Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานพี่น้อง : ตุ๊กตาหมีกระต่าย

“ตุ๊กตาหมีกระต่าย” เป็นนิทานก่อนนอนที่เกิดขึ้น ตอนที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เล่นตุ๊กตากับหลานสาว เนื้อเรื่องของนิทานเรื่องนี้ ไม่ได้สวิงสวายมากนัก แต่เป็นนิทานที่มีแง่คิดสอนใจ และใช้เป็นนิทานในการสอนเรื่อง “ความคิดสร้างสรรค์” หรือ “การใช้ความคิดในการแก้ปัญหา” ได้ดี หวังว่านิทานเรื่องนี้จะถูกใจทุก ๆ คนนะครับ

นิทานเรื่อง ตุ๊กตาหมีกระต่าย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพี่น้องฝาแฝดคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อคุณแม่ของพวกเขา

ฝาแฝดคนพี่ชื่อว่า “ซือซือ” เป็นเด็กผู้ชาย ส่วนฝาแฝดคนน้องชื่อว่า “อิงอิง” เป็นเด็กผู้หญิง แม้สองพี่น้องจะมีเรื่องทะเลาะกันทุกวี่วัน แต่จริง ๆ แล้วทั้งคู่ต่างรัก, ห่วงใยและใส่ใจกันมาก

อยู่มาวันหนึ่ง คุณพ่อกับคุณแม่ซื้อตุ๊กตาขนปุยมาให้ซือซือกับอิงอิงเป็นของขวัญ แต่เนื่องจากคุณพ่อกับคุณแม่กลัวลูก ๆ จะทะเลาะกัน ทั้งคู่จึงซื้อตุ๊กตาหมีหน้าตาเหมือนกันให้ลูกทั้งสอง

ซือซือชอบหมีอยู่แล้วจึงดีใจที่ได้ตุ๊กตาหมีจากคุณพ่อคุณแม่ ส่วนอิงอิงชอบกระต่ายมากกว่าหมี  พอเห็นตุ๊กตาหมี…อิงอิงจึงได้แต่น้อยใจคิดว่าคุณพ่อคุณแม่รักพี่ชายมากกว่า

วันต่อมา เมื่อคุณพ่อคุณแม่ไปทำงาน  ซือซือสังเกตเห็นน้องสาวทำหน้าบูด ๆ เหมือนคนท้องผูกมาหลายวัน  พอซือซือเอาตุ๊กตาหมีของเขาออกมาเล่น เขาก็เห็นน้องสาวมองค้อน ๆ แถมทำหน้าบึ้งมากขึ้นไปอีก  

ด้วยความใกล้ชิดกันมาตั้งแต่เกิด แค่ซือซือมองตาของอิงอิง ซือซือก็รู้แล้วว่าน้องสาวต้องไม่พอใจอะไรบางอย่างแน่ ๆ

ซือซือมองรูปภาพบนโต๊ะของอิงอิง รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ เขาเห็นแต่รูปกระต่าย…กระต่าย แล้วก็กระต่าย มีเพียงตุ๊กตาขนปุยตัวเดียวเท่านั้นที่เป็นหมี  เพียงเท่านี้…ซือซือก็พอจะเดาได้แล้วว่าน้องสาวงอนอะไรอยู่

ถึงซือซือกับอิงอิงจะทะเลาะกันบ่อย แต่ถ้าปล่อยไปแบบนี้  อิงอิงก็คงทำหน้าบูดทั้งวันซึ่งเสียทั้งเวลาและอารมณ์ไปเปล่า ๆ  ซือซือคิดว่าเขาควรทำอะไรสักอย่าง เพื่อช่วยให้น้องสาวอารมณ์ดีขึ้นและเพื่อให้พวกเขาสองพี่น้องได้เล่นตุ๊กตาด้วยกันอย่างมีความสุข

ซือซือมองตุ๊กตาหมีของตัวเองแล้วใช้ความคิดนิดหน่อย เมื่อสมองเริ่มทำงาน ความคิดดี ๆ ก็ผลิบานขึ้นในใจ

ซือซือส่งยิ้มให้ตุ๊กตาหมีของเขา แล้ววิ่งไปหยิบกระดุมสีสวย, กาวและเศษไหมพรม จากนั้น เด็กน้อยก็จับตุ๊กตาหมีเอาขาชี้ฟ้า วางตุ๊กตาหมีบนพื้นใกล้ ๆ กับที่อิงอิงนั่ง  แล้วเอากระดุม สามเม็ดมาทากาวติดที่ “พุง” ของตุ๊กตาหมีเป็นตาและจมูก ปิดท้ายด้วยการตัดเศษไหมพรมสีชมพูทากาวติดเป็นปาก ครั้นเมื่อซือซืออุ้มตุ๊กตาหมีแบบกลับหัวกลับหางให้อิงอิงดู ตุ๊กตาหมีของเขาก็กลายเป็นตุ๊กตากระต่ายได้อย่างน่าอัศจรรย์

อิงอิงยิ้มออกมาทันทีที่ได้เห็น “ตุ๊กตาหมีกระต่าย”

จริง ๆ แล้ว การโมโหโทโสไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย แต่การใช้ความคิดต่างหาก ที่ช่วยแก้ความขุ่นมัวในใจและทำให้เกิดสิ่งไม่คาดฝันขึ้นมาได้

อิงอิงส่งยิ้มให้ซือซือแล้วหยิบตุ๊กตาหมีของเธอมาแปลงร่างเป็นตุ๊กตากระต่ายบ้าง ในขณะเดียวกัน ซือซือก็ลงมือทำอะไรบางอย่างเตรียมไว้ให้น้องสาว 

ครั้นเมื่ออิงอิงทำตุ๊กตากระต่ายของเธอเสร็จ ซือซือก็ยื่นโบว์น้อยน่ารักให้อิงอิงติดที่หูของเจ้าตุ๊กตากระต่ายหลังจากนั้น  สองพี่น้องฝาแฝดที่ทะเลาะกันได้ทุกวี่วัน (แต่รักกันไม่แพ้พี่น้องคู่ไหน ๆ ) ก็เล่นตุ๊กตาด้วยกันจนกระทั่งคุณพ่อคุณแม่กลับมาถึงบ้าน  

คุณพ่อกับคุณแม่แปลกใจที่เห็นตุ๊กตาของลูก ๆ แปลงร่างเป็นได้ทั้งกระต่ายและหมี  เมื่อคุณพ่อกับคุณแม่ทราบเรื่องราวทั้งหมด คุณพ่อกับคุณแม่ก็ขอโทษอิงอิงที่ลืมคิดว่าลูกสาวชอบกระต่ายมากกว่าหมี

แต่อิงอิงขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่เลือกตุ๊กตาหมีมาให้ เพราะนอกจากเธอจะได้ข้อคิดเกี่ยวกับการใช้สติปัญญาแก้ปัญหาแล้ว เธอยังได้รู้อีกว่าพี่ชายฝาแฝดของเธอใส่ใจและห่วงใยเธอมากขนาดไหน

และแล้ว…เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

…………………………………………………

หมายเหตุถึงผู้อ่าน :

หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ทดลองทำเว็บไซต์มาเป็นเวลา 3 ปี โดยผมเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเช่า Host และการซื้อ Package ของเว็บไซต์ด้วยตัวเอง ราวปีละ 3000-4000 บาท  สิ่งที่ผมเริ่มกังวลคือ หากวันใดวันหนึ่ง….ผมไม่อยู่แล้ว เว็บไซต์นี้และนิทานทั้งหมดก็อาจหายไปด้วย ดังนั้น ผมจึงอยากขออนุญาตนำแนวคิดเรื่องการ “เลี้ยงกาแฟ” ให้แก่ผู้สร้างสรรค์ผลงานมาใช้ กล่าวคือ ถ้าคุณผู้อ่านเห็นว่าเว็บไซต์นิทานนำบุญมีประโยชน์ และไม่ลำบากที่จะสนับสนุนการจัดทำเว็บไซต์นี้ให้อยู่ไปยาว ๆ  คุณผู้อ่านสามารถโอนเงินมาเลี้ยงกาแฟผมประมาณ “ปีละ 1 บาท” หรือตามที่เห็นสมควร เพื่อให้เว็บไซต์นิทานนำบุญ สามารถยืนหยัดสร้างความสุขให้เด็ก ๆ จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งได้แบบยั่งยืนครับ (แต่ถ้าไม่สะดวกเลี้ยงกาแฟผมก็ไม่ว่ากันนะครับ แค่แวะเข้ามา ผมก็ดีใจมาก ๆ แล้ว)

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอแจ้งรายละเอียดบัญชีธนาคารไว้ดังนี้ : บัญชีธนาคารกรุงศรี สาขาสำโรง ชื่อบัญชี นายนำบุญ นามเป็นบุญ บัญชีเลขที่ 063-1-87969-1

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานแก้โมโห : ความพยายามของเพลิง

นิทานเรื่อง “ความพยายามของเพลิง” เป็นหนึ่งในนิทานปรับพฤติกรรมของเด็กที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งไว้นานแล้วและจำเนื้อเรื่องแทบไม่ได้เลย (เพราะช่วงที่พิมพในนิตยสารขวัญเรือน ผมต้องแต่งนิทานทุก 2 สัปดาห์ ติดต่อกัน 17 ปี พอส่งนิทานเรื่องหนึ่ง ก็ต้องคิดนิทานเรื่องใหม่ต่อทันที นิทานที่แต่งเสร็จแล้วจึงมักหายไปจากสมองโดยอัตโนมัติ) เมื่อผมทำเว็บนิทานนำบุญได้ราว 3 ปี ผมได้นำนิทานก่อนนอนเรื่อง “ความพยายามของเพลิง” มาลงในเพจนิทานนำบุญก่อนที่จะนำมาลงในเว็บไซต์ ปรากฏว่า นิทานเรื่องนี้ได้รับคำชื่นชมจากผู้อ่านมาก ผมจึงนำนิทานมาลงในเว็บ และคิดว่าคุณผู้อ่านก็น่าจะชอบนิทานเรื่องนี้เช่นกันครับ ลองอ่านดูนะครับ

นิทานก่อนนอนเรื่อง ความพยายามของเพลิง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีภูตน้อยตนหนึ่งชื่อว่า “เพลิง”   พ่อของเพลิงเป็นภูตแห่งไฟที่มีนิสัย   ขี้โมโห ทุกครั้งที่มีสิ่งใดทำให้พ่อของเพลิงรู้สึกขัดใจ  พ่อของเพลิงก็จะใช้พลังไฟจัดการกับสิ่งที่รบกวนจิตใจให้ลุกไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน  แม่ของเพลิงซึ่งเป็นลูกครึ่งนางฟ้ากับมนุษย์ไม่ชอบนิสัยขี้โมโหของพ่อเลย  ที่สำคัญ แม่ไม่อยากให้ลูกชายวัย 5 ขวบเลียนแบบนิสัยของพ่อด้วย  ดังนั้น แม่ของเพลิงจึงมักสอนให้เพลิงรู้จักการควบคุมอารมณ์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ดีต่อตัวเองและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

แม้เพลิงจะพยายามทำตามที่แม่สอน แต่ด้วยสัญชาตญาณที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อ เพลิงจึงมักโมโหโทโสต่อสิ่งต่าง ๆ และมักเผลอใช้พลังไฟทำให้ใครต่อใครเจ็บเนื้อเจ็บตัวอยู่เสมอ

เพลิงเสียใจทุกครั้งที่ตัวเองเผลอทำให้ใครต่อใครบาดเจ็บ  แต่สิ่งที่ทำให้เพลิงเสียใจมากกว่านั้นคือการได้เห็นสีหน้าผิดหวังของแม่ที่เขารักยิ่งชีวิต

แม่ของเพลิงเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เพลิงควบคุมความโมโหของตัวเองไม่ได้ แม่จึงคอยให้กำลังใจเพลิง และแนะนำลูกชายว่า  “ถ้าลูกโกรธเมื่อไหร่ อย่าลืมคิดถึงแม่แล้วตั้งสติให้ดีนะจ๊ะ  ถ้าลูกฝึกบ่อย ๆ    แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะต้องควบคุมอารมณ์ของลูกได้แน่ ๆ”

นับตั้งแต่วันนั้น เพลิงก็พยายามฝึกหัดควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเอง ด้วยการคิดถึงหน้าของแม่แล้วตั้งสติทุกครั้งที่มีเรื่องขัดอกขัดใจเกิดขึ้น ซึ่งความพยายามของเพลิง ทำให้เขาควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นมากจนทำให้พ่อเกิดความสนใจอยากฝึกควบคุมอารมณ์ของตนเองด้วย

แต่แล้ววันหนึ่ง เหตุการณ์วัดใจก็เกิดขึ้น  ในวันนั้น เพลิงตั้งใจเดินไปซื้อขนมชนิดใหม่ที่ชื่อว่า “หิมะทอดฟรุ้งฟริ้ง” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันทั่วบ้านทั่วเมืองมาให้แม่เป็นของขวัญวันเกิด  แต่เนื่องจากชื่อเสียงอันโด่งดังของขนมหิมะทอดฟรุ้งฟริ้ง  เพลิงจึงต้องยืนต่อแถวรอคิวซื้อขนมที่ทอดกันสด ๆ ท่ามกลางเปลวแดดที่ร้อนจัดในฤดูร้อน โดยมีคนเข้าแถวก่อนหน้าเด็กน้อยอย่างเขามากถึง 200 คน

การที่ต้องยืนต่อแถวอันยาวเหยียดกลางฤดูร้อนที่แสนหฤโหด และการได้เห็นพ่อครัวทอดขนมด้วยเตาเล็ก ๆ ทีละเตาอย่างเชื่องช้าทำให้ความอดทนของเพลิงค่อย ๆ ลดน้อยถอยลงพร้อม ๆ กับความโมโหโทโสที่ค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้น

เพลิงรู้สึกว่า ถ้าเขาใช้พลังไฟจัดการกับคนที่เข้าแถวอยู่ก่อนหน้าเขาทั้ง 200 คนให้หายวับไปเป็น เถ้าถ่าน  เขาก็คงไม่ต้องมายืนตากแดดและรอคอยการทำขนมอันเชื่องช้าอย่างที่เป็นอยู่  แต่ในเสี้ยววินาทีหนึ่ง สติก็เตือนให้เพลิงคิดถึงแม่และคำสอนของแม่  ถ้าเขาควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วใช้พลังไฟทำร้ายใครก็ตาม  คนที่จะเสียใจมากที่สุดก็คงเป็นแม่ของเขา   แต่พลังไฟแห่งความโกรธที่คุกรุ่นอยู่ในตัวของเพลิง ยังคงลุกไหม้อยู่ในใจจนเกินจะหักห้ามเอาไว้ได้   ความรักที่มีต่อแม่กับความร้อนที่มาจากไฟในใจปะทะกันอยู่นาน   จนในที่สุด  เพลิงก็ทนไม่ไหว  เขาจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

