Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

โถวงกต

“โถวงกต” เป็นนิทานก่อนนอนเรื่องสั้น ๆ แนวผจญภัย ที่ตัวเอกใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา และมีของวิเศษอย่าง “โถวงกต” เป็นลูกเล่นที่น่าสนใจของนิทานเรื่องนี้ หวังว่าคุณผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ ส่วนตัวของผู้แต่งอย่างผมคิดว่า นิทานผจญภัยในลักษณะนี้ น่าจะเป็นนิทานที่มีความตื่นเต้นแบบพอดี ๆ สำหรับการเป็นนิทานก่อนนอนครับ

นิทานเรื่อง โถวงกต

“นาธาน” เป็นเด็กหนุ่มซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่แร้นแค้นแสนเข็ญ  แม้ชาวบ้านจะเป็นคนขยัน แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นใจ ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจึงค่อย ๆ ย่ำแย่ลงตามลำดับ นาธานไม่อยากปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เขาอยากให้ทุก ๆ คนมีชีวิตที่ดีขึ้น  ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อไปแสวงโชค ณ ดินแดนแห่งอื่น

ในระหว่างการเดินทาง  นาธานได้พบหญิงชราคนหนึ่งนอนเป็นลมล้มฟุบอยู่ริมถนน  ชายหนุ่มนึกถึงคำของพ่อกับแม่ที่สอนให้เขามีน้ำใจต่อผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรีบเข้าช่วยเหลือหญิงชราผู้น่าสงสารทันที

เมื่อหญิงชรามีอาการดีขึ้น  นางจึงมอบโถดินเผาขนาดยักษ์ที่นางปั้นเองกับมือให้แก่นาธานเพื่อเป็นการขอบคุณ  แม้นาธานจะไม่ได้หวังสิ่งใดเป็นการตอบแทน แต่เขาก็ไม่อยากให้หญิงชราต้องเสียน้ำใจ  ดังนั้น นาธานจึงยอมรับโถดินเผาเอาไว้แต่โดยดี

โถดินเผาที่หญิงชราทำขึ้นนั้นมีชื่อเรียกว่า “โถวงกต”  มันเป็นโถแปลกประหลาดที่เมื่อใส่ของเข้าไปแล้ว ของที่ใส่ลงไปก็จะหลงทางอยูในโถโดยไม่มีใครสามารถนำมันออกมาจากโถได้อีก  นาธานไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดหญิงชราจึงทำโถแปลก ๆ เช่นนี้ออกขาย (เขาเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากซื้อโถประหลาด ๆ แบบนี้เป็นแน่) แต่ถึงกระนั้นก็ตาม  นาธานก็ยังคงแบกมันติดตัวไปด้วย โดยหวังว่าสักวัน เขาจะสามารถไขข้อสงสัยให้กระจ่างได้

นาธานออกเดินทางต่อจนได้พบกับเมืองร้างและปราสาทที่มีเพียงพระราชา พระราชินี และเจ้าหญิงอาศัยอยู่ เมื่อนาธานสอบถามถึงต้นสายปลายเหตุจากพระราชา พระองค์ก็ทรงเล่าให้นาธานฟังว่า เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นเพราะมีปิศาจมากหน้าหลายตามาติดใจรักใคร่เจ้าหญิงผู้เป็นลูกสาวของพระองค์ แต่เนื่องจากเจ้าหญิงไม่อยากเป็นเจ้าสาวของปิศาจ ปิศาจทั้งหลายจึงแกล้งมาหลอกหลอนจนผู้คนในเมืองพากันหนีหายไปจนหมด

เด็กหนุ่มไม่ชอบการกระทำของพวกปิศาจเอาเสียเลย และเมื่อเขานึกถึงคำสอนของพ่อกับแม่ เขาจึงอาสาช่วยพระราชาจัดการกับปิศาจเหล่านั้น

แม้นาธานจะไม่มีพลังพิเศษใด ๆ ที่จะใช้ต่อกรกับพวกปิศาจ แต่เขาเชื่อมั่นว่าหากเขาใช้ปัญญาขบคิด เขาก็น่าจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และด้วยความเชื่อมั่นนี้เอง นาธานจึงรวบรวมสมาธิเพื่อคิดหาวิธีปราบปิศาจ จนในที่สุด เขาก็ค้นพบหนทางที่น่าจะเป็นไปได้

นาธานเล่าแผนการทั้งหมดให้พระราชาฟัง จากนั้น เขาก็ขอร้องให้พระราชา พระราชินี และเจ้าหญิงช่วยกันเล่นละครเพื่อลวงเหล่าปิศาจให้ติดกับ!

ตกกลางคืน เมื่อปิศาจทั้งหลายพากันมาชุมนุมที่ปราสาทของพระราชา พระราชากับพระราชินีจึงแกล้งทำทีว่าพระองค์ทรงตัดสินใจที่จะยกเจ้าหญิงให้แก่เหล่าปิศาจ เพื่อเป็นการยุติปัญหา พระราชาแจ้งให้พวกปิศาจทราบว่า พระองค์ได้ใส่แหวนประจำตระกูลเอาไว้ในโถดินเผาขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่บนพื้น ซึ่งหากปิศาจตนใดสามารถนำแหวนออกมาจากโถได้เร็วที่สุด พระองค์ก็จะยกเจ้าหญิงให้แต่งงานด้วยโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ อีก

ทันทีที่พระราชาพูดจบ ปิศาจทั้งหลายก็แปลงกายเป็นหมอกควันแล้วแย่งกันพุ่งตัวเข้าไปในโถวงกตอย่างไม่รอช้า พระราชา พระราชินี เจ้าหญิงและนาธานต่างมองโถใบยักษ์ด้วยใจจดจ่อ จนเมื่อเวลาผ่านไปนานพอควร  ทุก ๆ คนจึงมั่นใจว่าปิศาจทั้งหลายคงจะหลงวนเวียนอยู่ในโถวงกตโดยไม่มีโอกาสกลับมาก่อความเดือนร้อนได้อีกเป็นแน่

ในที่สุด นาธานก็ค้นพบประโยชน์ของโถประหลาดที่ช่วยให้เขาสามารถแก้ปัญหาได้อย่างคาดไม่ถึง เมื่อสถานการณ์เลวร้ายคลี่คลายลง พระราชากับพระราชินีจึงกล่าวขอบคุณหนุ่มน้อยผู้มีน้ำใจ จากนั้น ทั้งสองพระองค์ ก็เชื้อเชิญให้ชายหนุ่มพาชาวบ้านรวมทั้งพ่อแม่ของเขามาอาศัยอยู่ที่เมืองอันอุดมสมบูรณ์ของพระองค์แทนประชาชนที่อพยพออกไปแล้ว

นาธานดีใจที่ได้รับความกรุณาจากพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ และแล้ว…เขาก็สามารถช่วยผู้คนจากหมู่บ้านของเขาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้สมดังปรารถนา

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ผีน้อยจอมเกเร

การอ่านนิทานผีก่อนนอนอาจทำให้เด็ก ๆ นอนหลับแบบไม่ค่อยสบายใจ แต่นิทานก่อนนอนเรื่อง “ผีน้อยจอมเกเร” เป็นนิทานที่ต่างออกไป เพราะการได้อ่านหรือได้ฟังนิทานผีเรื่องนี้ จะทำให้เด็ก ๆ ยิ้มหรือไม่ก็หัวเราะ แถมตอนจบคงทำให้เด็ก ๆ โล่งใจและนอนหลับฝันดีได้อย่างไม่ยากเย็นนัก หวังว่านิทานเรื่อง “ผีน้อยจอมเกเร” จะเป็นนิทานผีอีกเรื่องที่ทำให้เด็ก ๆ มีความสุขนะครับ

นิทานเรื่อง ผีน้อยจอมเกเร

กองกอยเป็นผีน้อยขี้แกล้ง มันชอบแกล้งโผล่ขึ้นมาตอนที่เด็ก ๆ เผลอ เพื่อหลอกให้เด็ก ๆ ขวัญผวา ยิ่งกองกอยแกล้งเด็กให้กลัวได้มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งภูมิใจในความเป็นผีของมันมากขึ้นเท่านั้น กองกอยเคยแกล้งหลอกเสียจนเด็กตัวเล็ก ๆ น้ำตาร่วง และในบางครั้ง เด็กบางคนกลัวกองกอยเสียจนฉี่เลอะกางเกงเลยก็มี

เมื่อเวลาผ่านไป   เด็ก ๆ ที่เคยโดนกองกอยแกล้งก็ค่อย ๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่  พวกเขาเริ่มรู้ว่ากองกอยเป็นเพียงผีกิ๊กก๊อกที่ทำได้แค่เพียงโผล่ขึ้นมาหลอกตอนที่มนุษย์เผลอ  ดังนั้นพวกเขาจึงบอกเล่าความไม่เอาไหนของกองกอยให้เด็ก ๆ ทุกคนรู้  และในเวลาไม่ช้าไม่นาน  กองกอยก็กลายเป็นผีน้อยที่ไม่มีความน่ากลัวอีกต่อไป 

