Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานสำหรับเด็กและผู้ใหญ่

ชะนีน้อยกลอยใจ : นิทานก่อนนอนสอนใจเรื่องความกตัญญู

สัตว์ทุกตัวมีชีวิต มีหัวใจ และมีความรู้สึกไม่ต่างจากมนุษย์ พวกมันรู้จักความเจ็บปวด ความคิดถึง ความหวัง และความรัก การปลูกฝังให้เด็ก ๆ ตระหนักถึงความรู้สึกของสัตว์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยหล่อหลอมให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีเมตตาและเคารพในชีวิตของผู้อื่น

นิทานเรื่อง “ชะนีน้อยกลอยใจ” เป็นนิทานก่อนนอนที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยคุณธรรม ถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของสัตว์ตัวหนึ่งที่เผชิญเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และเลือกใช้ความสุภาพ ความอดทน และความกตัญญูเป็นเข็มทิศนำทางชีวิต

ภายในนิทานแฝงข้อคิดสำคัญหลายประการ ทั้งเรื่องการไม่เบียดเบียนผู้อื่น การมีมารยาทที่ช่วยคุ้มครองตัวเอง ความเมตตาระหว่างคนกับสัตว์ และความกตัญญูที่งดงาม นอกจากนี้ยังมีแง่มุมสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับทักษะในศตวรรษที่ 21 เช่น การสร้างแบรนด์ การคิดเชิงอาชีพ และการใช้จินตนาการอย่างมีคุณค่า

หลังจากอ่านนิทานจบ คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูสามารถชวนเด็ก ๆ ทำกิจกรรมต่อยอด เช่น ออกแบบยี่ห้อสินค้า วาดโลโก้ หรือระบายสีถุงใส่ผลไม้แปรรูป เพื่อเสริมทักษะอาชีพและจิตใจที่งดงามไปพร้อมกัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกชะนีตัวหนึ่งหนีตายจากเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ จนหลงทางเข้าไปในหมู่บ้านของมนุษย์   เจ้าชะนีน้อยคิดถึงแม่และพี่น้องของมันมาก  มันทั้งเสียขวัญและเหนื่อยอ่อน  แต่ลูกชะนียังมีโชคอยู่บ้าง  เพราะหมู่บ้านที่มันพลัดหลงเข้าไปนั้นมีบ้านหลายหลังที่แวดล้อมไปด้วยสวนผลไม้

แม้เจ้าชะนีน้อยจะหิวโซ  แต่แม่ของมันเคยสอนว่าการขโมยของของผู้อื่นเป็นสิ่งที่น่าละอาย   ด้วยเหตุนี้เอง  เจ้าชะนีน้อยจึงเดินไปเคาะประตูบ้านหลังหนึ่งเพื่อขออนุญาตเก็บผลไม้กินประทังชีวิต

เจ้าของบ้านหลังนั้นคือตากับยายที่อาศัยอยู่กันตามลำพังเพราะลูกหลานย้ายไปอยู่ในเมืองใหญ่จนหมด  เมื่อตากับยายเห็นเจ้าชะนีน้อยที่มีมารยาทดีงาม  ตากับยาย (ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ค่อยมีแรงเก็บผลไม้ในสวนของตัวเองกินสักเท่าไร) จึงอนุญาตให้ลูกชะนีเก็บผลไม้ได้ตามใจชอบ   เจ้าชะนีน้อยขอบพระคุณตากับยายผู้มีเมตตา  จากนั้น  มันก็ปีนไปเก็บผลไม้ในสวนกินอย่างเอร็ดอร่อย

เมื่อลูกชะนีมีเรี่ยวแรงกลับคืนมาอีกครั้ง  สิ่งที่มันคิดว่าควรทำก่อนการเดินทางตามหาแม่ก็คือการตอบแทนความกรุณาของตากับยายผู้มีพระคุณ

วันต่อมา  เจ้าชะนีน้อยจึงรีบตื่นตั้งแต่เช้าตรู่  แล้วลงมือเก็บผลไม้ในสวนเพื่อนำไปขายหาเงินให้ตากับยายที่มีฐานะไม่สู้ดีนัก   ส่วนผลไม้ที่ขายไม่หมด  เจ้าชะนีน้อยก็ฉลาดพอที่จะนำมันมาตากหรือกวนจนกลายเป็นผลไม้แปรรูปจำนวนมหาศาลที่ตากับยายสามารถเก็บไว้กินหรือขายได้อีก

สองตายายซาบซึ้งในความกตัญญูของลูกชะนีมาก แม้ทั้งคู่อยากให้เจ้าชะนีน้อยอยู่เป็นเพื่อนที่บ้าน  แต่ตากับยายก็รู้ดีว่าการได้กลับคืนสู่อ้อมอกแม่นั้นเป็นสิ่งที่ลูกชะนีต้องการมากที่สุด  เพราะเหตุนี้  ตากับยายจึงได้แต่อวยพรให้ลูกชะนีพบแม่ของมันโดยเร็ว 

หลังจากที่ลูกชะนีลาตากับยายไปแล้ว  ด้วยความระลึกถึงที่สองตายายมีต่อเจ้าชะนีน้อย  ตากับยายจึงนำผลไม้แปรรูปออกขายโดยตั้งชื่อยี่ห้อว่าชะนีน้อยและวาดภาพของลูกชะนีที่แสนน่ารักติดเอาไว้ด้วย  

ไม่ช้าไม่นานนัก  ผลไม้แปรรูปตราชะนีน้อยก็แพร่หลายไปจนทั่ว  รสชาติของผลไม้แปรรูปที่ลูกชะนีบรรจงทำให้ตากับยายอร่อยจนใครต่อใครติดอกติดใจไปตาม ๆ กัน   และเมื่อลูกค้าทั้งหลายได้ทราบถึงที่มาของผลไม้แสนอร่อย รวมทั้งเรื่องราวของลูกชะนีกตัญญูที่พลัดพรากจากแม่ ทุก ๆ คนจึงคิดที่จะหาทางช่วยเหลือ

หนึ่งเดือนผ่านไป   ลูกชะนียังคงหาแม่ของมันไม่พบ  มันเริ่มท้อและอยากหาที่เติมพลังใจให้กับตัวเองสักนิด  ด้วยเหตุนี้  ลูกชะนีจึงออกจากป่าแล้วมุ่งหน้าไปเยี่ยมตากับยายผู้เป็นเสมือนญาติผู้ใหญ่ของมัน

เมื่อชะนีน้อยเดินทางมาถึงบ้านของตากับยาย มันรู้สึกอบอุ่นใจและคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อมันเคาะประตูและประตูเปิดออก สิ่งที่มันไม่คาดฝันก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า!

ทันทีที่ประตูเปิด   แทนที่เจ้าชะนีน้อยจะเห็นเพียงตากับยายออกมาต้อนรับ  มันกลับพบว่าที่ไหล่และเอวของตากับยายมีแม่ชะนีตัวหนึ่งและลูกชะนีอีกหลายต่อหลายตัวเกาะอยู่

เจ้าชะนีน้อยยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก  เพราะเหล่าชะนีที่มันเห็นก็คือแม่และญาติพี่น้องของมันทั้งนั้น  เจ้าชะนีน้อยร้องไห้โฮด้วยความตื้นตันใจ  ส่วนแม่ชะนีก็รีบโผเข้ากอดลูกด้วยความคิดถึง

ชะนีแม่ลูกกอดกันอยู่นานสองนาน   ตากับยายดีใจที่พวกเขาวาดภาพและตั้งชื่อยี่ห้อผลไม้แปรรูปว่าชะนีน้อย  เพราะหลังจากที่ผู้คนทราบว่าลูกชะนีพยายามตามหาแม่  ใครต่อใครจึงช่วยกันนำรูปของเจ้าชะนีน้อยที่ตากับยายวาดไปสอบถามนายพรานและสัตว์ต่าง ๆ จนในที่สุดก็ทำให้พบกับแม่ชะนีที่กำลังตามหาลูกอยู่เช่นเดียวกัน

เจ้าชะนีน้อยกับครอบครัวของมันขอบพระคุณตากับยายที่ช่วยทำให้พวกมันได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง   และเมื่อตากับยายชวนให้เหล่าชะนีมาอาศัยอยู่ในสวนแทนที่จะกลับไปอยู่ในป่า  ชะนีทั้งหมดจึงตัดสินใจอยู่กับตายายเพื่อช่วยตากับยายเก็บผลไม้และทำให้ชีวิตบั้นปลายของท่านไม่เปลี่ยวเหงา

และแล้ว  เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานก่อนนอนเรื่องยาว, นิทานคลาสสิก, นิทานสำหรับเด็กและผู้ใหญ่

พิน็อคคิโอ : นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ สุดคลาสสิก กับข้อคิดสอนใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่

พิน็อคคิโอ (Pinocchio) เป็นนิทานคลาสสิกที่เขียนโดย คาร์โล คอลโลดี (Carlo Collodi) นักเขียนชาวอิตาลีในปี ค.ศ. 1883 โดยตีพิมพ์ครั้งแรกในชื่อ Le avventure di Pinocchio หรือ The Adventures of Pinocchio จุดมุ่งหมายของผู้แต่งคือการสื่อสารถึงคุณค่าของความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และการเติบโตทางจิตใจผ่านตัวละครหุ่นไม้ที่อยากเป็นเด็กจริง นิทานเรื่องนี้ไม่เพียงเป็นวรรณกรรมสำหรับเด็ก แต่ยังสะท้อนภาพสังคมอิตาลีในยุคนั้นที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากชนบทสู่เมือง และจากวินัยสู่เสรีภาพ

เวอร์ชั่นต้นฉบับของคอลโลดีมีโทนเข้มข้นและบางช่วงก็ดุดันกว่าที่หลายคนคุ้นเคย ตัวพิน็อคคิโอในฉบับแรกเป็นเด็กดื้อที่เผชิญผลลัพธ์รุนแรงจากการกระทำของตน เช่น ถูกแขวนคอ ถูกหลอกขาย และถูกทอดทิ้ง นักวิชาการหลายคนชื่นชมว่านิทานเรื่องนี้เป็นการสอนศีลธรรมผ่านการทดลองชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงคำสั่งสอนแบบผิวเผิน ขณะที่นักวิจารณ์บางกลุ่มมองว่าเรื่องนี้สะท้อนความหวังของผู้ใหญ่ที่อยากให้เด็ก “เชื่อฟัง” มากกว่าการเข้าใจโลกด้วยตัวเอง

