Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายมะละกอ

นิทานเรื่อง เจ้าชายมะละกอ

นานมาแล้ว มีตากับยายคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในกระท่อมเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่นอกวัง  

วันหนึ่ง ในขณะที่ตากับยายออกไปหาของป่า  ทั้งคู่พบมะละกอสุกผลหนึ่งมีขนาดใหญ่ยักษ์ แถมยังส่งกลิ่นหอมชวนกินยิ่งนัก  ตากับยายทราบว่าพระราชากับราชินีทรงประชวรเป็นโรคมองไม่ค่อยเห็นในเวลากลางคืน  ซึ่งมะละกอเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณบำรุงสายตาได้ ตากับยายจึงตัดสินใจนำมะละกอไปถวายด้วยความจงรักภักดี

เมื่อตากับยายนำมะละกอไปยังท้องพระโรงในวัง พระราชาและพระราชินีต่างก็ทรงตื่นเต้นต่อขนาดของมะละกอที่ได้เห็น  ครั้นเมื่อพระราชาผ่ามะละกอออก  สิ่งที่อยู่ด้านในของมะละกอก็ทำให้ทุกคนในท้องพระโรงอ้าปากหวอ เพราะในผลมะละกอมีเด็กผู้ชายตัวน้อยนอนหลับตาพริ้มอยู่  พระราชากับพระราชินีซึ่งไม่มีพระโอรสหรือพระธิดาทรงรักเด็กน้อยตั้งแต่แรกเห็น  ทั้งสองพระองค์จึงรับเด็กน้อยมาเป็นพระโอรส  แล้วแต่งตั้งให้ตากับยายเป็นผู้ดูแลพระโอรสองค์น้อย

ครั้นเมื่อเวลาผ่านไป  เด็กน้อยจากผลมะละกอก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเป็นเจ้าชายน้อยที่แสนน่ารัก  พระราชากับพระราชินีทรงมีความสุขมาก  ในขณะเดียวกัน ทั้งสองพระองค์ก็ชื่นชมตากับยายที่ดูแลพระโอรสได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง 

ระหว่างนั้น  นางกำนัลที่เคยเป็นคนโปรดของพระราชินีก็เริ่มอิจฉาตากับยายที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากพระราชากับพระราชินีมากขึ้นเรื่อย ๆ  นางกำนัลจึงขอให้โหรหลวงช่วยหาวิธีขับไล่ตากับยายไปเสียให้พ้น ๆ

เมื่อได้ฟังคำขอร้องจากนางกำนัล  โหรหลวงจึงแกล้งทำทีเป็นตกใจ แล้วทูลให้พระราชาทราบว่า ดวงชะตาของตากับยายเป็นดวงที่จะนำโชคร้ายมาสู่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดโดยเฉพาะเด็ก ๆ 

เมื่อพระราชาได้ฟังคำทำนาย พระองค์จึงจำใจต้องให้ตากับยายออกไปจากวังโดยด่วน

หลังจากที่ตากับยายออกจากวังไปได้ไม่นาน  เจ้าชายองค์น้อยก็ทรงค้นพบความสามารถพิเศษบางอย่างที่พระองค์มีอยู่  ความสามารถที่เจ้าชายค้นพบคือพระองค์ทรงมีสายตาดีเกินกว่ามนุษย์ทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าสิ่งของจะเล็กแค่ไหน, ไม่ว่าสิ่งของจะอยู่ไกลเท่าไร  พระองค์ก็สามารถมองเห็นได้หมด  นอกจากนี้ พระองค์ยังมองเห็นในความมืด, มองทะลุสิ่งต่าง ๆ  ได้  ทั้งยังมองทะลุถึงจิตใจคนว่าเป็นคนดีหรือไม่ดีได้อีกด้วย  ซึ่งความสามารถเหล่านี้ น่าจะเป็นผลมาจากการเกิดในผลมะละกอและความชอบกินมะละกอ ซึ่งเป็นผลไม้ที่ดีต่อสายตานั่นเอง

เมื่อเจ้าชายองค์น้อยทรงค้นพบความสามารถที่มี  พระองค์จึงมองเข้าไปในจิตใจของโหรหลวงและพบว่าโหรหลวงเป็นคนลวงโลก ซ้ำยังกุเรื่องขึ้นมาใส่ร้ายตากับยายโดยมีนางกำนัลเป็นคนยุยงให้ทำผิด เจ้าชายคิดว่าสักวัน พระองค์จะต้องพิสูจน์ความจริงและช่วยตากับยายให้จงได้

อยู่มาวันหนึ่ง มีเหตุวุ่นวายเกิดขึ้น  เพราะมียักษ์ตนหนึ่งแบกกระสอบใบใหญ่เดินมุ่งหน้าตรงมาที่พระราชวัง  โหรหลวงซึ่งอยู่ในวังตกใจมากเมื่อเห็นยักษ์  โหรหลวงจึงทำนายไปมั่วซั่วว่า ยักษ์ตนนี้เป็นยักษ์ที่ดุร้าย  ส่วนกระสอบที่ยักษ์นำติดตัวมาก็เพื่อจะขโมยสมบัติทั้งหมดในเมืองไป ดังนั้น จึงต้องรีบจัดการยักษ์ให้เร็วที่สุด

ครั้นเมื่อพระราชาได้ฟัง พระองค์จึงสั่งให้ทหารยกกองทัพไปปราบยักษ์  แต่อนิจจา…เจ้ายักษ์ตัวโตมาก ทหารจึงทำอะไรยักษ์ไม่ได้เลย  เจ้ายักษ์จึงยังคงเดินมุ่งหน้าตรงมาที่ประตูวังอย่างไม่หยุดยั้ง

เมื่อเจ้าชายมะละกอเห็นดังนั้น  เจ้าชายจึงมองเข้าไปในหัวใจของยักษ์และพบว่า แท้จริงแล้ว ยักษ์เดินทางมาเพราะตั้งใจนำเอาพืชผักผลไม้บำรุงสายตาที่เก็บได้ มาถวายแด่พระราชากับพระราชินีเพื่อผูกมิตร  เมื่อเจ้าชายทราบเจตนาของยักษ์ เจ้าชายองค์น้อยจึงรีบนำเรื่องไปทูลให้พระราชากับพระราชินีได้ทรงทราบ

หลังจากที่โหรหลวงได้ฟังคำพูดซึ่งเจ้าชายทูลต่อพระราชาและพระราชินี โหรหลวงก็รีบลุกขึ้นค้านอย่างโมโหโทโส  (เพราะหากคำพูดของเจ้าชายเป็นจริง ก็เท่ากับโหรหลวงทำนายผิดพลาด) พระราชาทรงไม่รู้ว่าเจ้าชายมีตาทิพย์ ทั้งยังเชื่อคำพูดของโหรหลวงอยู่ไม่น้อย  แต่เพื่อความแน่ใจ  พระองค์จึงขอพิสูจน์โดยเสด็จไปที่ประตูวัง แล้วให้ยักษ์เปิดกระสอบออกมาให้ดู

ทันทีที่ยักษ์ได้ฟังคำของพระราชา เจ้ายักษ์ก็วางกระสอบลงที่พื้นพร้อมกับเปิดปากกระสอบให้พระราชาดูพืชผักผลไม้ที่อยู่ภายใน  จากนั้น  เจ้ายักษ์ก็ชี้แจงว่าตนเองมาดีและที่มาก็เพราะอยากจะผูกมิตรด้วย

พระราชาทรงขอบใจเจ้ายักษ์และรับผักผลไม้ทั้งหมดเอาไว้  พร้อมกับขอโทษที่เข้าใจยักษ์ผิด  

เมื่อเรื่องราวทั้งหมดเป็นจริงตามคำพูดของเจ้าชาย  พระราชาจึงประจักษ์ว่าคำทำนายของโหรหลวงเป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้  เจ้าชายองค์น้อยเห็นเป็นโอกาสดีจึงทูลความจริงเรื่องที่ตากับยายถูกโหรหลวงและนางกำนัลใส่ร้าย  เมื่อพระราชาได้ทราบเรื่อง  พระองค์จึงขับไล่โหรหลวงกับนางกำนัลออกจากตำแหน่ง แล้วรับสองตายายกลับมาทำงานในวังดังเดิม   

ในที่สุด ตากับยายผู้แสนดีก็ได้มาดูแลเจ้าชายอีกครั้ง  และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา เจ้าชายก็ใช้ความสามารถพิเศษในการมองเห็นช่วยพระราชากับพระราชินีดูแลบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข โดยไม่ปล่อยให้พระราชาต้องพึ่งพาคำทำนายจอมปลอมของโหรหลวงคนใดอีกเลย  

