Posted in นิทานครอบครัว, นิทานคลาสสิก, นิทานญี่ปุ่น, นิทานปรัชญาชีวิต, นิทานแฝงข้อคิด

กระจกเงาแม่ : นิทานญี่ปุ่นที่เรียบง่ายและงดงาม

นิทานเรื่อง “กระจกเงาแม่” หรือ “กระจกแห่งมัตสึยามะ” (Matsuyama Kagami / 松山鏡) เป็นนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่น ที่ได้รับการเผยแพร่สู่ผู้อ่านทั่วโลกในหนังสือชื่อ Japanese Fairy Tales โดย Yei Theodora Ozaki ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1908 – – – หนังสือเล่มนี้นับเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ทำให้นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งนิทานเรื่อง “กระจกเงาแม่” ก็เป็นหนึ่งในนิทานญี่ปุ่นที่นักวิจารณ์ยกย่องว่าเรียบง่ายที่สุด แต่ก็ลึกซึ้งที่สุดด้วยเช่นกัน

ความโดดเด่นของนิทานเรื่อง “กระจกเงาแม่” ไม่ได้อยู่ที่ความหวือหวาของเนื้อเรื่อง หรือการหักมุมให้ผู้อ่านคาดไม่ถึง แต่อยู่ที่ “ความเงียบและเรียบง่าย” ที่ปล่อยให้ผู้อ่านค่อย ๆ ตระหนักถึงความรักในครอบครัวเล็ก ๆ และการจากลาที่เป็นไปตามธรรมชาติของชีวิต นักวิจารณ์วรรณกรรมมักกล่าวว่า ความงามของนิทานเรื่องนี้อยู่ตรงที่มันไม่พยายามบีบคั้นอารมณ์ แต่กลับทำให้ผู้อ่านรู้สึกสะเทือนใจได้อย่างลึกซึ้งผ่านความธรรมดาที่แสนธรรมดา

ในการเรียบเรียงนิทานญี่ปุ่นเรื่องนี้เป็นนิทานฉบับภาษาไทย นิทานนำบุญพยายามเรียบเรียงโดยให้ความเคารพต่อจิตวิญญาณของนิทานต้นฉบับอย่างระมัดระวังที่สุด โดยเล่าเรื่องให้ผู้อ่านเห็นภาพและเข้าใจบริบทมากขึ้นในบางช่วง (เพราะผู้อ่านมีหลากหลายวัย) แต่ในขณะเดียวกัน ก็จงใจรักษาพื้นที่แห่ง “ความเงียบ” ที่เป็นเสน่ห์สำคัญของนิทานเรื่องนี้ไว้ โดยไม่เติมแต่งในจุดที่นิทานต้นฉบับตั้งใจปล่อยให้ความรู้สึกทำงานเอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่เมืองมัตสึยามะแห่งแคว้นอิโยะ มีชาวนาสามีภรรยาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในกระท่อมเล็ก ๆ กลางทุ่งนา ทั้งสองมีลูกสาวเพียงคนเดียว เด็กหญิงมีดวงตาสดใสและมีรอยยิ้มอ่อนโยน เธอเป็นเหมือนแสงสว่างของบ้านหลังนั้น วันเวลาในครอบครัวเล็ก ๆ ผ่านไปอย่างเรียบง่าย เช้าทำไร่ เย็นกลับบ้าน กินข้าวร้อน ๆ พร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่อบอุ่นเหมือนควันไฟจากเตา

อยู่มาวันหนึ่ง ชาวนาผู้เป็นพ่อจำเป็นต้องเดินทางไกลเข้าเมืองหลวง เขาไม่เคยจากบ้านนานเช่นนี้มาก่อน เช้าวันออกเดินทาง ภรรยาช่วยจัดห่อข้าวให้ ลูกสาววิ่งตามมาจับชายเสื้อ บอกให้พ่อรีบกลับมา พ่อเพียงลูบศีรษะลูกเบา ๆ แล้วรับปากด้วยเสียงหนักแน่น ก่อนก้าวออกไปบนถนนสายยาว

เมื่อถึงเมืองหลวง ชาวนาผู้นั้นรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปหมด ทุกสิ่งดูแปลกใหม่และงดงาม วันหนึ่ง ระหว่างเดินดูร้านค้า เขาสะดุดตากับวัตถุกลมแวววาวที่วางอยู่บนผ้า มันส่องประกายราวกับมีแสงอยู่ภายใน เมื่อเขาหยิบขึ้นมาดู จากนั้น เขาก็เห็นใบหน้าของชายคนหนึ่งจ้องกลับมา ชาวนาตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรู้ว่านั่นคือเงาของตัวเขาเอง คนขายจึงบอกด้วยรอยยิ้มว่า นี่คือ “กระจกเงา” ของล้ำค่าที่ใช้สะท้อนใบหน้าคน

