Posted in นิทานครอบครัว, นิทานคลาสสิก, นิทานญี่ปุ่น, นิทานปรัชญาชีวิต, นิทานแฝงข้อคิด

กระจกเงาแม่ : นิทานญี่ปุ่นที่เรียบง่ายและงดงาม

นิทานเรื่อง “กระจกเงาแม่” หรือ “กระจกแห่งมัตสึยามะ” (Matsuyama Kagami / 松山鏡) เป็นนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่น ที่ได้รับการเผยแพร่สู่ผู้อ่านทั่วโลกในหนังสือชื่อ Japanese Fairy Tales โดย Yei Theodora Ozaki ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1908 – – – หนังสือเล่มนี้นับเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ทำให้นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งนิทานเรื่อง “กระจกเงาแม่” ก็เป็นหนึ่งในนิทานญี่ปุ่นที่นักวิจารณ์ยกย่องว่าเรียบง่ายที่สุด แต่ก็ลึกซึ้งที่สุดด้วยเช่นกัน

ความโดดเด่นของนิทานเรื่อง “กระจกเงาแม่” ไม่ได้อยู่ที่ความหวือหวาของเนื้อเรื่อง หรือการหักมุมให้ผู้อ่านคาดไม่ถึง แต่อยู่ที่ “ความเงียบและเรียบง่าย” ที่ปล่อยให้ผู้อ่านค่อย ๆ ตระหนักถึงความรักในครอบครัวเล็ก ๆ และการจากลาที่เป็นไปตามธรรมชาติของชีวิต นักวิจารณ์วรรณกรรมมักกล่าวว่า ความงามของนิทานเรื่องนี้อยู่ตรงที่มันไม่พยายามบีบคั้นอารมณ์ แต่กลับทำให้ผู้อ่านรู้สึกสะเทือนใจได้อย่างลึกซึ้งผ่านความธรรมดาที่แสนธรรมดา

ในการเรียบเรียงนิทานญี่ปุ่นเรื่องนี้เป็นนิทานฉบับภาษาไทย นิทานนำบุญพยายามเรียบเรียงโดยให้ความเคารพต่อจิตวิญญาณของนิทานต้นฉบับอย่างระมัดระวังที่สุด โดยเล่าเรื่องให้ผู้อ่านเห็นภาพและเข้าใจบริบทมากขึ้นในบางช่วง (เพราะผู้อ่านมีหลากหลายวัย) แต่ในขณะเดียวกัน ก็จงใจรักษาพื้นที่แห่ง “ความเงียบ” ที่เป็นเสน่ห์สำคัญของนิทานเรื่องนี้ไว้ โดยไม่เติมแต่งในจุดที่นิทานต้นฉบับตั้งใจปล่อยให้ความรู้สึกทำงานเอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่เมืองมัตสึยามะแห่งแคว้นอิโยะ มีชาวนาสามีภรรยาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในกระท่อมเล็ก ๆ กลางทุ่งนา ทั้งสองมีลูกสาวเพียงคนเดียว เด็กหญิงมีดวงตาสดใสและมีรอยยิ้มอ่อนโยน เธอเป็นเหมือนแสงสว่างของบ้านหลังนั้น วันเวลาในครอบครัวเล็ก ๆ ผ่านไปอย่างเรียบง่าย เช้าทำไร่ เย็นกลับบ้าน กินข้าวร้อน ๆ พร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่อบอุ่นเหมือนควันไฟจากเตา

อยู่มาวันหนึ่ง ชาวนาผู้เป็นพ่อจำเป็นต้องเดินทางไกลเข้าเมืองหลวง เขาไม่เคยจากบ้านนานเช่นนี้มาก่อน เช้าวันออกเดินทาง ภรรยาช่วยจัดห่อข้าวให้ ลูกสาววิ่งตามมาจับชายเสื้อ บอกให้พ่อรีบกลับมา พ่อเพียงลูบศีรษะลูกเบา ๆ แล้วรับปากด้วยเสียงหนักแน่น ก่อนก้าวออกไปบนถนนสายยาว

เมื่อถึงเมืองหลวง ชาวนาผู้นั้นรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปหมด ทุกสิ่งดูแปลกใหม่และงดงาม วันหนึ่ง ระหว่างเดินดูร้านค้า เขาสะดุดตากับวัตถุกลมแวววาวที่วางอยู่บนผ้า มันส่องประกายราวกับมีแสงอยู่ภายใน เมื่อเขาหยิบขึ้นมาดู จากนั้น เขาก็เห็นใบหน้าของชายคนหนึ่งจ้องกลับมา ชาวนาตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรู้ว่านั่นคือเงาของตัวเขาเอง คนขายจึงบอกด้วยรอยยิ้มว่า นี่คือ “กระจกเงา” ของล้ำค่าที่ใช้สะท้อนใบหน้าคน