กองกอยไม่พอใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเอาเสียมาก ๆ   ผีที่หลอกให้ใคร ๆ กลัวไม่ได้ จะอยู่เป็นผีต่อไปเพื่ออะไร  กองกอยไม่อยากเป็นผีกระจอก  มันจึงเริ่มหาทางแกล้งเด็กด้วยวิธีใหม่ ๆ  เพื่อทวงความน่ากลัวของมันกลับคืนมาอีกครั้ง

กองกอยเลือกที่จะทำตัวเป็นจิ๊กโก๋รุ่นเล็ก คือทำตัวเป็นนักเลงที่คอยแย่งของจากเด็ก ๆ มาเป็นของของตัวเอง  แม้กองกอยจะไม่มีอำนาจที่น่ากลัวเหมือนกับผีชนิดอื่น ๆ  แต่ถ้าดูจากรูปร่างของมันแล้ว  กองกองก็สามารถรังแกเด็กที่มีอายุไม่ถึง 10 ขวบได้อย่างสบาย  ซึ่งหลังจากที่กองกอยตัดสินใจแกล้งเด็กด้วยวิธีนี้  เด็ก ๆ ก็กลับมากลัวผีน้อยจอมเกเรอย่างกองกอยอีกจนได้

ครูออยซึ่งเป็นครูสอนเด็กเล็ก ไม่พอใจต่อการกระทำของกองกอยเอาเสียมาก ๆ   ทุก ๆ วัน  ครูออยจะต้องคอยปลอบเด็ก ๆ ที่ร้องไห้ เพราะถูกกองกอยแย่งของต่าง ๆ ไปคนละชิ้นสองชิ้นเสมอ   ครูออยซึ่งเคยโดยกองกอยแกล้งสมัยที่เธอยังเป็นเด็กคิดในใจว่า  ถึงเวลาแล้วที่เจ้าผีน้อยจะต้องได้รับบทเรียนที่สาสม

เช้าวันรุ่งขึ้น ครูออยแอบไปที่บ้านของเด็ก ๆ แต่ละคน แล้วนำลูกโป่งสีสวยไปให้ลูกศิษย์ของเธอคนละ 1 ลูก  เด็ก ๆ ดีใจมากที่ได้รับลูกโป่งสวรรค์จากคุณครูของพวกเขา  แต่พวกเขากลับดีใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อครูออย กระซิบความลับบางอย่างให้พวกเขาฟัง

เมื่อใกล้ถึงเวลาโรงเรียนเข้า  เด็ก ๆ ทุกคนพร้อมใจกันนำลูกโป่งไปโรงเรียนด้วย  นี่คือแผนการที่ครูออยวางเอาไว้  และก็เป็นไปดังคาด เมื่อกองกอยเห็นลูกโป่งแสนสวยของเด็ก ๆ   เจ้าผีน้อยจอมเกเรก็ตรงรี่เข้าไปแกล้งเด็ก ๆ  ด้วยการแย่งลูกโป่งของเด็ก ๆ มาเป็นของ ๆ ตัวเอง

กองกอยแย่งลูกโป่งจากเด็ก ๆ ทีละลูกสองลูก  จนในที่สุด ลูกโป่งทั้งหมดของเด็ก ๆ ก็มารวมกันอยู่ในมือน้อย ๆ ของกองกอยแต่เพียงผู้เดียว

และแล้ว แผนการของครูออยก็สัมฤทธิ์ผล  เพราะเมื่อกองกอยถือลูกโป่งทั้งหมดเอาไว้ในมือ  ลูกโป่งสวรรค์ที่มีสีสันแสนสวยก็พาร่างน้อย ๆ ของกองกอยลอยล่องขึ้นไปบนฟากฟ้าอันกว้างใหญ่ และสายลมก็ช่วยพัดพา กองกอยให้ลอยไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา

เด็ก ๆ ต่างดีใจที่ลูกโป่งสวรรค์พากองกอยลอยไปไกลเกินกว่าที่จะกลับมาแกล้งพวกเขาได้ ส่วนครูออยเองก็แอบภูมิใจอยู่ลึก ๆ ที่เธอมอบบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่เจ้าผีน้อยจอมเกเร

#นิทานนำบุญ

………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นายพรานยอดนักสังเกต

นิทานก่อนนอนเรื่อง “นายพรานยอดนักสังเกต” จัดอยู่ในหมวดนิทานภาคต่อ ของนิทานอมตะเรื่อง “หนูน้อยหมวกแดง” ตอนที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตัดสินใจแต่งนิทานเรื่องนี้ ผมเคยแต่งนิทานภาคต่อของ “หนูน้อยหมวกแดง” มาแล้ว ในนิทานเรื่อง “หมาป่าจอมดื้อด้าน” ดังนั้น “นายพรายยอดนักสังเกต” จึงมีความท้าทายในการแต่งมากขึ้นไปอีก คือจะแต่งนิทานเรื่องใหม่อย่างไร ให้สนุกและไม่ซ้ำกับนิทานก่อนหน้า แต่ในการแต่งนิทานเรื่องนี้ ผมท้าทายตัวเองมากขึ้นไปอีก ด้วยการ “ตั้งใจ” นำโครงเรื่องเดิมของนิทานเรื่อง “หนูน้อยหมวกแดง” มาใช้ อ้าว! ถ้านำโครงเรื่องเก่ามาใช้ แล้วจะแต่งเป็นนิทานเรื่องใหม่ได้อย่างไร นิทานเรื่องนี้ เป็นตัวอย่างของการแต่งนิทานจากนักแต่งนิทานมืออาชีพ (ตอนที่แต่ง ผมน่าจะแต่งในช่วงปีที่ 15-17 ในการทำงานครับ เลยกล้าเรียกตัวเองว่ามืออาชีพ) แถมข้อคิดของนิทานเรื่องนี้ ยังเหมาะกับเด็ก ๆ มาก ลองอ่านกันดูนะครับ

นิทานเรื่อง  นายพรานยอดนักสังเกต

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนายพรานคนหนึ่งเป็นคนช่างสังเกต

วันหนึ่ง ในขณะที่นายพรานเดินทางอยู่ในป่า จู่ ๆ เขาก็สังเกตเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดสีแดงและสวมหมวกสีแดงเดินถือตะกร้าผลไม้ผ่านตาเขาไป

นายพรานแปลกใจที่มีเด็กผู้หญิงเข้ามาเดินอยู่ในป่าตามลำพัง  เขาเป็นห่วงว่าหนูน้อยอาจถูกสัตว์ป่ารุมทำร้าย  นายพรานจึงคิดว่าเขาควรทำอะไรสักอย่าง

ในขณะที่นายพรานกำลังใช้ความคิดอยู่นั้น  จู่ ๆ เขาก็สังเกตเห็นหมาป่าตัวหนึ่งย่องผ่านตาเขาไป  นายพรานคำนวณทิศทางที่หมาป่ามุ่งหน้าไปพลางคาดการณ์ว่า บางที…หมาป่าอาจกำลังสะกดรอยตามเด็กผู้หญิงโดยมีจุดมุ่งหมายบางอย่าง  นายพรานเป็นห่วงเด็กผู้หญิง เขาจึงตัดสินใจเดินทางตามหมาป่าไปอย่างเงียบ ๆ

หนึ่งชั่วโมงต่อมา  นายพรานสังเกตเห็นหมาป่าแอบวิ่งผ่านทางลัดไปดักหน้าทักทายเด็กผู้หญิงที่ใส่ชุดสีแดงคนนั้น  ครั้นเมื่อนายพรานเงี่ยหูฟังบทสนทนาของหมาป่ากับเด็กน้อย เขาก็จับความได้ว่า  เด็กหญิงได้รับมอบหมายจากคุณแม่ให้เอาตะกร้าไปเยี่ยมคุณยายที่บ้านกลางป่า  แต่เธอไม่แน่ใจเรื่องเส้นทาง  หมาป่าจึงชี้ทางให้เด็กหญิงได้รู้

หากฟังเผิน ๆ ดูเหมือนว่าหมาป่าจะมีเจตนาที่ดี  แต่เมื่อนายพรานพิจารณาเส้นทางที่หมาป่าแนะนำ  เขาก็รู้สึกคลางแคลงใจ เนื่องจากเส้นทางดังกล่าว เป็นทางอ้อม ซึ่งจริง ๆ แล้วมีทางลัดที่สะดวกสบายตรงไปถึงบ้านคุณยายได้ในเวลาเพียงแค่ประเดี๋ยวประด๋าว ครั้นเมื่อเด็กหญิงหลงเชื่อและเดินทางตามคำแนะนำของหมาป่า หมาป่ากลับรีบวิ่งไปยังทางลัด แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของคุณยายทันที

นายพรานมั่นใจว่าหมาป่าคงมีแผนร้ายอะไรบางอย่าง เขามีทางเลือกสองทาง คือ การรีบตามหมาป่าไป หรือการตามไปรักษาความปลอดภัยให้เด็กผู้หญิง ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้ว นายพรานก็ตัดสินใจติดตามเด็กผู้หญิงตัวน้อยไปอย่างไม่รอช้า

ครั้นเมื่อเด็กผู้หญิงผู้ใส่ชุดสีแดงและใส่หมวกสีแดงเดินทางไปถึงบ้านของคุณยาย เธอก็เคาะประตูพร้อมกับส่งเสียงทักทายให้คุณยายรู้ว่าเธอมาถึงแล้ว