ชาวนาไม่เคยเห็นสิ่งวิเศษเช่นนี้มาก่อน ยิ่งมอง…เขาก็ยิ่งคิดถึงภรรยา เขานึกภาพของภรรยาตอนยิ้มอยู่หน้าเตาไฟ และคิดว่า หากนางได้เห็นของแปลกเช่นนี้ คงจะประหลาดใจไม่น้อย ความคิดนั้นทำให้เขาตัดสินใจควักเงินเก็บที่มีอยู่น้อยนิด ซื้อกระจกเงาบานนั้นกลับไปเป็นของฝากด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก

หลายวันต่อมา เมื่อชาวนากลับมาถึงบ้าน ภรรยารีบออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ เมื่อหายเหนื่อย ชาวนายื่นของห่อเล็ก ๆ ให้ภรรยาสุดที่รัก นางเปิดออกอย่างสงสัย แล้วค่อย ๆ มองเข้าไปในแผ่นกลมแวววาวนั้น ทันใดนั้น นางก็ชะงัก หัวใจเต้นแรง เพราะนางเห็นใบหน้าของหญิงคนหนึ่งที่งดงามและไม่คุ้นเคยอยู่ในของชิ้นนั้น

ภรรยาของชาวนาเงยหน้าขึ้น มองสามีด้วยแววตาสับสนและสะเทือนใจ ก่อนจะพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ท่านไปเมืองหลวง… แล้วพาสาวงามเช่นนี้กลับมาด้วยหรือ”

ชาวนานิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอ่อนโยน เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้เป็นการเยาะเย้ย แต่เต็มไปด้วยความเอ็นดู เขาขยับเข้าไปใกล้ภรรยา แล้วพูดอย่างนุ่มนวลว่า “นั่นไม่ใช่หญิงอื่นหรอก… นั่นคือใบหน้าของเจ้าเอง”

ภรรยามองเข้าไปอีกครั้ง คราวนี้นางสังเกตเห็น ดวงตา คิ้ว รอยยิ้ม ซึ่งทุกอย่างล้วนเหมือนกับตนเองทุกประการ – – – ความประหลาดใจค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ และแล้ว…รอยยิ้มอันอบอุ่นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ภรรยาของชาวนารับกระจกเงาไว้ราวกับเป็นของล้ำค่าที่สุดในชีวิต จากวันนั้น นางก็เก็บมันไว้อย่างดี ห่อผ้าเรียบร้อย และจะหยิบออกมาดูเฉพาะเวลาที่คิดถึงวันที่สามีนำมันกลับมา

…….

……..

……….

แต่แล้ววันหนึ่ง ภรรยาของชาวนาได้ล้มป่วยลง อาการของนางยืดเยื้อจากวันเป็นสัปดาห์ และสัปดาห์เป็นเดือน จนร่างกายค่อย ๆ อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ชาวนาเฝ้าดูแลภรรยาสุดที่รักอยู่ไม่ห่าง ส่วนลูกสาวก็คอยนั่งเฝ้าแม่อยู่ที่ข้างหมอนและคอยจับมือแม่ไว้แน่น ส่วนภรรยาชาวนารู้ดีว่า….เวลาของตนใกล้หมดลงแล้ว

วันหนึ่ง ภรรยาชาวนาเรียกลูกสาวเข้ามาใกล้ ๆ จากนั้น นางก็ใช้มือที่อ่อนแรงค่อย ๆ ยื่นห่อผ้าเล็ก ๆ ให้ แล้วพูดด้วยเสียงอันแผ่วเบาแต่จริงจังว่า “ต่อไปนี้… ถ้าลูกเหงาหรือเศร้า… จงมองเข้าไปในกระจกเงาบานนี้ แล้วลูกจะเห็นแม่”

หลังจากนั้นไม่นาน ภรรยาชาวนาก็สิ้นใจอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบในบ้านหลังเล็ก ๆ และหัวใจที่ว่างเปล่าของคนที่ยังมีชีวิตอยู่

………

………..

………….