ชาวนาไม่เคยเห็นสิ่งวิเศษเช่นนี้มาก่อน ยิ่งมอง…เขาก็ยิ่งคิดถึงภรรยา เขานึกภาพของภรรยาตอนยิ้มอยู่หน้าเตาไฟ และคิดว่า หากนางได้เห็นของแปลกเช่นนี้ คงจะประหลาดใจไม่น้อย ความคิดนั้นทำให้เขาตัดสินใจควักเงินเก็บที่มีอยู่น้อยนิด ซื้อกระจกเงาบานนั้นกลับไปเป็นของฝากด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก

หลายวันต่อมา เมื่อชาวนากลับมาถึงบ้าน ภรรยารีบออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ เมื่อหายเหนื่อย ชาวนายื่นของห่อเล็ก ๆ ให้ภรรยาสุดที่รัก นางเปิดออกอย่างสงสัย แล้วค่อย ๆ มองเข้าไปในแผ่นกลมแวววาวนั้น ทันใดนั้น นางก็ชะงัก หัวใจเต้นแรง เพราะนางเห็นใบหน้าของหญิงคนหนึ่งที่งดงามและไม่คุ้นเคยอยู่ในของชิ้นนั้น

ภรรยาของชาวนาเงยหน้าขึ้น มองสามีด้วยแววตาสับสนและสะเทือนใจ ก่อนจะพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ท่านไปเมืองหลวง… แล้วพาสาวงามเช่นนี้กลับมาด้วยหรือ”

ชาวนานิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอ่อนโยน เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้เป็นการเยาะเย้ย แต่เต็มไปด้วยความเอ็นดู เขาขยับเข้าไปใกล้ภรรยา แล้วพูดอย่างนุ่มนวลว่า “นั่นไม่ใช่หญิงอื่นหรอก… นั่นคือใบหน้าของเจ้าเอง”

ภรรยามองเข้าไปอีกครั้ง คราวนี้นางสังเกตเห็น ดวงตา คิ้ว รอยยิ้ม ซึ่งทุกอย่างล้วนเหมือนกับตนเองทุกประการ – – – ความประหลาดใจค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ และแล้ว…รอยยิ้มอันอบอุ่นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ภรรยาของชาวนารับกระจกเงาไว้ราวกับเป็นของล้ำค่าที่สุดในชีวิต จากวันนั้น นางก็เก็บมันไว้อย่างดี ห่อผ้าเรียบร้อย และจะหยิบออกมาดูเฉพาะเวลาที่คิดถึงวันที่สามีนำมันกลับมา

…….

……..

……….

แต่แล้ววันหนึ่ง ภรรยาของชาวนาได้ล้มป่วยลง อาการของนางยืดเยื้อจากวันเป็นสัปดาห์ และสัปดาห์เป็นเดือน จนร่างกายค่อย ๆ อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ชาวนาเฝ้าดูแลภรรยาสุดที่รักอยู่ไม่ห่าง ส่วนลูกสาวก็คอยนั่งเฝ้าแม่อยู่ที่ข้างหมอนและคอยจับมือแม่ไว้แน่น ส่วนภรรยาชาวนารู้ดีว่า….เวลาของตนใกล้หมดลงแล้ว

วันหนึ่ง ภรรยาชาวนาเรียกลูกสาวเข้ามาใกล้ ๆ จากนั้น นางก็ใช้มือที่อ่อนแรงค่อย ๆ ยื่นห่อผ้าเล็ก ๆ ให้ แล้วพูดด้วยเสียงอันแผ่วเบาแต่จริงจังว่า “ต่อไปนี้… ถ้าลูกเหงาหรือเศร้า… จงมองเข้าไปในกระจกเงาบานนี้ แล้วลูกจะเห็นแม่”

หลังจากนั้นไม่นาน ภรรยาชาวนาก็สิ้นใจอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบในบ้านหลังเล็ก ๆ และหัวใจที่ว่างเปล่าของคนที่ยังมีชีวิตอยู่

………

………..

………….

