหวนสิ”

เจ้าหญิงทำตามคำของหญิงชราด้วยความเชื่อใจ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสด้านในของแหวน พระองค์ก็รับรู้ได้ถึงเส้นด้ายเส้นเล็ก ๆ เส้นหนึ่ง

“จับมันไว้นะ แล้วเดินตามมันไป” หญิงชรากล่าว

“มันจะพาไปหาเคอร์ดีเหรอคะ” เจ้าหญิงถาม

หญิงชราเพียงยิ้มแล้วพูดว่า “จงเชื่อมัน”

เจ้าหญิงไม่ได้ถามอะไรอีก พระองค์แค่เดินออกจากห้องบนหอคอย แล้วเริ่มเดินตามเส้นด้ายที่พระองค์จับอยู่

ในช่วงแรก เส้นด้ายพาเจ้าหญิงไปตามทางเดินปกติภายในคฤหาสน์ แต่ไม่นาน มันก็พาเจ้าหญิงออกจากตัวอาคาร ลงไปตามทางบนภูเขา ผ่านพุ่มไม้ ผ่านโขดหิน และมุ่งตรงไปยังบริเวณที่เจ้าหญิงไม่เคยไปมาก่อน หลายครั้ง เจ้าหญิงรู้สึกว่าเส้นด้ายกำลังพาอ้อม บางครั้ง เจ้าหญิงรู้สึกเหมือนมันพาเดินย้อนกลับ บางครั้งมันคล้ายกับพาเจ้าหญิงไปในทิศทางที่ดูห่างไกลจากจุดหมาย แต่ทุกครั้งที่เกิดความลังเลสงสัย เจ้าหญิงก็นึกถึงคำเตือนของหญิงชราทันที

“จับมันไว้นะ แล้วเดินตามมันไป”

ด้วยเหตุนี้เอง เจ้าหญิงจึงก้าวต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยความเชื่อมั่น จนในที่สุด เส้นด้ายก็นำเจ้าหญิงลงสู่ทางเดินใต้ดินอันมืดมิด

ณ อุโมงค์ใต้ภูเขาที่ทอดยาวลึกเข้าไป ความเงียบรอบตัวทำให้สถานที่นั้นน่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง แต่เจ้าหญิงยังคงเดินตามเส้นด้ายต่อไปโดยไม่ลังเล เจ้าหญิงเดิน…เดิน…แล้วก็เดิน ในที่สุด พระองค์ก็ได้ยินเสียงของใครบางคนดังออกมาจากอีกฟากหนึ่งของกองหิน

“มีใครอยู่ตรงนั้นไหม?” เสียงนั้นร้องถาม

เจ้าหญิงจำเสียงนั้นได้ทันที มันเป็นเสียงของเคอร์ดี เจ้าหญิงจึงรีบเข้าไปใกล้กับกองหินถล่ม และพบว่า เคอร์ดีติดอยู่ที่ด้านหลังของกองหินจริง ๆ

“เจ้าหญิงไอรีน!” เคอร์ดีร้องออกมาด้วยความตกใจ เขาแทบไม่เชื่อเลยว่า คนที่มาพบเขาในอุโมงค์ลึกใต้ภูเขาเช่นนี้จะเป็นเจ้าหญิงองค์น้อย

เจ้าหญิงไอรีนไม่ยอมเสียเวลาอธิบาย พระองค์เริ่มยกหินออกทีละก้อน ทีละก้อน อย่างไม่ลังเล

ก้อนหินหลายก้อนหนักเกินกำลังของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ บางก้อนทำให้มือของเจ้าหญิงถลอกและเจ็บปวด แต่เพื่อช่วยเคอร์ดี พระองค์จึงพยายามต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

เมื่อเคอร์ดีเห็นเช่นนั้น เคอร์ดีจึงช่วยผลักหินจากอีกด้านหนึ่งเท่าที่ทำได้ จนในที่สุด กองหินก็เปิดเป็นช่องกว้างพอให้เด็กชายคลานออกมาได้

เมื่อออกมาได้สำเร็จ เคอร์ดีมองเจ้าหญิงด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เข้าใจเลยว่าเจ้าหญิงตามหาเขาพบได้อย่างไร ระหว่างทางกลับ ไอรีนจึงเล่าเรื่องแหวนและเส้นด้ายให้ฟังเคอร์ดีฟัง

เคอร์ดีฟังเจ้าหญิงอย่างเงียบ ๆ เขาอยากเชื่อเจ้าหญิง แต่ก็ยังไม่อาจเข้าใจได้ว่า เส้นด้ายจะนำทางคนได้อย่างไร

เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ เจ้าหญิงจึงพาเคอร์ดีขึ้นไปยังห้องบนหอคอย เพื่อให้หญิงชราผู้เป็นเจ้าของเส้นด้ายอธิบายเรื่องทั้งหมดให้เคอร์ดีฟัง แต่เมื่อทั้งสองเข้าไปในห้อง สิ่งประหลาดก็เกิดขึ้น เพราะในขณะที่เจ้าหญิงเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนดังปกติ คือ เห็นหญิงชรานั่งอยู่ข้างวงล้อปั่นด้าย เห็นบรรยากาศอันอ่อนโยนภายในห้อง และได้ยินเสียงหญิงชราพูดอย่างชัดเจน แต่สำหรับเคอร์ดี ห้องนั้นกลับว่างเปล่า เขาไม่เห็นหญิงชราไม่เห็นวงล้อปั่นด้าย ไม่เห็นสิ่งใดเลยนอกจากห้องธรรมดาห้องหนึ่ง

เด็กชายพยายามมองไปรอบ ๆ ห้องหลายครั้ง แต่เขาก็ยังไม่เห็นสิ่งที่เจ้าหญิงกำลังชี้ให้ดู เขาไม่ได้คิดว่าเจ้าหญิงโกหก เพราะเจ้าหญิงเพิ่งช่วยชีวิตเขาเอาไว้ แต่เขาไม่อาจเข้าใจได้ว่า เพราะเหตุใด…ตนเองจึงมองไม่เห็นสิ่งที่เจ้าหญิงเห็น ในขณะเดียวกัน เจ้าหญิงเองก็ไม่เข้าใจว่า เพราะเหตุใดคนที่เพิ่งได้รับความช่วยเหลือจากเส้นด้ายจนออกมาจากกองหินถล่มได้จริง ๆ จึงมองไม่เห็นว่าหญิงชรามีตัวตนอยู่จริง ๆ

เมื่อเจ้าหญิงและเคอร์ดีออกมาจากห้อง เจ้าหญิงมีความเชื่อมั่นในหญิงชรามากขึ้นกว่าเดิม ส่วนเคอร์ดี แม้จะยังไม่เข้าใจทุกอย่าง แต่เขาเริ่มตระหนักเป็นครั้งแรกว่า บางทีโลกอาจมีความจริงบางอย่าง ที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมองเห็นได้ในเวลาเดียวกัน

หลังจากเหตุการณ์ที่เจ้าหญิงไอรีนช่วยเคอร์ดีออกมาจากอุโมงค์ใต้ภูเขา เด็กชายก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง แต่ภายในใจของเขา มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

เคอร์ดียังคงไม่เข้าใจเรื่องหญิงชราบนหอคอย และเหตุผลว่าเจ้าหญิงตามหาเขาพบได้อย่างไร แต่จากเรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้เขาเริ่มเปิดใจยอมรับว่า บางครั้งอาจมีความจริงบางอย่างซ่อนอยู่เหนือสิ่งที่ดวงตามองเห็น

ในขณะเดียวกัน เคอร์ดียังคงเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของพวกก็อบลินอยู่ตลอด ยิ่งเวลาผ่านไป เคอร์ดีก็ยิ่งมั่นใจว่า พวกก็อบลินยังไม่ละทิ้งแผนการเกี่ยวกับเจ้าหญิงไอรีนแน่ ๆ เพราะเขายังคงได้ยินเสียงขุดเจาะดังมาจากส่วนลึกของภูเขาอยู่บ่อย ๆ และเขาก็พบว่าพวกมันกำลังสร้างอุโมงค์สายใหม่ขึ้นอย่างลับ ๆ ใต้ภูเขา

คืนหนึ่ง ในขณะที่เคอร์ดีเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวเหล่านั้น เคอร์ดีก็พบความจริงที่น่าตกใจว่า พวกก็อบลินไม่ได้วางแผนแค่จะลักพาตัวเจ้าหญิงเท่านั้น แต่พวกมันกำลังขุดอุโมงค์มุ่งตรงไปยังคฤหาสน์บนภูเขาด้วย

เมื่อทราบแผนของพวกก็อบลิน เด็กชายจึงพยายามเตือนให้ผู้ใหญ่ได้รู้ถึงการมีอยู่จริงของพวกก็อบลินและแผนที่พวกมันต้องการจะจับตัวเจ้าหญิง แต่อนิจจา…ไม่มีใครสนใจคำพูดของเด็กอย่างเขา ทุกคนยังไม่ตระหนักถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

……

แล้วคืนที่เคอร์ดีหวาดกลัวก็มาถึง ในขณะที่ ทุกคนในคฤหาสน์กำลังหลับใหล พวกก็อบลินก็ขุดอุโมงค์ทะลุขึ้นมาถึงห้องใต้ดินได้สำเร็จ จากนั้น พวกมันก็พากันกรูออกมาจากความมืดและบุกเข้าสู่ส่วนต่าง ๆ ของคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว

เสียงตะโกนดังขึ้นทั่วอาคาร คนรับใช้แตกตื่นและพากันวิ่งวุ่นวายไปหมด ทหารและคนงานพยายามต่อสู้ป้องกันคฤหาสน์ เคอร์ดีเองก็เข้าร่วมการต่อสู้ทันที เขารู้จุดอ่อนของพวกก็อบลินจากการเฝ้าติดตามเก็บข้อมูลมาอย่างยาวนาน เขาจึงใช้ความรู้นั้นช่วยป้องกันผู้คนภายในคฤหาสน์ ด้วยการตะโกนบอกให้ทุกคนมุ่งจัดการกับ “จุดอ่อน” ของพวกก็อบลิน ซึ่งอยู่ที่เท้าอันบอบบางของพวกมัน

ท่ามกลางความวุ่นวาย เคอร์ดีได้เผชิญหน้ากับราชินีของก๊อบลินที่ทั้งดุร้ายและเต็มไปด้วยความอาฆาต นางพยายามนำพวกของตนบุกฝ่าเข้าไปยังส่วนในของคฤหาสน์ให้ได้ แต่เคอร์ดีก็ขัดขวางเอาไว้อย่างสุดกำลัง

เมื่อความวุ่นวายสงบลง และพวกก๊อบลินได้ล่าถอยไป ทุกคนได้พบข่าวร้ายที่สุด นั่นคือ เจ้าหญิงไอรีนได้หายตัวไปจากคฤหาสน์

……..

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาแห่งความสับสนนั้น ไม่มีใครเห็นว่าพระองค์ถูกพาตัวไปทางใด แต่เคอร์ดีมั่นใจว่าพวกก็อบลินต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน

ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในใจของเด็กชายทันที เขารู้ว่าพวกก็อบลินกำลังวางแผนอยู่ เขารู้ว่าพวกมันต้องการตัวเจ้าหญิง แต่เขาก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งเหตุการณ์ทั้งหมดได้

ในขณะที่ทุกคนกำลังสับสนและไม่รู้จะเริ่มค้นหาจากที่ใด เคอร์ดีกลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่ปลายนิ้ว มันเป็นความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับมีเส้นบาง ๆ แตะอยู่ในมือของเขา

ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงเรื่องที่เจ้าหญิงเคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับแหวนและเส้นด้ายวิเศษ หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงหัวเราะกับความคิดเช่นนี้ แต่หลังจากทุกสิ่งที่ได้ประสบมา เด็กชายกลับไม่ลังเลเลย เขาจับเส้นด้ายเอาไว้แน่น แล้วเริ่มเดินตามมันไปด้วยความเชื่อมั่น

เส้นด้ายพาเขาเดินออกจากคฤหาสน์ ลงจากภูเขา ผ่านทางเดินมืดมิดหลายสาย ยิ่งเดินตามไปไกลเท่าไร เคอร์ดีก็ยิ่งมั่นใจว่าตนเองกำลังได้รับความช่วยเหลือจากพลังเดียวกับที่เคยช่วยเจ้าหญิงตามหาเขาในอุโมงค์ใต้ภูเขา

ในที่สุด เส้นด้ายก็นำเคอร์ดีมาถึงกระท่อมเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่เขารู้จักดี…เพราะมันคือบ้านของเขาเอง และเมื่อเคอร์ดีเปิดประตูเข้าไป เขาก็พบว่า เจ้าหญิงไอรีนกำลังนอนหลับอยู่ โดยมีแม่ของเคอร์ดีดูแลอยู่ใกล้ ๆ