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าบ่าวของหนูสาว

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เจ้าบ่าวของหนูสาว” เขียนครั้งแรกตอนที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) คิดนิทานส่งนิตยสารขวัญเรือนไม่ทัน! ในวันนั้น มีลูกศิษย์ที่สนิทกัน ชื่อ “เจมส์” อยู่ชั้นประถม 5 บอกผมว่า “ผมมีนิทาน คิดเอง เอาไปใช้ได้เลย” ในตอนแรก ผมคุ้นกับเนื้อเรื่องของนิทานที่ลูกศิษย์เล่าให้ฟังมาก แต่เมื่อเด็กซึ่งเป็นวัยบริสุทธิ์สดใสยืนยันว่าแต่งเอง ผมจึงเชื่อ แล้วเขียนเรื่องตามที่เด็กเล่า พร้อมให้เครดิตว่าเป็นเรื่องที่เจมส์แต่ง แต่พอผมส่งนิทานไปที่ขวัญเรือน กองบ.ก.ก็แจ้งมาว่า เรื่องนี้เป็นนิทานโบราณ เอามาลงไม่ได้ ต้องแต่งใหม่ สรุป : ผมเลยเกิดสภาวะไฟลนก้นต้องรีบแต่งนิทานเรื่องใหม่ และได้บทเรียนว่า “อย่าเชื่อเด็กๆมากเกินไป” อย่างไรก็ตาม นิทานเรื่องนี้ก็เป็นนิทานที่สนุกมาก ผมจึงขอนำมาลงไว้ในเว็บไซต์นี่นะครับ (แต่ผมไม่ใช่ผู้แต่งนะครับ)

นิทานเรื่อง เจ้าบ่าวของหนูสาว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหนูสาวตัวหนึ่งเป็นหนูสาวที่มีหน้าตาน่ารักที่สุดในโลก เมื่อหนูสาวเติบโตถึงวัยที่ควรจะมีครอบครัว พ่อกับแม่ของหนูสาวจึงคิดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่ลูกสาวสุดที่รัก

จริง ๆ แล้ว หนูสาวมีคู่รักอยู่แล้วตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นหนูหนุ่มนิสัยดีที่มีบ้านอยู่ไม่ห่างจากบ้านของเธอนัก แต่เนื่องจากพ่อกับแม่ของหนูสาวอยากให้ลูกสาวแสนสวยได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่คู่ควร พ่อหนูกับแม่หนูจึงมองข้ามหนูหนุ่มผู้ต่ำต้อย แล้วพยายามมองหาเจ้าบ่าวที่เก่งกาจกว่าใคร ๆ เพื่อให้มาใช้ชีวิตร่วมกับลูกสาวของตน

เจ้าบ่าวคนแรกที่พ่อหนูนึกถึงก็คือพระอาทิตย์ผู้มีแสงเจิดจ้า แต่เมื่อพ่อหนูกับแม่หนูไปบอกกับพระอาทิตย์ว่าพวกตนกำลังตามหาเจ้าบ่าวที่เก่งกาจให้ลูกสาว พระอาทิตย์ก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาให้เหตุผลว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ก้อนเมฆต่างหากที่เก่งกาจกว่าฉัน ดูสิ..เพียงแค่เมฆลอยผ่านมา มันก็บดบังฉันจนมิด ฉันว่า..เมฆน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามที่พระอาทิตย์ชี้แจง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหาก้อนเมฆ เพื่อขอให้ก้อนเมฆแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อก้อนเมฆได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู ก้อนเมฆก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขากล่าวว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก สายลมต่างหากที่เก่งกาจกว่าฉัน ดูสิ..เพียงแค่ลมพัดมา ฉันก็ปลิวไปถึงไหนต่อไหน ฉันว่า..สายลมน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมมากกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของก้อนเมฆ ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา สายลมเพื่อขอให้สายลมแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อสายลมได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู สายลมก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก กำแพงต่างหากที่เก่งกาจกว่าฉัน ดูสิ..ไม่ว่าฉันจะโถมตัวเข้าปะทะกำแพงสักกี่ครั้ง มันก็ยังคงยืดหยัดอยู่ได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันว่า..กำแพงน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมมากกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูเห็นจริงตามคำของสายลม ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหากำแพง เพื่อขอให้กำแพงแต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อกำแพงได้ฟังคำของพ่อหนูกับแม่หนู กำแพงก็รีบเอ่ยคำปฏิเสธ โดยเขาบอกว่า

“ฉันไม่ใช่ผู้ที่เก่งกาจที่สุดหรอก ยังมีคนอื่นที่เก่งกาจมากกว่าฉัน ดูสิ..เขาใช้ฟันเจาะตัวฉันจนเป็นรูได้ด้วย ฉันว่า..เขาน่าจะเป็นเจ้าบ่าวที่เหมาะสมมากกว่าฉันนะ”

พ่อหนูกับแม่หนูดูรูที่กำแพง แล้วก็รู้สึกคล้อยตามคำพูดที่ได้ฟัง ดังนั้น พ่อหนูกับแม่หนูจึงรีบไปหา “ผู้เก่งกาจ” เพื่อขอให้เขาแต่งงานกับลูกสาวของตน และมันก็เป็นเรื่องที่เหมือนกับพรหมลิขิต! เพราะผู้เก่งกาจที่กำแพงพูดถึงก็คือหนูหนุ่มคู่รักของหนูสาวนั่นเอง

เดิมทีบ้านของหนูหนุ่มเคยตั้งอยู่ที่อื่น แต่เมื่อมันมาผูกสมัครรักใคร่กับหนูสาว มันจึงมาเจาะกำแพงสร้างเป็นบ้าน เพื่อให้ตนเองได้อยู่ใกล้ชิดกับหนูสาวมากยิ่งขึ้น

หนูหนุ่มดีใจมากที่จู่ ๆ พ่อกับแม่ของหนูสาว ก็มาขอให้มันแต่งงานกับหนูสาวที่มันเฝ้าฝันถึง หนูหนุ่มรีบตอบตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไข ส่วนพ่อหนูกับแม่หนูก็ดีใจ ที่พวกมันสามารถหาเจ้าบ่าวผู้เก่งกาจ ให้แก่ลูกสาวได้เป็นผลสำเร็จ

ในที่สุด หนูสาวก็ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่เธอปรารถนา แล้วทั้งคู่ก็ครองรักกันสืบต่อมาตราบนานเท่านาน

#นิทานโบราณ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

หางหนูอยู่ไหน

นิทานเรื่อง หางหนูอยู่ไหน?

สวัสดีครับ……….คำนับน้องพี่

กุ๊บกั๊บเด็ก……….มีเรื่องสงสัย

เห็นหางของสัตว์……….อึดอัดขัดใจ

หางคนอยู่ไหน?……….ใครช่วยบอกที

กุ๊บกั๊บจึงลอง……….ถามกระต่ายน้อย

น้องต่ายตัวจ้อย……….เห็นหางผมไหม?

กระต่ายขนปุย……….หน้ามุ่ยทันใด

มันยืนยักไหล่……….บอกว่าไม่รู้

บังเอิญมีหมา……….หน้าตาเด๋อ ๆ

คุณหมาเพื่อนเกลอ……….เห็นหางผมไหม?

เจ้าตูบตอบว่า……….เธอถามอะไร

หางคน…หางใคร………..ไม่เคยเห็นเลย

กุ๊บกั๊บจึงลอง……….ไปถามลิงจ๋อ

พี่ลิงรูปหล่อ……….เห็นหางผมไหม?

เจ้าจ๋อส่ายหน้า………..บอกว่าจนใจ

หางคน…อะไร……….ไม่เคยได้ยิน

เด็กน้อยยังคง……….ดั้นด้นไต่ถาม

ทั้งนี้เพราะความ……….ที่ตนสงสัย

หรือว่าหางคน……….โดนโจรปล้นไป

คนมีหางไหม……….ต้องไปถามครู

สวัสดีครับ……….คำนับคุณครู

กุ๊บกั๊บอยากรู้………..คนมีหางไหม?

ผมเห็นหางสัตว์……….จึงนึกแปลกใจ

หางคนอยู่ไหน……….หรือว่าไม่มี!

