Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

รอยยิ้มของเด็กน้อย : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจ

คืนวันก่อน มีข้อความสอบถามมาทางกล่องข้อความว่า “ขออนุญาตสอบถามหน่อยนะคะ นิทานเรื่อง รอยยิ้มของเด็กน้อย ที่เคยลงให้อ่าน หายไปไหนแล้วเหรอคะ พอดีลองหาแล้วไม่เจอเลยค่ะ”

ผมเลยตอบไปยาวเหยียดว่า “สวัสดีครับ ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ คือ หลายปีที่ผ่านมา นิทานนำบุญโดนละเมิดลิขสิทธิ์มากขึ้นเรื่อย ๆ (ทำให้ผมต้องใช้เวลาเก็บหลักฐานเบื้องต้น , ติดต่อผู้ละเมิด , (ถ้าไม่จบก็ต้อง) ไปโรงพักเพื่อแจ้งความ, ไปสอบปากคำ, หาหลักฐานยืนยันตัวตนว่าผู้ละเมิดเป็นใคร, จ้างทนายเคสละ 50000-80000 บาท, ขึ้นศาล) ผมพบว่า คนละเมิดมักเข้ามาในเว็บ แล้ว copy นิทานไปใช้แบบมักง่าย ยิ่งลงนิทานเยอะ เขาก็จะมีตัวเลือกในการขโมยเยอะ ผมเลยยุติการเผยแพร่นิทานไป 200 เรื่อง เหลือไว้ในเว็บ 100 เรื่อง – – นิทานเรื่อง รอยยิ้มของเด็กน้อย จึงมีการหยุดเผยแพร่ไป – – แต่ผมจะนำกลับมาลง ให้คุณ Chalisa ได้อ่านนะครับ (นิทาน 100 เรื่องที่ลงอยู่ ยังไม่ครบ 100 – – ผมจะนำมาลงให้นะครับ ) แตีอีกราว 1 ปีเศษ ผมอาจนำนิทานนำบุญออกจากเว็บทั้งหมด เหลือแต่นิทานนานาชาติ เพราะถึงตอนนี้ ผมรู้สึกว่า ตัวเองในวัย 56 ปี ไม่สามารถติดตามคดีต่าง ๆ ได้สะดวกนัก ชีวิตไม่ได้ทำอะไรเลยครับ ต้องเสียเวลาเก็บหลักฐานและไปโรงพักตลอด (วันนี้ก็ไป) และพอจะฟ้อง ก็ต้องเอาเงินเก็บมาจ่ายค่าทนาย ไป ๆ มา ๆ เงินที่ตั้งใจจะใช้ตอนบั้นปลายชีวิต เริ่มที่จะน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ วิธีที่จะหยุดคนมักง่ายได้ ก็คงเหลือแค่ ไม่เผยแพร่นิทานออกไป มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวด แต่…วันนี้ ตอนเจอตำรวจและบอกตำรวจว่า จะฟ้องคดีนึง เป็นนักศึกษา จะฟ้องเป็นคดีอาญา เพราะให้โอกาสหลายครั้ง แต่ไม่สำนึกในความผิดเลย – – ตำรวจบอก น้องเขาจะเสียอนาคตนะ อย่าเลย (ผมอึ้งไปเลย) ไป ๆ มา ๆ เหมือนกับว่า การถูกละเมิดเป็นเรื่องธรรมดา ปล่อยคนละเมิดไปเถอะ อะไรทำนองนี้ – – – เล่าซะยาว รอนิดนึงนะครับ ขอทำภาพประกอบแล้วจะนำนิทานมาลงให้นะครับ”

จากข้อความที่ส่งมา และคำสัญญาที่พี่นำบุญให้ไว้ วันนี้ ผมทำภาพปกเสร็จแล้ว เลยนำนิทานที่ถามถึงกลับมาให้อ่านนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าเมืองคนหนึ่งเป็นชายสูงวัยที่ไม่ค่อยชอบเด็กสักเท่าไหร่ เจ้าเมืองผู้นี้เชื่อว่า เด็กคือต้นเหตุที่ทำให้เมืองของเขายากจน ดังคำที่กล่าวว่า “การมีลูกหนึ่งคนจะทำให้จนไปเจ็ดปี” ด้วยเหตุนี้ เจ้าเมืองจึงกำชับให้ชาวเมืองทุก ๆ หลีกเลี่ยงการมีลูกโดยเด็ดขาด

อยู่มาวันหนึ่ง คุณนกกระสาบุรุษไปรษณีย์ผู้มีหน้าที่ส่งเด็กกำพร้าไปยังครอบครัวใหม่ที่เหมาะสมได้พาเด็กชายวัยยังไม่ถึงหนึ่งขวบคนหนึ่ง บินมาส่งยังห้องนอนของภรรยาท่านเจ้าเมือง โชคดีที่ภรรยาท่านเจ้าเมืองเป็นคนรักเด็ก เมื่อคุณนายเห็นเด็กน้อยส่งยิ้มให้ เธอก็ตกหลุมรักและตั้งใจจะเลี้ยงดูเด็กน้อยเป็นลูกบุญธรรมแม้จะต้องขัดใจท่านเจ้าเมืองบ้างก็ตาม

เช้าวันต่อมา  คุณนายจัดเตรียมรถเข็นเด็กเพื่อพาเด็กน้อยมุ่งหน้าไปยังบ้านของเจ้าเมือง ระหว่างทาง คุณนายบอกให้เด็กน้อยยิ้มสู้กับทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้น พร้อมกับร้องเพลงให้เด็กน้อยฟังด้วยน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนว่า “ยิ้มน้อย ๆ  ยิ้มน้อย ๆ  เจ้าตัวน้อยส่งยิ้มมา   ยิ้มน้อย ๆ  จากดวงตา  มาซิมาส่งยิ้มกัน”

คุณนายร้องเพลงไปพลาง ยิ้มให้เจ้าตัวน้อยไปพลาง จนชาวเมืองวางมือจากงานแล้วเข้ามาชะโงกดูเด็กน้อยในรถเข็นกันอย่างเนืองแน่น ในตอนแรก ชาวเมืองค่อนข้างประหลาดใจที่เห็นเด็กน้อยในรถเข็น แต่เมื่อชาวเมืองได้เห็นรอยยิ้มที่แสนน่ารักของเจ้าหนูน้อย ทุกคนก็ลืมความประหลาดใจ เหลือเพียงความสดชื่นในหัวใจและรู้สึกว่าโลกรอบตัวนั้นงดงามกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก

ชาวเมืองต่างเดินตามคุณนายมายังบ้านของท่านเจ้าเมืองราวกับทุกคนต้องมนตร์สะกด ใจหนึ่งทุกคนรู้สึกดีที่เห็นคุณนายเข็นเด็กน้อยเข้ามาในเมือง แต่อีกใจหนึ่งทุกคนก็กังวลว่าเจ้าเมืองผู้ไม่รักเด็กจะยอมให้คุณนายเลี้ยงดูเด็กน้อยที่แสนน่ารักคนนี้ต่อไปหรือไม่

และแล้ว…สิ่งที่ทุกคนกังวลใจก็เป็นจริง เพราะทันทีที่คุณนายเผชิญหน้ากับท่านเจ้าเมืองและเล่าเรื่องทั้งหมดให้สามีฟัง เจ้าเมืองผู้ไม่รักเด็กก็ถึงกับหนวดกระตุกด้วยความโกรธ แล้วตั้งท่าจะขับไล่เด็กรวมทั้งภรรยาออกจากเมืองทันที

แต่ก่อนที่เจ้าเมืองจะออกคำสั่งขับไล่ บังเอิญเจ้าเมืองเหลือบไปเห็นรอยยิ้มของเด็กน้อยในรถเข็น ที่ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้น เด็กน้อยก็ยังคงยิ้มได้เสมอ

ความน่ารักของเด็กน้อยทำให้เจ้าเมืองเริ่มใจอ่อน แต่ด้วยบทบาทของเจ้าเมืองที่เคยออกคำสั่งให้ชาวเมืองหลีกเลี่ยงการมีลูก เจ้าเมืองจึงแกล้วเฉไฉว่า เรื่องนี้ตนเองอนุญาตไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยส่วนรวมด้วย

เมื่อชาวเมืองเห็นว่าเจ้าเมืองมีทีท่าที่อ่อนลง และทุกคนเห็นว่ารอยยิ้มของเด็กนั้นมีค่าต่อการสร้างกำลังใจมากเพียงไร  ทุกคนจึงพร้อมใจกันร้องเพลงว่า “ยิ้มน้อย ๆ  ยิ้มน้อย ๆ  เจ้าตัวน้อยส่งยิ้มมา   ยิ้มน้อย ๆ  จากดวงตา  มาซิมาส่งยิ้มกัน ๆ ๆ ๆ ๆ”

เสียงร้องเพลงของชาวเมืองเป็นเสมือนคำตอบที่ทำให้เจ้าเมืองเข้าใจได้ในทันทีว่าชาวเมืองต้องการเด็กน้อยคนนี้มากเพียงไร  แต่เจ้าเมืองยังคงห่วงเรื่องความยากจน เพราะหากเขาอนุญาตให้ภรรยาเลี้ยงเด็กคนนี้เป็นลูก  ในอนาคต…ชาวเมืองก็คงขอมีลูกบ้าง  ไป ๆ มา ๆ  ทุกคนในเมืองก็คงยากจนต่อไปแบบไม่รู้จบ  เจ้าเมืองจึงมองหน้าของเด็กน้อยที่ยังคงยิ้มอยู่ในรถเข็น  แล้วพูดด้วยความลำบากใจว่า “ถ้าการเลี้ยงเด็กจะไม่ทำให้บ้านเมืองต้องยากจน ฉันคงตัดสินใจได้ไม่ยากหรอก”

ในขณะนั้นเอง เทวดาผู้คุ้มครองเมืองเห็นว่าเจ้าเมืองและชาวเมืองลืมนึกถึงบางสิ่งมานานแล้ว นั่นคือรอยยิ้มอันแสนสดใสของเด็กสามารถสร้างพลังใจให้ผู้ใหญ่ได้อย่างมากมายไม่รู้จบ ด้วยเหตุนี้ เทวดาผู้คุ้มครองเมืองจึงปรากฏตัวขึ้น แล้วเอ่ยปากว่า ถ้าเจ้าเมืองรวมทั้งชาวเมืองยอมกลับมามีลูกและเลี้ยงดูเด็ก ๆ ให้มีรอยยิ้มที่สดใส เทวดาทั้งหลายก็จะมอบของขวัญให้แก่ชาวเมือง ด้วยการเสกฝนและความอุดมสมบูรณ์ให้กลับมายังเมืองอีกครั้ง

เมื่อเจ้าเมืองได้ฟัง เจ้าเมืองรวมทั้งทุก ๆ คนในเมืองก็น้อมรับเงื่อนไขของเทวดา

ในที่สุด เด็กน้อยก็ได้เติบโตเป็นลูกของเจ้าเมืองและภรรยา ส่วนชาวเมืองก็เริ่มมีลูกกันอีกครั้ง ซึ่งเมื่อทุกคนดูแลให้เด็ก ๆ ยิ้มได้อย่างมีความสุข เทวดาก็มอบของขวัญให้ทุก ๆ คนตามสัญญา

แม้ท้ายที่สุด ชาวเมืองอาจไม่ได้ร่ำรวยมากแบบผู้คนในเมืองอื่น ๆ แต่สิ่งที่พวกเขารู้สึกก็คือ พวกเขามีความสุขมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่พวกเขาได้เห็นรอยยิ้มอันแสนบริสุทธิ์ของเด็กตัวน้อย ๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินทองเป็นไหน ๆ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานตลก, นิทานเด็ก

ช่างตัดผมผู้มีพรสวรรค์ : นิทานนำบุญตลก ๆ สำหรับเด็กและครอบครัว

ในการแต่งนิทานเรื่องต่าง ๆ นิทานเรื่อง “ช่างตัดผมผู้มีพรสวรรค์” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ไม่มั่นใจเลยว่า เด็ก ๆ จะเข้าใจคำสำคัญบางคำในเรื่องหรือเปล่า!