ในวินาทีนั้น เคอร์ดีไม่ต้องการหลักฐานใด ๆ อีกแล้ว เขาไม่เคยเห็นเส้นด้ายด้วยดวงตา เขาไม่เคยเห็นหญิงชราบนหอคอยเช่นเดียวกับที่เจ้าหญิงเห็น แต่เส้นด้ายได้พาเขามาถึงที่นี่จริง ๆ และนี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เด็กชายยอมรับอย่างเต็มหัวใจว่า มีความจริงบางอย่างในโลกนี้ที่ตาอาจมองไม่เห็น แต่ยังคงเป็นความจริงอยู่ดี

ในขณะที่เคอร์ดีกำลังยินดีกับการได้พบเจ้าหญิงไอรีนอีกครั้ง ความทรงจำบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในใจของเขาอย่างกะทันหัน

เขานึกถึงบทสนทนาที่เคยแอบได้ยินจากพวกก็อบลินในอุโมงค์ใต้ภูเขา ในตอนนั้นเขามัวแต่กังวลเรื่องการลักพาตัวเจ้าหญิง จนเกือบลืมแผนการอีกอย่างหนึ่งที่พวกมันกำลังเตรียมเอาไว้ เมื่อคิดได้เช่นนั้น สีหน้าของเด็กชายก็เปลี่ยนไปทันที

เขาจึงรีบนำเรื่องไปเล่าให้พวกผู้ใหญ่ฟังว่า นอกจากแผนลักพาตัวเจ้าหญิง พวกก็อบลินยังได้ขุดอุโมงค์ไปยังแหล่งน้ำขนาดมหึมาที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขา และตั้งใจจะปล่อยน้ำเหล่านั้นให้ไหลทะลักเข้าสู่เหมืองและหมู่บ้านของมนุษย์

ครั้งนี้ ผู้ใหญ่ทุกคนรับฟังคำเตือนของเคอร์ดีอย่างจริงจัง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทำให้ทุกคนเชื่อว่าพวกก็อบลินมีอยู่จริงและเคอร์ดีรู้เรื่องของพวกก็อบลินมากกว่าใคร ๆ เมื่อคนงานเหมืองจำนวนหนึ่งลงไปตรวจสอบในอุโมงค์ พวกเขาก็พบว่า พวกก็อบลินกำลังขุดอุโมงค์เข้าใกล้กำแพงหิน ที่กั้นมวลน้ำมหาศาลเอาไว้จริง ๆ ทันทีที่รู้เช่นนั้น คนงานเหมืองทั้งหมดจึงร่วมมือกันหาทางป้องกันภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้น

ชาวเหมืองจึงช่วยกันสร้างกำแพงกั้นน้ำเพิ่มเติมในจุดสำคัญ พวกเขาเร่งมือขนหินและดินจำนวนมากลงไปเสริมความแข็งแรงให้กับอุโมงค์ และเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

…….

ไม่นานหลังจากนั้น วันที่ทุกคนหวาดกลัวก็มาถึง ลึกลงไปใต้ภูเขา พวกก็อบลินขุดเจาะอุโมงค์มาถึงจุดหมายของพวกมันในที่สุด ทันใดนั้นเอง เสียงปริแตกก็ดังสนั่น กำแพงหินที่กั้นมวลน้ำมหาศาลเริ่มแตกร้าว จากรอยแตกเล็ก ๆ ในตอนแรก กลายเป็นรูโหว่ที่มวลน้ำมหาศาลพากันพุ่งทะลักออกมาด้วยแรงอันน่าหวาดหวั่น ราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากที่คุมขัง

กระแสน้ำไหลบ่าเข้าสู่อุโมงค์ต่าง ๆ ด้วยความเร็วมหาศาล อุโมงค์จำนวนมากพังทลายลงอย่างรวดเร็ว ทางเดินที่เคยเชื่อมต่อกันถูกตัดขาด ห้องโถงใต้ดินหลายแห่งจมอยู่ใต้น้ำ

ในขณะเดียวกัน แม้มวลน้ำบางส่วนจะไหลเข้ามาสู่ที่พักอาศัยของผู้คน แต่สิ่งกีดขวางที่คนงานเหมืองสร้างขึ้นก็ช่วยเปลี่ยนทิศทางของกระแสน้ำ ทำให้หมู่บ้านและคฤหาสน์บนภูเขาได้รับความเสียหายน้อยกว่าที่พวกก็อบลินคาดหวังไว้มาก

ตลอดทั้งคืน เสียงน้ำคำรามดังก้องอยู่ใต้ภูเขา ผู้คนต่างเฝ้ารอด้วยความกังวล เพราะไม่รู้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นเช่นไร จนกระทั่งรุ่งเช้ามาถึง เมื่อคนงานกลุ่มแรกลงไปสำรวจอุโมงค์ในภูเขาอีกครั้ง พวกเขาก็พบว่าอาณาจักรของพวกก็อบลินแทบไม่เหลือสภาพเดิมอีกต่อไป

……..

เมื่ออันตรายผ่านพ้นไป พระราชาก็เสด็จมายังคฤหาสน์ด้วยความห่วงใยเจ้าหญิง ผู้คนทั่วทั้งหุบเขาต่างเฉลิมฉลองให้กับการรอดพ้นจากหายนะครั้งใหญ่ ส่วนเคอร์ดีได้รับคำชื่นชมจากทุกคน เพราะหากไม่มีความกล้าหาญของเขา หลายชีวิตอาจไม่รอดพ้นจากภัยพิบัติในครั้งนั้น

เจ้าหญิงไอรีนเองก็ไม่ลืมเพื่อนผู้กล้าหาญคนนี้เช่นกัน ครั้งหนึ่งพระองค์เคยสัญญาเอาไว้ว่าหากเคอร์ดีช่วยเหลือพระองค์ได้สำเร็จ พระองค์จะมอบจุมพิตให้เป็นรางวัล และเจ้าหญิงก็รักษาสัญญานั้น

ท่ามกลางรอยยิ้มของทุกคน เจ้าหญิงจุมพิตเคอร์ดีตามที่เคยรับปากไว้ ทำให้เด็กชายหน้าแดงด้วยความเขินอาย จนกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนพูดถึงกันด้วยความเอ็นดูไปอีกนาน

…….

หลังจากวันนั้น ชีวิตในหุบเขาก็ค่อย ๆ กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง เหมืองกลับมาเปิดทำงานตามปกติ ผู้คนซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้น และเรื่องราวของพวกก็อบลินก็ค่อย ๆ กลายเป็นตำนานที่เล่าขานต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น

แต่สำหรับเจ้าหญิงไอรีนและเคอร์ดี สิ่งสำคัญที่สุดที่เหลืออยู่ไม่ใช่ชัยชนะเหนือพวกก็อบลิน หากเป็นบทเรียนที่ทั้งสองได้รับจากการผจญภัยครั้งนั้น

เจ้าหญิงได้เรียนรู้ว่าความเชื่อมั่นสามารถนำทางผู้คนผ่านความมืดมิดและอันตรายได้ ส่วนเคอร์ดีได้เรียนรู้ว่า โลกนี้มีความจริงบางอย่างที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยดวงตาเพียงอย่างเดียว บางครั้ง สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจเป็นสิ่งที่ต้องมองด้วยหัวใจ

และแม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ทั้งสองก็ไม่เคยลืมหญิงชราผู้ลึกลับบนหอคอย ผู้ซึ่งคอยดูแลและชี้นำพวกเขาอยู่เสมอ

และนั่นคือเรื่องราวของ เจ้าหญิงกับก็อบลิน ที่ผู้คนยังคงเล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้.

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานก่อนนอนสั้น ๆ, นิทานสอนใจ

บทเรียนของต๋อง : นิทานสอนใจสำหรับเด็ก

บางครั้งการอ่าน นิทานก่อนนอน ไม่ได้มีไว้แค่สำหรับเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่หลายคนใช้แบ่งปันความอบอุ่นกับคนรัก การเล่านิทานเบา ๆ ที่มีเนื้อเรื่องน่ารัก ไม่ซับซ้อน ช่วยให้บรรยากาศยามค่ำคืนเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและความใกล้ชิด

นิทานที่มีข้อคิดเล็ก ๆ แทรกอยู่ในเรื่องราว ทำให้การอ่านหรือฟังนิทานไม่เพียงแต่เป็นความบันเทิง แต่ยังเป็นการส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ให้กันและกัน เสียงเล่าเบา ๆ ก่อนนอนจึงกลายเป็นเหมือนคำปลอบโยน ที่ทำให้หัวใจอุ่นขึ้นและพร้อมจะพักผ่อน

เมื่อเรื่องราวดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและอบอุ่น ผู้ฟังจะรู้สึกเหมือนได้เดินทางเข้าสู่โลกเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความน่ารักและความสบายใจ นิทานเบา ๆ แบบนี้จึงเหมาะทั้งสำหรับเด็กที่รอฟังนิทานก่อนนอน และสำหรับผู้ใหญ่ที่อยากสร้างช่วงเวลาพิเศษกับคนที่รัก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ บ้านเลี้ยงลูกสัตว์กำพร้าของแม่หมี มีลูกลิงตัวหนึ่งชื่อว่า “ต๋อง”

ต๋องเป็นลูกลิงแสนซนที่แม่หมีนำมาดูแลตั้งแต่แรกเกิด ต๋องไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ มันจึงรักแม่หมีเสมือนเป็นแม่แท้ ๆ ของมัน

เมื่อต๋องและเพื่อนสัตว์โตพอที่จะดูแลตัวเองได้ แม่หมีได้มอบหมายหน้าที่ให้ลูกสัตว์แต่ละตัวทำ ทั้งนี้เพื่อฝึกฝนให้ลูกสัตว์แต่ละตัวเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ

หน้าที่แรกที่ต๋องได้รับคือการหิ้วตะกร้าไปจ่ายตลาดแทนแม่หมี แต่เนื่องจากต๋องมีนิสัยซุกซน ระหว่างทาง… มันจึงเผลอเที่ยวเล่นโอ้เอ้ ทำให้ไปถึงตลาดช้าและซื้อกับข้าวได้ไม่ครบตามที่แม่หมีขอให้ซื้อ เมื่อแม่หมีสอนให้ต๋องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ต๋องก็อ้างว่าหน้าที่ที่มันได้รับยากลำบากกว่าลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ เพราะต้องเดินทางออกจากบ้าน มันจึงงอแงและขอเปลี่ยนหน้าที่กับเพื่อนเพื่อความยุติธรรม

แม่หมีถอนหายใจเฮือกใหญ่ในความเอาแต่ใจของต๋อง แต่เพื่อสอนให้ลูกลิงตัวน้อยสำนึกผิด แม่หมีจึงเปลี่ยนหน้าที่ของต๋องกับเจ้าแพนด้า โดยให้แพนด้าไปจ่ายตลาด แล้วให้ต๋องมาทำความสะอาดบ้านแทน

หน้าที่ทำความสะอาดเป็นหน้าที่ที่ได้อยู่บ้าน แต่เป็นงานที่หนักไม่ใช่เล่น ต๋องทำความสะอาดได้สัก ก็เผลอซนเอาน้ำยาล้างจานมาผสมกับน้ำ แล้วใช้หลอดเป่าน้ำยาจนกลายเป็นลูกโป่งฟองสบู่ล่องลอยไปทั่ว ต๋องเพลินกับการเล่นมากกว่าหน้าที่ที่ได้รับ ไป ๆ มา ๆ ต๋องก็ทำความสะอาดไม่เสร็จตามเวลา ทำให้คุณแม่หมีต้องเอ่ยปากตำหนิต๋องอีกครั้ง

เมื่อต๋องถูกตำหนิ มันก็อ้างว่าหน้าที่ที่มันได้รับยากลำบากกว่าหน้าที่ของลูกสัตว์บางตัว เช่น หน้าที่หุงข้าวของลูกกระต่ายตัวน้อย ต๋องโอดครวญว่ามันมีความรับผิดชอบไม่แพ้ใคร ๆ เลย ถ้ามันได้ทำหน้าที่ที่ง่ายกว่านี้ ดังนั้น มันจึงขอเปลี่ยนหน้าที่กับลูกกระต่ายเพื่อความยุติธรรม

แม่หมีส่ายหน้าด้วยความระอาใจ แต่เพื่อสอนลูกลิงตัวน้อย แม่หมีจึงยอมเปลี่ยนหน้าที่ของต๋องกับลูกกระต่าย โดยให้ลูกกระต่ายมาทำความสะอาดบ้าน แล้วให้ต๋องทำหน้าที่หุงข้าว

วันรุ่งขึ้น ต๋องตื่นแต่เช้าเตรียมหุงข้าวด้วยความกระตือรือร้น มันเอาข้าวสารไปซาวน้ำแล้วยกหม้อข้าวเตรียมหุง แต่ทันใดนั้นเอง เสียงการ์ตูนเรื่องโปรดจากโทรทัศน์ก็ดังแว่วมา ต๋องรีบวางหม้อข้าว แล้ววิ่งไปนั่งหน้าจอโทรทัศน์ทันที

หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น แพนด้าน้อยถือตะกร้ากลับจากตลาด, ลูกกระต่ายทำความสะอาดบ้านเสร็จเรียบร้อย, แม่หมีพาลูกสัตว์กำพร้าตัวน้อยอีกหลายตัวมานั่งเตรียมตัวกินข้าวเช้าที่โต๊ะอาหาร ครั้นเมื่อแม่หมีเปิดหม้อข้าว ทุกคนก็พบว่าในหม้อข้าวมีแต่ข้าวที่แช่อยู่ในน้ำ ไม่ใช่ข้าวที่หุงเสร็จแล้ว!