ในเวอร์ชั่นเรียบเรียงใหม่โดยเว็บไซต์ นิทานนำบุญ เนื้อเรื่องยังคงโครงสร้างหลักของต้นฉบับไว้ครบถ้วน แต่ปรับโทนให้ละเมียดละไม อ่อนโยน และเหมาะกับผู้อ่านไทยทุกวัย โดยเน้นความสัมพันธ์ระหว่างพิน็อคคิโอกับเจปเปตโตเป็นแกนกลางของเรื่อง พร้อมเสริมบทสนทนาและฉากที่สะท้อนความรัก ความเสียใจ และการให้อภัยอย่างลึกซึ้ง เป้าหมายของการเรียบเรียงคือการสร้างนิทานที่ให้ทั้งอรรถรสทางวรรณกรรมและพลังบำบัดใจแก่ผู้อ่าน โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเผชิญความผิดพลาดหรือความสูญเสีย หากผู้อ่านต้องการสัมผัสอรรถรสแบบวรรณกรรมต้นฉบับ ควรอ่านฉบับแปลเต็มของคอลโลดีควบคู่กัน เพื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวละครในบริบทที่เข้มข้นและสมจริงยิ่งขึ้น

ในเมืองเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ มีโรงไม้เก่า ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายฝุ่น ที่นั่นมีช่างไม้ชราผู้ใจดีชื่อคุณปู่เชอรี่ เขาเป็นคนขี้บ่นเล็กน้อยตามประสาคนแก่ แต่ก็มีน้ำใจและมีความเมตตาอยู่เต็มหัวใจ ใบหน้าของเขามีจุดเด่นคือมีจมูกแดงเหมือนผลเชอรี่สุก ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเล่นที่เพื่อนบ้านเรียกกันติดปากว่า “คุณปู่เชอรี่”

เช้าวันหนึ่งที่อากาศเย็นสบาย คุณปู่เชอรี่เดินเข้ามาในโรงไม้เพื่อเลือกไม้สำหรับแกะสลักขาโต๊ะ เขาหยิบท่อนไม้สนเก่า ๆ ขึ้นมา และทันใดนั้นเอง มีเสียงแผ่วเบาดังขึ้นจากไม้ว่า “โอ๊ย เจ็บนะ” คุณปู่เชอรี่สะดุ้งเฮือก เขามองไปรอบ ๆ ด้วยความตกใจ แต่ในโรงไม้เงียบสนิท มีเพียงท่อนไม้ในมือที่ดูธรรมดาเสียจนไม่น่าจะมีอะไรผิดปกติ

เขาลองใช้สิ่วแตะลงไปอีกครั้ง และเสียงเดิมก็ดังขึ้นอีกว่า “โอ๊ย อย่าทำฉันเจ็บ” คราวนี้คุณปู่เชอรี่โยนไม้ลงพื้นด้วยความตกใจ เขายืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพึมพำกับตัวเองว่า “ไม้พูดได้งั้นหรือ นี่มันเรื่องประหลาดจริง ๆ” หลังจากตั้งสติได้ เขาตัดสินใจจะไม่ใช้ไม้ท่อนนี้ทำขาโต๊ะอีกต่อไป

คุณปู่เชอรี่คิดถึงเพื่อนเก่าคนหนึ่งชื่อเจปเปตโต ชายชราผู้ยากจนที่อาศัยอยู่ในห้องเล็ก ๆ และมีความฝันอยากสร้างหุ่นไม้ให้เป็นลูกชาย เขาเชื่อว่าเจปเปตโตคงจะดีใจที่ได้ไม้ดี ๆ ไปใช้ แม้จะมีบางอย่างแปลกประหลาดก็ตาม เขาจึงยกไม้ท่อนนั้นให้เพื่อน พร้อมอวยพรว่า “ขอให้เจ้าหุ่นเป็นเด็กดีนะ”

เจปเปตโต ชายชราผู้ยากจน อาศัยอยู่ในห้องเล็ก ๆ ที่มีเพียงเก้าอี้ไม้ เตียงฟาง และเตาผิงที่แทบไม่มีไฟ แม้ชีวิตจะเรียบง่ายและขาดแคลน แต่หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความฝัน เขาอยากมีลูกชายสักคนไว้เป็นเพื่อนในยามแก่เฒ่า เมื่อเขาได้รับไม้ท่อนนั้นจากคุณปู่เชอรี่ เขากลับบ้านด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเปล่งประกายด้วยความหวังที่เขาเก็บไว้ในใจมานาน

ภายในห้องเล็ก ๆ เจปเปตโตจัดโต๊ะ เตรียมสิ่วและค้อน แล้วเริ่มแกะสลักไม้ทีละนิด เขาเริ่มจากหัว โดยทำให้มีผมสีดำ ตาโต และปากเล็ก ๆ ที่ยิ้มอยู่เสมอ เมื่อเขาแกะปากเสร็จ พิน็อคคิโอก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมา เจปเปตโตสะดุ้งเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของหุ่นไม้ เขาก็หัวเราะตามด้วยความสุข “เจ้าหุ่นนี่มีชีวิตจริง ๆ หรือ” เขาพึมพำเบา ๆ พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน

เมื่อเจปเปตโตแกะสลักแขน พิน็อคคิโอก็ยกแขนขึ้นมาเอง และตบหน้าเจปเปตโตเบา ๆ ด้วยท่าทางซุกซน เจปเปตโตหัวเราะพลางพูดว่า “เจ้าหุ่นนี่ซนแต่เกิดเลยนะ” เขารู้สึกเหมือนกำลังพูดกับลูกชายจริง ๆ ความเหงาในใจที่เคยเงียบงันเริ่มถูกเติมเต็มด้วยเสียงหัวเราะและความเคลื่อนไหวของพิน็อคคิโอ

เจปเปตโตตั้งชื่อหุ่นว่า พิน็อคคิโอ ชื่อที่เขาคิดว่าฟังดูน่ารักและมีเอกลักษณ์ “เจ้าจะเป็นลูกชายของฉัน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พิน็อคคิโอยิ้มกว้าง แต่ไม่ยอมอยู่นิ่ง เขากระโดดลงจากโต๊ะแล้ววิ่งออกจากบ้านทันที เจปเปตโตตกใจ รีบวิ่งตามไปด้วยความเป็นห่วง “หยุดก่อน พิน็อคคิโอ เจ้าต้องเรียนรู้ก่อนจะเป็นเด็กจริง” เขาร้องเรียกด้วยเสียงสั่นเครือ

พิน็อคคิโอวิ่งออกจากบ้านของเจปเปตโตด้วยความตื่นเต้น เขาไม่เคยรู้จักโลกภายนอกมาก่อน ทุกสิ่งดูน่าตื่นตาและน่าลอง ถนนสายเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเสียงของผู้คนดูเหมือนจะเปิดประตูสู่การผจญภัยครั้งใหม่ เขาวิ่งไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเหนื่อย และแอบเข้าไปในบ้านร้างหลังหนึ่งเพื่อพัก

บ้านหลังนั้นเงียบสงัด มีเพียงแสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านหน้าต่างไม้เก่า ๆ พิน็อคคิโอนั่งลงบนพื้นและถอนหายใจเบา ๆ “อิสระนี่มันดีจริง ๆ” เขาพึมพำกับตัวเอง ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ในใจลึก ๆ ก็มีความว่างเปล่าที่เขายังไม่เข้าใจ

ทันใดนั้น เสียงแหลมเล็กก็ดังขึ้นจากมุมห้อง “เด็กน้อย เจ้าคิดว่าอิสระคือการหนีจากผู้ที่รักเจ้าอย่างนั้นหรือ” พิน็อคคิโอสะดุ้ง เขม้นมองไปยังต้นเสียง และพบจิ้งหรีดตัวหนึ่งเกาะอยู่บนผนัง มันมีดวงตาเล็ก ๆ ที่ดูฉลาดและสงบ “เจ้าเป็นใคร” พิน็อคคิโอถามด้วยน้ำเสียงระแวง

“ฉันคือจิ้งหรีดพูดได้ อยู่ที่นี่มานานกว่าร้อยปี ฉันรู้จักบ้านหลังนี้ดี และรู้จักเด็กดื้ออย่างเจ้าดีเช่นกัน” จิ้งหรีดตอบด้วยเสียงเรียบ พิน็อคคิโอขมวดคิ้ว “ฉันจะทำอะไรก็ได้ ฉันไม่ใช่เด็กจริง ๆ ด้วยซ้ำ” เขาพูดอย่างดื้อรั้น จิ้งหรีดถอนหายใจเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “นั่นแหละคือปัญหา เจ้ามีหัวใจของเด็ก แต่ยังไม่รู้จักความรับผิดชอบ ความรัก และความเจ็บปวดที่มาพร้อมกับการเป็นมนุษย์”

พิน็อคคิโอเงียบไปครู่หนึ่ง เขารู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ไม่อยากยอมรับคำพูดของจิ้งหรีด “ฉันไม่ต้องการคำสั่งจากแมลงตัวเล็ก ๆ อย่างเจ้า” เขาพูดเสียงแข็ง จิ้งหรีดถอนหายใจเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “ฉันพูดเพราะฉันห่วงเจ้า เด็กที่ไม่ฟังคำเตือน มักจะพบกับความทุกข์ก่อนจะเข้าใจความจริง” พิน็อคคิโอโกรธจัด เขาหยิบรองเท้าไม้ขว้างใส่จิ้งหรีดด้วยความหุนหัน เสียงดังปัง แล้วทุกอย่างก็เงียบลงอีกครั้ง

พิน็อคคิโอนั่งอยู่คนเดียวในบ้านร้าง ความเงียบที่เคยสบายกลับกลายเป็นความว่างเปล่าที่กดดัน เขาเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน นั่นคือความเสียใจ แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ในใจของพิน็อคคิโอเริ่มมีเสียงเล็ก ๆ ที่เตือนเขาว่า เขาอาจทำผิดไปแล้วจริง ๆ

เมื่อออกจากบ้านร้าง พิน็อคคิโอเดินกลับออกมาสู่ถนนอีกครั้ง เขาเดินไปเรื่อย ๆ จนพบกลุ่มเด็กที่กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน เด็กคนหนึ่งร้องขึ้นว่า “เฮ้ เจ้าหุ่นไม้ เจ้ามาจากไหน” พิน็อคคิโอตอบอย่างภูมิใจ “ฉันชื่อพิน็อคคิโอ ฉันเป็นเด็กจริง” เด็ก ๆ หัวเราะกันเสียงดัง “เด็กจริงงั้นหรือ แล้วทำไมเจ้าถึงไม่มีโรงเรียน”