สิ่งที่เพลิงทำ คือ การวิ่งออกจากแถวแล้วมุ่งตรงไปหาพ่อครัวที่ทำขนมอยู่   จากนั้น  เขาก็บอกกับพ่อครัวว่า  “คุณอาครับ คุณอามีแค่เตาเล็ก ๆ ในการทำขนม ถ้าทำแบบนี้ต่อไป คนท้ายแถวคงต้องรออีกนาน กว่าจะได้ซื้อขนมของคุณอา   เอาอย่างนี้ดีไหมครับ  ผมมีพลังไฟอยู่ในตัวที่ร้อนกว่าไฟในเตาหลายเท่า ให้ผมช่วยคุณอาทำขนมดีไหม  รับรองว่าผมจะควบคุมพลังไฟให้ดี และจะไม่ทำให้ขนมไหม้โดยเด็ดขาด”

ข้อเสนอของเพลิงทำให้พ่อครัวที่เหนื่อยล้าจากการทำขนมด้วยเตาเล็ก ๆ และผู้คนที่ยืนเข้าแถวอยู่ท่ามกลางความร้อน ส่งเสริมโห่ร้องด้วยความดีใจ ซึ่งหลังจากที่เพลิงช่วยพ่อครัวทำขนมได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง     ทุก ๆ คนก็ได้ซื้อขนมและนำกลับบ้านไปกินดับความร้อนอย่างมีความสุขกันโดยถ้วนหน้า

แต่อนิจจา พ่อครัวกับเพลิงทำขนมเพลินจนลืมสังเกตว่า ส่วนผสมในการทำขนมมีเหลืออยู่ไม่มากพอ ที่จะใช้ทำขนมให้เพลิงนำไปฝากแม่   เพลิงเสียใจแต่ไม่ได้โกรธพ่อครัวแต่อย่างใด  เพราะเขารู้ว่าพ่อครัวไม่ได้ตั้งใจทำให้เขาผิดหวัง  ด้วยเหตุนี้  เพลิงจึงได้แต่เดินคอตกกลับบ้านโดยไม่มีของขวัญใด ๆ ไปมอบให้แม่ในวันคล้ายวันเกิด

เมื่อเพลิงกลับถึงบ้าน  เขารีบเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แม่ฟังและขอโทษแม่ที่เขาไม่มีของขวัญมาให้ เมื่อแม่ได้ฟัง แม่ก็สวมกอดลูกชายแล้วยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมกับพูดว่า “อย่ากังวลไปเลย  ลูกให้ของขวัญแม่เรียบร้อยแล้วนะจ๊ะ  รู้ตัวรึเปล่า”  เพลิงทำหน้างุนงงเล็กน้อย  ก่อนที่จะยิ้มเพราะเพิ่งเข้าใจความหมายของแม่   ส่วนพ่อของเพลิงก็มองลูกชายด้วยความชื่นชมและตั้งใจว่า เขาจะพยายามฝึกควบคุมอารมณ์ของตัวเองบ้าง  เพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่ภรรยาสุดที่รัก

#นิทานนำบุญ

…………………………………………………

หมายเหตุถึงผู้อ่าน :

หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ทดลองทำเว็บไซต์มาเป็นเวลา 3 ปี โดยผมเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเช่า Host และการซื้อ Package ของเว็บไซต์ด้วยตัวเอง ราวปีละ 3000-4000 บาท  สิ่งที่ผมเริ่มกังวลคือ หากวันใดวันหนึ่ง….ผมไม่อยู่แล้ว เว็บไซต์นี้และนิทานทั้งหมดก็อาจหายไปด้วย ดังนั้น ผมจึงอยากขออนุญาตนำแนวคิดเรื่องการ “เลี้ยงกาแฟ” ให้แก่ผู้สร้างสรรค์ผลงานมาใช้ กล่าวคือ ถ้าคุณผู้อ่านเห็นว่าเว็บไซต์นิทานนำบุญมีประโยชน์ และไม่ลำบากที่จะสนับสนุนการจัดทำเว็บไซต์นี้ให้อยู่ไปยาว ๆ  คุณผู้อ่านสามารถโอนเงินมาเลี้ยงกาแฟผมประมาณ “ปีละ 1 บาท” หรือตามที่เห็นสมควร เพื่อให้เว็บไซต์นิทานนำบุญ สามารถยืนหยัดสร้างความสุขให้เด็ก ๆ จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งได้แบบยั่งยืนครับ (แต่ถ้าไม่สะดวกเลี้ยงกาแฟผมก็ไม่ว่ากันนะครับ แค่แวะเข้ามา ผมก็ดีใจมาก ๆ แล้ว)

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอแจ้งรายละเอียดบัญชีธนาคารไว้ดังนี้ : บัญชีธนาคารกรุงศรี สาขาสำโรง ชื่อบัญชี นายนำบุญ นามเป็นบุญ บัญชีเลขที่ 063-1-87969-1

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานปรับพฤติกรรม : เจ้าชายเอื่อยเฉื่อย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เจ้าชายเอื่อยเฉื่อย” พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารขวัญเรือนในชื่อเรื่อง “เจ้าชายเบ็งเก้” ซึ่งเป็นชื่อสมมติที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ใช้เป็นจุดสร้างแรงบันดาลใจในการแต่งเรื่อง (บางครั้ง ผมจะคิดชื่อตัวละครแปลก ๆ แล้วสร้างภาพในใจ ก่อนที่จะแต่งเรื่องราวออกมา) นิทานเรื่องนี้ มีที่มาจากพฤติกรรมของตัวผมเอง คือ ในช่วงวัยรุ่น ผมเป็นคนช่างคิดช่างฝัน มีโครงการในหัวเต็มไปหมด แต่แทบจะไม่ได้ลงมือทำ จนกระทั่งวันหนึ่ง เกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ ในนิทานเรื่องนี้ ทำให้ผมตระหนักถึงความจริงบางอย่างของชีวิต และทำให้พฤติกรรมของตัวเองเปลี่ยนไป ดังนั้น ผมจึงหวังว่านิทานก่อนนอนเรื่อง “เจ้าชายเอื่อยเฉื่อย” น่าจะเป็นนิทานที่มีประโยชน์และเป็นที่ถูกใจของทุก ๆ คนนะครับ

นิทานก่อนนอนเรื่อง เจ้าชายเอื่อยเฉื่อย

เจ้าชายเบ็งเก้เป็นมกุฏราชกุมารแห่งอาณาจักรไคซัสซึ่งเป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือใกล้กับเขตขั้วโลก เจ้าชายเบ็งเก้ทรงเป็นเจ้าชายรูปงามที่ถึงพร้อมไปด้วยความสามารถ ความเมตตา และสติปัญญาอันเฉียบแหลม แม้เจ้าชายเบ็งเก้จะมีคุณสมบัติที่เหมาะสมแก่การเป็นองค์รัชทายาทแห่งพระราชอาณาจักร และพระราชาและพระราชินีกลับรู้สึกอิดหนาระอาใจต่อนิสัยที่แสนเอื่อยเฉือยของเจ้าชาย ที่มักจะผัดวันประกันพรุ่ง ชอบเลื่อนเวลาออกไปเรื่อย ๆ โดยไม่ยอมลงมือลงแรงทำสื่งที่ตนคิดให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเสียที

ทุก ๆ ครั้งที่พระราชาและพระราชินีเรียกเจ้าชายมาตักเตือน เจ้าชายมักจะแก้ตัวด้วยถ้อยคำซ้ำ ๆ ว่า “เอาไว้ก่อนเถิด กระหม่อมยังมีเวลาอีกมาก” เจ้าชายทรงมองไม่เห็นคุณค่าของเวลาเอาเสียจริง ๆ เพราะพระองค์ทรงคิดว่า ชีวิตของมนุษย์ยืนยาวได้ถึงเกือบ 100 ปี ดังนั้น พระองค์จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องเร่งรีบ