แต่เมื่อคุณยายส่งเสียงตอบกลับมาและเชื้อเชิญให้หลานสาวเข้าไปในบ้าน เด็กหญิงกลับรู้สึกแปลกใจ เนื่องจากเธอสังเกตว่า เสียงของคุณยายฟังคล้ายกับเสียงของใครบางคน ซึ่งไม่เหมือนเสียงของหญิงชราอย่างคุณยายเลยแม้แต่น้อย

เด็กหญิงในชุดสีแดงเดินเข้าไปในบ้านด้วยความระแวดระวัง  เธอมองไปที่เตียงของคุณยายที่หันหลังให้ประตู  พลันสังเกตเห็นเงาของคุณยายที่ปรากฎบนกำแพงแลดูแปลกประหลาดไปกว่าที่ควรจะเป็น  เพราะคุณยายมีปากยื่นยาว มีหูตั้ง แถมยังมีหาง ทำให้เด็กหญิงเผลออุทานออกมาว่า “ดูเหมือนคุณยายจะมีหาง  ซึ่งก็แปลว่านี่ต้องเป็นคุณยายตัวปลอมแน่ ๆ“

อนิจจา แม้เด็กหญิงจะรู้ตัว  แต่นั่นก็สายไปเสียแล้ว เพราะเมื่อหมาป่าที่แอบวิ่งผ่านทางลัดมายังบ้านของคุณยายแล้วปลอมตัวเป็นคุณยาย (โดยมัดคุณยายเอาไว้ในห้องเก็บของ) รู้ว่าเด็กหญิงระแคะระคายสงสัย  มันจึงกระโจนออกจากเตียง แล้วตั้งท่าจะกระโดดเข้าขย้ำเด็กผู้หญิงเพื่อกินเป็นอาหาร

แต่สิ่งที่หมาป่าไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น  เพราะเด็กหญิงที่ใส่ชุดสีแดงและสวมหมวกสีแดงซึ่งส่งเสียงคุยกับมันนั้น  แท้จริงแล้วเป็นนายพรานที่ขอยืมชุดและหมวกของ “หนูน้อยหมวกแดง” มาใส่

ครั้นเมื่อหมาป่าที่ไม่รู้จักสังเกตสังการู้ตัวว่ามันหลงกลของพรานป่า มันก็ตั้งท่าจะพลิกตัวหลบหนี  แต่นั่นก็สายไปเสียแล้ว  เพราะนายพรานกระโจนเข้าใส่หมาป่าแล้วใช้เชือกมัดจนหมาป่าหมดหนทางต่อสู้

เมื่อเด็กหญิงเจ้าของชุดสีแดงและหมวกสีแดงตัวจริงได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เธอก็กล่าวขอบคุณพรานป่าผู้มีน้ำใจ  ทั้งยังบอกว่า เธอจะฝึกฝนความสามารถในการสังเกตให้เก่งเหมือนกับพรานป่าผู้มีพระคุณ จากนั้น เด็กหญิงก็รีบไปแก้มัดให้คุณยาย แล้วพรานป่าก็กล่าวคำอำลาพร้อมกับแบกหมาป่าจอมเจ้าเล่ห์กลับไป “ปรับทัศนคติ” ที่บ้านของเขา

#นิทานนำบุญ

………………………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

มิตรภาพในป่าเท่าเทียม

คำว่า “ความเท่าเทียม” เป็นคำที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้ยินมานาน ตัวอย่างที่ค่อนข้างชัด คือสมัยที่ได้ฟังเพลง “สองเราเท่ากัน” ของเรวัต พุทธินันทน์ ที่พูดถึงความเท่าเทียมของผู้ชายผู้หญิงที่ควรก้าวเดินไปพร้อม ๆ กันอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในโลกของเด็ก คำว่า “ความเท่าเทียม” ไม่ได้มีความหมายแบบในโลกของผู้ใหญ่ เด็กรู้จักการแบ่งขนมให้เท่า ๆ กัน แบ่งของเล่นให้เท่า ๆ กัน แต่ถ้าแบ่งแล้วไม่เป๊ะ ก็มองข้ามได้ เพราะแทนที่จะมานั่งปวดหัวกับเรื่องแบบนี้ สู้กินขนมให้เสร็จ ยิ้มให้กัน แล้วไปเล่นกันต่อดีกว่า มิตรภาพในป่าเท่าเทียมเป็นนิทานเด็กที่ผมแต่งไว้ราว 10 ปีแล้ว แต่ข้อคิดของนิทานเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อใครหลาย ๆ คน

นิทานเรื่อง มิตรภาพในป่าเท่าเทียม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีลูกช้าง ลูกกระต่าย และลูกเต่าเป็นเพื่อนกัน

ลูกช้าง ลูกกระต่าย และลูกเต่า เกิดในป่าเท่าเทียม ซึ่งทุกสิ่งทุกทุกอย่างในป่าแห่งนี้มีขนาดที่เท่า ๆ กันไปหมด  ส่วนนกน้อยเพิ่งเดินทางเข้ามาในป่าได้ไม่นาน และเพิ่งเป็นเพื่อนกับลูกสัตว์ทั้งสามได้เพียงไม่กี่วัน มันจึงมีขนาดตัวที่แตกต่างจากเพื่อน ๆ และแตกต่างกับทุกสิ่งทุกอย่างในป่าเท่าเทียม จนเพื่อนทั้งสามคิดว่าคงต้องหาทางช่วยให้นกน้อย “เหมือน” กับทุก ๆ สิ่งในป่าโดยเร็วที่สุด

ลูกเต่ายิ้มให้นกน้อยแล้วบอกว่า “ฉันจะหาอาหารที่มีขนาดเท่ากับตัวฉัน มาให้เธอกินนะ เธอก็แค่กิน ๆ ๆ กินจนกว่าจะตัวโตเท่ากับฉัน  สู้ ๆ นะ…เพื่อนรัก”

ลูกกระต่ายยิ้มให้นกน้อยแล้วบอกว่า “ส่วนฉันจะฝึกให้เธอกระโดดดึ๋ง ๆ ๆ ๆ ผ่านป่าที่ต้นไม้ทุกต้น ก้อนหินทุกก้อน มีขนาดเท่ากับตัวฉัน ฉันจะฝึกให้เธอมีร่างกายที่แข็งแรงและค่อย ๆ เติบโตจนมีขนาดตัวเท่ากับฉันให้ได้  สู้ ๆ นะ…เพื่อนรัก”

ลูกช้างอมยิ้มแล้วพูดขึ้นบ้างว่า “ถ้าสองวิธีแรกไม่ได้ผล ฉันจะใช้งวงจุ๊บที่ปากของเธอ แล้วเป่าลมปู้ด ๆ ๆ ๆ ให้เธอพองลมจนตัวโตเท่ากับทุกสิ่งทุกอย่างในป่า พวกเรารักเธอมากนะ สู้ ๆ นะ…เพื่อนรัก”

นกน้อยฟังเพื่อน ๆ พูดจนจบ   มันครุ่นคิดอยู่สักพัก  แล้วมันก็ถามเพื่อน ๆ ว่า “เอ่อ.. ฉันอยากรู้จัง ที่พวกเธอยอมรับให้ฉันเป็นเพื่อน  พวกเธอชอบฉันที่ตรงไหนกันเหรอจ๊ะ”

ลูกเต่ารีบตอบทันทีว่า “ฉันชอบที่เธอให้เกียรติและเอ่ยปากขอเป็นเพื่อนกับพวกเราก่อนยังไงล่ะ มันทำให้รู้สึกดีจริง ๆ เลยนะ”

ลูกกระต่ายคิดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า “ฉันชอบเวลาเธอพูด  เธอพูดเพราะ ฟังแล้วสบายใจ”

ส่วนลูกช้างตอบว่า “ฉันชอบเวลาเธอร้องเพลงนะ  ฟังทีไร เพลินทุกทีเลยล่ะ”

นกน้อยฟังคำตอบของเพื่อน ๆ แล้วก็ยิ้ม  จากนั้น มันก็บอกกับเพื่อน ๆ ว่า “ถ้าพวกเธอรับฉันเป็นเพื่อนโดยไม่เกี่ยวข้องกับขนาดร่างกายของฉัน ฉันอยากจะขอเป็นตัวเองแบบนี้ต่อไปจะได้ไหม เพราะฉันก็ชอบพวกเธออย่างที่พวกเธอเป็นเหมือนกันนะจ๊ะ”

คำพูดของนกน้อยทำให้ลูกสัตว์ทั้งสามได้คิด 

การเปลี่ยนให้เพื่อนมีขนาดตัวเหมือนเราไม่ใช่สิ่งที่เท่าเทียมกันเลย  แต่การรักและให้เกียรติเพื่อนอย่างเท่าเทียมกับที่เพื่อนรักและให้เกียรติเราต่างหาก  ที่เป็นความเท่าเทียมอย่างแท้จริง