นับแต่นั้นมา บ้านหลังเล็กก็เงียบลงมาก เด็กหญิงยังคงช่วยพ่อทำงานตามเดิม แต่ยามค่ำ เมื่อทุกอย่างสงบลง ความคิดถึงแม่มักจะค่อย ๆ เอ่อล้นขึ้นมา….อย่างเงียบ ๆ

ในคืนหนึ่ง เด็กหญิงจึงหยิบห่อผ้าที่แม่ให้ไว้ แล้วเปิดออกอย่างระมัดระวัง จากนั้น เธอก็ค่อย ๆ ยกกระจกเงาขึ้นส่องดู

เด็กหญิงมองกระจกเงาอยู่นาน เธอเห็นเพียงใบหน้าของตนเองอยู่ในนั้น ดวงตาที่แดงช้ำจากการร้องไห้ แก้มที่ซีด และริมฝีปากที่เม้มแน่นด้วยความเหงา เด็กหญิงมองอยู่นิ่ง ๆ เป็นเวลานาน เธอไม่พูด และไม่ขยับไปไหน

เวลาผ่านไปช้า ๆ ราวกับลมหายใจของบ้านทั้งหลัง

……..

………………

…………………..

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อเด็กหญิงยกกระจกเงาขึ้นส่องดู เธอเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่เธอไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน

คิ้วคู่นั้นมีรูปทรงเหมือนแม่ ดวงตาคู่นั้นก็มีแววอ่อนโยนแบบเดียวกัน เมื่อเด็กหญิงเผลอผ่อนริมฝีปากลงเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ที่ปรากฏขึ้นก็คล้ายกับรอยยิ้มของแม่อย่างน่าประหลาด

เด็กหญิงมองภาพที่เห็นในกระจกอยู่นิ่ง ๆ

น้ำตาที่คลออยู่ ค่อย ๆ ไหลลงมาที่แก้มอย่างช้า ๆ แต่คราวนี้ มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความโดดเดี่ยว แต่เป็นน้ำตาแห่งความอบอุ่น ราวกับมีใครบางคนกำลังมองตอบกลับมาด้วยความรัก

……….

…………….

…………………..

ตั้งแต่นั้น ทุกครั้งที่คิดถึงแม่ เด็กหญิงจะหยิบกระจกเงาออกมาส่องดู และเธอจะนั่งมองกระจกเงาอยู่อย่างนั้นราวกับกำลังสนทนากับใครบางคนโดยไม่ต้องมีคำพูด

วันหนึ่ง ชายนาผู้เป็นพ่อเดินกลับเข้าบ้านในยามเย็น เขาเห็นลูกสาวนั่งนิ่งอยู่ใกล้หน้าต่าง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องลงบนกระจกในมือของลูก เขาจึงถามขึ้นเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วงว่า “ลูก… ดูอะไรอยู่หรือ”

เด็กหญิงชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตอบพ่อไปว่า “หนูกำลังดูแม่อยู่”

คำตอบนั้นทำให้พ่อหยุดนิ่งชั่วขณะ เขามองลูกสาวอยู่ครู่หนึ่งด้วยความประหลาดใจ จากนั้น เขาจึงนั่งลงข้าง ๆ แล้วถามด้วยเสียงที่อ่อนโยนกว่าเดิมว่า “แม่… อยู่ในนั้นอย่างไรหรือ”

เด็กหญิงจึงเงยหน้าขึ้น มองพ่อด้วยแววตาที่สดใสแต่จริงจัง จากนั้น เธอก็ค่อย ๆ บอกพ่อว่า “ตอนแรก หนูเห็นแต่หน้าของหนูเอง… แต่พอมองไปนาน ๆ …. นานมาก ๆ …. หนูก็เริ่มเห็นว่า… ดวงตาในนี้เหมือนดวงตาของแม่ รอยยิ้มในนี้ก็เหมือนรอยยิ้มของแม่…………. แล้วหนูก็เลยรู้ว่า……จริง ๆ แล้ว แม่ยังอยู่กับหนู แม่ยังอยู่ในตัวหนูเสมอ”

……….

………….

……………..

