Posted in นิทานสร้างแรงบันดาลใจ, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

จ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ : นิทานสอนใจ เปลี่ยนความผิดพลาดเป็นโอกาส

เมื่อพูดถึงนิทานเกี่ยวกับ “ถั่ววิเศษ” ภาพที่หลายคนนึกถึงมักหนีไม่พ้นเรื่องราวในแนว แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ที่เด็กชายนำถั่วไปแลกกับวัว ก่อนจะถูกโยนทิ้งลงดิน และในชั่วข้ามคืน เมล็ดถั่วเหล่านั้นกลับเติบโตเป็นต้นถั่วยักษ์สูงเสียดฟ้า พาเขาไต่ขึ้นไปสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยยักษ์ สมบัติ และการผจญภัยเหนือจินตนาการ นิทานลักษณะนี้จึงกลายเป็นภาพจำของ “ถั่ววิเศษ” ที่ทั้งตื่นเต้นและชวนฝันสำหรับเด็ก ๆ ทั่วโลก

ด้วยความโด่งดังของนิทานอมตะเช่นนี้ จึงมีนักเล่านิทานจำนวนไม่น้อยพยายามหยิบแนวคิดมาสร้างสรรค์เรื่องใหม่ บางคนเลือกแต่งเป็น “ภาคต่อ” โดยเชื่อมโยงเหตุการณ์ให้ยังอยู่ในโลกเดียวกับแจ็ค ราวกับเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการผจญภัยครั้งเดิม ขณะที่อีกหลายคนเลือกเพียง “ยืมแรงบันดาลใจ” จากเมล็ดถั่ววิเศษ แล้วนำมาถักทอเป็นนิทานเรื่องใหม่ทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับโครงเรื่องเดิม แต่ยังคงเสน่ห์ของความมหัศจรรย์เอาไว้

ส่วนนิทานเรื่อง จ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ ได้เลือกเดินในเส้นทางแบบใดกันแน่? จะเป็นภาคต่อที่เชื่อมโยงกับนิทานเรื่องเดิม หรือเป็นเรื่องใหม่ที่ใช้เพียงแนวคิดของถั่ววิเศษนำมาสร้างเป็นนิทานเรื่องใหม่ คำตอบนั้นคงต้องลองอ่านกันดูด้วยตัวเอง แต่ที่น่าคิดยิ่งกว่านั้นก็คือ หากเด็ก ๆ ได้ลองแต่งนิทานเกี่ยวกับ “ถั่ววิเศษ” ขึ้นมาสักเรื่อง เด็ก ๆ จะสร้างเรื่องราวแบบไหนกันนะ เพียงแค่จินตนาการตาม ก็ชวนให้สนุกขึ้นมาแล้วจริง ๆ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อว่า “จ๊อกแจ๊ก” จ๊อกแจ๊กเป็นเด็กกำพร้าพ่อ ตั้งแต่คุณพ่อจากจ๊อกแจ๊กไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ คุณแม่ก็ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว จ๊อกแจ๊กรักและเป็นห่วงคุณแม่มาก เขาจึงพยายามช่วยทำงานบ้านทุกอย่างเพื่อแบ่งเบาภาระของคุณแม่

ทุกวัน หลังจากจ๊อกแจ๊กทำงานบ้านเสร็จแล้ว จ๊อกแจ๊กมักหยิบหนังสือนิทานเรื่อง “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” ที่คุณพ่อเคยอ่านให้ฟังมานั่งดู จ๊อกแจ๊กชอบนิทานเรื่องนี้มาก เพราะนอกจากมันจะทำให้เขาคิดถึงพ่อแล้ว จ๊อกแจ๊กยังรู้สึกว่าชีวิตของเขาช่างคล้ายกับตัวเอกในนิทานมากเหลือเกิน บางที…สักวันหนึ่ง เขาอาจต้องนำวัวของครอบครัวไปขายเพื่อแลกกับถั่ววิเศษ และในตอนท้าย เขาอาจได้ปีนต้นถั่วไปนำแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำมาให้แม่ และนั่นอาจทำให้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เป็นได้

อยู่มาวันหนึ่ง  คุณแม่บอกจ๊อกแจ๊กว่า “ตอนนี้ ครอบครัวของเรามีเงินเหลืออยู่น้อยมาก  ลูกช่วยเอาวัวไปขายที่ตลาดหน่อยนะจ๊ะ เราจะได้มีเงินมาใช้เป็นทุนตั้งต้นทำกิจการเล็ก ๆ อะไรสักอย่าง”  ทันทีที่จ๊อกแจ๊กได้ฟัง  เขาก็คิดในใจว่า  ชีวิตของเขาช่างเหมือนกับตัวเอกในนิทานจริง ๆ  แล้วอีกไม่นาน ก็คงมีชายชรามาขอแลกวัวกับถั่ววิเศษแน่ ๆ  เมื่อจ๊อกแจ๊กคิดเช่นนั้น เขาจึงรีบจูงวัวไปที่ตลาดทันที