พิน็อคคิโออึกอัก เขาไม่รู้จะตอบอย่างไร เขาเพิ่งเกิดได้ไม่นาน และยังไม่เคยเข้าโรงเรียนเลย ทันใดนั้น ตำรวจนายหนึ่งเดินผ่านมา เขาสังเกตเห็นพิน็อคคิโอที่กำลังโต้เถียงกับเด็ก ๆ และดูเหมือนจะสร้างความวุ่นวาย “เกิดอะไรขึ้นที่นี่” เขาถามเสียงเข้ม เด็ก ๆ ชี้ไปที่พิน็อคคิโอ “เขาเป็นหุ่นไม้ที่หนีออกจากบ้าน” ตำรวจหรี่ตามองพิน็อคคิโอ “เจ้ามีผู้ปกครองไหม”

พิน็อคคิโอพยายามโกหกตำรวจว่าเขาอยู่คนเดียว ไม่ต้องการใคร แต่ทันใดนั้น จมูกของพิน็อคคิโอก็ยาวขึ้นเล็กน้อย ตำรวจตกใจ “หุ่นไม้โกหกได้ด้วยหรือ” เขาพึมพำด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่พิน็อคคิโอจะหนีไปได้ ตำรวจก็จับเขาไว้ และพาไปยังสถานีเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ตลาด เขาไม่ได้ถูกขัง แต่ถูกสั่งให้นั่งรอจนกว่าจะมีผู้ปกครองมารับ

ไม่นานนัก เจปเปตโตก็มาถึง เขาเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล “พิน็อคคิโอ เจ้าไปไหนมา ฉันตามหาเจ้าทั้งวัน” พิน็อคคิโอเงียบไป เขารู้สึกผิด แต่ก็ยังไม่กล้ายอมรับ ตำรวจมองเจปเปตโตแล้วพูดว่า “ชายคนนี้ดูยากจน แต่มีความรักในสายตา ฉันจะปล่อยเจ้าหุ่นไม้ให้กลับบ้านกับเขา แต่เจ้าต้องสัญญาว่าจะไม่หนีอีก”

พิน็อคคิโอพยักหน้าเบา ๆ และเดินกลับบ้านกับเจปเปตโตอย่างเงียบ ๆ ใจของเขาเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่เขาไม่เคยเข้าใจมาก่อน นั่นคือความรักและความรับผิดชอบ รุ่งเช้าในเมืองเล็ก ๆ เจปเปตโตตื่นขึ้นด้วยความตั้งใจแน่วแน่ เขามองพิน็อคคิโอที่นอนอยู่บนฟางอย่างสงบ แม้จะเป็นหุ่นไม้ แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงความเป็นลูกชายที่เขารอคอยมานาน

“วันนี้เจ้าจะต้องไปโรงเรียน” เจปเปตโตพูดเบา ๆ “เจ้าต้องเรียนรู้เพื่อจะเป็นเด็กจริง” พิน็อคคิโอพยักหน้า แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เขารู้สึกอบอุ่นเมื่อได้ยินคำว่า “ลูกชาย” เจปเปตโตเปิดลิ้นชักเก่า ๆ หยิบเสื้อโค้ตตัวเดียวที่เขามี เป็นผ้าขนสัตว์สีเทาเก่า ๆ ที่ปะแล้วปะอีกจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิม เขาสวมมันอย่างเรียบร้อย แล้วเดินออกจากบ้านไปยังตลาดด้วยความตั้งใจจะซื้อหนังสือเรียนให้พิน็อคคิโอ

เจปเปตโตเดินผ่านร้านหนังสือที่มีหนังสือเรียนวางเรียงรายอยู่หน้าร้าน เขาหยุดมองเล่มหนึ่งซึ่งมีปกแข็งสีฟ้า และภาพเด็กชายถือกระดานชนวน เจ้าของร้านบอกว่า “หนึ่งฟลอริน” เจปเปตโตล้วงกระเป๋า แต่มีเพียงเศษเหรียญ เขานิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจเดินไปยังร้านขายเสื้อผ้ามือสอง “ฉันอยากขายเสื้อโค้ตตัวนี้” เขาบอกเจ้าของร้านด้วยน้ำเสียงเรียบ เจ้าของร้านมองเสื้อโค้ตเก่า ๆ แล้วตอบว่า “มันขาดมาก ฉันให้ครึ่งฟลอรินก็พอ” เจปเปตโตพยักหน้าโดยไม่ต่อรอง เขารับเงินแล้วเดินกลับไปยังร้านหนังสือ ซื้อหนังสือเล่มนั้นด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรัก

เมื่อกลับถึงบ้าน เขายื่นหนังสือให้พิน็อคคิโอ “นี่คือกุญแจสู่การเป็นเด็กจริง” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พิน็อคคิโอรับหนังสือด้วยความตื่นเต้น แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากมือของเจปเปตโตสู่หัวใจของเขา เช้าวันต่อมา พิน็อคคิโอสวมเสื้อผ้าธรรมดา ๆ ถือหนังสือเรียนเล่มใหม่ เดินไปตามถนนด้วยความตื่นเต้น เขาไม่เคยไปโรงเรียนมาก่อน และรู้สึกเหมือนตนเองกำลังจะเป็น “เด็กจริง” อย่างที่ใฝ่ฝัน

ระหว่างทาง เขาได้ยินเสียงดนตรีดังมาจากลานกว้าง เสียงกลอง เสียงขลุ่ย และเสียงร้องเพลงที่ชวนให้หัวใจเต้นแรง พิน็อคคิโอหยุดเดิน หันไปมอง และเห็นป้ายผ้าขนาดใหญ่เขียนว่า “โรงละครหุ่นเชิดมหัศจรรย์” ผู้คนมากมายกำลังเข้าไปในโรงละคร เด็ก ๆ หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เสียงตะโกนว่า “หุ่นเชิดพูดได้ เต้นได้ ร้องเพลงได้” พิน็อคคิโอรู้สึกตื่นเต้น “ฉันอยากดู” เขาพึมพำกับตัวเอง แต่เมื่อเขาล้วงกระเป๋า ก็พบว่าไม่มีเงินเลย

เขามองหนังสือเรียนในมือ แล้วลังเล “ฉันจะขายหนังสือเล่มนี้ แล้วใช้เงินไปดูการแสดงก็ได้” เขาคิดในใจอย่างตื่นเต้น เขาเดินไปยังร้านขายของเก่า ยื่นหนังสือให้เจ้าของร้าน “ฉันขายหนังสือเล่มนี้” เขากล่าว เจ้าของร้านรับไปแล้วให้เหรียญทองหนึ่งเหรียญ พิน็อคคิโอยิ้มกว้าง แล้วรีบวิ่งไปยังโรงละครทันที โดยไม่รู้เลยว่า เขาเพิ่งแลกความรู้กับความสนุกชั่วคราว

ภายในโรงละครหุ่นเชิด พิน็อคคิโอพบว่าบรรยากาศเต็มไปด้วยแสงสีและเสียงหัวเราะ หุ่นเชิดหลายตัวกำลังเต้นอยู่บนเวที พวกมันพูดได้ ร้องเพลงได้ และดูมีชีวิตอย่างน่าประหลาด เด็ก ๆ ส่งเสียงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน พิน็อคคิโอหัวเราะเสียงดัง รู้สึกเหมือนอยู่ในโลกแห่งความฝัน เขาลืมหนังสือเรียน ลืมเจปเปตโต และลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับตัวเอง

แต่ทันใดนั้น หุ่นเชิดบนเวทีหยุดเต้น และชี้มาที่พิน็อคคิโอ “ดูนั่นสิ หุ่นไม้ที่ไม่มีเชือก” ผู้ชมทั้งหมดหันมามอง พิน็อคคิโอรู้สึกอาย แต่ก็ภูมิใจที่ตนเองเป็นหุ่นที่เดินได้เองโดยไม่มีใครควบคุม พิน็อคคิโอเขย่งเท้าเล็กน้อยและยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

เจ้าของโรงละครชื่อไฟร์อีทเตอร์ เป็นชายร่างใหญ่ หนวดหนา และเสียงดัง เขาเดินเข้ามาหาพิน็อคคิโอด้วยท่าทางสงสัย “เจ้ามาจากไหน ใครสร้างเจ้า” เขาถามด้วยน้ำเสียงเข้ม พิน็อคคิโอตอบอย่างมั่นใจ “ฉันชื่อพิน็อคคิโอ เจปเปตโตเป็นพ่อของฉัน” ไฟร์อีทเตอร์ขมวดคิ้ว “เจปเปตโตงั้นหรือ ฉันรู้จักเขา เขาเป็นคนดี แต่ยากจนมาก”

พิน็อคคิโอพยักหน้า “เขาขายเสื้อโค้ตเพื่อซื้อหนังสือให้ฉัน” ไฟร์อีทเตอร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาแข็งกร้าวเริ่มอ่อนลง เขาหยิบเหรียญทองสองเหรียญออกจากกระเป๋า แล้วยื่นให้พิน็อคคิโอ “เอาไปให้พ่อของเจ้า” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป พิน็อคคิโอรับเหรียญด้วยความดีใจ หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความตื้นตัน เขารู้สึกถึงความเมตตาในโลกที่เขาเพิ่งเริ่มเรียนรู้

หลังจากออกจากโรงละคร พิน็อคคิโอเดินไปตามถนนด้วยหัวใจที่เบิกบาน เขาถือเหรียญทองสองเหรียญไว้ในมือแน่น คิดถึงเจปเปตโตและจินตนาการถึงรอยยิ้มของพ่อเมื่อได้รับเงินนั้น แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านต้นไม้ริมทาง เสียงนกและลมพัดเบา ๆ ทำให้เขารู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างน่าอยู่เหลือเกิน

แต่ระหว่างทาง เขาพบกับจิ้งจอกตัวหนึ่งที่เดินกะเผลก และแมวตาบอดข้างหนึ่ง ทั้งสองแต่งตัวอย่างสุภาพ พูดจาอ่อนโยน และดูเหมือนจะเป็นนักเดินทางผู้มีประสบการณ์ “สวัสดี เด็กน้อย” จิ้งจอกกล่าวเสียงนุ่ม “เจ้าดูเหมือนมีความสุขมาก” พิน็อคคิโอยิ้มกว้าง “ฉันเพิ่งได้รับเหรียญทองสองเหรียญจากเจ้าของโรงละคร ฉันจะเอาไปให้พ่อของฉัน”