ลูกสัตว์ทั้งสามตัวขอโทษนกน้อยที่คิดจะเปลี่ยนเพื่อนรักให้เป็นอย่างที่ตนเองอยากให้เป็น แทนที่จะยอมรับในสิ่งที่เพื่อนเป็นอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อลูกสัตว์ทั้งสี่ปรับความเข้าใจจนตรงกัน  มิตรภาพของพวกมันจึงราบรื่น

และแล้ว ลูกช้าง, ลูกกระต่าย, ลูกเต่าและนกน้อยก็คบหาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันสืบมาตราบนานเท่านาน

#นิทานนำบุญ

……………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เงือกน้อยกับครอบครัวชาวทะเล

นิทานเรื่อง เงือกน้อยกับครอบครัวชาวทะเล

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเงือกน้อยสองพี่น้องพลัดหลงจากฝูงเข้าไปยังท้องทะเลที่มันไม่รู้จัก  ในเวลานั้น  พระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้ว  พวกมันกลัวมาก  เงือกน้อยทั้งสองจึงรีบว่ายน้ำเพื่อหาที่พักแรมชั่วคราว…ก่อนที่ความมืดจะปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง

เมื่อเงือกน้อยทั้งสองว่ายน้ำไปพบเกาะแห่งหนึ่ง  พวกมันจึงรีบไปหลบที่ถ้ำริมเกาะ  แต่เมื่อชาวเกาะเห็นเงือกน้อย  ชาวเกาะก็ออกมาขับไล่  เพราะพวกเขาไม่มีน้ำใจที่จะช่วยเหลือ 

เงือกน้อยสองพี่น้องจึงจำใจต้องว่ายน้ำออกจากเกาะแห่งแรก จนมาพบเกาะอีกเกาะหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลกันมาก เงือกน้อยทั้งเหนื่อยและกลัว  พวกมันจึงรีบเข้าไปหลบตรงโขดหินริมหาด  แต่อนิจจา…เมื่อชาวเกาะมาเห็น  ชาวเกาะผู้มีจิตใจคับแคบก็ออกมาขับไล่พวกมันอีก  เงือกน้อยจึงต้องออกเดินทางเพื่อหาที่พักกันต่อ

เงือกน้อยว่ายน้ำหาที่พักกันอยู่นานมาก  แต่บริเวณนั้นแทบไม่มีเกาะแก่งให้พักแรมได้เลย  เงือกน้อยทั้งหิวและเหนื่อยจนแทบหมดแรง  ทันใดนั้นเอง  เงือกน้อยก็เห็นเรือเล็กลำหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาหาพวกมันอย่างช้า ๆ

เรือลำนั้นเป็นเรือของครอบครัวชาวทะเลที่เดินทางหาเกาะสักแห่งเป็นที่พักอาศัย  เมื่อคุณตาคุณยายในเรือเห็นเงือกน้อยว่ายน้ำอยู่ไกล ๆ คุณตาคุณยายจึงให้ลูกชายและลูกสะใภ้พายเรือเข้าไปหาเงือกน้อย เผื่อว่าพวกมันจะต้องการความช่วยเหลือ 

ครั้นเมื่อคุณตาคุณยายทราบว่าเงือกน้อยพลัดหลงจากฝูงและเหนื่อยมาก  ท่านทั้งสองจึงเชิญเงือกน้อยขึ้นมาบนเรือแล้วแบ่งปันอาหารให้   เงือกน้อยดีใจที่ได้รับความเมตตา คืนนั้น…เงือกน้อยจึงนอนเอาแรงบนเรือร่วมกับลูกหลานของคุณตาคุณยายอย่างมีความสุข

วันต่อมา  เมื่อเงือกน้อยตื่นขึ้น  พวกมันก็ใช้สัญชาตญาณของความเป็นเงือก  อ่านทิศทางจากสายลมและกระแสน้ำ  จากนั้น พวกมันนำทางให้ครอบครัวชาวทะเลพายเรือไปเรื่อย ๆ จนพบเกาะร้างที่สวยงามซึ่งไม่เคยมีใครเหยียบย่างมาก่อน

เกาะแห่งนั้นเป็นเกาะที่มีทั้งน้ำจืด, ผลไม้และเพชรนิลจินดามากมาย  แม้ครอบครัวชาวทะเลจะไม่ได้สนใจเพชรนิลจินดาเลย  แต่พวกเขาก็รู้สึกขอบคุณเงือกน้อยที่พามายังเกาะซึ่งงดงามและอุดมสมบูรณ์ถึงเพียงนี้  เมื่อสมาชิกของครอบครัวชาวทะเลช่วยกันสร้างกระท่อม  พวกเขาก็ไม่ลืมที่จะสร้างที่พักให้เงือกน้อยใช้พักพิงด้วย

ยามค่ำคืน  แทนที่ครอบครัวชาวทะเลจะปล่อยให้เงือกน้อยกินอาหารเย็นตามลำพัง  พวกเขาก็พากันนำสำรับกับข้าวมานั่งกินที่ริมหาดเพื่อไม่ให้เงือกน้อยรู้สึกเหงา  นอกจากนี้  เมื่อทุกคนกินข้าวจนอิ่มแล้ว  คุณตาคุณยายก็ชวนลูกหลานให้ช่วยกันร้องรำทำเพลงตามประสาชาวทะเลจนดึกดื่น  เงือกน้อยทั้งสองจึงลืมความกังวลต่าง ๆ ไปจนหมดสิ้น  พวกมันพากันร้องเพลงเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นและเผลอกล่าวถึงเพชรนิลจินดาที่มีอยู่บนเกาะด้วย  เงือกน้อยส่งเสียงเพลงลอยลมไปโดยไม่รู้เลยว่า การร้องเพลงของพวกมันจะทำให้เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้นในตอนเช้า!

เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น  ผู้คนที่แล้งน้ำใจจากเกาะแห่งแรกและเกาะแห่งที่สองพากันพายเรือเข้ามาที่เกาะของครอบครัวชาวทะเลพร้อมกับอาวุธครบมือ โดยพวกเขาหมายจะเข้ามาแย่งชิงสมบัติตามเนื้อเพลงที่เงือกน้อยเผลอร้องออกไปเมื่อคืนวานนี้  เงือกน้อยตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ส่วนครอบครัวชาวทะเลก็หวาดกลัวจนตัวสั่น  แต่ก่อนที่คนเหล่านั้นจะเข้ามาถึงเกาะ สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้นอีก!

ในขณะที่ผู้บุกรุกพายเรือเข้ามาจนเกือบถึงชายหาด  ครอบครัวชาวทะเลและเงือกน้อยก็มองเห็นฝูงเงือกนับร้อยตน รวมทั้งพรายน้ำ, มังกรสมุทรและเทพแห่งท้องทะเลพากันเดินทางตามเสียงร้องเพลงของเงือกน้อยตรงมายังเกาะอันห่างไกลแห่งนี้   เมื่อผู้คนที่ละโมบเห็นภูตพรายแห่งท้องทะเลมุ่งหน้ามายังเกาะ  พวกเขาก็ตกใจแล้วรีบพายเรือหนีออกทะเลไปอย่างไม่คิดชีวิต

เงือกน้อยสองพี่น้องดีใจมากที่ได้พบกับครอบครัวและเพื่อน ๆ ชาวทะเลอีกครั้ง แต่ในขณะเดียวกัน เงือกน้อยก็เสียใจที่พวกมันต้องจากครอบครัวชาวทะเลไปและอาจไม่มีโอกาสได้พบกันอีก

ในขณะที่เงือกน้อยกำลังกังวลใจอยู่นั้น  คุณตาคุณยายก็สังเกตเห็นแววตาของเงือกน้อยที่เต็มไปด้วยความทุกข์  คุณตากับคุณยายจึงเอ่ยปากเชิญให้ภูตพรายชาวทะเลทั้งหลายมาพำนักพักอาศัยอยู่ด้วยกันโดยไม่ต้องเดินทางเร่ร่อนไปที่ไหนอีก

เมื่อฝูงเงือก, พรายน้ำ, มังกรสมุทรและเทพแห่งท้องทะเลได้ฟังคำเชื้อเชิญ  พวกมันก็สัมผัสได้ถึงความเป็นมิตรของคุณตาคุณยายที่มีให้อย่างเต็มเปี่ยม  ด้วยเหตุนี้  ทั้งหมดจึงตัดสินใจตั้งรกรากอยู่ในทะเลรอบเกาะ แล้วช่วยกันดูแลผืนน้ำบ้านใหม่ให้อุดมสมบูรณ์และสวยงามอย่างยากที่เกาะแห่งใดจะเสมอเหมือน

ครอบครัวชาวทะเลมีความสุขมากที่มีเหล่าพี่น้องชาวทะเลมาอยู่เป็นเพื่อน  ส่วนฝูงเงือก, พรายน้ำ, มังกรสมุทรและเทพแห่งท้องทะเล รวมทั้งเงือกน้อยสองพี่น้องก็มีความสุขเช่นกันที่ได้อยู่กับครอบครัวชาวทะเลผู้มีจิตใจงดงามเช่นนี้     