คนไม่มีหาง……….ใคร ๆ ก็รู้

แต่ว่าคุณครู……….ท่านแกล้งขานไข

ว่าหางของคน……….พิเศษเหนือใคร

อยากรู้อยู่ไหน……….ลองฟังให้ดี

คนที่พูดจา……….ลงด้วย ค่ะ..ครับ

ผู้ได้สดับ……….ยิ้มรับแจ่มใส

พูดมี ‘หางเสียง’……….ฟังแล้วชื่นใจ

หางคนอยู่ไหน?……….“อยู่ท้ายคำเอย”

……………………………………………………………………………………………………

หมายเหตุ : “เด็กคนไหนอยากให้ใคร ๆ รุมรัก   ลองเติมคำว่าค่ะ..คำว่าครับ เวลาที่พูด  เพียงเท่านี้… คนที่คุยด้วย ก็จะรักเด็ก ๆ มากขึ้นอีกเยอะเลยล่ะครับ”

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ลูกแมวสีดำ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ลูกแมวสีดำ” เป็นนิทานเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก ที่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีใครรักมันสักเท่าไร นิทานเรื่องนี้เป็นทั้งนิทานผจญภัยแบบไม่โลดโผน (เหมาะกับการเป็นนิทานก่อนนอน) และมีแง่คิดสอนใจบางอย่าง หวังว่าเด็ก ๆ จะชอบนิทานเรื่องนี้กันนะครับ

นิทานเรื่อง ลูกแมวสีดำ

ลูกแมวตัวหนึ่งมีขนสีดำเหมือนกลางคืน  เจ้าของร้านขายสัตว์เลี้ยงพบลูกแมวดำตัวนี้ถูกทิ้งอยู่ ใกล้ ๆ ร้านของเขา เขาจึงนำลูกแมวดำไปขายรวมกับลูกแมวที่น่ารักตัวอื่น ๆ

ทุกวัน มีคนมาหาลูกแมวไปเลี้ยงอยู่ไม่น้อย แต่ไม่มีใครแตะต้องเจ้าลูกแมวดำเลย บางคนทำท่ากลัว ๆ หรือรังเกียจมันเสียด้วยซ้ำ เจ้าลูกแมวดำเสียใจมาก  มันคิดว่า “ทำไมฉันถึงโชคร้ายนักนะ  โลกช่างโหดร้ายกับฉันเสียจริง ๆ”

เมื่อเวลาผ่านไป  ลูกแมวในร้านค่อย ๆ มีคนรับไปดูแลทีละตัว แต่ก็ยังไม่มีใครต้องการลูกแมวดำอยู่ดี  ลูกแมวดำมองความว่างเปล่ารอบตัวพลางรำพึงเบา ๆ ว่า “ทำไมฉันถึงโชคร้ายนักนะ  โลกช่างโหดร้ายกับฉันเสียจริง ๆ”

อยู่มาวันหนึ่ง มีคุณลุงหน้าตาโหด ๆ แวะเข้ามาที่ร้านขายสัตว์เลี้ยงก่อนเวลาปิดร้านนิดหน่อย  คุณลุงบอกเจ้าของร้านว่า วันนี้เป็นวันเกิดของลูกสาว  ลูกสาวรักแมวมาก  เขาจึงอยากหาแมวที่น่ารัก ๆ มอบเป็นของขวัญให้ลูกสาวสักตัว  เจ้าของร้านบอกว่าเหลือแมวอยู่แค่ตัวเดียวเป็นลูกแมวดำ คุณลุงเห็นว่ามีแมวสักตัวไปให้ลูกสาวก็ยังดีกว่าไม่มี  คุณลุงเลยตัดสินใจเอาลูกแมวดำกลับไปด้วย  ลูกแมวดำนั่งรถไปกับคุณลุงหน้าโหดด้วยใจหวาดหวั่น หน้าตาของคุณลุงดูดุมากแถมพูดจาห้วน ๆ คล้ายตะคอกตลอดเวลา ลูกแมวดำคิดในใจว่า “ทำไมฉันถึงโชคร้ายนักนะ  โลกช่างโหดร้ายกับฉันเสียจริง ๆ”

เมื่อคุณลุงกลับถึงบ้านและมอบแมวดำเป็นของขวัญให้ลูกสาว  ลูกสาวไม่ชอบแมวดำเลย  เธอกลัวแมวดำจนร้องไห้  คุณลุงจึงต้องเอาลูกแมวดำไปปล่อยไว้กลางป่าเพื่อไม่ให้มันจำทางแล้วย้อนกลับมาที่บ้านได้ถูก  ลูกแมวดำกลัวมาก มันกลัวจนตัวสั่นพลางคิดในใจว่า “ทำไมฉันถึงโชคร้ายนักนะ  โลกช่างโหดร้ายกับฉันเสียจริง ๆ”

ลูกแมวดำเดินหลงทางอยู่ในป่าท่ามกลางความมืด  ป่าตอนกลางคืนน่ากลัวมาก  ลูกแมวดำเห็นสัตว์ร้ายหลายชนิดเดินผ่านมันไป  มันหลับตาปี๋ ทำให้ขนสีดำเหมือนกลางคืนของมันกลืนกับความมืดจนสัตว์ร้ายมองลูกแมวดำไม่เห็น  ลูกแมวดำไม่รู้ว่ามันโชคดีมากที่เกิดมามีขนสีดำ  มันได้แต่คิดในใจว่า “ทำไมฉันถึงโชคร้ายนักนะ  โลกช่างโหดร้ายกับฉันเสียจริง ๆ”

ลูกแมวดำกลัวทุกสิ่งทุกอย่างในป่าและน้อยใจต่อโชคชะตาที่เป็นอยู่  มันเดินหลงทางวนเวียนอยู่ในป่านานจนหมดแรงแล้วนอนหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน

สาย ๆ ของวันรุ่งขึ้น  ลูกแมวดำตื่นขึ้นมาในห้อง ๆ หนึ่งซึ่งดูอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ห้อง ๆ นั้นเก่าแต่สะอาดสอ้าดน่าอยู่ ลูกแมวดำมองเห็นหม้อใบใหญ่ตั้งอยู่ที่กลางห้อง มันเห็นรูปถ่ายของเจ้าของบ้านในชุดเสื้อคลุมสีดำและหมวกรูปกรวยทรงสูง, มันเห็นไม้กวาดพิงอยู่ที่กำแพง แต่มันยังไม่รู้ว่าห้อง ๆ นี้เป็นห้องของใคร

จนกระทั่งมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งจูงคุณยายของเธอเข้ามาในห้อง  เด็กผู้หญิงคนนั้นบอกคุณยายของเธอว่า “คุณยายขา หนูเจอแมวดำตัวหนึ่งนอนหลับอยู่ในสวนหลังบ้านของเรา หนูขอเลี้ยงเจ้าแมวดำเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของแม่มดน้อยอย่างหนูจะได้ไหม หนูสัญญาว่าจะเป็นแม่มดที่ดีและตั้งใจดูแลเจ้าแมวดำให้ดีที่สุดเท่าที่หนูจะทำได้”

เมื่อลูกแมวดำได้ฟัง มันจึงรู้ว่าคนที่ช่วยพามันเข้ามาในบ้านก็คือแม่มดน้อยที่แสนน่ารักนั่นเอง  ลูกแมวดำเงี่ยหูฟังคำตอบจากคุณยายแม่มดว่าท่านจะอนุญาตให้หลานสาวเลี้ยงมันไว้หรือไม่  ลูกแมวดำหัวใจเต้นตึก ๆ  ส่วนแม่มดน้อยก็ลุ้นด้วยหัวใจเต้นระทึก  และแล้ว คุณยายแม่มดก็บอกหลานสาวว่า “แมวดำกับแม่มดเกิดมาคู่กันอยู่แล้ว ถ้าหลานสัญญาว่าจะดูแลมันเป็นอย่างดี ยายก็ไม่ขัดข้องอะไรนะจ๊ะ”

แม่มดน้อยดีใจมากที่เธอได้แมวดำมาเป็นสัตว์เลี้ยง  ส่วนลูกแมวดำก็ดีใจที่มีคนต้องการมันเสียที  

วันนี้…ลูกแมวดำรู้แล้วว่าโลกไม่ได้โหดร้ายกับมันเลย  มันกลับรู้สึกว่าตัวเองโชคดีต่างหาก เพราะการที่มันมีขนสีดำและไม่น่ารักแบบแมวตัวอื่น ๆ ทำให้มันได้พบกับคนที่ต้องการมันจริง ๆ นั่นก็คือแม่มดน้อยที่แสนน่ารัก ซึ่งดูแลมันได้อย่างวิเศษสมกับที่เธอได้ให้สัญญากับคุณยายแม่มดเอาไว้

#นิทานนำบุญ

…………………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ผลนวลทิพย์

นิทานเรื่อง ผลนวลทิพย์

นานมาแล้ว มีหญิงสาวสองคนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน หญิงสาวคนแรกมีชื่อว่า ‘อาเจียง’ เธอเป็นคนขยันขันแข็งและมีจิตใจดีงาม ส่วนหญิงสาวอีกคนมีชื่อว่า ‘อาไฝ่’ เธอเป็นคนฉลาดแกมโกง แถมยังชอบเอาเปรียบผู้อื่นอยู่เสมอ อาเจียงกับอาไฝ่คบหากันมานาน แม้อาเจียงจะถูกอาไฝ่เอาเปรียบอยู่บ่อย ๆ แต่เธอก็ไม่ถือสา เพราะเธอคิดว่าสักวันอาไฝ่คงปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นได้