แมวพยักหน้าอย่างช้า ๆ “เจ้ารู้ไหมว่าเหรียญทองนั้นสามารถเพิ่มเป็นร้อยได้ ถ้าเจ้ารู้วิธี” พิน็อคคิโอเบิกตากว้าง “จริงหรือ” เขาถามด้วยความตื่นเต้น จิ้งจอกยิ้ม “แน่นอน ถ้าเจ้าไปยังทุ่งมหัศจรรย์ แล้วฝังเหรียญทองลงในดิน วันรุ่งขึ้นจะมีต้นไม้ขึ้นมา และออกผลเป็นเหรียญทองมากมาย”

พิน็อคคิโอลังเลเล็กน้อย เขานึกถึงเจปเปตโต แต่ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มครอบงำ “ฉันควรทำอย่างไร” เขาถาม แมวตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แค่เดินทางไปกับเรา เราจะพาเจ้าไป” พิน็อคคิโอพยักหน้าอย่างช้า ๆ แล้วเดินตามทั้งสองไป โดยไม่รู้เลยว่า เขากำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดที่เขามี

ทั้งสามเดินทางไปยังทุ่งที่เงียบสงบ มีต้นไม้แห้ง ๆ และดินที่ดูธรรมดา จิ้งจอกชี้ไปยังจุดหนึ่งใต้ต้นไม้เก่า “ฝังเหรียญที่นี่ แล้วรดน้ำด้วยน้ำใสจากบ่อนั้น” พิน็อคคิโอทำตามอย่างไร้ข้อสงสัย เขาขุดหลุมเล็ก ๆ ด้วยมือไม้ของตนเอง ฝังเหรียญทองลงไป แล้วเดินไปตักน้ำจากบ่อใกล้ ๆ มารด ลงบนดินอย่างตั้งใจ

เขานั่งรอด้วยใจเต้นแรง ดวงตาเปล่งประกายด้วยความหวัง “เจ้าต้องรอจนถึงพรุ่งนี้” จิ้งจอกกล่าว “ตอนนี้กลับบ้านไปก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาดู” แมวพยักหน้าเสริม “ต้นไม้ต้องใช้เวลางอกขึ้นมา อย่าใจร้อน” พิน็อคคิโอพยักหน้า แล้วเดินกลับไปอย่างมีความหวังเต็มหัวใจ เขาจินตนาการถึงต้นไม้ที่เต็มไปด้วยเหรียญทอง และรอยยิ้มของเจปเปตโตเมื่อได้เห็นมัน

แต่เมื่อพิน็อคคิโอกลับมายังทุ่งในวันรุ่งขึ้น ทุกอย่างเงียบงัน ไม่มีต้นไม้ ไม่มีเหรียญทอง และไม่มีจิ้งจอกหรือแมว พิน็อคคิโอยืนอยู่กลางทุ่งว่างเปล่า หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น เขาเริ่มเข้าใจว่าโลกนี้ไม่ได้มีแต่ความเมตตา และไม่ใช่ทุกคำพูดที่ควรเชื่อ

เขานั่งลงบนพื้นดินที่แห้งกรัง ดวงตาเริ่มพร่ามัวด้วยน้ำตา “ฉันถูกหลอก” เขาพึมพำเบา ๆ ความเสียใจค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของพิน็อคคิโอ เขานึกถึงเจปเปตโต นึกถึงหนังสือเรียนที่ถูกขายไป และนึกถึงคำเตือนของจิ้งหรีดที่เขาเคยละเลยไปอย่างไม่ใส่ใจ

หลังจากสูญเสียเหรียญทองไปกับคำหลอกลวงของจิ้งจอกและแมว พิน็อคคิโอเดินอย่างเหม่อลอยไปตามทางดินที่ทอดยาวผ่านป่า เขารู้สึกทั้งโกรธและเสียใจ แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าความไว้ใจนั้นต้องมีขอบเขต ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ลมเย็นพัดผ่านใบไม้ที่สั่นไหวอย่างน่ากังวล เสียงนกเงียบลง เหลือเพียงเสียงฝีเท้าของพิน็อคคิโอที่ก้าวไปอย่างช้า ๆ ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

เขาเร่งฝีเท้าเพื่อออกจากป่าให้เร็วที่สุด แต่เสียงฝีเท้าสองคู่ก็ดังขึ้นตามหลังเขา “หยุดเดี๋ยวนี้” เสียงแหลมต่ำดังขึ้นจากเงามืด พิน็อคคิโอหันกลับไป และเห็นชายสองคนในชุดดำ สวมผ้าคลุมปิดหน้า เหลือเพียงดวงตาที่แวววาวด้วยความโลภ “เรารู้ว่าเจ้ามีเหรียญทอง” คนหนึ่งพูดเสียงเย็น พิน็อคคิโอรีบตอบ “ฉันไม่มีแล้ว ฉันถูกหลอกไปแล้ว”

“โกหก” อีกคนคำราม “เราจะค้นตัวเจ้า” พิน็อคคิโอวิ่งหนีสุดแรงเกิด เขาวิ่งผ่านต้นไม้ ผ่านพุ่มไม้ และข้ามลำธารเล็ก ๆ แต่โจรก็ยังตามมาไม่ห่าง ลมหายใจของเขาเริ่มขาดช่วง ขาไม้เริ่มอ่อนแรง และในที่สุด เขาก็สะดุดรากไม้ล้มลงอย่างแรง

โจรทั้งสองเข้ามาจับตัวเขาไว้ พวกมันพยายามค้นตัวเขา แต่ไม่พบอะไรเลย “เจ้าซ่อนมันไว้ที่ไหน” พวกมันถามเสียงกร้าว พิน็อคคิโอร้องไห้ “ฉันไม่มีจริง ๆ” เขาสะอื้นด้วยความกลัว โจรโกรธจัด พวกมันตัดสินใจจะลงโทษเขา “ถ้าเจ้าไม่พูด เราจะทำให้เจ้าหายไปจากโลกนี้” พวกมันพาเขาไปยังต้นไม้ใหญ่กลางป่า ผูกเขาไว้กับกิ่งไม้ และปล่อยให้เขาห้อยอยู่กลางอากาศ

พิน็อคคิโอห้อยอยู่บนกิ่งไม้กลางป่า ร่างของเขาไร้เรี่ยวแรง ดวงตาเริ่มพร่ามัว และความหวังในใจค่อย ๆ จางหายไป เขาไม่รู้ว่าตนเองจะรอดหรือไม่ และไม่รู้ว่าจะมีใครมาช่วย ในความเงียบงันนั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากพุ่มไม้ และปรากฏร่างของหญิงสาวผมสีฟ้า สวมชุดยาวสีขาวที่ปลิวไหวตามลม ดวงตาของเธออ่อนโยนและเศร้า เธอเดินเข้ามาใกล้ต้นไม้ แล้วมองพิน็อคคิโอด้วยสายตาเมตตา

“เจ้าหุ่นไม้ที่ดื้อรั้น” เธอกล่าวเสียงนุ่ม “เจ้ากำลังเรียนรู้ว่าความผิดพลาดมีผลอย่างไร” พิน็อคคิโอพยายามพูด แต่เสียงของเขาแผ่วเบา “ฉัน…ฉันเสียใจ” เขากระซิบ นางฟ้ายิ้มบาง ๆ แล้วยกมือขึ้น เพียงชั่วครู่ เชือกที่ผูกพิน็อคคิโอไว้ก็คลายออกอย่างนุ่มนวล เขาร่วงลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย ร่างของเขาแนบกับดินเย็น ๆ และหัวใจของเขาเริ่มเต้นด้วยความหวังที่กลับมาอีกครั้ง

นางฟ้าพาเขาไปยังบ้านหลังเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมป่า ภายในอบอุ่น มีเตาผิงที่ให้แสงสว่าง และกลิ่นซุปที่หอมกรุ่น พิน็อคคิโอนอนบนเตียงนุ่ม ๆ ด้วยความเหนื่อยล้า เขาหลับตาลงอย่างช้า ๆ และรู้สึกถึงความปลอดภัยที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน “ฉันจะดูแลเจ้าให้หายดี” นางฟ้ากล่าว “แต่เจ้าต้องสัญญาว่าจะฟังคำเตือน และเรียนรู้จากความผิดพลาด”

พิน็อคคิโอพยักหน้าเบา ๆ “ฉันจะพยายาม” เขาตอบด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ความพยายามคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง” นางฟ้าตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ในคืนที่เงียบสงบ พิน็อคคิโอนอนหลับไปด้วยหัวใจที่เริ่มเปลี่ยนแปลง เขาไม่ใช่หุ่นไม้ที่ดื้อรั้นอีกต่อไป แต่เป็นเด็กที่เริ่มเข้าใจว่า ความรัก ความเมตตา และความรับผิดชอบ คือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นมนุษย์

หลังจากพักฟื้นอยู่กับนางฟ้าผมสีฟ้า พิน็อคคิโอก็กลับมามีแรงอีกครั้ง เขารู้สึกเปลี่ยนไปเล็กน้อยในใจ ไม่ใช่เพราะร่างกายดีขึ้น แต่เพราะเขาเริ่มเข้าใจว่าโลกนี้มีทั้งความเมตตาและความโหดร้าย และเขาต้องเลือกว่าจะเป็นแบบใด นางฟ้าจัดเตรียมเสื้อผ้าใหม่ให้เขา และมอบหนังสือเรียนเล่มใหม่ “เจ้าต้องไปโรงเรียนทุกวัน และตั้งใจเรียน” เธอกล่าว “ถ้าเจ้าทำได้ดี ฉันจะให้รางวัล”

พิน็อคคิโอยิ้มกว้าง “ฉันจะเป็นเด็กดี ฉันสัญญา” เขาตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ เช้าวันต่อมา เขาออกเดินไปโรงเรียนด้วยความตั้งใจจริง เขาเดินผ่านทุ่ง ผ่านตลาด และผ่านเสียงล่อลวงที่เคยทำให้เขาหลงทาง แต่ครั้งนี้ เขาไม่หยุด เขาเดินตรงไปยังโรงเรียนด้วยหัวใจที่มั่นคง