จริง ๆ แล้ว คำดังกล่าวไม่ใช่คำที่ยาก แต่เด็ก ๆ อาจจะไม่เคยใช้หรืออาจไม่เคยได้ยิน ซึ่งการนำคำดังกล่าวมาใช้ในการแต่งนิทาน จึงต้องลุ้นว่าเด็ก ๆ จะเข้าใจไหม (ถ้าเข้าใจก็จะขำ แต่ถ้าไม่เข้าใจ นิทานเรื่องนี้อาจกลายเป็นนิทานธรรมดา ๆ ไปเลย) ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่ที่อ่านนิทานให้ลูกฟังรู้สึกว่า ลูกไม่เข้าใจ “คำ” ที่อยู่ในเรื่อง การช่วยอธิบายสักเล็กน้อย ก็จะช่วยเติมคำศัพท์ให้ลูกรู้จักการใช้คำในภาษาไทยมากขึ้น และน่าจะฟังนิทานได้สนุกขึ้น

กาลครั้งหนึ่งในเมืองที่แสนจะยากจน ยังมีช่างตัดผมคนหนึ่งเป็นช่างตัดผมที่ไม่มีใครอยากจะไป ตัดผมด้วย  ไม่ใช่เป็นเพราะเขาไม่มีความสามารถในการตัดผมหรือมีนิสัยที่ไม่น่าคบหา  แต่เหตุผลจริง ๆ ที่ทำให้ใครต่อใครไม่อยากจะไปตัดผมกับเขา ก็เป็นเพราะพรสวรรค์ของช่างตัดผมคนนี้ที่ลงมือตัดผมครั้งใด ผมของลูกค้ามีอันต้องยาวขึ้นกว่าตอนก่อนตัดถึงสองเท่าทุกครั้ง  ช่างตัดผมไม่รู้ว่าพรสวรรค์ในการตัดผมให้ยาวขึ้นนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร  แต่เขารู้ดีว่าเขาคงไม่เหมาะกับอาชีพตัดผมนี้เสียแล้ว

ช่างตัดผมจึงเปลี่ยนอาชีพไปเป็นช่างตัดเสื้อ เขาคิดว่าอาชีพตัดเสื้อเป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับเขาไม่ใช่น้อย เพราะอย่างน้อยที่สุด เขาก็สามารถนำกรรไกรตัดผมที่เขามีอยู่มาใช้ในการตัดเสื้อได้โดยไม่ต้องซื้อหาของใหม่

เมื่อชาวบ้านรู้ว่าช่างตัดผมผู้น่าสงสาร (เพราะมีพรสวรรค์ผิดประเภท) เปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างตัดเสื้อ  ชาวบ้านจึงพากันนำเสื้อผ้ามาให้ช่างช่วยตัดช่วยแก้เป็นการใหญ่  ช่างตัดผมซาบซึ้งในน้ำใจของชาวบ้านจึงพยายามวัดตัวและตัดเสื้อผ้าอย่างประณีตที่สุด  แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะทั้งๆ ที่ช่างตัดผมวัดขนาดและตัดเสื้อผ้าให้ชาวบ้านอย่างพอดิบพอดีแล้วก็ตาม แต่เมื่อถึงวันรับของ เสื้อผ้าของชาวบ้านกลับยาวยืดเกินขนาดออกไปถึงสองเท่า ช่างตัดผมรู้ตัวทันทีว่า เขาคงไม่เหมาะกับอาชีพนี้เสียแล้ว

ช่างตัดผมจึงคิดหาอาชีพใหม่ ซึ่งควรจะเป็นอาชีพที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก ช่างตัดผมมองดูกรรไกรที่อยู่ในมือพลางคิดกลับไปกลับมาอยู่หลายตลบ  ในที่สุด เขาก็คิดได้ว่าเขาควรจะลองเป็นช่างตัดหญ้าดูสักครั้ง 

ช่างตัดผมเริ่มต้นงานตัดหญ้าด้วยการรับอาสาตัดหญ้าให้ชาวบ้านโดยไม่คิดเงิน ช่างตัดผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดก็เพื่อเป็นการขอโทษที่เขาทำให้เสื้อผ้าของใครต่อใครยาวผิดขนาดกันไปหมด

การตัดหญ้าเป็นไปด้วยดีตั้งแต่เช้าจรดเย็น ช่างตัดผมตัดหญ้าได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเพราะเขามีทักษะในการตัดผมมาก่อน  ทุกๆ คนต่างพากันชื่นชมในผลงานของช่างตัดผม  ส่วนช่างตัดผมเองก็คิดว่านี่คงเป็นงานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา

แต่น่าเสียดายที่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อช่างตัดผมและชาวบ้านตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น สิ่งที่พวกเขาเห็นได้นำความประหลาดใจมาให้พวกเขาเป็นอันมาก เพราะสนามหญ้าที่ช่างตัดผมเพิ่งจะตัดหญ้าไปเมื่อวานนี้กลับมีหญ้าขึ้นรกเต็มไปหมด แถมหญ้ายังยาวกว่าตอนก่อนตัดถึงสองเท่า  ช่างตัดผมรู้ทันทีว่านี่คงเป็นผลมาจากพรสวรรค์ของเขาแน่ๆ  พรสวรรค์ที่เมื่อเขาตัดอะไรก็ตาม มันก็จะยาวขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่าเสมอ  ช่างตัดผมรู้สึกท้อแท้และไม่ชอบพรสวรรค์ของเขาเอาเสียเลย

ช่างตัดผมพยายามตัดใจที่จะไม่ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการตัดอะไรๆ อีกต่อไป เขารู้แล้วว่าพรสวรรค์ของเขาจะทำให้สิ่งที่เขาคิดจะตัด กลับยืดยาวออกไปเป็นสองเท่าจากที่เขาตั้งใจเสมอ   ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงจากพรสวรรค์ที่เขาไม่ต้องการนี้ก็คือ การตัดใจไม่ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการตัดทุกชนิด

แต่เช้าวันรุ่งขึ้น ช่างตัดผมกลับเกิดความรู้สึกที่อยากจะทำงานเกี่ยวกับการตัดมากขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่า พรสวรรค์ของเขาทำให้การตัดใจไม่ทำอาชีพเกี่ยวกับการตัดกลับพลิกผันไปในทางตรงกันข้าม  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเกิดความรู้สึกที่อยากจะทำงานเกี่ยวกับการตัดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาบอกกับตัวเองว่า เขาต้องคิดให้รอบคอบกว่าเดิมสักหน่อย

ช่างตัดผมคิดทบทวนว่าเขาควรจะตัดอะไรดี   การตัดที่ทำให้สิ่งต่างๆ ยาวขึ้นเป็นสองเท่านี้ มันพอจะมีประโยชน์อะไรบ้างไหมหนอ  ช่างตัดผมคิด คิด แล้วก็คิด  ในที่สุด ช่างตัดผมก็ได้ความคิดดี ๆ

ช่างตัดผมรีบเดินทางไปที่พระราชวังและขอสมัครงานในตำแหน่งคนสร้างถนนซึ่งเรียกว่าพนักงานตัดถนนทันที  แม้งบประมาณในการตัดถนนของเมืองจน ๆ แห่งนี้จะมีไม่มากนัก แต่เมื่อช่างตัดผมผู้ซึ่งมีพรสวรรค์ในการตัดสิ่งต่าง ๆ ให้ยาวขึ้นได้มารับตำแหน่งเป็นพนักงานตัดถนน  ไม่นานนัก เมืองทั้งเมืองก็มีถนนสายยาว ๆ เต็มไปหมด

ชาวบ้านต่างมีความสุขกันถ้วนหน้าที่มีถนนหนทางดีๆ ใช้  ส่วนช่างตัดผมเองก็รู้สึกภูมิใจที่เขาได้ใช้พรสวรรค์ของเขาให้เป็นประโยชน์เสียที  และแล้วนิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

บ้านแสนสุข : นิทานก่อนนอน อบอุ่นหัวใจสำหรับเด็ก

ในทุกค่ำคืนที่เด็ก ๆ รอฟังนิทานก่อนนอน เรื่องเล่าสั้น ๆ ที่ชวนให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจ มักจะกลายเป็นความทรงจำที่อยู่กับเด็ก ๆ ไปอีกนานแสนนาน นิทานจึงเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมความรัก ความฝัน และความสุขภายในครอบครัว

บ้านแสนสุข แต่งขึ้นเพื่อพาเด็ก ๆ เข้าสู่โลกที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความน่ารักและความอบอุ่น ทุกฉากทุกตอนสะท้อนความสุขเล็ก ๆ ที่เด็ก ๆ คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ หรือบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยและเป็นมิตร

แม้จะเป็นนิทานธรรมดา ๆ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่คือเรื่องเล่าเกี่ยวกับความสุขภายในครอบครัว ความเมตตาต่อสัตว์ และความแปลกในบางช่วงบางตอน ที่น่าจะทำให้เด็ก ๆ ยิ้มได้

นานมาแล้ว มีครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง เป็นครอบครัวของคุณพ่อเอื่อยเฉื่อยกับ คุณแม่เร่งร้อน คุณพ่อเอื่อยเฉื่อยเป็นคุณพ่อที่ชอบทำอะไรช้า ๆ เรื่อย ๆ คุณพ่อจึงอาสาอยู่บ้านเพื่อดูแลบ้านแทนคุณแม่ ส่วนคุณแม่เร่งร้อนเป็นคุณแม่ที่ทำอะไรได้แคล่วคล่องว่องไว คุณแม่จึงรักที่จะทำงานนอกบ้านแทนที่จะต้องอยู่บ้านเหมือนกับคุณแม่คนอื่น ๆ

นอกจากคุณพ่อเอื่อยเฉื่อยกับคุณแม่เร่งร้อนแล้ว  ในครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวนี้ยังมีลูกสาวอีกคนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่าน้องฝ้าย   น้องฝ้ายเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ใครเห็นก็อดที่จะรักและเอ็นดูเธอไม่ได้  ปีนี้น้องฝ้ายอายุเกือบ 4 ขวบแล้ว  แต่น้องฝ้ายอยากโตเร็วกว่านี้ เพราะเธออยากเข้าโรงเรียนไปเจอกับเพื่อน ๆ อย่างที่คุณแม่เคยเล่าให้ฟังเอาไว้ 