ทันทีที่ต๋องได้สติ มันก็รีบวิ่งจากหน้าจอโทรทัศน์มาที่ห้องครัว ณ เวลานั้น ต๋องเพิ่งรู้ว่ามันลืมกดปุ่มหุงข้าว ซึ่งเป็นหน้าที่ที่แสนง่ายดาย จนทำให้ทุก ๆ คนไม่มีข้าวกินในวันนี้

แพนด้าน้อยที่เหนื่อยจากการเดินทางไปตลาดและลูกกระต่ายที่ทำความสะอาดบ้านจนเหงื่อท่วมตัวได้แต่ทำหน้าผิดหวัง ส่วนแม่หมีได้แต่หันหน้าไปทางอื่นโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ

ต๋องรู้สึกผิดมากที่มันลืมกดปุ่มหุงข้าว ต๋องรู้ดีว่าเพื่อน ๆ และแม่หมี รวมทั้งลูกสัตว์ทั้งหลายคงหิวมาก เพราะทุกคนตื่นแต่เช้ามาทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่

การไปจ่ายตลาด, การทำความสะอาดบ้านหรือการหุงข้าว ทุกงานเป็นเพียงหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ไม่ว่างานจะยากหรือง่าย หากไม่มีความรับผิดชอบ งานก็ไม่มีทางลุล่วงไปได้

ต๋องเพิ่งตระหนักว่าปัญหาจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่ตัวงาน แต่อยู่ที่ตัวของมันเองต่างหาก

ต๋องรู้สึกผิดต่อทุก ๆ คน มันเอ่ยปากขอโทษและสัญญาว่ามันจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น โดยไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังกับมันอีก

แม่หมีและลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ ต่างให้อภัยต๋อง

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ต๋องก็นำบทเรียนที่ได้รับมาใช้เตือนใจตัวเองและมันก็ทำหน้าที่ทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายได้อย่างดีเยี่ยม โดยไม่เคยเผลอซุกซนจนลืมหน้าที่อีกเลย

ภาพประกอบท้ายเรื่องบทเรียนของต๋อง นิทานนำบุญ
Posted in นิทานนำบุญ, นิทานโลก, บทความ

นักแต่งนิทานที่ถูกลืม: เรื่องจริงของโลกนิทาน

ตอนที่ผมเป็นเด็ก ผมเข้าใจมาตลอดว่า นิทานอีสปคือนิทานที่แต่งโดย Aesop และนิทานกริมส์ก็คือนิทานที่แต่งโดย Brothers Grimm

แต่เมื่อผมเติบโตขึ้น ได้มาเป็นนักแต่งนิทาน และเริ่มค้นคว้านิทานนานาชาติเพื่อนำมาลงในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” ผมจึงพบว่า…ความเข้าใจนั้นอาจไม่ถูกต้องนัก

นักวิชาการจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า อีสปอาจไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง นิทานอีสปจึงอาจเป็นเพียงชื่อที่ใช้เรียกนิทานกรีกโบราณ ซึ่งถูกเล่าขานและถ่ายทอดต่อกันมา ก่อนจะมีผู้รวบรวมและเรียบเรียงในภายหลัง

ในขณะที่นิทานกริมส์ Brothers Grimm เองก็ไม่ได้ “แต่ง” นิทานเหล่านั้นขึ้นใหม่ หากแต่เป็นผู้รวบรวมนิทานพื้นบ้านของเยอรมนี แล้วนำมาเรียบเรียงให้เป็นหนังสือที่ผู้คนอ่านกันมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อค้นคว้าต่อไป ผมก็พบว่า ยังมีนักเขียนนิทานอีกจำนวนมากที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน คือการรวบรวมนิทานพื้นบ้านของตนเอง แล้วนำมาเรียบเรียงเผยแพร่

ส่วนนิทานจากเอเชียจำนวนมากที่เราคุ้นเคย ก็มักถูกระบุเพียงว่าเป็น “นิทานพื้นบ้าน” โดยไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง

ไป ๆ มา ๆ นิทานอมตะที่เรารู้จักกันดี เช่น ซินเดอเรลล่า สโนว์ไวท์ หนูน้อยหมวกแดง เจ้าหญิงนิทรา ราพันเซล แฮนเซลกับเกรเทล เจ้าชายกบ ลูกหมูสามตัว หรือแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ กลับเป็นนิทานที่เราไม่รู้ว่าใครคือผู้สร้างสรรค์ขึ้นเป็นคนแรก

นักแต่งนิทานจึงดูเหมือนเป็นบุคคลที่ถูกมองข้าม ราวกับไม่มีตัวตนอยู่เบื้องหลังเรื่องเล่าเหล่านั้น

แต่ก็ยังมีนักเขียนบางคน ที่เป็นทั้ง “ผู้แต่ง” และ “ผู้เขียน” นิทานของตนเองอย่างชัดเจน ทำให้นิทานของพวกเขามีลายเซ็นทางความคิดและจิตวิญญาณที่เด่นชัด

Hans Christian Andersen คือหนึ่งในนั้น เขาเขียนนิทานมากกว่า 150 เรื่อง และนิทานของเขาเต็มไปด้วยมุมมอง ความรู้สึก และสำนวนเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น เงือกน้อย ลูกเป็ดขี้เหร่ ราชินีหิมะ หรือ เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ ล้วนสะท้อนตัวตนของผู้เขียนอย่างชัดเจน

นอกจากนั้น ยังมีนักเขียนอย่าง Oscar Wilde และ Ivana Brlić-Mažuranić ที่แม้จะมีผลงานไม่มากนัก แต่ผลงานของพวกเขาก็ได้รับการยอมรับ และยังคงมี “ตัวตนของผู้แต่ง” ฝังอยู่ในนิทานอย่างชัดเจน

ในช่วงที่ผมได้อ่านนิทานของนักเขียนเหล่านี้ ผมรู้สึกเหมือนได้พบเพื่อนร่วมอาชีพ ได้เห็นวิธีคิด วิธีเล่า และบางครั้งก็ได้สังเกต “สิ่งที่ถูกซ่อนเอาไว้” ในรายละเอียดของนิทาน

นอกจากนี้ ผมยังได้อ่านบทวิเคราะห์จากนักวิชาการหลายคน บางคนพยายามเชื่อมโยงนิทานเข้ากับชีวิตของผู้แต่ง บางคนตีความว่านิทานแต่ละเรื่องสะท้อนความคิดหรือประสบการณ์บางอย่างของผู้เขียน

ผมอ่านแล้วก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

แต่เมื่อย้อนกลับมามองตัวเอง ในฐานะนักแต่งนิทานที่เขียนผลงานมากกว่า 400 เรื่อง สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจคือ “ไม่มีใครเข้าใจที่มาของนิทานได้ดีเท่ากับคนที่แต่งมันขึ้นมา” เพราะนิทานแต่ละเรื่อง อาจมีที่มาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บางเรื่องเกิดจากประสบการณ์ชีวิต บางเรื่องเกิดจากมุมมองต่อโลก บางเรื่องหยิบยืมจากชีวิตของคนอื่น และบางเรื่องก็เป็นเพียงการสร้างขึ้นจาก “แก่นความคิด” ที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น

น่าเสียดายที่นักเขียนอย่าง Hans Christian Andersen ไม่ได้บันทึกไว้ว่า นิทานแต่ละเรื่องของเขามีที่มาอย่างไร

ผมจึงคิดว่า ในเมื่อผมเองก็เป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง ที่มีผลงานจำนวนไม่น้อย การได้เขียนเล่าถึง “เบื้องหลัง” ของนิทานที่ผมแต่ง ก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนอ่าน

แม้ว่าวันนี้ “นิทานนำบุญ” จะยังไม่ได้เป็นนิทานที่โด่งดังในระดับโลก แต่สำหรับผม นิทานเหล่านี้มีตัวตน มีที่มา และมีความหมาย และผมก็คงเป็นคนเดียวที่สามารถเล่าเรื่องเหล่านั้นได้

หากวันหนึ่ง นิทานสักเรื่องสามารถสร้างความประทับใจให้เด็กคนหนึ่งได้ เรื่องเล่าเบื้องหลังเหล่านี้ ก็อาจช่วยเติมเต็มความเข้าใจ และคลายความสงสัยบางอย่างในใจของเขา

ผมจึงตั้งใจจะค่อย ๆ เล่าเรื่องราวของนิทานนำบุญแต่ละเรื่อง…ไปเรื่อย ๆ ถ้าใครอยากฟังเรื่องของนิทานเรื่องไหน ก็สามารถบอกผมไว้ได้ แล้วผมจะลองกลับไปค้นความทรงจำ และนำมันมาเล่าให้ฟังครับ

เผื่อว่าวันหนึ่ง ผมจะเป็นนักแต่งนิทาน…ที่ไม่ถูกลืม

เมื่อพูดถึงนิทานเรื่องแรก หลายคนอาจคิดว่า นิทานเรื่องแรกที่ผมแต่งคือนิทานเรื่องแรกที่ตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน แต่ในความเป็นจริง ก่อนที่จะมีโอกาสได้เป็นนักเขียนนิทานให้กับนิตยสารขวัญเรือน ผมเคยแต่งนิทานมาแล้ว 1 เรื่อง

นิทานเรื่องแรกที่ผมแต่ง มีชื่อว่า “อัศวินกระดาษวิเศษ”

ที่มาของนิทานเรื่องนี้ เริ่มขึ้นในช่วงปี 2537-2538 ตอนนั้นผมทำงานเป็นพิธีกรใส่ชุดหุ่นแมสคอตในรายการโทรทัศน์ชื่อ “บ้านน้อยซอยเก้า” รายการนี้เป็นรายการเด็กที่มีงบประมาณจำกัด ผมเห็นพี่ ๆ ทีมงานทำงานกันอย่างหนัก จึงอาสาช่วยแต่งนิทานสำหรับใช้เล่าในรายการ เพื่อแบ่งเบาภาระงานของพี่ ๆ

เมื่อเริ่มคิดจะแต่งนิทาน ผมก็นั่งคิดว่า เราควรแต่งนิทานเกี่ยวกับอะไรดี ที่เด็ก ๆ ฟังแล้วชอบ และสามารถนำไปต่อยอดเป็นกิจกรรมในช่วงต่อไปของรายการได้

ตอนนั้น ผมคิดถึงกิจกรรมพับกระดาษ หรือออริกามิ เพราะกระดาษเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย และเล่นสนุกได้หลายอย่าง การพับกระดาษจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนิทานเรื่องนี้

เมื่อได้สารตั้งต้นแล้ว ผมก็เริ่มคิดโครงเรื่องแบบง่าย ๆ ตามประสามือใหม่หัดแต่งนิทาน เป็นนิทานแนวบุกตะลุยผจญภัย ประเภทที่เจ้าหญิงถูกจับ แล้วมีพระเอกตามไปช่วย นิทานแนวนี้แต่งอย่างไรเด็กก็ชอบ ผมจึงตัดสินใจเลือกแต่งนิทานแนวนี้

เมื่อรู้แล้วว่านิทานจะเป็นแนวผจญภัยฝ่าด่านไปช่วยเจ้าหญิง และสิ่งสำคัญในการช่วยเจ้าหญิงคือ “การพับกระดาษ” ผมจึงเริ่มคิดต่อว่า พระเอกควรพับอะไรดี ที่จะช่วยให้เรื่องดำเนินต่อไปได้

ขั้นตอนนี้ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย

ถ้าคิดแบบง่ายที่สุด แค่ให้พระเอกพับกระดาษเป็นดาบวิเศษ แล้วใช้ดาบวิเศษจัดการกับผู้ร้าย เรื่องก็คงจบได้ไม่ยาก แต่ผมกลับรู้สึกว่า นิทานแบบนั้นมันยังไม่น่าสนใจพอ

แม้ตอนนั้นผมจะเป็นมือใหม่ในการแต่งนิทาน แต่ผมก็อยากแต่งนิทานที่เด็กฟังแล้วสนุก และมีอะไรบางอย่างที่น่าจดจำ

ผมคิดว่า ความสนุกของนิทานเรื่องนี้ น่าจะอยู่ตรง “การลุ้น” ว่าพระเอกจะพับกระดาษเป็นอะไร และสิ่งที่พับขึ้นมาจะช่วยแก้ปัญหาหรือฝ่าด่านได้อย่างไร นี่น่าจะเป็นจุดที่ทำให้เด็ก ๆ อยากติดตามเรื่องราวไปจนจบ

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มวางโครงเรื่องให้ชัดขึ้น

เรื่องเริ่มจากมียักษ์มาจับเจ้าหญิงไป พระราชาจึงประกาศหาคนมาช่วยเจ้าหญิง แต่พอคิดมาถึงตรงนี้ ผมก็เกิดคำถามขึ้นว่า “ทำไมพระราชาไม่ยกทัพไปช่วยเอง?”

