“ทอม ธัมบ์” หรือที่รู้จักในชื่อ เจ้าหนูนิ้วโป้ง เป็นนิทานก่อนนอนคลาสสิกที่เล่าขานกันมานานในยุโรป และได้รับความนิยมทั่วโลก นิทานเรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กชายตัวจิ๋วที่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญ ไหวพริบ และจิตใจรักครอบครัว แม้จะตัวเล็กเพียงเท่านิ้วโป้ง แต่เขาก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และออกเดินทางผจญภัยในโลกกว้าง จนได้เรียนรู้ความสำคัญของ “บ้าน” และ “ความรักของพ่อแม่”
นิทานเรื่องนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพ่อแม่ที่ต้องการปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์ ความกล้าหาญ และสายใยความรักในครอบครัวให้แก่ลูก ๆ ก่อนนอน
นิทานเรื่อง ทอม ธัมบ์ : เจ้าหนูนิ้วโป้ง
นานมาแล้ว นานหนักหนา มีชาวนากับภรรยาอาศัยอยู่ในกระท่อมเล็ก ๆ ที่ปลายทุ่ง พวกเขายากจนแต่ไม่ทุกข์ร้อน ส่วนความสุขก็พอมี แต่ไม่เต็มที่ เพราะมีสิ่งหนึ่งที่ขาดไป นั่นคือ พวกเขาไม่มีลูก
“ฉันอยากมีลูกชายสักคน” ภรรยาพูดบ่อยครั้ง “ไม่ต้องตัวโต ไม่ต้องเก่งกล้า ขอให้มีเถอะ ตัวแค่นิ้วโป้ง ฉันก็พอใจแล้ว”
ไม่มีใครคิดว่าเบื้องบนจะได้ยิน วันหนึ่ง ภรรยาชาวนาก็ท้อง แล้วคลอดลูกชายที่ตัวเล็กเท่านิ้วโป้งออกมาจริง ๆ ชาวนากับภรรยาดีใจมาก เพราะลูกคือสิ่งเดียวที่พวกเขาปรารถนา ชาวนากับภรรยาตั้งชื่อลูกชายว่า “ทอม ธัมบ์” หรือเรียกอีกอย่างว่า “เจ้าหนูนิ้วโป้ง” ก็ได้
แม้ทอมจะตัวเล็กจิ๋ว แต่เขาเป็นเด็กช่างคิด มีไหวพริบ แถมแสบซ่าซุกซนไม่ต่างจากเด็กทั้งหลาย
วันหนึ่ง พ่อของทอมเตรียมตัวขี่ม้าไปตลาด ทอมก็รีบบอกกับพ่อว่า “พ่อครับ ผมขอไปด้วย
“จะไปทำไมล่ะ แล้วจะนั่งตรงไหนดี ตัวของลูกเล็กจนเอาใส่ไว้ในกล่องไม้ขีดไฟก็ยังเหลือที่อีกตั้งเยอะเลยนะ ถ้าม้าวิ่ง ลูกคงกระเด้งหัวโขกไปมาแน่เลย” ชาวนาพูดด้วยความเป็นห่วง
“ก็ให้ผมนั่งในหูม้าสิครับ ผมจะคอยบอกทางให้!” ทอมยืนยัน
และแล้ว ทอมก็ได้ไปตลาดกับพ่อ โดยทอมนั่งอยู่ในรูหูของม้า และคอยร้องบอกม้าว่า “เดินตรงไป เลี้ยวซ้าย ระวังหลุม” จนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาตกใจ เพราะคิดว่าม้าพูดได้
เมื่อไปถึงตลาด ทอมเล่นซนจนหล่นเข้าไปในปากวัว ทอมตกใจ จึงเผลอร้องออกมาเสียงดังว่า “โอ้ย ที่นี่ที่ไหน ทำไมมันมืดตื๊ดตื๋อ มืดตื๊ดตื๋อ ทำไมมันมืดไปหมด” เมื่อวัวได้ยินเสียงคนอยู่ในปาก วัวก็ตกใจ แล้วก็กลืนทอมเข้าไปในท้อง
เมื่อทอมไหลเข้าไปในท้องของวัว ทอมก็ยิ่งตกใจ จึงส่งเสียงดังขึ้นอีกว่า “โอ้ย ที่นี่ที่ไหน ทำไมมันมืดตื๊ดตื๋อ มืดตื๊ดตื๋อ ทำไมมันมืดไปหมด” วัวได้ฟังเสียงคนร้องออกมาจากท้อง มันจึงตกใจจนเลิ่กลั่ก แล้วเผลอผายลม ปู้ดใหญ่ จนทอมพุ่งออกมาทันที
แต่ความวัวยังไม่ทันหาย ความนกก็เข้าแทรก (ปกติ สำนวนไทยจะพูดว่า ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก แต่นิทานเรื่องนี้ เป็นความนกจริง ๆ นะ) ในขณะที่ทอมตั้งหลักที่จะยืนขึ้น มีนกตัวหนึ่ง ที่ไม่มีใครจำได้ว่าเป็นนกกาหรือนกเหยี่ยว บินโฉบลงมา แล้วคาบทอมบินขึ้นสู่ฟากฟ้า
นกพาทอมบินผ่านป่า ข้ามต้นไม้สูง ข้ามปล่องไฟ จนเข้าเขตของพระราชวัง จากนั้น นกก็ปล่อยทอมไว้ที่หลังคาปราสาท โชคดีที่มีทหารเห็นทอมยืนงง ๆ อยู่บนหลังคา ทหารจึงปีนขึ้นไปบนปราสาท แล้วนำทอมใส่กล่องไม้ขีดไฟ ก่อนที่จะพาไปเข้าเฝ้าพระราชา
เมื่อพระราชาเห็นเด็กน้อยที่ตัวโตแค่นิ้วโป้ง พระราชาก็แปลกใจจึงถามว่า “นี่อะไร?”