วันหนึ่ง ในขณะที่คุณพ่อเอื่อยเฉื่อยกำลังนอนกลางวันฝันหวาน  น้องฝ้ายแอบเปิดประตูบ้าน แล้วค่อย ๆ ย่องออกไปเดินเล่นในสวน  สวนของน้องฝ้ายอยู่ติดกับป่าละเมาะซึ่งมีดอกไม้สีสวยส่งกลิ่นหอมชวนให้สดชื่น  น้องฝ้ายมีความสุขมากที่ได้ออกมาเดินย่ำหญ้านุ่ม ๆ ในสวนแบบนี้  แต่ในขณะที่น้องฝ้ายกับเพลินใจอยู่นั้น  จู่ ๆ น้องฝ้ายก็เหลือบไปเห็นลูกกระต่ายตัวเล็ก ๆ ซึ่งพลัดหลงกับแม่  น้องฝ้ายส่งยิ้มสดใสให้เจ้ากระต่ายน้อยอย่างเป็นมิตร  นี่คือเพื่อนคนแรกในชีวิตของเธอ  น้องฝ้ายคุกเข่าลงแล้วกวักมือเรียกลูกกระต่ายอย่างแผ่วเบา  และแล้ว เจ้ากระต่ายน้อยก็ค่อย ๆ กระโดดเข้าสู่อ้อมกอดของเพื่อนใหม่ด้วยความอุ่นใจ

เมื่อคุณพ่อตื่นนอน  น้องฝ้ายอุ้มกระต่ายน้อยเข้าไปหาคุณพ่อแล้วพูดกับคุณพ่ออย่างอ่อนหวานว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?”  คุณพ่อไม่รู้ว่าคุณแม่จะชอบใจไหม แต่คุณพ่อก็ไม่อยากทำให้น้องฝ้ายเสียใจ  ดังนั้น คุณพ่อจึงยอมให้น้องฝ้ายเลี้ยงเจ้ากระต่ายน้อยได้ โดยจะต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่ให้คุณแม่รู้

วันต่อมา เมื่อคุณแม่ออกไปทำงาน  น้องฝ้ายกับน้องต่ายก็พากันไปวิ่งเล่นในสวน  ในขณะที่น้องฝ้ายกำลังเพลิน ๆ อยู่นั้น  เจ้ากระต่ายน้อยก็บังเอิญเหลือบไปเห็นลูกกระรอกตัวหนึ่ง ซึ่งพลัดหลงจากแม่มาเหมือนกับมัน  กระต่ายน้อยเรียกให้น้องฝ้ายดูลูกกระรอกที่น่าสงสาร  เพื่อนคนที่สองปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว  น้องฝ้ายเดินตรงเข้าไปหาเพื่อนใหม่อย่างช้า ๆ จากนั้น น้องฝ้ายก็ก้มลงลูบหลังของเจ้ากระรอกด้วยความรัก

หลังจากที่ลูกกระรอกคุ้นเคยกับน้องฝ้าย  น้องฝ้ายก็อุ้มเจ้ากระรอกน้อยเข้าไปหาคุณพ่อแล้วพูดกับคุณพ่อเหมือนเมื่อวานว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?”  คุณพ่อไม่อยากทำให้น้องฝ้ายเสียใจ  ดังนั้น คุณพ่อจึงยอมให้น้องฝ้ายเลี้ยงลูกกระรอกได้ แต่ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่ให้คุณแม่รู้

วันรุ่งขึ้น พอคุณแม่ออกจากบ้าน น้องฝ้ายก็ชวนเจ้ากระต่ายกับลูกกระรอกออกไปวิ่งเล่นกันในสวน  คราวนี้ เพื่อนทั้งสามเจอลูกหมีตัวเล็ก ๆ ที่พลัดหลงจากแม่มาอีกตัวหนึ่ง  ลูกหมีดูหงอย ๆ อย่างบอกไม่ถูก  แต่เมื่อลูกหมีเห็นรอยยิ้มที่เป็นมิตรของน้องฝ้ายกับเจ้ากระต่ายและเจ้ากระรอก  ลูกหมีก็รู้ในทันทีว่า  มันคงไม่ต้องอยู่อย่างเดียวดายอีกต่อไปแล้ว

น้องฝ้ายพาลูกหมีไปหาคุณพ่อแล้วพูดกับคุณพ่อเหมือนทุกครั้งว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?”  คุณพ่อไม่อยากทำให้น้องฝ้ายเสียใจ  ดังนั้น คุณพ่อจึงยอมให้น้องฝ้ายเลี้ยงลูกหมีได้ แต่ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้…อย่าเพิ่งบอกให้คุณแม่รู้

น้องฝ้ายพาเพื่อน ๆ ของเธอออกไปเดินเล่นในสวนทุก ๆ วัน ซึ่งทุกครั้งที่เธอกลับเข้าบ้าน  เธอก็มักจะพาเพื่อนใหม่กลับมาถามคุณพ่อว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?” อยู่เสมอ  ไม่นานนัก บ้านของน้องฝ้ายก็เต็มไปด้วยลูกสัตว์น้อยใหญ่ นับตั้งแต่ลูกหนูพุกตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงลูกช้างตัวเบ้อเริ่ม! 

จริง ๆ แล้วคุณแม่ของน้องฝ้ายน่าจะรู้ว่าในบ้านมีอะไรบางอย่างที่แปลก ๆ ไป  แต่ด้วยความที่คุณแม่เหนื่อยกับการทำงานนอกบ้านมาก  ดังนั้น เมื่อคุณแม่กลับถึงบ้าน คุณแม่ก็มักจะอ่อนเพลียเกินกว่าที่จะสังเกตเห็นเพื่อนใหม่ที่น้องฝ้ายแอบซ่อนเอาไว้เป็นความลับ

และแล้ว เมื่อใกล้จะถึงวันเกิดของคุณแม่  คุณพ่อเอื่อยเฉื่อยซึ่งไม่ค่อยจะกระตือรือร้นกับเรื่องอะไรสักเท่าไหร่ ก็ลุกขึ้นมาจัดแจงวางแผนกับน้องฝ้าย เพื่อทำให้คุณแม่แปลกใจในวันคล้ายวันเกิด   

เมื่อคุณแม่ผู้เหนื่อยอ่อนเปิดประตูเข้ามาในบ้านในคืนวันสำคัญ  บ้านทั้งหลังวอมแวมไปด้วยแสงเทียนที่แสนอบอุ่น  คุณพ่อซึ่งแต่งตัวคล้ายกับนักแสดงละครสัตว์ เปิดหมวกแล้วโค้งต้อนรับสุภาพสตรีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน  น้องฝ้ายพาคุณแม่ไปนั่งบนเก้าอี้นุ่ม ๆ ที่คุณพ่อเตรียมเอาไว้ และก่อนที่คุณแม่จะจับต้นชนปลายถูก  เสียงดนตรีที่สนุกสนานก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับขบวนพาเหรดของลูกสัตว์นานาชนิดที่คุณแม่คิดไม่ถึง 

คุณแม่ทั้งแปลกใจและเอ็นดูลูกสัตว์ทุก ๆ ตัวที่ผลัดกันเต้นและเล่นตลกจนคุณแม่อดที่จะหัวเราะไม่ได้  และเมื่อคุณพ่อกับน้องฝ้ายเล่าที่มาที่ไปของลูกสัตว์ทุก ๆ ตัวที่พลัดหลงจากแม่ให้คุณแม่สุดที่รักฟัง  คุณแม่ก็ยอมให้เพื่อน ๆ ที่แสนน่ารักของน้องฝ้ายอาศัยอยู่ในบ้านได้อย่างไม่มีเงื่อนไข  

พวกลูกสัตว์ทั้งหลายดีใจมากที่ได้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นไปด้วยความรัก  และค่ำคืนนั้น… บ้านทั้งหลังก็อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุข

Posted in #นิทานคุณธรรม, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

ปฏิบัติการช่วยเพื่อน : นิทานมิตรภาพและการช่วยเหลือเพื่อน

นิทานเกี่ยวกับมิตรภาพเป็นนิทานที่อ่านเมื่อไรก็อบอุ่นใจเมื่อนั้น เพราะทุกคนล้วนเคยมีเพื่อนที่รัก เคยช่วยเหลือกัน หรือเคยได้รับความช่วยเหลือจากใครสักคนในวันที่ลำบาก เรื่องราวเหล่านี้จึงมีคุณค่าสำหรับทุกคน

“ปฏิบัติการช่วยเพื่อน” เป็นนิทานที่เล่าเรื่องของกลุ่มเพื่อนตัวน้อยที่ไม่ยอมอยู่เฉยเมื่อมีเพื่อนคนหนึ่งกำลังเดือดร้อน ความน่ารักของนิทานเรื่องนี้อยู่ตรงที่ตัวละครไม่ได้เป็นฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีพลังวิเศษ หรือมีของวิเศษใด ๆ แต่พวกเขามีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือหัวใจที่อยากช่วยเพื่อนอย่างจริงจัง และพร้อมจะลงมือทำในแบบที่เด็ก ๆ ก็สามารถทำตามได้

การอ่านหรือฟังนิทานเรื่องนี้ นอกจากจะได้ลุ้นและเอาใจช่วยเหล่าลูกสัตว์แล้ว เด็ก ๆ ยังจะได้เห็นว่า บางครั้งสิ่งเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม อาจมีคุณค่ามากกว่าที่คิด และเมื่อหลายคนช่วยกันคนละนิดคนละหน่อย ก็อาจเกิดเรื่องดี ๆ ที่คาดไม่ถึงขึ้นได้ นิทานเรื่องนี้จึงเป็นนิทานอีกหนึ่งที่เหมาะสำหรับอ่านก่อนนอน หรืออ่านร่วมกันในครอบครัว

กาลครั้งหนึ่ง ณ โรงเรียนประถมของลูกสัตว์ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายป่า มีลูกสัตว์ชนิดต่างๆ ราว 20 ตัวเป็นเพื่อนรักที่เรียนหนังสือด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล วันหนึ่ง ก่อนการปิดเทอมใหญ่ 1 วัน คุณครูแพะหนุ่มได้นำข่าวร้ายมาแจ้งให้ลูกสัตว์ทั้งชั้นฟังว่า ในปีหน้า…เจ้ากระรอกน้อยอาจต้องออกจากโรงเรียน เพราะครอบครัวของมันไม่มีเงินส่งเสียให้มันเรียนต่อ เจ้ากระรอกน้อยรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว มันจึงได้แต่กล่าวคำอำลาเพื่อน ๆ อย่างเศร้า ๆ แล้วขอลากลับบ้านไปด้วยน้ำตานองหน้า

เมื่อลูกสัตว์ทั้งหมดทราบเรื่อง พวกมันก็เสียใจจนพูดไม่ออก ลูกสัตว์บางตัวร้องไห้ไม่ยอมหยุด แต่ลูกกระแตซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเจ้ากระรอกน้อยคิดว่า แทนที่พวกมันจะมัวแต่ร้องไห้ พวกมันควรคิดหาทางช่วยเจ้ากระรอกน้อยจะดีกว่า

ในตอนแรก ลูกกระแตอยากขอเรี่ยไรเงินจากเพื่อน ๆ มาช่วยเจ้ากระรอกน้อย แต่เนื่องจากลูกสัตว์ทั้งหลายยังเป็นเด็กและไม่ได้ร่ำรวยอะไร ลูกกระแตจึงต้องคิดหาวิธีการใหม่