แต่ในบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่เขาเดินกลับบ้าน เขาได้พบกับเด็กชายคนหนึ่งชื่อ ลูคาวิโอ เด็กชายมีท่าทางซุกซน ใบหน้าขี้เล่น และดวงตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เจ้าจะกลับบ้านแล้วหรือ” ลูคาวิโอถาม พิน็อคคิโอตอบ “ใช่ ฉันต้องทำการบ้าน” ลูคาวิโอหัวเราะเบา ๆ “น่าเบื่อจะตาย เจ้ารู้ไหมว่ามีรถม้าเวทมนตร์กำลังจะพาเด็ก ๆ ไปยังดินแดนแห่งความสนุก ที่นั่นไม่มีโรงเรียน ไม่มีครู มีแต่ของเล่นและขนม”

พิน็อคคิโอชะงัก เขารู้สึกหวั่นไหว “จริงหรือ” เขาถาม ลูคาวิโอยิ้มกว้าง “แน่นอน ฉันกำลังจะไปเดี๋ยวนี้ เจ้าจะไปด้วยกันไหม” พิน็อคคิโอลังเล เขานึกถึงนางฟ้า นึกถึงคำสัญญา และนึกถึงเจปเปตโต แต่ความอยากสนุกก็เริ่มครอบงำ “แค่ไปไม่นาน แล้วฉันจะกลับมาเรียนต่อ” เขาคิดในใจ สุดท้าย เขาก็ขึ้นรถม้าไปพร้อมกับลูคาวิโอ โดยไม่รู้เลยว่า ดินแดนแห่งความสนุกนั้นไม่ใช่สวรรค์อย่างที่คิด แต่เป็นกับดักที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้ม

รถม้าเวทมนตร์แล่นผ่านทุ่งกว้างด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ที่อยู่ข้างใน พิน็อคคิโอนั่งอยู่ข้างลูคาวิโอ ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น เขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน รถม้าตกแต่งด้วยริบบิ้นสีสด ลูกโป่งลอยอยู่รอบคัน และกลิ่นขนมหวานลอยมาเป็นระยะ ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังเข้าสู่โลกแห่งความฝัน

เมื่อถึงดินแดนแห่งความสนุก ทุกอย่างดูเหมือนสวรรค์สำหรับเด็ก มีสวนสนุกขนาดใหญ่ บ้านขนมหวาน ลานเล่นที่เต็มไปด้วยลูกบอลสีสด และไม่มีผู้ใหญ่ ไม่มีครู ไม่มีหนังสือ ไม่มีคำสั่ง พิน็อคคิโอหัวเราะ วิ่งเล่น กินขนม และลืมทุกสิ่งที่เคยสัญญาไว้กับนางฟ้า เขาเล่นทั้งวันทั้งคืน โดยไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน

แต่ในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังหัวเราะกับลูคาวิโอ เด็กคนหนึ่งร้องขึ้นว่า “เฮ้ ทำไมหูเจ้าถึงยาวขึ้น” พิน็อคคิโอสะดุ้ง เขาเอามือจับหูของตนเอง และพบว่ามันเริ่มยาวขึ้นจริง ๆ หูยาวและนุ่มเหมือนหูลา “ไม่ใช่แค่หูนะ” ลูคาวิโอร้อง “ดูฟันของฉัน มันเหมือนฟันลา” เด็ก ๆ เริ่มแตกตื่น พวกเขาวิ่งไปดูเงาของตนเองในแอ่งน้ำ และพบว่าร่างกายของพวกเขากำลังเปลี่ยนเป็นลา ทีละนิด ทีละน้อย

พิน็อคคิโอรู้สึกกลัว เขาเริ่มเข้าใจว่า ดินแดนแห่งความสนุก ไม่ใช่สถานที่แห่งอิสระ แต่เป็นกับดักที่เปลี่ยนเด็กดื้อให้กลายเป็นสัตว์ที่ไม่มีสิทธิ์เลือก เขาพยายามหนี แต่ร่างกายของเขาเริ่มเปลี่ยนไปทุกขณะ ขาเริ่มแข็ง หูยาวขึ้น และเสียงของเขากลายเป็นเสียงร้องแหลม “อี๊อออ” เขาร้องไห้ “ฉันอยากกลับบ้าน ฉันอยากเป็นเด็กดี” แต่ไม่มีใครตอบ มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่าน และเงาของลาอีกหลายตัวที่เคยเป็นเด็กมาก่อน

หลังจากร่างกายของพิน็อคคิโอเปลี่ยนเป็นลาโดยสมบูรณ์ เขาถูกจับใส่กรงพร้อมกับลูคาวิโอและเด็กคนอื่น ๆ ที่กลายเป็นลาเช่นกัน พวกเขาถูกขนไปยังตลาดในเมืองใหญ่ ที่ซึ่งเสียงผู้คนดังอื้ออึง และกลิ่นฝุ่นผสมกลิ่นเหงื่อของสัตว์ลอยคลุ้งในอากาศ พิน็อคคิโอรู้สึกเหมือนถูกแยกออกจากโลกเดิมที่เขาเคยรู้จัก เขาไม่ใช่เด็กที่มีความฝันอีกต่อไป แต่เป็นสัตว์ที่ไม่มีใครเห็นคุณค่า

เจ้าของคณะละครสัตว์ ชายร่างท้วม ใบหน้าหยาบกร้าน และดวงตาแข็งกร้าว เดินเข้ามาดูพิน็อคคิโอ เขาเคาะกรงเบา ๆ แล้วพูด “เจ้าลาตัวนี้ดูฉลาดดี ฉันจะซื้อไว้ใช้แสดงในคณะของฉัน” พิน็อคคิโอถูกขายไปในราคาไม่สูงนัก เขาถูกพาไปยังโรงฝึกที่เต็มไปด้วยเสียงแส้ เสียงตะโกน และเสียงร้องของสัตว์ที่ถูกบังคับให้เชื่อฟัง

เขาถูกฝึกให้เต้นบนขาหลัง กระโดดลอดห่วง และหมุนตัวตามคำสั่ง ทุกครั้งที่เขาทำผิด เขาจะถูกตีด้วยไม้เรียว และทุกครั้งที่เขาร้อง “อี๊อออ” เขาจะถูกหัวเราะเยาะ พิน็อคคิโอเริ่มรู้สึกเจ็บปวดทั้งกายและใจ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมความสนุกที่เขาเคยเลือกจึงนำเขามาสู่ความทรมานเช่นนี้

วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังแสดงต่อหน้าผู้ชม เขาสะดุดล้มกลางเวที ขาหลังของเขาเจ็บจนเดินไม่ได้ เจ้าของคณะโกรธจัด “เจ้าลาไร้ค่า” เขาตะโกนเสียงดัง “ฉันจะขายเจ้าให้โรงงานทำกลอง” พิน็อคคิโอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลาย เขาไม่ได้เป็นแค่หุ่นไม้ที่หลงทางอีกต่อไป แต่กลายเป็นสัตว์ที่ไม่มีใครต้องการ ไม่มีใครรัก และไม่มีใครเห็นว่าเขาเคยมีหัวใจ

ในคืนที่เงียบงัน พิน็อคคิโอนอนอยู่ในคอกมืด ๆ น้ำตาไหลออกมาอย่างเงียบ ๆ เขาไม่รู้ว่าตนเองจะรอดหรือไม่ แต่ในใจเขาเริ่มเปล่งเสียงที่เขาเคยละเลย เสียงของจิ้งหรีด เสียงของนางฟ้า เสียงของเจปเปตโต “ฉันอยากกลับไป ฉันอยากเป็นเด็กดี ฉันอยากเป็นลูกชายของพ่ออีกครั้ง” เขาพึมพำเบา ๆ ราวกับคำอธิษฐานที่หลุดออกมาจากหัวใจ

รุ่งเช้า เจ้าของคณะละครสัตว์ตัดสินใจขายพิน็อคคิโอให้กับชายคนหนึ่งที่ทำโรงงานผลิตหนังกลอง “ลาตัวนี้ไม่มีค่าอะไรอีกแล้ว เอาไปเถอะ จะทำอะไรก็เชิญ” เขาพูดเสียงเย็นชา ชายคนนั้นพาพิน็อคคิโอขึ้นเกวียน แล้วเดินทางไปยังชายฝั่งทะเล ที่นั่นมีเรือเล็ก ๆ รออยู่ เขาวางพิน็อคคิโอลงในเรือ แล้วพายออกไปกลางทะเล

“ฉันจะโยนเจ้าลงน้ำ แล้วเก็บหนังเจ้าไว้ใช้” เขาพึมพำ พิน็อคคิโอรู้สึกถึงความตายอีกครั้ง เขาไม่อาจร้องขอความช่วยเหลือได้ ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ไม่มีนางฟ้า ไม่มีเจปเปตโต มีเพียงคลื่นทะเลที่ซัดสาดอย่างไร้ความปรานี แต่เมื่อเขาถูกโยนลงน้ำ ร่างของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลง ขนของลาเริ่มหลุดออก หูยาวหดกลับ และขาเริ่มกลับเป็นไม้ เขากลับกลายเป็นหุ่นไม้อีกครั้ง และสามารถว่ายน้ำได้อย่างประหลาด

กลางทะเลที่มืดและลึก พิน็อคคิโอว่ายหนีออกจากเรืออย่างสุดแรงเกิด แต่เงาดำขนาดใหญ่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ปลายักษ์อ้าปากกว้างราวกับภูเขา พิน็อคคิโอพยายามหนี แต่ไม่ทัน เขาถูกกลืนเข้าไปในท้องปลายักษ์ ภายในนั้นมืดและชื้น กลิ่นเค็มของทะเลปะปนกับกลิ่นสาหร่ายและเศษไม้ เขาเดินอย่างระวังไปข้างใน และที่นั่น เขาพบชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างตะเกียงน้ำมัน “เจปเปตโต” พิน็อคคิโอร้องเสียงสั่น เจปเปตโตหันมา ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา “ลูกของฉัน…เจ้ากลับมาแล้ว”

ภายในท้องปลายักษ์ที่มืดและชื้น เจปเปตโตจุดตะเกียงน้ำมันเล็ก ๆ ที่ให้แสงสว่างเพียงน้อยนิด เขาอาศัยอยู่ที่นั่นมาหลายวันแล้ว หลังจากเรือของเขาถูกคลื่นซัดแตกกลางทะเล และเขาถูกกลืนโดยปลายักษ์โดยไม่ทันตั้งตัว พิน็อคคิโอเดินเข้าไปใกล้ด้วยน้ำตาในดวงตา “พ่อ… ฉันขอโทษ” เขากล่าวเสียงสั่น เจปเปตโตลุกขึ้นช้า ๆ แล้วโอบกอดพิน็อคคิโอแน่น “ลูกของฉัน… เจ้ากลับมาแล้วจริง ๆ”