เจ้าชายเบ็งเก้ทรงเพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตแบบเอื่อยเฉื่อยไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจคำเตือนของพระบิดาและพระมารดาเลยแม้แต่น้อย  จนกระทั่งวันหนึ่ง  เจ้าชายผู้ดื้อรั้นเกิดล้มป่วยลงด้วยอาการประหลาดที่พระองค์ไม่เคยประสบมาก่อนเลย   เจ้าชายทรงรู้สึกอึดอัด หายใจติดขัด อยากอาเจียร  แถมยังเกิดอาการหนาวสั่นเหมือนคนจับไข้   เจ้าชายเริ่มตระหนักว่าการเจ็บป่วยครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ๆ   ดังนั้น  เจ้าชายจึงสั่งให้ทหารรีบไปเชิญหมอหลวงมาตรวจพระอาการโดยด่วน

หมอหลวงซึ่งเป็นแพทย์ประจำพระองค์ตรวจอาการของเจ้าชายด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด เจ้าชายเบ็งเก้ไม่เคยเห็นหมอหลวงผู้อาวุโสแสดงความวิตกกังวลมากเช่นนี้มาก่อน  และหลังจากที่หมอหลวงตรวจพระอาการของเจ้าชายอยู่นานสองนาน  ในที่สุด หมอหลวงก็แจ้งให้เจ้าชายทราบว่า หลังจากที่เจ้าชายรับประทานยาแล้ว เจ้าชายก็จะมีอาการที่ดีขึ้น  แต่โรคร้ายนี้มิอาจเยียวยารักษาได้ พระองค์จะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 30 วันเท่านั้น!

เจ้าชายเบ็งเก้ทรงนิ่งอึ้งเมื่อได้ฟังคำวินิจฉัยจากแพทย์หลวง  พระองค์มีเรื่องมากมายที่อยากจะทำแต่ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำเลยแม้สักเรื่อง  เวลาที่เหลืออยู่เพียงเดือนเดียวคงไม่เพียงพอที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้  เจ้าชายทรงรู้สึกเคว้งคว้างและเริ่มเห็นความสำคัญของเวลาเป็นครั้งแรก

พระราชากับพระราชินีทรงสงสารพระโอรสยิ่งนัก  ทั้งสองพระองค์ทรงให้กำลังใจเจ้าชายและบอกให้เจ้าชายเขียนสิ่งที่ต้องการจะทำลงในกระดาษ   จากนั้น ท่านทั้งสองก็สัญญากับเจ้าชายว่า ในช่วงเวลา 30 วันที่เหลืออยู่ ท่านทั้งสองจะคอยสนับสนุนเพื่อทำให้ความตั้งใจของเจ้าชายสัมฤทธิ์ผลให้จงได้

เจ้าชายเบ็งเก้ทรงมีกำลังใจเพิ่มมากขึ้น   พระองค์ทรงขบคิดถึงสิ่งที่พระองค์อยากจะทำเพื่อฝากเอาไว้ให้แก่พสกนิกรที่พระองค์รักแสนรัก  เจ้าชายฝันที่จะสร้างห้องสมุดนิทานสำหรับเด็ก เล็ก ๆ   พระองค์อยากจะทำศูนย์กีฬาให้คนหนุ่มคนสาว  และเจ้าชายต้องการจะก่อตั้งสถานดูแลผู้สูงอายุที่เหงาและว้าเหว่   เจ้าชายทรงร่างโครงการทั้งหมดอย่างรวดเร็ว  หลังจากนั้น พระองค์ก็รีบนำโครงการไปถวายให้แก่พระบิดาและพระมารดาทันที

เมื่อพระราชากับพระราชินีได้พิจารณาโครงการทั้งสามของเจ้าชายแล้ว  ทั้งสองพระองค์ก็อนุญาตให้เจ้าชายเกณฑ์พลจากกองทัพไปช่วยงานได้ตามประสงค์  เจ้าชายทำงานหามรุ่งหามค่ำจนเกือบจะไม่มีเวลาพักผ่อน  พระองค์ทรงปิติที่เห็นโครงการของพระองค์เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาทีละน้อย   และหลังจากการทำงานแข่งกับเวลา  ในที่สุด โครงการในฝันทั้งหมดก็สำเร็จลุล่วงลงได้โดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 สัปดาห์เท่านั้น!

เวลา 5 สัปดาห์เท่ากับ 35 วัน  เจ้าชายเบ็งเก้ทรงแปลกใจที่พระองค์ยังคงมีชีวิตอยู่ทั้ง ๆ ที่เวลาผ่านไปเกินกว่าที่หมอหลวงได้เคยแจ้งเอาไว้   เจ้าชายเบ็งเก้อยากทราบสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้น  ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงสั่งทหารให้รีบไปตามหมอหลวงมาเข้าเฝ้าเพื่อไขข้อสงสัย

หมอหลวงผู้ชราภาพคุกเข่าอยู่ต่อหน้าเจ้าชาย แล้วเงยหน้ามองพระราชากับพระราชินีพลางหัวเราะแหะ ๆ   พระราชากับพระราชินีทรงอมยิ้มแล้วปล่อยให้เจ้าชายฉงนสนเท่ห์อยู่ครู่หนึ่ง  จากนั้น  ทั้งสองพระองค์ก็ช่วยกันเฉลยแผนการทั้งหมดให้เจ้าชายได้รับทราบ

เจ้าชายนึกขำที่ตนเองหลงกลของพระบิดาและพระมารดาที่มีหมอหลวงเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดโดยมิได้คลางแคลงสงสัย   อย่างไรก็ตาม เจ้าชายเบ็งเก้ก็ทรงยินดีที่ความเบาปัญญาของพระองค์ในครั้งนี้ ทำให้พระองค์ได้ตระหนักถึงคุณค่าของเวลาอย่างถ่องแท้ 

เจ้าชายเบ็งเก้ทรงเลิกนิสัยชอบผัดวันประกันพรุ่ง  แล้วลงมือทำโครงการใหม่ ๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย เพื่อสร้างสรรค์ความสุขให้แก่ประชาชนชาวไคซัส  และหลังจากนั้นไม่นาน  เจ้าชายเบ็งเก้ก็ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระบิดา  และกลายมาเป็นพระมหากษัตริย์ที่ได้รับความรักจากพสกนิกรอย่างท่วมท้น

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานก่อนนอน : เกาะในฝัน

นิทานเรื่อง “เกาะในฝัน” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งต่อจากนิทานเรื่อง “หมู่บ้านย้อนเวลา” และ “เจ้าชายผู้หลงใหลนิทาน” โดยแต่งและตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนห่างกันเรื่องละประมาณ 1 ปี การแต่งนิทานภาคต่อ ที่นำเอา “แนวคิดหลักหรือแก่นเรื่อง” ของนิทานเรื่องเดิมมาต่อยอดเป็นนิทานเรื่องใหม่ เป็นการแต่งนิทานที่ท้าทายมาก หวังว่านิทานก่อนนอนเรื่อง เกาะในฝัน จะไม่ทำให้ทุก ๆ คนผิดหวังนะครับ

นิทานเรื่อง เกาะในฝัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่า “ซัน”  ซันอาศัยอยู่ในเกาะเล็ก ๆ กลางทะเลลึกซึ่งแวดล้อมไปด้วยเกาะน้อยใหญ่เต็มไปหมด  เกาะของซันเป็นเกาะที่ไม่มีอะไรแตกต่างจากเกาะอื่น ๆ มากนัก ผู้คนจึงมักนั่งเรือผ่านไปโดยแทบไม่มีใครแวะพักหรือเยี่ยมเยียนเกาะของซันเลย ซันอยากให้นักเดินทางแวะมาเที่ยวที่เกาะของเขาบ้าง เพราะเขารู้ดีว่าเกาะของเขามีสิ่งดี ๆ หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…น้ำใจไมตรีของผู้คนบนเกาะ