เจ้าเม่นเสนอความคิดขึ้นมาว่า “เราอาจหาเงินได้ด้วยการทำงานพิเศษนะ” ลูกสัตว์บางตัวเห็นดีด้วย แต่เนื่องจากพวกลูกสัตว์ยังเป็นเด็ก โอกาสหางานทำจึงยากมาก ๆ

ในขณะที่ทุกคนจนปัญญา  เจ้าตุ่นน้อยผู้รอบรู้ได้เสนอความคิดขึ้นมาว่า “พวกเรารู้ไหม  ขยะต่าง ๆ สามารถนำไปขายได้  ถ้าพวกเราช่วยกันเก็บขยะ เช่น กระดาษ, ขวดพลาสติกและกระป๋องโลหะต่าง ๆ มาจัดจำแนกแยกขาย  บางทีพวกเราอาจรวบรวมเงินพอที่จะช่วยเจ้ากระรอกน้อยก็ได้นะ”

เมื่อลูกสัตว์ทั้งหมดได้ฟัง พวกมันก็เริ่มมีความหวัง ดังนั้น ลูกสัตว์ทุกตัวจึงตกลงที่จะแยกย้ายกันกลับบ้านเพื่อหาเศษขยะและสิ่งของเหลือใช้ต่าง ๆ แล้วจะกลับมาพบกันอีกครั้งใน 1 เดือนข้างหน้า

เวลาผ่านไปไวราวสายลมพัด เมื่อถึงเวลานัดหมาย พวกลูกสัตว์ก็กลับมาพบกันที่โรงเรียนอีกครั้ง ซึ่งตลอด 1 เดือน ลูกสัตว์ทุกตัวเที่ยวเก็บเศษกระดาษ, ใบปลิว, หนังสือพิมพ์, ใบเสร็จรับเงิน หรืออะไรก็ตามที่เป็นกระดาษมาแยกใส่ถุงเอาไว้ นอกจากนี้ พวกมันยังรวบรวมขวดน้ำพลาสติก, ขวดนมสดและกระป๋องน้ำอัดลมที่ล้างสะอาดแล้ว มาแยกใส่ถุงอย่างเต็มกำลังความสามารถอีกด้วย แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ขยะที่พวกลูกสัตว์เก็บมาได้มีปริมาณมากถึงขนาดที่ต้องขอร้องให้คุณครูแพะหนุ่มช่วยเป็นธุระในการนำขยะไปขายให้

ในตอนแรก คุณครูแพะหนุ่มตกใจที่เห็นถุงใส่ขยะเกือบ 100 ใบกองสุมกันสูงกว่าตัวของคุณครูเสียอีก แต่เมื่อคุณครูได้ฟังเรื่องทั้งหมดและทราบถึงความตั้งใจดีของพวกลูกสัตว์ที่ต้องการช่วยเพื่อน คุณครูจึงนำขยะใส่รถกระบะ แล้วช่วยเอาไปขายยังร้านรับซื้อขยะที่เชื่อถือได้

เย็นวันนั้น ลูกสัตว์ทั้งหลายรอคุณครูอยู่ที่โรงเรียนอย่างใจจดใจจ่อ พวกมันอยากรู้ว่าขยะทั้งหมดที่เก็บมาได้จะขายได้เงินพอให้เจ้ากระรอกน้อยเพื่อนรักมีทุนเรียนหนังสือต่อหรือไม่

และแล้ว…ช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุดก็มาถึง ลูกสัตว์ดีใจที่เห็นคุณครูแพะหนุ่มขับรถกลับมาที่โรงเรียน แต่เมื่อพวกมันเห็นสีหน้าเพลีย ๆ ของคุณครูสุดหล่อ พวกลูกสัตว์ก็เริ่มหน้าเจื่อนและคิดว่าความพยายามของพวกมันคงจะล้มเหลว

คุณครูแพะหนุ่มดื่มน้ำอึกใหญ่แล้วหยิบกระดาษที่จดไว้ออกมากางเพื่ออ่านให้ลูกสัตว์ทุกตัวฟังว่า “วันนี้…ครูนำขยะที่พวกเราเก็บได้ไปขาย  ซึ่งราคาขยะแต่ละประเภทมีดังนี้  หนังสือพิมพ์, กระดาษสีขาว, เศษกระดาษและสมุดที่ฉีกปกออกแล้ว  ราคากิโลกรัมละ 5 บาท, ขวดพลาสติกใสราคากิโลกรัมละ 15 บาท, ขวดพลาสติกสีขุ่นราคากิโลกรัมละ 20 บาท, กระป๋องน้ำอัดลมราคากิโลกรัมละ 40 บาท”

คุณครูหยุดพูดนิดหนึ่ง แล้วยิ้มให้กับลูกศิษย์พร้อมกับบอกว่า “สรุปวันนี้พวกเราขายขยะได้เงินมากถึง 5,555 บาท ซึ่งพอให้เจ้ากระรอกน้อยเรียนหนังสือได้ตลอดทั้งปี แถมยังมีเงินเหลืออีกนิดหน่อยด้วย”

ลูกสัตว์ทั้งหลายส่งเสียงไชโยกันดังลั่น พวกมันเพิ่งรู้ว่าที่คุณครูดูเพลีย ๆ เป็นเพราะคุณครูต้องช่วยยกขยะจำนวนมากไปชั่งขายทำให้คุณครูแทบจะหมดแรงเลยทีเดียว เมื่อสรุปยอดเงินให้ลูกศิษย์ทั้งหลายฟังแล้ว คุณครูจึงชวนลูกสัตว์ทั้งหมดขึ้นรถ แล้วนำเงินไปมอบให้แก่เจ้ากระรอกน้อยทันที

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ความร่วมมือร่วมใจกันของลูกสัตว์ตัวเล็ก ๆ ทำให้พวกมันเปลี่ยนขยะไร้ค่าให้กลายเป็นเงินค่าเล่าเรียนก้อนสำคัญสำหรับเพื่อนที่พวกมันรักได้

ในที่สุด เจ้ากระรอกน้อยก็ได้เรียนหนังสือกับเพื่อน ๆ ต่อไป เจ้ากระรอกน้อยดีใจมากที่เพื่อน ๆ กับคุณครูพยายามช่วยเหลือมันอย่างเต็มที่ ส่วนลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ ก็ดีใจเช่นกันที่พวกมันสามารถช่วยเจ้ากระรอกน้อยเพื่อนรักได้เป็นผลสำเร็จ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

น้องหนูจูจุ๊บ : นิทานเด็กกับพลังจูจุ๊บมหัศจรรย์

ในโลกของเด็กเล็ก ๆ ความรักและความอบอุ่นมักถูกถ่ายทอดผ่านรอยยิ้มและการกอด แต่สำหรับ น้องหนูจูจุ๊บ เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความน่ารัก เธอมีพลังวิเศษที่ไม่เหมือนใคร พลังนั้นคือ “พลังจูจุ๊บ” ที่สามารถเปลี่ยนทุกวันธรรมดาให้กลายเป็นวันที่สดใส

นิทานเรื่องนี้จะพาคุณผู้อ่านเข้าสู่การผจญภัยที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ความรัก และมิตรภาพ เหมาะสำหรับใช้เป็น นิทานก่อนนอน, นิทานเด็กเล็ก, และ นิทานสอนใจ ที่ช่วยให้หัวใจของผู้อ่านอบอุ่นทุกครั้งที่เปิดอ่าน

นานมาแล้ว มีเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งชื่อว่าครีม น้องครีมอายุ 2 ขวบ เธอเป็นเด็กดี…ไม่ดื้อไม่ซน นางฟ้าประจำตัวจึงเนรมิตพลังจูจุ๊บให้น้องครีมเป็นของขวัญ พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ น้องครีมชอบใช้พลังของเธอในการทำให้คนรอบข้างมีความสุข

ทุก ๆ เช้า น้องครีมจะปลุกคุณพ่อคุณแม่ด้วยการจูจุ๊บที่ข้างแก้ม พลังจูจุ๊บที่แสนวิเศษของน้องครีมทำให้คุณพ่อรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ส่วนคุณแม่ก็เกิดอาการคึกคักสดชื่น…อยากลุกไปทำกับข้าว คุณพ่อคุณแม่ชอบให้น้องครีมจูจุ๊บ น้องครีมเองก็มีความสุขที่ได้จูจุ๊บคุณพ่อคุณแม่

หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ไปทำงาน น้องครีมต้องอยู่บ้านกับคุณทวดและคุณป้า คุณทวดเป็นแม่ของคุณยายซึ่งเสียไปแล้ว คุณทวดมีลูกเพียงคนเดียว ดังนั้น ท่านจึงค่อนข้างเศร้าและว้าเหว่ น้องครีมรักคุณทวดเพราะคุณทวดน่ารัก ทุก ๆ วัน น้องครีมจะคอยจูจุ๊บคุณทวดที่มือและแก้ม พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ คุณทวดอุ่นใจและมีความสุขเมื่อน้องครีมจูจุ๊บท่าน

ช่วงสาย ๆ คุณป้ามักจะอุ้มน้องครีมไปอาบน้ำ น้องครีมไม่ชอบอาบน้ำ แต่เธอไม่เคยบ่น สิ่งเดียวที่น้องครีมชอบเวลาเข้าห้องน้ำคือการได้เล่นกับเจ้าเป็ดน้อยตัวเหลืองอ๋อย น้องครีมชอบเป็ดน้อยที่สุด แต่น้องครีมไม่รู้ว่าเป็ดน้อยชอบเธอบ้างหรือเปล่า วันหนึ่ง เมื่อคุณป้าออกจากห้องน้ำไปรับโทรศัพท์ น้องครีมจึงลองจูจุ๊บเจ้าเป็ดน้อย

เมื่อเจ้าเป็ดน้อยโดนจูจุ๊บ เจ้าเป็ดน้อยที่ทำจากยางก็กลายร่างเป็นเป็ดตัวใหญ่ที่มีชีวิต พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ เจ้าเป็ดบอกให้น้องครีมขึ้นขี่หลัง จากนั้น มันก็พาน้องครีมดำลงไปในอ่างน้ำเพื่อเดินทางไปยังดินแดนลึกลับ

ทันทีที่เจ้าเป็ดพาน้องครีมไปถึงดินแดนลึกลับ น้องครีมจ้องมองสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวพลางถามเจ้าเป็ดว่าโน่นอะไร…นี่อะไร….ไม่ยอมหยุด น้องครีมไม่เคยคิดมาก่อนว่าพลังในการจูจุ๊บของเธอจะทำให้เธอได้พบกับสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจได้ถึงขนาดนี้ น้องครีมเห็นไดโนเสาร์ตัวโต, นางฟ้าแสนสวย, เงือกน้อยน่ารักและสิ่งมหัศจรรย์ต่าง ๆ ที่ยากจะสาธยายได้หมด