เมื่อพูดจบ เด็กหญิงก็ก้มลงมองกระจกอีกครั้ง คราวนี้ ริมฝีปากของเด็กน้อยมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนและดูมีความสุขมาก

เมื่อชาวนาผู้เป็นพ่อได้ยินดังนั้น เขาก็รู้สึกเหมือนบางสิ่งแน่นขึ้นในอก เขามองใบหน้าลูกสาว และมองภาพเงาในกระจก แล้วเขาก็เงยหน้าซ่อนน้ำตาเอาไว้ เพราะเขาเองก็เห็นเงาของภรรยาที่จากไปแล้วเช่นกัน

เด็กหญิงนั่งกับพ่อในยามเย็นถือกระจกเงา ตอนจบนิทานญี่ปุ่นกระจกเงาแม่

Posted in นิทานก่อนนอนเรื่องยาว, นิทานคลาสสิก, นิทานนานาชาติ, นิทานโครเอเชีย

เรย์กอช (Regoč): นิทานคลาสสิกจากโครเอเชีย โดย Ivana Brlić-Mažuranić ที่ควรอ่านสักครั้งในชีวิต

นิทานพื้นบ้านคือรากฐานทางวัฒนธรรมที่หลายประเทศให้ความสำคัญ โครเอเชียเป็นหนึ่งในประเทศที่ยกย่องนักเขียนนิทานในฐานะผู้สืบทอดจิตวิญญาณของชาติ โดยเฉพาะ Ivana Brlić-Mažuranić นักเขียนหญิงผู้ได้รับฉายาว่า “แอนเดอร์เซนแห่งโครเอเชีย” ผลงานของเธอได้รับการบรรจุในหลักสูตรการศึกษา ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบล และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงานศิลปะหลากหลายแขนงในประเทศของเธอ

“เรย์กอช” (Regoč) คือหนึ่งในนิทานที่ทรงพลังที่สุดของ Ivana เรื่องราวของยักษ์ผู้เงียบขรึมและนางฟ้าผู้กล้าหาญที่ร่วมกันเดินทางเพื่อช่วยเหลือผู้คน แม้จะเป็นนิทานสำหรับเด็ก แต่กลับแฝงด้วยปรัชญาเกี่ยวกับความเมตตา ความเข้าใจ และการเปลี่ยนแปลง นักวิจารณ์วรรณกรรมชี้ว่านิทานเรื่องนี้สะท้อนแนวคิดมนุษยนิยม ผ่านโครงสร้างนิทานพื้นบ้านอย่างงดงาม และสามารถตีความได้ลึกซึ้งในหลายระดับ

การเรียบเรียงใหม่ครั้งนี้จัดทำขึ้นด้วยความเคารพต่อต้นฉบับ โดยคงไว้ซึ่งโครงเรื่อง ตัวละคร และอารมณ์หลัก พร้อมปรับภาษาให้ร่วมสมัยและเข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้อ่านชาวไทยได้สัมผัสเสน่ห์ของวรรณกรรมคลาสสิกในรูปแบบที่เข้าถึงได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปรับวิธีการเล่า แต่จิตวิญญาณของเรื่องยังคงเดิม

ในเรื่องของลิขสิทธิ์ นิทานเรื่องนี้ถือเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เนื่องจากผู้แต่งถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1938 และลิขสิทธิ์หมดอายุตามกฎหมายระหว่างประเทศ การเผยแพร่ฉบับเรียบเรียงใหม่จึงสามารถทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อสืบสานคุณค่าทางวรรณกรรม ยกย่องภูมิปัญญาของโครเอเชีย ไม่ใช่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว

หากผู้อ่านต้องการสัมผัสต้นฉบับดั้งเดิม สามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์วรรณกรรมของโครเอเชีย เช่น lektire.hr ซึ่งมีเนื้อหาภาษาโครเอเชียให้ศึกษาเพิ่มเติม ต้นฉบับมีความยาวและรายละเอียดลึกซึ้งกว่าฉบับเรียบเรียงใหม่ การอ่านต้นฉบับคือการเปิดประตูสู่โลกของนิทานพื้นบ้านยุโรปที่งดงามและทรงคุณค่าอย่างแท้จริง

ตอนที่ 1: เมืองที่หลับใหล

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในดินแดนที่ผู้คนลืมเลือน มีเมืองโบราณชื่อว่าเลเกนกราด (Legen-grad) ตั้งอยู่กลางหุบเขาอันเงียบสงบ เมืองแห่งนี้เคยรุ่งเรืองในอดีตกาล มีหอคอยสูงตระหง่านและกำแพงหินที่แข็งแกร่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนก็พากันจากไป เหลือเพียงซากปรักหักพังที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และมอสเขียวหนาแน่น ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีเสียงฝีเท้า มีเพียงสายลมที่พัดผ่านซอกหินอย่างแผ่วเบา ราวกับเมืองทั้งเมืองกำลังหลับใหลอยู่ใต้ผืนฟ้า

