Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ไข่ประหลาดเจ็ดสีกับเศรษฐีโลภมาก

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ไข่ประหลาดเจ็ดสีกับเศรษฐีโลภมาก” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่ “โปเกมอน” เริ่มได้รับความนิยม ในยุคนั้น คำว่าร่าง 1 ร่าง 2 เพิ่งเป็นที่รู้จัก ผมทึ่งในความน่ารักของโปเกมอนที่มีคาแรคเตอร์มากมายเต็มไปหมด (ถ้าผมเป็นเด็ก ผมก็คงนั่งออกแบบและวาดโปเกมอนเองแน่ ๆ) ความประทับใจในโปเกมอน เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากแต่งนิทานที่มีตัวละครออกมาจากไข่ แต่เรื่องราวของนิทานไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับโปเกมอนเลย แถมยังเป็นนิทานก่อนนอนที่มีข้อคิดสอนใจด้วย หวังว่าเด็ก ๆ และผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง ไข่ประหลาดเจ็ดสีกับเศรษฐีโลภมาก

นานมาแล้ว  มีเศรษฐีผู้หนึ่งเป็นคนที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่นจนเป็นนิสัย   แม้เศรษฐีจะมีเงินทองมากมาย  แต่เขาก็ไม่เคยรู้จักพอ   มิหนำซ้ำ เขายังชอบหากินกับคนจนด้วยการปล่อยเงินกู้แล้วคิดดอกเบี้ยอย่างขูดรีดขูดเนื้อ  ด้วยเหตุนี้  ชาวบ้านทั้งหลายจึงเกลียดชังเศรษฐีกันโดยถ้วนหน้า

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่หนุ่มชาวบ้านต้อนฝูงสัตว์ของเขาไปหากินบริเวณแม่น้ำ  จู่ ๆ ชายหนุ่มก็พบไข่แปลกประหลาดเจ็ดฟองลอยน้ำมาติดที่ริมฝั่ง  ไข่ทั้งเจ็ดฟองมีขนาดใหญ่กว่าลูกบอลราวสองถึงสามเท่า  นอกจากนี้  ไข่แต่ละฟองยังมีสีสันที่แตกต่างกันอีกด้วย   ชายหนุ่มรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับไข่ประหลาดที่เขาได้พบ  เขาจึงตัดสินใจขนไข่ทั้งหมดกลับไปเก็บเอาไว้ที่บ้าน

เมื่อชายหนุ่มนำไข่กลับไปถึงบ้าน หมอดูประจำหมู่บ้านได้ทำนายว่า ไข่แปลก ๆ เหล่านี้จะทำให้ความทุกข์ยากของผู้คนในหมู่บ้านหายไปจนหมดสิ้น  เมื่อชาวบ้านได้ฟังคำของหมอดู  พวกเขาก็พากันโจษจันว่า ไข่ทั้งเจ็ดฟองน่าจะเป็นไข่วิเศษจากสรวงสวรรค์  

ครั้นเมื่อเศรษฐีผู้โลภมากได้ทราบข่าวเรื่องไข่วิเศษ   เศรษฐีผู้ละโมบจึงตรงดิ่งไปยังบ้านของชายหนุ่ม แล้วบังคับให้ชายหนุ่มมอบไข่วิเศษทั้งเจ็ดฟองให้แก่ตน โดยเศรษฐีขู่ว่า หากชายหนุ่มขัดขืน เขาก็จะเรียกเงินกู้ยืมต่าง ๆ คืนจากชาวบ้านในทันที

แม้ชายหนุ่มจะไม่ต้องการมอบไข่ให้เศรษฐี  แต่เขาก็ไม่อยากทำให้ชาวบ้านที่เป็นลูกหนี้ของเศรษฐีต้องลำบาก  ท้ายที่สุด ชายหนุ่มจึงจำใจยกไข่ทั้งหมดให้แก่เศรษฐีแต่โดยดี

เศรษฐีดีใจที่เขาช่วงชิงไข่วิเศษทั้งเจ็ดฟองมาได้เป็นผลสำเร็จ  เศรษฐีคิดว่าไข่ทั้งเจ็ดฟองน่าจะเป็นไข่ของตัวอะไรสักอย่างที่สามารถออกไข่เป็นทองคำหรือไม่ก็อาจจะเป็นไข่ของสิ่งมีชีวิตแห่งแดนสวรรค์ ซึ่งน่าจะนำไปขายต่อให้พระราชาและทำให้เขาร่ำรวยขึ้นได้อีกมาก ด้วยเหตุนี้เอง  เศรษฐีจึงสั่งให้บ่าวไพร่ประคบประหงมดูแลไข่ทั้งเจ็ดฟองเป็นอย่างดี

หลายวันผ่านไป  ไข่ทั้งเจ็ดฟองที่เศรษฐีนำกลับบ้านก็เริ่มกระดุกกระดิกและเปลือกไข่ก็ค่อย ๆ กะเทาะออกทีละน้อย  จนในที่สุด  สิ่งที่ปรากฏกายออกมาจากไข่ก็คือสัตว์ประหลาดตัวกลม ๆ ซึ่งมีขนปุกปุยและมีสีแตกต่างกันไปตามสีของเปลือกไข่ที่มันกำเนิดออกมา 

เศรษฐีตื่นเต้นมากที่ได้เห็นสัตว์ประหลาดทั้งเจ็ด  แม้ว่าเหล่าสัตว์ประหลาดจะมีรูปร่างไม่คุ้นตา  แต่พวกมันก็ดูน่ารักน่าชังไม่ใช่เล่น   และที่เหนือสิ่งอื่นใด…พวกมันยังอาจทำเงินให้แก่เศรษฐีได้มากมายมหาศาล 

เศรษฐีฝันหวานพร้อม ๆ กับดูสัตว์ประหลาดทั้งเจ็ดกระโดดโลดเต้นไปมารอบ ๆ ห้อง จวบจนกระทั่งเจ้าสัตว์ประหลาดทั้งหมดเหนื่อยและหิว  สิ่งที่เศรษฐีผู้ละโมบไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!

เมื่อสัตว์ประหลาดแต่ละตัวท้องร้องจ๊อก ๆ   พวกมันก็เหลียวซ้ายแลขวา  จากนั้น พวกมันก็เริ่มกินสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวอย่างเอร็ดอร่อย

สัตว์ประหลาดบางตัวชอบกินไม้  บางตัวชอบแทะโลหะ  บางตัวชอบหม่ำกระดาษ  บางตัวชอบเขมือบแก้ว  สัตว์ประหลาดแต่ละตัวต่างชอบกินสิ่งของที่ทำจากวัสดุที่แตกต่างกัน 

ไม่ช้าไม่นานนัก  สัตว์ประหลาดทั้งเจ็ดก็เขมือบทรัพย์สินของเศรษฐีไปจนเกือบหมด  นับตั้งแต่ถังขยะ, โต๊ะอาหาร, ตู้เสื้อผ้า, ฝาผนัง, นาฬิกา, หลังคาบ้าน รวมทั้งเพชรนิลจินดาและหนังสือสัญญาเงินกู้ต่าง ๆ

สัตว์ประหลาดทั้งเจ็ดหม่ำอาหารของพวกมันด้วยความว่องไวราวสายฟ้าแลบ  ซึ่งเมื่อพวกมันอิ่มเต็มที่แล้ว  ปีกเล็ก ๆ ของเหล่าสัตว์ประหลาดก็ค่อย ๆ งอกออกมา  จากนั้น  พวกมันก็พากันบินขึ้นฟ้าและหายไปในที่สุด

เศรษฐีผู้โลภมากตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก  ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ที่เขาสะสมมาตลอดชีวิตถูกสัตว์ประหลาดจอมเขมือบทั้งเจ็ดหม่ำจนเหลือเพียงพื้นบ้านกับเสาเรือนในเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว 

ความโลภทำให้เขานำสัตว์ประหลาดเข้ามาในบ้านของตนเอง และมันก็ทำให้เขาต้องสูญเสียทุกอย่างไปจนหมดสิ้น 

เศรษฐีผู้ละโมบร้องไห้แง ๆ เพราะบัดนี้เขาได้กลายเป็นคนยากจนไปเสียแล้ว   ส่วนชาวบ้านทั้งหลายนั้น  เมื่อสัตว์ประหลาดหม่ำสัญญาเงินกู้ไปจนหมด  เศรษฐีผู้ชอบเอารัดเอาเปรียบก็หมดสิทธิ์ที่จะเรียกร้องเอาเงินคืนได้   ความทุกข์ยากของผู้คนในหมู่บ้านจึงผ่านพ้นไปดังคำที่หมอดูได้ทำนายเอาไว้  และแล้ว…เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

…………………………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เย็นตาโฟปังปัง

“เย็นตาโฟปังปัง” เป็นนิทานเกี่ยวกับอาหาร เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่ง หลังจากที่แต่งนิทานเกี่ยวกับอาหารมาแล้วหลายเรื่อง ดังนั้น การคิดนิทานเรื่องนี้จึงไม่ง่ายนัก อย่างไรก็ตาม ด้วยพื้นฐานที่ผมเป็นคนชอบกินเย็นตาโฟมาตั้งแต่ยังเด็ก ประกอบกับ ความรู้จากการเรียนด้านการตลาด เกี่ยวกับการสร้างความโดดเด่นให้สินค้าด้วยการทำให้สินค้ามีจุดเด่นแตกต่างจากคู่แข่ง ผมจึงนำความชอบและความรู้มาแต่งเป็นนิทานเกี่ยวกับการทำอาหารเรื่องนี้ โดยผมหวังไว้ลึก ๆ ในใจว่า สักวัน ก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารจานเดียวในเมืองไทย จะมีการพัฒนาสูตรใหม่ ๆ ออกมา เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้คนมากขึ้น

นิทานเรื่อง เย็นตาโฟปังปัง

กาลครั้งหนึ่ง  มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่าปังปัง ปังปังเป็นเด็กที่กำพร้าพ่อ คุณแม่ของปังปังทำอาชีพขายเย็นตาโฟในร้านที่คุณพ่อทิ้งสูตรเด็ดไว้ให้ก่อนที่ท่านจะจากไปสู่สรวงสวรรค์ ปังปังชอบเย็นตาโฟฝีมือคุณแม่มาก เพราะนอกจากรสชาติของน้ำซุปที่ทำจากหัวผักกาดและผลไม้จะหวานหอมไม่เหมือนใครแล้ว  การได้กินเย็นตาโฟฝีมือคุณแม่ก็ทำให้ปังปังรู้สึกเหมือนได้กลับไปอยู่ใกล้ ๆ กับคุณพ่ออีกครั้ง