เมื่อจ๊อกแจ๊กไปถึงตลาด  ใจของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับการขายวัวเลย  เขามัวแต่มองหาชายชราที่มีเมล็ดถั่วหลากสีอยู่ในมือ   จ๊อกแจ๊กเฝ้ารอชายชราเหมือนที่เขาเคยฟังในนิทานอยู่นาน นานจนเขาเกือบจะหมดหวัง แต่ก่อนที่จ๊อกแจ๊กจะถอดใจ  จู่ ๆ ชายชราผู้มีเมล็ดถั่วอยู่ในมือก็เดินตรงมาหาเขาแล้วพูดว่า  “สวัสดีจ้ะหนูน้อย  หนูเคยฟังนิทานเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ไหม”  จ๊อกแจ๊กอ้าปากค้างเมื่อได้ฟังชื่อของนิทานเรื่องโปรด เขาพยักหน้าตอบชายชรา จากนั้น ชายชราจะพูดต่อไปว่า  “เมล็ดถั่วที่หนูเห็นอยู่นี่ ไม่ใช่เมล็ดถั่วธรรมดา แต่มันเป็นเมล็ดถั่ววิเศษที่อาจทำให้ครอบครัวของหนูมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เป็นได้   ถ้าหนูเชื่อใจคนแก่อย่างฉัน  ฉันยอมขาดทุน  แลกถั่ววิเศษ 1 ถังใหญ่กับวัวของหนู  หนูจะตกลงไหม”

เมื่อจ๊อกแจ๊กได้ยินถ้อยคำของชายชรา เขาก็ตัดสินใจแลกวัวกับถั่ววิเศษ โดยเขาหวังว่า ถั่ววิเศษ จะทำให้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้จริง ๆ

แต่อนิจจา เมื่อแจ็คกลับมาถึงบ้านแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณแม่ฟัง พร้อมกับลุ้นให้คุณแม่ขว้างถั่ววิเศษออกไปที่นอกหน้าต่างแบบในนิทาน คุณแม่กลับหยิบถั่วออกมาพิจารณา จากนั้น คุณแม่ก็ถอนใจ ก่อนที่จะบอกจ๊อกแจ๊กว่า “ถั่วทั้งหมดนี้คือถั่วเขียวธรรมดา ๆ  ลูกถูกพ่อค้าขายถั่วหลอกเอาเสียแล้ว”  คุณแม่พยายามกลั้นน้ำตาในขณะที่พูดเพราะคุณแม่รู้ว่าในบ้านไม่มีสมบัติอื่นใดที่จะขายได้อีก จากนั้น คุณแม่ก็พูดต่อไปว่า “แม่ผิดเองที่ไม่ได้ไปช่วยลูกขายวัว ลูกขึ้นนอนเถอะ แล้วค่อยคิดว่าเราจะทำยังไงกันต่อไป”

คืนนั้น จ๊อกแจ๊กนอนไม่หลับเลย เขารู้ดีว่าความผิดพลาดครั้งนี้มีผลต่อครอบครัวที่กำลังลำบากของเขามากแค่ไหน เขาเสียใจมาก เขาอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาก็รู้ดีว่า ไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปในอดีตได้

วันต่อมา จ๊อกแจ๊กรีบตื่นแต่เช้า โดยเขาตั้งใจที่จะทำงานบ้านต่าง ๆ เพื่อลบล้างความผิด แต่ทันทีที่จ๊อกแจ๊กเดินลงมายังห้องครัว สิ่งที่เขาพบก็ทำให้เขาต้องประหลาดใจ

แน่นอนว่า เมล็ดถั่วเขียวธรรมดา ๆ ไม่ได้งอกเป็นต้นถั่ววิเศษแบบในนิทาน  แต่จ๊อกแจ๊กเห็นคุณแม่กำลังง่วนอยู่กับการปูกระดาษบาง ๆ ในถาดหลายสิบใบ แล้วพรมน้ำจนชุ่ม ครั้นเมื่อคุณแม่เห็นจ๊อกแจ๊กเดินลงมา  คุณแม่ก็ส่งยิ้มให้ลูกชาย พร้อมกับบอกลูกว่า “ไหน ๆ เราก็ไม่มีทุนทำกิจการอื่น แม่เลยคิดว่า เราน่าจะเอาสิ่งที่เรามี นั่นก็คือถั่วเขียว มาเพาะให้เป็นถั่วงอกสำหรับนำไปขาย บางทีถั่วธรรมดา ๆ เหล่านี้ อาจกลายเป็นถั่ววิเศษที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ดีขึ้นก็ได้นะลูก มามะ มาช่วยแม่เพาะถั่วเขียวกันนะ”

รอยยิ้มของแม่ที่สู้เสมอทำให้จ๊อกแจ๊กคิดถึงรอยยิ้มของพ่อที่ไม่เคยย่อท้อ จ๊อกแจ๊กรู้ดีว่าเขาไม่สามารถกลับไปแก้ไขเรื่องที่เขาโดนหลอกได้ แต่เขาช่วยแม่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดได้ เขาจึงลงมือช่วยคุณแม่ดูแลถั่วเขียวอย่างเต็มที่

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ความร่วมมือร่วมใจของแม่กับจ๊อกแจ๊กก็ทำให้พวกเขามีถั่วงอกสวย ๆ ไปขายเป็นครั้งแรก ซึ่งทันทีที่ชาวบ้านเห็นถั่วงอกของสองแม่ลูก ชาวบ้านก็แย่งกันซื้อถั่วงอกจนหมดไม่มีเหลือ

ความพยายามของจ๊อกแจ๊กกับแม่ทำให้ถั่วธรรมดา ๆ กลายเป็นถั่ววิเศษที่ช่วยสร้างรายได้ให้แก่พวกเขาอย่างคาดไม่ถึง เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้จ๊อกแจ๊กได้เรียนรู้ว่า การเสียใจกับเรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เลย แต่การยิ้มสู้กับปัญหาและพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยสติปัญญา เป็นหนทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่า

ในที่สุด ชีวิตของจ๊อกแจ๊กกับคุณแม่ก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

เด็กชายตัวเล็กนั่งข้างถุงถั่วเขียว กำลังมองเมล็ดถั่วอย่างสนใจ ภาพประกอบนิทานจ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ โทนอุ่นน่ารัก มีกรอบดอกไม้