ในซากเมืองแห่งนั้น มีสิ่งมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียวที่ยังคงอาศัยอยู่ เขาคือเรย์กอช (Regoč) ยักษ์ชราผู้รักความสงบ เรย์กอชมีร่างกายใหญ่โตจนต้นไม้ต้องโน้มกิ่งหลบเมื่อเขาเดินผ่าน ผิวของเขาเป็นสีเขียวหม่นคล้ายหินที่มีมอสขึ้นปกคลุม ดวงตามีแววครุ่นคิด แต่สงบนิ่ง ราวกับบึงที่ไม่เคยถูกรบกวน

เรย์กอชไม่รู้จักโลกภายนอก เขาไม่รู้ว่าผู้คนพูดกันอย่างไร ไม่รู้ว่ามีเมืองอื่นอยู่ไกลออกไป เขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย นั่งเงียบ ๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ ฟังเสียงน้ำไหลจากลำธารเล็ก ๆ ที่ยังคงไหลผ่านเมือง และเฝ้ามองดอกไม้ป่าที่ผลิบานตามฤดูกาล เขาไม่รู้ว่าตัวเองมีพละกำลังมหาศาล เพราะไม่เคยมีเหตุให้ต้องใช้มัน ไม่เคยมีใครมาขอให้ช่วยเหลือ และเขาก็ไม่เคยคิดจะออกไปช่วยใคร

แต่ในความเงียบงันนั้น เรย์กอชไม่ได้รู้สึกเหงา เขาไม่รู้จักคำว่า “เหงา” ด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่เคยมีเพื่อน ไม่เคยมีใครให้เปรียบเทียบ เขาเพียงอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับหิน ดิน และลมที่พัดผ่าน และนั่นก็เพียงพอสำหรับเขา

ตอนที่ 2: นางฟ้าผู้มาเยือน

วันหนึ่ง ขณะที่เรย์กอชกำลังนั่งเงียบ ๆ อยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมลำธาร เขาได้ยินเสียงบางอย่างที่ไม่คุ้นเคย มันเป็นเสียงฝีเท้าเบา ๆ ที่ก้าวผ่านหญ้าและใบไม้แห้ง เสียงนั้นไม่เหมือนเสียงสัตว์ป่าที่เขาเคยได้ยิน มันมีจังหวะที่มั่นคงและตั้งใจ ราวกับผู้มาเยือนรู้ว่าตนกำลังมุ่งหน้าไปที่ใด เรย์กอชเงยหน้าขึ้นช้า ๆ และมองไปยังทิศทางของเสียง

สักครู่หนึ่ง มีหญิงสาวตัวเล็ก ๆ ปรากฏตัวขึ้นจากแนวพุ่มไม้ เธอมีผมสีทองยาวเป็นลอน สวมชุดพื้นเมืองที่ปักลายอย่างประณีต และมีปีกโปร่งใสที่สะท้อนแสงแดดอ่อน ๆ จนดูราวกับแสงดาวในยามเช้า เธอชื่อว่าโคเชนกา (Kosjenka) เป็นนางฟ้าผู้กล้าหาญจากเมืองดูลาเบีย (Đulabija) ที่อยู่ห่างออกไปหลายวันเดินทาง เมืองของเธอกำลังเผชิญกับภัยพิบัติจากการทะเลาะกันของผู้คน และสะพานหินที่เชื่อมเมืองกับทุ่งนาได้พังลง ทำให้เกิดน้ำท่วมและความวุ่นวาย โคเชนกาได้ยินจากนกป่าตัวหนึ่งว่า มียักษ์ผู้เฒ่าอาศัยอยู่ในเมืองที่หลับใหล และเธอจึงตัดสินใจออกเดินทางเพียงลำพัง เพื่อขอความช่วยเหลือ

เมื่อเธอเดินเข้าใกล้ เรย์กอชมองเธอด้วยความสงสัยแต่ไม่แสดงท่าทีรังเกียจ โคเชนกายืนอยู่ตรงหน้าเขาอย่างมั่นใจ จากนั้น เธอก็เอ่ยด้วยเสียงอันนุ่มนวลว่า “ข้าขออภัยที่รบกวนท่าน แต่ข้ามาเพื่อขอความช่วยเหลือ” เรย์กอชไม่ตอบทันที เขาจ้องมองเธอนิ่ง ๆ ราวกับกำลังชั่งใจว่าเสียงเล็ก ๆ ตรงหน้าควรได้รับคำตอบหรือไม่