ร้านเย็นตาโฟของคุณแม่ขายดิบขายดีและได้รับคำชื่นชมจากผู้คนที่ได้ชิมติดต่อกันนานหลายปี จนกระทั่งมีร้านอาหารจานด่วนจากต่างประเทศที่ดูทันสมัยมาเปิดใกล้ ๆ ทำให้ผู้คนหันไปนิยมอาหารเหล่านั้น จนร้านเย็นตาโฟของคุณแม่แทบจะไม่มีลูกค้าเหลืออยู่เลย

เมื่อลูกค้าร่อยหรอลงอย่างน่าใจหาย คุณแม่จึงเริ่มหวั่นใจว่า บางที…คุณแม่อาจรักษาร้านเย็นตาโฟของคุณพ่อเอาไว้ไม่ได้ คุณแม่กังวลจนปังปังสังเกตเห็น  ปังปังจึงคิดว่า เธอควรทำอะไรสักอย่างเพื่อกู้สถานการณ์ของร้านและทำให้คุณแม่ไม่ต้องกลุ้มใจอย่างที่เป็นอยู่

การต่อสู้กับร้านอาหารจากต่างประเทศเป็นเรื่องที่ยากยิ่งสำหรับเด็กผู้หญิงอย่างปังปัง ในสถานการณ์เช่นนี้  ปังปังนึกถึงคำสอนของคุณพ่อได้คำหนึ่งที่ว่า “สติมาปัญญาเกิด  สติเตลิดปัญญาหาย”  ปังปังจึงเริ่มแก้ปัญญาด้วยการตั้งสติ  แล้วจึงค่อยลงมือค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับร้านคู่แข่ง เพื่อหาจุดอ่อน ที่พอจะใช้เป็นช่องว่างในการรักษาร้านเย็นตาโฟให้ยืนหยัดต่อไปได้

เมื่อปังปังค้นคว้าข้อมูลอย่างจริงจัง เธอก็พบว่า การที่ผู้คนนิยมร้านอาหารจากต่างประเทศเป็นเพราะบรรยากาศการตกแต่งร้านที่ดูทันสมัยและรสชาติอันเข้มข้นของอาหารที่ซ่อนความเค็มจัดและมันจัด ซึ่งทำให้ผู้คนติดใจในรสชาติได้ง่าย  

การเอาชนะร้านอาหารจากต่างประเทศที่มีทุนสูงลิบลิ่วจึงเป็นเรื่องยาก จนทำให้ปังปังรู้สึกหวั่นไหว  แต่เพื่อแม่และเพื่อร้านของพ่อ  ปังปังจึงตั้งสติและศึกษาข้อมูลต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ย่อท้อ  จนในที่สุด เธอก็พบว่าอาหารที่ซ่อนความเค็มจัดและมันจัดคือจุดอ่อนอันเลวร้ายของอาหารจานด่วนจากร้านต่างประเทศ เพราะมันเป็นอาหารที่ทำให้อ้วนและทำลายสุขภาพในระยะยาว

เมื่อปังปังค้นพบจุดอ่อนของอาหารเหล่านั้น  ปังปังจึงรีบไปปรึกษาคุณแม่และชวนให้คุณแม่คิดเย็นตาโฟสูตรใหม่เพื่อใช้ต่อสู้กับอาหารของร้านคู่แข่ง 

ทันทีที่คุณแม่ได้ฟังข้อมูลจากปังปัง  คุณแม่ก็ตั้งสติแล้วค่อย ๆ คิดหาวิธีพัฒนาเย็นตาโฟสูตรใหม่  โดยคุณแม่คิดว่า รสชาติน้ำซุปที่ทำจากหัวผักกาดและผลไม้ที่คุณพ่อคิดค้นขึ้นเป็นรสชาติที่ดีอยู่แล้ว แถมยังทำมาจากผักและผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพด้วย จึงควรรักษาเอาไว้ แต่อาจเพิ่มผักหรือสาหร่ายให้เย็นตาโฟมีกากใยมากขึ้น และอาจเปลี่ยนส่วนประกอบจำพวกเนื้อสัตว์ให้เป็นเต้าหู้ซึ่งเป็นโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ ส่วนเส้นก๋วยเตี๋ยวอาจเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าที่ต้องการลดน้ำหนักโดยการใช้เส้นบุกที่ไม่ทำให้อ้วนมาเป็นจุดขาย

ปังปังทึ่งกับแนวความคิดของคุณแม่มาก  ปังปังจึงชวนคุณแม่ทดลองทำเย็นตาโฟสูตรใหม่แล้วขอให้ลูกค้าที่ยังคงกลับมากินอาหารที่ร้านช่วยกันชิมและแสดงความคิดเห็น

หลังจากที่สองแม่ลูกช่วยกันทำเย็นตาโฟสุขภาพและเก็บข้อมูลจากลูกค้าได้ราว 3 เดือน  ทั้งคู่ก็พบว่า ลูกค้าชอบเย็นตาโฟที่ใช้เส้นบุกและเต้าหู้เป็นส่วนประกอบมาก  ซึ่งในช่วง 3 เดือนที่ทดลอง ลูกค้าที่ชอบกินอาหารสุขภาพ, อาหารมังสวิรัติ และอาหารเพื่อการลดน้ำหนัก ต่างบอกกันปากต่อปากและพากันมากินเย็นตาโฟสูตรใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ

ครั้นเมื่อปังปังกับคุณแม่เปิดขายเย็นตาโฟสูตรใหม่ที่เรียกว่า “เย็นตาโฟปังปัง” อย่างเป็นทางการ ผู้คนที่เริ่มเบื่อกับรสชาติอาหารเค็มจัดและมันจัดก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นลูกค้าของร้านเย็นตาโฟอีกครั้ง ที่สำคัญ  ร้านเย็นตาโฟแห่งนี้กลายเป็นร้านที่เต็มไปด้วยคนหุ่นดีและมีสุขภาพดี ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศให้ผู้คนอยากเข้ามานั่งในร้านมากขึ้น ๆ

ไม่นานหลังจากนั้น เย็นตาโฟปังปังก็กลายเป็นอาหารประจำใจของคนรักสุขภาพทุก ๆ คน  

ปังปังภูมิใจมากกับ “เย็นตาโฟปังปัง” ซึ่งเป็นเย็นตาโฟที่ใช้น้ำซุปสูตรของคุณพ่อและส่วนประกอบตามความคิดของคุณแม่ เพราะมันเป็นเสมือนส่วนผสมของความรักระหว่างคุณพ่อกับคุณแม่ที่มีต่อเธอ นอกจากนี้ ปังปังยังดีใจที่สุดที่เธอกับคุณแม่ใช้ “สติ” ตามคำสอนของพ่อ จนสามารถรักษาร้านเย็นตาโฟแสนรักเอาไว้ได้สำเร็จ

#นิทานนำบุญ

…………………………………………………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

พ่อหนุ่มรุงรัง

นิทานที่เกี่ยวกับผม (hair) ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เคยแต่งเอาไว้มีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือนิทานก่อนนอนที่มีชื่อเรื่องว่า “ช่างตัดผมผู้มีพรสวรรค์” ส่วนนิทานอีกเรื่องก็คือนิทานความรักก่อนนอนเรื่องนี้ ที่มีชื่อเรื่องว่า “พ่อหนุ่มรุงรัง” เด็ก ๆ บางคนอาจรู้สึกว่านิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่มีลักษณะเป็นนิทานตลก ๆ ก่อนนอนมากกว่านิทานความรัก ซึ่งไม่ว่าเด็ก ๆ จะจัดนิทานเรื่องนี้ไว้ในหมวดไหน ก็ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานก่อนนอนเรื่อง พ่อหนุ่มรุงรัง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรของพระราชาโป๊งเหน่งซึ่งเต็มไปด้วยร้านรวงหรูหรามากมาย  มีชายหนุ่มท่าทางมอมแมมคนหนึ่งเดินทางเข้ามาในตัวเมืองพร้อมกับผมเผ้าที่ยาวรุงรังเหมือนไม่ได้ตัดมาเป็นเวลานาน ชายหนุ่มดูรีบร้อนจนผิดปกติ  เขาเหลียวซ้ายแลขวา  แล้วเดินเข้าไปในร้านตัดผมชายที่ดูดีที่สุดในย่านนั้น

เมื่อชายหนุ่มเข้าไปในร้านตัดผมสุดหรู เจ้าของร้านซึ่งเห็นว่าชายหนุ่มแต่งตัวปอน ๆ แถมยังมีผมเผ้ารุงรังไม่เหมาะกับร้านของเขา จึงแกล้งทำทีเป็นไม่สบายถึงขนาดตัดผมให้ชายหนุ่มไม่ไหว ชายหนุ่มจึงจำใจต้องออกมาจากร้านทั้งที่ยังไม่ได้ตัดผม

ครั้นเมื่อชายหนุ่มเดินเข้าไปในร้านเสริมสวยอีกร้านหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ  เจ้าของร้านเสริมสวยก็มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างดูถูก เธออ้างว่าที่ร้านไม่รับตัดผมให้ผู้ชาย  จากนั้น เธอก็ไล่ให้เขาไปตัดผมที่ร้านอื่น

ชายหนุ่มพยายามหาร้านตัดผมอยู่นานสองนาน  แต่ไม่ว่าเขาจะเดินเข้าไปขอตัดผมที่ร้านไหน เจ้าของร้านเหล่านั้นก็ไม่ยอมตัดผมให้เขาเลย  ชายหนุ่มผิดหวังมากที่ถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า  แต่เนื่องจากเขาจำเป็นต้องตัดผมจริง ๆ  เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านตัดขนสุนัข  เพื่อขอให้ช่างช่วยตัดผมให้

อนิจจา! เมื่อช่างตัดขนสุนัขเห็นผู้ชายเนื้อตัวมอมแมมแถมยังมีผมเผ้ารุงรังเดินเข้ามาในร้าน  ช่างตัดขนสุนัขก็ไม่ยอมตัดผมให้เขาอีก ชายหนุ่มจึงได้แต่เดินคอตกออกมาจากร้านตัดขนสุนัขอย่างไร้ซึ่งความหวัง

ตลอดเวลาที่ชายหนุ่มเดินเข้าออกร้านตัดผมต่าง ๆ รวมทั้งร้านตัดขนสุนัข  มีหญิงสาวเจ้าของร้านดอกไม้เล็ก ๆ คนหนึ่งสังเกตเห็นเขามาตั้งแต่ต้น  หญิงสาวพอจะคาดเดาได้ว่าช่างในร้านต่าง ๆ คงรังเกียจและไม่ยอมตัดผมให้ชายหนุ่มผู้น่าสงสาร เพราะเห็นเขามอมแมมและซอมซ่อ  ด้วยเหตุนี้ หญิงสาวจึงเดินออกจากร้านไปหาชายหนุ่ม แล้วเชิญให้เขาเข้ามาในร้านดอกไม้ของเธอ โดยเธออาสาที่จะตัดผมให้เขา     