ในขณะที่น้องครีมกำลังตื่นเต้นกับสิ่งรอบ ๆ ตัวอยู่นั้น จู่ ๆ น้องครีมก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ดูผิดแปลกไปจากปกติ น้องครีมค่อย ๆ คิด…ค่อย ๆ นึก ในที่สุด น้องครีมก็พบว่าไดโนเสาร์, นางฟ้า, เงือกน้อยและใครต่อใครในดินแดนแห่งนี้ต่างมีหน้าตาท่าทางที่ดูเศร้า ๆ อย่างไรบอกไม่ถูก น้องครีมไม่อยากเห็นใครทำหน้าเศร้า เธอคิดว่าพลังของเธอน่าจะทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นได้บ้าง ด้วยเหตุนี้ น้องครีมจึงกระซิบเจ้าเป็ดเพื่อนรัก แล้วให้เจ้าเป็ดพาเธอไปจูจุ๊บทุก ๆ คนที่อยู่ในดินแดนแห่งนั้น

เมื่อน้องครีมจูจุ๊บไดโนเสาร์, นางฟ้า, เงือกน้อยและใครต่อใครในดินแดนลึกลับ พวกเขาก็เกิดความรู้สึกชื่นบานขึ้นมาอย่างประหลาด พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ ดินแดนลึกลับแปรเปลี่ยนเป็นดินแดนที่สดใสเปี่ยมสุขในเวลาเพียงชั่วพริบตา

น้องครีมเล่นสนุกกับเพื่อนใหม่จนเหนื่อยอ่อน และเมื่อถึงเวลาอันควร น้องครีมก็ให้เจ้าเป็ดเพื่อนรักพาเธอกลับบ้าน

เจ้าเป็ดผู้น่ารักพาน้องครีมมาถึงห้องน้ำทันเวลาที่คุณป้ากลับจากรับโทรศัพท์พอดี เจ้าเป็ดกลายร่างเป็นเป็ดน้อยตัวเหลืองอ๋อยดังเดิม ส่วนเวลาที่ดูเนิ่นนานในดินแดนลึกลับก็เท่ากับเวลาเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวในโลกปกติ น้องครีมเก็บเรื่องราวทั้งหมดไว้เป็นความลับ จากนั้น น้องครีมก็ปล่อยให้คุณป้าอาบน้ำให้เธอจนตัวหอมฟุ้ง

คืนวันนั้น น้องครีมเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำด้วยความเหนื่อยอ่อน พลังจูจุ๊บที่แสนวิเศษทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นมากมาย และก่อนที่น้องครีมจะผล็อยหลับไปเพียงครู่เดียว เธอก็รู้สึกว่ามีริมฝีปากอุ่น ๆ ของคนสองคนมาจูจุ๊บที่ข้างแก้มจนเธออดที่จะนอนอมยิ้มไม่ได้ คุณพ่อกับคุณแม่ชอบแอบเข้ามาจูจุ๊บที่แก้มแบบนี้เสมอ น้องครีมชอบให้คุณพ่อคุณแม่จูจุ๊บ เพราะพลังจูจุ๊บของคุณพ่อคุณแม่ช่วยทำให้น้องครีมนอนหลับฝันดีได้ตลอดทั้งคืน

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

พระราชาองค์ใหม่: นิทานสอนใจเรื่องเจ้าชายกับความซื่อสัตย์

ในการตัดสินใจเลือกใครสักคนมาเป็นพระราชาองค์ใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพระราชาองค์ปัจจุบันมีพระโอรสที่พร้อมจะขึ้นครองบัลลังก์ถึงสามพระองค์ และทุกพระองค์ต่างมีความเหมาะสมที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

พระราชาจึงใช้วิธีแบบโบราณในการตัดสิน ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้คนในอดีตเชื่อถือกันมาอย่างยาวนาน และแม้ว่าวิธีนี้จะดูเหมือนเป็นเพียงการเสี่ยงโชค แต่แท้จริงแล้ว มันกลับเป็นบททดสอบที่ช่วยเผยให้เห็นสิ่งสำคัญบางอย่างในตัวของแต่ละคน

แล้วบททดสอบครั้งนี้จะบอกอะไรเกี่ยวกับเจ้าชายทั้งสามบ้าง และใครกันแน่ที่จะเหมาะสมกับการเป็นพระราชาองค์ใหม่มากที่สุด นิทานเรื่องนี้มีคำตอบรออยู่ให้ติดตาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาผู้แสนดีองค์หนึ่ง ทรงเป็นที่รักของประชาชนโดยถ้วนหน้า ครั้นเมื่อพระราชาทรงชราภาพ พระองค์จึงคิดที่จะเฟ้นหาพระราชาองค์ใหม่ เพื่อให้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของประชาชนสืบต่อจากตน แต่ด้วยเหตุที่พระราชามีลูกชายอยู่ถึงสามพระองค์ ดังนั้น พระราชาจึงคิดให้เจ้าชายทั้งสามยิงธนูเลือกคู่ตามประเพณีโบราณ แล้วใช้ผลจากการเลือกคู่ในครั้งนี้ ตัดสินว่าลูกคนใดควรเป็นพระราชาองค์ต่อไปมากที่สุด!

ตามประเพณีการเลือกคู่ เจ้าชายจะต้องขึ้นไปยังหอคอยยอดปราสาท แล้วง้างศรยิงธนูเพื่อทำการเสี่ยงทาย ซึ่งหากลูกธนูไปตกใกล้กับสตรีนางใด เจ้าชายก็จะต้องแต่งงานกับสตรีนางนั้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

เมื่อวันเลือกคู่มาถึง เจ้าชายองค์โตทรงแกล้งเล็งธนูไปยังบ้านของกลุ่มขุนนาง เพราะพระองค์เชื่อว่า การแต่งงานกับสตรีสูงศักดิ์ จะทำให้พระองค์เหมาะสมกับตำแหน่งพระราชามากกว่าเจ้าชายพระองค์อื่น

ฝ่ายเจ้าชายองค์กลางผู้ต้องการเป็นพระราชาเช่นเดียวกันนั้น พระองค์ทรงแกล้งเบี่ยงคันศรให้หันไปยังสำนักปราชญ์ที่อยู่กลางป่า แล้วยิงธนูโดยคาดหวังว่า การมีภรรยาเป็นหญิงสาวผู้รอบรู้ น่าจะช่วยให้พระองค์มีโอกาสได้เป็นพระราชามากยิ่งขึ้น

ส่วนเจ้าชายองค์เล็กผู้เป็นคนซื่อตรงกลับทำการต่างไปจากพี่ ๆ คือพระองค์ทรงยิงธนูขึ้นไปบนฟ้าตามประเพณีปฏิบัติ แล้วปล่อยให้ลูกธนูเลือกเนื้อคู่ให้แก่พระองค์ตามพลังแห่งพรหมลิขิต

ครั้นเมื่อเจ้าชายองค์โตเดินทางไปเก็บลูกธนู พระองค์ก็ทรงตกใจมากที่เห็นลูกธนูปักอยู่ในหนองน้ำซึ่งมีคางคกอยู่เต็มไปหมด เจ้าชายองค์โตไม่อยากมีชายาเป็นคางคก ดังนั้น พระองค์จึงดึงลูกธนูออกจากหนองน้ำ แล้วขว้างลูกธนูเข้าไปในบ้านของขุนนางเพื่อที่พระองค์จะได้แต่งงานกับหญิงสาวผู้มีชาติตระกูลสูง

ฝ่ายเจ้าชายองค์กลางเองก็ตกใจไม่แพ้พี่ชาย เพราะแม้ว่าลูกธนูของพระองค์จะพุ่งไปตกยังสำนักของเหล่าปราชญ์ แต่มันกลับไปปักอยู่ที่กิ่งไม้ซึ่งมีนกฮูกสาวยืนหลับอยู่ เจ้าชายองค์กลางไม่อยากมีชายาเป็นนกฮูก ดังนั้น พระองค์จึงดึงธนูออกจากกิ่งไม้ แล้วขว้างลูกธนูให้ลอยลิ่วไปตกลงใกล้ ๆ กับบุตรสาวของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่

ส่วนเจ้าชายองค์เล็กทรงพบว่า ลูกธนูของพระองค์ได้พุ่งไปปักอยู่ในเล้าหมูที่แสนสกปรก เจ้าชายทรงตกใจต่อสิ่งที่ได้เห็น แต่ด้วยความที่พระองค์เป็นคนซื่อตรงอย่างยากที่จะหาใครเทียบได้ เจ้าชายจึงยอมรับคู่ครองตามพรหมลิขิตโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

ครั้นเมื่อเจ้าชายทั้งสามพาเนื้อคู่กลับมายังปราสาท ผู้คนต่างนึกขันที่เห็นเจ้าชายองค์เล็กทรงอุ้มหมูสาวเอาไว้ในอ้อมแขน ในขณะเดียวกัน ทุก ๆ คนก็หันไปมองสตรีผู้สูงศักดิ์และลูกสาวของนักปราชญ์ด้วยความชื่นชม คุณสมบัติของหญิงสาวคนใดจะทำให้เนื้อคู่ของนางได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระราชาในอนาคต! หลายชีวิตในท้องพระโรงต่างรอคอยการตัดสินใจของพระราชาด้วยใจจดจ่อ

เมื่อพระราชาเสด็จเข้าสู่ท้องพระโรง พระองค์ทรงยิ้มและเอ่ยคำตัดสินให้ทุก ๆ คนฟังว่า “แม้การมีคู่ครองที่ดีจะมีความสำคัญในการเป็นพระราชาองค์ใหม่ แต่ความซื่อสัตย์ของตัวพระราชาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากยิ่งกว่า และด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงขอประกาศว่า ผู้ที่เหมาะแก่การเป็นพระราชามากที่สุด ก็คือบุตรชายองค์เล็กของข้าพเจ้านั่นเอง”

เจ้าชายผู้พี่ต่างละอายใจที่พระบิดาทรงล่วงรู้การกระทำของพวกตนจนหมดสิ้น ส่วนเจ้าชายองค์เล็กผู้ซื่อตรงก็ยังคงยืนยันที่จะแต่งงานกับหมูสาวตามผลของการยิงธนูเลือกคู่ในครั้งนี้

แต่อนิจจา! ความปรารถนาของเจ้าชายองค์เล็กกลับต้องล่มสลายไป เพราะทันทีที่พระองค์ก้มลงจุมพิตหมูสาวเพื่อขอแต่งงาน หมูสาวก็กลายร่างเป็นเจ้าหญิงแสนสวยอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

เจ้าชายทรงหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น ส่วนเจ้าหญิงเองก็ทรงยินดีที่จะได้แต่งงานกับเจ้าชายผู้ซื่อสัตย์

ในที่สุด เจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ได้ครองรักกัน และทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นพระราชากับพระราชินีที่ประชาชนให้ความเคารพรักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระราชาองค์เก่าเลย

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง : นิทานนางฟ้าองค์น้อยผู้ไม่ยอมใช้เวทมนตร์

ถ้าอ่านชื่อนิทานแบบผ่าน ๆ นิทานก่อนนอนเรื่อง “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง : นิทานนางฟ้าองค์น้อยผู้ไม่ยอมใช้เวทมนตร์” อาจทำให้คุณผู้อ่านคาดเดาเนื้อเรื่องไปต่าง ๆ นานา บางคนอาจคาดเดาไปว่า นิทานเรื่องนี้คงเป็นนิทานแนวแฟนตาซีผจญภัย ที่นางฟ้าองค์น้อยคงมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ใช้เวทมนตร์ต่อสู้กับคนร้ายไม่ได้ (อะไรทำนองนั้น)