#นิทานนำบุญ

………………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

หมาจิ้งจอกกับเพื่อน ๆ ที่แสนน่ารัก

นิทานก่อนนอนเรื่อง “หมาจิ้งจอกกับเพื่อน ๆ ที่แสนน่ารัก” เป็นนิทานที่ค่อนข้างท้าทายและผิดวิสัยของการแต่งนิทานเด็กโดยทั่วไป กล่าวคือ นิทานเรื่องนี้มีการนำ “หมาจิ้งจอก” มาเป็นตัวเอก ซึ่งปกติ หมาจิ้งจอกมักผูกขาดบทตัวร้ายในนิทานอยู่เสมอ นอกจากนี้ นิทานเรื่อง “หมาจิ้งจอกกับเพื่อน ๆ ที่แสนน่ารัก” ยังพูดถึงเรื่อง “ความตาย” ซึ่งปกติ นิทานเด็กมักหลีกเลี่ยงการนำเสนอในเรื่องนี้

สาเหตุที่ผมเลือกแต่งนิทานเกี่ยวกับความตายเป็นเพราะว่า ตอนที่ผมเป็นเด็กเล็ก ๆ มีอยู่คืนหนึ่ง จู่ ๆ ผมก็คิดถึงความตายขึ้นมา มันเป็นความคิดที่มาจากไหนก็ไม่รู้ ซึ่งเมื่อคิดปุ๊บ ผมก็กลัวปั๊บ กลัวทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักและเป็นความกลัวที่ทำให้ใจมันโหวงเหวงอย่างบอกไม่ถูก ตอนที่ผมแต่งนิทาน ผมคิดว่าถ้าเรานำเรื่องนี้มาเล่าในนิทาน โดยนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับความตายไว้นิด ๆ แต่ใส่เรื่องความอบอุ่นจากมิตรภาพระหว่างเพื่อน และความรู้สึกในเชิงบวกเข้ามากลบความน่ากลัว เผื่อว่าวันหนึ่ง จู่ ๆ เด็กคิดถึงคำ ๆ นี้ขึ้นมา เด็กจะได้ไม่เคว้งคว้างหรือตกใจอย่างที่ผมเคยรู้สึก

ถ้าคุณพ่อคุณแม่หรือคุณผู้อ่านท่านอื่น ๆ อ่านแล้วเห็นว่า ยังไม่เหมาะที่จะเล่าให้ลูกฟัง บางที อาจข้ามนิทานเรื่องนี้ไปก่อนก็ได้นะครับ หรือถ้าอยากอ่านให้ลูกฟัง เมื่ออ่านจบแล้ว ก็อาจถือโอกาสพูดคุยเรื่องธรรมชาติของชีวิต ที่มีการพบและการพรากจาก มีสิ่งที่ชวนให้ใจหวั่นไหว และสิ่งที่ทำให้หัวใจอบอุ่น จากนั้น ก็กอดลูกด้วยความรัก เพิ่มความมั่นคงในใจให้ลูกรู้ว่า ไม่ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร แต่ ณ เวลานี้และตลอดไป ความรักของพ่อแม่จะอบอุ่นอยู่ในใจของลูกแบบนี้โดยไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ขอให้มีความสุขในการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง  หมาจิ้งจอกกับเพื่อน ๆ ที่แสนน่ารัก

ผมชื่อตุ้มเป๊ะ  เป็นหมาจิ้งจอกตัวน้อยที่น่าสงสาร ผมป่วยมาก  นอนซมอยู่บนเตียงทั้งวัน  ผมไอค้อกแค้ก  หมดเรี่ยวหมดแรง   ขนาดหายใจก็ยังเหนื่อย    ผมคงอยู่ได้อีกไม่นาน ผมคิดว่าตัวเองกำลังจะตาย!

เมื่อคิดถึงความตาย  ผมกลัวมาก  กลัวจนใจหวิว พอหลับตา  ภาพปิศาจก็โผล่มาหลอกหลอนจนผมต้องรีบลืมตาตื่น  ผมรู้สึกเศร้าและหดหู่  ทำไมผมต้องตายด้วยนะ  ผมยังเด็กอยู่เลย  ชีวิตของผมมีแต่เรื่องร้าย ๆ ทั้งนั้น

ผมคงเป็นหมาจิ้งจอกที่โชคร้ายที่สุดในโลก  ผมไม่แข็งแรง เรียนหนังสือก็ไม่เก่ง   หน้าตาก็งั้น ๆ    แถมยังเดินตกท้องร่องอยู่บ่อย ๆ    ชีวิตผมเจอแต่เรื่องร้าย ๆ    โลกช่างไม่ยุติธรรมกับผมเอาเสียเลย

แต่เมื่อใจของผมสงบลง   ความรู้สึกบางอย่างก็สว่างวาบขึ้นมาจนผมหวั่นไหว    จริง ๆ แล้ว    โลกก็ไม่ได้โหดร้ายกับผมไปเสียทั้งหมดหรอก     ชีวิตของผมมีความสุขอย่างล้นเหลือ     ผมมีเพื่อนดี ๆ มากมาย    เพื่อนที่ทำให้หัวใจของผมชุ่มชื่น    เพื่อนที่ทำให้ผมอบอุ่นเมื่อนึกถึง   เพื่อนที่คอยปลอบใจยามที่ผมทดท้อถดถอย    ผมรักเพื่อน ๆ มากที่สุด    เพื่อนคือสิ่งดี ๆ ที่ทำให้ชีวิตของผมมีค่าทุกนาที    ผมรู้สึกสบายใจและไม่กลัวความตายอีกแล้ว

ในขณะนั้นเอง   มีเสียงเคาะประตู “ก๊อก ๆ ๆ” ดังขึ้นเบา ๆ “ใครมาหาผมกันนะ”  ผมคิด “หรือว่าจะเป็นพญามัจจุราช ?” ผมคิดต่อ และก่อนที่ผมจะคิดไปไกล  ประตูก็ค่อย ๆ เปิดออก   

กระต่ายน้อยเพื่อนของผมต้มซุปผักมาเยี่ยมไข้     ลิงจ๋อเก็บผลไม้สด ๆ มาฝากให้ผมเต็มตะกร้า   เจ้าหมีดั้นด้นไปขอน้ำผึ้งแสนอร่อยจากผึ้งน้อย แล้วนำมาปรุงกับสมุนไพรให้ผมใช้เป็นยารักษาสุขภาพ  เพื่อนทุกคนต่างทยอยกันมาเยี่ยมผมจนผมรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก

เพียงไม่กี่คืนหลังจากนั้น  ผมก็กลับมาแข็งแรงและสดชื่นได้อีกครั้งราวกับมีปาฏิหาริย์ ผมหายป่วยแล้ว    แถมยังกระปรี้กระเปร่ามากกว่าเดิมเสียอีก   

เพื่อน ๆ ดีใจกันใหญ่ที่ผมหายป่วย    ขอบคุณโลกที่มอบโชคอันแสนวิเศษนี้ให้แก่ผม    เชื่อเถอะนะว่า….ผมจะรักเพื่อน ๆ  และถนอมมิตรภาพของผมกับเพื่อน ๆ เอาไว้เช่นนี้ตลอดไป     

และแล้ว…หมาจิ้งจอกตัวน้อยอย่างผม ก็ได้กลับมาเล่นสนุกซุกซนกับเพื่อน ๆ  ที่น่ารักที่สุดในโลกอีกครั้ง  

#นิทานนำบุญ

……………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

วาฬน้อยกับเด็กชาวทะเล

นิทานเรื่อง “วาฬน้อยกับเด็ก ๆ ชาวทะเล” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงปีแรก ๆ ของการเป็นนักแต่งนิทานให้นิตยสารขวัญเรือน ตอนนั้น ผมยังเป็นนักแต่งนิทานมือใหม่มาก ทักษะการเขียนและการใช้ภาษาจึงถือว่ายังมีอยู่น้อย แต่ความสดใหม่ของนักเขียนหน้าใหม่ในตอนนั้น (ราว 20 ปีก่อน) ก็น่าจะเป็นเสน่ห์อีกอย่างที่อยากให้คุณ ๆ ได้สัมผัสกัน ผมจึงไม่ได้ปรับแก้ภาษาของนิทานเรื่องนี้ (แต่ปรับชื่อนิทานให้สั้นลงเป็น วาฬน้อยกับเด็กชาวทะเล) หวังว่านิทานเกี่ยวกับทะเล วาฬและการร่วมแรงร่วมใจกันดูแลธรรมชาติเรื่องนี้จะสร้างความสุขและให้แรงบันดาลใจที่ดีแก่เด็ก ๆ นะครับ

นิทานเรื่อง วาฬน้อยกับเด็กชาวทะเล

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีวาฬน้อยตัวหนึ่งพลัดหลงจากฝูงมาเกยตื้นที่ชายหาดของเกาะเล็ก ๆ กลางทะเลลึก  โชคดีเหลือเกิน ที่มีเด็ก ๆ ชาวทะเลเห็นวาฬน้อยที่น่าสงสารเข้า   เด็ก ๆ จึงรีบวิ่งลุยน้ำเพื่อไปช่วยเจ้าวาฬน้อยให้รอดพ้นจากอันตราย