ทั้งสองนั่งอยู่ข้างกันในความมืด เจปเปตโตเล่าเรื่องราวการรอดชีวิตในท้องปลา และความหวังที่ไม่เคยดับลงว่า สักวันหนึ่งเขาจะได้พบลูกชายอีกครั้ง พิน็อคคิโอฟังอย่างเงียบ ๆ หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความรักและความเสียใจ “ฉันทำผิดมากมาย ฉันไม่ฟังคำเตือน ฉันหลงทาง ฉันทำให้พ่อเสียใจ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ เจปเปตโตลูบหัวเขาเบา ๆ “แต่เจ้ากลับมาแล้ว และนั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด”

พิน็อคคิโอมองไปรอบ ๆ ท้องปลาที่เต็มไปด้วยเศษไม้ เศษเรือ และของใช้ที่ถูกกลืนเข้ามา เขาเริ่มคิด “เราต้องออกไปจากที่นี่” เขากล่าว เจปเปตโตพยักหน้า “ฉันเคยคิดจะจุดไฟเพื่อให้ปลาจามออกมา แต่ฉันไม่มีไม้พอ” พิน็อคคิโอหันไปมองเศษไม้ที่อยู่รอบตัว แล้วพูดว่า “เราจะรวมมัน จุดไฟ และรอให้ปลาจาม เราจะรอดไปด้วยกัน”

ทั้งสองช่วยกันรวบรวมเศษไม้ จุดไฟเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ลุกขึ้นในท้องปลา ความร้อนเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างของปลายักษ์ มันเริ่มดิ้น และในที่สุด มันก็อ้าปากกว้าง พ่นพิน็อคคิโอและเจปเปตโตออกมาสู่ทะเลอีกครั้ง ทั้งสองลอยอยู่กลางน้ำ แต่ครั้งนี้ พิน็อคคิโอไม่กลัว เขาว่ายน้ำอย่างมั่นใจ พาเจปเปตโตไปยังฝั่งอย่างปลอดภัย

หลังจากรอดชีวิตจากปลายักษ์ พิน็อคคิโอและเจปเปตโตลอยขึ้นฝั่งด้วยความเหนื่อยล้า แต่หัวใจของทั้งสองเต็มไปด้วยความสุข พวกเขากอดกันแน่นริมชายหาดที่เงียบสงบ แสงแดดยามเช้าส่องผ่านเมฆบาง ๆ ราวกับอวยพรให้การเริ่มต้นใหม่ของทั้งคู่เต็มไปด้วยความหวัง “เรากลับบ้านกันเถอะ” พิน็อคคิโอกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง เจปเปตโตพยักหน้า ดวงตาเปล่งประกายด้วยความรักที่ไม่มีเงื่อนไข

เมื่อกลับถึงบ้าน พิน็อคคิโอเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาตื่นเช้า ช่วยงานบ้าน ตั้งใจเรียน และพูดจาอ่อนโยนกับทุกคน เขาไม่ใช่หุ่นไม้ที่ดื้อรั้นอีกต่อไป แต่เป็นเด็กที่มีหัวใจอ่อนโยนและกล้าหาญ เขาเริ่มเข้าใจว่า ความรักไม่ใช่สิ่งที่ต้องการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบแทนด้วยการกระทำที่จริงใจ

นางฟ้าผมสีฟ้าปรากฏตัวอีกครั้งในคืนหนึ่ง ขณะที่พิน็อคคิโอกำลังอ่านหนังสืออยู่ใต้แสงตะเกียง “เจ้าทำได้ดีมาก” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจ้าพิสูจน์แล้วว่าเจ้ามีหัวใจของมนุษย์” พิน็อคคิโอเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความตื้นตัน “ฉันไม่ได้อยากเป็นเด็กจริงเพราะอยากเล่นสนุกอีกต่อไป ฉันอยากเป็นเด็กจริงเพื่อจะได้รักพ่ออย่างเต็มหัวใจ”

ทันใดนั้น แสงสีทองอ่อน ๆ ห่อหุ้มร่างของพิน็อคคิโอ ร่างไม้ของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นร่างของเด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่มีดวงตาเปล่งประกายและหัวใจที่เต้นด้วยความรัก เจปเปตโตตื่นขึ้นมาเห็นภาพนั้น และน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อาจห้าม “ลูกของฉัน… เจ้ากลายเป็นเด็กจริงแล้ว” เขากล่าวด้วยเสียงสั่น

เมื่อพิน็อคคิโอกลับบ้านในร่างของเด็กจริง เขาไม่ได้เป็นเพียงหุ่นไม้ที่มีชีวิตอีกต่อไป แต่เป็นเด็กชายที่ผ่านบทเรียนแห่งความผิดพลาด ความเจ็บปวด และการให้อภัย เขาเรียนรู้ว่าความรักของเจปเปตโตไม่เคยลดลงแม้ในวันที่เขาหลงทาง และเขาเข้าใจว่า “การเป็นมนุษย์” ไม่ได้เกิดจากเวทมนตร์ แต่จากหัวใจที่กล้ายอมรับความจริง กล้ากลับใจ และกล้ารักอย่างแท้จริง นับจากวันนั้น พิน็อคคิโอไม่ใช่เพียงลูกชายของเจปเปตโต แต่เป็นเด็กที่มีหัวใจงดงามที่สุดคนหนึ่งในโลก

Posted in นิทานความรัก, นิทานสำหรับเด็กและผู้ใหญ่, เพลงเล่านิทาน

เพลงเล่านิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว” | นิทานฟังเพลินจากเรื่องรักแท้ที่อบอุ่นหัวใจ

เพลงเล่านิทานเรื่อง “เจ้าบ่าวของหนูสาว” เป็นบทเพลงที่ผมแต่งขึ้นจากนิทานพื้นบ้านเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงในหลายประเทศทั่วเอเชีย โดยเฉพาะในจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม นิทานเรื่องนี้มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า The Mouse Bride หรือ The Most Powerful Husband และในภาษาจีนว่า 老鼠嫁女 ซึ่งแปลว่า “หนูแต่งลูกสาว”

นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนูที่ออกเดินทางตามหาเจ้าบ่าวที่ “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” (ผมใช้คำว่าแข็งแกร่งที่สุด) ให้กับลูกสาวแสนสวย นิทานเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังมันสะท้อนถึงการแสวงหาคุณค่าที่แท้จริงของความรัก ที่ไม่ได้ขึ้นกับความแข็งแกร่งหรือยิ่งใหญ่ แต่อยู่ที่จิตใจ ความห่วงใย และความผูกพันที่มีให้กัน

ในการแต่งเพลง ๆ นี้ ผมใช้เวลาค่อนข้างมาก ตั้งแต่การแต่งเนื้อเพลง จนถึงขั้นตอนการปรับท่วงทำนอง (ปรับเปลี่ยนเยอะมาก) เพื่อให้ได้เพลงเล่านิทานในเวอร์ชันที่ชวนฟังที่สุด ตอนที่ฟังเพลงนี้ ผมเผลอขยับตัวตามจังหวะโดยไม่รู้ตัวอยู่บ่อย ๆ ผมจึงหวังว่าเพลงนี้จะทำให้ผู้ฟังทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีความสุขได้ไม่ยาก ลองฟังเพลงเล่านิทาน “เจ้าบ่าวของหนูสาว” ไปด้วยกันนะครับ

เมื่อฟังเพลงนี้ไปแล้ว หากใครจำเนื้อเรื่องไม่ได้ ผมเรียบเรียงเนื้อเรื่องแบบย่อไว้ให้ทบทวนความทรงจำด้วยครับ

กาลครั้งหนึ่ง มีหนูสาวหน้าตาน่ารักที่สุดในโลก เมื่อถึงวัยแต่งงาน พ่อแม่ของเธออยากหาคู่ครองที่เก่งกาจที่สุดให้ลูกสาว จึงมองข้ามหนูหนุ่มผู้แสนดีที่เธอรัก แล้วออกตามหาเจ้าบ่าวที่คู่ควร

พวกเขาไปหาพระอาทิตย์ แต่พระอาทิตย์บอกว่าเมฆเก่งกว่า เพราะบดบังแสงของเขาได้ เมฆก็ชี้ไปที่สายลม เพราะลมพัดเขาให้ปลิวไปได้ สายลมเองก็ยกย่องกำแพง เพราะแม้ลมจะพัดแรงเพียงใด กำแพงก็ไม่สะเทือน

แต่เมื่อไปหากำแพง กำแพงกลับชี้ไปยังผู้ที่สามารถเจาะตัวเขาได้ นั่นคือหนูหนุ่มผู้รักหนูสาวนั่นเอง!