แต่ถ้าได้อ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว คุณผู้อ่านจะพบว่า นี่คือตัวอย่างของนิทานส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกของเด็ก ที่ใช้นิทานในการบ่มเพาะพฤติกรรมอันพึงประสงค์ (อย่างแนบเนียน) แทนที่จะแต่งนิทานเพื่อสอนเด็กให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้แบบตรง ๆ (ซึ่งมักไม่ได้ผล)

การแต่งนิทานในลักษณะนี้ แม้เนื้อเรื่องจะดูง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แต่ในฐานะนักแต่งนิทาน นิทานแบบนี้แต่งไม่ง่ายเลย แถมการวางบทบาทตัวละครคุณพ่อคุณแม่ในเรื่อง ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นปกติที่เราพบเห็นได้ทั่วไป (โดยเฉพาะนิทานที่แต่งมาตั้งแต่ปี 2557)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนางฟ้าอายุสามขวบองค์หนึ่ง จู่ ๆ ก็ไม่ยอมใช้เวทมนตร์ “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง” ที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่กลับอยากทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เรื่องบางเรื่องอย่างการติดกระดุมเสื้อ ถ้าใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกนิดเดียว กระดุมเสื้อก็จะติดเองโดยไม่ต้องลำบาก แต่พอนางฟ้าองค์น้อยตัดสินใจหัดติดกระดุมด้วยตัวเอง เธอจึงต้องใช้ความพยายามจนมันกลายเป็นเรื่องยุ่งยากของชีวิต

ครั้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ของนางฟ้าองค์น้อยเห็นเข้า  ทั้งคู่จึงบอกลูกว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ยิ้มแล้วตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

วันต่อมา  นางฟ้าองค์น้อยอยากฝึกผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเองอีก  การผูกเชือกรองเท้าไม่ใช่เรื่องง่าย เธอพยายามผูกไปผูกมา…ผูกมาผูกไป แต่ผูกเท่าไหร่ก็ยังผูกไม่ได้  เมื่อคุณพ่อคุณแม่เห็น ทั้งคู่จึงบอกลูกสาวว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

วันรุ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่เห็นนางฟ้าองค์น้อยหยิบกรรไกรสำหรับเด็กมาหัดตัดกระดาษฉับฉับฉับ  การที่เด็กเล็ก ๆ จะใช้กรรไกรตัดกระดาษนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  คุณพ่อคุณแม่จึงบอกลูกสาวว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

เวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน นางฟ้าองค์น้อยลองทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองไม่ยอมหยุด ทุกครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าเธอทำไม่ได้ ท่านทั้งสองก็มักจะแนะนำให้ลูกสาวใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง แต่ทุกคราวนางฟ้าองค์น้อยก็จะปฏิเสธ จนทั้งคู่เลิกแนะนำนางฟ้าองค์น้อยอีก เพราะรู้ว่าบอกอย่างไรลูกสาวก็ไม่เชื่อ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ยังไม่รู้ก็คือ ความตั้งใจในการฝึกหัดทำสิ่งต่าง ๆ ของนางฟ้าองค์น้อยนั้นมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งมันกำลังจะเปิดเผยในไม่ช้า!

และแล้ววันนั้นก็มาถึง เช้าวันหนึ่ง นางฟ้าองค์น้อยตื่นนอนก่อนใคร ๆ ในบ้าน เธอตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุกที่เธอตั้งเวลาด้วยตัวเอง จากนั้น เธอก็ลุกขึ้นมาจัดดอกไม้ใส่แจกันด้วยตัวเอง แล้วแต่งตัว, หวีผม, ติดกระดุม, ผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเอง ที่สำคัญ เธอเอาขนมปังกับแยมมาจัดใส่จานสามใบด้วยตัวเอง แล้วเทนมสามแก้ววางบนโต๊ะกินข้าว ครั้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ตื่นนอนและเดินมาที่โต๊ะกินข้าว นางฟ้าองค์น้อยก็รีบลุกขึ้นยืน พร้อมกับร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดให้ตัวเอง

ณ เวลานั้น  คุณพ่อคุณแม่เพิ่งนึกได้ว่าวันนี้คือวันเกิดของลูกสาว แต่สิ่งที่นางฟ้าองค์น้อยเตรียมไว้ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะเมื่อนางฟ้าองค์น้อยร้องเพลงจบ  เธอก็พูดว่า “หนูขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ให้หนูเกิดมา  หนูรักคุณพ่อคุณแม่มาก แต่หนูไม่อยากใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกของให้คนที่หนูรัก หนูอยากมอบความรักของหนูให้คุณพ่อคุณแม่ด้วยฝีมือของหนูเองมากกว่า” จากนั้น  นางฟ้าองค์น้อยก็หยิบการ์ดที่เธอทำและตกแต่งด้วยกระดาษตัดเป็นรูปหัวใจส่งให้คุณพ่อคุณแม่

แม้ในการ์ดจะไม่มีข้อความใด ๆ เพราะนางฟ้าองค์น้อยยังเขียนหนังสือไม่ได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็มองเห็นข้อความในใจของลูกสาวปรากฏอยู่ที่การ์ดใบนั้นอย่างเด่นชัด

“หนูรักคุณพ่อคุณแม่มาก ๆ นะคะ”

คุณพ่อคุณแม่มองตากันสักครู่แล้วคุกเข่าลงกอดนางฟ้าองค์น้อยพร้อมกับหอมแก้มลูกสาวสุดที่รักคนละข้าง นางฟ้าองค์น้อยทำตาโตและอมยิ้ม พร้อมกับกะพริบตา “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง” ด้วยความรู้สึกที่แสนพิเศษ จากนั้น เธอก็หลับตาลง แล้วพยายามจดจำความรู้สึกอันอบอุ่นในช่วงเวลานั้นเอาไว้ในหัวใจของเธอ ซึ่งมันจะอยู่ในความทรงจำของเธอไปตราบชั่วนิรันดร์

ภาพนิทานปิ๊งปิ๊งปิ๊ง นางฟ้าองค์น้อยฝึกทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองหลายฉาก สื่อถึงความพยายามและการเติบโตโดยไม่ใช้เวทมนตร์
นางฟ้าองค์น้อยยืนพยายามผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเองในห้องนอน บรรยากาศอบอุ่น ไม่ใช้เวทมนตร์
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

พระราชาองค์น้อย : นิทานก่อนนอน ชวนฝันดี

นิทานเรื่อง “พระราชาองค์น้อย” เป็นนิทานที่ผมแต่งลงในนิตยสารขวัญเรือนนานแล้ว และได้ลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ (สาขา 2) ซึ่งปิดตัวไปแล้ว ผมเห็นว่า มีผู้อ่านจำนวนมากที่ไม่ได้ตามไปอ่านในเว็บไซต์นั้น ผมจึงนำมาลงให้อ่านกันอีกครั้ง หวังว่าคงชอบนะครับ

ช่วงนี้ ผมไม่ได้แต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เพิ่มเลย เพราะพอแต่งนิทานเรื่องใหม่ออกมา ไม่นานก็จะถูกละเมิดลิขสิทธิ์ นำนิทานไปทำคลิปหรือลงในเว็บอื่น ผมเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยมาก จนท้อ และที่น่าเศร้ามาก ๆ คือ คนละเมิดมักเป็นนักศึกษา ครู อาจารย์ สถาบันการศึกษา ซึ่งเมื่อผมพบอะไรแบบนี้ ผมมักจุก พูดไม่ออก ไม่รู้จะอธิบายยังไงจริง ๆ

ในเรื่องคดีความ ผมต้องเดินทางไปสถานีตำรวจตั้งแต่เดือนตุลา จนตอนนี้เมษา รวมแล้วเกิน 10 ครั้ง ทุกครั้งจะต้องเตรียมเอกสารหลักฐานไปให้ตำรวจ บางคดีผมต้องสืบหาหลักฐานนานราว 2 สัปดาห์ แล้วเรียบเรียงไปให้ตำรวจสอบปากคำ (ซึ่งเสียเวลา เสียค่าเดินทาง และเหนื่อยจริง ๆ ครับ) ถ้าไม่มีคนละเมิด ผมคงมีเวลาแต่งนิทานสนุก ๆ ให้ได้อ่านกันอีกมาก

เอาล่ะ พักเรื่องปวดหัว มาสนุกกับนิทานกันดีกว่าครับ

เจ้าชายกลไกเป็นเจ้าชายที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระราชาที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก จริง ๆ แล้ว เจ้าชายกลไกมิได้คาดคิดมาก่อนเลยว่า พระองค์จะต้องขึ้นครองราชย์เป็นพระราชาทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะมีอายุเพียง 6 ขวบเช่นนี้ แต่ด้วยอุบัติเหตุที่ทำให้พระบิดาและพระมารดาของพระองค์ต้องเสด็จสู่สรวงสวรรค์ก่อนเวลาอันควร เจ้าชายกลไกจึงจำต้องครองราชบัลลังก์ด้วยความโศกเศร้าอย่างไม่อาจที่จะปฏิเสธได้

ภารกิจของพระราชาทุกพระองค์คือการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ทวยราษฎร์ พระราชาองค์น้อยอย่างเจ้าชายกลไกเองก็มีหน้าที่เช่นเดียวกับพระราชาองค์อื่น ๆ แต่เพราะอาณาจักรของพระองค์เป็นดินแดนที่ปราศจากทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นหินแร่, ป่าไม้หรือน้ำมัน มิหนำซ้ำ สภาพดินฟ้าอากาศยังแห้งแล้งเกินกว่าที่จะทำการเพาะปลูกพืชผลต่าง ๆ เพื่อการค้าขาย ประชาชนในดินแดนแห่งนี้จึงอยู่กันอย่างอัตคัดขัดสนและมีชีวิตที่น่าสงสารเป็นที่สุด

เจ้าชายกลไกตั้งใจที่จะหาทางช่วยเหลือราษฎรของพระองค์เช่นเดียวกับที่พระบิดาได้ทรงทุ่มเทความพยายามมาตลอดชั่วชีวิต แต่เพราะพระองค์เป็นเพียงพระราชาตัวน้อย ๆ ปัญหาที่พระองค์ทรงเผชิญอยู่จึงดูใหญ่หลวงเกินกว่าที่พระราชาอย่างพระองค์จะสามารถฟันฝ่าไปได้

พระราชาผู้น่าสงสารหลบไปนั่งที่ริมหน้าต่างในห้องส่วนพระองค์ที่ตั้งอยู่บนหอคอยสูงลิบ พระองค์เหม่อมองท้องฟ้าพลางคิดถึงพระบิดาและพระมารดาที่จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ในขณะนี้ พระองค์ทรงอยากได้คำแนะนำจากพระบิดาและพระมารดายิ่งนัก และทันใดนั้นเอง เจ้าชายกลไกก็ทรงมองเห็นเมฆขาวสองกลุ่มซึ่งแลดูคล้ายกับพระพักตร์ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาของพระบิดาและพระมารดา ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาหาเจ้าชายผู้ระทมทุกข์อย่างช้า ๆ

เจ้าชายทรงเกิดกำลังใจขึ้นมาอย่างประหลาด นี่คงเป็นปริศนาบางอย่างที่พระบิดาและพระมารดาต้องการจะสื่อถึงพระราชโอรส เจ้าชายจ้องมองปุยเมฆด้วยแววตาที่มุ่งมั่น ฉับพลัน! พระองค์ก็ทรงเกิดความคิดที่แสนวิเศษในการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก

พระราชาองค์น้อยทรงสั่งให้ทหารรวบรวมของเหลือใช้ในวังอันได้แก่ ตะกร้าใบใหญ่, เชือกเหนียว ๆ, ไม้ไผ่ด้ามยาว, ถังเชื้อเพลิงและเศษผ้าหนา ๆ เพื่อนำมาประกอบกันเป็นบอลลูนขนาดยักษ์สำหรับการเดินทางตามแผนที่พระองค์ทรงวางเอาไว้ และเมื่อเหล่าทหารสร้างบอลลูนได้สำเร็จ เจ้าชายกลไกก็ขึ้นไปนั่งในตะกร้า แล้วจุดไฟจากถังเชื้อเพลิงจนทำให้บอลลูนพองใหญ่ และพาเจ้าชายองค์น้อยลอยจากพื้นดินขึ้นสู่ฟากฟ้า

ทันทีที่บอลลูนเคลื่อนตัวเข้าใกล้กับกลุ่มเมฆ เจ้าชายผู้ชาญฉลาดก็ยื่นไม้ไผ่ด้ามยาวเข้าไปจ่อที่ก้อนเมฆสีขาว จากนั้น พระองค์ก็ค่อย ๆ หมุนด้ามไม้ไผ่เพื่อเก็บปุยเมฆให้ติดกับปลายไม้คล้าย ๆ กับการปั่นไม้เก็บสายไหมของพ่อค้าขายขนม

เจ้าชายกลไกใช้ไม้ไผ่พันปุยเมฆจนได้ขนมสายไหมขนาดมหึมา และเมื่อพระองค์นำขนมสายไหมสุดวิเศษกลับมาให้เหล่าข้าราชการ, ทหารและประชาชนทดลองชิม ทุก ๆ คนต่างก็ลงความเห็นว่า ปุยเมฆสายไหมที่พระราชาองค์น้อยทรงมอบให้ เป็นขนมเลิศรสที่ยากจะหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้

เจ้าชายกลไกทรงตัดสินใจที่จะเก็บปุยเมฆส่งขายเป็นสินค้าสำคัญของพระราชอาณาจักรปุยเมฆสายไหมของพระองค์มีรสชาติดีเยี่ยมและได้รับการตอบรับจากอาณาจักรต่าง ๆ อย่างเกินความคาดหมาย

ไม่ช้าไม่นาน พระราชาองค์น้อยก็มีทุนพอที่จะช่วยให้ประชาชนของพระองค์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ราษฎรทุกคนต่างรักและเทิดทูนพระราชาองค์น้อยยิ่งชีวิต ส่วนพระราชาองค์น้อยเองก็ทรงรู้สึกปลื้มปิติที่พระองค์สามารถทำให้ความตั้งใจของพระบิดาและพระมารดาเป็นความจริงขึ้นมาได้

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

เจ้าหญิงค่อย ๆ : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจสำหรับเด็กและครอบครัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าชายองค์หนึ่งทรงอยากแต่งงานกับเจ้าหญิงที่งามพร้อมและเหมาะจะเป็นแม่ที่ดีของพระโอรสและพระธิดาในอนาคต ด้วยเหตุนี้ เจ้าชายจึงจัดงานเลือกคู่ขึ้น โดยพระองค์ทรงเชิญเจ้าหญิงจากทุกแว่นแคว้นมาร่วมในงาน พร้อมกับลงมือทำอาหารเลี้ยงเจ้าหญิงทั้งหมดด้วยตัวของพระองค์เอง

เมื่อวันงานมาถึง เจ้าหญิงจากทั่วทุกสารทิศทรงมาร่วมงานเลือกคู่กันอย่างคับคั่ง เจ้าหญิงแต่ละพระองค์ล้วนแล้วแต่ทรงสิริโฉมงดงามกันไปคนละแบบ แถมทุกพระองค์ยังแต่งหน้าแต่งตัวและใส่เพชรนิลจินดามาประชันกันอย่างเต็มที่ ยกเว้นก็แต่เจ้าหญิงทรายดาว (หรือที่เหล่าเจ้าหญิงชอบเรียกกันว่า ”เจ้าหญิงค่อย ๆ” ) เพียงพระองค์เดียว ที่นอกจากจะไม่แต่งตัวจนเกินงามแล้ว พระองค์ยังไปยืนหลบมุม…ไม่พยายามตีสนิทกับเจ้าชายเหมือนกับเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ อีก

จริง ๆ แล้ว เจ้าหญิงทรายดาวเป็นเจ้าหญิงที่สวยมาก แต่เนื่องจากพระองค์เกิดและเติบโตในเมืองเล็ก ๆ ที่แวดล้อมไปด้วยทะเลและภูเขา พระองค์จึงยินดีที่จะปล่อยให้ตัวเองงามตามธรรมชาติมากกว่างามด้วยการแต่งเสริมเติมสวย ส่วนเรื่องที่พระองค์ถูกขนานนามว่า“เจ้าหญิงค่อย ๆ“นั้น เจ้าหญิงทรายดาวทรงทราบดี…แต่ก็ไม่เคยถือสาอะไร เพราะพระองค์ได้รับการอบรมจากพระบิดาและพระมารดาให้รักษากิริยามารยาทและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังอยู่เสมอ ดังนั้น พระองค์จึงมักทำอะไรค่อย ๆ และค่อย ๆ ทำจนเป็นนิสัย

เมื่อถึงเวลาเลี้ยงอาหาร เจ้าชายทรงให้เจ้าหน้าที่นำอาหารที่พระองค์ปรุงขึ้นออกมาถวายให้เจ้าหญิงทั้งหลายได้ลองลิ้มชิมรส เมื่อเหล่าเจ้าหญิงได้เห็นอาหารฝีมือเจ้าชาย เจ้าหญิงที่มาร่วมงานซึ่งทั้งหิวและอยากเอาใจเจ้าชายจึงรีบชิมอาหารเสียงดังจ้วบจ้าบ ๆ เจ้าหญิงบางพระองค์กินอาหารไปด้วยพร้อมกับเอ่ยปากชมเจ้าชายไปด้วย ทำให้เจ้าชายได้ยินเสียงเคี้ยวอาหารดังจั่บ ๆ อยู่เกือบตลอดเวลา นอกจากนี้ เจ้าหญิงหลายพระองค์ยังตักอาหารไม่ระวังทำให้ช้อนส้อมกระทบกับจานดังแคร้ง ๆ เป็นระยะ เจ้าชายไม่ค่อยพอพระทัยต่อกิริยามารยาทของเจ้าหญิงทั้งหลายนัก แต่ในขณะนั้นเอง เจ้าชายทรงเหลือบไปเห็นเจ้าหญิงองค์หนึ่งที่กินอาหารไม่เหมือนเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ คือพระองค์ทรงกินค่อย ๆ และค่อย ๆ กินอย่างมีมารยาท ซึ่งเมื่อเจ้าชายถามทหารคนสนิท เจ้าชายจึงได้ทราบว่าเจ้าหญิงองค์นั้นก็คือเจ้าหญิงทรายดาวนั่นเอง

หลังจากที่เจ้าหญิงทุกพระองค์กินอาหารเสร็จแล้ว  พระราชินีได้ออกมาถามไถ่เจ้าหญิงแต่ละพระองค์ว่าอาหารฝีมือเจ้าชายมีรสชาติเป็นอย่างไร  เจ้าหญิงทั้งหลายต่างอยากทำให้พระราชินีประทับใจ  เหล่าเจ้าหญิงจึงแย่งกันชมฝีมือของเจ้าชายจนเกิดเสียงดังโหวกเหวกไปหมด  พระราชินีไม่ทรงพอพระทัยต่อสิ่งที่ได้เห็นนัก  แต่พระองค์ก็ทรงรู้สึกดีขึ้น  เมื่อพระองค์ถามเจ้าหญิงองค์หนึ่ง แล้วเจ้าหญิงองค์นั้นทรงตอบค่อย ๆ และค่อย ๆ ตอบอย่างนุ่มนวลว่า “อาหารฝีมือของเจ้าชายมีรสชาติที่วิเศษมากเพคะ”  

เมื่อพระราชินีทรงไถ่ถามเจ้าหญิงทั้งหมดแล้ว พระราชินีจึงเชิญให้เจ้าหญิงทีละพระองค์เสด็จไปยังท้องพระโรงเพื่อรับของที่ระลึกจากพระราชา เจ้าหญิงทั้งหลายอยากทำให้พระราชาผู้เป็นพระบิดาของเจ้าชายเกิดความประทับใจ เมื่อข้าหลวงมาเชิญ เจ้าหญิงแต่ละพระองค์จึงรีบวิ่งไปยังท้องพระโรงให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้พระราชาต้องรอนาน

แต่อนิจจา…เมื่อเจ้าหญิงทั้งหลายที่ใส่รองเท้าส้นสูงรีบวิ่งไปยังท้องพระโรง เสียงรองเท้าของเจ้าหญิงจึงกระทบกับพื้นดังตึงตังราวกับเกิดจลาจลครั้งใหญ่ หนำซ้ำ..เจ้าหญิงบางองค์ยังพลาดพลั้งลื่นหกล้มเพราะเร่งรีบจนเกินเหตุเสียอีก! พระราชาทรงมอบของที่ระลึกให้กับเหล่าเจ้าหญิงที่มีเสียงฝีเท้าดังราวกับเสียงย่างก้าวของคิงคองด้วยความระอาใจ แต่แล้ว…พระองค์ก็ทรงรู้สึกดีขึ้น เมื่อพระองค์เห็นเจ้าหญิงองค์สุดท้ายที่เดินค่อย ๆ และค่อย ๆ เดินเข้ามาในท้องพระโรงอย่างเรียบร้อย ซึ่งเจ้าหญิงพระองค์นั้นก็คือเจ้าหญิงทรายดาวนั่นเอง

หลังจากที่พระราชา พระราชินีและเจ้าชายได้พบเจ้าหญิงทุกพระองค์แล้ว พระราชาทรงพอพระทัยเจ้าหญิงที่เดินค่อย ๆ และค่อย ๆ เดินมากที่สุด ส่วนพระราชินีก็โปรดเจ้าหญิงที่ตอบค่อย ๆ และค่อย ๆ ตอบมากเช่นกัน ฝ่ายเจ้าชายก็ทรงแอบปลื้มเจ้าหญิงที่กินค่อย ๆ และค่อย ๆ กินมากกว่าเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ

เมื่อทั้งสามพระองค์ต่างพอใจเจ้าหญิงผู้มีกิริยามารยาทเรียบร้อยและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังเหมือน ๆ กัน พระราชากับพระราชินีจึงจัดขบวนไปสู่ขอเจ้าหญิงทรายดาวให้มาเป็นคู่ครองของของเจ้าชาย แล้วจัดงานอภิเษกสมรสขึ้นอย่างสมเกียรติ

ในที่สุด เจ้าหญิงทรายดาวก็ได้แต่งงานกับเจ้าชาย และเมื่อเจ้าหญิงทรงให้กำเนิดพระโอรสและพระธิดา พระองค์ก็ทรงสั่งสอนให้ลูก ๆ ทำสิ่งต่าง ๆ อย่างมีมารยาทและระแวดระวังเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงปฏิบัติอยู่เสมอ