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาจึงพูดขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “ข้าไม่เคยออกจากเมืองนี้…ข้าไม่รู้จักเมืองของเจ้า” โคเชนกายิ้มบาง ๆ และกล่าวว่า “ข้าก็ไม่รู้จักเมืองนี้เช่นกัน แต่ข้าเชื่อว่าท่านมีพลังที่สามารถช่วยผู้คนได้ หากท่านเต็มใจ” คำพูดนั้นไม่ได้เร่งเร้า ไม่ได้อ้อนวอน แต่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นที่เรียบง่ายและจริงใจ

เรย์กอชนิ่งไปอีกครั้ง เขาไม่เคยมีใครพูดกับเขาเช่นนี้มาก่อน ไม่เคยมีใครมองเขาเป็นผู้ที่สามารถช่วยเหลือได้ เขาเคยคิดว่าตนเป็นเพียงเงาของเมืองที่พังทลาย เป็นส่วนหนึ่งของหินและมอสที่ไม่มีใครต้องการ แต่คำพูดของโคเชนกาเหมือนแสงแรกที่ส่องเข้ามาในถ้ำที่เขาอาศัยอยู่มานาน

หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ และกล่าวว่า “ข้าจะไปกับเจ้า” โคเชนกาไม่พูดอะไรอีก เธอแค่ยิ้ม แล้วขยับปีกบินขึ้นไปนั่งบนไหล่ของเรย์กอช จากนั้น ทั้งสองก็ออกเดินทางจากเมืองที่หลับใหล โดยมีดอกไม้ป่าค่อย ๆ โน้มตัวพร้อมกับส่งกลิ่นหอม เหมือนอยากอวยพรให้การเดินทางครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

ตอนที่ 3: การเดินทางของมิตรภาพ

หลังจากออกเดินทางจากเมืองเลเกนกราด เรย์กอชและโคเชนกาเดินทางข้ามทุ่งหญ้าและเนินเขาอย่างเงียบงัน ท้องฟ้าในวันนั้นสดใสและเย็นสบาย ลมพัดเบา ๆ ผ่านยอดหญ้าและใบไม้ที่เริ่มเปลี่ยนสีตามฤดูกาล โคเชนกานั่งอยู่บนไหล่ของเรย์กอชอย่างสง่างาม เธอไม่พูดมากนัก แต่สายตาของเธอเต็มไปด้วยความตั้งใจและความหวัง ส่วนเรย์กอชก็ยังคงเงียบเช่นเคย เขาไม่ชินกับการมีใครอยู่ใกล้ ๆ และเขาก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี

ระหว่างทาง โคเชนกาเล่าเรื่องเมืองดูลาเบีย (Đulabija) ให้เรย์กอชฟัง เธอเล่าว่าผู้คนในเมืองเคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบ แต่เมื่อสะพานหินที่เชื่อมเมืองกับทุ่งนาเกิดรอยร้าว ผู้คนก็เริ่มโทษกันไปมา ไม่มีใครยอมซ่อมสะพาน เพราะต่างฝ่ายต่างคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของตน ความขัดแย้งเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นความบาดหมางที่ทำให้เมืองทั้งเมืองสั่นคลอน และเมื่อสะพานพังลง น้ำจากแม่น้ำก็ไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่เกษตร ผู้คนเริ่มขาดอาหาร และความโกรธก็ยิ่งทวีขึ้น

เรย์กอชฟังอย่างเงียบ ๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงทะเลาะกันเรื่องสะพาน เขาเคยเห็นสะพานหินมากมายในเมืองที่หลับใหล และเคยซ่อมมันเล่น ๆ ด้วยหินก้อนใหญ่ที่อยู่ใกล้มือ สำหรับเขา การซ่อมสะพานไม่ใช่เรื่องยาก แต่เขาไม่เคยคิดว่ามันจะมีผลต่อชีวิตของใครมากมายขนาดนั้น

เมื่อเดินทางผ่านป่าใหญ่ โคเชนกาเริ่มเหนื่อย เธอหลับไปบนไหล่ของเรย์กอชอย่างเงียบ ๆ ยักษ์ชรามองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน ไม่เคยมีใครไว้ใจเขาขนาดนี้มาก่อน และเขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีความหมายต่อใครเลย จนกระทั่งวันนี้