คำตอบที่ผมคิดได้คือ ยักษ์ตัวนี้ต้องดุร้ายมาก แข็งแกร่งมาก หรือมีเวทมนตร์บางอย่างที่ทำให้ไม่มีใครสามารถจัดการได้ง่าย ๆ

การพยายามคิดให้เนื้อเรื่องมีเหตุผลรองรับ ทำให้นิทานเริ่มมีความแข็งแรงขึ้น และเมื่อผมกำหนดให้ยักษ์เป็นตัวร้ายที่เก่งและน่ากลัวจริง ๆ นิทานผจญภัยเรื่องนี้ก็เริ่มมีความท้าทายมากขึ้นตามไปด้วย

ต่อมาคือการสร้างพระเอก

ตอนแรกผมคิดจะให้พระเอกเป็นเจ้าชาย แต่คิดไปคิดมา ผมกลับรู้สึกว่า ถ้าให้พระเอกเป็นคนธรรมดา ที่มีกระดาษวิเศษเพียงแผ่นเดียว ซึ่งสามารถพับให้กลายเป็นอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา น่าจะน่าสนใจกว่า

แต่ผมก็ใส่เงื่อนไขเพิ่มเข้าไปว่า พระเอกจะต้อง “ใช้ความคิด” ในการพับกระดาษ ไม่ใช่พับแบบมั่ว ๆ

และตรงนี้เอง ที่ทำให้นิทานเริ่มมีแก่นเรื่องขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ “การใช้ความคิด สามารถช่วยให้เราแก้ปัญหาได้”

พอคิดได้แบบนี้ ผมก็รู้สึกว่านิทานเรื่องนี้เริ่มมีคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าสนุก ๆ ที่ฟังแล้วผ่านไป

เมื่อได้โครงเรื่องหลักแล้ว ผมก็เริ่มวางเส้นทางการผจญภัย ให้พระเอกเดินทางจากวังไปยังถ้ำของยักษ์บนภูเขา

สิ่งแรกที่พระเอกพับ คือเครื่องบินกระดาษ เพื่อใช้บินไปยังภูเขา แต่ผมไม่อยากให้เรื่องจบง่ายเกินไป จึงเพิ่มอุปสรรคระหว่างทาง เพื่อให้พระเอกได้พับกระดาษหลายครั้ง และเด็ก ๆ จะได้ลุ้นไปด้วยว่า ครั้งต่อไปพระเอกจะพับอะไร

ครั้งที่สอง ผมให้พระเอกพับกระดาษเป็นกบภูเขา เพื่อขี่ขึ้นไปยังปากถ้ำของยักษ์ จากนั้นก็เพิ่มอุปสรรคอีกอย่าง คือสุนัขต้องคำสาปที่เฝ้าปากถ้ำอยู่ เพื่อให้พระเอกได้พับกระดาษอีกครั้ง ซึ่งผมเลือกให้พับเป็น “ปืนสามเหลี่ยม”

การกำหนดให้พระเอกต้องพับกระดาษหลายครั้ง กลายเป็นลูกเล่นสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสนุกให้กับนิทาน และผมยังใช้คำซ้ำอย่าง “พับ…พับ…แล้วก็พับ” ในช่วงที่ตัวละครพับกระดาษ เพื่อให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการพูดตาม หรืออย่างน้อยก็ช่วยเพิ่มจังหวะลุ้นให้กับการเล่าเรื่อง

จริง ๆ แล้ว เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตอนที่พระเอกไปถึงปากถ้ำและจัดการสุนัขเฝ้าถ้ำได้แล้ว ฉากต่อไปก็ควรจะเป็นฉากสำคัญ คือการเผชิญหน้ากับยักษ์เพื่อช่วยเจ้าหญิง

แต่ตอนนั้น ผมจำได้ว่า ตัวเองถามตัวเองว่า

“ถ้าให้พระเอกพับกระดาษเป็นอาวุธวิเศษไปสู้กับยักษ์ นิทานเรื่องนี้ก็คงไม่ต่างจากนิทานทั่วไป”

ผมจึงเริ่มคิดว่า เราอยากแต่งนิทานธรรมดาเหมือนคนอื่น หรือเราอยากแต่งนิทานที่พิเศษไม่เหมือนใคร

แน่นอนว่า…ผมเลือกอย่างหลัง

แล้วจู่ ๆ ความทรงจำวัยเด็กเกี่ยวกับหนังสือปริศนาท้าสมองก็ผุดขึ้นมาในหัว ผมจำได้ว่า เคยมีเกมที่ท้าทายให้พับกระดาษให้เกิน 7 หรือ 8 ทบ ซึ่งตอนเด็ก ๆ ผมรู้สึกตื่นเต้นกับมันมาก

ผมจึงคิดว่า ถ้านำสิ่งนี้มาใส่ไว้ในนิทาน เด็ก ๆ ที่ฟังก็น่าจะตื่นเต้นเหมือนกัน และที่สำคัญ มันจะทำให้นิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องนี้ แตกต่างจากนิทานเรื่องอื่นทันที

ถ้าสังเกตให้ดี วิธีแก้ปัญหาด้วยการท้าทายให้ยักษ์พับกระดาษให้เกิน 8 ทบ ก็ยังสอดคล้องกับแก่นเรื่องเดิม คือ “การใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหา”

นั่นหมายความว่า ทุกอย่างในนิทานเริ่มเชื่อมโยงกันโดยธรรมชาติ ทั้งโครงเรื่อง ตัวละคร วิธีแก้ปัญหา และข้อคิดของเรื่อง

เมื่อผมแต่งนิทานเสร็จและนำไปเล่าในรายการโทรทัศน์ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเด็ก ๆ ฟังจบ คือเด็กทุกคนอยากลองพับกระดาษให้เกิน 8 ทบด้วยตัวเอง

และเมื่อพวกเขาทำไม่ได้แบบเดียวกับยักษ์ เด็ก ๆ ก็จะรู้สึกทึ่งกับสติปัญญาของพระเอกในเรื่อง

หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสเล่านิทานเรื่องนี้ให้เด็กฟัง สิ่งที่เกิดขึ้นก็มักจะเหมือนเดิม คือเด็ก ๆ จะขอลองพับกระดาษตามเสมอ

ต่อมา เมื่อผมได้เขียนนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน ผมจึงนำนิทานเรื่องนี้กลับมาเขียนและเผยแพร่อีกครั้งในวงกว้าง

ในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ผมเพิ่งสังเกตว่า ตัวเองมีความเพี้ยนไม่ใช่เล่น

จริง ๆ แล้ว การแต่งนิทานในฐานะมือสมัครเล่น มันไม่จำเป็นต้องเล่นท่ายากขนาดนี้ก็ได้ แค่แต่งนิทานแนวพระเอกบุกฝ่าด่านไปช่วยเจ้าหญิง ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

แต่พอมองย้อนกลับไป ผมกลับเห็นวิธีคิดของตัวเองชัดมาก ว่าผมไม่ได้คิดแค่ “เล่าเรื่องให้จบ”

ผมคิดทั้งแนวเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร แก่นเรื่อง จังหวะลุ้นของเด็ก การมีส่วนร่วมของคนฟัง การใช้คำซ้ำ รวมถึงท่าไม้ตายเรื่อง “พับกระดาษ 8 ทบ” ที่ทำให้นิทานเรื่องนี้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นกับนิทานเรื่องแรกที่ผมแต่ง

ทั้งที่ในวันนั้น ผมยังไม่รู้เลยว่า วันหนึ่งตัวเองจะกลายมาเป็นนักแต่งนิทานอาชีพ

ตอนที่ผมเป็นเด็ก ทุกครั้งที่ครอบครัวซื้อนิตยสารขวัญเรือนเข้าบ้าน ผมจะรีบเปิดไปอ่านนิทานที่อยู่ท้ายเล่มทันที เหมือนมันเป็น “ของขวัญสุดพิเศษสำหรับเด็ก” ที่ต้องรอนานถึง 15 วันกว่าจะได้อ่านสักครั้ง

ผมสารภาพตรง ๆ ว่า ทุกวันนี้จำเนื้อเรื่องนิทานที่อ่านตอนเด็กไม่ได้เลยสักเรื่อง แต่ผมจำความรู้สึกได้ มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นขวัญเรือนฉบับใหม่มาวางอยู่ในบ้าน แล้วเรารีบคว้านิตยสารไปนั่งเปิดอ่านนิทานในนั้น

ตอนที่ผมเรียนจบปริญญาตรีและเริ่มสนใจงานด้านเด็กอย่างจริงจัง ผมเคยคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งตัวเองได้แต่งนิทานลงขวัญเรือนก็คงดีนะ แต่ตอนนั้นมันเป็นเพียงความฝัน เพราะสำหรับผม ขวัญเรือนคือนิตยสารอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย การจะได้เขียนนิทานลงในนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม

แต่แล้วจู่ ๆ ในช่วงที่ผมเริ่มทำงานเป็นผู้สอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กประถม (และเป็นผู้จัดการ) ในบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งซื้อแฟรนไชส์หลักสูตรจากแคนาดามาใช้สอนเด็ก ผมกลับได้รับการชักชวนจากนิตยสารขวัญเรือน ให้เป็นนักเขียนนิทานที่ต้องส่งต้นฉบับทุก ๆ 15 วัน

โอกาสครั้งนั้นเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันมาก แม้ผมจะกังวลว่าตัวเองจะเขียนนิทานได้ไหม และยิ่งคิดว่าต้องส่งต้นฉบับทุก 15 วัน ทั้งที่งานประจำก็หนักมาก ผมก็ยิ่งไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะทำไหวหรือเปล่า

แต่เมื่อใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจรับงาน และเริ่มต้นการเป็นนักเขียนนิทานให้ขวัญเรือนในปี พ.ศ. 2542

การเป็นนักเขียนนิทานให้ขวัญเรือน เป็นเรื่องที่ทำให้ผมกังวลมาก เพราะขวัญเรือนเต็มไปด้วยผลงานของนักเขียนชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ขณะที่ตัวผมเองเป็นคนถนัด “พูด” มากกว่า “เขียน”

แม้จะเรียนจบจากคณะวารสารศาสตร์ฯ ธรรมศาสตร์ แต่สิ่งที่เราเรียนกันส่วนใหญ่คือการเขียนบทด้วยภาษาพูด ไม่ใช่ภาษาเขียนแบบงานวรรณกรรม ดังนั้น พอผมต้องมาเขียนในฐานะ “นักเขียนจริง ๆ” สิ่งที่กังวลจึงไม่ใช่แค่การคิดนิทานเรื่องใหม่ ๆ เท่านั้น แต่คือการเขียนออกมาให้เป็นภาษาเขียนที่ถูกต้องด้วย

เมื่อเริ่มรับงาน ผมก็เข้าสู่วงจรของ “หนุ่มรายปักษ์” ทันที คือใช้เวลาทั้ง 15 วันคิดและเขียนนิทานเรื่องใหม่ เพื่อให้นิตยสารสามารถปิดเล่มและตีพิมพ์ได้ทันเวลา

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ในช่วง 10 ปีแรก ผมใช้เวลาเกือบทั้ง 15 วันไปกับนิทานแต่ละเรื่อง ทั้งที่นิทานยาวเพียงประมาณ 2 หน้ากระดาษ A4 เท่านั้น

ผมพยายามใช้แทบทุกนาทีที่มีอยู่กับการคิดนิทานและเขียนมันออกมาให้ดีที่สุด เหมือนผมต้องแบกนิทานติดตัวไปทุกที่…ทุกลมหายใจ

เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงนิทานเรื่องแรกที่เขียนให้ขวัญเรือน นิทานเรื่องนั้นมีชื่อว่า “แม่มดใจดี”

ผมจำได้ว่า ตอนเริ่มคิดนิทานเรื่องนี้ ผมเริ่มจากการอยากแต่งนิทานที่มี “แม่มด” เป็นตัวเอก

เมื่ออยากให้แม่มดเป็นตัวเอก ผมก็คิดต่อว่า แม่มดคนนี้น่าจะเป็น “คนดี” และถ้าเป็นแม่มดที่ดี เธอก็ควรแตกต่างจากภาพจำของแม่มดทั่วไป ที่มักแก่ น่ากลัว และใจร้าย

พอคิดได้แบบนี้ ตัวละคร “แม่มดใจดี” จึงค่อย ๆ ถือกำเนิดขึ้น เธอเป็นแม่มดสาวแสนสวย ใจดี และชอบใส่ชุดสีขาว

เมื่อได้ตัวละครหลักแล้ว ผมก็คิดต่อว่า แม่มดต้องอยู่คู่กับเวทมนตร์ แม่มดทั่วไปใช้เวทมนตร์ทำเรื่องชั่วร้าย แล้วแม่มดใจดีควรใช้เวทมนตร์ทำอะไรดีนะ?