วันหนึ่ง  อาเจียงกับอาไฝ่พากันเข้าป่าไปหาหน่อไม้  ระหว่างทาง…สองสาวได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากดงไม้หนาม  เมื่ออาเจียงกับอาไฝ่เดินเข้าไปดู  ทั้งคู่ก็พบเทพธิดาจิ๋วองค์น้อยถูกหนามเกี่ยวเสื้อผ้าทำให้ขยับตัวไปไหนไม่ได้

เมื่ออาเจียงเห็นเช่นนั้น เธอจึงตรงเข้าไปหาเทพธิดาแล้วใช้มือเล็ก ๆ เขี่ยคมหนามออกจากเสื้อผ้าด้วยความระมัดระวัง ครั้นเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก อาเจียงก็ช่วยเทพธิดาได้สำเร็จ

เมื่อเทพธิดาเป็นอิสระ เทพธิดาจึงมองหญิงสาวผู้มีพระคุณพลางคิดอยากตอบแทนบุญคุณของหญิงสาวที่มีผิวคล้ำแดดด้วยการมอบ ’ผลนวลทิพย์’ ซึ่งเป็นผลไม้วิเศษ ที่ช่วยให้ผู้ที่ได้ลองลิ้มชิมรสมีผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่งราวกับนางฟ้านางสวรรค์

ครั้นเมื่อเทพธิดามอบผลนวลทิพย์ให้อาเจียงและบินจากไปแล้ว อาไฝ่กลับอ้างสิทธิ์ว่าตนควรได้รับส่วนแบ่งด้วย โดยอาไฝ่ขอส่วนเนื้อผลไม้ให้ตนเอง แล้วแกล้งทำใจดีมอบเปลือกกับเมล็ดให้อาเจียงเป็นรางวัลในการช่วยเทพธิดา


“ชั้นให้เธอได้เปรียบนะ ฉันเอาแค่เนื้ออย่างเดียว ส่วนเธอได้ตั้งสองอย่าง” อาไฝ่อ้าง

แม้อาเจียงจะรู้ทันความคิดของอาไฝ่  แต่เธอก็ไม่ว่าอะไร เพราะเธอตั้งใจช่วยเทพธิดาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนมาตั้งแต่ต้น 

เมื่ออาไฝ่ได้เนื้อของผลนวลทิพย์  เธอก็นำเนื้อของผลไม้วิเศษห่อใส่ใบตอง แล้วแบ่งกินทีละนิดทีละหน่อย ฝ่ายอาเจียงนั้น เมื่อเธอได้เปลือกกับเมล็ดซึ่งกินไม่ได้ เธอจึงนำเมล็ดไปปลูกและนำเปลือกไปหมักเป็นปุ๋ย  จากนั้น เธอก็ไปหาอาไฝ่เพื่อขอชิมผลนวลทิพย์สักคำด้วยความอยากรู้รสชาติ

อนิจจา! อาไฝ่เป็นคนที่แล้งน้ำใจมาก  แม้เธอจะมีผลนวลทิพย์เหลืออยู่อีกเกือบเต็มห่อ แต่เธอกลับไม่ยอมแบ่งผลนวลทิพย์ให้อาเจียงชิมเลย!

ในเวลาต่อมา เมื่ออาไฝ่กินผลนวลทิพย์มากขึ้น ๆ เธอก็สวยขึ้น ๆ จนผู้คนพากันเล่าขานและมีชายหนุ่มมากมายเดินทางมาชื่นชมความงามของเธอ

ฝ่ายอาเจียงนั้น เมื่ออาไฝ่ไม่ให้เธอชิมผลไม้วิเศษ เธอจึงทำได้เพียงดูแลเมล็ดของผลนวลทิพย์ที่เธอนำมาปลูกให้ดีที่สุด โดยหวังว่าสักวันเธอจะได้ชิมรสชาติของมันบ้าง

หลายวันต่อมา ต้นนวลทิพย์ที่อาเจียงปลูกก็โตขึ้นและเริ่มออกผลอย่างรวดเร็วจนอาเจียงแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง  ครั้นเมื่อหญิงสาวในหมู่บ้านรวมทั้งผู้หญิงคนอื่น ๆ ทราบข่าว  ผู้หญิงที่อยากสวยจากทุกถิ่นที่ ก็พากันมายังบ้านของอาเจียงเพื่อรอซื้อผลนวลทิพย์จนเนืองแน่นไปหมด

ในขณะที่บ้านของอาไฝ่มีแต่ผู้ชายมาห้อมล้อม บ้านของอาเจียงกลับเต็มไปด้วยผู้หญิงซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้ชายที่บ้านของอาไฝ่ถึง 10 เท่า

อาไฝ่เก็บผลนวลทิพย์ไว้กินเองได้ไม่กี่วัน ผลไม้วิเศษก็ค่อย ๆ เน่าจนเธอต้องทิ้งมันไปอย่างน่าเสียดาย 

ระหว่างนั้น ต้นนวลทิพย์ของอาเจียงก็งอกงามขึ้นและออกผลจนอาเจียงมีโอกาสได้ชิมรสชาติของมันและได้ “แบ่งปัน” ผลไม้วิเศษให้หญิงสาวทุกคนมีโอกาสชิมจนทุกคนสวยขึ้นอีกนิดไปพร้อม ๆ กัน 

อาเจียงไม่รู้เลยว่า ในบรรดาผู้หญิงที่มายังบ้านของเธอนั้น มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นพี่สาวของเจ้าชายรูปงาม เจ้าชายไม่อยากแต่งงานกับหญิงสาวที่สวยแค่เพียงภายนอก แต่พระองค์อยากได้คู่ครองที่มีจิตใจงดงามมากกว่า  เมื่อพี่สาวของเจ้าชายเห็นความขยันขันแข็งของอาเจียงที่ทำงานบ้านแทบทั้งวัน   เห็นน้ำใจของเธอที่คอยทำอาหารให้คนที่มารอซื้อผลนวลทิพย์ทั้ง ๆ ที่อาเจียงก็ไม่ได้ร่ำรวยแต่อย่างใด  รวมทั้งเมื่ออาเจียงตัดสินใจแบ่งปันผลไม้วิเศษให้ทุก ๆ คนโดยไม่ยอมขายหากำไรเข้ากระเป๋า พี่สาวของเจ้าชายจึงถูกชะตากับหญิงสาวชาวบ้านผู้นี้และตัดสินใจเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยงเพื่อให้เจ้าชายได้ทำความรู้จัก

หลังจากที่อาเจียงและเจ้าชายได้พบกัน ทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกันและตัดสินใจแต่งงานกันในที่สุด

หญิงสาวทุกคนต่างยินดีที่สาวชาวบ้านผู้มีจิตใจดีงามได้แต่งงานกับเจ้าชายรูปหล่อ ส่วนอาไฝ่ผู้ชอบเอาเปรียบนั้น เมื่อหญิงสาวคนอื่น ๆ ได้ชิมผลนวลทิพย์จนสวยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน  ชายหนุ่มทั้งหลายจึงเลิกสนใจอาไฝ่ จนเธอกลายเป็นสาวชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่ไม่มีความสำคัญใด ๆ เหมือนดังเดิม

อาไฝ่มองชีวิตอาเจียงเป็นตัวอย่างและเริ่มเล็งเห็นว่า คนดีเท่านั้นที่จะได้สิ่งดีเป็นรางวัลตอบแทน ด้วยเหตุนี้ อาไฝ่จึงตั้งใจปรับปรุงตัวเสียใหม่โดยหวังว่าสักวันเธอจะดีพอและมีโอกาสได้เป็นเพื่อนกับอาเจียงอีกครั้ง.

#นิทานนำบุญ

………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คนต่อเทียน

นิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านเรื่อง “คนต่อเทียน” เป็นนิทานที่มีความหมายสำหรับผมมาก ตอนที่ผมแต่งนิทานเรื่องนี้ ผมไม่แน่ใจว่าผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้ไหมหรือจะเข้าใจเนื้อหาของนิทานไหม แต่หัวใจของนิทานเรื่องนี้คือสิ่งที่ผมเชื่อจริง ๆ เหมือนที่ผมเลือกแต่งนิทาน เพราะผมเชื่อว่า การทำให้เด็กมีความสุขเป็นสิ่งที่ผมควรทำ

หลังจากนิทานได้พิมพ์ลงในนิตยสารขวัญเรือนไปแล้ว นิทานเรื่องนี้ก็ไม่ได้รับเสียงสะท้อนใด ๆ จากผู้อ่าน (ซึ่งเป็นเรื่องปกติ) แต่เมื่อผมนำนิทานเรื่องนี้ไปพิมพ์เป็นหนังสือภาพกับสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์ หนังสือภาพสำหรับเด็กเรื่อง “คนต่อเทียน” ก็ได้รับรางวัลราว 3-4 รางวัล รวมถึงรางวัลที่สำคัญที่สุดในอาชีพนักเขียนนิทานของผม แต่ถ้อยคำในหนังสือคนต่อเทียน กับ นิทานต้นฉบับมีความแตกต่างกันตามรูปแบบของสื่อหนังสือภาพและสื่อนิทาน ดังนั้น ผมจึงอยากเชิญชวนให้คุณผู้อ่านลองอ่านนิทานเรื่องนี้ในแบบดั้งเดิม และถ้าถูกใจอาจลองหาฉบับหนังสือภาพของสำนักพิมพ์สถาพรบุ้กส์มาอ่านอีกครั้ง ผมเชื่อว่านิทานและหนังสือภาพเรื่อง “คนต่อเทียน” เป็นผลงานที่มีคุณค่าสำหรับเด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตครับ

นิทานเรื่อง คนต่อเทียน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ในป่าลึกที่ห่างไกลจากความเจริญ ผู้คนในหมู่บ้านล้วนแล้วแต่เป็นคนยากจนและมีชีวิตที่ลำบาก  หนำซ้ำ…หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน  ชาวบ้านทุกคนก็แทบจะไม่กล้าออกจากเรือนพัก เพราะรอบ ๆ หมู่บ้านเป็นป่าทึบที่แม้แต่แสงจันทร์ก็ยังยากที่จะส่องลงมาได้  ทำให้สัตว์ร้ายต่าง ๆ มักแฝงตัวอยู่ในความมืด แล้วหาโอกาสทำร้ายชาวบ้านหรือนักเดินทางที่บังเอิญผ่านไปผ่านมาอยู่เสมอ ๆ

วันหนึ่ง  ชายชราซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของหมู่บ้านรู้สึกเป็นห่วงลูก ๆ หลาน  ๆ และผู้คนที่อาจโดนสัตว์ป่าทำร้ายไม่วันใดก็วันหนึ่ง  ชายชราจึงปรึกษากับภรรยาที่มีอายุไล่เลี่ยกันเพื่อหาวิธีป้องกันอันตรายให้แก่ทุก ๆ คน

หลังจากที่สองตายายปรึกษาหารือกันอยู่หลายวัน  ในที่สุด ทั้งคู่ก็ตัดสินใจนำเงินที่ตั้งใจเก็บไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิตไปซื้อเทียนไขจำนวนหนึ่งหมื่นเล่ม แล้วทำการจุดเทียน พร้อมกับนำมันไปติดตั้งบนก้อนหินทั้งในตัวหมู่บ้านและในราวป่า  จนหมู่บ้านและป่าที่เคยมืดสนิทในยามค่ำคืนกลับสว่างไสวด้วยแสงเทียนดูงามตาน่าพิศวง 

แสงเทียนที่งดงามทำให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศอยากรู้ว่าแสงสว่างกลางป่ามีที่มาอย่างไร  ชาวเมืองที่อยู่ห่างไกลบางคนเข้าใจว่า ผู้ที่นำเทียนมาติดตั้งในป่าอาจเป็นคนของพระราชาผู้ครองแคว้น, บางคนเดาว่าอาจเป็นความเมตตาของเศรษฐีใจบุญที่มีเงินมหาศาล, บางคนคิดไปว่าอาจเป็นฝีมือของเทวดาที่แอบมาช่วยเหลือมนุษย์  เมื่อความสงสัยทวีมากขึ้นเรื่อย ๆ  ชาวเมืองทั้งหลายจึงพากันเข้าไปในป่าเพื่อหาคำตอบ 

เมื่อชาวเมืองทั้งหลายพากันเข้ามาในป่า  พวกเขาก็เห็นชายชรากับภรรยาค่อย ๆ เดินจุดเทียนไปทีละเล่ม ๆ จนครบทั้งหนึ่งหมื่นเล่มอย่างไม่ย่อท้อต่อความเหน็ดเหนื่อย  หลังจากนั้น  ชาวเมืองก็ตามสองตายายกลับไปที่เรือนพัก ซึ่งเพียงแค่เห็นสภาพของเรือนพัก ทุกคนก็รู้ในทันทีว่า ผู้เฒ่าทั้งสองไม่น่าจะเป็นคนที่มีเงินทองเหลือกินเหลือใช้แต่อย่างใดเลย

ชาวเมืองทั้งหลายจึงสงสัยว่า ชายชรากับภรรยาได้อะไรจากการจุดเทียนไปทั่วทั้งป่า (หรือมีคนจ้างวานให้ทำเช่นนี้) แต่เมื่อชาวเมืองได้ฟังคำตอบของผู้เฒ่าทั้งสอง ชาวเมืองก็ถึงกับพูดไม่ออก เพราะทั้งคู่ตอบว่า  สิ่งที่ได้จากการจุดเทียนมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น

จริง ๆ แล้ว  สองตายายผู้คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในป่าไม่จำเป็นต้องอาศัยแสงสว่างในยามค่ำคืนเลยแต่เพียงเพราะผู้เฒ่าทั้งสองอยากป้องกันภัยให้ลูก ๆ หลาน ๆ ในหมู่บ้านของตัวเองและผู้คนทั้งหลายที่อาจจำเป็นต้องเดินทางผ่านป่าในยามค่ำคืน  ชายชราและภรรยาจึงเสียสละเงินส่วนตัวก้อนสุดท้ายและเรี่ยวแรงที่มี ทำการจุดเทียนหนึ่งหมื่นเล่มทุกวันเพื่อให้ทุก ๆ คนปลอดภัยจากสัตว์ร้ายในป่า

ความตั้งใจดีของสองตายายจุดประกายให้ทุก ๆ คนนึกอยากทำความดีเพื่อผู้อื่นบ้าง  ชาว เมืองทั้งหลายจึงผลัดกันนำเทียนเล่มใหม่มาแทนเทียนหนึ่งหมื่นเล่มของชายชราและภรรยาที่ค่อย ๆ สั้นลงทุกวัน ๆ  รวมทั้งพวกเขายังบริจาคเงินทองและแบ่งปันข้าวของให้แก่ชาวบ้านในป่าที่มีฐานะยากจนกว่าอีกด้วย

ส่วนชาวบ้านในป่านั้น  พวกเขาก็นำอ่างใส่น้ำดื่มมาตั้งไว้ที่หน้าบ้าน, ทำเพิงนั่งพักให้คนที่เหนื่อยอ่อนจากการเดินทางได้ใช้หลบแดด, ติดป้ายและกระดิ่งที่ประตูให้คนที่ต้องการความช่วยเหลือเรียกหาได้ทุกเวลา, จัดขนมผัดขนมต้มและผลไม้วางไว้ให้นักเดินทางได้ใช้รองท้อง และพยายามเสนอตัวช่วยเหลือคนทุกคนตามกำลังที่มีอยู่

ความดีที่ผู้สูงอายุทั้งสองได้กระทำลงไปเปรียบเหมือนการเริ่มต้นจุดเทียนให้แสงสว่างแก่สังคมที่มืดมิด  แม้ในตอนแรกแสงอาจยังน้อย แต่เมื่อผู้คนเห็นดีเห็นงามกับการทำความดีและพร้อมใจกันต่อเทียนแห่งความดีด้วย   ทุกหนทุกแห่งจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความดีงามและความสุข

สองตายายดีใจมากที่ได้เห็นคนทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ส่วนผู้คนทั้งหลายนั้น  เมื่อพวกเขาเล็งเห็นถึงจิตใจอันดีงามของผู้เฒ่าทั้งสอง  ทุกคนจึงช่วยกันดูแลชายชราและภรรยาผู้เป็นบุคคลต้นแบบให้มีความสุขสืบมา…ตลอดชั่วชีวิตของท่าน

#นิทานนำบุญ

…………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

โถวงกต

“โถวงกต” เป็นนิทานก่อนนอนเรื่องสั้น ๆ แนวผจญภัย ที่ตัวเอกใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา และมีของวิเศษอย่าง “โถวงกต” เป็นลูกเล่นที่น่าสนใจของนิทานเรื่องนี้ หวังว่าคุณผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ ส่วนตัวของผู้แต่งอย่างผมคิดว่า นิทานผจญภัยในลักษณะนี้ น่าจะเป็นนิทานที่มีความตื่นเต้นแบบพอดี ๆ สำหรับการเป็นนิทานก่อนนอนครับ

นิทานเรื่อง โถวงกต

“นาธาน” เป็นเด็กหนุ่มซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่แร้นแค้นแสนเข็ญ  แม้ชาวบ้านจะเป็นคนขยัน แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นใจ ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจึงค่อย ๆ ย่ำแย่ลงตามลำดับ นาธานไม่อยากปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เขาอยากให้ทุก ๆ คนมีชีวิตที่ดีขึ้น  ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อไปแสวงโชค ณ ดินแดนแห่งอื่น

ในระหว่างการเดินทาง  นาธานได้พบหญิงชราคนหนึ่งนอนเป็นลมล้มฟุบอยู่ริมถนน  ชายหนุ่มนึกถึงคำของพ่อกับแม่ที่สอนให้เขามีน้ำใจต่อผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรีบเข้าช่วยเหลือหญิงชราผู้น่าสงสารทันที