สามวันผ่านไป ทั้งสองเดินทางมาถึงริมเมืองดูลาเบีย เมืองที่เคยสดใสบัดนี้เต็มไปด้วยความเงียบและความตึงเครียด ผู้คนมองหน้ากันด้วยความระแวง และไม่มีใครยิ้มให้กันเลย โคเชนกาบินลงจากไหล่ของเรย์กอช แล้วเดินเข้าไปในเมืองเพื่อบอกข่าวว่า เธอพายักษ์มาช่วยซ่อมสะพาน

ผู้คนในเมืองต่างตกใจเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของเรย์กอชที่ยืนอยู่ริมแม่น้ำ พวกเขาไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตเช่นนี้มาก่อน บางคนก็รู้สึกหวาดกลัว แต่โคเชนกาเดินเข้าไปกลางฝูงชน และกล่าวด้วยเสียงมั่นคงว่า “เขามาเพื่อช่วย ไม่ใช่เพื่อทำร้าย” คำพูดนั้นทำให้ผู้คนเริ่มเงียบลง และมองเรย์กอชด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

เรย์กอชไม่พูดอะไร เขาแค่เดินไปยังจุดที่สะพานหินเคยตั้งอยู่ และมองดูเศษหินที่กระจัดกระจาย อยู่ริมฝั่ง เขาโน้มตัวลง หยิบหินก้อนใหญ่ขึ้นมาทีละก้อน และวางมันลงอย่างมั่นคง โดยไม่ต้องใช้แรงมากนัก ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ราวกับเขากำลังซ่อมหัวใจของเมือง ไม่ใช่แค่สะพาน

ผู้คนเริ่มมุงดูด้วยความสงบ ไม่มีเสียงโต้เถียง ไม่มีเสียงวิจารณ์ มีเพียงความเงียบที่เต็มไปด้วยความหวัง และในวันนั้น เมืองดูลาเบียก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย

ตอนที่ 4: สะพานแห่งความเข้าใจ

เมื่อเรย์กอชวางหินก้อนสุดท้ายลงตรงกลางแม่น้ำ เสียงน้ำที่เคยไหลแรงก็เริ่มสงบลง สะพานหินที่เคยพังทลายกลับคืนสู่สภาพมั่นคงอีกครั้ง แม้จะไม่เหมือนเดิมทุกประการ แต่ก็แข็งแรงพอให้ผู้คนเดินข้ามได้อย่างปลอดภัย ผู้คนในเมืองดูลาเบีย มองสะพานที่สร้างขึ้นใหม่ด้วยความเงียบสงบ ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีเสียงโห่ร้อง มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของแต่ละคน ความรู้สึกนั้นก็คือ ความละอาย ความสำนึก และความหวัง

หลังจากสะพานซ่อมเสร็จ โคเชนกาก็เดินไปกลางสะพาน และหันหน้าไปยังชาวเมือง เธอไม่ได้กล่าวโทษใคร ไม่ได้ตำหนิความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เธอเพียงกล่าวว่า “สะพานนี้ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยหินเพียงอย่างเดียว แต่สร้างขึ้นด้วยความตั้งใจของผู้ที่ไม่เคยรู้จักเราเลย” คำพูดนั้นทำให้ผู้คนเริ่มหันมามองหน้ากัน บางคนเริ่มพูดคุย บางคนเดินข้ามสะพานไปยังฝั่งตรงข้ามเพื่อช่วยกันเก็บเศษไม้และซ่อมแซมพื้นที่เกษตรที่ถูกน้ำท่วม

เรย์กอชยืนอยู่เงียบ ๆ ริมแม่น้ำ เขาไม่เข้าใจคำพูดของโคเชนกาทั้งหมด แต่เขารู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนไม่ได้มองเขาด้วยความหวาดกลัวอีกแล้ว เด็ก ๆ เริ่มเดินเข้าใกล้เขา และบางคนก็กล้าถามว่า “ท่านมาจากเมืองไหน” เรย์กอชไม่ตอบ เขาเพียงยิ้มเล็กน้อย และมองไปยังทิศทางของเมืองเลเกนกราดที่อยู่ไกลออกไป

วันต่อมา เมืองดูลาเบียกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผู้คนเริ่มช่วยกันซ่อมแซมบ้านเรือน ปลูกพืช และแบ่งปันอาหารกันมากขึ้น ไม่มีใครพูดถึงความขัดแย้งอีกต่อไป เพราะทุกคนรู้ดีว่า หากไม่มีโคเชนกาและเรย์กอช เมืองนี้อาจไม่มีวันฟื้นกลับมาได้