จริง ๆ แล้วหญิงสาวเคยตัดแต่งกิ่งไม้ใบไม้มาบ้าง แต่เธอยังไม่เคยตัดผมให้ใครมาก่อน เมื่อชายหนุ่มยอมนั่งให้เธอตัดผมแต่โดยดี  เธอจึงตั้งใจตัดผมให้เขาอย่างประณีตที่สุด

เวลาในการตัดผมผ่านไปอย่างช้า ๆ  กลิ่นหอมของดอกไม้ในร้านและความละมุนละไมที่หญิงสาวบรรจงตัดผมให้ชายหนุ่มทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอบอุ่นและเหมือนล่องลอยอยู่ในห้วงความฝัน 

ฝ่ายหญิงสาวเองนั้น เมื่อเธอตัดผมของชายหนุ่มออกทีละน้อย  เธอก็เริ่มเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของชายหนุ่มที่ซ่อนอยู่ในความรุงรังของเส้นผม  และเมื่อเธอตัดผมให้เขาจนเสร็จ  เธอก็รู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าและไม่กล้าสบตากับเขาอีก

อาการของชายหนุ่มและหญิงสาวเป็นอาการของคนที่เริ่มมีความรัก  ในตอนแรก ทั้งสองคนยังไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองนัก ชายหนุ่มได้แต่ขอบคุณและรีบออกไปหาเสื้อผ้าเพื่อเดินทางไปทำธุระสำคัญที่เขาได้นัดหมายเอาไว้   ส่วนหญิงสาวก็ได้แต่เหม่อลอยและคอยเตือนตัวเองให้มีสติ อย่ามัวคิดถึงแต่ชายหนุ่มที่เพิ่งได้พบหน้า

ครั้นเมื่อถึงเวลาเย็น…ก่อนที่หญิงสาวจะปิดร้าน  หญิงสาวก็ต้องประหลาดใจมาก เพราะชายหนุ่มได้กลับมาที่ร้านของเธออีกครั้ง โดยคราวนี้เขาแต่งตัวอย่างสง่างาม แถมยังแบกถุงสมบัติติดตัวมาด้วย

เมื่อชายหนุ่มอยู่กับหญิงสาวสองต่อสอง  ชายหนุ่มก็เล่าให้หญิงสาวฟังว่า จริง ๆ แล้วตัวเขาเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่เพิ่งค้นพบสูตรยาปลูกผมซึ่งทำให้ผมยาวขึ้นได้ในเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว (ชายหนุ่มทดลองใช้ยากับตัวเองจนผมยาวรุงรังอย่างที่ทุก ๆ คนเห็น) และเนื่องจากเขามีนัดนำยาไปถวายให้พระราชาโป๊งเหน่งผู้อยากได้ยาปลูกผมมาก  เขาจึงต้องรีบหาที่ตัดผมให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปเข้าเฝ้า    

ชายหนุ่มขอบคุณหญิงสาวที่ช่วยตัดผมให้เขาหลังจากที่ใครต่อใครพากันรังเกียจและปฏิเสธ  ชายหนุ่มกล่าวว่าหญิงสาวมีส่วนทำให้เขาไปเข้าเฝ้าพระราชาได้ทันเวลาและได้เงินทองมากมายจากพระองค์เป็นรางวัล ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอยากมอบแหวนเพชรให้แก่หญิงสาวเป็นการตอบแทน และอยากขอแต่งงานกับสุภาพสตรีที่มีจิตใจดีงามอย่างเธอด้วย

หญิงสาวตกใจมากที่จู่ ๆ ชายหนุ่มซึ่งเพิ่งพบกันได้เพียงวันเดียวมาขอแต่งงานกับเธอ  แม้หญิงสาวจะชอบชายหนุ่มอยู่ไม่น้อย  แต่สุดท้ายเธอก็ยังไม่ยอมตอบรับ โดยเธอขอคบหาดูใจกับชายหนุ่มไปสักระยะหนึ่งก่อน แล้วจึงจะให้คำตอบในภายหลัง

ชายหนุ่มเข้าใจหญิงสาวเป็นอย่างดี  เขาชื่นชมที่หญิงสาวมีความรักนวลสงวนตัวและรอบคอบไม่ผลีผลาม  นับจากวันนั้น ชายหนุ่มนักเล่นแร่แปรธาตุที่ทั้งหล่อและร่ำรวยก็พิสูจน์ให้หญิงสาวรู้ว่าเขารักหญิงสาวอย่างแท้จริง

สามปีต่อมา  หญิงสาวจึงตอบตกลงแต่งงานกับชายหนุ่ม แล้วทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข…โดยมีผู้คนที่ชอบดูถูกดูแคลนผู้อื่นเฝ้ามองความรักของคนทั้งสองด้วยความอิจฉา

#นิทานนำบุญ

……………………………………………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แม่ดีเด่น

ในช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน ทุกปี ทางนิตยสารมักชวนให้เขียนนิทานเพื่อลงในขวัญเรือนฉบับวันแม่ ซึ่งการแต่งนิทานเกี่ยวกับแม่ทุก ๆ ปี เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย นิทานเรื่องแม่ดีเด่น เป็นนิทานเกี่ยวกับความกตัญญูต่อพ่อแม่ ที่แต่งโดยใช้กลวิธีอีกแบบหนึ่ง ซึ่งต่างจากนิทานเกี่ยวกับแม่โดยทั่วไป และหลังจากที่อ่านจบแล้ว คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูอาจชวนเด็ก ๆ ทำตามเรื่องราวนิทานที่ได้อ่าน ก็คงเป็นเรื่องที่น่ารักดี ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง  แม่ดีเด่น

กาลครั้งหนึ่ง..ก่อนถึงวันแม่ไม่นานนัก มีสิงโตเจ้าป่าตัวหนึ่ง อยากมอบรางวัลแม่ดีเด่นให้แก่แม่ของสัตว์ในป่าเพื่อเป็นกำลังใจและเป็นแบบอย่างให้แม่สัตว์ทั้งหลายตั้งใจในการเอาใจใส่ดูแลลูก สิงโตจึงมอบหมายให้ลูกสมุนคนสนิทชื่อเจ้าหนูยุกยิกไปสืบหาแม่สัตว์ที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งแม่ดีเด่น

หลังจากได้รับมอบหมายจากสิงโตเจ้าป่า  เจ้าหนูยุกยิกก็พยายามคัดเลือกแม่ดีเด่นอย่างสุดความสามารถ  แต่จนแล้วจนรอด  มันก็ยังไม่รู้ว่าควรมอบรางวัลให้แก่ใครดี  เจ้าหนูยุกยิกจึงไปสอบถามความคิดเห็นของสัตว์ต่าง ๆ ว่า แม่ดีเด่นควรมีลักษณะเป็นเช่นไร

เมื่อเจ้าหนูยุกยิกไปถามนกยูงแสนสวย  นกยูงก็ตอบว่า “แม่ดีเด่นต้องสวยสิจ๊ะ เห็นพวกมนุษย์เขาชอบตัดสินให้รางวัลกันด้วยความสวยนะ”

เมื่อเจ้าหนูยุกยิกไปถามหมีแพนด้าผู้โด่งดัง  หมีแพนด้าก็ตอบว่า “แม่ดีเด่นต้องเป็นแม่ของลูกสัตว์ที่โด่งดังน่ะสิจ๊ะ  เห็นพวกมนุษย์เขาตัดสินให้รางวัลกันแบบนี้นะ”

เมื่อเจ้าหนูยุกยิกไปสอบถามกระทิงป่าผู้ยิ่งใหญ่  กระทิงป่าก็ตอบว่า “แม่ดีเด่นต้องเป็นแม่ของลูกที่มีตำแหน่งใหญ่โตน่ะสิ  เห็นพวกมนุษย์เขาตัดสินให้รางวัลกันแบบนี้นะ”

ความคิดเห็นของสัตว์ต่าง ๆ ที่อิงแนวทางการตัดสินของมนุษย์เป็นแนวทางที่เจ้าหนูยุกยิกเคยได้ยินมาก่อน  แต่มันรู้สึกแปลก ๆ เพราะการให้รางวัลแม่ดีเด่นโดยดูจากความสวยของแม่  ความโด่งดังหรือตำแหน่งที่ใหญ่โตของลูก  เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกันสักเท่าไหร่  หนำซ้ำ เมื่อเจ้าหนูยุกยิกคิดถึงแม่ของตัวมันเอง  มันก็รู้สึกว่า แม้แม่ของมันจะไม่สวยโดดเด่น และมันไม่ได้เป็นสัตว์ที่โด่งดังหรือมีตำแหน่งใหญ่โตอะไร  แต่แม่ที่มีเนื้อตัวมอมแมม หน้ามัน มีขนพันกันยุ่งเหยิง (เพราะเอาแต่ดูแลลูกจนลืมดูแลตัวเอง) ก็ไม่มีอะไรด้อยไปกว่าแม่ดีเด่นที่สวยหรือมีลูกที่โด่งดังและมีตำแหน่งใหญ่โตเลยสักนิด

“ลูก ๆ ทั้งหลายก็คงคิดแบบเดียวกันนี่แหละ”  เจ้าหนูรำพึง “คนที่ควรเลือกแม่ดีเด่นไม่ควรเป็นคนอื่น  แต่ควรเป็นลูก ๆ ของแม่แต่ละคนมากกว่านะ”

 ด้วยเหตุนี้ เจ้าหนูยุกยิกจึงตัดสินใจให้ลูกสัตว์ในป่าแต่ละตัวมีสิทธิมอบตำแหน่งแม่ดีเด่นประจำใจได้เอง  โดยมันไปปรึกษาสิงโตเจ้าป่า เพื่อขอจัดทำโปสการ์ดแม่ดีเด่น สำหรับแจกให้ลูกสัตว์ทุกตัวในป่าได้ใช้เขียนข้อความส่งให้กับแม่ดีเด่นประจำใจ ซึ่งน่าจะทำให้ได้แม่ดีเด่นในมุมมองของลูกอย่างแท้จริง

เมื่อเจ้าหนูยุกยิกนำเรื่องไปปรึกษาสิงโตเจ้าป่า  สิงโตก็ยิ้มและอนุญาตให้จัดทำโปสการ์ดแม่ดีเด่นเพื่อแจกให้ลูกสัตว์เขียนส่งให้แม่ดีเด่นประจำใจได้ทันที