เมื่อหญิงชรามีอาการดีขึ้น  นางจึงมอบโถดินเผาขนาดยักษ์ที่นางปั้นเองกับมือให้แก่นาธานเพื่อเป็นการขอบคุณ  แม้นาธานจะไม่ได้หวังสิ่งใดเป็นการตอบแทน แต่เขาก็ไม่อยากให้หญิงชราต้องเสียน้ำใจ  ดังนั้น นาธานจึงยอมรับโถดินเผาเอาไว้แต่โดยดี

โถดินเผาที่หญิงชราทำขึ้นนั้นมีชื่อเรียกว่า “โถวงกต”  มันเป็นโถแปลกประหลาดที่เมื่อใส่ของเข้าไปแล้ว ของที่ใส่ลงไปก็จะหลงทางอยูในโถโดยไม่มีใครสามารถนำมันออกมาจากโถได้อีก  นาธานไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดหญิงชราจึงทำโถแปลก ๆ เช่นนี้ออกขาย (เขาเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากซื้อโถประหลาด ๆ แบบนี้เป็นแน่) แต่ถึงกระนั้นก็ตาม  นาธานก็ยังคงแบกมันติดตัวไปด้วย โดยหวังว่าสักวัน เขาจะสามารถไขข้อสงสัยให้กระจ่างได้

นาธานออกเดินทางต่อจนได้พบกับเมืองร้างและปราสาทที่มีเพียงพระราชา พระราชินี และเจ้าหญิงอาศัยอยู่ เมื่อนาธานสอบถามถึงต้นสายปลายเหตุจากพระราชา พระองค์ก็ทรงเล่าให้นาธานฟังว่า เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นเพราะมีปิศาจมากหน้าหลายตามาติดใจรักใคร่เจ้าหญิงผู้เป็นลูกสาวของพระองค์ แต่เนื่องจากเจ้าหญิงไม่อยากเป็นเจ้าสาวของปิศาจ ปิศาจทั้งหลายจึงแกล้งมาหลอกหลอนจนผู้คนในเมืองพากันหนีหายไปจนหมด

เด็กหนุ่มไม่ชอบการกระทำของพวกปิศาจเอาเสียเลย และเมื่อเขานึกถึงคำสอนของพ่อกับแม่ เขาจึงอาสาช่วยพระราชาจัดการกับปิศาจเหล่านั้น

แม้นาธานจะไม่มีพลังพิเศษใด ๆ ที่จะใช้ต่อกรกับพวกปิศาจ แต่เขาเชื่อมั่นว่าหากเขาใช้ปัญญาขบคิด เขาก็น่าจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และด้วยความเชื่อมั่นนี้เอง นาธานจึงรวบรวมสมาธิเพื่อคิดหาวิธีปราบปิศาจ จนในที่สุด เขาก็ค้นพบหนทางที่น่าจะเป็นไปได้

นาธานเล่าแผนการทั้งหมดให้พระราชาฟัง จากนั้น เขาก็ขอร้องให้พระราชา พระราชินี และเจ้าหญิงช่วยกันเล่นละครเพื่อลวงเหล่าปิศาจให้ติดกับ!

ตกกลางคืน เมื่อปิศาจทั้งหลายพากันมาชุมนุมที่ปราสาทของพระราชา พระราชากับพระราชินีจึงแกล้งทำทีว่าพระองค์ทรงตัดสินใจที่จะยกเจ้าหญิงให้แก่เหล่าปิศาจ เพื่อเป็นการยุติปัญหา พระราชาแจ้งให้พวกปิศาจทราบว่า พระองค์ได้ใส่แหวนประจำตระกูลเอาไว้ในโถดินเผาขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่บนพื้น ซึ่งหากปิศาจตนใดสามารถนำแหวนออกมาจากโถได้เร็วที่สุด พระองค์ก็จะยกเจ้าหญิงให้แต่งงานด้วยโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ อีก

ทันทีที่พระราชาพูดจบ ปิศาจทั้งหลายก็แปลงกายเป็นหมอกควันแล้วแย่งกันพุ่งตัวเข้าไปในโถวงกตอย่างไม่รอช้า พระราชา พระราชินี เจ้าหญิงและนาธานต่างมองโถใบยักษ์ด้วยใจจดจ่อ จนเมื่อเวลาผ่านไปนานพอควร  ทุก ๆ คนจึงมั่นใจว่าปิศาจทั้งหลายคงจะหลงวนเวียนอยู่ในโถวงกตโดยไม่มีโอกาสกลับมาก่อความเดือนร้อนได้อีกเป็นแน่

ในที่สุด นาธานก็ค้นพบประโยชน์ของโถประหลาดที่ช่วยให้เขาสามารถแก้ปัญหาได้อย่างคาดไม่ถึง เมื่อสถานการณ์เลวร้ายคลี่คลายลง พระราชากับพระราชินีจึงกล่าวขอบคุณหนุ่มน้อยผู้มีน้ำใจ จากนั้น ทั้งสองพระองค์ ก็เชื้อเชิญให้ชายหนุ่มพาชาวบ้านรวมทั้งพ่อแม่ของเขามาอาศัยอยู่ที่เมืองอันอุดมสมบูรณ์ของพระองค์แทนประชาชนที่อพยพออกไปแล้ว

นาธานดีใจที่ได้รับความกรุณาจากพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ และแล้ว…เขาก็สามารถช่วยผู้คนจากหมู่บ้านของเขาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้สมดังปรารถนา

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ผีน้อยจอมเกเร

การอ่านนิทานผีก่อนนอนอาจทำให้เด็ก ๆ นอนหลับแบบไม่ค่อยสบายใจ แต่นิทานก่อนนอนเรื่อง “ผีน้อยจอมเกเร” เป็นนิทานที่ต่างออกไป เพราะการได้อ่านหรือได้ฟังนิทานผีเรื่องนี้ จะทำให้เด็ก ๆ ยิ้มหรือไม่ก็หัวเราะ แถมตอนจบคงทำให้เด็ก ๆ โล่งใจและนอนหลับฝันดีได้อย่างไม่ยากเย็นนัก หวังว่านิทานเรื่อง “ผีน้อยจอมเกเร” จะเป็นนิทานผีอีกเรื่องที่ทำให้เด็ก ๆ มีความสุขนะครับ

นิทานเรื่อง ผีน้อยจอมเกเร

กองกอยเป็นผีน้อยขี้แกล้ง มันชอบแกล้งโผล่ขึ้นมาตอนที่เด็ก ๆ เผลอ เพื่อหลอกให้เด็ก ๆ ขวัญผวา ยิ่งกองกอยแกล้งเด็กให้กลัวได้มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งภูมิใจในความเป็นผีของมันมากขึ้นเท่านั้น กองกอยเคยแกล้งหลอกเสียจนเด็กตัวเล็ก ๆ น้ำตาร่วง และในบางครั้ง เด็กบางคนกลัวกองกอยเสียจนฉี่เลอะกางเกงเลยก็มี

เมื่อเวลาผ่านไป   เด็ก ๆ ที่เคยโดนกองกอยแกล้งก็ค่อย ๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่  พวกเขาเริ่มรู้ว่ากองกอยเป็นเพียงผีกิ๊กก๊อกที่ทำได้แค่เพียงโผล่ขึ้นมาหลอกตอนที่มนุษย์เผลอ  ดังนั้นพวกเขาจึงบอกเล่าความไม่เอาไหนของกองกอยให้เด็ก ๆ ทุกคนรู้  และในเวลาไม่ช้าไม่นาน  กองกอยก็กลายเป็นผีน้อยที่ไม่มีความน่ากลัวอีกต่อไป 

กองกอยไม่พอใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเอาเสียมาก ๆ   ผีที่หลอกให้ใคร ๆ กลัวไม่ได้ จะอยู่เป็นผีต่อไปเพื่ออะไร  กองกอยไม่อยากเป็นผีกระจอก  มันจึงเริ่มหาทางแกล้งเด็กด้วยวิธีใหม่ ๆ  เพื่อทวงความน่ากลัวของมันกลับคืนมาอีกครั้ง

กองกอยเลือกที่จะทำตัวเป็นจิ๊กโก๋รุ่นเล็ก คือทำตัวเป็นนักเลงที่คอยแย่งของจากเด็ก ๆ มาเป็นของของตัวเอง  แม้กองกอยจะไม่มีอำนาจที่น่ากลัวเหมือนกับผีชนิดอื่น ๆ  แต่ถ้าดูจากรูปร่างของมันแล้ว  กองกองก็สามารถรังแกเด็กที่มีอายุไม่ถึง 10 ขวบได้อย่างสบาย  ซึ่งหลังจากที่กองกอยตัดสินใจแกล้งเด็กด้วยวิธีนี้  เด็ก ๆ ก็กลับมากลัวผีน้อยจอมเกเรอย่างกองกอยอีกจนได้