วันหนึ่ง  มีนักเล่านิทานคนหนึ่งแวะมาพักบนเกาะของซันด้วยความบังเอิญ  ชาวเกาะทุกคนต่างยินดีและต้อนรับขับสู้แขกแปลกหน้าอย่างมีไมตรีจิต นักเล่านิทานพเนจรจึงแสดงความขอบคุณต่อชาวเกาะด้วยการเล่านิทานแสนสนุกให้ชาวเกาะและเด็ก ๆ ทุกคนบนเกาะได้ฟังกัน

ซันชอบนิทานทุกเรื่องที่ชายพเนจรเล่า เพราะมันเต็มไปด้วยเรื่องราวที่สนุกสนาน ชวนฝันและทำให้หัวใจเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้น  แต่มีนิทานอยู่เรื่องหนึ่งที่ซันสะดุดใจเป็นพิเศษ นั่นคือนิทานเรื่อง “เจ้าชายผู้หลงใหลนิทาน”

เจ้าชายผู้หลงใหลนิทานเป็นนิทานเกี่ยวกับเจ้าชายองค์น้อยซึ่งชอบนิทานมาก พระองค์ได้นำข้อคิดจากนิทานมาปรับใช้จนสามารถเปลี่ยนแปลงอาณาจักรของพระองค์ซึ่งไม่มีใครสนใจ ให้กลายเป็นอาณาจักรที่เมืองทุกเมืองมีจุดเด่นเฉพาะตัว ดึงดูดให้ผู้คนต่างถิ่นมาเยี่ยมชมอย่างไม่ขาดสายและทำให้ชาวเมืองมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เมื่อซันได้ฟังนิทานเรื่องนี้  เขาจึงเก็บข้อคิดจากนิทานมาใคร่ครวญ  และเมื่อนักเล่านิทานอำลาจากเกาะไป  ซันก็รีบนำเรื่องที่เขาคิดไปหารือกับพ่อของเขา

ซันปรึกษาพ่อว่า “ถ้าชาวเกาะทุกคนช่วยกันทำให้เกาะมีจุดเด่นแตกต่างจากเกาะอื่น ๆ  บางที…นักเดินทางอาจแวะเวียนมาเยือนเกาะของพวกเรามากขึ้นก็ได้นะพ่อ” 

แม้พ่อของซันจะเห็นด้วยกับความคิดของลูกชาย แต่เพราะผู้คนในเกาะล้วนมีฐานะยากจน การคิดสร้างจุดเด่นให้เกาะจึงไม่ใช่เรื่องง่าย หนำซ้ำ..หากผู้คนในเกาะอื่น ๆ ที่มีฐานะร่ำรวยกว่ามาเห็นสิ่งที่สร้างขึ้นเป็นจุดเด่น พวกเขาก็อาจใช้เงินจ้างคนมาสร้างจุดเด่นเลียนแบบได้

อย่างไรก็ตาม ซันก็ยังไม่อยากล้มเลิกความตั้งใจง่าย ๆ   เขาพยายามคิด…คิด แล้วก็คิด  เขาคิดถึงความเป็นไปได้และข้อจำกัดต่าง ๆ ที่มีอยู่  เขาครุ่นคิดอยู่นาน  ในที่สุด ซันก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ 

ผมมีวิธีการดี ๆ ครับพ่อ วิธีของผมใช้เงินน้อย แต่ต้องการเวลาและความเอาใจใส่มาก ถึงเกาะอื่น ๆ จะมีเงินมากกว่าพวกเรา แต่เค้าก็คงยากที่จะเลียนแบบพวกเราได้ในเวลาอันสั้น

ซันรีบเล่าแผนการทั้งหมดให้พ่อฟัง ซึ่งเมื่อพ่อของซันได้ฟัง พ่อของซันก็ยิ้มแล้วเรียกชาวเกาะทั้งหมดมาประชุมร่วมกันทันที

แผนที่ซันคิดคือการเชิญชวนให้ชาวเกาะทุกคนช่วยกันเลือกและปลูกต้นไม้ใหญ่หลาย ๆ พันธุ์ที่มีดอกสวยงามหลากสีสัน โดยแบ่งพื้นที่ในการปลูกต้นไม้แต่ละชนิดอย่างชัดเจน  เพื่อให้ต้นไม้ผลัดกันบานสะพรั่งสลับสีไปในแต่ละเดือน ซึ่งการปลูกต้นไม้ใหญ่หลากสีสันบนเกาะน่าจะช่วยดึงดูดใจให้นักเดินทางสะดุดตาและอยากแวะมาเที่ยวที่เกาะมากขึ้น

แม้การปลูกต้นไม้ใหญ่จะใช้เวลานานหลายปีกว่าจะเห็นผล  แต่มันเป็นวิธีที่ไม่สิ้นเปลือง  ทั้งยังสร้างความสุขใจให้กับคนบนเกาะ และหากผู้คนในเกาะอื่นอยากเลียนแบบก็คงต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะปลูกต้นไม้ให้โตได้ทัน  ด้วยเหตุนี้ ชาวเกาะทั้งหมดจึงเห็นพ้องกับแผนของซัน  ซึ่งหลังจากการประชุมสิ้นสุดลง ทุกคนจึงช่วยกันเลือกต้นไม้แล้วแบ่งเขตพื้นที่บนเกาะในการปลูกต้นไม้ชนิดต่าง ๆ เป็นสัดเป็นส่วน ทั้งยังช่วยกันดูแลต้นไม้ที่ตนเองรับผิดชอบอย่างเต็มที่

ไม่กี่ปีต่อมา  ต้นไม้บนเกาะก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น และเริ่มออกดอกงดงามให้ชาวเกาะทุกคนได้ชื่นใจ

สีส้มอมแดงของดอกหางนกยูงที่บานสะพรั่งท้าแสงอาทิตย์ทำให้เกาะเล็ก ๆ กลางทะเลดูสดใสร้อนแรงและน่าค้นหา  ส่วนสีชมพูของดอกจามจุรีและดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ก็ทำให้เกาะทั้งเกาะดูหวานจนคนที่มีความรักอยากจูงมือกันเข้ามาเยี่ยมชม สำหรับสีเหลืองของดอกคูนและดอกนนทรีนั้นก็เป็นสีที่ทำให้เกาะดูมีชีวิตชีวามากกว่าเกาะอื่นใดในห้วงสมุทร

เมื่อดอกไม้ผลัดกันเปล่งประกายความงามในแต่ละเดือน  นักเดินทางทั้งหลายจึงอดใจผ่านเลยเกาะเล็ก ๆ เกาะนี้ไปไม่ได้ 

ซันภูมิใจเหลือเกินที่ตัวเขาไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจง่าย ๆ ทั้งยังดีใจที่ตนเองสามารถใช้ความคิดสร้างจุดเด่นให้กับเกาะของเขาได้สำเร็จ (ด้วยวิธีที่ประหยัดและเลียนแบบได้ยาก)

ในที่สุด  เกาะเล็ก ๆ ที่เป็นบ้านเกิดของซันก็กลายเป็นเกาะที่ทุกคนอยากมาเยี่ยมเยือน ซันและชาวเกาะทุกคนต่างมีความสุขมากที่ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมาจากทั่วทุกมุมโลก  พวกเขาพยายามดูแลแขกทุกคนอย่างดีที่สุด และพวกเขาก็คอยดูแลต้นไม้ที่พวกเขาช่วยกันปลูกอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อคงความงามและดำรงเอกลักษณ์ให้เกาะที่พวกเขารัก…ตราบชั่วนิรันดร์