นับแต่นั้นมา บ้านหลังเล็กก็เงียบลงมาก เด็กหญิงยังคงช่วยพ่อทำงานตามเดิม แต่ยามค่ำ เมื่อทุกอย่างสงบลง ความคิดถึงแม่มักจะค่อย ๆ เอ่อล้นขึ้นมา….อย่างเงียบ ๆ

ในคืนหนึ่ง เด็กหญิงจึงหยิบห่อผ้าที่แม่ให้ไว้ แล้วเปิดออกอย่างระมัดระวัง จากนั้น เธอก็ค่อย ๆ ยกกระจกเงาขึ้นส่องดู

เด็กหญิงมองกระจกเงาอยู่นาน เธอเห็นเพียงใบหน้าของตนเองอยู่ในนั้น ดวงตาที่แดงช้ำจากการร้องไห้ แก้มที่ซีด และริมฝีปากที่เม้มแน่นด้วยความเหงา เด็กหญิงมองอยู่นิ่ง ๆ เป็นเวลานาน เธอไม่พูด และไม่ขยับไปไหน

เวลาผ่านไปช้า ๆ ราวกับลมหายใจของบ้านทั้งหลัง

……..

………………

…………………..

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อเด็กหญิงยกกระจกเงาขึ้นส่องดู เธอเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่เธอไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน

คิ้วคู่นั้นมีรูปทรงเหมือนแม่ ดวงตาคู่นั้นก็มีแววอ่อนโยนแบบเดียวกัน เมื่อเด็กหญิงเผลอผ่อนริมฝีปากลงเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ที่ปรากฏขึ้นก็คล้ายกับรอยยิ้มของแม่อย่างน่าประหลาด

เด็กหญิงมองภาพที่เห็นในกระจกอยู่นิ่ง ๆ

น้ำตาที่คลออยู่ ค่อย ๆ ไหลลงมาที่แก้มอย่างช้า ๆ แต่คราวนี้ มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความโดดเดี่ยว แต่เป็นน้ำตาแห่งความอบอุ่น ราวกับมีใครบางคนกำลังมองตอบกลับมาด้วยความรัก

……….

…………….

…………………..

ตั้งแต่นั้น ทุกครั้งที่คิดถึงแม่ เด็กหญิงจะหยิบกระจกเงาออกมาส่องดู และเธอจะนั่งมองกระจกเงาอยู่อย่างนั้นราวกับกำลังสนทนากับใครบางคนโดยไม่ต้องมีคำพูด

วันหนึ่ง ชายนาผู้เป็นพ่อเดินกลับเข้าบ้านในยามเย็น เขาเห็นลูกสาวนั่งนิ่งอยู่ใกล้หน้าต่าง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องลงบนกระจกในมือของลูก เขาจึงถามขึ้นเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วงว่า “ลูก… ดูอะไรอยู่หรือ”

เด็กหญิงชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตอบพ่อไปว่า “หนูกำลังดูแม่อยู่”

คำตอบนั้นทำให้พ่อหยุดนิ่งชั่วขณะ เขามองลูกสาวอยู่ครู่หนึ่งด้วยความประหลาดใจ จากนั้น เขาจึงนั่งลงข้าง ๆ แล้วถามด้วยเสียงที่อ่อนโยนกว่าเดิมว่า “แม่… อยู่ในนั้นอย่างไรหรือ”

เด็กหญิงจึงเงยหน้าขึ้น มองพ่อด้วยแววตาที่สดใสแต่จริงจัง จากนั้น เธอก็ค่อย ๆ บอกพ่อว่า “ตอนแรก หนูเห็นแต่หน้าของหนูเอง… แต่พอมองไปนาน ๆ …. นานมาก ๆ …. หนูก็เริ่มเห็นว่า… ดวงตาในนี้เหมือนดวงตาของแม่ รอยยิ้มในนี้ก็เหมือนรอยยิ้มของแม่…………. แล้วหนูก็เลยรู้ว่า……จริง ๆ แล้ว แม่ยังอยู่กับหนู แม่ยังอยู่ในตัวหนูเสมอ”

……….

………….

……………..

เมื่อพูดจบ เด็กหญิงก็ก้มลงมองกระจกอีกครั้ง คราวนี้ ริมฝีปากของเด็กน้อยมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนและดูมีความสุขมาก

เมื่อชาวนาผู้เป็นพ่อได้ยินดังนั้น เขาก็รู้สึกเหมือนบางสิ่งแน่นขึ้นในอก เขามองใบหน้าลูกสาว และมองภาพเงาในกระจก แล้วเขาก็เงยหน้าซ่อนน้ำตาเอาไว้ เพราะเขาเองก็เห็นเงาของภรรยาที่จากไปแล้วเช่นกัน

เด็กหญิงนั่งกับพ่อในยามเย็นถือกระจกเงา ตอนจบนิทานญี่ปุ่นกระจกเงาแม่