หลังจากลูกสัตว์ในป่าได้รับโปสการ์ด  พวกมันก็รีบเขียนข้อความลงในโปสการ์ดเพื่อมอบรางวัลแม่ดีเด่นให้แก่แม่ที่พวกมันรักมากที่สุด นั่นก็คือแม่ของตนเอง  จากนั้น ลูกสัตว์ทั้งหลายก็นำโปสการ์ดไปมอบให้แม่ในวันแม่ ซึ่งทำให้แม่ของลูกสัตว์ทุกตัวมีความสุขจนกลั้นน้ำตาเอาไว้แทบไม่อยู่

สิงโตเจ้าป่าชื่นชมความคิดของเจ้าหนูยุกยิกเป็นที่สุด  มันคิดว่า ความคิดของเจ้าหนูแจ่มแจ๋วกว่าความคิดของพวกมนุษย์หลายร้อยเท่า  สิงโตจึงเปลี่ยนชื่อของเจ้าหนูยุกยิกเป็นเจ้าหนูยอดเยี่ยม และนำโปสการ์ดแม่ดีเด่นมาลงในนิตยสารขวัญเรือน เพื่อให้เด็ก ๆ ที่ชอบอ่านนิทานได้เขียนส่งให้คุณแม่ด้วยเช่นกัน

#นิทานนำบุญ

……………………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

สองพี่น้องคาวหวาน

นิทานก่อนนอนเรื่อง “สองพี่น้องคาวหวาน” เป็นนิทานเกี่ยวกับอาหารอีกเรื่องที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นคนแต่ง แต่นิทานเรื่องนี้ แต่งในช่วงปีท้าย ๆ ของการแต่งนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน การผูกเรื่องจึงมีความท้าทายมากกว่าตอนแต่งนิทานเกี่ยวกับอาหารเรื่องแรก ๆ (เพราะอยากแต่งนิทานเรื่องใหม่ให้สนุกขึ้นและไม่ซ้ำกับนิทานเกี่ยวกับอาหารเรื่องก่อน ๆ ) ซึ่งหลังจากพยายาม ผมก็ได้นิทานก่อนนอนเกี่ยวกับอาหารที่ผสมผสานนิทานแนวผจญภัย ซึ่งมีทั้งพ่อมดแม่มด และสัตว์อีกมากมาย เป็นตัวละครอยู่ในนิทานเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าเด็ก ๆ จะชอบนิทานเรื่องนี้ และนิทานก่อนนอนเรื่องนี้น่าจะทำให้เด็ก ๆ นอนหลับฝันดีครับ

นิทานเรื่อง สองพี่น้องคาวหวาน

            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงคู่หนึ่งเป็นพี่น้องกัน  เด็กผู้ชายผู้เป็นพี่ชื่อว่า .ต้นข้าว  ส่วนเด็กหญิงผู้เป็นน้องชื่อว่าขนม พ่อกับแม่ของพวกเขามีฝีมือในการทำอาหารมาก  ยามว่าง…เด็ก ๆ จึงมักเข้าครัวแล้วขอให้คุณพ่อคุณแม่สอนทำอาหาร โดยต้นข้าวชอบเรียนทำอาหารคาว ส่วนขนมชอบฝึกทำอาหารหวาน 

            ในช่วงสัปดาห์ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่บ้าน  ต้นข้าวจะคอยทำอาหารให้น้องสาวกินเสมอ  ต้นข้าวเป็นเด็กที่มีฝีมือในการทำอาหาร   ทุกครั้งที่เขาทำครัว  กลิ่นหอมของอาหารจะดึงดูดให้สัตว์ต่าง ๆ มาแอบซุ่มสูดกลิ่นหอม ๆ อยู่นอกรั้วเต็มไปหมด

            วันหนึ่ง  หลังจากต้นข้าวเพิ่งทำอาหารเช้าเสร็จ จู่ ๆ ก็มีพ่อมดกับแม่มดตัวน้อยขี่ไม้กวาดบุกเข้ามาในครัว   พ่อมดและแม่มดพูดคุยกับต้นข้าวสักพัก  แล้วจัดการจับต้นข้าวผูกกับไม้กวาดวิเศษ  จากนั้น  พวกเขาก็พาต้นข้าวเหินฟ้ามุ่งหน้าไปยังเกาะเวทมนตร์ที่อยู่กลางทะเลทันที

            ในเสี้ยววินาทีที่พ่อมด แม่มด และต้นข้าวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า  ขนมซึ่งเพิ่งกลับมาจากตลาดก็มองเห็นพี่ชายถูกจับไปต่อหน้าต่อตา  ขนมตกใจมาก  เธออยากช่วยพี่ชายสุดที่รัก  ขนมจึงหยิบข้าวของเครื่องใช้ รวมทั้งอาหารต่าง ๆ ใส่ถุง  แล้วออกเดินทางเจ้าไปในป่า โดยตั้งใจจะช่วยพี่ชายกลับมาให้จงได้

            ขนมเดินทางและหลงอยู่ในป่านานหลายชั่วโมง  ตั้งแต่เช้า…ขนมยังไม่ได้กินอะไรเลย  ขนมทั้งเหนื่อยทั้งหิว  เธอจึงหาที่นั่งพัก  แล้วลงมือทำอาหารกินเติมพลังก่อนอกเดินทางต่อไป

            เมื่อขนมลงมือทำอาหารโดยนำตะแกรงมาตั้งไฟ แล้วย่าง “ขนมแก้มตุ่ย”  กลิ่นของขนมก็ลอยคลุ้งฟุ้งไปทั่ว  ทำให้สัตว์ต่างๆ  น้ำลายไหลและแอบซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้เต็มไปหมด

            ขนมเป็นเด็กใจดี  พอเธอเห็นว่ามีสัตว์มาแอบดูเธอทำขนม  แถมสัตว์ทั้งหลายยังมีทีท่าว่าอยากกินขนม  เด็กน้อยจึงจัดแจงแจกขนมแก้มตุ่ยให้สัตว์เหล่านั้นได้ลองชิม  ซึ่งหลังจากที่สัตว์ต่าง ๆ ได้ชิมขนมแก้มตุ่ยแล้ว   พวกมันก็ยิ้มแก้มตุ่ยกันโดยถ้วนหน้า

            ครั้นเมื่อสัตว์ทั้งหลายรู้ว่าขนมตั้งใจจะเดินทางไปช่วยพี่ชาย  ราชสีห์เจ้าป่าจึงบอกให้ขนมขึ้นขี่หลังของมัน  แล้วมันก็พาเด็กหญิงตัวน้อยเดินฝ่าป่าดงไปส่งยังชายหาดซึ่งอยู่ใกล้กับเกาะเวทมนตร์มากที่สุด

            เมื่อขนมไปถึงชายหาด ขนมก็ขอบคุณราชสีห์ที่มาส่งและขอให้ราชสีห์นั่งรอสักพัก  เพราะเธออยากทำ “ขนมซู่ซ่า” ตอบแทนราชสีห์ผู้มีน้ำใจ

            เด็กหญิงผู้เชี่ยวชาญการทำขนมหวานใช้เวลาทำขนมซู่ซ่าไม่นานนัก  ครั้นเมื่อเธอทำขนมใกล้จะเสร็จ  กลิ่นหอมของขนมก็ดึงดูดสัตว์ที่อยู่แถว ๆ นั้น  เช่น ปู ปลา เต่า และนก ให้มารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมาย

            แน่นอนว่า…เมื่อเด็กหญิงผู้ใจดีเห็นสัตว์ต่าง ๆ ทำท่าอยากกินขนมที่เธอทำ  เธอก็อดใจแบ่งขนมซู่ซ่าให้สัตว์เหล่านั้นไม่ได้  และหลังจากที่สัตว์ต่าง ๆ ชิมขนมแสนอร่อยแล้ว  ฝูงนกก็อาสาพาขนมไปส่งยังเกาะเวทมนตร์เพื่อตอบแทนน้ำใจของเด็กน้อย

            ขนมดีใจมากที่ฝูงนกอาสาพาเธอไปที่เกาะ  เมื่อเธอพร้อม ฝูงนกก็บินเข้ามาเกาะที่เสื้อผ้าของขนม  แล้วขยับปีกพาขนมบินขึ้นสู่ท้องฟ้า

            เมื่อฝูงนกพาขนมไปถึงเกาะ  นกทั้งหลายต่างก็ดูอ่อนเพลียจนน่าเป็นห่วง  ขนมรู้สึกผิดที่ทำให้ฝูงนกหมดเรี่ยวแรง  ขนมจึงลงมือทำ “ขนมปึ๋งปั๋ง” ให้นกทั้งฝูงได้กินเสริมพลัง

            ครั้นเมื่อเด็กน้อยทำขนมได้สักพัก  กลิ่นของขนมปึ๋งปั๋งก็โชยไปยังบ้านของพ่อมดและแม่มดตัวน้อย  พ่อมดกับแม่มดอยากชิมขนมปึ๋งปั๋งมาก  ทั้งคู่จึงขี่ไม้กวาดตามกลิ่นขนมมาที่ชายหาด

            เมื่อขนมเผชิญหน้ากับพ่อมดและแม่มด  ขนมก็จำได้ว่าทั้งคู่เป็นคนจับต้นข้าวพี่ชายของเธอไป  ขนมจึงอ้อนวอนให้พ่อมดกับแม่มดปล่อยตัวพี่ชายที่เธอรัก  ซึ่งหากทั้งคู่อยากกินขนมอะไร เธอก็ยินดีทำให้กินจนพุงกาง

            พ่อมดกับแม่มดมองตากันแล้วอธิบายให้ขนมฟังว่า  ในความเป็นจริง  ทั้งคู่ไม่ได้จับตัวต้นข้าวมาแต่อย่างใด  เพียงแต่คืนนี้เป็นวันที่คุณพ่อกับคุณแม่แต่งงานกันครบ 100 ปี  พ่อมดกับแม่มดจึงอยากทำให้คุณพ่อคุณแม่แปลกใจด้วยการจัดงานเลี้ยงแบบลับ ๆ  ทั้งคู่จึงไปขอร้องให้ต้นข้าวมาปรุงอาหารให้  และที่ต้องใช้เชือกมัดต้นข้าวไว้กับไม้กวาดก็เพราะกลัวต้นข้าวจะตกลงมานั่นเอง