แน่นอนว่า ถ้าแม่มดใจร้ายใช้เวทมนตร์ทำร้ายคน แม่มดใจดีก็ควรใช้เวทมนตร์ช่วยเหลือคน

แต่แค่นั้นยังไม่พอ เพราะสิ่งที่แม่มดทำควรเป็นสิ่งที่เด็กอ่านแล้วรู้สึกสนุกด้วย

ผมคิดไปคิดมา จนมาลงตัวที่ “การทำขนม” เพราะขนมเป็นสิ่งที่เด็กส่วนใหญ่ชอบอยู่แล้ว

เมื่อเริ่มเห็นภาพตัวละครชัดขึ้น ขั้นต่อไปคือการคิดโครงเรื่อง

ผมเริ่มจากการวางให้แม่มดสาวแสนสวยคนนี้ เป็นแม่มดที่ชอบทำแต่สิ่งดี ๆ และชอบทำขนม

แต่เมื่อเธอแตกต่างจากแม่มดตนอื่น สิ่งที่ตามมาจึงน่าจะเป็นความอิจฉา การนินทา หรือการถูกมองว่าแปลกแยก

ผมจึงคิดต่อว่า แม่มดใจดีควรตอบสนองต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร เธอควรปะทะกลับ หรือควรทำในสิ่งที่ตัวเองรักต่อไปโดยไม่สนใจคำพูดของคนอื่น

สุดท้าย ผมเลือกให้แม่มดยังคงทำขนมต่อไป โดยไม่สนใจคำว่าร้ายของแม่มดตนอื่น และผมก็เลือกให้ขนมของเธอน่ากินมาก จนแม่มดที่เคยนินทาอยากกินขนมจนตัวสั่น

เมื่อแต่งมาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มมองเห็นว่า ถ้าเราให้แม่มดใจดีตั้งเงื่อนไขว่า “ใครอยากชิมขนม ต้องทำความดีมาแลก” และเมื่อเหล่าแม่มดใจร้ายได้ลองทำความดี พวกเธอก็ค้นพบความสุขบางอย่างขึ้นมา

ตรงนี้เอง ที่ผมเริ่มเห็นแก่นเรื่องของนิทาน “การทำความดี ทำให้เกิดความสุข” ว้าว…มันเป็นแก่นเรื่องธรรมดา ๆ แต่ผมรู้สึกว่ามันดีมากเลยนะ

เมื่อเห็นภาพรวมของนิทานชัดขึ้น ผมจึงเริ่มเติมรายละเอียดเพื่อให้เด็ก ๆ สนุกมากขึ้น โดยเฉพาะการตั้งชื่อขนมแปลก ๆ ที่ฟังแล้วทั้งขำและชวนสงสัย

วิธีนี้เป็นสิ่งที่ผมเคยสัมผัสจากงานของโรอัลด์ ดาห์ล เขามักสร้างคำประหลาด ๆ ที่อ่านแล้วไม่เข้าใจทั้งหมด แต่รู้สึกสนุก เช่น scrumdiddlyumptious หรือ whizzpopping

แต่ในการแต่งนิทานของผม ผมไม่ได้เปิดหนังสือของเขาเพื่อลอกเลียนอะไรนะครับ ผมเพียงได้รับแรงบันดาลใจจาก “ความรู้สึกสนุกของภาษา” แล้วนำมาคิดต่อในแบบของตัวเอง โดยเลือกตั้งชื่อขนมหรืออาหารให้เกี่ยวกับผีหรือเรื่องสยองขวัญแทน

เมื่อคิดโครงเรื่องได้แล้ว สิ่งที่ยากที่สุดกลับไม่ใช่การคิดนิทาน แต่คือ “การเขียน”

ในเวลานั้น ผมไม่มั่นใจเลยว่าสิ่งที่ตัวเองเขียนถูกต้องตามหลักภาษาหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจว่า สิ่งที่คิดอยู่ในหัวควรถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน รูปประโยคที่ผมมีในหัวก็ยังจำกัดมาก

ผมจึงค่อย ๆ เขียนนิทานทีละคำ ทีละประโยค พยายามทำให้มันเป็นภาษาเขียนที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้

ผมอยากให้ทุกคนลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราต้องเขียนงานลงในนิตยสารที่เต็มไปด้วยนักเขียนระดับประเทศ นักเขียนชั้นครู และนักเขียนอาชีพ ทั้งที่ตัวเราเองยังเป็นเพียง “มือใหม่หัดเขียน” เราจะรู้สึกเกร็งขนาดไหน

และนั่นก็คือสิ่งที่ผมรู้สึกอยู่ตลอดเวลา

ผมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้นานหลายปี ความอ่อนหัดของตัวเอง ทำให้ผมพยายามเขียนนิทานทุกเรื่องอย่างสุดชีวิต ก่อนจะยอมส่งต้นฉบับให้ขวัญเรือน ผมจะแก้แล้วแก้อีก แก้จนถึงวันสุดท้าย เรียกได้ว่า ผมทุ่มเต็มที่กับนิทานทุกเรื่องจริง ๆ

และในช่วง 10 ปีแรกของการเขียนนิทาน ผมไม่เคยกล้าเรียกตัวเองว่า “นักเขียน” เลย เพราะผมรู้ดีว่า ตัวเองยังไม่เก่งพอสำหรับคำนั้น

นี่คือเรื่องราวเท่าที่ผมนึกได้ เกี่ยวกับนิทานเรื่องแรกที่ผมเขียนลงในนิตยสารขวัญเรือน รวมถึงความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น

ตอนนั้น ผมเองก็ไม่มั่นใจว่า นิทานที่เขียนจะถูกใจกองบรรณาธิการหรือเปล่า และไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะได้เขียนต่ออีกกี่ฉบับ สิ่งเดียวที่ผมทำได้ในวันนั้น คือ “ทำให้ดีที่สุด”

และนี่คือผลงานเรื่องแรกของนักเขียนนิทานมือใหม่คนนั้น

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานาสอนใจเด็ก

บทเรียนของนางฟ้า : นิทานก่อนนอน พร้อมข้อคิดดี ๆ

ในชีวิตของนักแต่งนิทานที่ต้องคิดนิทานเรื่องใหม่ ๆ ทุก 2 สัปดาห์ ยาวนานถึง 17 ปี บ่อยครั้งที่ผมต้องแต่งนิทานที่มีตัวละครแบบเดิม (เช่น พ่อมด แม่มด เจ้าชาย เจ้าหญิง หรือ นางฟ้า) ให้ได้นิทานเรื่องใหม่ที่ไม่ซ้ำเดิม

นิทานเรื่อง ” บทเรียนของนางฟ้า” เป็นตัวอย่างของนิทานที่มีตัวละครหลักเป็นนางฟ้า ที่ผมเชื่อว่า รายละเอียดของเนื้อเรื่องมีความแตกต่างจากนิทานนางฟ้าเรื่องอื่น ๆ แถมมีความสนุกและมีข้อคิดที่น่าจะเป้นประโยชน์ต่อเด็ก ๆ

หวังว่านิทานก่อนนอนเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุขก่อนนอนนะครับ

‘มินมิน’ เป็นนางฟ้าองค์น้อยที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นประถม แม้เธอจะมีหน้าตาน่ารักและมีจิตใจงดงามไม่ต่างจากนางฟ้าทั้งหลาย แต่ด้วยความไม่รอบคอบของเธอ มินมินจึงใช้เวทมนตร์ผิดพลาดทำให้สอบตกและไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนกับเพื่อน ๆ

คุณครูของมินมินสงสารจึงให้โอกาสลูกศิษย์สอบซ่อมอีกครั้ง โดยคุณครูย้ำให้มินมินระมัดระวังในการใช้เวทมนตร์มากขึ้นกว่าครั้งก่อน แต่ด้วยความเป็นเด็ก..มินมินจึงได้แต่ปล่อยให้คำเตือนของคุณครูเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะมัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้ร่ายเวทมนตร์สนุก ๆ

เมื่อวันสอบซ่อมมาถึง มินมินบินไปที่หมู่บ้านใกล้ ๆ และพบว่า หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านดูแห้งแล้งจนน่าเป็นห่วง มินมินอยากได้คะแนนจากการใช้เวทมนตร์เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก มินมินจึงรีบท่องคาถาว่า “โอม…ตุ๊กแกกะละแมจิ้งจก ขอบันดาลให้ฝนจงตก” ซึ่งเมื่อสิ้นเสียง สายฝนก็โปรยปรายลงมาทันที

ชาวไร่ชาวนาต่างดีใจที่ฝนตกลงมาทำให้ท้องไร่ท้องนาชุ่มฉ่ำ แต่ในขณะเดียวกัน พวก แม่บ้านที่ตากผ้าอยู่กลับส่งเสียงโวยวายด้วยความไม่พอใจ แล้วรีบวิ่งออกจากบ้านเพื่อเก็บเสื้อผ้ากันอย่างจ้าละหวั่น

มินมินตกใจที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้เหล่าแม่บ้านโมโหโทโส และด้วยเหตุที่มินมินรู้ว่าแม่บ้านทั้งหลายชอบอากาศหนาว ๆ เย็น ๆ เพราะจะได้ใส่เสื้อกันหนาวสวย ๆ แถมยังทำงานได้โดยไม่มีเหงื่อ มินมินจึงรีบท่องคาถาเอาใจแม่บ้านว่า “โอม…ผักคะน้าผักบุ้งผักกาดขาว เปลี่ยนสายฝนเป็นสายลมหนาว” เมื่อสิ้นเสียง สายฝนที่ตกอยู่แหม็บ ๆ ก็แปรสภาพกลายเป็นหิมะในชั่วพริบตา

แม่บ้านทั้งหลายต่างดีใจที่เห็นหิมะตกลงมาพร้อมกับอากาศเย็นสบายดุจเนรมิต พวกเธอจึงรีบใส่เสื้อหนาวสีสวยออกมาอวดกันเป็นการใหญ่ มินมินมีความสุขมากที่การใช้

เวทมนตร์ของเธอช่วยแก้สถานการณ์ได้เป็นผลสำเร็จ แต่ในขณะนั้นเอง มินมินก็เหลือบไปเห็นเด็กยากจนหลาย ๆ คนกำลังนั่งหนาวสั่นอยู่ที่หน้ากระท่อม เพราะพวกเขาไม่มีเสื้อกันหนาวอย่างคนอื่น ๆ

มินมินเสียใจที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้เด็กหลาย ๆ คนต้องมาผจญกับอากาศหนาวอยู่เช่นนี้ มินมินจึงรีบท่องคาถาว่า “โอม…กระเทียมกระโถนกระท้อน เปลี่ยนลมหนาวเป็นสายลมร้อน” เมื่อสิ้นเสียง หิมะก็หยุดตก แล้วแสงแดดจัดจ้าก็ส่องลงมาให้ความอบอุ่นแก่เด็ก ๆ ในชั่วบัดดล

เด็ก ๆ ดีใจมากที่อากาศหนาวหายไปกลายเป็นวันฟ้าใสแบบในฤดูร้อน แต่ในขณะ เดียวกัน ชาวไร่ชาวนากับเหล่าแม่บ้านก็พากันโวยวายและตั้งท่าจะไปร้องเรียนเรื่องที่เกิดขึ้นให้คุณครูนางฟ้าได้รู้

มินมินสับสนจนทำอะไรไม่ถูก เธออยากทำให้ทุก ๆ คนมีความสุข แต่การทำให้คนทุกคนมีความสุขเท่า ๆ กันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มินมินมีเวลาคิดแก้ปัญหาเพียงครู่เดียว ในที่สุด นางฟ้าองค์น้อยก็ตัดสินใจร่ายมนตร์เอื้อประโยชน์ให้ทุก ๆ คน โดยเธอท่องคาถาว่า “โอม…

ถุงเท้ากางเกงกระโปรง ร้อน-หนาว-ฝน คนละชั่วโมง” เมื่อสิ้นเสียง อากาศร้อนก็ร้อนต่อไปอีก 1 ชั่วโมง แล้วจึงเปลี่ยนเป็นฝนตก 1 ชั่วโมง จากนั้น สายฝนก็กลายสภาพเป็นหิมะตกติดต่อไปอีก 1 ชั่วโมง วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่ยอมหยุด

และแล้ว…เวทมนตร์ของมินมินก็เอื้อประโยชน์ให้แก่ทุก ๆ คนอย่างเท่าเทียมกันที่สุด เพราะหลังจากที่มินมินว่าคาถาผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง เสียงโวยวายของใครต่อใครก็ค่อย ๆ เงียบหายไป โดยมันแปรเปลี่ยนเป็นเสียงฮัดเช่ย ๆ ของคนที่เป็นหวัดดังกระจายมาจากทั่วทุกมุมของหมู่บ้าน

ในที่สุด คุณครูนางฟ้าก็จำเป็นต้องมาช่วยแก้ปัญหาด้วยการเสกคาถารักษาหวัดให้กับทุก ๆ คน ส่วนการใช้เวทมนตร์อย่างไม่รอบคอบของมินมินก็ทำให้เธอต้องสอบตกอีกเป็นครั้งที่สอง