“แมงง้องแง้ง รึเปล่าขอรับ” ทหารตอบส่งเดช
“แมงง้องแง้ง คือ ลูกน้ำ นี่ไม่ใช่ลูกน้ำนะ” พระราชาเอ็ด
“กระหม่อมคิดว่า น่าจะเป็นเด็ก แต่เป็นเด็กรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น ที่ตัวเล็กเท่านิ้วโป้งขอรับ” ทหารนายหนึ่งตอบ
พระราชาทรงหัวเราะดังลั่นท้องพระโรง “ลิมิเต็ด อิดิชั่น เหรอ แหม! น่ารักน่าชังจริง ๆ ด้วย”
พระราชาทรงชอบทอมมาก พระองค์จึงรับทอมเอาไว้ในวัง โดยให้ทอมพักในห้องตุ๊กตาที่มีบ้านตุ๊กตาแสนน่ารักเป็นที่พักประจำตำแหน่ง และแต่งตั้งให้ทอมเป็น “เสนาบดีจิ๋วผู้ดูแลเรื่องจิ๋ว ๆ ในพระราชวัง”
การมีชีวิตอยู่ในวังเป็นชีวิตที่สะดวกสบาย เสนาบดีจิ๋วมีคนคอยดูแลรับใช้อยู่เต็มไปหมด พระราชาเองก็เมตตาทอมมาก แต่ถึงกระนั้น ทอมก็ยังคิดถึงบ้าน
ทอมรำพึงกับตัวเองว่า “ที่นี่มีของดี ๆ สารพัด ไม่ว่าจะเป็นทองคำ เสื้อผ้า ขนมปัง และอื่น ๆ … แต่ที่นี่ ไม่มีสิ่งที่สำคัญที่สุด”
ทอมนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้น เขาก็รำพึงต่อไปว่า “แต่ที่นี่ไม่มีสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือ…ตักนุ่ม ๆ อุ่น ๆ ของแม่”
คืนนั้น ทอม…เด็กจิ๋วช่างคิดที่มีไหวพริบ แถมแสบซ่าซุกซนพอสมควร จึงตัดสินใจ ผูกด้ายยาวไว้ที่หน้าต่าง เขาใช้เข็มเย็บผ้าแทนตะขอ แล้วโหนตัวลงมาจากปราสาท จากนั้น เขาก็ขี่ด้วง แล้วบอกให้ด้วงพาเขาบินกลับบ้านที่อยู่ไกลแสนไกล
หลายวันต่อมา ที่บ้านของชาวนาและภรรยา ซึ่งกำลังโศกเศร้าเพราะลูกชายหายตัวไป จู่ ๆ พวกเขาก็ได้ยินเสียงเคาะประตูเบา พร้อมกับเสียงเล็ก ๆ ดังผ่านประตูมาว่า “ก๊อก ก๊อก ก๊อก… เปิดประตู เปิดออกดู เอ๊ะ! ใครมา”
ชาวนากับภรรยาจำเสียงของลูกได้ พวกเขาดีใจและรีบเปิดประตูต้อนรับ
แม่ของทอมยิ้มกว้าง แล้วพูดกับทอมว่า “ก็อยู่สบายแล้วนี่นา เอ๊ะ! ใครที่มา เคาะประตูบ้านเรา”
ทอมดีใจมากที่กลับมาบ้านได้สำเร็จ เขารีบโผเข้าหาพ่อกับแม่ แล้วยิ้มทั้งน้ำตา พร้อมกับพูดออกมาว่า “ผมกลับมาแล้วครับ”
นับจากนั้น ทอมก็ได้กลับมาอยู่กับพ่อแม่อย่างมีความสุขเหมือนเดิม.