            ขนมเขินมากที่ตนเองเข้าใจผิด  อาหารมื้อพิเศษสำหรับคุณพ่อคุณแม่เป็นความคิดที่น่ารักเหลือเกิน ขนมขอโทษพ่อมดกับแม่มดที่มองพวกเขาเป็นคนร้าย  จากนั้น  ขนมก็อาสาทำของหวานเพื่อทำให้งานเลี้ยงน่าประทับใจยิ่งขึ้น

            แม้เวลาจะมีไม่มาก  แต่ขนมก็ทำขนมรูปหัวใจเพื่อฉลองวันพิเศษได้ทันเวลา   เมื่อคุณพ่อคุณแม่ของพ่อมดกับแม่มดน้อยกลับมาถึงบ้านและได้เห็นสิ่งที่ลูกจัดเตรียมไว้ให้  ทั้งคู่ก็ปลื้มใจจนน้ำตาแทบไหล  ครั้นเมื่อทุกคนได้ชิมอาหาร ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความอร่อยที่ยอดเยี่ยมเสียจนหาอาหารมื้อใดมาเทียบเทียมได้ยาก

          หลังจากงานเลี้ยงสิ้นสุดลง  พ่อมดกับแม่มดก็ขอโทษขนมที่ทำให้ตกอกตกใจ  และเมื่อพ่อมดกับแม่มดพาสองพี่น้องมาส่งที่บ้าน  ทั้งคู่ก็มอบไม้กวาดวิเศษให้พี่น้องทั้ง 2 แทนคำขอบคุณ

            ค่ำคืนนั้น  ต้นข้าวกับขนมมีความสุขมากที่ได้ใช้ความสามารถในการทำอาหารทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น  พรุ่งนี้…ทั้งคู่ตั้งใจจะตื่นแต่เช้า  แต่ไม่ใช่ตื่นมาเพื่อทำอาหารหรือไปจ่ายตลาดเท่านั้น  ทั้งคู่ยังมีแผนที่จะหัดขี่ไม้กวาดวิเศษให้คล่องแคล่วอีกด้วย

#นิทานนำบุญ

………………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ความตั้งใจของชายหนุ่ม

นิทานเรื่อง “ความตั้งใจของชายหนุ่ม” เป็นนิทานก่อนนอนที่มีแนวทางคล้ายกับนิทานเรื่อง “เจ้าหญิงผู้เมตตา” ซึ่งผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เคยแต่งเอาไว้ นิทานทั้งสองเรื่อง เป็นนิทานที่เด็ก ๆ บอกว่าสนุกมาก โดยเนื้อหาของนิทานก่อนนอนเรื่องความตั้งใจของชายหนุ่ม มีการสอดแทรกแนวคิดเรื่องความรักความเมตตาต่อสัตว์ การสงวนรักษาพื้นที่ซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์ และเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อผืนดิน เข้าไปในนิทาน ดังนั้น นิทานเรื่องนี้จึงเหมาะที่จะนำไปใช้ในการเรียนการสอนด้วย หวังว่าทุก ๆ ท่านจะมีความสุขและได้ประโยชน์จากนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง ความตั้งใจของชายหนุ่ม

            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีชายหนุ่มผู้หนึ่งเป็นคนที่รักสัตว์มาก   เขาพยายามเรียนรู้ภาษาสัตว์  ต่าง ๆ ด้วยความมุมานะอยู่หลายปี  จนในที่สุด  เขาก็สามารถสื่อสารกับสัตว์ได้ทุกชนิด

            หลังจากที่ชายหนุ่มได้พูดคุยกับสัตว์ทั้งหลาย  ชายหนุ่มก็พบว่า สัตว์ต่าง ๆ ฝันอยากมีพื้นที่สักแห่งเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยอันปลอดภัย โดยไม่มีมนุษย์เข้าไปรุกรานหรือรังควานพวกมันอย่างที่เป็นอยู่  ชายหนุ่มเห็นใจและอยากให้พวกสัตว์สมหวัง  เขาจึงคิดหาทางทำความฝันของสัตว์ให้กลายเป็นความจริง

            วันหนึ่ง เจ้าหญิงผู้เป็นพระธิดาของพระราชาได้พลาดพลาดทำแหวนตกลงไปในท้องทะเลลึก พระราชาผู้ตระหนี่ถี่เหนียว…แต่รักลูกสาวปานดวงใจ จึงประกาศจะมอบรางวัลตามแต่จะร้องขอให้แก่คนที่นำแหวนของเจ้าหญิงมาคืนได้  ชายหนุ่มเห็นว่าเป็นโอกาสอันดี เขาจึงไปขอร้องสัตว์ทะเลต่าง ๆ ให้ช่วยกันหาแหวนของเจ้าหญิงที่ตกลงไปในห้วงสมุทร

            ไม่กี่วันต่อมา  เต่าทะเลก็พบแหวนของเจ้าหญิง  เมื่อชายหนุ่มนำแหวนไปคืนให้แก่เจ้าหญิง  เจ้าหญิงทรงดีใจมาก เพราะมันเป็นแหวนที่พระราชินีมอบให้ก่อนที่พระองค์จะจากไปยังสรวงสวรรค์  ชายหนุ่มยินดีที่เห็นเจ้าหญิงมีความสุข  และเมื่อถึงเวลาที่เขาต้องการขอของรางวัลจากพระราชา  ชายหนุ่มผู้มีจิตใจดีงามจึงเอ่ยปากขอที่ดิน 1000 ไร่เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายใช้เป็นที่พำนัก

            พระราชาไม่อยากเสียที่ดินจำนวนมากให้แก่ชายหนุ่ม  พระองค์จึงแกล้งยกที่ดินซึ่งแห้งแล้งและมีผืนดินแข็งราวกับหินให้  นอกจากนี้ พระองค์ยังตั้งเงื่อนไขอีกว่า  ภายใน 1 สัปดาห์…หากชายหนุ่มสามารถทำให้ที่ดินผืนนี้สามารถเพาะปลูกได้  พระองค์ก็จะมอบรางวัลให้อีกตามแต่ชายหนุ่มจะปรารถนา  แต่หากชายหนุ่มชายหนุ่มทำไม่สำเร็จ  พระองค์ก็จะยึดที่ดินทั้งหมดคืนทันที

            แม้ชายหนุ่มจะไม่อยากรับเงื่อนไข  แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้  ดังนั้น  ชายหนุ่มจึงจำใจต้องรับคำท้าทาย พร้อมกับคิดหาทางไม่ให้พระราชายื่นเงื่อนไขใด ๆ อีก

            การปรับปรุงที่ดินที่มีขนาดพอ ๆ กับสนามฟุตบอลนับพัน ๆ สนามโดยมีเวลาจำกัดเพียงแค่ 1สัปดาห์  หนำซ้ำ ยังต้องปลูกพืชลงไปอีก เป็นเรื่องที่ยากเกินความสามารถของมนุษย์ตัวเล็ก ๆ  แต่ชายหนุ่มเชื่อว่า  สิ่งที่เขากำลังทำอยู่เป็นสิ่งที่ดี  เขาจึงหวังว่าสัตว์ต่าง ๆ คงยินดีช่วยให้เขาฝ่าฟันอุปสรรคไปได้

            ชายหนุ่มเริ่มปรับปรุงที่ดินด้วยการไปขอร้องให้นกทั้งหลายช่วยหาไส้เดือนจากทุกหนทุกแห่งมาปล่อยยังที่ดินผืนนี้  เมื่อพวกนกได้ฟังคำขอร้อง  นกทั้งหลายจึงรีบบินออกไปหาไส้เดือนพร้อมกับบอกกันปากต่อปาก

            เมื่อฝูงนกนำไส้เดือนมาปล่อยยังที่ดินของชายหนุ่มนับแสนนับล้านตัว  ชายหนุ่มก็ขอร้องไส้เดือนเหล่านั้นให้ช่วยกันชอนไชผืนดินอย่างเต็มกำลัง  กองทัพไส้เดือนร่วมแรงร่วมทำตามที่ชายหนุ่มขอร้อง  ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปได้ราว 3 วัน พื้นดินที่แข็งเหมือนหินก็ค่อย  ๆ ร่วมซุยและพร้อมสำหรับการเพาะปลูก

            เมื่อผืนดินมีสภาพดีขึ้น  ชายหนุ่มจึงไปขอร้องให้พวกสัตว์ต่าง ๆ เช่น หมู หมา กา ไก่ ช้าง ม้า วัว ควาย เสือ สิงห์ กระทิง แรด ฯลฯ ช่วยกันเอาน้ำมารดในที่ดินให้ชุ่มชื้น  จากนั้น เขาก็ไปขอร้องลิง ค่าง บ่าง ชะนี ให้ช่วยกันหาเมล็ดพืชที่ขึ้นง่ายโตง่ายมาปลูกในที่ดินผืนนี้

            สามวันผ่านไป  ที่ดินที่แห้งแล้งก็ค่อย ๆ มีต้นอ่อนของพืชชนิดต่าง ๆ ขึ้นปกคลุมจนเขียวชอุ่มอย่างไม่น่าเชื่อ  พระราชาทรงโมโหที่ชายหนุ่มปรับปรุงผืนดินและปลูกพืชได้เป็นผลสำเร็จ  พระองค์ตั้งท่าจะยื่นเงื่อนไขอีก  แต่ชายหนุ่มรู้ทันจึงขอรางวัลก่อน ซึ่งสิ่งที่ชายหนุ่มขอก็คือการขอแต่งงานกับเจ้าหญิง!