เด็ก ๆ ชาวทะเลรวม 12 คน ช่วยกันดันตัวของเจ้าวาฬน้อยอย่างเต็มกำลัง โดยตั้งใจที่จะพาเจ้าวาฬน้อยกลับคืนสู่อ้อมกอดของท้องทะเลให้จงได้  แต่ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่โตมโหฬารของเจ้าวาฬน้อย  ในที่สุด  เด็ก ๆ ชาวทะเลก็ต้องยอมรับว่า พวกเขามีแรงไม่พอที่จะพาเจ้าวาฬน้อยกลับคืนสู่ท้องทะเล

อย่างไรก็ตาม เด็ก ๆ ก็ยังไม่ยอมแพ้  ด้วยพวกเขารู้ดีว่า หากพวกเขาปล่อยให้เจ้าวาฬน้อยนอนเกยหาดอยู่เช่นนี้  อีกไม่นาน…เจ้าวาฬน้อยก็อาจจะถูกแสงแดดแผดเผาเสียจนทนมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ไหว  ดังนั้น  เด็ก ๆ ทั้งหมดจึงวิ่งขึ้นไปรวมตัวกันบนฝั่ง แล้วรีบปรึกษาหารือกัน เพื่อหาวิธีช่วยชีวิตของเจ้าวาฬน้อย

เด็กคนหนึ่งเสนอความคิดว่า “พวกเราน่าจะเรียกให้ผู้ใหญ่มาช่วยนะ”  เด็กคนอื่น ๆ เห็นด้วย  แต่น่าเสียดาย  เพราะในขณะนั้น  ผู้ใหญ่บนเกาะออกเรือไปหาปลากันหมด  ดังนั้น  วิธีนี้จึงใช้ไม่ได้

เด็กอีกคนหนึ่งจึงเสนอความเห็นบ้างว่า “ถ้าอย่างนั้น เราลองหาช้างมาช่วยดันเจ้าวาฬน้อยกลับทะเลกันดีมั้ย”  เด็กทุก ๆ คนเห็นด้วย  แต่น่าเสียดาย เพราะในเกาะเล็ก ๆ ที่แห้งแล้งเช่นนี้  ไม่มีช้างอาศัยอยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว  ดังนั้น ความคิดนี้จึงตกไป

ในขณะที่ทุก ๆ คนกำลังนิ่งคิดหาวิธีใหม่ ๆ กันอยู่  จู่ ๆ เด็กที่ตัวเล็กกว่าใคร ๆ ก็พูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า “ถ้าเราทำให้น้ำรอบ ๆ ตัวของเจ้าวาฬน้อยสูงขึ้นได้  เจ้าวาฬน้อยก็คงจะไม่ถูกแดดเผา และก็คงจะอยู่สบายขึ้นกว่านี้นะ”

เมื่อเด็กคนอื่น ๆ ได้ยินคำพูดของเจ้าตัวเล็ก  พวกเขาก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นมาทันที  เด็ก ๆ ชาวทะเลประชุมแบ่งงานกันครู่หนึ่ง จากนั้น พวกเขาก็พากันตั้งแถวเรียงจากชายฝั่งไปยังชายหาด  แล้วให้คนที่อยู่บนฝั่งส่งหินก้อนใหญ่ต่อกันเป็นทอด ๆ เพื่อให้เด็กที่ชายหาดก่อกำแพงหินรูปโค้งคล้ายผนังของบ่อน้ำสำหรับกักน้ำให้เจ้าวาฬน้อย 

เด็ก 12 คนส่งก้อนหินทีละก้อนให้กันและกันนานนับชั่วโมงอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย และในที่สุด พวกเขาก็สร้างเขื่อนหินรูปโค้งคล้ายรูประฆังคว่ำ ซึ่งทอดตัวยาวยื่นลงไปในทะเลได้สำเร็จด้วยพลังของพวกเขาเอง

เด็ก ๆ ชาวทะเลต่างโห่ร้องด้วยความดีใจที่พวกเขาสามารถช่วยชีวิตเจ้าวาฬน้อยเอาไว้ได้  ส่วนเจ้าวาฬน้อยเอง เมื่อมีน้ำมากพอ มันก็รีบพลิกตัวแล้วว่ายน้ำกลับไปตามหาเพื่อน ๆ ของมันที่อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งกลางทะเลลึก

ในที่สุด ความสุขสงบก็กลับคืนมาอีกครั้ง  และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน  เด็ก ๆ ชาวทะเลก็ต้องแปลกใจเมื่อพวกเขาเห็นเจ้าวาฬน้อยพร้อมกับเพื่อน ๆ ของมันนับสิบตัว  พากันว่ายน้ำกลับมาที่ชายฝั่งของเกาะที่แห้งแล้งของพวกเขาอีกครั้ง   จากนั้น พวกมันก็พร้อมใจกันพ่นน้ำออกมาจากกลางหลัง เพื่อสร้างสายฝนอันชุ่มฉ่ำแทนคำขอบคุณสำหรับจิตใจอันงดงามของเด็ก ๆ

เด็ก ๆ ทุกคนพากันเล่นน้ำฝนอย่างมีความสุข  และแน่นอนว่า…เจ้าวาฬน้อยกับผองเพื่อนต่างก็มีความสุขด้วยเช่นกัน

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

อีกาเจ้าเล่ห์

นิทานเรื่อง อีกาเจ้าเล่ห์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเกาะกลางทะเลเกาะหนึ่งเป็นเกาะที่น่าอยู่ไม่แพ้ใคร  ทางตอนเหนือของเกาะมีผลไม้ให้เก็บกินได้ตลอดทั้งปี ส่วนทางตอนใต้ก็มีปลาให้จับได้ไม่รู้หมด  ผู้คนทางตอนเหนือและตอนใต้ของเกาะจึงแลกเปลี่ยนอาหารกันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเสมอมา

วันหนึ่ง  มีอีกาเจ้าเล่ห์บินมาพบเกาะแสนสุขเกาะนี้เข้า  เจ้าอีกาอยากได้เกาะแสนสุขมาเป็นที่อยู่ของตน มันจึงวางแผนแย่งเกาะจากผู้คนที่อาศัยอยู่

อีกาเจ้าเล่ห์วางแผนยึดครองเกาะด้วยการชวนพรรคพวกให้ลอบบินเข้าไปในเกาะในคืนเดือนมืด จากนั้น พวกมันก็แอบขโมยเสื้อผ้าของชาวเกาะทางตอนเหนือไปซ่อนไว้ในบ้านของชาวเกาะที่อยู่ทางตอนใต้  แล้วขโมยเสื้อผ้าของชาวเกาะทางตอนใต้ไปซ่อนไว้ในบ้านของชาวเกาะที่อยู่ทางตอนเหนือ

ครั้นเมื่อชาวเกาะตื่นขึ้นมาและเห็นว่าเสื้อผ้าของตนหายไป พวกเขาจึงออกค้นหาจนพบว่าเสื้อผ้าถูกขโมยไปซ่อนไว้ในบ้านของคนอื่น ชาวเกาะทางตอนเหนือต่อว่าชาวเกาะทางตอนใต้อย่างสาดเสียเทเสียด้วยความโมโห  ส่วนชาวเกาะทางตอนใต้ก็โกรธจัดถึงขั้นท้าตีท้าต่อยกับชาวเกาะทางตอนเหนืออย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เมื่ออีกาเจ้าเล่ห์เห็นว่าแผนง่าย ๆ ของมันทำให้ชาวเกาะแตกความสามัคคีกันได้  มันก็กระหยิ่มยิ้มย่องแล้วเริ่มแผนขั้นที่สองด้วยการค่อย ๆ บินเข้าไปที่เกาะทีละตัวสองตัว

ไม่นานนัก  เกาะทั้งเกาะก็มีแต่อีกาอาศัยอยู่เต็มไปหมด  เมื่อชาวเกาะเห็นอีกามากมายเกาะอยู่ตามต้นไม้ ชาวเกาะก็หวั่นใจว่าอาจเกิดเหตุร้าย, โรคระบาด, ภัยธรรมชาติหรือเรื่องอัปมงคลต่าง ๆ  (เพราะอีกาเป็นสัญลักษณ์ของลางร้าย) ชาวเกาะจำนวนมากจึงคิดที่จะย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่น

ในขณะที่ชาวเกาะยังคงทะเลาะกันและมีบางครอบครัวที่เตรียมอพยพออกจากเกาะ ยังมีเด็กชาวเกาะชายหญิงสองคนที่สังเกตเห็นพิรุธบางอย่างเกี่ยวกับกรณีการขโมยเสื้อผ้าที่เกิดขึ้น!