และแล้ว…เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานสร้างแรงบันดาลใจ, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

จ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ : นิทานสอนใจ เปลี่ยนความผิดพลาดเป็นโอกาส

เมื่อพูดถึงนิทานเกี่ยวกับ “ถั่ววิเศษ” ภาพที่หลายคนนึกถึงมักหนีไม่พ้นเรื่องราวในแนว แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ที่เด็กชายนำถั่วไปแลกกับวัว ก่อนจะถูกโยนทิ้งลงดิน และในชั่วข้ามคืน เมล็ดถั่วเหล่านั้นกลับเติบโตเป็นต้นถั่วยักษ์สูงเสียดฟ้า พาเขาไต่ขึ้นไปสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยยักษ์ สมบัติ และการผจญภัยเหนือจินตนาการ นิทานลักษณะนี้จึงกลายเป็นภาพจำของ “ถั่ววิเศษ” ที่ทั้งตื่นเต้นและชวนฝันสำหรับเด็ก ๆ ทั่วโลก

ด้วยความโด่งดังของนิทานอมตะเช่นนี้ จึงมีนักเล่านิทานจำนวนไม่น้อยพยายามหยิบแนวคิดมาสร้างสรรค์เรื่องใหม่ บางคนเลือกแต่งเป็น “ภาคต่อ” โดยเชื่อมโยงเหตุการณ์ให้ยังอยู่ในโลกเดียวกับแจ็ค ราวกับเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการผจญภัยครั้งเดิม ขณะที่อีกหลายคนเลือกเพียง “ยืมแรงบันดาลใจ” จากเมล็ดถั่ววิเศษ แล้วนำมาถักทอเป็นนิทานเรื่องใหม่ทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับโครงเรื่องเดิม แต่ยังคงเสน่ห์ของความมหัศจรรย์เอาไว้

ส่วนนิทานเรื่อง จ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ ได้เลือกเดินในเส้นทางแบบใดกันแน่? จะเป็นภาคต่อที่เชื่อมโยงกับนิทานเรื่องเดิม หรือเป็นเรื่องใหม่ที่ใช้เพียงแนวคิดของถั่ววิเศษนำมาสร้างเป็นนิทานเรื่องใหม่ คำตอบนั้นคงต้องลองอ่านกันดูด้วยตัวเอง แต่ที่น่าคิดยิ่งกว่านั้นก็คือ หากเด็ก ๆ ได้ลองแต่งนิทานเกี่ยวกับ “ถั่ววิเศษ” ขึ้นมาสักเรื่อง เด็ก ๆ จะสร้างเรื่องราวแบบไหนกันนะ เพียงแค่จินตนาการตาม ก็ชวนให้สนุกขึ้นมาแล้วจริง ๆ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อว่า “จ๊อกแจ๊ก” จ๊อกแจ๊กเป็นเด็กกำพร้าพ่อ ตั้งแต่คุณพ่อจากจ๊อกแจ๊กไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ คุณแม่ก็ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว จ๊อกแจ๊กรักและเป็นห่วงคุณแม่มาก เขาจึงพยายามช่วยทำงานบ้านทุกอย่างเพื่อแบ่งเบาภาระของคุณแม่

ทุกวัน หลังจากจ๊อกแจ๊กทำงานบ้านเสร็จแล้ว จ๊อกแจ๊กมักหยิบหนังสือนิทานเรื่อง “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” ที่คุณพ่อเคยอ่านให้ฟังมานั่งดู จ๊อกแจ๊กชอบนิทานเรื่องนี้มาก เพราะนอกจากมันจะทำให้เขาคิดถึงพ่อแล้ว จ๊อกแจ๊กยังรู้สึกว่าชีวิตของเขาช่างคล้ายกับตัวเอกในนิทานมากเหลือเกิน บางที…สักวันหนึ่ง เขาอาจต้องนำวัวของครอบครัวไปขายเพื่อแลกกับถั่ววิเศษ และในตอนท้าย เขาอาจได้ปีนต้นถั่วไปนำแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำมาให้แม่ และนั่นอาจทำให้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เป็นได้

อยู่มาวันหนึ่ง  คุณแม่บอกจ๊อกแจ๊กว่า “ตอนนี้ ครอบครัวของเรามีเงินเหลืออยู่น้อยมาก  ลูกช่วยเอาวัวไปขายที่ตลาดหน่อยนะจ๊ะ เราจะได้มีเงินมาใช้เป็นทุนตั้งต้นทำกิจการเล็ก ๆ อะไรสักอย่าง”  ทันทีที่จ๊อกแจ๊กได้ฟัง  เขาก็คิดในใจว่า  ชีวิตของเขาช่างเหมือนกับตัวเอกในนิทานจริง ๆ  แล้วอีกไม่นาน ก็คงมีชายชรามาขอแลกวัวกับถั่ววิเศษแน่ ๆ  เมื่อจ๊อกแจ๊กคิดเช่นนั้น เขาจึงรีบจูงวัวไปที่ตลาดทันที

เมื่อจ๊อกแจ๊กไปถึงตลาด  ใจของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับการขายวัวเลย  เขามัวแต่มองหาชายชราที่มีเมล็ดถั่วหลากสีอยู่ในมือ   จ๊อกแจ๊กเฝ้ารอชายชราเหมือนที่เขาเคยฟังในนิทานอยู่นาน นานจนเขาเกือบจะหมดหวัง แต่ก่อนที่จ๊อกแจ๊กจะถอดใจ  จู่ ๆ ชายชราผู้มีเมล็ดถั่วอยู่ในมือก็เดินตรงมาหาเขาแล้วพูดว่า  “สวัสดีจ้ะหนูน้อย  หนูเคยฟังนิทานเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ไหม”  จ๊อกแจ๊กอ้าปากค้างเมื่อได้ฟังชื่อของนิทานเรื่องโปรด เขาพยักหน้าตอบชายชรา จากนั้น ชายชราจะพูดต่อไปว่า  “เมล็ดถั่วที่หนูเห็นอยู่นี่ ไม่ใช่เมล็ดถั่วธรรมดา แต่มันเป็นเมล็ดถั่ววิเศษที่อาจทำให้ครอบครัวของหนูมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เป็นได้   ถ้าหนูเชื่อใจคนแก่อย่างฉัน  ฉันยอมขาดทุน  แลกถั่ววิเศษ 1 ถังใหญ่กับวัวของหนู  หนูจะตกลงไหม”

เมื่อจ๊อกแจ๊กได้ยินถ้อยคำของชายชรา เขาก็ตัดสินใจแลกวัวกับถั่ววิเศษ โดยเขาหวังว่า ถั่ววิเศษ จะทำให้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้จริง ๆ

แต่อนิจจา เมื่อแจ็คกลับมาถึงบ้านแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณแม่ฟัง พร้อมกับลุ้นให้คุณแม่ขว้างถั่ววิเศษออกไปที่นอกหน้าต่างแบบในนิทาน คุณแม่กลับหยิบถั่วออกมาพิจารณา จากนั้น คุณแม่ก็ถอนใจ ก่อนที่จะบอกจ๊อกแจ๊กว่า “ถั่วทั้งหมดนี้คือถั่วเขียวธรรมดา ๆ  ลูกถูกพ่อค้าขายถั่วหลอกเอาเสียแล้ว”  คุณแม่พยายามกลั้นน้ำตาในขณะที่พูดเพราะคุณแม่รู้ว่าในบ้านไม่มีสมบัติอื่นใดที่จะขายได้อีก จากนั้น คุณแม่ก็พูดต่อไปว่า “แม่ผิดเองที่ไม่ได้ไปช่วยลูกขายวัว ลูกขึ้นนอนเถอะ แล้วค่อยคิดว่าเราจะทำยังไงกันต่อไป”

คืนนั้น จ๊อกแจ๊กนอนไม่หลับเลย เขารู้ดีว่าความผิดพลาดครั้งนี้มีผลต่อครอบครัวที่กำลังลำบากของเขามากแค่ไหน เขาเสียใจมาก เขาอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาก็รู้ดีว่า ไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปในอดีตได้

วันต่อมา จ๊อกแจ๊กรีบตื่นแต่เช้า โดยเขาตั้งใจที่จะทำงานบ้านต่าง ๆ เพื่อลบล้างความผิด แต่ทันทีที่จ๊อกแจ๊กเดินลงมายังห้องครัว สิ่งที่เขาพบก็ทำให้เขาต้องประหลาดใจ

แน่นอนว่า เมล็ดถั่วเขียวธรรมดา ๆ ไม่ได้งอกเป็นต้นถั่ววิเศษแบบในนิทาน  แต่จ๊อกแจ๊กเห็นคุณแม่กำลังง่วนอยู่กับการปูกระดาษบาง ๆ ในถาดหลายสิบใบ แล้วพรมน้ำจนชุ่ม ครั้นเมื่อคุณแม่เห็นจ๊อกแจ๊กเดินลงมา  คุณแม่ก็ส่งยิ้มให้ลูกชาย พร้อมกับบอกลูกว่า “ไหน ๆ เราก็ไม่มีทุนทำกิจการอื่น แม่เลยคิดว่า เราน่าจะเอาสิ่งที่เรามี นั่นก็คือถั่วเขียว มาเพาะให้เป็นถั่วงอกสำหรับนำไปขาย บางทีถั่วธรรมดา ๆ เหล่านี้ อาจกลายเป็นถั่ววิเศษที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ดีขึ้นก็ได้นะลูก มามะ มาช่วยแม่เพาะถั่วเขียวกันนะ”

รอยยิ้มของแม่ที่สู้เสมอทำให้จ๊อกแจ๊กคิดถึงรอยยิ้มของพ่อที่ไม่เคยย่อท้อ จ๊อกแจ๊กรู้ดีว่าเขาไม่สามารถกลับไปแก้ไขเรื่องที่เขาโดนหลอกได้ แต่เขาช่วยแม่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดได้ เขาจึงลงมือช่วยคุณแม่ดูแลถั่วเขียวอย่างเต็มที่

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ความร่วมมือร่วมใจของแม่กับจ๊อกแจ๊กก็ทำให้พวกเขามีถั่วงอกสวย ๆ ไปขายเป็นครั้งแรก ซึ่งทันทีที่ชาวบ้านเห็นถั่วงอกของสองแม่ลูก ชาวบ้านก็แย่งกันซื้อถั่วงอกจนหมดไม่มีเหลือ

ความพยายามของจ๊อกแจ๊กกับแม่ทำให้ถั่วธรรมดา ๆ กลายเป็นถั่ววิเศษที่ช่วยสร้างรายได้ให้แก่พวกเขาอย่างคาดไม่ถึง เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้จ๊อกแจ๊กได้เรียนรู้ว่า การเสียใจกับเรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เลย แต่การยิ้มสู้กับปัญหาและพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยสติปัญญา เป็นหนทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่า

ในที่สุด ชีวิตของจ๊อกแจ๊กกับคุณแม่ก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

เด็กชายตัวเล็กนั่งข้างถุงถั่วเขียว กำลังมองเมล็ดถั่วอย่างสนใจ ภาพประกอบนิทานจ๊อกแจ๊กกับถั่ววิเศษ โทนอุ่นน่ารัก มีกรอบดอกไม้