            ในตอนแรก พระราชาทรงโกรธจนควันออกหู  แต่เมื่อพระราชาใจเย็นลงแล้วใคร่ครวญอยู่สักพัก  ท้ายสุด…พระองค์ก็ตัดสินใจยอมให้เจ้าหญิงแต่งงานกับชายหนุ่ม  ทั้งนี้เพราะพระราชาทรงเชื่อว่าชายหนุ่มผู้มีจิตใจดีงามคงทำให้เจ้าหญิงมีความสุขได้ไม่ยาก  และเมื่อเจ้าหญิงแต่งงานกับชายหนุ่ม  ที่ดิน 1000 ไร่ก็จะยังคงถือว่าเป็นสมบัติของเจ้าหญิงด้วย  นอกจากนี้  หากวันใดบ้านเมืองถูกรุกราน  ชายหนุ่มก็น่าจะขอความช่วยเหลือจากบรรดาสัตว์ต่างๆ  ให้มาช่วยเป็นกำลังเสริมปกป้องบ้านเมืองได้อีก

            ในที่สุด ชายหนุ่มก็สามารถหาพื้นที่ให้สัตว์อยู่อย่างปลอดภัยได้  และเมื่อเขาแต่งงานกับเจ้าหญิง  เจ้าหญิงก็ช่วยชายหนุ่มดูแลสัตว์ต่าง ๆ ให้มีความสุขอีกแรงหนึ่งด้วย

#นิทานนำบุญ

…………………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ความรักของหนุ่มชาวไร่

นิทานเรื่อง “ความรักของหนุ่มชาวไร่” มีชื่อเดิมตอนที่พิมพ์ลงนิตยสารขวัญเรือนว่า “หนุ่มชาวไร่กับชายสูงศักดิ์” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรักที่มีคติสอนใจ และมีเนื้อเรื่องสนุกมากเรื่องหนึ่ง เมื่ออ่านจนจบแล้ว ผู้แต่งเชื่อว่าเด็ก ๆ จะชอบนิทานเรื่องนี้ครับ

นิทานเรื่อง ความรักของหนุ่มชาวไร่

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีที่น่าเคารพผู้หนึ่งเป็นบิดาของหญิงสาวซึ่งงดงามราวกับนางฟ้า  เมื่อเศรษฐีเฒ่าชะแรแก่ชรา  ท่านเศรษฐีจึงคิดให้ลูกสาวแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝากับชายหนุ่มสักคนที่สามารถดูแลลูกสาวและกิจการต่าง ๆ สืบต่อไปได้

หลังจากที่เศรษฐีพิจารณาคุณสมบัติของชายหนุ่มนับร้อย ๆ คนที่ปรารถนาจะเป็นลูกเขยของท่าน  เศรษฐีผู้แสนดีก็ตัดสินใจเลือกชายหนุ่มสองคนที่ดูเหมาะสมที่สุดแล้วแนะนำให้ลูกสาวของท่านได้รู้จัก

ชายคนแรกเป็นหนุ่มชาวไร่ผู้เป็นที่รักของชาวบ้านทั้งหลาย   แม้เขาจะมีฐานะไม่สู้ดีนัก  แต่ด้วยความขยันขันแข็งและความเมตตาต่อสัตว์ต่าง ๆ ที่เขาเลี้ยง  ลูกสาวของเศรษฐีซึ่งเป็นคนรักการเลี้ยงปลาสวยงามจึงถูกอัธยาศัยกับหนุ่มชาวไร่ผู้นี้มากเป็นพิเศษ     

ในขณะเดียวกัน  เมื่อเศรษฐีแนะนำให้ลูกสาวสุดที่รักได้รู้จักกับชายหนุ่มคนที่สอง ซึ่งเป็นหนุ่มรูปงามผู้เกิดในตระกูลดีและมีสติปัญญาเฉียบแหลมเข้าขั้นอัจฉริยะ   หญิงสาวจึงเริ่มลังเลใจว่าตนควรเลือกชายหนุ่มคนใดเป็นคู่ครองกันแน่ 

เมื่อชายหนุ่มทั้งสองต่างมีข้อดีอันโดดเด่นที่แตกต่างกัน  ลูกสาวเศรษฐีจึงตัดสินใจใช้วิธีเลือกคู่ครองโดยขอร้องให้บิดาสั่งปลาสวยงามจากต่างแดนมาให้  จากนั้น เธอก็มอบปลาที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อนให้ชายหนุ่มคนละสองตัวเพื่อให้พวกเขานำมันไปเพาะเลี้ยง ซึ่งในเวลาสามเดือน หากใครสามารถเพาะพันธุ์จนเกิดลูกปลาได้มากกว่า  เธอก็จะยินยอมแต่งงานด้วยอย่างไม่มีเงื่อนไข

ทันทีที่ชายหนุ่มทั้งสองคนได้รับปลาสวยงามจากหญิงสาว  ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปเพาะเลี้ยงปลาเพื่อเอาชนะคู่แข่งให้จงได้

แม้หนุ่มชาวไร่จะมีความคุ้นเคยในการเลี้ยงสัตว์เป็นอย่างดี  แต่การเพาะพันธุ์ปลาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  ชายหนุ่มชาวไร่เฝ้าดูแลเจ้าปลาน้อยทั้งสองตัวตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย  แต่จนแล้วจนรอด  ปลาทั้งสองก็ไม่ยอมให้กำเนิดลูกเลยแม้แต่ตัวเดียว  หนุ่มชาวไร่จึงจำต้องยอมรับสภาพว่า เขาคงไม่มีวาสนาได้แต่งงานกับหญิงสาวที่เขารักเป็นแน่

ฝ่ายชายหนุ่มอีกคนที่ทั้งเฉลียวฉลาดและมีชาติตระกูลสูงนั้น  หลังจากที่ตัวเขาและบ่าวไพร่ช่วยกันเลี้ยงปลาสวยงามของลูกสาวเศรษฐีจนครบสามเดือน ท้ายที่สุด…เขาก็ยังไม่สามารถผสมพันธุ์ปลาได้เช่นกัน  อย่างไรก็ตาม…ชายหนุ่มสูงศักดิ์ผู้เฉลียวฉลาดไม่อยากพลาดโอกาสเป็นเจ้าบ่าวของลูกสาวเศรษฐี  ด้วยเหตุนี้  เขาจึงสั่งให้บ่าวไพร่ไปจับลูกปลาตัวกระจิ๋วหลิวจากแม่น้ำลำคลองต่าง ๆ แล้วเอามาใส่ในอ่างปลาเพื่อลวงให้เศรษฐีกับลูกสาวหลงเชื่อว่าเขาเพาะพันธุ์ปลาได้เป็นผลสำเร็จ

เมื่อถึงวันตัดสิน  เศรษฐีกับลูกสาวต่างส่งยิ้มให้กันเมื่อเห็นชายหนุ่มสูงศักดิ์สามารถเพาะพันธุ์ปลาสวยงามได้มากมาย ส่วนหนุ่มชาวไร่ก็ได้แต่มองตาปริบ ๆ และยอมรับว่าตนเองเป็นผู้พ่ายแพ้     

และแล้ว…เศรษฐีก็ประกาศว่า ผู้ที่จะได้แต่งงานกับลูกสาวของตนก็คือ หนุ่มชาวไร่ที่เพาะพันธุ์ปลาไม่ได้เลยแม้แต่ตัวเดียว!

ทั้งหนุ่มชาวไร่และชายหนุ่มสูงศักดิ์ต่างแปลกใจจนอ้าปากค้าง  แต่เมื่อเศรษฐีกับลูกสาวชี้แจงให้ชายหนุ่มทั้งสองคนทราบว่า สาเหตุที่ทำให้การตัดสินเป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากปลาสวยงามที่ชายหนุ่มที่สองคนได้รับไปล้วนแต่เป็นปลาตัวผู้ด้วยกันทั้งคู่

การที่ชายหนุ่มสูงศักดิ์ใช้ความฉลาดแกมโกงทำให้ดูเหมือนว่าปลาที่ได้ไปออกลูกมามากมายนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง   ด้วยเหตุนี้  หนุ่มชาวไร่ผู้ซื่อสัตย์จึงสมควรที่จะได้แต่งงานกับลูกสาวเศรษฐีและดูแลกิจการต่างๆ อย่างมีคุณธรรมสืบไป

ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์อับอายมากที่ถูกจับกลโกงได้  ส่วนหนุ่มชาวไร่ก็รู้สึกปลื้มปีติที่เขามีวาสนาได้เป็นคู่ครองของหญิงสาวที่เขาหลงรัก 

และหลังจากที่ชายหนุ่มแต่งงานกับลูกสาวของเศรษฐีแล้ว  นอกจากทั้งคู่จะช่วยกันดูแลกิจการของท่านเศรษฐีเป็นอย่างดี  ทั้งคู่ยังร่วมกันทำบุญทำทานและช่วยเหลือสัตว์ที่น่าสงสารทั้งหลายอย่างไม่รู้เบื่อ  ซึ่งจากความดีของคู่บ่าวสาวทั้งสองนี้เอง  ผลบุญจึงทำให้ทั้งคู่ครองรักกันอย่างมีความสุขสืบมา

#นิทานนำบุญ

………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นักมองเมฆ

นิทานแต่ละเรื่องที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่ง มักมีที่มาจากสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว ซึ่งนิทานก่อนนอนเรื่อง “นักมองเมฆ” นี้ ก็มีที่มาในลักษณะเดียวกัน คือมาจาก “นิสัยของผมเอง” ถ้าให้สารภาพตามจริง ผมเองไม่รู้ตัวว่าเป็นคนที่มีนิสัยแบบตัวละครต่าง ๆ ในนิทานเรื่องนี้ จนกระทั่งช่วงชีวิตที่ได้ไปเจริญสติและปฎิบัติธรรมในวัด ผมก็ค่อย ๆ เห็นความจริงของตัวเองมากขึ้น ๆ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ได้เห็น ก็คือ “นิสัยของผมเอง” ที่จริงจังกับทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่ต้องจริงจังก็ได้ แม้คนที่มีนิสัยแบบนี้อาจประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจล้มเหลว คือ ล้มเหลวในการมีความสุข ดังนั้น ผมจึงแต่งนิทานเรื่องนี้และใช้ตัวละคร “นักมองเมฆ” เป็นสื่อในการเตือนจิตสะกิดใจให้ทุก ๆ คน ได้กลับมาเข้าใกล้กับ “ความสุข” อีกครั้งด้วยการรู้จักปล่อยวาง และทำกิจต่าง ๆ เป็นหน้าที่ ซึ่งในมุมมองของผม นิทานเรื่องนี้น่าจะจัดว่าเป็นนิทานธรรมะก่อนนอน ที่อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ผู้อ่านอาจมีความเข้าใจในเรื่องราวที่ลึกซึ้งแตกต่างกัน

นิทานเรื่อง นักมองเมฆ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเมือง ๆ หนึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคนเก่ง ๆ มากมาย ทั้งนี้เพราะชาวเมืองเกือบทั้งหมดเอาจริงเอาจังกับทุกสิ่งที่ทำ พวกเขาจึงเชี่ยวชาญในงานด้านต่าง ๆ อย่างหาตัวจับได้ยาก

คุณ A เป็นนักทำอาหาร เขาฝึกทำอาหารกับคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก แถมยังเข้าเรียนวิชาทำอาหารนานถึง 10 ปี พอเรียนจบ เขาก็เปิดร้านอาหารและทำอาหารขายอย่างเอาจริงเอาจัง อาหารที่เขาทำอร่อยจนได้รับคำชมจากลูกค้าไม่หยุดหย่อน คุณ A ร่ำรวยขึ้น แต่ตลอดเวลา…เขากลับรู้สึกว่าเขาไม่มีความสุขอย่างที่เคยนึกฝันเลย