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทาน : เจ้าชายผู้หลงใหลนิทาน

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เจ้าชายผู้หลงใหลนิทาน” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เขียนเป็นนิทานภาคต่อ จากนิทานเรื่อง “หมู่บ้านย้อนเวลา” โดยเขียนห่างกันราว 1 ปี (สมัยที่เขียนลงนิตยสารขวัญเรือน) นิทานทั้งสองเรื่อง เป็นนิทานที่จบสมบูรณ์ในตัวเอง แต่ทำไมผมในฐานะผู้แต่งนิทาน จึงบอกว่าเป็นนิทานภาคต่อ ประเด็นนี้ คงต้องของให้ลองย้อนกลับไปอ่านนิทานเรื่องหมู่บ้านย้อนเวลา แล้วค่อยมาอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ แล้วจะเข้าใจครับ

นิทานเรื่อง เจ้าชายผู้หลงใหลนิทาน

เจ้าชายองค์หนึ่งทรงชอบนิทานมาก  เพราะนิทานทำให้พระองค์มีความสุขและเกิดแรงบันดาลใจในการทำสิ่งดีงามต่าง ๆ  เจ้าชายมีหนังสือนิทานเป็นร้อย ๆ เล่ม  พระองค์มักใช้เวลาว่างอ่านนิทานสนุก ๆ อยู่เสมอ  เจ้าชายหวังว่าสักวันพระองค์จะสามารถสร้างห้องสมุดนิทานและทำให้เด็กทั่วทุกหนทุกแห่งมีความสุขได้เช่นเดียวกับพระองค์

วันหนึ่ง  เจ้าชายได้อ่านนิทานเรื่อง “หมู่บ้านย้อนเวลา” ซึ่งเป็นเรื่องของชายชราที่ขอให้ชาวบ้านช่วยกันสร้างจุดเด่นให้หมู่บ้านด้วยการหันกลับมาใช้ชีวิตแบบโบราณ จนหมู่บ้านที่ยากจนของพวกเขากลายเป็นหมู่บ้านที่นักท่องเที่ยวอยากมาเยี่ยมชม ส่งผลให้ผู้คนในหมู่บ้านมีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เจ้าชายเห็นว่าข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้อาจนำไปปรับใช้กับอาณาจักรของพระองค์ได้ เจ้าชายจึงนำเรื่องไปเล่าให้พระบิดาฟัง 

ทันทีที่เจ้าชายเล่านิทานจบ  พระราชาและเหล่าเสนาบดีต่างพากันหัวเราะเยาะในความไร้เดียงสาของเจ้าชาย  ทุกคนบอกกับเจ้าชายว่า นิทานเป็นเพียงเรื่องหลอกเด็ก…ไร้สาระ  เจ้าชายทรงเสียใจมาก พระองค์จึงปลีกตัวไปนั่งคิดอะไรเงียบ ๆ อยู่คนเดียว แล้วรอดูพวกผู้ใหญ่แก้ปัญหาบ้านเมืองด้วยวิธีที่มีสาระ!

ในการประชุมแก้ปัญหาของบ้านเมือง  เหล่าเสนาบดีเสนอให้พระราชาทุ่มเงินทองจำนวนมหาศาลสร้างสิ่งทันสมัยต่าง ๆ  เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว  พระราชาทรงเห็นชอบกับความคิดดังกล่าว พระองค์จึงอนุญาตให้ใช้จ่ายเงินในท้องพระคลังได้อย่างเต็มที่

เมื่อเวลาผ่านไป แม้อาณาจักรของพระราชาจะดูทันสมัยเหมือนอาณาจักรอื่น ๆ  แต่มันกลับไม่ดึงดูดใจผู้คนต่างถิ่นให้มาเยี่ยมชมเลยแม้แต่น้อย (เพราะในความเป็นจริง ไม่มีใครอยากไปเที่ยวในที่ ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับบ้านเมืองของตนเอง) เมื่อความพยายามของเหล่าเสนาบดีล้มเหลวไม่เป็นท่า  เจ้าชายจึงเสนอตัวขอแก้ปัญหาให้บ้านเมืองบ้าง 

เจ้าชายเริ่มงานของพระองค์ด้วยการเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วอาณาจักร  จากนั้น พระองค์ก็เล่านิทานเรื่องหมู่บ้านย้อนเวลาให้ชาวเมืองเกิดแรงบันดาลใจ แล้วจึงเสนอแผนพัฒนาเมืองให้ชาวเมืองได้รับรู้  ซึ่งแผนของเจ้าชายก็คือการทำให้เมืองทุกเมืองในอาณาจักรมีจุดเด่นหรือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนทั้งหลายได้

เจ้าชายทรงยกตัวอย่างให้ชาวเมืองแต่ละเมืองฟังว่า  เมืองที่เคยค้นพบซากกระดูกมังกร อาจตั้งชื่อให้เป็นเมืองแห่งมังกร แล้วทำที่พักในรูปแบบของถ้ำมังกร,  ทำเครื่องเงินเครื่องทองหรือทอผ้าเป็นลายมังกรต่าง ๆ , ปลูกแก้วมังกรขาย หรือทำอาหารโดยให้มีคำว่ามังกรประกอบอยู่ในชื่อ   

ส่วนเมืองที่เชี่ยวชาญในเรื่องมวยโบราณ ชาวเมืองก็อาจเน้นจุดเด่นในเรื่องหมัดมวย  เช่น การเปิดสำนักสอนมวยต่าง ๆ , การจัดชกมวยประจำปี, การทำน้ำมันมวยสารพัดสูตรออกขาย หรือสาว ๆ ก็อาจจะพร้อมใจกันไว้ผมมวยให้เมืองทั้งเมืองดูมีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น

 สำหรับเมืองที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์คล้าย ๆ กัน เช่น อยู่ติดทะเลเหมือน ๆ กัน ก็อาจสร้างจุดเด่นให้เป็นเมืองทะเลสำหรับเด็กบ้าง, เมืองทะเลที่เน้นการผจญภัยแบบโจรสลัดบ้าง หรือเมืองทะเลแห่งความรักบ้าง แล้วคิดกิจกรรม, อาหาร, ที่พักอาศัย, ข้าวของเครื่องใช้ให้เหมาะกับเมืองของตน เป็นต้น

เมื่อชาวเมืองแต่ละเมืองได้ฟังความคิดของเจ้าชาย  ทุกคนต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า แนวคิดของเจ้าชายเป็นแนวคิดที่น่าสนใจมาก เพราะนอกจากมันจะเป็นเรื่องสนุกที่ได้ใช้ความคิดสร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้กับเมืองของตนเองแล้ว  มันยังทำได้ไม่ยากและไม่ต้องใช้เงินทองเป็นถุงเป็นถังในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงด้วย

หลังจากที่ชาวเมืองทุกเมืองตอบรับความคิดของเจ้าชาย   ไม่นานนัก…เมืองแต่ละเมืองจึงมีจุดเด่นและดูน่าสนใจขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  เมื่อผู้คนในอาณาจักรอื่น ๆ ทราบข่าว  ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศจึงพากันมาเยี่ยมชมเมืองที่มีเอกลักษณ์ทั้งหลายในอาณาจักรของเจ้าชายกันอย่างท่วมท้น  

ในที่สุด พระราชาและเหล่าเสนาบดีที่เคยดูถูกนิทานก็ได้บทเรียนว่า  จริง ๆ  แล้ว นิทานไม่ใช่เป็นแค่เรื่องเพ้อฝันไร้สาระ เพราะหากเรารู้จักนำข้อคิดจากนิทานมาปรับใช้ เราก็สามารถทำให้มันเกิดเป็นประโยชน์ขึ้นมาได้

เมื่อชาวเมืองมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  พวกเขาจึงอยากตอบแทนบุญคุณของเจ้าชายบ้าง  ดังนั้น  พวกเขาจึงช่วยกันสร้างห้องสมุดนิทานขึ้นในทุก  ๆ เมือง เพื่อให้สมกับที่เจ้าชายผู้หลงใหลนิทานได้วาดหวังเอาไว้