ครูออยซึ่งเป็นครูสอนเด็กเล็ก ไม่พอใจต่อการกระทำของกองกอยเอาเสียมาก ๆ   ทุก ๆ วัน  ครูออยจะต้องคอยปลอบเด็ก ๆ ที่ร้องไห้ เพราะถูกกองกอยแย่งของต่าง ๆ ไปคนละชิ้นสองชิ้นเสมอ   ครูออยซึ่งเคยโดยกองกอยแกล้งสมัยที่เธอยังเป็นเด็กคิดในใจว่า  ถึงเวลาแล้วที่เจ้าผีน้อยจะต้องได้รับบทเรียนที่สาสม

เช้าวันรุ่งขึ้น ครูออยแอบไปที่บ้านของเด็ก ๆ แต่ละคน แล้วนำลูกโป่งสีสวยไปให้ลูกศิษย์ของเธอคนละ 1 ลูก  เด็ก ๆ ดีใจมากที่ได้รับลูกโป่งสวรรค์จากคุณครูของพวกเขา  แต่พวกเขากลับดีใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อครูออย กระซิบความลับบางอย่างให้พวกเขาฟัง

เมื่อใกล้ถึงเวลาโรงเรียนเข้า  เด็ก ๆ ทุกคนพร้อมใจกันนำลูกโป่งไปโรงเรียนด้วย  นี่คือแผนการที่ครูออยวางเอาไว้  และก็เป็นไปดังคาด เมื่อกองกอยเห็นลูกโป่งแสนสวยของเด็ก ๆ   เจ้าผีน้อยจอมเกเรก็ตรงรี่เข้าไปแกล้งเด็ก ๆ  ด้วยการแย่งลูกโป่งของเด็ก ๆ มาเป็นของ ๆ ตัวเอง

กองกอยแย่งลูกโป่งจากเด็ก ๆ ทีละลูกสองลูก  จนในที่สุด ลูกโป่งทั้งหมดของเด็ก ๆ ก็มารวมกันอยู่ในมือน้อย ๆ ของกองกอยแต่เพียงผู้เดียว

และแล้ว แผนการของครูออยก็สัมฤทธิ์ผล  เพราะเมื่อกองกอยถือลูกโป่งทั้งหมดเอาไว้ในมือ  ลูกโป่งสวรรค์ที่มีสีสันแสนสวยก็พาร่างน้อย ๆ ของกองกอยลอยล่องขึ้นไปบนฟากฟ้าอันกว้างใหญ่ และสายลมก็ช่วยพัดพา กองกอยให้ลอยไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา

เด็ก ๆ ต่างดีใจที่ลูกโป่งสวรรค์พากองกอยลอยไปไกลเกินกว่าที่จะกลับมาแกล้งพวกเขาได้ ส่วนครูออยเองก็แอบภูมิใจอยู่ลึก ๆ ที่เธอมอบบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่เจ้าผีน้อยจอมเกเร

#นิทานนำบุญ

………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นายพรานยอดนักสังเกต

นิทานก่อนนอนเรื่อง “นายพรานยอดนักสังเกต” จัดอยู่ในหมวดนิทานภาคต่อ ของนิทานอมตะเรื่อง “หนูน้อยหมวกแดง” ตอนที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตัดสินใจแต่งนิทานเรื่องนี้ ผมเคยแต่งนิทานภาคต่อของ “หนูน้อยหมวกแดง” มาแล้ว ในนิทานเรื่อง “หมาป่าจอมดื้อด้าน” ดังนั้น “นายพรายยอดนักสังเกต” จึงมีความท้าทายในการแต่งมากขึ้นไปอีก คือจะแต่งนิทานเรื่องใหม่อย่างไร ให้สนุกและไม่ซ้ำกับนิทานก่อนหน้า แต่ในการแต่งนิทานเรื่องนี้ ผมท้าทายตัวเองมากขึ้นไปอีก ด้วยการ “ตั้งใจ” นำโครงเรื่องเดิมของนิทานเรื่อง “หนูน้อยหมวกแดง” มาใช้ อ้าว! ถ้านำโครงเรื่องเก่ามาใช้ แล้วจะแต่งเป็นนิทานเรื่องใหม่ได้อย่างไร นิทานเรื่องนี้ เป็นตัวอย่างของการแต่งนิทานจากนักแต่งนิทานมืออาชีพ (ตอนที่แต่ง ผมน่าจะแต่งในช่วงปีที่ 15-17 ในการทำงานครับ เลยกล้าเรียกตัวเองว่ามืออาชีพ) แถมข้อคิดของนิทานเรื่องนี้ ยังเหมาะกับเด็ก ๆ มาก ลองอ่านกันดูนะครับ

นิทานเรื่อง  นายพรานยอดนักสังเกต

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนายพรานคนหนึ่งเป็นคนช่างสังเกต

วันหนึ่ง ในขณะที่นายพรานเดินทางอยู่ในป่า จู่ ๆ เขาก็สังเกตเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดสีแดงและสวมหมวกสีแดงเดินถือตะกร้าผลไม้ผ่านตาเขาไป

นายพรานแปลกใจที่มีเด็กผู้หญิงเข้ามาเดินอยู่ในป่าตามลำพัง  เขาเป็นห่วงว่าหนูน้อยอาจถูกสัตว์ป่ารุมทำร้าย  นายพรานจึงคิดว่าเขาควรทำอะไรสักอย่าง

ในขณะที่นายพรานกำลังใช้ความคิดอยู่นั้น  จู่ ๆ เขาก็สังเกตเห็นหมาป่าตัวหนึ่งย่องผ่านตาเขาไป  นายพรานคำนวณทิศทางที่หมาป่ามุ่งหน้าไปพลางคาดการณ์ว่า บางที…หมาป่าอาจกำลังสะกดรอยตามเด็กผู้หญิงโดยมีจุดมุ่งหมายบางอย่าง  นายพรานเป็นห่วงเด็กผู้หญิง เขาจึงตัดสินใจเดินทางตามหมาป่าไปอย่างเงียบ ๆ

หนึ่งชั่วโมงต่อมา  นายพรานสังเกตเห็นหมาป่าแอบวิ่งผ่านทางลัดไปดักหน้าทักทายเด็กผู้หญิงที่ใส่ชุดสีแดงคนนั้น  ครั้นเมื่อนายพรานเงี่ยหูฟังบทสนทนาของหมาป่ากับเด็กน้อย เขาก็จับความได้ว่า  เด็กหญิงได้รับมอบหมายจากคุณแม่ให้เอาตะกร้าไปเยี่ยมคุณยายที่บ้านกลางป่า  แต่เธอไม่แน่ใจเรื่องเส้นทาง  หมาป่าจึงชี้ทางให้เด็กหญิงได้รู้

หากฟังเผิน ๆ ดูเหมือนว่าหมาป่าจะมีเจตนาที่ดี  แต่เมื่อนายพรานพิจารณาเส้นทางที่หมาป่าแนะนำ  เขาก็รู้สึกคลางแคลงใจ เนื่องจากเส้นทางดังกล่าว เป็นทางอ้อม ซึ่งจริง ๆ แล้วมีทางลัดที่สะดวกสบายตรงไปถึงบ้านคุณยายได้ในเวลาเพียงแค่ประเดี๋ยวประด๋าว ครั้นเมื่อเด็กหญิงหลงเชื่อและเดินทางตามคำแนะนำของหมาป่า หมาป่ากลับรีบวิ่งไปยังทางลัด แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของคุณยายทันที

นายพรานมั่นใจว่าหมาป่าคงมีแผนร้ายอะไรบางอย่าง เขามีทางเลือกสองทาง คือ การรีบตามหมาป่าไป หรือการตามไปรักษาความปลอดภัยให้เด็กผู้หญิง ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้ว นายพรานก็ตัดสินใจติดตามเด็กผู้หญิงตัวน้อยไปอย่างไม่รอช้า

ครั้นเมื่อเด็กผู้หญิงผู้ใส่ชุดสีแดงและใส่หมวกสีแดงเดินทางไปถึงบ้านของคุณยาย เธอก็เคาะประตูพร้อมกับส่งเสียงทักทายให้คุณยายรู้ว่าเธอมาถึงแล้ว

แต่เมื่อคุณยายส่งเสียงตอบกลับมาและเชื้อเชิญให้หลานสาวเข้าไปในบ้าน เด็กหญิงกลับรู้สึกแปลกใจ เนื่องจากเธอสังเกตว่า เสียงของคุณยายฟังคล้ายกับเสียงของใครบางคน ซึ่งไม่เหมือนเสียงของหญิงชราอย่างคุณยายเลยแม้แต่น้อย