คุณ ฺB เป็นนักจัดดอกไม้  คุณตากับคุณยายของคุณบีมีสวนดอกไม้ขนาดใหญ่  ท่านทั้งสองสอนให้หลานสาวรู้จักดอกไม้นานาชนิด  คุณ B คิดว่าการเป็นนักจัดดอกไม้เป็นอาชีพที่จะทำให้เธอมีความสุข เธอจึงเลือกเรียนวิชาจัดดอกไม้นานถึง 10 ปี คุณ ฺB เอาจริงเอาจังกับการจัดดอกไม้มาก พอเธอมีฝีมือดีพอ เธอก็เปิดร้านรับจัดดอกไม้ แล้วทุ่มเทจัดดอกไม้ช่อสวย ๆ อย่างสุดกำลัง ลูกค้าชอบช่อดอกไม้ที่คุณฺ B จัด คุณ ฺB จึงมีงานล้นมือแทบไม่ได้หยุดพัก คุณ B ร่ำรวยจากการจัดดอกไม้ แต่ตลอดเวลา…เธอกลับรู้สึกว่าเธอไม่มีความสุขอย่างที่เคยคิดฝันเลย

คุณ C เป็นหญิงสาวที่ฝันอยากเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็ก เธอฝึกฝนร้องเพลงทุกวันไม่เคยหยุด แถมยังเรียนร้องเพลงอย่างเอาจริงเอาจังนานถึง 10 ปี ครั้นเมื่อเธอมีผลงานเพลง ผู้คนต่างก็ชื่นชอบเพลงที่เธอร้อง คุณ C เป็นนักร้องที่มีงานร้องเพลงทุกวัน และมีคนติดตามผลงานจนเธอกลายเป็นนักร้องแถวหน้า แต่ตลอดเวลา…เธอกลับรู้สึกว่าเธอไม่มีความสุขอย่างที่เคยนึกฝันเลย

นอกจากคุณ A คุณ ฺB และคุณ C แล้ว ชาวเมืองคนอื่น ๆ ที่เอาจริงเอาจัง ล้วนเก่งกาจ ร่ำรวยและได้รับคำชื่นชมไม่แพ้กัน แต่พวกเขากลับไม่มีความสุขเลยสักคน

วันหนึ่ง  ชาวเมืองสังเกตเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งเรียกตัวเองว่า “Z…นักมองเมฆ”  

Z เป็นเด็กที่รักการมองเมฆเป็นชีวิตจิตใจ  ชาวเมืองมักเห็น Z นอนมองดูก้อนเมฆที่อยู่บนท้องฟ้าพลางยิ้มให้ก้อนเมฆทุกวันไม่เคยเบื่อ  Z มองเมฆบ้าง พักบ้าง ดูเหมือนไม่เอาจริงเอาจังสักเท่าไหร่  บางทีเขาอาจเป็นนักมองเมฆที่ไม่น่าชื่นชมนัก แต่ชาวเมืองกลับแปลกใจที่แซดดูสดใสและเหมือนมีความสุขมากกว่าชาวเมืองคนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

รอยยิ้มบนใบหน้า การทำสิ่งที่รักแบบทีเล่นทีจริงและความสุขที่คนอื่น ๆ ไม่มี ทำให้ชาวเมืองที่เป็นนักอะไรต่อมิอะไรเริ่มครุ่นคิด  พวกเขาคิดว่า บางทีการทุ่มเทแบบสุดกำลังและเอาจริงเอาจังมากเกินไป อาจเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องนักในการทำสิ่งที่รักที่ชอบ เพราะหากมันเป็นวิธีที่ถูก พวกเขาก็คงมีความสุขไปนานแล้ว

ชาวเมืองจึงตัดสินใจลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ  นั่นคือการทำสิ่งที่รักที่ฝันแบบไม่เอาจริงเอาจังจนเกินไป  ทำแบบเหนื่อยก็พักหนักก็วาง

เมื่อชาวเมืองทดลองเปลี่ยนวิธีทำงานเลียนแบบ Z นักมองเมฆ  เพียงวันแรก…พวกเขาก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

คุณ A รู้สึกว่าการทำอาหารอย่างสบาย ๆ  พักบ้าง ยิ้มบ้าง ช่วยทำให้เขามีความสุขมากขึ้น

คุณ ฺB รู้สึกว่าการค่อย ๆ จัดดอกไม้ แล้วพักชื่นชมความงามของดอกไม้ ทำให้เธอมีความสุขมากขึ้นจริง ๆ

คุณ C รู้สึกว่าการร้องเพลงแบบสบาย ๆ  เลือกร้องเพลงที่ชอบ ในสถานที่ที่ชอบ ทำให้การร้องเพลงเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขอย่างวิเศษสุด

ส่วนชาวเมืองคนอื่น ๆ ที่ลดความจริงจังขึงขังในการทำสิ่งที่ชอบลง แล้วเติมรอยยิ้มให้ตัวเองในขณะทำสิ่งเหล่านั้น  ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ผลงานที่ได้แทบไม่ต่างกับตอนที่ทำแบบจริงจังขึงขัง แต่รู้สึกมีความสุขมากกว่าเยอะ”

Z นักมองเมฆดีใจที่เห็นชาวเมืองมีความสุขในสิ่งที่ทำมากขึ้นกว่าเดิม  และเมื่อเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาก็อดยิ้มกว้างไม่ได้  เพราะเมฆที่นักมองเมฆอย่างเขาเห็น มีรูปร่างเหมือนผู้คนในเมืองที่กำลังทำสิ่งที่รักด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุขแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย

#นิทานนำบุญ

…………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คู่หูคู่บ๊วย

นิทานสั้นพร้อมข้อคิด เรื่อง “คู่หูคู่บ๊วย” เรื่องนี้ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นผู้แต่ง โดยตั้งใจแต่งให้เด็ก ๆ ที่อาจเรียนหนังสือไม่เก่งนัก ทั้ง ๆ ที่พยายามแล้ว ซึ่งประสบการณ์นี้เคยเกิดขึ้นกับผมสมัยเรียนชั้นมัธยม 4 และ 5 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวคือ ผมเป็นคนที่ชอบวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่เนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ ม.4 และฟิสิกส์ ม.5 ยากมากสำหรับผม อย่างไรก็ตาม ด้วยความชอบ ผมจึงตั้งใจเรียนและฝึกหัดทำโจทย์ที่บ้านอย่างเต็มที่ (หนังสือรวมโจทย์หนามาก ๆ) เมื่อผลการสอบออกมา ปรากฏว่า ผมทำคะแนนทั้งสองวิชาได้ไม่ดีนัก (ส่วนวิชาอื่น ๆ ดีมาก) แม้จะพยายามมากขึ้น ๆ แต่คะแนนที่ได้ก็ไม่ดีขึ้นตามไปด้วย บทเรียนจากชีวิตจริงนี้ ทำให้ผมอยากแต่งนิทานเรื่อง “คู่หูคู่บ๊วย” เพื่อให้กำลังใจเด็ก ๆ ที่พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังทำบางสิ่งบางอย่างไม่สำเร็จ หวังว่าคุณพ่อคุณแม่และเด็ก ๆ จะได้ข้อคิดบางอย่างและชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง คู่หูคู่บ๊วย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ โรงเรียนลูกสัตว์กลางป่าใหญ่ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ลูกสัตว์ต่าง ๆ เรียนหนังสือเก่งมาก  ยังมีลูกหมีขาวกับลูกฮิปโปตัวน้อยคู่หนึ่งเพิ่งเข้ามาเป็นนักเรียนใหม่ของโรงเรียนได้ไม่นาน 

ลูกหมีขาวกับลูกฮิปโปเรียนหนังสืออยู่ในห้องเดียวกัน  ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกัน  แถมยังตั้งใจเรียนทุก ๆ วิชาอย่างเต็มกำลังเหมือน ๆ กัน นับวัน…เพื่อนรักทั้งสองจึงยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ครั้นเมื่อถึงช่วงเวลาของการสอบ ลูกหมีขาวกับลูกฮิปโปตั้งใจอ่านหนังสือและทบทวนตำรับตำราอย่างเต็มที่ พวกมันขยันจนไม่สามารถจะขยันมากกว่านี้ไปได้ แต่เมื่อคุณครูประกาศผลสอบ  ลูกหมีขาวกลับได้คะแนนเป็นที่รองสุดท้ายของห้อง โดยมีลูกฮิปโปได้คะแนนเป็นที่สุดท้าย

วันต่อมา  คุณครูจัดให้นักเรียนวิ่งแข่งเก็บคะแนนในวิชาพละศึกษา  จริง ๆ แล้ว  ทั้งลูกหมีขาวและลูกฮิปโปเตรียมตัวและซ้อมวิ่งอย่างเต็มที่มาตั้งแต่เริ่มเปิดเทอม  พวกมันพยายามซ้อมอย่างสุดกำลังจนไม่สามารถจะขยันซ้อมมากกว่านี้ไปได้ แต่อนิจจา…เมื่อลูกหมีขาวกับลูกฮิปโปลงสนามแข่งวิ่งกับเพื่อน ๆ ในห้อง  พวกมันกลับเข้าเส้นชัยเป็นที่สุดท้ายด้วยกันทั้งคู่  ลูกหมีขาวเสียใจมาก แต่มันก็แอบเป็นห่วงความรู้สึกของลูกฮิปโปด้วยเช่นกัน

หลายวันต่อมา  คุณครูศิลปะมอบหมายให้นักเรียนวาดรูปเพื่อเก็บเป็นคะแนนสอบ  ลูกหมีขาวเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะเรียกความมั่นใจกลับคืนมา มันจึงชวนลูกฮิปโปให้ตั้งใจวาดรูปอย่างเต็มที่  ด้วยเหตุนี้ ลูกหมีขาวและลูกฮิปโปจึงใช้ทักษะความสามารถด้านศิลปะที่มีอยู่ทั้งหมด แล้วทุ่มเทวาดรูปอย่างสุดกำลังความสามารถเพื่อสร้างผลงานให้ออกมาดีที่สุด แต่เมื่อคุณครูประกาศคะแนน  ลูกหมีขาวและลูกฮิปโปกลับทำคะแนนอยู่ในกลุ่มท้าย ๆ เพราะเพื่อน ๆ มีความสามารถเหนือชั้นกว่าคู่หูทั้งสองหลายเท่านัก  ลูกหมีขาวเสียใจมาก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อดห่วงความรู้สึกของลูกฮิปโปเพื่อนรักไม่ได้