เด็กทั้งสองคนเป็นเพื่อนกัน, อายุเท่ากัน, เรียนหนังสือโรงเรียนเดียวกัน โดยเด็กผู้ชายมีบ้านอยู่ทางตอนเหนือของเกาะ ส่วนเด็กผู้หญิงอาศัยอยู่ทางตอนใต้  ในวันที่เกิดเหตุ เสื้อผ้าของเด็กผู้ชายถูกขโมยไปไว้ที่บ้านของเด็กผู้หญิง ส่วนเสื้อผ้าของเด็กผู้หญิงก็ถูกขโมยไปไว้ในบ้านของเด็กผู้ชาย  เด็กทั้งสองคนไม่ได้ขโมยเสื้อผ้าของกันและกัน พวกเขาจึงเชื่อว่าเหตุการณ์ทั้งหมดน่าจะเป็นฝีมือของใครสักคนที่ประสงค์ร้ายต่อชาวเกาะแสนสุข

ครั้นเมื่อเด็กทั้งสองเห็นอีกาเข้ามาอยู่ที่เกาะเป็นจำนวนมาก ทั้งคู่ก็ยิ่งรู้สึกผิดสังเกต  เด็กทั้งสองคนจึงหารือกันแล้วแกล้งไปนอนเล่นที่ใต้ต้นไม้พร้อมกับทำทีเหมือนหลับ แต่จริง ๆ แล้ว  พวกเขาตั้งใจที่จะแอบฟังว่าพวกอีกาคุยอะไรกันบ้าง

อีกาทั้งหลายไม่รู้ว่าเด็กทั้งสองคนสงสัยในตัวพวกมัน อีกาจึงเผลอพูดคุยกันถึงแผนการต่าง ๆ ที่พวกมันได้ทำเอาไว้

หลังจากที่เด็กทั้งสองคนมั่นใจว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นแผนของอีกาเจ้าเล่ห์  พวกเขาจึงนำข้อมูลที่ได้ไปปรึกษาคุณครูใหญ่ซึ่งเป็นคุณครูผู้เฒ่าที่ทุกคนเคารพนับถือ

คุณครูใหญ่ฟังเรื่องที่เด็กทั้งสองคนเล่าแล้วเห็นว่ามีความเป็นไปได้ คุณครูผู้ชราแต่มีปัญญาเฉลียวฉลาดจึงวางแผนจัดพิธีอำลาเกาะแสนสุขด้วยการนำอาหารเซ่นไหว้ซึ่งเลือกเฉพาะอาหารที่อีกาชอบไปไว้ในถ้ำ แล้วจัดพิธีให้ชาวเกาะทั้งหมดมาไหว้อำลาเจ้าป่าเจ้าเขาผู้คุ้มครองเกาะโดยพร้อมเพรียงกัน จากนั้น ก็ให้ทุกคนแยกย้ายพายเรือออกจากเกาะทันที

หลังจากที่ชาวเกาะออกเรือไปจนหมด  อีกาเจ้าเล่ห์ซึ่งดีใจที่แผนของมันสำเร็จได้อย่างง่ายดายก็เรียกให้พรรคพวกของมันเข้าไปฉลองกันในถ้ำซึ่งมีอาหารที่พวกมันชอบอยู่เต็มไปหมด   พวกอีกาฉลองกันเพลินจนลืมระวังตัว ทำให้ไม่รู้ว่าชาวเกาะทั้งหมดได้ย้อนกลับมาที่เกาะอีกครั้งตามแผนที่คุณครูผู้เฒ่าได้วางเอาไว้

ชาวเกาะส่วนหนึ่งช่วยกันนำตาข่ายมาขึงปิดที่ปากถ้ำโดยไม่ให้พวกอีการู้ ส่วนชาวเกาะที่เหลือก็เงี่ยหูฟังการพูดคุยกันของพวกอีกา จนทุกคนได้รู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นแผนการอันร้ายกาจของเหล่าอีกาเจ้าเล่ห์

ชาวเกาะทั้งหลายรู้สึกอายที่ตนเองปล่อยให้ความโกรธบังตาจนถูกอีกาหลอกเข้าเต็มเปา  ชาวเกาะทางตอนเหนือจึงขอโทษชาวเกาะทางตอนใต้  ส่วนชาวเกาะทางตอนใต้ก็ขอโทษชาวเกาะทางตอนเหนือ  เมื่อต่างฝ่ายต่างขอโทษและให้อภัยกัน  มิตรภาพจึงกลับคืนมาอีกครั้ง

ในที่สุด  ชาวเกาะทั้งหมดก็ได้รับบทเรียนครั้งสำคัญซึ่งทำให้พวกเขาหนักแน่นไม่หลงกลการยุแยงของใคร ๆ อีก  เด็กชาวเกาะทั้งสองคนต่างภูมิใจที่พวกเขามีส่วนปกป้องเกาะบ้านเกิดเอาไว้ได้ ส่วนอีกาเจ้าเล่ห์และพรรคพวกที่ถูกขังอยู่ในถ้ำก็ถูกคุณครูผู้เฒ่าทำโทษด้วยการจับเขกหัวและคุณครูผู้เฒ่าก็อบรมบ่มนิสัยจนพวกมันไม่กล้าคิดร้ายกับใคร ๆ อีกเลย

#นิทานนำบุญ

……………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เรือรบของพระราชา

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เรือรบของพระราชา” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้แนวความคิดมาจากเรื่องราวที่ได้ฟังสมัยไปอยู่ที่ประเทศสวีเดนเกี่ยวกับเรือรบลำหนึ่ง เรื่องราวของเรือลำนี้มีความสำคัญมาก จนมีการสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์อยู่ที่กรุงสต็อกโฮล์ม ส่วนเรื่องราวในนิทาน “เรือรบของพระราชา” เป็นเรื่องที่ผมแต่งขึ้นใหม่ทั้งหมด (ไม่มีตัวละครหรือเรื่องราวส่วนใดเกี่ยวข้องกับเรื่องจริงในอดีตเลย) นิทานก่อนนอนเรื่องนี้อาจใช้เป็นสื่อก่อนสอนเด็ก ๆ ในเรื่องการลอยการจม หรือในเรื่องสะเต็มศึกษา(Science Technology Engineering and Mathematics Education : STEM Education) หวังว่านิทานเรื่องนี้จะให้ทั้งความสนุกและประโยชน์แก่ทุก ๆ คนนะครับ

นิทานเรื่อง  เรือรบของพระราชา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  ในสมัยที่ทุกเขตแคว้นมีแต่ความสงบสุข   มีเจ้าชายองค์หนึ่ง ทรงมีจิตใจหยาบกระด้างและชอบทำสงครามเป็นที่สุด    เมื่อพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระราชาสืบต่อจากพระบิดา   พระองค์จึงวางแผนที่จะไปรุกรานอาณาจักรอื่น ๆ  เพื่อขยายดินแดนของตนเองให้กว้างใหญ่ไพศาลมากกว่าที่เป็นอยู่  

ในขณะที่พระราชาองค์ใหม่เตรียมไพร่พลและอาวุธสำหรับการออกรบ   พระราชาแห่งอาณาจักรอื่น ๆ กลับไม่ระแคะระคายถึงภยันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาเลยแม้แต่น้อย  ด้วยเหตุนี้เอง  เมื่อพระราชาผู้มีจิตใจหยาบกระด้างยกกองทัพไปตีเมืองต่าง ๆ  พระองค์และเหล่าทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีจึงสามารถเอาชนะการต่อสู้ได้ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ

ไม่ช้าไม่นานนัก  กองทัพของพระราชาก็ยึดครองอาณาจักรที่อยู่ใกล้เคียงได้จนหมด  พระราชาทรงปลื้มปีติต่อชัยชนะของตนเองมาก   พระองค์กวาดต้อนผู้คนและยึดทรัพย์สินจากเมืองที่แพ้สงครามมาเป็นจำนวนมากมาย  แต่พระราชาผู้คลั่งสงครามก็ยังคงไม่พอใจเพียงแค่นั้น  เพราะพระองค์ทรงอยากประกาศแสนยานุภาพโดยทำสงครามขยายอาณาเขต (และทำลายความสงบสุข) ออกไปให้ไกลจนสุดขอบโลก

เมื่อพระราชาตั้งใจที่จะรุกรานดินแดนอื่น ๆ ต่อไปอีก  พระองค์จึงตัดสินใจสร้างเรือรบเพื่อใช้เดินทางข้ามมหาสมุทรไปทำสงครามยังทวีปต่าง ๆ    แต่เนื่องจากพระราชาไม่ชอบเรือรบธรรมดา ๆ อย่างที่เคยมีมาในอดีต  พระองค์จึงลงมือออกแบบเรือรบด้วยตัวของพระองค์เอง

เรือรบที่พระราชาทรงวาดหวังไว้เป็นเรือรบขนาดยักษ์ที่สามารถบรรทุกทหารได้ถึงหนึ่งหมื่นคน  โดยเรือของพระองค์ต้องบรรทุกปืนใหญ่และปืนยาวได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นกระบอก  นอกจากนี้  ทั่วลำเรือยังจะต้องมีเพชรนิลจินดา รวมทั้งทองคำแท้ ๆ ประดับตกแต่งเพื่อแสดงความมั่งคั่งและยิ่งใหญ่ของพระองค์ให้ชาวโลกได้รับรู้อีกด้วย

เมื่อพระราชาวาดแบบเรือเสร็จ  เหล่าทหารก็เกณฑ์เชลยศึกจากเมืองต่าง ๆ ให้ช่วยกันสร้างเรือรบขนาดยักษ์ตามความนึกฝันของพระราชาผู้บ้าอำนาจ   ชาวเมืองผู้แพ้สงครามต้องทำงานตามคำสั่งของพวกทหารกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ   คนที่ขัดขืนหรือทำงานไม่ไหวจะถูกทหารของพระราชาเฆี่ยนตีโดยไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก ผู้หญิงหรือคนชรา  เชลยศึกทุกคนต่างรู้สึกว่าพวกเขากำลังตกอยู่ในขุมนรก!  