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง หมู่บ้านย้อนเวลา

นิทานเรื่อง หมู่บ้านย้อนเวลา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเป็นหมู่บ้านที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์, ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ  ทั้งยังอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านอื่น ๆ มาก  ด้วยเหตุนี้  ผู้คนในหมู่บ้านจึงมีฐานะยากจนและมีชีวิตที่ค่อนข้างลำบากกว่าผู้คนในหมู่บ้านอื่น ๆ 

วันหนึ่ง ลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้านซึ่งเป็นชายหนุ่มที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงรู้สึกเบื่อหน่ายบ้านเกิดของเขาจนทนไม่ไหว  ชายหนุ่มจึงชักชวนให้หนุ่มสาวในหมู่บ้านทิ้งบ้านเรือนไปทำงานในเมืองใหญ่  

แม้หัวหน้าหมู่บ้านซึ่งเป็นพ่อของชายหนุ่มจะพยายามทัดทานอย่างเต็มที่  แต่ชายหนุ่มกลับไม่สนใจฟัง  หนำซ้ำ…เขายังพูดกับพ่อว่า “หมู่บ้านแย่ ๆ แบบนี้ อยู่ไปก็มีแต่จะแย่ลงเท่านั้น  ต่อให้พยายามยังไง เราก็ไม่มีทางทำให้มันดีขึ้นได้หรอก  พ่อควรยอมรับความจริงว่าหมู่บ้านแห่งนี้…มันไม่มีอนาคตเหลืออยู่แล้ว”

คำพูดของลูกชายทำให้ชายชราผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านเสียใจมาก เพราะลูกชายของเขาเอาแต่บ่นว่าหมู่บ้านแย่อย่างนั้นแย่อย่างนี้ แล้วเลือกที่จะหนีปัญหาโดยย้ายไปอยู่ในเมืองใหญ่  แทนที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจแก้ไขสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นความแย่ของหมู่บ้านให้ดีขึ้น  หัวหน้าหมู่บ้านผิดหวังในตัวลูกชายมาก  เขาอยากให้ลูกชายรักบ้านเกิดและรู้จักสู้ปัญหามากกว่าที่เป็นอยู่

เมื่อหนุ่มสาวออกไปจากหมู่บ้านจนหมด  ทั้งหมู่บ้านจึงเหลือแต่คนแก่  คนแก่ที่ไม่มีลูกหลานใกล้ชิดต่างก็มีชีวิตซังกะตายไร้ความสุข  ชายชราจึงคิดว่าเขาควรทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้บทเรียนแก่ลูกชายและนำความสุขกลับคืนสู่หมู่บ้านที่เขารัก

ชายชราเดินครุ่นคิดไปทั่วหมู่บ้านพร้อมกับมองเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่อยู่โยงเฝ้าบ้านอย่างเงียบเหงา  คนแก่บางคนฆ่าเวลาด้วยการทำขนม, บางคนนำเครื่องดนตรีโบราณมาบรรเลง, บางคนเก็บดอกไม้มานั่งจัด  แต่ละคนพยายามหาอะไรทำเพื่อให้คลายความว้าเหว่ไปได้บ้าง

คืนวันนั้น ชายชรานอนคิดหาวิธีนำความสุขมาสู่หมู่บ้านอย่างสุดความสามารถ  เขาคิด…คิด…แล้วก็คิด  ในที่สุด  ชายชราก็เกิดความคิดบางอย่างที่อาจทำให้หมู่บ้านของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ใคร ๆ ก็คาดไม่ถึง!

วันรุ่งขึ้น  ชายชรารีบจัดประชุมคนเฒ่าคนแก่ทั้งหมดแล้วขอร้องให้เพื่อน ๆ ทุกคนช่วยกันย้อนเวลาของหมู่บ้านให้กลับไปมีสภาพเหมือนในอดีต!

ในตอนแรก  คนเฒ่าคนแก่ทั้งหลายต่างสงสัยในความคิดของหัวหน้าหมู่บ้าน แต่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจที่สะสมมานาน  ทุกคนจึงตั้งใจฟังแผนการของชายชราและเต็มใจให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง คนแก่ทุกคนก็ร่วมมือกันทำในสิ่งที่หัวหน้าหมู่บ้านขอร้อง  โดยทุกคนพากันแต่งกายแบบโบราณ พร้อมกับนำเครื่องใช้เก่าเก็บออกมาใช้ใหม่  นอกจากนี้ พวกเขายังกลับมาพูดคุยด้วยภาษาแบบดั้งเดิม, จับกลุ่มทำขนมและอาหารตามสูตรเดิม ๆ , รื้อฟื้นประเพณี ดนตรีและการละเล่นที่แทบจะสูญหาย รวมทั้งดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายจนดูคล้ายกับว่าเวลาของหมู่บ้านแห่งนี้เดินช้ากว่าเวลาในที่อื่น ๆ บนโลก

หลังจากที่ผู้สูงวัยทั้งหมดช่วยกันย้อนเวลาให้หมู่บ้านของพวกเขา  ข่าวคราวของหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีสภาพเหมือนในอดีตก็เริ่มเป็นที่สนใจของผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ

ผู้คนต่างเมืองพากันดั้นด้นมาเยี่ยมชมหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่แสนห่างไกลเพื่อขอลองชิมอาหารโบราณรสวิเศษ, ฟังดนตรีที่แสนละเมียดละไม, ทำกิจกรรมแบบโบราณที่หาดูที่ไหนไม่ได้ และลองใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแบบในอดีต   ไม่กี่เดือนต่อมา…หมู่บ้านที่แทบไม่มีใครเคยเห็นค่าก็ค่อย ๆ กลายเป็นหมู่บ้านที่มีแต่คนชื่นชม  ส่วนคนแก่ทุกคนในหมู่บ้านก็หายว้าเหว่และเริ่มมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ครั้นเมื่อหนุ่มสาวที่ออกไปหางานทำในเมืองใหญ่ได้ทราบข่าว  หนุ่มสาวทุกคนโดยเฉพาะลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้านก็รู้สึกละอายใจที่พวกเขาเคยดูแคลนบ้านเกิดของตนเองว่ามันเป็นหมู่บ้านที่ไม่มีอนาคต  ทุก ๆ คนต่างรู้สึกผิด  ดังนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจกลับมายังหมู่บ้านเพื่อขอโทษพ่อแม่และปู่ย่าตายาย

ทันทีที่ผู้สูงวัยได้เห็นลูกหลานกลับมาหา  ทุก ๆ คนก็ยกโทษให้ ซ้ำยังโอบกอด ”เด็กโง่ทั้งหลาย” ด้วยความรักความเมตตาอันเต็มเปี่ยม

หนุ่มสาวทั้งหมดพากันร้องไห้แล้วสัญญาว่า นับจากนี้…พวกเขาจะสู้กับปัญหาทุกอย่างและช่วยกันเรียนรู้วิถีชีวิตแบบโบราณเพื่อดูแลหมู่บ้านให้ดีที่สุดโดยไม่มีวันทอดทิ้งพ่อแม่ปู่ย่าตายายไปไหนอีก 

ในที่สุข  แผนการของหัวหน้าหมู่บ้านก็ประสบผลสำเร็จ เขาได้ให้บทเรียนครั้งสำคัญแก่ลูกชายและเขายังทำให้หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครเคยสนใจกลายมาเป็นหมู่บ้านที่ผู้คนทั้งหลายใฝ่ฝันอยากมาเยี่ยมเยียนให้ได้สักครั้งในชีวิต