หนูหนุ่มเคยเจาะกำแพงเพื่อสร้างบ้านใกล้หนูสาว พ่อแม่ของเธอจึงตระหนักว่า “ผู้เก่งกาจ” ที่แท้จริง คือผู้ที่มีหัวใจมั่นคงและรักแท้

สุดท้าย หนูสาวได้แต่งงานกับคนที่เธอรัก และทั้งคู่ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป

ถ้าใครอยากอ่านนิทานก่อนนอนเรื่อง เจ้าบ่าวของหนูสาว ในเวอร์ชั่นที่ผมเรียบเรียงไว้แบบเต็มเรื่อง (มีรายละเอียดมากกว่าฉบับย่อ) สามารถอ่านได้ตามลิงค์ที่ด้านล่างนี้

ภาพหนูสาวและหนูหนุ่มยืนมองหน้ากันอย่างน่ารัก – ภาพประกอบนิทานก่อนนอนเรื่องเจ้าบ่าวของหนูสาว
เจ้าบ่าวของหนูสาว – ภาพประกอบนิทานก่อนนอนเรื่องอบอุ่นหัวใจ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสำหรับเด็กและผู้ใหญ่, นิทานอบอุ่นหัวใจ

“เพลงเล่านิทาน : แมวล่องหน” นิทานอบอุ่นหัวใจเสียงของความเหงาและความหวัง

“แมวล่องหน” เป็นนิทานก่อนนอนที่อบอุ่นหัวใจที่สุดเรื่องหนึ่งจากคอลเลกชันนิทานนำบุญ เล่าเรื่องแมวน้อยชื่อ “ศูนย์” ที่ไม่มีใครมองเห็นตัวตน จนวันหนึ่งได้พบหญิงสาวเจ้าของร้านหนังสือที่มองเห็นและโอบกอดเขาด้วยความรัก นิทานเรื่องนี้ไม่เพียงแต่สร้างรอยยิ้มและความประทับใจ แต่ยังแฝงแง่คิดสำคัญทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่—เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้เรื่องความเมตตาต่อสัตว์เลี้ยง ส่วนผู้ใหญ่หลายคนอาจรู้สึกเชื่อมโยงกับความเหงา ความโดดเดี่ยว และความต้องการใครสักคนที่มองเห็นและรักเราอย่างแท้จริง

เมื่อผมเริ่มทดลองทำเพลงเล่านิทานผ่านเว็บไซต์ suno.com “แมวล่องหน” กลายเป็นเรื่องแรกที่ผมแต่งเนื้อเพลงและสร้างเสียงประกอบขึ้นมา เพลงเวอร์ชั่นแรกสะท้อนเสียงหัวใจของแมว—เว้าวอน ตัดพ้อ และน่ารักน่าสงสารอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งผมเองก็รู้สึกผูกพันกับเพลงนี้มาก เพราะมันเหมือนเสียงลึก ๆ จากตัวละครที่กำลังตามหาใครสักคนที่เข้าใจ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมเริ่มอยากลองเล่าเรื่องผ่านบทเพลงในอีกมุมหนึ่ง ไม่ใช่แค่ความรู้สึกของตัวละคร แต่เป็นการเล่าเรื่องราวของนิทานอย่างชัดเจน จึงเกิดเป็นเพลงเวอร์ชั่นที่สอง ที่มีลีลาสดใสขึ้น และสามารถถ่ายทอดเนื้อเรื่องได้ครบถ้วนมากขึ้น ทั้งสองเวอร์ชั่นมีเสน่ห์ต่างกัน และผมอยากชวนคุณฟังแล้วลองตอบตัวเองว่า…คุณชอบเวอร์ชั่นไหนมากกว่ากัน?

สำหรับใครที่เคยอ่านนิทานเรื่องนี้แล้วแต่จำเนื้อเรื่องไม่ได้ ผมขอลงเรื่องย่อให้อ่านกันด้านล่าง ส่วนใครที่เพิ่งเข้ามาเจอเพลงเล่านิทานและอยากอ่านฉบับเต็ม ลองกดอ่านที่ลิงก์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ

“ศูนย์” เป็นแมวน้อยที่ไม่มีใครมองเห็นตัวตน มันเป็นแมวล่องหนที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว วันหนึ่ง มันตัดสินใจออกเดินทางเพื่อหาวิธีทำให้คนอื่นมองเห็นมันได้

มันไปขอความช่วยเหลือจากช่างตัดเสื้อ หมอ และแม่มด แต่ไม่มีใครสามารถช่วยมันได้ บ้างก็ยุ่งเกินไป บ้างก็ต้องการเงิน บ้างก็ไร้เมตตา ทำให้ศูนย์รู้สึกหมดหวัง

ขณะเดินคอตกกลางสายฝน มันเจอร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่อบอุ่น และหญิงสาวเจ้าของร้านที่มองเห็นมัน เธออุ้มมันเข้ามาหลบฝน เช็ดตัวให้ และเสนอให้มันอยู่ด้วยกันโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ด้วยความรักและความเอาใจใส่ของหญิงสาว ร่างกายของศูนย์ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากความล่องหน จนมันกลายเป็นแมวธรรมดาอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะเวทมนตร์ แต่เพราะความเมตตาและการยอมรับอย่างแท้จริง

ถ้าใครอยากอ่านนิทานก่อนนอนเรื่อง แมวล่องหน ในเวอร์ชั่นที่ผมเรียบเรียงไว้แบบเต็มเรื่อง (มีรายละเอียดมากกว่าฉบับย่อ) สามารถอ่านได้ตามลิงค์ที่ด้านล่างนี้

ภาพปกนิทานเรื่องแมวล่องหน แสดงใบหน้าแมวเพียงบางส่วน ดูเหมือนแมวค่อย ๆ จางหาย มีลวดลายสีเหลืองและเขียว เพิ่มความรู้สึกนุ่มนวลและอบอุ่น
Posted in นิทานสำหรับเด็กและผู้ใหญ่, นิทานฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน, เพลงเล่านิทาน

เพลงเล่านิทาน : เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ – เพลงที่ทำให้นิทานอ่อนโยนลง

ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน นักเขียนนิทานระดับโลก เจ้าของผลงานอมตะอย่าง ลูกเป็ดขี้เหร่, เจ้าหญิงกับเมล็ดถั่ว, และ เงือกน้อยผจญภัย ได้ฝากนิทานเรื่อง เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ ไว้เป็นหนึ่งในเรื่องที่สะเทือนใจที่สุดในโลกวรรณกรรมสำหรับเด็ก

นิทานเรื่องนี้สะท้อนความยากลำบากของเด็กยากไร้ในยุโรปยุคเก่า ผ่านภาพของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ต้องขายไม้ขีดไฟท่ามกลางความหนาวเหน็บในคืนวันสิ้นปี แม้เนื้อเรื่องจะหม่นเศร้า แต่ก็เต็มไปด้วยความหวัง ความฝัน และความเมตตา

เพื่อให้เรื่องราวนี้เข้าถึงใจเด็ก ๆ และผู้ใหญ่ได้อย่างอ่อนโยน ผมจึงแต่งเพลงเล่านิทานขึ้นมา ด้วยเสียงดนตรีที่อบอุ่นและเนื้อเพลงที่ชวนฟัง ผมหวังว่าเพลงนี้จะเป็นสื่อกลางให้พ่อแม่และคุณครูใช้พูดคุยกับเด็ก ๆ เรื่องความเอื้ออาทร ความเห็นอกเห็นใจ และการแบ่งปันให้กับผู้ที่ขาดแคลน

ลองฟังเพลงนี้ แล้วหากใครจำเนื้อเรื่องไม่ได้ ผมเรียบเรียงเนื้อเรื่องแบบย่อไว้ให้ทบทวนความทรงจำด้วยครับ

ในคืนสิ้นปีที่หนาวเหน็บ เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งเดินขายไม้ขีดไฟตามลำพังบนถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะ เธอสวมเสื้อเก่า เดินเท้าเปล่า มือกำกล่องไม้ขีดไว้แน่น แม้จะพยายามเรียกผู้คนให้ซื้อ แต่ไม่มีใครสนใจเธอเลย

อากาศวันนั้นหนาวจนแทบทนไม่ไหว เด็กหญิงจึงจุดไม้ขีดไฟก้านหนึ่งเพื่อให้มืออุ่นขึ้น และในแสงไฟนั้น เธอเห็นภาพเตาผิงอันอบอุ่นปรากฏขึ้นตรงหน้า แต่เมื่อไฟดับ ภาพนั้นก็หายไป

เธอจุดไม้ขีดอีกก้าน แล้วเห็นโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยอาหารน่ากิน แต่ภาพนั้นก็หายไปเมื่อไฟดับอีกครั้ง

ไม้ขีดก้านต่อมาพาเธอไปพบต้นคริสต์มาสที่สวยงาม มีของขวัญและเสียงเพลงลอยมาเบา ๆ แต่ภาพนั้นก็เลือนหายไปเช่นกัน

เมื่อเห็นดาวตก เด็กหญิงนึกถึงคำพูดของคุณยายว่า “ถ้าดาวตก แปลว่ามีใครบางคนกำลังจะขึ้นสวรรค์” เธอจุดไม้ขีดอีกก้าน และคราวนี้ คุณยายปรากฏตัวขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

เด็กหญิงดีใจมาก เธอจุดไม้ขีดทีละก้านเพื่อให้คุณยายอยู่กับเธอนานที่สุด จนถึงก้านสุดท้าย แสงไฟเจิดจ้าขึ้น และคุณยายก็โอบกอดเธอไว้ในอ้อมอกอันอบอุ่น

รุ่งเช้า ผู้คนพบเด็กหญิงนั่งสงบอยู่ข้างกำแพง ใบหน้ายิ้มละไม ในมือกำกล่องไม้ขีดไว้แน่น ไม่มีใครรู้เลยว่า ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ เด็กหญิงได้พบคนที่เธอรักที่สุดอีกครั้ง และได้เดินทางไปยังที่ซึ่งไม่มีความหนาว ความกลัว หรือความเดียวดายอีกต่อไป

ถ้าใครอยากอ่านนิทานก่อนนอนเรื่อง เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ ในเวอร์ชั่นที่ผมเรียบเรียงไว้แบบเต็มเรื่อง (มีรายละเอียดมากกว่าฉบับย่อ) สามารถอ่านได้ตามลิงค์ที่ด้านล่างนี้

นิทาน เด็กหญิงขายไม้ขีดกำลังเดินในหิมะ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานสำหรับเด็กและผู้ใหญ่

เจ้าชายฝุ่น : นิทานอบอุ่นหัวใจ รักยิ่งใหญ่จากเจ้าชายที่ตัวเล็กเท่าเม็ดฝุ่น

ในโลกแห่งนิทานที่เต็มไปด้วยเจ้าชายและเจ้าหญิง เรื่องราวของ “เจ้าชายฝุ่น” โดดเด่นด้วยความแปลกใหม่และความลึกซึ้งอย่างน่าประหลาดใจ เจ้าชายองค์นี้ไม่ได้มีรูปลักษณ์สง่างามหรือพลังวิเศษใด ๆ เพราะพระองค์ตัวเล็กเท่าเม็ดฝุ่น แต่หัวใจกลับยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่ง

นิทานเรื่องนี้เริ่มต้นจากความท้าทายในการสร้างตัวละครที่เล็กที่สุดเท่าที่จินตนาการจะพาไปได้ และค่อย ๆ คลี่คลายเป็นเรื่องราวแห่งความรักที่บริสุทธิ์ เจ้าชายฝุ่นแอบรักเจ้าหญิงที่ไม่เคยมองเห็นพระองค์ แต่ความรักของพระองค์กลับมั่นคงและกล้าหาญจนสามารถปกป้องเจ้าหญิงจากยักษ์ร้ายได้

นี่ไม่ใช่เพียงนิทานสำหรับเด็ก แต่เป็นเรื่องราวของความรักแท้ที่ไม่ต้องการการตอบรับ เพียงแค่ได้รักและได้ดูแลก็เพียงพอแล้ว นิทานเรื่องนี้จึงเหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ยังเชื่อในพลังของหัวใจ

.