เวลาผ่านไปจนย่างเข้าสู่ฤดูหนาว   ผู้คนที่ถูกบังคับให้สร้างเรือรบค่อย ๆ หมดแรงกายและแรงใจลงเรื่อย ๆ  ซึ่งหลังจากการแก้ไขและต่อเติมเรือรบตามความฟุ้งฝันของพระราชาซ้ำ-แล้วซ้ำเล่า  ในที่สุด  เรือรบที่มีความสูงเท่ากับตึกเจ็ดชั้น มีขนาดใหญ่กว่าพระราชวังถึงสิบเท่า และประดับประดาด้วยเพชรพลอยและทองคำสุกปลั่ง ก็พร้อมที่จะพากองทัพของพระราชาไปแสดงแสนยานุภาพให้ชาวโลกได้ประจักษ์

เมื่อถึงวันปล่อยเรือ  พระราชาและเหล่าทหารเกือบทั้งหมดพากันขึ้นเรือรบลำยักษ์ด้วยความฮึกเหิม  แสงอาทิตย์ส่องกระทบกับทองคำและเหลี่ยมมุมของเพชรพลอยทำให้เรือรบดูเปล่งประกายเจิดจรัส  แต่ในขณะที่เรือรบเคลื่อนตัวสู่ห้วงสมุทรอันหนาวเหน็บ   จู่ๆ สิ่งที่ทุก ๆ คนไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!

เพราะหลังจากที่เรือรบลำยักษ์มุ่งหน้าออกทะเลไปได้เพียงไม่กี่อึดใจ  น้ำหนักของปืนในเรือและรูปร่างที่สูงผิดปกติของเรือก็ทำให้เรือรบเริ่มเอียงและเอียงมากขึ้นเรื่อย ๆ 

และก่อนที่เรือรบจะเคลื่อนตัวพ้นเส้นขอบฟ้า  เรือรบลำมหึมาที่บรรทุกพระราชา เหล่าทหาร ปืนใหญ่ ปืนยาวและเครื่องตกแต่งอันเลิศหรู ก็ค่อย ๆ จมลงสู่มหาสมุทรอันเย็นยะเยือก…ท่ามกลางความตื่นตะลึงของเหล่าเชลยศึกที่เฝ้ามองอยู่บนฝั่ง

ไม่มีใครในเรือสักคนเดียวที่สามารถว่ายน้ำกลับเข้าสู่ฝั่งได้  น้ำทะเลอันหนาวเหน็บแช่แข็งทุกสิ่งทุกอย่างให้จมอยู่ใต้น้ำตลอดชั่วกัลปาวสาน  เชลยศึกทุกคนนึกขอบคุณสวรรค์ที่ช่วยปัดเป่าความทุกข์ยากซึ่งเกิดจากพระราชาผู้คลั่งสงครามให้ผ่านพ้นไปอย่างที่พวกเขาเองก็คาดไม่ถึง  

ในที่สุด  คนใจร้ายก็พบจุดจบที่เลวร้าย และความสงบสุขก็กลับคืนสู่ชีวิตของคนที่รักความสงบสุขอีกครั้ง 

#นิทานนำบุญ

………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

หนูกับช้าง

“หนูกับช้าง” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งลงในนิตยสารขวัญเรือน โดยหวังว่าเด็กเล็ก ๆ น่าจะชอบเรื่องราว “เหนือจริง” ทำนองนี้ ซึ่งตอนที่ผมแต่งนิทาน ผมคิดภาพตามไปด้วย ผมคิดว่าในแง่ของภาพคงเป็นภาพที่แปลกประหลาดและชวนให้เด็ก ๆ ยิ้มได้ไม่ยากแน่ ๆ (แต่ไม่รู้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะหาว่าคนแต่งเพี้ยนหรือเปล่านะครับ) นิทานเรื่องนี้เหมาะที่จะใช้เล่าก่อนถึงเวลากินข้าว (ผมเรียกว่า นิทานกินข้าว คล้าย ๆ กับนิทานอาบน้ำที่ควรเล่าก่อนอาบน้ำ หรือนิทานก่อนนอนที่ควรเล่าก่อนส่งเด็กเข้านอน) ผมคิดว่าความน่ารักของนิทานเรื่องนี้ น่าจะส่งให้เด็ก ๆ ยอมไปกินข้าว (ด้วยชามขนาดที่เขาเลือกเอง) ได้ไม่ยาก หวังว่าจะชอบนิทานเรื่องนี้กันนะครับ

นิทานเรื่อง หนูกับช้าง

            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีช้างกับหนูคู่หนึ่งเป็นเพื่อนกัน

ช้างชอบกินข้าวชามใหญ่  ช้างจึงตัวใหญ่กว่าหนู

ส่วนหนูชอบกินข้าวชามเล็ก ๆ หนูจึงตัวเล็กกว่าช้าง

แม้ทั้งคู่จะตัวเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน  แต่ทั้งคู่ก็เป็นเพื่อนที่รักกันมาก

อยู่มาวันหนึ่ง หนูกับช้างพากันไปเที่ยวที่สนามเด็กเล่น

หนูอยากเล่นไม้กระดก  ช้างเองก็อยากเล่นไม้กระดก  ทั้งคู่จึงไปเล่นไม้กระดกด้วยกัน

แต่เพราะช้างชอบกินข้าวชามใหญ ๆ่  ช้างจึงตัวใหญ่กว่าหนู

ส่วนหนูชอบกินข้าวชามเล็ก ๆ  หนูจึงตัวเล็กกว่าช้าง

เมื่อทั้งคู่เล่นไม้กระดกด้วยกัน ไม้กระดกจึงไม่ยอมกระดก 

เพราะน้ำหนักของพวกมันแตกต่างกันมากเกินไป

            หนูกับช้างจึงช่วยกันคิดหาวิธีใหม่  เพื่อให้ทั้งคู่สามารถเล่นไม้กระดกด้วยกันได้

หนูเองคิดว่าช้างตัวใหญ่เกินไป  ส่วนช้างเองก็คิดว่าหนูตัวเล็กเกินไป

ด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงตกลงใจแลกชามข้าวกันกิน

            เมื่อหนูเปลี่ยนมากินข้าวชามใหญ่  หนูจึงค่อยๆ ตัวใหญ่ขึ้นกว่าช้าง

และเมื่อช้างเปลี่ยนมากินข้าวชามเล็ก ช้างจึงค่อย ๆ ตัวเล็กลงกว่าหนู

เมื่อทั้งคู่ไปเล่นไม้กระดกด้วยกันอีกครั้ง  ไม้กระดกจึงไม่ยอมกระดก

เพราะน้ำหนักของทั้งคู่ยังคงแตกต่างกันมากเกินไปอยู่ดี

            หนูกับช้างจึงช่วยกันคิดหาวิธีใหม่ เพื่อให้ทั้งคู่สามารถเล่นไม้กระดกด้วยกันได้

หนูเองคิดว่าช้างคงตัวเล็กลงมากจนเกินไป

ส่วนช้างเองก็คิดว่าหนูคงตัวใหญ่ขึ้นมากจนเกินไป

ด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงตกลงกินข้าวด้วยชามใบใหม่ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ไปกว่ากัน

            เมื่อช้างกินข้าวด้วยชามใบใหม่  ช้างจึงตัวไม่เล็กไม่ใหญ่ไปกว่าหนู

และเมื่อหนูกินข้าวด้วยชามใบใหม่  หนูจึงตัวไม่เล็กไม่ใหญ่ไปกว่าช้าง

และเมื่อทั้งคู่ไปเล่นไม้กระดกด้วยกันอีกครั้ง  ไม้กระดกจึงยอมกระดกไปมา

เพราะตอนนี้ ทั้งหนูและช้างต่างตัวไม่เล็กไม่ใหญ่ไปกว่ากัน

            ลูกหนูกับลูกช้างเล่นไม้กระดกจนตกเย็น 

ลูกหนูเริ่มคิดถึงแม่หนู  ส่วนลูกช้างก็เริ่มคิดถึงแม่ช้าง

“แม่หนูคงไม่อยากเห็นลูกหนูที่ตัวโตเท่าลูกช้างแน่ๆ ”   ลูกหนูคิด

“แม่ช้างคงไม่อยากเห็นลูกช้างที่ตัวเล็กเท่าลูกหนูแน่ๆ ”  ลูกช้างคิด

ด้วยเหตุนี้  หนูกับช้างจึงหยิบชามข้าวของตัวเอง แล้วเริ่มกินข้าวกันอีกครั้ง

เมื่อช้างกลับมากินข้าวด้วยชามใบใหญ่ ช้างจึงค่อย ๆ ตัวใหญ่ขึ้นกว่าหนู

เมื่อหนูกลับมากินข้าวด้วยชามใบเล็ก  หนูจึงค่อยๆ ตัวเล็กลงกว่าช้าง

และเมื่อทั้งคู่กลับมามีขนาดตัวเท่าเดิม  เพื่อนรักทั้งสองก็พากันกลับบ้าน

และถึงบ้าน…ทันเวลาอาหารเย็นพอดี

#นิทานนำบุญ

…………………….