แม้มินมินจะไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนกับนางฟ้าองค์อื่น ๆ แต่เธอก็ได้บทเรียนแล้วว่า การร่ายเวทมนตร์แต่ละครั้ง จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและต้องคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย

ความรู้มักเกิดขึ้นหลังจากความไม่รู้เสมอ  และในปีต่อมา เมื่อมินมินใช้ความรอบคอบในการร่ายเวทมนตร์มากขึ้นกว่าเดิม  เธอก็สามารถสอบผ่านวิชาเวทมนตร์ได้เป็นผลสำเร็จ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

น้องหนูจูจุ๊บ : นิทานเด็กกับพลังจูจุ๊บมหัศจรรย์

ในโลกของเด็กเล็ก ๆ ความรักและความอบอุ่นมักถูกถ่ายทอดผ่านรอยยิ้มและการกอด แต่สำหรับ น้องหนูจูจุ๊บ เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความน่ารัก เธอมีพลังวิเศษที่ไม่เหมือนใคร พลังนั้นคือ “พลังจูจุ๊บ” ที่สามารถเปลี่ยนทุกวันธรรมดาให้กลายเป็นวันที่สดใส

นิทานเรื่องนี้จะพาคุณผู้อ่านเข้าสู่การผจญภัยที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ความรัก และมิตรภาพ เหมาะสำหรับใช้เป็น นิทานก่อนนอน, นิทานเด็กเล็ก, และ นิทานสอนใจ ที่ช่วยให้หัวใจของผู้อ่านอบอุ่นทุกครั้งที่เปิดอ่าน

นานมาแล้ว มีเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งชื่อว่าครีม น้องครีมอายุ 2 ขวบ เธอเป็นเด็กดี…ไม่ดื้อไม่ซน นางฟ้าประจำตัวจึงเนรมิตพลังจูจุ๊บให้น้องครีมเป็นของขวัญ พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ น้องครีมชอบใช้พลังของเธอในการทำให้คนรอบข้างมีความสุข

ทุก ๆ เช้า น้องครีมจะปลุกคุณพ่อคุณแม่ด้วยการจูจุ๊บที่ข้างแก้ม พลังจูจุ๊บที่แสนวิเศษของน้องครีมทำให้คุณพ่อรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ส่วนคุณแม่ก็เกิดอาการคึกคักสดชื่น…อยากลุกไปทำกับข้าว คุณพ่อคุณแม่ชอบให้น้องครีมจูจุ๊บ น้องครีมเองก็มีความสุขที่ได้จูจุ๊บคุณพ่อคุณแม่

หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ไปทำงาน น้องครีมต้องอยู่บ้านกับคุณทวดและคุณป้า คุณทวดเป็นแม่ของคุณยายซึ่งเสียไปแล้ว คุณทวดมีลูกเพียงคนเดียว ดังนั้น ท่านจึงค่อนข้างเศร้าและว้าเหว่ น้องครีมรักคุณทวดเพราะคุณทวดน่ารัก ทุก ๆ วัน น้องครีมจะคอยจูจุ๊บคุณทวดที่มือและแก้ม พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ คุณทวดอุ่นใจและมีความสุขเมื่อน้องครีมจูจุ๊บท่าน

ช่วงสาย ๆ คุณป้ามักจะอุ้มน้องครีมไปอาบน้ำ น้องครีมไม่ชอบอาบน้ำ แต่เธอไม่เคยบ่น สิ่งเดียวที่น้องครีมชอบเวลาเข้าห้องน้ำคือการได้เล่นกับเจ้าเป็ดน้อยตัวเหลืองอ๋อย น้องครีมชอบเป็ดน้อยที่สุด แต่น้องครีมไม่รู้ว่าเป็ดน้อยชอบเธอบ้างหรือเปล่า วันหนึ่ง เมื่อคุณป้าออกจากห้องน้ำไปรับโทรศัพท์ น้องครีมจึงลองจูจุ๊บเจ้าเป็ดน้อย

เมื่อเจ้าเป็ดน้อยโดนจูจุ๊บ เจ้าเป็ดน้อยที่ทำจากยางก็กลายร่างเป็นเป็ดตัวใหญ่ที่มีชีวิต พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ เจ้าเป็ดบอกให้น้องครีมขึ้นขี่หลัง จากนั้น มันก็พาน้องครีมดำลงไปในอ่างน้ำเพื่อเดินทางไปยังดินแดนลึกลับ

ทันทีที่เจ้าเป็ดพาน้องครีมไปถึงดินแดนลึกลับ น้องครีมจ้องมองสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวพลางถามเจ้าเป็ดว่าโน่นอะไร…นี่อะไร….ไม่ยอมหยุด น้องครีมไม่เคยคิดมาก่อนว่าพลังในการจูจุ๊บของเธอจะทำให้เธอได้พบกับสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจได้ถึงขนาดนี้ น้องครีมเห็นไดโนเสาร์ตัวโต, นางฟ้าแสนสวย, เงือกน้อยน่ารักและสิ่งมหัศจรรย์ต่าง ๆ ที่ยากจะสาธยายได้หมด

ในขณะที่น้องครีมกำลังตื่นเต้นกับสิ่งรอบ ๆ ตัวอยู่นั้น จู่ ๆ น้องครีมก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ดูผิดแปลกไปจากปกติ น้องครีมค่อย ๆ คิด…ค่อย ๆ นึก ในที่สุด น้องครีมก็พบว่าไดโนเสาร์, นางฟ้า, เงือกน้อยและใครต่อใครในดินแดนแห่งนี้ต่างมีหน้าตาท่าทางที่ดูเศร้า ๆ อย่างไรบอกไม่ถูก น้องครีมไม่อยากเห็นใครทำหน้าเศร้า เธอคิดว่าพลังของเธอน่าจะทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นได้บ้าง ด้วยเหตุนี้ น้องครีมจึงกระซิบเจ้าเป็ดเพื่อนรัก แล้วให้เจ้าเป็ดพาเธอไปจูจุ๊บทุก ๆ คนที่อยู่ในดินแดนแห่งนั้น

เมื่อน้องครีมจูจุ๊บไดโนเสาร์, นางฟ้า, เงือกน้อยและใครต่อใครในดินแดนลึกลับ พวกเขาก็เกิดความรู้สึกชื่นบานขึ้นมาอย่างประหลาด พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ ดินแดนลึกลับแปรเปลี่ยนเป็นดินแดนที่สดใสเปี่ยมสุขในเวลาเพียงชั่วพริบตา

น้องครีมเล่นสนุกกับเพื่อนใหม่จนเหนื่อยอ่อน และเมื่อถึงเวลาอันควร น้องครีมก็ให้เจ้าเป็ดเพื่อนรักพาเธอกลับบ้าน

เจ้าเป็ดผู้น่ารักพาน้องครีมมาถึงห้องน้ำทันเวลาที่คุณป้ากลับจากรับโทรศัพท์พอดี เจ้าเป็ดกลายร่างเป็นเป็ดน้อยตัวเหลืองอ๋อยดังเดิม ส่วนเวลาที่ดูเนิ่นนานในดินแดนลึกลับก็เท่ากับเวลาเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวในโลกปกติ น้องครีมเก็บเรื่องราวทั้งหมดไว้เป็นความลับ จากนั้น น้องครีมก็ปล่อยให้คุณป้าอาบน้ำให้เธอจนตัวหอมฟุ้ง

คืนวันนั้น น้องครีมเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำด้วยความเหนื่อยอ่อน พลังจูจุ๊บที่แสนวิเศษทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นมากมาย และก่อนที่น้องครีมจะผล็อยหลับไปเพียงครู่เดียว เธอก็รู้สึกว่ามีริมฝีปากอุ่น ๆ ของคนสองคนมาจูจุ๊บที่ข้างแก้มจนเธออดที่จะนอนอมยิ้มไม่ได้ คุณพ่อกับคุณแม่ชอบแอบเข้ามาจูจุ๊บที่แก้มแบบนี้เสมอ น้องครีมชอบให้คุณพ่อคุณแม่จูจุ๊บ เพราะพลังจูจุ๊บของคุณพ่อคุณแม่ช่วยทำให้น้องครีมนอนหลับฝันดีได้ตลอดทั้งคืน

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

พระราชาองค์ใหม่: นิทานสอนใจเรื่องเจ้าชายกับความซื่อสัตย์

ในการตัดสินใจเลือกใครสักคนมาเป็นพระราชาองค์ใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพระราชาองค์ปัจจุบันมีพระโอรสที่พร้อมจะขึ้นครองบัลลังก์ถึงสามพระองค์ และทุกพระองค์ต่างมีความเหมาะสมที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

พระราชาจึงใช้วิธีแบบโบราณในการตัดสิน ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้คนในอดีตเชื่อถือกันมาอย่างยาวนาน และแม้ว่าวิธีนี้จะดูเหมือนเป็นเพียงการเสี่ยงโชค แต่แท้จริงแล้ว มันกลับเป็นบททดสอบที่ช่วยเผยให้เห็นสิ่งสำคัญบางอย่างในตัวของแต่ละคน

แล้วบททดสอบครั้งนี้จะบอกอะไรเกี่ยวกับเจ้าชายทั้งสามบ้าง และใครกันแน่ที่จะเหมาะสมกับการเป็นพระราชาองค์ใหม่มากที่สุด นิทานเรื่องนี้มีคำตอบรออยู่ให้ติดตาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาผู้แสนดีองค์หนึ่ง ทรงเป็นที่รักของประชาชนโดยถ้วนหน้า ครั้นเมื่อพระราชาทรงชราภาพ พระองค์จึงคิดที่จะเฟ้นหาพระราชาองค์ใหม่ เพื่อให้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของประชาชนสืบต่อจากตน แต่ด้วยเหตุที่พระราชามีลูกชายอยู่ถึงสามพระองค์ ดังนั้น พระราชาจึงคิดให้เจ้าชายทั้งสามยิงธนูเลือกคู่ตามประเพณีโบราณ แล้วใช้ผลจากการเลือกคู่ในครั้งนี้ ตัดสินว่าลูกคนใดควรเป็นพระราชาองค์ต่อไปมากที่สุด!

ตามประเพณีการเลือกคู่ เจ้าชายจะต้องขึ้นไปยังหอคอยยอดปราสาท แล้วง้างศรยิงธนูเพื่อทำการเสี่ยงทาย ซึ่งหากลูกธนูไปตกใกล้กับสตรีนางใด เจ้าชายก็จะต้องแต่งงานกับสตรีนางนั้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

เมื่อวันเลือกคู่มาถึง เจ้าชายองค์โตทรงแกล้งเล็งธนูไปยังบ้านของกลุ่มขุนนาง เพราะพระองค์เชื่อว่า การแต่งงานกับสตรีสูงศักดิ์ จะทำให้พระองค์เหมาะสมกับตำแหน่งพระราชามากกว่าเจ้าชายพระองค์อื่น

ฝ่ายเจ้าชายองค์กลางผู้ต้องการเป็นพระราชาเช่นเดียวกันนั้น พระองค์ทรงแกล้งเบี่ยงคันศรให้หันไปยังสำนักปราชญ์ที่อยู่กลางป่า แล้วยิงธนูโดยคาดหวังว่า การมีภรรยาเป็นหญิงสาวผู้รอบรู้ น่าจะช่วยให้พระองค์มีโอกาสได้เป็นพระราชามากยิ่งขึ้น

ส่วนเจ้าชายองค์เล็กผู้เป็นคนซื่อตรงกลับทำการต่างไปจากพี่ ๆ คือพระองค์ทรงยิงธนูขึ้นไปบนฟ้าตามประเพณีปฏิบัติ แล้วปล่อยให้ลูกธนูเลือกเนื้อคู่ให้แก่พระองค์ตามพลังแห่งพรหมลิขิต

ครั้นเมื่อเจ้าชายองค์โตเดินทางไปเก็บลูกธนู พระองค์ก็ทรงตกใจมากที่เห็นลูกธนูปักอยู่ในหนองน้ำซึ่งมีคางคกอยู่เต็มไปหมด เจ้าชายองค์โตไม่อยากมีชายาเป็นคางคก ดังนั้น พระองค์จึงดึงลูกธนูออกจากหนองน้ำ แล้วขว้างลูกธนูเข้าไปในบ้านของขุนนางเพื่อที่พระองค์จะได้แต่งงานกับหญิงสาวผู้มีชาติตระกูลสูง

ฝ่ายเจ้าชายองค์กลางเองก็ตกใจไม่แพ้พี่ชาย เพราะแม้ว่าลูกธนูของพระองค์จะพุ่งไปตกยังสำนักของเหล่าปราชญ์ แต่มันกลับไปปักอยู่ที่กิ่งไม้ซึ่งมีนกฮูกสาวยืนหลับอยู่ เจ้าชายองค์กลางไม่อยากมีชายาเป็นนกฮูก ดังนั้น พระองค์จึงดึงธนูออกจากกิ่งไม้ แล้วขว้างลูกธนูให้ลอยลิ่วไปตกลงใกล้ ๆ กับบุตรสาวของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่