เย็นวันนั้น  ลูกหมีขาวเดินตามหาลูกฮิปโปไปทั่วทั้งโรงเรียน  จนในที่สุด ลูกหมีขาวก็พบลูกฮิปโปหลบไปนั่งอยู่ที่สะพานข้ามลำธารซึ่งอยู่บริเวณหลังโรงเรียนตามลำพัง   ลูกหมีขาวคิดว่าลูกฮิปโปคงเสียใจมากจึงแอบหลบมาร้องไห้อยู่คนเดียว  ลูกหมีขาวสงสารเพื่อนจับใจ  มันจึงเดินตรงไปหาและตั้งใจจะปลอบให้เพื่อนรักของมันคลายความทุกข์ลงไปบ้าง

แต่เมื่อลูกหมีขาวไปถึงที่สะพานและได้เห็นสีหน้าของลูกฮิปโป  ลูกหมีขาวกลับพบว่าลูกฮิปโปกำลังนั่งเล่นกังหันลมที่ทำจากกระดาษด้วยสีหน้าสบาย  ๆ ไม่ทุกข์ร้อนอย่างที่มันคิด  ลูกหมีขาวแปลกใจมาก  มันจึงถามเพื่อนรักว่า  “เธอไม่เสียใจเลยเหรอที่ทำคะแนนสอบสู้เพื่อนคนอื่น ๆ ไม่ได้”

เมื่อลูกฮิปโปได้ยินคำถามจากเพื่อนรัก  มันก็ส่งยิ้มให้ลูกหมีขาว  พลางบอกกับเพื่อนของมันว่า “ตอนแรกฉันก็ผิดหวังนะ แต่พอย้อนกลับมาคิดว่าตัวเองขยันและพยายามอย่างสุดกำลังจนทำอะไรมากกว่านี้ไปไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร  มันก็เป็นผลที่ดีที่สุดของการสอบครั้งนี้ ซึ่งคงต้องยอมรับและพยายามให้มากขึ้นในครั้งต่อ ๆ ไปน่ะ”

จริงอย่างที่ลูกฮิปโปพูด ถ้าทำเต็มที่เต็มกำลังจนทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือต้องยอมรับ

ลูกหมีขาวถอนหายใจแล้วยิ้มกว้างอย่างโล่งอก  “คราวหน้ายังมี ๆ”  ลูกหมีขาวคิด  จากนั้น มันก็บอกกับลูกฮิปโปเพื่อนรักว่า  “ขอบใจมากนะสำหรับแง่คิดดี ๆ ของเธอ  งั้นวันนี้เรามาพักสมองกัน  แล้วพรุ่งนี้เรามาเริ่มต้นขยันกันใหม่  ฉันเชื่อว่าถ้าเราพยายามอย่างเต็มที่เต็มกำลังทุกครั้ง สักวัน…เราจะต้องเก่งทันเพื่อน ๆ ได้แน่ ๆ”

ลูกฮิปโปพยักหน้าเห็นด้วยกับลูกหมีขาว  จากนั้น คู่หูคู่บ๊วยทั้งสองก็เล่นกังหันลมกันอย่างมีความสุขและพร้อมที่จะเริ่มต้นพยายามกันอีกครั้งสำหรับการสอบในคราวต่อ ๆ ไป

#นิทานนำบุญ

………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าหญิงผู้เมตตา

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เจ้าหญิงผู้เมตตา” เป็นนิทานคุณธรรม ที่แถมข้อคิดสอนใจคน เกี่ยวกับ ความเมตตาต่อสัตว์ ซึ่งแนวทางการแต่งนิทานเรื่องนี้ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ใช้แนวทางการแต่งเรื่องในลักษณะของนิทานคลาสสิกหรือนิทานอมตะ (แบบนิทานเรื่อง สโนว์ไวท์) โดยใส่ภาพจำที่น่าจะประทับใจเด็ก ๆ เอาไว้ในฉากสำคัญของเรื่อง และที่สำคัญ เนื้อหาหลักของเรื่องราวทั้งหมด เป็นเรื่องของความเมตตาที่มีต่อสัตว์ และผลของการทำความดี ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่ควรปลูกฝังให้แก่เด็ก

นิทานเรื่อง เจ้าหญิงผู้เมตตา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งทรงเป็นเจ้าหญิงผู้มีจิตใจเมตตาต่อสัตว์จนเป็นที่เลื่องลือ  ทุกวัน…เจ้าหญิงมักหาเวลาทำสิ่งดี ๆ ให้สัตว์ต่าง ๆ เช่น การนำหญ้าไปเลี้ยงม้าที่โรงฝึก, การปลูกดอกไม้ให้แมลงมีแหล่งน้ำหวาน, การเอาเมล็ดพืชใส่ถุงตาข่ายไปแขวนตามต้นไม้เป็นอาหารสำรองสำหรับนก และการสร้างเพิงพักตามชายป่าให้สัตว์น้อยใหญ่ได้ใช้หลบฝนในยามฉุกเฉิน  เจ้าหญิงทรงตั้งใจช่วยเหลือสัตว์อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน พวกสัตว์จึงมักจับตามองพระองค์ด้วยความชื่นชมอยู่เสมอ ๆ

วันหนึ่ง มีแม่มดซึ่งเชี่ยวชาญวิชาแปลงโฉมได้แอบเข้ามาในเมือง  แม่มดอิจฉาที่เจ้าหญิงมีชื่อเสียงและเป็นที่หมายปองของเจ้าชายรูปงามทั่วทุกสารทิศ  นางแม่มดจึงลอบเข้าไปในห้องนอนของเจ้าหญิง แล้วร่ายมนตร์แปลงร่างเป็นเจ้าหญิงพร้อมกับเสกให้เจ้าหญิงกลายเป็นหญิงใบ้ที่มีหน้าตาแสนอัปลักษณ์

เมื่อแม่มดจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว  แม่มดในร่างเจ้าหญิงก็แกล้งร้องเรียกให้ทหารเข้ามาจับผู้บุกรุกไปขังในคุกหลวง จากนั้น  นางก็สั่งให้ทหารเตรียมประหารชีวิตหญิงแปลกหน้าคนนี้ทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น

หลังจากที่เจ้าหญิงตัวจริงถูกจับไปขัง  นกฮูกซึ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็รีบบินไปเล่าเรื่องให้เพื่อนสัตว์ทั้งหลายฟัง  สัตว์ทุกตัวต่างเป็นห่วงเจ้าหญิงมาก  ตัวตุ่นยอดนักขุดดินจึงตัดสินใจขุดอุโมงค์ไปโผล่ในคุกหลวง  แล้วขอให้เจ้าหญิงรีบมุดอุโมงค์หนีตามมันออกมา

ในตอนเช้า เมื่อทหารพบว่านักโทษได้หลบหนีไปจากคุก  พวกทหารจึงตามล่าหาคนร้ายกันอย่างจ้าละหวั่น  แต่เมื่อทหารจะขี่ม้าออกติดตามคนร้าย  ม้าทุกตัวกลับไม่ยอมทำตามคำสั่งของเหล่าทหาร  ทั้งนี้เพราะพวกมันรักเจ้าหญิงและอยากให้เจ้าหญิงหนีไปให้ได้ไกลมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม เมื่อทหารเห็นว่าม้าดื้อดึงผิดปกติ  ทหารจึงใช้แส้ฟาดม้าจนทำให้พวกม้าจำใจออกวิ่งตามคำสั่งของเหล่าทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

เหล่าทหารขี่ม้าติดตามคนร้ายจนมืดค่ำ พวกเขาแกะรอยผู้หลบหนีเข้าไปในป่าลึก ในที่สุด พวกทหารก็พบที่ซ่อนตัวของเจ้าหญิง

ทันทีที่ทหารกระโดดลงจากม้าแล้วตรงเข้าไปหมายจะจับกุมคนร้าย พวกทหารก็ต้องแปลกใจมากเมื่อสัตว์ป่าสารพัดชนิดพากันออกมาจากที่ซ่อน แล้วเอาตัวเข้ากำบังเป็นเกราะป้องกันให้นักโทษ!

ในขณะที่เหล่าทหารยังคงงุนงงอยู่นั้น ฝูงหิ่งห้อยก็บินไปที่เหนือศีรษะของเจ้าหญิง แล้วเรียงตัวเป็นรูปมงกุฎพร้อมกับส่องแสงวิบวับเพื่อสื่อสารให้เหล่าทหารรู้ว่า นี่คือเจ้าหญิงที่ถูกสาป…ไม่ใช่คนร้ายอย่างที่ทหารทั้งหลายเข้าใจผิด

ทหารเริ่มเอะใจต่อสิ่งที่ได้เห็น  เมื่อทหารนำเรื่องทั้งหมดมาประติดประต่อกัน รวมทั้งนึกถึงถ้อยคำของเจ้าหญิงตัวปลอมที่สั่งให้นำผู้บุกรุกไปประหารชีวิต  เหล่าทหารจึงมั่นใจว่าคนที่ออกคำสั่งดังกล่าวต้องไม่ใช่เจ้าหญิงผู้มีจิตใจเมตตาเป็นแน่ 

ครั้นเมื่อเหล่าทหารได้รู้ความจริง  พวกเขาจึงพาตัวเจ้าหญิงกลับวังโดยตั้งใจจะจัดการกับแม่มดที่บังอาจปลอมตัวมาเป็นเจ้าหญิง

แต่อนิจจา! เมื่อเหล่าทหารกลับไปถึงวัง สิ่งที่ทหารพบก็ทำให้พวกเขาต้องแปลกใจจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองอีก เพราะนางแม่มดที่นอนอยู่บนเตียงในห้องของเจ้าหญิงนั้น ถูกแมงมุมนับร้อย ๆ ตัวชักใยมัดติดกับเตียงจนกระดุกกระดิกไม่ได้เลยแม้สักนิด

นางแม่มดในร่างเจ้าหญิงสิ้นฤทธิ์ถึงขั้นน้ำตาตก  นางขอโทษเจ้าหญิงและวิงวอนให้พระองค์ทรงยกโทษให้  เจ้าหญิงสงสารแม่มดมาก พระองค์จึงให้อภัยและช่วยปล่อยนางแม่มดจากใยแมงมุมที่มัดอยู่

เมื่อแม่มดเป็นอิสระ  นางก็ขอบคุณเจ้าหญิงแล้วรีบถอนคำสาปให้พระองค์กลายร่างเป็นเจ้าหญิงคนเดิมทันที   

ในที่สุด  เจ้าหญิงผู้เมตตาก็หลุดพ้นจากคำสาป  สัตว์ทั้งหลายต่างดีใจมากที่พวกมันช่วยเจ้าหญิงได้สำเร็จ  ส่วนนางแม่มดก็รีบออกจากเมืองไปและไม่เคยคิดกลับมารบกวนเจ้าหญิงผู้เป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลายอีกเลย

#นิทานนำบุญ

………………………..