เด็กหญิงในชุดสีแดงเดินเข้าไปในบ้านด้วยความระแวดระวัง  เธอมองไปที่เตียงของคุณยายที่หันหลังให้ประตู  พลันสังเกตเห็นเงาของคุณยายที่ปรากฎบนกำแพงแลดูแปลกประหลาดไปกว่าที่ควรจะเป็น  เพราะคุณยายมีปากยื่นยาว มีหูตั้ง แถมยังมีหาง ทำให้เด็กหญิงเผลออุทานออกมาว่า “ดูเหมือนคุณยายจะมีหาง  ซึ่งก็แปลว่านี่ต้องเป็นคุณยายตัวปลอมแน่ ๆ“

อนิจจา แม้เด็กหญิงจะรู้ตัว  แต่นั่นก็สายไปเสียแล้ว เพราะเมื่อหมาป่าที่แอบวิ่งผ่านทางลัดมายังบ้านของคุณยายแล้วปลอมตัวเป็นคุณยาย (โดยมัดคุณยายเอาไว้ในห้องเก็บของ) รู้ว่าเด็กหญิงระแคะระคายสงสัย  มันจึงกระโจนออกจากเตียง แล้วตั้งท่าจะกระโดดเข้าขย้ำเด็กผู้หญิงเพื่อกินเป็นอาหาร

แต่สิ่งที่หมาป่าไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น  เพราะเด็กหญิงที่ใส่ชุดสีแดงและสวมหมวกสีแดงซึ่งส่งเสียงคุยกับมันนั้น  แท้จริงแล้วเป็นนายพรานที่ขอยืมชุดและหมวกของ “หนูน้อยหมวกแดง” มาใส่

ครั้นเมื่อหมาป่าที่ไม่รู้จักสังเกตสังการู้ตัวว่ามันหลงกลของพรานป่า มันก็ตั้งท่าจะพลิกตัวหลบหนี  แต่นั่นก็สายไปเสียแล้ว  เพราะนายพรานกระโจนเข้าใส่หมาป่าแล้วใช้เชือกมัดจนหมาป่าหมดหนทางต่อสู้

เมื่อเด็กหญิงเจ้าของชุดสีแดงและหมวกสีแดงตัวจริงได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เธอก็กล่าวขอบคุณพรานป่าผู้มีน้ำใจ  ทั้งยังบอกว่า เธอจะฝึกฝนความสามารถในการสังเกตให้เก่งเหมือนกับพรานป่าผู้มีพระคุณ จากนั้น เด็กหญิงก็รีบไปแก้มัดให้คุณยาย แล้วพรานป่าก็กล่าวคำอำลาพร้อมกับแบกหมาป่าจอมเจ้าเล่ห์กลับไป “ปรับทัศนคติ” ที่บ้านของเขา

#นิทานนำบุญ

………………………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

มิตรภาพในป่าเท่าเทียม

คำว่า “ความเท่าเทียม” เป็นคำที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้ยินมานาน ตัวอย่างที่ค่อนข้างชัด คือสมัยที่ได้ฟังเพลง “สองเราเท่ากัน” ของเรวัต พุทธินันทน์ ที่พูดถึงความเท่าเทียมของผู้ชายผู้หญิงที่ควรก้าวเดินไปพร้อม ๆ กันอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในโลกของเด็ก คำว่า “ความเท่าเทียม” ไม่ได้มีความหมายแบบในโลกของผู้ใหญ่ เด็กรู้จักการแบ่งขนมให้เท่า ๆ กัน แบ่งของเล่นให้เท่า ๆ กัน แต่ถ้าแบ่งแล้วไม่เป๊ะ ก็มองข้ามได้ เพราะแทนที่จะมานั่งปวดหัวกับเรื่องแบบนี้ สู้กินขนมให้เสร็จ ยิ้มให้กัน แล้วไปเล่นกันต่อดีกว่า มิตรภาพในป่าเท่าเทียมเป็นนิทานเด็กที่ผมแต่งไว้ราว 10 ปีแล้ว แต่ข้อคิดของนิทานเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อใครหลาย ๆ คน

นิทานเรื่อง มิตรภาพในป่าเท่าเทียม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีลูกช้าง ลูกกระต่าย และลูกเต่าเป็นเพื่อนกัน

ลูกช้าง ลูกกระต่าย และลูกเต่า เกิดในป่าเท่าเทียม ซึ่งทุกสิ่งทุกทุกอย่างในป่าแห่งนี้มีขนาดที่เท่า ๆ กันไปหมด  ส่วนนกน้อยเพิ่งเดินทางเข้ามาในป่าได้ไม่นาน และเพิ่งเป็นเพื่อนกับลูกสัตว์ทั้งสามได้เพียงไม่กี่วัน มันจึงมีขนาดตัวที่แตกต่างจากเพื่อน ๆ และแตกต่างกับทุกสิ่งทุกอย่างในป่าเท่าเทียม จนเพื่อนทั้งสามคิดว่าคงต้องหาทางช่วยให้นกน้อย “เหมือน” กับทุก ๆ สิ่งในป่าโดยเร็วที่สุด

ลูกเต่ายิ้มให้นกน้อยแล้วบอกว่า “ฉันจะหาอาหารที่มีขนาดเท่ากับตัวฉัน มาให้เธอกินนะ เธอก็แค่กิน ๆ ๆ กินจนกว่าจะตัวโตเท่ากับฉัน  สู้ ๆ นะ…เพื่อนรัก”

ลูกกระต่ายยิ้มให้นกน้อยแล้วบอกว่า “ส่วนฉันจะฝึกให้เธอกระโดดดึ๋ง ๆ ๆ ๆ ผ่านป่าที่ต้นไม้ทุกต้น ก้อนหินทุกก้อน มีขนาดเท่ากับตัวฉัน ฉันจะฝึกให้เธอมีร่างกายที่แข็งแรงและค่อย ๆ เติบโตจนมีขนาดตัวเท่ากับฉันให้ได้  สู้ ๆ นะ…เพื่อนรัก”

ลูกช้างอมยิ้มแล้วพูดขึ้นบ้างว่า “ถ้าสองวิธีแรกไม่ได้ผล ฉันจะใช้งวงจุ๊บที่ปากของเธอ แล้วเป่าลมปู้ด ๆ ๆ ๆ ให้เธอพองลมจนตัวโตเท่ากับทุกสิ่งทุกอย่างในป่า พวกเรารักเธอมากนะ สู้ ๆ นะ…เพื่อนรัก”

นกน้อยฟังเพื่อน ๆ พูดจนจบ   มันครุ่นคิดอยู่สักพัก  แล้วมันก็ถามเพื่อน ๆ ว่า “เอ่อ.. ฉันอยากรู้จัง ที่พวกเธอยอมรับให้ฉันเป็นเพื่อน  พวกเธอชอบฉันที่ตรงไหนกันเหรอจ๊ะ”

ลูกเต่ารีบตอบทันทีว่า “ฉันชอบที่เธอให้เกียรติและเอ่ยปากขอเป็นเพื่อนกับพวกเราก่อนยังไงล่ะ มันทำให้รู้สึกดีจริง ๆ เลยนะ”

ลูกกระต่ายคิดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า “ฉันชอบเวลาเธอพูด  เธอพูดเพราะ ฟังแล้วสบายใจ”

ส่วนลูกช้างตอบว่า “ฉันชอบเวลาเธอร้องเพลงนะ  ฟังทีไร เพลินทุกทีเลยล่ะ”

นกน้อยฟังคำตอบของเพื่อน ๆ แล้วก็ยิ้ม  จากนั้น มันก็บอกกับเพื่อน ๆ ว่า “ถ้าพวกเธอรับฉันเป็นเพื่อนโดยไม่เกี่ยวข้องกับขนาดร่างกายของฉัน ฉันอยากจะขอเป็นตัวเองแบบนี้ต่อไปจะได้ไหม เพราะฉันก็ชอบพวกเธออย่างที่พวกเธอเป็นเหมือนกันนะจ๊ะ”

คำพูดของนกน้อยทำให้ลูกสัตว์ทั้งสามได้คิด 

การเปลี่ยนให้เพื่อนมีขนาดตัวเหมือนเราไม่ใช่สิ่งที่เท่าเทียมกันเลย  แต่การรักและให้เกียรติเพื่อนอย่างเท่าเทียมกับที่เพื่อนรักและให้เกียรติเราต่างหาก  ที่เป็นความเท่าเทียมอย่างแท้จริง

ลูกสัตว์ทั้งสามตัวขอโทษนกน้อยที่คิดจะเปลี่ยนเพื่อนรักให้เป็นอย่างที่ตนเองอยากให้เป็น แทนที่จะยอมรับในสิ่งที่เพื่อนเป็นอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อลูกสัตว์ทั้งสี่ปรับความเข้าใจจนตรงกัน  มิตรภาพของพวกมันจึงราบรื่น

และแล้ว ลูกช้าง, ลูกกระต่าย, ลูกเต่าและนกน้อยก็คบหาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันสืบมาตราบนานเท่านาน

#นิทานนำบุญ

……………………….