แม้เจ้าชายจะตัวเล็กกระจิริดกระจิ๋วหลิวจนใคร ๆ มองแทบไม่เห็น  แต่พระองค์มีตัวตนอยู่จริง  และที่สำคัญ..เจ้าชายมีหัวจิตหัวใจไม่ต่างไปจากเจ้าชายองค์อื่น ๆ

วันหนึ่ง ในขณะที่เจ้าชายฝุ่นเดินทางด้วยการปลิวไปตามสายลมพัด  พระองค์บังเอิญพบเจ้าหญิงองค์หนึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในสวนท่ามกลางแสงแดดอุ่นสบาย โดยมีสัตว์น้อยใหญ่ทั้งลูกแมว,กระต่าย, กวางดาวและนกต่าง ๆ ห้อมล้อมอยู่รอบตัวของพระองค์

เจ้าหญิงอ่านหนังสือพร้อมกับป้อนอาหารให้สัตว์ต่าง ๆ ไปด้วย ทำให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุขมาก เจ้าชายฝุ่นเองก็มีความสุขมากเช่นกัน เพราะพระองค์เผลอหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็น

เมื่อความรักก่อตัวขึ้นในใจ  เจ้าชายฝุ่นจึงเดินทางมาเฝ้ารอเจ้าหญิงทุกวันไม่เคยขาด ไม่ว่าแดดจะร้อน, ฝนจะตกหรืออากาศจะหนาวสักเพียงไร เจ้าชายฝุ่นก็ตั้งใจมารอเจ้าหญิงที่สวนแห่งนั้นด้วยหัวใจที่มั่นคงในความรัก

จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อเจ้าชายฝุ่นมั่นใจว่าพระองค์รักเจ้าหญิงยิ่งชีวิต พระองค์จึงตัดสินใจเปิดเผยตัวและบอกความในใจให้เจ้าหญิงได้รู้ 

วันนั้น เจ้าหญิงเสด็จมาที่สวนเช้ากว่าปกติ แต่เจ้าชายฝุ่นมารอเจ้าหญิงอยู่ก่อนแล้ว ครั้นเมื่อเจ้าหญิงนั่งลงที่พื้นหญ้า วางตะกร้าแล้วหยิบหนังสือออกมาอ่าน  เจ้าชายฝุ่นก็รีบปลิวตามลมไปหยุดยืนตรงเบื้องหน้าของเจ้าหญิง พร้อมกับเอ่ยปากสารภาพรัก

อนิจจา! เจ้าชายฝุ่นตัวเล็กมาก เล็กเสียจนมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น  เสียงของเจ้าชายฝุ่นจึงเบาบาง…เบาจนหูของเจ้าหญิงไม่อาจรับฟังเสียงสารภาพรักนั้นได้

เจ้าชายฝุ่นพยายามตะโกนให้เสียงดังขึ้นอีก  แต่มันก็ยังดังไม่พอที่หูของเจ้าหญิงจะได้ยินเสียงนั้น

เจ้าชายฝุ่นเสียใจที่ตนเองตัวเล็กเพียงฝุ่น พระองค์ไม่คู่ควรกับเจ้าหญิงเลยสักนิด  แต่ถึงกระนั้น พระองค์ก็ยังยืนยันที่จะรักเจ้าหญิงจากหัวใจดวงจริงแม้เจ้าหญิงจะมองไม่เห็นพระองค์เลยก็ตาม

หลายเดือนผ่านไป เจ้าชายฝุ่นยังคงแอบมาเฝ้ารอเจ้าหญิงอยู่เช่นเดิม ยิ่งนานวัน พระองค์ก็ยิ่งรักเจ้าหญิงมากขึ้นเรื่อย ๆ  จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง เกิดเหตุร้ายมียักษ์ใหญ่จอมเกเรบุกมาที่วังของเจ้าหญิง  ยักษ์ใหญ่ได้ข่าวว่าเจ้าหญิงเป็นคนสะสวย มันจึงอยากจับเจ้าหญิงไปสะสมไว้ในถ้ำคล้ายกับสิ่งของสวยงามต่าง ๆ ที่มันใช้กำลังแย่งชิงมาเก็บเอาไว้จากทั่วทุกมุมโลก

เช้าวันนั้น เมื่อนกน้อยทราบว่ายักษ์เกเรบุกมาถึงวังของเจ้าหญิง นกน้อยก็รีบบินมาแจ้งข่าวให้เพื่อนสัตว์    ต่าง ๆ  ได้รับรู้ 

เมื่อทราบข่าว สัตว์ทั้งหลายรวมทั้งเจ้าชายฝุ่นซึ่งรอเจ้าหญิงอยู่ในสวนต่างก็ตกใจมาก  เจ้าชายฝุ่นอยากปกป้องเจ้าหญิง  พระองค์จึงตะโกนขอให้นกพาพระองค์ไปช่วยเจ้าหญิงโดยด่วน 

โชคดีที่พวกสัตว์มีหูไวกว่ามนุษย์ นกน้อยจึงได้ยินเสียงของเจ้าชาย (รวมทั้งมันยังรู้ว่าเจ้าชายฝุ่นรักเจ้าหญิงมากเพียงไร)  นกน้อยผงกหัวหนึ่งครั้ง  จากนั้น มันก็ให้เจ้าชายขึ้นขี่หลังแล้วกระพือปีกโผบินไปยังด้านหน้าของพระราชวังทันที

เมื่อนกน้อยบินมาถึงหน้าต่างห้องนอนของเจ้าหญิง เป็นเวลาเดียวกับที่เจ้ายักษ์กำลังยื่นมือเพื่อจับตัวของเจ้าหญิงอยู่พอดี   นกน้อยไม่รู้ว่าเจ้าชายฝุ่นจะหยุดยั้งยักษ์ได้สำเร็จหรือไม่ เจ้าชายเองก็ไม่รู้ว่าพระองค์จะจัดการกับเจ้ายักษ์ได้อย่างไร แต่สิ่งเดียวที่พระองค์รู้ก็คือพระองค์จะต้องปกป้องเจ้าหญิงผู้เป็นที่รักให้จงได้

เจ้าชายฝุ่นครุ่นคิดอยู่เพียงเสี้ยววินาทีหนึ่งแล้วตัดสินใจต่อสู้กับยักษ์เกเรในแบบฝุ่น ๆ  นั่นคือการปล่อยตัวให้ลอยตามลมขึ้นไปในอากาศ จนร่างที่เล็กกระจิ๋วหลิวปลิวเข้าใกล้กับหน้าของยักษ์ เมื่อได้จังหวะ เจ้าชายฝุ่นก็กระโดดไปเกาะที่ขอบตาของยักษ์ แล้วปีนเข้าไปในลูกตาของยักษ์เหมือนฝุ่นที่ปลิวเข้าตาของผู้คนทั้งหลาย

ในตอนแรก เจ้ายักษ์ไม่รู้สึกอะไรเลย  แต่เมื่อเจ้าชายวิ่งชนดวงตาของยักษ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่นานนัก ตาของเจ้ายักษ์ก็เริ่มระคายเคือง  ครั้นเมื่อเจ้ายักษ์ใช้มือขยี้ตา เจ้าชายฝุ่นก็พยายามหลบหลีกไม่ให้ถูกมือของยักษ์บี้จนแบนแต๊ดแต๋  พอยักษ์ถอนมือออก  เจ้าชายก็จะวิ่งชนดวงตาของเจ้ายักษ์อีก ในที่สุด ยักษ์เกเรก็แสบตาถึงขั้นน้ำตาไหลพราก  แถมดวงตายังแดงแจ๊ดแจ๋ เจ้ายักษ์เห็นท่าไม่ดี เพราะมันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับดวงตาที่เป็นอวัยวะสำคัญของมัน มันจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะจับตัวเจ้าหญิง แล้วรีบเดินทางกลับบ้านเพื่อหาทางเยียวยาดวงตาให้กลับคืนสู่สภาพปกติ

เมื่อยักษ์เปลี่ยนใจไม่จับตัวเจ้าหญิง เจ้าชายฝุ่นจึงกระโจนออกมาจากตาของยักษ์แล้วล่องลอยตามสายลมลงมายืนที่หน้าต่างห้องนอนของเจ้าหญิงด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข

ทุกคนรวมทั้งเจ้าหญิงต่างแปลกใจที่เห็นยักษ์เกเรถอยร่นไปโดยไม่มีสาเหตุ  เจ้าหญิงมองยักษ์ที่เดินห่างออกไปอย่างโล่งอก ส่วนเจ้าชายฝุ่นที่ยืนอยู่ตรงขอบหน้าต่างก็เงยหน้ามองเจ้าหญิงพร้อมกับยิ้มกว้างแล้วตะโกนด้วยความดีใจว่า “ถึงเธอจะมองไม่เห็นฉันและไม่ได้ยินเสียงฉัน…แต่ฉันมีอยู่จริง  เหมือนความรักของฉัน แม้เธอจะมองไม่เห็น แต่มันมีอยู่จริง ๆ” 

เจ้าชายฝุ่นรู้ดีว่าเจ้าหญิงคงไม่มีทางได้ยินเสียงอันแผ่วเบาของพระองค์  แต่พระองค์ก็ยินดีที่ได้แอบรักและคอยปกป้องเจ้าหญิงอยู่เช่นนี้     

เจ้าหญิงยิ้มน้อย ๆ อย่างเอียงอาย สักพักแก้มของพระองค์ก็ค่อย ๆ กลายเป็นสีชมพูเข้มขึ้น ๆ  เพราะเมื่อสักครู่…หัวใจของเจ้าหญิงเพิ่งได้ยินเสียงของใครบางคนสารภาพรัก!

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความรักที่แท้จริง คือความปรารถนาดีที่มีให้ ไม่ใช่การได้รับความรักกลับคืน
  • แม้ตัวจะเล็ก แต่หัวใจทำให้เราสามารถทำเรื่องยิ่งใหญ่ได้
  • การปกป้องคนที่เรารักไม่ต้องการพลังวิเศษ แค่ต้องการความกล้าหาญและสติปัญญา

…………………………………………………