เรย์กอชไม่ได้อยู่ในเมืองนานนัก เขาไม่ชอบเสียงจอแจ ไม่ชอบถนนที่มีผู้คนพลุกพล่าน และไม่ชอบคำถามที่มากเกินไป เขาเพียงต้องการกลับไปยังเมืองที่หลับใหล กลับไปยังต้นไม้ใหญ่และลำธารที่เขาคุ้นเคย โคเชนกาเข้าใจดี และไม่ได้รั้งเขาไว้ เธอเพียงเดินไปส่งเขาที่ชายป่า และกล่าวว่า “ขอบคุณที่ท่านมา” เรย์กอชพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ

ตอนที่ 5: การกลับคืนและคำตอบของชีวิต

หลังจากเรย์กอชเดินออกจากเมืองดูลาเบีย โคเชนกาก็ได้แต่ยืนมองตามร่างสูงใหญ่ที่ค่อย ๆ ลับหายไปในแนวต้นไม้ เธอรู้ดีว่าเขาไม่ได้ต้องการคำขอบคุณ ไม่ต้องการเสียงสรรเสริญ เขาเพียงทำในสิ่งที่ควรทำ แล้วกลับไปยังที่ที่เขาเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

หลายวันผ่านไป เมืองดูลาเบียเริ่มฟื้นตัวอย่างมั่นคง ผู้คนกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง ความขัดแย้งที่เคยฝังลึกค่อย ๆ จางหายไป และในบทสนทนาของชาวเมือง มักมีชื่อของเรย์กอชปรากฏขึ้นเสมอ แม้เขาจะไม่อยู่ตรงนั้น แต่ความเงียบสงบและความเมตตาของเขายังคงอยู่ในใจของผู้คน

ในขณะเดียวกัน เรย์กอชกลับมาถึงเมืองเลเกนกราดที่หลับใหล เขาเดินผ่านซากหินที่คุ้นเคย ผ่านลำธารที่ยังคงไหลอย่างไม่เปลี่ยนแปลง และนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นเดิมที่เขาเคยนั่งอยู่ทุกวัน แต่ครั้งนี้ ทุกอย่างดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย แม้เมืองจะยังเงียบงันเหมือนเดิม แต่ในใจของเขากลับมีเสียงใหม่ เสียงของโคเชนกา เสียงของผู้คนที่เขาได้ช่วยเหลือ และเสียงของความรู้สึกที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน นั่นก็คือ….ความผูกพัน

เขาเริ่มมองเมืองที่พังทลายด้วยสายตาใหม่ ไม่ใช่เพียงซากหินที่ไร้ชีวิต แต่เป็นสถานที่ที่เขาเคยอยู่ และอาจเป็นสถานที่ที่เขาสามารถฟื้นฟูได้ เขาเริ่มเก็บหินก้อนเล็ก ๆ มาวางเรียงกันอย่างเงียบ ๆ ไม่ใช่เพื่อสร้างสิ่งใหญ่โต แต่เพื่อให้เมืองนี้มีชีวิตเล็ก ๆ กลับคืนมา

วันหนึ่ง โคเชนกากลับมาเยี่ยมเขาอีกครั้ง เธอไม่ได้มาขอความช่วยเหลือ แต่เพียงมานั่งข้างเขาใต้ต้นไม้ใหญ่ ทั้งสองไม่พูดอะไรมากนัก เพียงนั่งเงียบ ๆ ฟังเสียงลมและเสียงน้ำไหล เหมือนกับว่าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกแล้ว เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว นั่นก็คือ…มิตรภาพที่แท้จริง

และนับจากวันนั้น เมืองเลเกนกราดก็ไม่ใช่เมืองที่หลับใหลอีกต่อไป แม้จะยังไม่มีผู้คนมากมาย ไม่มีเสียงจอแจ แต่ก็มีชีวิตเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นอย่างเงียบ ๆ มีดอกไม้ป่าที่ผลิบานมากขึ้น มีลำธารที่ใสขึ้น และมีมิตรภาพที่ยังคงอยู่ในใจของยักษ์ชราและนางฟ้าผู้กล้าหาญ.

ยักษ์เรย์กอชนั่งใต้ซุ้มหินกลางป่าฤดูใบไม้ร่วง กำลังเล่านิทานให้โคเชนกา นางฟ้าตัวเล็กผมทองที่มีปีกโปร่งใส สวมชุดพื้นเมืองปักลายอย่างประณีต ท่ามกลางแสงแดดอ่อนและใบไม้ร่วงที่โรยทั่วพื้นป่า