ส่วนเจ้าชายองค์เล็กทรงพบว่า ลูกธนูของพระองค์ได้พุ่งไปปักอยู่ในเล้าหมูที่แสนสกปรก เจ้าชายทรงตกใจต่อสิ่งที่ได้เห็น แต่ด้วยความที่พระองค์เป็นคนซื่อตรงอย่างยากที่จะหาใครเทียบได้ เจ้าชายจึงยอมรับคู่ครองตามพรหมลิขิตโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

ครั้นเมื่อเจ้าชายทั้งสามพาเนื้อคู่กลับมายังปราสาท ผู้คนต่างนึกขันที่เห็นเจ้าชายองค์เล็กทรงอุ้มหมูสาวเอาไว้ในอ้อมแขน ในขณะเดียวกัน ทุก ๆ คนก็หันไปมองสตรีผู้สูงศักดิ์และลูกสาวของนักปราชญ์ด้วยความชื่นชม คุณสมบัติของหญิงสาวคนใดจะทำให้เนื้อคู่ของนางได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระราชาในอนาคต! หลายชีวิตในท้องพระโรงต่างรอคอยการตัดสินใจของพระราชาด้วยใจจดจ่อ

เมื่อพระราชาเสด็จเข้าสู่ท้องพระโรง พระองค์ทรงยิ้มและเอ่ยคำตัดสินให้ทุก ๆ คนฟังว่า “แม้การมีคู่ครองที่ดีจะมีความสำคัญในการเป็นพระราชาองค์ใหม่ แต่ความซื่อสัตย์ของตัวพระราชาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากยิ่งกว่า และด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงขอประกาศว่า ผู้ที่เหมาะแก่การเป็นพระราชามากที่สุด ก็คือบุตรชายองค์เล็กของข้าพเจ้านั่นเอง”

เจ้าชายผู้พี่ต่างละอายใจที่พระบิดาทรงล่วงรู้การกระทำของพวกตนจนหมดสิ้น ส่วนเจ้าชายองค์เล็กผู้ซื่อตรงก็ยังคงยืนยันที่จะแต่งงานกับหมูสาวตามผลของการยิงธนูเลือกคู่ในครั้งนี้

แต่อนิจจา! ความปรารถนาของเจ้าชายองค์เล็กกลับต้องล่มสลายไป เพราะทันทีที่พระองค์ก้มลงจุมพิตหมูสาวเพื่อขอแต่งงาน หมูสาวก็กลายร่างเป็นเจ้าหญิงแสนสวยอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

เจ้าชายทรงหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น ส่วนเจ้าหญิงเองก็ทรงยินดีที่จะได้แต่งงานกับเจ้าชายผู้ซื่อสัตย์

ในที่สุด เจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ได้ครองรักกัน และทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นพระราชากับพระราชินีที่ประชาชนให้ความเคารพรักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระราชาองค์เก่าเลย

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง : นิทานนางฟ้าองค์น้อยผู้ไม่ยอมใช้เวทมนตร์

ถ้าอ่านชื่อนิทานแบบผ่าน ๆ นิทานก่อนนอนเรื่อง “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง : นิทานนางฟ้าองค์น้อยผู้ไม่ยอมใช้เวทมนตร์” อาจทำให้คุณผู้อ่านคาดเดาเนื้อเรื่องไปต่าง ๆ นานา บางคนอาจคาดเดาไปว่า นิทานเรื่องนี้คงเป็นนิทานแนวแฟนตาซีผจญภัย ที่นางฟ้าองค์น้อยคงมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ใช้เวทมนตร์ต่อสู้กับคนร้ายไม่ได้ (อะไรทำนองนั้น)

แต่ถ้าได้อ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว คุณผู้อ่านจะพบว่า นี่คือตัวอย่างของนิทานส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกของเด็ก ที่ใช้นิทานในการบ่มเพาะพฤติกรรมอันพึงประสงค์ (อย่างแนบเนียน) แทนที่จะแต่งนิทานเพื่อสอนเด็กให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้แบบตรง ๆ (ซึ่งมักไม่ได้ผล)

การแต่งนิทานในลักษณะนี้ แม้เนื้อเรื่องจะดูง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แต่ในฐานะนักแต่งนิทาน นิทานแบบนี้แต่งไม่ง่ายเลย แถมการวางบทบาทตัวละครคุณพ่อคุณแม่ในเรื่อง ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นปกติที่เราพบเห็นได้ทั่วไป (โดยเฉพาะนิทานที่แต่งมาตั้งแต่ปี 2557)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนางฟ้าอายุสามขวบองค์หนึ่ง จู่ ๆ ก็ไม่ยอมใช้เวทมนตร์ “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง” ที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่กลับอยากทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เรื่องบางเรื่องอย่างการติดกระดุมเสื้อ ถ้าใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกนิดเดียว กระดุมเสื้อก็จะติดเองโดยไม่ต้องลำบาก แต่พอนางฟ้าองค์น้อยตัดสินใจหัดติดกระดุมด้วยตัวเอง เธอจึงต้องใช้ความพยายามจนมันกลายเป็นเรื่องยุ่งยากของชีวิต

ครั้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ของนางฟ้าองค์น้อยเห็นเข้า  ทั้งคู่จึงบอกลูกว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ยิ้มแล้วตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

วันต่อมา  นางฟ้าองค์น้อยอยากฝึกผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเองอีก  การผูกเชือกรองเท้าไม่ใช่เรื่องง่าย เธอพยายามผูกไปผูกมา…ผูกมาผูกไป แต่ผูกเท่าไหร่ก็ยังผูกไม่ได้  เมื่อคุณพ่อคุณแม่เห็น ทั้งคู่จึงบอกลูกสาวว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

วันรุ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่เห็นนางฟ้าองค์น้อยหยิบกรรไกรสำหรับเด็กมาหัดตัดกระดาษฉับฉับฉับ  การที่เด็กเล็ก ๆ จะใช้กรรไกรตัดกระดาษนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  คุณพ่อคุณแม่จึงบอกลูกสาวว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

เวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน นางฟ้าองค์น้อยลองทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองไม่ยอมหยุด ทุกครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าเธอทำไม่ได้ ท่านทั้งสองก็มักจะแนะนำให้ลูกสาวใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง แต่ทุกคราวนางฟ้าองค์น้อยก็จะปฏิเสธ จนทั้งคู่เลิกแนะนำนางฟ้าองค์น้อยอีก เพราะรู้ว่าบอกอย่างไรลูกสาวก็ไม่เชื่อ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ยังไม่รู้ก็คือ ความตั้งใจในการฝึกหัดทำสิ่งต่าง ๆ ของนางฟ้าองค์น้อยนั้นมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งมันกำลังจะเปิดเผยในไม่ช้า!

และแล้ววันนั้นก็มาถึง เช้าวันหนึ่ง นางฟ้าองค์น้อยตื่นนอนก่อนใคร ๆ ในบ้าน เธอตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุกที่เธอตั้งเวลาด้วยตัวเอง จากนั้น เธอก็ลุกขึ้นมาจัดดอกไม้ใส่แจกันด้วยตัวเอง แล้วแต่งตัว, หวีผม, ติดกระดุม, ผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเอง ที่สำคัญ เธอเอาขนมปังกับแยมมาจัดใส่จานสามใบด้วยตัวเอง แล้วเทนมสามแก้ววางบนโต๊ะกินข้าว ครั้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ตื่นนอนและเดินมาที่โต๊ะกินข้าว นางฟ้าองค์น้อยก็รีบลุกขึ้นยืน พร้อมกับร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดให้ตัวเอง

ณ เวลานั้น  คุณพ่อคุณแม่เพิ่งนึกได้ว่าวันนี้คือวันเกิดของลูกสาว แต่สิ่งที่นางฟ้าองค์น้อยเตรียมไว้ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะเมื่อนางฟ้าองค์น้อยร้องเพลงจบ  เธอก็พูดว่า “หนูขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ให้หนูเกิดมา  หนูรักคุณพ่อคุณแม่มาก แต่หนูไม่อยากใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกของให้คนที่หนูรัก หนูอยากมอบความรักของหนูให้คุณพ่อคุณแม่ด้วยฝีมือของหนูเองมากกว่า” จากนั้น  นางฟ้าองค์น้อยก็หยิบการ์ดที่เธอทำและตกแต่งด้วยกระดาษตัดเป็นรูปหัวใจส่งให้คุณพ่อคุณแม่

แม้ในการ์ดจะไม่มีข้อความใด ๆ เพราะนางฟ้าองค์น้อยยังเขียนหนังสือไม่ได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็มองเห็นข้อความในใจของลูกสาวปรากฏอยู่ที่การ์ดใบนั้นอย่างเด่นชัด

“หนูรักคุณพ่อคุณแม่มาก ๆ นะคะ”

คุณพ่อคุณแม่มองตากันสักครู่แล้วคุกเข่าลงกอดนางฟ้าองค์น้อยพร้อมกับหอมแก้มลูกสาวสุดที่รักคนละข้าง นางฟ้าองค์น้อยทำตาโตและอมยิ้ม พร้อมกับกะพริบตา “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง” ด้วยความรู้สึกที่แสนพิเศษ จากนั้น เธอก็หลับตาลง แล้วพยายามจดจำความรู้สึกอันอบอุ่นในช่วงเวลานั้นเอาไว้ในหัวใจของเธอ ซึ่งมันจะอยู่ในความทรงจำของเธอไปตราบชั่วนิรันดร์

ภาพนิทานปิ๊งปิ๊งปิ๊ง นางฟ้าองค์น้อยฝึกทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองหลายฉาก สื่อถึงความพยายามและการเติบโตโดยไม่ใช้เวทมนตร์
นางฟ้าองค์น้อยยืนพยายามผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเองในห้องนอน บรรยากาศอบอุ่น ไม่ใช้เวทมนตร์
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

พระราชาองค์น้อย : นิทานก่อนนอน ชวนฝันดี

นิทานเรื่อง “พระราชาองค์น้อย” เป็นนิทานที่ผมแต่งลงในนิตยสารขวัญเรือนนานแล้ว และได้ลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ (สาขา 2) ซึ่งปิดตัวไปแล้ว ผมเห็นว่า มีผู้อ่านจำนวนมากที่ไม่ได้ตามไปอ่านในเว็บไซต์นั้น ผมจึงนำมาลงให้อ่านกันอีกครั้ง หวังว่าคงชอบนะครับ

ช่วงนี้ ผมไม่ได้แต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เพิ่มเลย เพราะพอแต่งนิทานเรื่องใหม่ออกมา ไม่นานก็จะถูกละเมิดลิขสิทธิ์ นำนิทานไปทำคลิปหรือลงในเว็บอื่น ผมเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยมาก จนท้อ และที่น่าเศร้ามาก ๆ คือ คนละเมิดมักเป็นนักศึกษา ครู อาจารย์ สถาบันการศึกษา ซึ่งเมื่อผมพบอะไรแบบนี้ ผมมักจุก พูดไม่ออก ไม่รู้จะอธิบายยังไงจริง ๆ

ในเรื่องคดีความ ผมต้องเดินทางไปสถานีตำรวจตั้งแต่เดือนตุลา จนตอนนี้เมษา รวมแล้วเกิน 10 ครั้ง ทุกครั้งจะต้องเตรียมเอกสารหลักฐานไปให้ตำรวจ บางคดีผมต้องสืบหาหลักฐานนานราว 2 สัปดาห์ แล้วเรียบเรียงไปให้ตำรวจสอบปากคำ (ซึ่งเสียเวลา เสียค่าเดินทาง และเหนื่อยจริง ๆ ครับ) ถ้าไม่มีคนละเมิด ผมคงมีเวลาแต่งนิทานสนุก ๆ ให้ได้อ่านกันอีกมาก

เอาล่ะ พักเรื่องปวดหัว มาสนุกกับนิทานกันดีกว่าครับ

เจ้าชายกลไกเป็นเจ้าชายที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระราชาที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก จริง ๆ แล้ว เจ้าชายกลไกมิได้คาดคิดมาก่อนเลยว่า พระองค์จะต้องขึ้นครองราชย์เป็นพระราชาทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะมีอายุเพียง 6 ขวบเช่นนี้ แต่ด้วยอุบัติเหตุที่ทำให้พระบิดาและพระมารดาของพระองค์ต้องเสด็จสู่สรวงสวรรค์ก่อนเวลาอันควร เจ้าชายกลไกจึงจำต้องครองราชบัลลังก์ด้วยความโศกเศร้าอย่างไม่อาจที่จะปฏิเสธได้

ภารกิจของพระราชาทุกพระองค์คือการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ทวยราษฎร์ พระราชาองค์น้อยอย่างเจ้าชายกลไกเองก็มีหน้าที่เช่นเดียวกับพระราชาองค์อื่น ๆ แต่เพราะอาณาจักรของพระองค์เป็นดินแดนที่ปราศจากทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นหินแร่, ป่าไม้หรือน้ำมัน มิหนำซ้ำ สภาพดินฟ้าอากาศยังแห้งแล้งเกินกว่าที่จะทำการเพาะปลูกพืชผลต่าง ๆ เพื่อการค้าขาย ประชาชนในดินแดนแห่งนี้จึงอยู่กันอย่างอัตคัดขัดสนและมีชีวิตที่น่าสงสารเป็นที่สุด