——————————————————————————————————————-

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง ยอดมนุษย์ตัวน้อย

นิทานเรื่อง “ยอดมนุษย์ตัวน้อย” เป็นนิทานที่น่าจะจัดอยู่ในหมวด “นิทานชวนยิ้ม” หรือ “นิทานตลก ๆ ก่อนนอน” เพราะเป็นนิทานที่มีความ “เพี้ยน” อยู่พอสมควร แม้จะไม่ทำให้เด็ก ๆ หัวเราะเอิ๊กอ๊าก แต่ก็น่าจะทำให้ยิ้มและอารมณ์ดีได้ หวังว่านิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องนี้ จะทำให้เด็ก ๆ นอนฝันดีนะครับ

นิทานเรื่อง ยอดมนุษย์ตัวน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเป็นเด็กที่มีพลังพิเศษคล้าย ๆ กับเหล่ายอดมนุษย์ทั้งหลาย  แต่เด็กคนนี้กลับไม่ภูมิใจในพลังพิเศษที่เขามีอยู่เลย  เพราะพลังพิเศษของเขานั้น ไม่ใช่พลังในการเหาะเหินเดินอากาศ ไม่ใช่พละกำลังที่ล้นเหลือเกินมนุษย์ ไม่ใช่อำนาจในการปล่อยแสงต่อสู้กับเหล่าร้าย ไม่ใช่ความสามารถในการล่องหนหายตัว  แต่พลังที่เด็กน้อยมีอยู่กลับเป็นพลังในการ “ผายลม” ที่เขาสามารถปรับความรุนแรงและกลิ่นได้ตามใจปรารถนา  เด็กน้อยคิดว่าการมีพลังพิเศษเช่นนี้…สู้ไม่มีเสียยังดีกว่า  เด็กน้อยจึงไม่เคยเปิดเผยเรื่องของตัวเองให้ใครรู้และเก็บเรื่องพลังพิเศษที่เขามีอยู่เอาไว้โดยไม่เห็นคุณค่าของมันเลยแม้สักนิด

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่เด็กน้อยนั่งรถโรงเรียนไปทัศนศึกษาต่างจังหวัดร่วมกับเพื่อน ๆ   ระหว่างทางซึ่งเป็นทางคดเคี้ยวขึ้นเขา  คุณลุงคนขับรถที่ขับรถมาไกลแสนไกลก็ค่อย ๆ ง่วงและเผลอหลับเป็นระยะ ๆ   ทุกครั้งที่คุณลุงหลับ  รถก็จะส่ายและเกือบพลาดตกเหวครั้งแล้วครั้งเล่า  คุณครูพยายามบอกให้คุณลุงจอดรถลงไปพัก  แต่คุณลุงคนขับกลับดื้อดึงและยืนยันว่ายังขับไหว เด็กน้อยเห็นว่าหากปล่อยให้คุณลุงขับรถต่อไปเช่นนี้คงไม่ดีแน่  เขาจึงตัดสินใจทำสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน  นั่นคือการใช้พลังพิเศษผายลมออกมาอย่างแผ่วเบา แต่บังคับกลิ่นให้เหม็นราวกับกลิ่นตดของช้างร้อยเชือกมารวมกัน

ทันทีที่คุณลุงคนขับได้กลิ่นตดมหาภัย  คุณลุงที่ง่วงเหงาหาวนอนก็รีบจอดรถแล้ววิ่งลงจากรถเพื่อหนีกลิ่นตดซึ่งเหม็นอย่างสุดทานทน  เด็กนักเรียน, คุณครู รวมทั้งยอดมนุษย์ตัวน้อยที่แอบใช้พลังเป็นครั้งแรกจึงพากันวิ่งลงรถตามไปด้วย  ท้ายที่สุด  คุณลุงคนขับก็ได้ยืดเส้นยืดสายจนหายง่วง  และเมื่อกลิ่นจางลง  ทุกคนก็กลับขึ้นรถแล้วออกเดินทางกันต่อ

หลังจากวันนั้น เด็กน้อยผู้มีพลังพิเศษก็เริ่มรู้สึกว่า พลังพิเศษของเขาเป็นพลังที่มีประโยชน์อยู่บ้างเหมือนกัน  แต่ถึงอย่างไร  มันก็เป็นพลังที่น่าอายมากกว่าน่าภูมิใจ…ดังเช่นพลังของยอดมนุษย์คนอื่น ๆ 

ในเวลาต่อมา  เด็กน้อยบังเอิญโชคร้ายเข้าไปฝากเงินในธนาคารแล้วมีโจรอ้วนผอมบุกเข้าปล้นธนาคารพอดิบพอดี  โจรทั้งสองคนใช้ปืนขู่เอาเงินจากเจ้าหน้าที่อย่างอุกอาจ  ส่วนประชาชนก็ได้แต่หมอบอยู่ที่พื้นเพราะกลัวจะโดนลูกหลง เด็กน้อยเห็นท่าไม่ดี เขาจึงตัดสินใจผายลมออกมา อย่างแผ่วเบา  แต่บังคับกลิ่นให้แรงกว่าคราวก่อนอีกร้อยเท่า  ทำให้โจรอ้วนผอมและผู้คนทั้งหมดสลบเหมือด ซึ่งเมื่อตำรวจมาถึง ตำรวจก็สามารถจับโจรได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ครั้นเมื่อเด็กน้อยใช้พลังช่วยผู้คนได้สำเร็จ เขาก็เริ่มได้ข้อคิดว่า ถึงพลังพิเศษของเขาจะดูแปลก ๆ อยู่สักหน่อย  แต่ถ้าเขานำมันมาใช้อย่างเหมาะสม  มันก็จะทำให้เกิดประโยชน์กับผู้คนทั้งหลายได้ไม่แพ้พลังพิเศษของยอดมนุษย์คนอื่น ๆ   เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว  ยอดมนุษย์ตัวน้อยจึงตัดสินใจหาทางใช้พลังของเขาให้เกิดประโยชน์ด้วยวิธีการต่าง ๆ

ยอดมนุษย์ตัวน้อยใช้ประโยชน์จากพลังพิเศษโดยแอบไปดูการซ้อมรบของกองทัพ แล้วผายลมเสียงดัง “ปั้ง ๆ ตู้ม ๆ “ ผสมโรงให้เสียงปืนและเสียงระเบิดดังกว่าปกติ เพื่อขู่ไม่ให้ประเทศข้างเคียงกล้าเข้ามาบุกรุก 

นอกจากนี้  เมื่อมีการชุมนุมประท้วงกันที่ไหน ยอดมนุษย์ตัวน้อยก็จะแฝงตัวไปร่วมการชุมนุมด้วย โดยเขาจะรอให้ผู้คนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก แล้วแอบผายลมแบบเหม็นสุดขีดจนผู้คนทั้งหลายต้องสลายการชุมนุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

เหนือสิ่งอื่นใด  ยอดมนุษย์ตัวน้อยยังฉลาดพอที่จะใช้ความสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของบ้านเมือง โดยการแอบดำน้ำเพื่อผายลมปุ๋งใหญ่หลาย ๆ ปุ๋ง  จนเกิดฟองอากาศผุดขึ้นมาที่ผิวน้ำเป็นระยะ ๆ ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดคิดว่ามีสัตว์โบราณอาศัยอยู่ใต้น้ำ  นักข่าวและนักท่องเที่ยวจึงแห่กันมารอดูสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งทำให้ชาวเมืองขายอาหาร, เครื่องดื่มและของที่ระลึกได้เป็นจำนวนมาก

ในที่สุด เด็กผู้ชายที่มีพลังพิเศษคนนี้ก็หาโอกาสใช้พลังให้เกิดประโยชน์ได้สำเร็จ  เด็กน้อยภูมิใจในตัวเองมาก เพราะถึงแม้ว่าพลังพิเศษของเขาจะแปลกกว่าใคร ๆ  แต่เมื่อเขารู้จักนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พลังของเขาจึงมีค่าและมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพลังของยอดมนุษย์คนใด ๆ ในโลก