เจ้าชายกลไกตั้งใจที่จะหาทางช่วยเหลือราษฎรของพระองค์เช่นเดียวกับที่พระบิดาได้ทรงทุ่มเทความพยายามมาตลอดชั่วชีวิต แต่เพราะพระองค์เป็นเพียงพระราชาตัวน้อย ๆ ปัญหาที่พระองค์ทรงเผชิญอยู่จึงดูใหญ่หลวงเกินกว่าที่พระราชาอย่างพระองค์จะสามารถฟันฝ่าไปได้

พระราชาผู้น่าสงสารหลบไปนั่งที่ริมหน้าต่างในห้องส่วนพระองค์ที่ตั้งอยู่บนหอคอยสูงลิบ พระองค์เหม่อมองท้องฟ้าพลางคิดถึงพระบิดาและพระมารดาที่จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ในขณะนี้ พระองค์ทรงอยากได้คำแนะนำจากพระบิดาและพระมารดายิ่งนัก และทันใดนั้นเอง เจ้าชายกลไกก็ทรงมองเห็นเมฆขาวสองกลุ่มซึ่งแลดูคล้ายกับพระพักตร์ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาของพระบิดาและพระมารดา ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาหาเจ้าชายผู้ระทมทุกข์อย่างช้า ๆ

เจ้าชายทรงเกิดกำลังใจขึ้นมาอย่างประหลาด นี่คงเป็นปริศนาบางอย่างที่พระบิดาและพระมารดาต้องการจะสื่อถึงพระราชโอรส เจ้าชายจ้องมองปุยเมฆด้วยแววตาที่มุ่งมั่น ฉับพลัน! พระองค์ก็ทรงเกิดความคิดที่แสนวิเศษในการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก

พระราชาองค์น้อยทรงสั่งให้ทหารรวบรวมของเหลือใช้ในวังอันได้แก่ ตะกร้าใบใหญ่, เชือกเหนียว ๆ, ไม้ไผ่ด้ามยาว, ถังเชื้อเพลิงและเศษผ้าหนา ๆ เพื่อนำมาประกอบกันเป็นบอลลูนขนาดยักษ์สำหรับการเดินทางตามแผนที่พระองค์ทรงวางเอาไว้ และเมื่อเหล่าทหารสร้างบอลลูนได้สำเร็จ เจ้าชายกลไกก็ขึ้นไปนั่งในตะกร้า แล้วจุดไฟจากถังเชื้อเพลิงจนทำให้บอลลูนพองใหญ่ และพาเจ้าชายองค์น้อยลอยจากพื้นดินขึ้นสู่ฟากฟ้า

ทันทีที่บอลลูนเคลื่อนตัวเข้าใกล้กับกลุ่มเมฆ เจ้าชายผู้ชาญฉลาดก็ยื่นไม้ไผ่ด้ามยาวเข้าไปจ่อที่ก้อนเมฆสีขาว จากนั้น พระองค์ก็ค่อย ๆ หมุนด้ามไม้ไผ่เพื่อเก็บปุยเมฆให้ติดกับปลายไม้คล้าย ๆ กับการปั่นไม้เก็บสายไหมของพ่อค้าขายขนม

เจ้าชายกลไกใช้ไม้ไผ่พันปุยเมฆจนได้ขนมสายไหมขนาดมหึมา และเมื่อพระองค์นำขนมสายไหมสุดวิเศษกลับมาให้เหล่าข้าราชการ, ทหารและประชาชนทดลองชิม ทุก ๆ คนต่างก็ลงความเห็นว่า ปุยเมฆสายไหมที่พระราชาองค์น้อยทรงมอบให้ เป็นขนมเลิศรสที่ยากจะหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้

เจ้าชายกลไกทรงตัดสินใจที่จะเก็บปุยเมฆส่งขายเป็นสินค้าสำคัญของพระราชอาณาจักรปุยเมฆสายไหมของพระองค์มีรสชาติดีเยี่ยมและได้รับการตอบรับจากอาณาจักรต่าง ๆ อย่างเกินความคาดหมาย

ไม่ช้าไม่นาน พระราชาองค์น้อยก็มีทุนพอที่จะช่วยให้ประชาชนของพระองค์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ราษฎรทุกคนต่างรักและเทิดทูนพระราชาองค์น้อยยิ่งชีวิต ส่วนพระราชาองค์น้อยเองก็ทรงรู้สึกปลื้มปิติที่พระองค์สามารถทำให้ความตั้งใจของพระบิดาและพระมารดาเป็นความจริงขึ้นมาได้

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

เจ้าหญิงค่อย ๆ : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจสำหรับเด็กและครอบครัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าชายองค์หนึ่งทรงอยากแต่งงานกับเจ้าหญิงที่งามพร้อมและเหมาะจะเป็นแม่ที่ดีของพระโอรสและพระธิดาในอนาคต ด้วยเหตุนี้ เจ้าชายจึงจัดงานเลือกคู่ขึ้น โดยพระองค์ทรงเชิญเจ้าหญิงจากทุกแว่นแคว้นมาร่วมในงาน พร้อมกับลงมือทำอาหารเลี้ยงเจ้าหญิงทั้งหมดด้วยตัวของพระองค์เอง

เมื่อวันงานมาถึง เจ้าหญิงจากทั่วทุกสารทิศทรงมาร่วมงานเลือกคู่กันอย่างคับคั่ง เจ้าหญิงแต่ละพระองค์ล้วนแล้วแต่ทรงสิริโฉมงดงามกันไปคนละแบบ แถมทุกพระองค์ยังแต่งหน้าแต่งตัวและใส่เพชรนิลจินดามาประชันกันอย่างเต็มที่ ยกเว้นก็แต่เจ้าหญิงทรายดาว (หรือที่เหล่าเจ้าหญิงชอบเรียกกันว่า ”เจ้าหญิงค่อย ๆ” ) เพียงพระองค์เดียว ที่นอกจากจะไม่แต่งตัวจนเกินงามแล้ว พระองค์ยังไปยืนหลบมุม…ไม่พยายามตีสนิทกับเจ้าชายเหมือนกับเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ อีก

จริง ๆ แล้ว เจ้าหญิงทรายดาวเป็นเจ้าหญิงที่สวยมาก แต่เนื่องจากพระองค์เกิดและเติบโตในเมืองเล็ก ๆ ที่แวดล้อมไปด้วยทะเลและภูเขา พระองค์จึงยินดีที่จะปล่อยให้ตัวเองงามตามธรรมชาติมากกว่างามด้วยการแต่งเสริมเติมสวย ส่วนเรื่องที่พระองค์ถูกขนานนามว่า“เจ้าหญิงค่อย ๆ“นั้น เจ้าหญิงทรายดาวทรงทราบดี…แต่ก็ไม่เคยถือสาอะไร เพราะพระองค์ได้รับการอบรมจากพระบิดาและพระมารดาให้รักษากิริยามารยาทและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังอยู่เสมอ ดังนั้น พระองค์จึงมักทำอะไรค่อย ๆ และค่อย ๆ ทำจนเป็นนิสัย

เมื่อถึงเวลาเลี้ยงอาหาร เจ้าชายทรงให้เจ้าหน้าที่นำอาหารที่พระองค์ปรุงขึ้นออกมาถวายให้เจ้าหญิงทั้งหลายได้ลองลิ้มชิมรส เมื่อเหล่าเจ้าหญิงได้เห็นอาหารฝีมือเจ้าชาย เจ้าหญิงที่มาร่วมงานซึ่งทั้งหิวและอยากเอาใจเจ้าชายจึงรีบชิมอาหารเสียงดังจ้วบจ้าบ ๆ เจ้าหญิงบางพระองค์กินอาหารไปด้วยพร้อมกับเอ่ยปากชมเจ้าชายไปด้วย ทำให้เจ้าชายได้ยินเสียงเคี้ยวอาหารดังจั่บ ๆ อยู่เกือบตลอดเวลา นอกจากนี้ เจ้าหญิงหลายพระองค์ยังตักอาหารไม่ระวังทำให้ช้อนส้อมกระทบกับจานดังแคร้ง ๆ เป็นระยะ เจ้าชายไม่ค่อยพอพระทัยต่อกิริยามารยาทของเจ้าหญิงทั้งหลายนัก แต่ในขณะนั้นเอง เจ้าชายทรงเหลือบไปเห็นเจ้าหญิงองค์หนึ่งที่กินอาหารไม่เหมือนเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ คือพระองค์ทรงกินค่อย ๆ และค่อย ๆ กินอย่างมีมารยาท ซึ่งเมื่อเจ้าชายถามทหารคนสนิท เจ้าชายจึงได้ทราบว่าเจ้าหญิงองค์นั้นก็คือเจ้าหญิงทรายดาวนั่นเอง

หลังจากที่เจ้าหญิงทุกพระองค์กินอาหารเสร็จแล้ว  พระราชินีได้ออกมาถามไถ่เจ้าหญิงแต่ละพระองค์ว่าอาหารฝีมือเจ้าชายมีรสชาติเป็นอย่างไร  เจ้าหญิงทั้งหลายต่างอยากทำให้พระราชินีประทับใจ  เหล่าเจ้าหญิงจึงแย่งกันชมฝีมือของเจ้าชายจนเกิดเสียงดังโหวกเหวกไปหมด  พระราชินีไม่ทรงพอพระทัยต่อสิ่งที่ได้เห็นนัก  แต่พระองค์ก็ทรงรู้สึกดีขึ้น  เมื่อพระองค์ถามเจ้าหญิงองค์หนึ่ง แล้วเจ้าหญิงองค์นั้นทรงตอบค่อย ๆ และค่อย ๆ ตอบอย่างนุ่มนวลว่า “อาหารฝีมือของเจ้าชายมีรสชาติที่วิเศษมากเพคะ”  

เมื่อพระราชินีทรงไถ่ถามเจ้าหญิงทั้งหมดแล้ว พระราชินีจึงเชิญให้เจ้าหญิงทีละพระองค์เสด็จไปยังท้องพระโรงเพื่อรับของที่ระลึกจากพระราชา เจ้าหญิงทั้งหลายอยากทำให้พระราชาผู้เป็นพระบิดาของเจ้าชายเกิดความประทับใจ เมื่อข้าหลวงมาเชิญ เจ้าหญิงแต่ละพระองค์จึงรีบวิ่งไปยังท้องพระโรงให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้พระราชาต้องรอนาน

แต่อนิจจา…เมื่อเจ้าหญิงทั้งหลายที่ใส่รองเท้าส้นสูงรีบวิ่งไปยังท้องพระโรง เสียงรองเท้าของเจ้าหญิงจึงกระทบกับพื้นดังตึงตังราวกับเกิดจลาจลครั้งใหญ่ หนำซ้ำ..เจ้าหญิงบางองค์ยังพลาดพลั้งลื่นหกล้มเพราะเร่งรีบจนเกินเหตุเสียอีก! พระราชาทรงมอบของที่ระลึกให้กับเหล่าเจ้าหญิงที่มีเสียงฝีเท้าดังราวกับเสียงย่างก้าวของคิงคองด้วยความระอาใจ แต่แล้ว…พระองค์ก็ทรงรู้สึกดีขึ้น เมื่อพระองค์เห็นเจ้าหญิงองค์สุดท้ายที่เดินค่อย ๆ และค่อย ๆ เดินเข้ามาในท้องพระโรงอย่างเรียบร้อย ซึ่งเจ้าหญิงพระองค์นั้นก็คือเจ้าหญิงทรายดาวนั่นเอง

หลังจากที่พระราชา พระราชินีและเจ้าชายได้พบเจ้าหญิงทุกพระองค์แล้ว พระราชาทรงพอพระทัยเจ้าหญิงที่เดินค่อย ๆ และค่อย ๆ เดินมากที่สุด ส่วนพระราชินีก็โปรดเจ้าหญิงที่ตอบค่อย ๆ และค่อย ๆ ตอบมากเช่นกัน ฝ่ายเจ้าชายก็ทรงแอบปลื้มเจ้าหญิงที่กินค่อย ๆ และค่อย ๆ กินมากกว่าเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ

เมื่อทั้งสามพระองค์ต่างพอใจเจ้าหญิงผู้มีกิริยามารยาทเรียบร้อยและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังเหมือน ๆ กัน พระราชากับพระราชินีจึงจัดขบวนไปสู่ขอเจ้าหญิงทรายดาวให้มาเป็นคู่ครองของของเจ้าชาย แล้วจัดงานอภิเษกสมรสขึ้นอย่างสมเกียรติ

ในที่สุด เจ้าหญิงทรายดาวก็ได้แต่งงานกับเจ้าชาย และเมื่อเจ้าหญิงทรงให้กำเนิดพระโอรสและพระธิดา พระองค์ก็ทรงสั่งสอนให้ลูก ๆ ทำสิ่งต่าง ๆ อย่างมีมารยาทและระแวดระวังเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงปฏิบัติอยู่เสมอ

และแล้ว…เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข