Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานเด็ก

ตำนานรัก 1+1

นิทานเรื่อง “ตำนานรักหนึ่งบวกหนึ่ง” เป็นนิทานที่ผมแต่งในช่วงปีท้าย ๆ ของการเขียนนิทานในนิตยสารขวัญเรือน ซึ่งนั่นหมายความว่า ผมเคยแต่งนิทานความรักมาหลายเรื่องแล้ว และการคิดนิทานความรักเรื่องใหม่ ๆ กลายเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ

นิทานความรักเรื่องนี้ อาจไม่ใช่นิทานที่มีเนื้อเรื่องซับซ้อนจนคาดเดาเรื่องได้ยาก แต่โดยรวม ผมเชื่อว่านิทานเรื่องนี้เป็นนิทานเด็กที่ผู้ใหญ่อ่านได้ และคนที่ชอบอ่านนิทานให้แฟนฟังน่าจะมีรอยยิ้มเมื่อได้อ่านนิทานจนจบ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นคนที่รักปลาหางนกยูงมาตั้งแต่ยังเด็ก การเลี้ยงปลาหางนกยูงทำให้เขามีจิตใจอ่อนโยนและมีความสุขมาก ครั้นเมื่อเขาโตเป็นหนุ่ม เขาจึงตัดสินใจเปิดร้านขายปลาหางนกยูงและคอยดูแลปลาหางนกยูงด้วยความเอาใจใส่

วันหนึ่ง มีทหารป่าวประกาศว่าพระราชาปรารถนาจะหาของขวัญวันเกิดที่แสนพิเศษให้แก่เจ้าหญิงผู้เป็นลูกสาวสุดที่รัก พระองค์จึงอยากให้ชาวเมืองนำของขวัญไปให้เจ้าหญิงเลือก ซึ่งถ้าเจ้าหญิงชอบของขวัญของใคร  พระราชาก็จะมอบรางวัลให้ตามแต่ผู้นั้นจะร้องขอ

เมื่อชายหนุ่มทราบข่าว  ชายหนุ่มผู้แอบหลงรักเจ้าหญิงมานาน จึงเลือกปลาหางนกยูงคู่หนึ่งซึ่งเขารักมากที่สุดเป็นของขวัญแทนใจ โดยเขาอธิษฐานว่าหากเขาและเจ้าหญิงมีดวงชะตาเป็นเนื้อคู่กัน ขอให้เจ้าหญิงเลือกปลาของเขาเป็นของขวัญ และเมื่อพระราชาให้ขอรางวัล ชายหนุ่มก็ตั้งใจจะขอแต่งงานกับเจ้าหญิงที่เขาแอบหลงรัก    

ในวันคล้ายวันเกิดของเจ้าหญิง เหล่าทหารนำของขวัญต่าง ๆ จัดเรียงไว้บนโต๊ะที่ตั้งเป็นแถวยาวเพื่อให้เจ้าหญิงเลือก โดยเจ้าของของขวัญจะยืนอยู่ที่ด้านหลังของโต๊ะเพื่อรับเสด็จและคอยตอบคำถามหากเจ้าหญิงมีข้อสงสัย 

เมื่อถึงเวลา เจ้าหญิงกับพระราชาทรงเดินดูของขวัญทีละชิ้น ๆ  เจ้าหญิงทรงเดินไปเรื่อย ๆ จนมาถึงโต๊ะตัวสุดท้ายซึ่งมีโหลปลาหางนกยูงตั้งอยู่ 

ครั้นเมื่อเจ้าหญิงก้มดูปลาหางนกยูงในโหล พระองค์ก็สังเกตเห็นว่าโหลใบนั้นมีการจัดแต่งอย่างเอาใจใส่เป็นที่สุด ส่วนปลาหางนกยูงสองตัวในโหล (ซึ่งรู้ว่าชายหนุ่มแอบชอบเจ้าหญิงอยู่) ก็พยายามว่ายน้ำคล้ายการเริงระบำเพื่อให้เจ้าหญิงประทับใจในท่วงท่าลีลาและหางแสนสวยของพวกมันให้ได้มากที่สุด 

เจ้าหญิงมองปลาหางนกยูงตาไม่กะพริบ  พระองค์ทรงเอ่ยปากถามชายหนุ่มทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ละสายตาจากโหลแก้วว่า “ปลาตัวเมียคือตัวที่มีหางสวย ๆ คล้ายกระโปรงใช่ไหมจ๊ะ” 

ชายหนุ่มยิ้มแล้วตอบเจ้าหญิงอย่างสุภาพว่า “ปลาหางนกยูงตัวผู้จะมีหางสวยกว่าปลาหางนกยูงตัวเมียขอรับ”

น้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนของชายหนุ่มทำให้เจ้าหญิงเงยหน้ามองเจ้าของของขวัญชิ้นพิเศษ และเมื่อเจ้าหญิงได้สบตากับชายหนุ่ม พระองค์ก็ทรงรู้สึกหวั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ครั้นเมื่อถึงเวลาที่เจ้าหญิงต้องตัดสินใจเลือกของขวัญ เจ้าหญิงก็ทรงเลือกปลาหางนกยูงที่ชายหนุ่มนำมาถวาย ชายหนุ่มดีใจมาก และเมื่อพระราชาถามว่าชายหนุ่มต้องการสิ่งใดตอบแทน ชายหนุ่มจึงไม่รีรอที่จะขอรางวัลเป็นเจ้าหญิงที่เขาแอบหลงรัก

พระราชาทรงโมโหที่ชายหนุ่มบังอาจขอเจ้าหญิงแทนที่จะขอแก้วแหวนเงินทองต่าง ๆ แต่เมื่อพระราชาทรงลั่นวาจาไว้แล้ว พระองค์จึงผิดคำพูดไม่ได้  พระราชาใช้เวลาคิดนิดหนึ่ง จากนั้น พระองค์จึงเอ่ยกับชายหนุ่มด้วยเสียงอันดังว่า “ข้ายินดีจะมอบลูกสาวให้แก่เจ้า แต่มีเงื่อนไขอยู่เพียงข้อเดียวคือ ข้าจะยกลูกสาวให้เจ้าในวันที่ 1+1 ไม่เท่ากับ 2 เท่านั้น  ฮ่า ๆ ๆ”

แม้คำพูดของพระราชาจะทำให้พระองค์ยกเจ้าหญิงให้แต่งงานกับใคร ๆ ไม่ได้อีก (เพราะถือว่าได้มอบให้แก่ชายหนุ่มไปแล้วตามคำสัญญา) แต่พระองค์ก็ไม่มีวันต้องเสียเจ้าหญิงให้แก่ชายหนุ่มหรือใครที่ไหน เพราะถึงอย่างไร 1+1 ก็ต้องเท่ากับ 2 ไม่มีทางได้ผลลัพธ์เป็นอื่นไปได้

ชายหนุ่มเสียใจมากที่พระราชายื่นเงื่อนไขเช่นนั้น  ส่วนเจ้าหญิงซึ่งเพิ่งรู้ตัวว่าพระองค์หลงรักชายหนุ่มก็รู้สึกเสียใจเช่นกัน 

แต่ราวกับโชคชะตาได้กำหนดเอาไว้ เพราะเมื่อทหารนำโหลปลาหางนกยูงมามอบให้แก่เจ้าหญิง  เจ้าหญิงก็ทรงยิ้ม แล้วเอ่ยถามทหารที่นำโหลปลามาให้ว่า “ทหาร…ท่านช่วยดูในบัญชีของขวัญสักหน่อยว่าชายหนุ่มผู้นี้นำปลามามอบให้เรากี่ตัวกันนะ” 

“สองตัวน่ะสิลูก” พระราชาชิงตอบ “เมื่อครู่นี้เราก็เห็นปลาในโหลมีอยู่แค่สองตัวยังไงล่ะ”

เจ้าหญิงทรงยิ้มหวานให้พระราชา  แล้วค่อย ๆ ยกโหลไปให้พระบิดาพร้อมกับพูดว่า “เห็นทีลูกจะต้องไปอยู่กับชายหนุ่มผู้นี้เสียแล้ว  เพราะในโหลปลาที่เคยมีปลาเพียง 2 ตัว  บัดนี้ ปลา 1 ตัวบวกกับปลาอีก 1 ตัว มันได้ลูกปลาออกมาอีกถึง 8 ตัวเชียวเพคะ”

พระราชา, เหล่าทหาร, ชาวเมือง รวมทั้งชายหนุ่มต่างประหลาดใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  แม้ตามปกติ 1+ 1 จะต้องเท่ากับ 2  แต่ในบางกรณี มันก็อาจเกิดเหตุการณ์อันแสนวิเศษที่เกินกว่าใคร ๆ จะคาดคิด

พระราชาทรงยอมรับต่อโชคชะตา บางทีมันอาจเป็นพรหมลิขิตที่ต้องการให้ชายหนุ่มได้แต่งงานกับเจ้าหญิงก็เป็นได้ 

ในที่สุด พระราชาจึงตัดสินใจยกเจ้าหญิงให้แต่งงานกับชายหนุ่ม แล้วทั้งคู่ก็ได้ครองรักกัน โดยชายหนุ่มกับเจ้าหญิงเริ่มต้นเพาะเลี้ยงปลาหางนกยูงร่วมกันนับจากนั้น  ซึ่งในเวลาต่อมา…ปลาหางนกยูงของทั้งสองก็กลายเป็นปลาหางนกยูงที่สวยที่สุดในโลกและสร้างรายได้ให้แก่เมืองของพวกเขาอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานตลก, นิทานสอนใจ

ลาน้อยกับโรคโง่

เวลาที่เราอ่านนิทาน เรามักพบว่า ตัวละครที่มักถูกยัดเยียดให้รับบท “คนไม่ฉลาด” ก็คงหนีไม่พ้น เจ้าลาผู้น่าสงสาร เมื่อผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มาเป็นนักแต่งนิทาน ผมจึงตั้งใจที่จะแต่งนิทานให้ลากลายเป็นตัวละครที่ฉลาดดูบ้าง แต่พอลงมือแต่ง อ้าว!เจ้าลาดันคิดว่า ความโง่เป็นโรคชนิดหนึ่ง แล้วแบบนี้ เจ้าลาจะเป็นตัวละครที่ฉลาดได้ไหม? นิทานสั้น พร้อมข้อคิดที่ผมเป็นผู้แต่งเรื่องนี้ น่าจะเป็นนิทานที่มีแง่มุมบางอย่าง ที่ช่วยให้เด็ก ๆ ได้สาระที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาตัวเอง หวังว่าทุก ๆ คนจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่ลากับลูกลาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านไร่ชายทุ่งอย่างสงบสุข ทุก ๆ คืน แม่ลามักเล่านิทานให้ลูกน้อยฟังเสมอ แต่ลูกลากลับไม่ชอบเรื่องราวในนิทานเอาเสียเลย เพราะคนแต่งนิทานมักกล่าวหาว่าลาเป็นสัตว์ที่โง่เขลา

ลูกลาเชื่อว่าความโง่ก็เหมือนกับการเป็นหวัด หากรักษาให้ดี…ลาทั้งหลายก็มีสิทธิ์หายจากโรคโง่ได้ เมื่อลูกลาถามหาที่รักษาโรคโง่จากแม่ลา แม่ลาจึงบอกให้ลูกลองเดินเลี้ยวขวาออกจากบ้านเพื่อตรงไปยังโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในเมือง ทั้งนี้เพราะแม่ลาเชื่อว่าผู้ที่น่าจะรักษาโรคต่าง ๆ ได้ก็คงมีแต่คุณหมอเท่านั้น

วันรุ่งขึ้น ลูกลารีบตื่นแต่เช้าแล้วออกเดินทางตามที่แม่บอก แต่เนื่องจากลูกลามีความจำไม่ดีนัก แทนที่มันจะเดินเลี้ยวขวา มันกลับเดินเลี้ยวซ้ายเข้าไปในป่าโดยที่มันไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วจุดหมายปลายทางของมันคือที่ใดกันแน่

ระหว่างทาง ลูกลาเดินฮัมเพลงไปเรื่อย ๆ พลางบอกใครต่อใครว่ามันกำลังจะไปรักษาโรคโง่ สัตว์ต่าง ๆ พากันหัวเราะขบขัน เพราะความโง่ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บจึงไม่น่าจะรักษาให้หายได้แต่เนื่องจากลูกลาสมองช้า มันจึงเข้าใจว่าที่สัตว์ทั้งหลายหัวเราะเป็นเพราะยินดีที่มันกำลังจะหายป่วย

ลูกลาเดินทางลึกเข้าไปในป่า จนในที่สุด มันก็ได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง เจ้าลาน้อยไม่รู้เลยว่า มันโชคดีมากที่เลี้ยวผิดจนหลงมายังโรงเรียนของคุณครูนกฮูก

คุณครูนกฮูกเป็นคุณครูที่ฉลาดปราดเปรื่องและมีเมตตา เมื่อลูกลาแจ้งความจำนงว่าอยากหายจากการเป็นสัตว์ที่โง่เขลา คุณครูนกฮูกจึงรับลูกลาให้เข้าเรียนที่โรงเรียนและกำชับให้คุณครูช่วยกันดูแลลูกลาเป็นกรณีพิเศษ

ลูกลาเริ่มเรียนคณิตศาสตร์กับคุณครูลิงจ๋อเป็นวิชาแรก เมื่อคุณครูลิงจ๋อบอกให้ลูกลาออกไปทำโจทย์เลขบนกระดาน ลูกลากลับแก้โจทย์ผิด โดยบวกเลขหนึ่งกับหนึ่งได้ผลลัพธ์เป็นสิบเอ็ดอย่างหน้าตาเฉย เพื่อน ๆ ในห้องพากันหัวเราะจนปวดท้อง ส่วนคุณครูลิงจ๋อก็ได้แต่เกาหัวแกรก ๆ เพราะไม่เคยเจอนักเรียนคนไหนบวกเลขได้ ก้าวหน้า ถึงขนาดนี้มาก่อน

ในชั่วโมงภาษาอังกฤษ คุณครูฮิปโปบอกนักเรียนให้ท่องศัพท์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ครั้นเมื่อถึงตอนทดสอบ คุณครูฮิปโปช่วยลูกลาด้วยการเขียนคำศัพท์ง่าย ๆ บนกระดาน แต่เนื่องจากลูกลาไม่ค่อยฉลาดนัก มันจึงตอบว่า DOG หมายถึงแมว ส่วน CAT แปลว่าหมา! ซึ่งทำให้คุณครูฮิปโปตกใจจนแทบจะหงายหลัง

ไม่ว่าลูกลาจะเรียนวิชาอะไร คำตอบของลูกลาก็ทำให้เพื่อน ๆ และคุณครูหัวเราะในความเปิ่นและความทึ่มของมันได้เสมอ แต่ถึงแม้ว่าลูกลาจะฉลาดน้อยกว่าลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ (ซึ่งทำให้มันต้องใช้เวลามากสักหน่อยในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ) แต่มันก็มีความอดทนสมกับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเหล่าลา…เจ้าแห่งสัตว์นักบรรทุกของ

เมื่อลูกลาเห็นว่ามันเก่งสู้เพื่อน ๆ ไม่ได้ มันจึงพยายามปรับปรุงตัวด้วยการฝึกท่องศัพท์โดยคัดคำศัพท์ลงในสมุดเป็นร้อย ๆ จบ มิหนำซ้ำ…มันยังซ้อมบวกเลขด้วยการเข้าไปนับผลไม้ใน ตลาดจนมันบวกเลขได้อย่างคล่องแคล่ว ลูกลาทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันฉลาดทัดเทียมกับเพื่อน ๆ ซึ่งเมื่อคุณครูในโรงเรียนเห็นว่าลูกลามีใจสู้ คุณครูทั้งหมดจึงทุ่มเทให้ความรู้แก่ลูกลาอย่างเต็มที่

หลังจากเวลาผ่านไปหลายปี ลูกลาซึ่งขยันหมั่นเพียรทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียนก็มีความรู้เพิ่มพูนมากขึ้นอย่างที่ใคร ๆ ก็คาดไม่ถึง และแล้ว…ลูกลาก็กลายเป็นตัวแทนนักเรียน ที่คุณครูนกฮูกและคุณครูท่านอื่น ๆ มักส่งไปแข่งขันด้านวิชาการในที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ

ลูกลาคว้ารางวัลให้แก่โรงเรียนได้ไม่เคยขาด และมันก็ค้นพบว่าการอดทนเล่าเรียนอย่างไม่ย่อท้อ สามารถรักษาโรคโง่ให้หายไปได้เป็นปลิดทิ้ง

ในที่สุด ทุกคนก็ยอมรับว่าลาไม่ใช่สัตว์ที่โง่ไปเสียทุกตัว ลูกลาดีใจมากที่มันกู้ชื่อเสียงของเหล่าลาคืนมาได้สำเร็จ หลังจากนั้นเป็นต้นมา คนเขียนนิทานจึงไม่กล้าแต่งเรื่องโดยกล่าวหาว่าลาเป็นสัตว์ที่โง่เขลาอีกเลย

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

รอยยิ้มของเด็กน้อย : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจ

คืนวันก่อน มีข้อความสอบถามมาทางกล่องข้อความว่า “ขออนุญาตสอบถามหน่อยนะคะ นิทานเรื่อง รอยยิ้มของเด็กน้อย ที่เคยลงให้อ่าน หายไปไหนแล้วเหรอคะ พอดีลองหาแล้วไม่เจอเลยค่ะ”

ผมเลยตอบไปยาวเหยียดว่า “สวัสดีครับ ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ คือ หลายปีที่ผ่านมา นิทานนำบุญโดนละเมิดลิขสิทธิ์มากขึ้นเรื่อย ๆ (ทำให้ผมต้องใช้เวลาเก็บหลักฐานเบื้องต้น , ติดต่อผู้ละเมิด , (ถ้าไม่จบก็ต้อง) ไปโรงพักเพื่อแจ้งความ, ไปสอบปากคำ, หาหลักฐานยืนยันตัวตนว่าผู้ละเมิดเป็นใคร, จ้างทนายเคสละ 50000-80000 บาท, ขึ้นศาล) ผมพบว่า คนละเมิดมักเข้ามาในเว็บ แล้ว copy นิทานไปใช้แบบมักง่าย ยิ่งลงนิทานเยอะ เขาก็จะมีตัวเลือกในการขโมยเยอะ ผมเลยยุติการเผยแพร่นิทานไป 200 เรื่อง เหลือไว้ในเว็บ 100 เรื่อง – – นิทานเรื่อง รอยยิ้มของเด็กน้อย จึงมีการหยุดเผยแพร่ไป – – แต่ผมจะนำกลับมาลง ให้คุณ Chalisa ได้อ่านนะครับ (นิทาน 100 เรื่องที่ลงอยู่ ยังไม่ครบ 100 – – ผมจะนำมาลงให้นะครับ ) แตีอีกราว 1 ปีเศษ ผมอาจนำนิทานนำบุญออกจากเว็บทั้งหมด เหลือแต่นิทานนานาชาติ เพราะถึงตอนนี้ ผมรู้สึกว่า ตัวเองในวัย 56 ปี ไม่สามารถติดตามคดีต่าง ๆ ได้สะดวกนัก ชีวิตไม่ได้ทำอะไรเลยครับ ต้องเสียเวลาเก็บหลักฐานและไปโรงพักตลอด (วันนี้ก็ไป) และพอจะฟ้อง ก็ต้องเอาเงินเก็บมาจ่ายค่าทนาย ไป ๆ มา ๆ เงินที่ตั้งใจจะใช้ตอนบั้นปลายชีวิต เริ่มที่จะน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ วิธีที่จะหยุดคนมักง่ายได้ ก็คงเหลือแค่ ไม่เผยแพร่นิทานออกไป มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวด แต่…วันนี้ ตอนเจอตำรวจและบอกตำรวจว่า จะฟ้องคดีนึง เป็นนักศึกษา จะฟ้องเป็นคดีอาญา เพราะให้โอกาสหลายครั้ง แต่ไม่สำนึกในความผิดเลย – – ตำรวจบอก น้องเขาจะเสียอนาคตนะ อย่าเลย (ผมอึ้งไปเลย) ไป ๆ มา ๆ เหมือนกับว่า การถูกละเมิดเป็นเรื่องธรรมดา ปล่อยคนละเมิดไปเถอะ อะไรทำนองนี้ – – – เล่าซะยาว รอนิดนึงนะครับ ขอทำภาพประกอบแล้วจะนำนิทานมาลงให้นะครับ”

จากข้อความที่ส่งมา และคำสัญญาที่พี่นำบุญให้ไว้ วันนี้ ผมทำภาพปกเสร็จแล้ว เลยนำนิทานที่ถามถึงกลับมาให้อ่านนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าเมืองคนหนึ่งเป็นชายสูงวัยที่ไม่ค่อยชอบเด็กสักเท่าไหร่ เจ้าเมืองผู้นี้เชื่อว่า เด็กคือต้นเหตุที่ทำให้เมืองของเขายากจน ดังคำที่กล่าวว่า “การมีลูกหนึ่งคนจะทำให้จนไปเจ็ดปี” ด้วยเหตุนี้ เจ้าเมืองจึงกำชับให้ชาวเมืองทุก ๆ หลีกเลี่ยงการมีลูกโดยเด็ดขาด

อยู่มาวันหนึ่ง คุณนกกระสาบุรุษไปรษณีย์ผู้มีหน้าที่ส่งเด็กกำพร้าไปยังครอบครัวใหม่ที่เหมาะสมได้พาเด็กชายวัยยังไม่ถึงหนึ่งขวบคนหนึ่ง บินมาส่งยังห้องนอนของภรรยาท่านเจ้าเมือง โชคดีที่ภรรยาท่านเจ้าเมืองเป็นคนรักเด็ก เมื่อคุณนายเห็นเด็กน้อยส่งยิ้มให้ เธอก็ตกหลุมรักและตั้งใจจะเลี้ยงดูเด็กน้อยเป็นลูกบุญธรรมแม้จะต้องขัดใจท่านเจ้าเมืองบ้างก็ตาม

เช้าวันต่อมา  คุณนายจัดเตรียมรถเข็นเด็กเพื่อพาเด็กน้อยมุ่งหน้าไปยังบ้านของเจ้าเมือง ระหว่างทาง คุณนายบอกให้เด็กน้อยยิ้มสู้กับทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้น พร้อมกับร้องเพลงให้เด็กน้อยฟังด้วยน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนว่า “ยิ้มน้อย ๆ  ยิ้มน้อย ๆ  เจ้าตัวน้อยส่งยิ้มมา   ยิ้มน้อย ๆ  จากดวงตา  มาซิมาส่งยิ้มกัน”

คุณนายร้องเพลงไปพลาง ยิ้มให้เจ้าตัวน้อยไปพลาง จนชาวเมืองวางมือจากงานแล้วเข้ามาชะโงกดูเด็กน้อยในรถเข็นกันอย่างเนืองแน่น ในตอนแรก ชาวเมืองค่อนข้างประหลาดใจที่เห็นเด็กน้อยในรถเข็น แต่เมื่อชาวเมืองได้เห็นรอยยิ้มที่แสนน่ารักของเจ้าหนูน้อย ทุกคนก็ลืมความประหลาดใจ เหลือเพียงความสดชื่นในหัวใจและรู้สึกว่าโลกรอบตัวนั้นงดงามกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก

ชาวเมืองต่างเดินตามคุณนายมายังบ้านของท่านเจ้าเมืองราวกับทุกคนต้องมนตร์สะกด ใจหนึ่งทุกคนรู้สึกดีที่เห็นคุณนายเข็นเด็กน้อยเข้ามาในเมือง แต่อีกใจหนึ่งทุกคนก็กังวลว่าเจ้าเมืองผู้ไม่รักเด็กจะยอมให้คุณนายเลี้ยงดูเด็กน้อยที่แสนน่ารักคนนี้ต่อไปหรือไม่

และแล้ว…สิ่งที่ทุกคนกังวลใจก็เป็นจริง เพราะทันทีที่คุณนายเผชิญหน้ากับท่านเจ้าเมืองและเล่าเรื่องทั้งหมดให้สามีฟัง เจ้าเมืองผู้ไม่รักเด็กก็ถึงกับหนวดกระตุกด้วยความโกรธ แล้วตั้งท่าจะขับไล่เด็กรวมทั้งภรรยาออกจากเมืองทันที

แต่ก่อนที่เจ้าเมืองจะออกคำสั่งขับไล่ บังเอิญเจ้าเมืองเหลือบไปเห็นรอยยิ้มของเด็กน้อยในรถเข็น ที่ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้น เด็กน้อยก็ยังคงยิ้มได้เสมอ

ความน่ารักของเด็กน้อยทำให้เจ้าเมืองเริ่มใจอ่อน แต่ด้วยบทบาทของเจ้าเมืองที่เคยออกคำสั่งให้ชาวเมืองหลีกเลี่ยงการมีลูก เจ้าเมืองจึงแกล้วเฉไฉว่า เรื่องนี้ตนเองอนุญาตไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยส่วนรวมด้วย

เมื่อชาวเมืองเห็นว่าเจ้าเมืองมีทีท่าที่อ่อนลง และทุกคนเห็นว่ารอยยิ้มของเด็กนั้นมีค่าต่อการสร้างกำลังใจมากเพียงไร  ทุกคนจึงพร้อมใจกันร้องเพลงว่า “ยิ้มน้อย ๆ  ยิ้มน้อย ๆ  เจ้าตัวน้อยส่งยิ้มมา   ยิ้มน้อย ๆ  จากดวงตา  มาซิมาส่งยิ้มกัน ๆ ๆ ๆ ๆ”

เสียงร้องเพลงของชาวเมืองเป็นเสมือนคำตอบที่ทำให้เจ้าเมืองเข้าใจได้ในทันทีว่าชาวเมืองต้องการเด็กน้อยคนนี้มากเพียงไร  แต่เจ้าเมืองยังคงห่วงเรื่องความยากจน เพราะหากเขาอนุญาตให้ภรรยาเลี้ยงเด็กคนนี้เป็นลูก  ในอนาคต…ชาวเมืองก็คงขอมีลูกบ้าง  ไป ๆ มา ๆ  ทุกคนในเมืองก็คงยากจนต่อไปแบบไม่รู้จบ  เจ้าเมืองจึงมองหน้าของเด็กน้อยที่ยังคงยิ้มอยู่ในรถเข็น  แล้วพูดด้วยความลำบากใจว่า “ถ้าการเลี้ยงเด็กจะไม่ทำให้บ้านเมืองต้องยากจน ฉันคงตัดสินใจได้ไม่ยากหรอก”

ในขณะนั้นเอง เทวดาผู้คุ้มครองเมืองเห็นว่าเจ้าเมืองและชาวเมืองลืมนึกถึงบางสิ่งมานานแล้ว นั่นคือรอยยิ้มอันแสนสดใสของเด็กสามารถสร้างพลังใจให้ผู้ใหญ่ได้อย่างมากมายไม่รู้จบ ด้วยเหตุนี้ เทวดาผู้คุ้มครองเมืองจึงปรากฏตัวขึ้น แล้วเอ่ยปากว่า ถ้าเจ้าเมืองรวมทั้งชาวเมืองยอมกลับมามีลูกและเลี้ยงดูเด็ก ๆ ให้มีรอยยิ้มที่สดใส เทวดาทั้งหลายก็จะมอบของขวัญให้แก่ชาวเมือง ด้วยการเสกฝนและความอุดมสมบูรณ์ให้กลับมายังเมืองอีกครั้ง

เมื่อเจ้าเมืองได้ฟัง เจ้าเมืองรวมทั้งทุก ๆ คนในเมืองก็น้อมรับเงื่อนไขของเทวดา

ในที่สุด เด็กน้อยก็ได้เติบโตเป็นลูกของเจ้าเมืองและภรรยา ส่วนชาวเมืองก็เริ่มมีลูกกันอีกครั้ง ซึ่งเมื่อทุกคนดูแลให้เด็ก ๆ ยิ้มได้อย่างมีความสุข เทวดาก็มอบของขวัญให้ทุก ๆ คนตามสัญญา

แม้ท้ายที่สุด ชาวเมืองอาจไม่ได้ร่ำรวยมากแบบผู้คนในเมืองอื่น ๆ แต่สิ่งที่พวกเขารู้สึกก็คือ พวกเขามีความสุขมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่พวกเขาได้เห็นรอยยิ้มอันแสนบริสุทธิ์ของเด็กตัวน้อย ๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินทองเป็นไหน ๆ

Posted in นิทาน, นิทานก่อนนอน, นิทานตลก

ปริศนาปัญหาแมว

สมัยที่ผมแต่งนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน ผมต้องแต่งนิทานให้เสร็จสมบูรณ์ภายในเวลา 15 วันต่อ 1 เรื่อง และต้องแต่งนิทานไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ปีละ 24 เรื่อง เป็นเวลานานถึง 17 ปี

คำถามที่บางคนอาจสงสัยคือ “พี่นำบุญเคยคิดนิทานไม่ออกบ้างไหม” คำตอบก็คือ “เคย”

การคิดนิทานไม่ออก โดยที่เวลากระชั้นเข้ามาเรื่อย ๆ เป็นเรื่องที่ทรมานมาก ผมสาบานกับตัวเองว่า จะไม่ยอมไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีกแล้ว เพราะมันเหมือนตกนรก!

เวลาที่คิดนิทานไม่ได้ บางครั้ง ผมถึงขั้นนอนกลิ้งไปกลิ้งมาที่พื้นห้อง บางครั้ง…พยายามหลับเพื่อที่จะฝันนิทานออกมาเป็นเรื่อง บางครั้ง..พยายามค้นนิทานเก่า ๆ ที่ตัวเองแต่งไม่จบเมื่อเดือนก่อน ๆ เพื่อจะหาทางแต่งต่อให้จบ (แต่ก็แต่งไม่ได้)

และเมื่อเวลาเข้าใกล้เส้นตาย สิ่งเดียวที่ทำได้ คือการนั่งลงที่หน้าคอมพิวเตอร์ แล้วเริ่มพิมพ์ พิมพ์อะไรก็ตามเท่าที่คิดได้ พิมพ์ไปคิดไป ถ้าไปต่อไม่ได้ก็ลบแล้วคิดใหม่ ทำแบบนี้จนกว่าจะได้นิทานที่โอเค (ซึ่งไม่ง่ายเลย)

นิทานเรื่อง ปริศนาปัญหาแมว เป็นหนึ่งในนิทานที่แต่งในภาวะวิกฤต คือพยายามคิดนิทานมาเกือบ 15 วัน แต่ก็คิดไม่ออกจริง ๆ พอถึงโค้งสุดท้าย ผมจึงนึกถึงปริศนาอะไรเอ่ยที่วัยรุ่นขอบเล่นกัน แล้วทดลองนำมาแต่งเป็นนิทานดู แต่งไปแก้ไป จนสุดท้ายได้นิทานที่โอเค พอส่งต้นฉบับเสร็จ ก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก และโล่งใจเมื่อทีมงานขวัญเรือนบอกว่า “นิทานสนุกดี”

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อคุณแม่และเจ้าแมวเหมียวที่แสนน่ารัก แม้เด็กน้อยจะเป็นลูกคนเดียว แต่เขากลับไม่เคยเหงาเลย เพราะเขาสนิทสนมกับเจ้าแมวเหมียวจนสามารถพูดคุยกันรู้เรื่อง ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงหาเรื่องสนุก ๆ เล่นกับเจ้าแมวเหมียวได้ไม่รู้จบ

วันหนึ่ง ในขณะที่เด็กน้อยกำลังเล่นทายปัญหาอะไรเอ่ยอยู่กับเจ้าแมวเหมียวเพื่อนรัก จู่ ๆ คุณแม่ก็นำข่าวร้ายมาบอกให้เด็กน้อยได้ทราบว่า คุณพ่อของเด็กน้อยโดนแมลงพิษต่อยอาการสาหัส เด็กน้อยอยากช่วยให้คุณพ่อหายป่วย ดังนั้น เมื่อคุณแม่ออกจากบ้าน เด็กน้อยจึงชวนเจ้าแมวเหมียวเข้าป่าเพื่อไปหาสมุนไพรวิเศษมารักษาคุณพ่อ

สมุนไพรวิเศษเป็นพืชที่ใครต่อใครต่างเล่าลือกันว่ามันมีสรรพคุณที่สามารถแก้พิษได้ทุกชนิดในโลก แม้คุณสมบัติของสมุนไพรวิเศษจะเป็นเรื่องจริง แต่มันเป็นพืชที่หายากและไม่ค่อยมีใครได้พบเห็น ด้วยเหตุนี้เอง เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวจึงได้แต่มะงุมมะงาหราไม่รู้ว่าควรเก็บสมุนไพรต้นใดกลับบ้านกันแน่

ทันใดนั้นเอง มีภูตน้อยจอมซนตนหนึ่งบังเอิญมาเห็นเหตุการณ์เข้า ภูตน้อยตนนี้อาศัยอยู่ในป่าและชอบหาเรื่องเล่นสนุกอยู่เสมอ เมื่อภูตน้อยทราบว่าคู่หูทั้งสองต้องการความช่วยเหลือ มันจึงได้โอกาสชวนเด็กน้อยเล่นเกม ซึ่งถ้าเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเอาชนะมันได้ มันก็จะช่วยหาสมุนไพรวิเศษให้แก่เด็กน้อยและเจ้าแมวเหมียวเป็นรางวัลแห่งชัยชนะ

เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเห็นว่าภูตจอมซนรู้จักต้นไม้ต่าง ๆ ในป่าเป็นอย่างดี ดังนั้น พวกเขาจึงตกปากรับคำที่จะเล่นเกมกับภูตจอมซนโดยแทบไม่ต้องคิด

แต่เกมของภูตแห่งป่านั้นไม่ใช่เกมที่ใคร ๆ จะสามารถเอาชนะได้อย่างง่าย ๆ เพราะกติกาของเกมมีอยู่ว่า เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวจะต้องคิดและตั้งคำถามอะไรเอ่ยเกี่ยวกับต้นไม้ใบหญ้าหรือธรรมชาติต่าง ๆ เพื่อใช้ถามภูตน้อย โดยคู่หูทั้งสองมีโอกาสตั้งคำถามได้ถึง 3 ครั้ง ซึ่งหากมีคำถามข้อใดแม้แต่เพียงข้อเดียวที่ภูตแห่งป่าตอบไม่ได้ มันก็จะถือว่าเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเอาชนะมันได้สำเร็จ

การที่ภูตจอมซนกล้ากำหนดกติกาเอาไว้เช่นนี้ก็เป็นเพราะมันเชื่อมั่นว่า ไม่มีใครรู้เรื่องของต้นไม้ใบหญ้าและธรรมชาติทั้งหลายดีไปกว่ามันเป็นแน่ แต่ถึงแม้ว่าภูตจอมซนจะมีความรอบรู้สักเพียงใด เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวก็ไม่อยาก ปล่อยโอกาสในการหาสมุนไพรวิเศษให้ผ่านไปอย่างไร้ค่า เพราะฉะนั้นคู่หูทั้งสองจึงช่วยกันคิดคำถามอย่างสุดความสามารถ

“ต้นอะไรเอ่ย ต้นเท่าแขนใบแล่นเสี้ยว?” เด็กน้อยยืมคำถามโบราณมาถามภูตจอมซน

ภูตน้อยอมยิ้มอย่างรู้ทัน แล้วจึงตอบคำถามกลับไปว่า “ต้นอ้อยใช่ไหมล่ะ ง่ายชะมัด”

เมื่อภูตแห่งป่าตอบคำถามข้อแรกได้อย่างง่ายดาย เด็กน้อยจึงตั้งใจเลือกคำถามที่ยากขึ้น

“แล้วต้นอะไรเอ่ย ต้นเท่าครก ใบปรกดิน?” เด็กน้อยถามคำถามที่เขาคิดว่ายากมาก ๆ

ภูตน้อยหัวเราะแล้วจึงตอบกลับไปว่า “ก็ต้นตะไคร้ยังไงล่ะ ถามให้มันยาก ๆ หน่อยสิ”

เมื่อภูตน้อยตอบคำถามได้ถูกต้องทั้ง 2 ข้อ เด็กน้อยกับแมวเหมียวจึงต้องคิดหนัก

คำถามอะไรหนอที่ภูตแห่งป่าจะตอบไม่ได้ เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวตรึกตรองกันอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดเจ้าแมวเหมียวก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

เจ้าแมวเหมียวรีบหันไปซุบซิบกับเด็กน้อยด้วยภาษาที่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง ซึ่งเมื่อเด็กน้อยได้ฟังคำถามของเจ้าแมวเหมียวแล้ว เขาก็ตกลงใจที่จะเสี่ยงถามคำถามนั้นกับภูตน้อยจอมซน

“ต้นอะไรเอ่ย ออกลูกเป็นแมว?” เด็กน้อยถามคำถามอย่างชัดถ้อยชัดคำ

ทันทีที่ภูตน้อยได้ฟังคำถาม มันก็พยายามคิดถึงต้นไม้ต่าง ๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับแมว

ภูตน้อยรู้จักต้นนมแมว แต่ต้นนมแมวก็ไม่ได้ออกลูกเป็นแมวสักหน่อย ภูตแห่งป่าใช้ความคิดจนปวดหัวไปหมด และแล้ว…ภูตน้อยก็ยอมแพ้และขอให้คู่หูเจ้าปัญหาช่วยเฉลยคำตอบให้มันได้รู้

เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวดีใจที่ภูตแห่งป่าตอบคำถามของพวกเขาไม่ได้ ซึ่งเมื่อคู่หูทั้งสองเฉลยคำตอบให้ภูตจอมซนได้ทราบ ภูตน้อยก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความที่คาดไม่ถึง

“ต้นที่ออกลูกเป็นแมวก็คือ ……………………………. ต้นตระกูลของแมวยังไงล่ะ ฮิฮิ”

ภูตแห่งป่าพอใจกับคำเฉลยของคู่หูเจ้าปัญหา แม้ว่าคำถามดังกล่าวออกจะติงต๊องอยู่สักหน่อย แต่มันก็เป็นคำถามไม่ได้ผิดไปจากกติกาที่กำหนดเอาไว้ เพราะแมวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ ภูตจอมซนจึงรักษาสัญญาด้วยการหาสมุนไพรวิเศษมาให้แก่เด็กน้อยและเจ้าแมวเหมียว

ในที่สุด เด็กน้อยก็สามารถนำสมุนไพรวิเศษมาช่วยรักษาคุณพ่อได้เป็นผลสำเร็จ

ไม่ช้าไม่นานนัก คุณพ่อก็กลับมาแข็งแรงดังเดิมอีกครั้ง และความสงบสุขก็กลับคืนสู่ครอบครัวของเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวดังเดิม

ภาพประกอบนิทาน ปริศนาปัญหาแมว เด็กชายอุ้มแมวพร้อมภูตน้อยในบรรยากาศแฟนตาซี
ภาพประกอบนิทานเรื่อง “ปริศนาปัญหาแมว” เด็กชายกับเจ้าแมวเหมียวและภูตน้อย
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานตลก, นิทานเด็ก

ช่างตัดผมผู้มีพรสวรรค์ : นิทานนำบุญตลก ๆ สำหรับเด็กและครอบครัว

ในการแต่งนิทานเรื่องต่าง ๆ นิทานเรื่อง “ช่างตัดผมผู้มีพรสวรรค์” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ไม่มั่นใจเลยว่า เด็ก ๆ จะเข้าใจคำสำคัญบางคำในเรื่องหรือเปล่า!

จริง ๆ แล้ว คำดังกล่าวไม่ใช่คำที่ยาก แต่เด็ก ๆ อาจจะไม่เคยใช้หรืออาจไม่เคยได้ยิน ซึ่งการนำคำดังกล่าวมาใช้ในการแต่งนิทาน จึงต้องลุ้นว่าเด็ก ๆ จะเข้าใจไหม (ถ้าเข้าใจก็จะขำ แต่ถ้าไม่เข้าใจ นิทานเรื่องนี้อาจกลายเป็นนิทานธรรมดา ๆ ไปเลย) ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่ที่อ่านนิทานให้ลูกฟังรู้สึกว่า ลูกไม่เข้าใจ “คำ” ที่อยู่ในเรื่อง การช่วยอธิบายสักเล็กน้อย ก็จะช่วยเติมคำศัพท์ให้ลูกรู้จักการใช้คำในภาษาไทยมากขึ้น และน่าจะฟังนิทานได้สนุกขึ้น

กาลครั้งหนึ่งในเมืองที่แสนจะยากจน ยังมีช่างตัดผมคนหนึ่งเป็นช่างตัดผมที่ไม่มีใครอยากจะไป ตัดผมด้วย  ไม่ใช่เป็นเพราะเขาไม่มีความสามารถในการตัดผมหรือมีนิสัยที่ไม่น่าคบหา  แต่เหตุผลจริง ๆ ที่ทำให้ใครต่อใครไม่อยากจะไปตัดผมกับเขา ก็เป็นเพราะพรสวรรค์ของช่างตัดผมคนนี้ที่ลงมือตัดผมครั้งใด ผมของลูกค้ามีอันต้องยาวขึ้นกว่าตอนก่อนตัดถึงสองเท่าทุกครั้ง  ช่างตัดผมไม่รู้ว่าพรสวรรค์ในการตัดผมให้ยาวขึ้นนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร  แต่เขารู้ดีว่าเขาคงไม่เหมาะกับอาชีพตัดผมนี้เสียแล้ว

ช่างตัดผมจึงเปลี่ยนอาชีพไปเป็นช่างตัดเสื้อ เขาคิดว่าอาชีพตัดเสื้อเป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับเขาไม่ใช่น้อย เพราะอย่างน้อยที่สุด เขาก็สามารถนำกรรไกรตัดผมที่เขามีอยู่มาใช้ในการตัดเสื้อได้โดยไม่ต้องซื้อหาของใหม่

เมื่อชาวบ้านรู้ว่าช่างตัดผมผู้น่าสงสาร (เพราะมีพรสวรรค์ผิดประเภท) เปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างตัดเสื้อ  ชาวบ้านจึงพากันนำเสื้อผ้ามาให้ช่างช่วยตัดช่วยแก้เป็นการใหญ่  ช่างตัดผมซาบซึ้งในน้ำใจของชาวบ้านจึงพยายามวัดตัวและตัดเสื้อผ้าอย่างประณีตที่สุด  แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะทั้งๆ ที่ช่างตัดผมวัดขนาดและตัดเสื้อผ้าให้ชาวบ้านอย่างพอดิบพอดีแล้วก็ตาม แต่เมื่อถึงวันรับของ เสื้อผ้าของชาวบ้านกลับยาวยืดเกินขนาดออกไปถึงสองเท่า ช่างตัดผมรู้ตัวทันทีว่า เขาคงไม่เหมาะกับอาชีพนี้เสียแล้ว

ช่างตัดผมจึงคิดหาอาชีพใหม่ ซึ่งควรจะเป็นอาชีพที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก ช่างตัดผมมองดูกรรไกรที่อยู่ในมือพลางคิดกลับไปกลับมาอยู่หลายตลบ  ในที่สุด เขาก็คิดได้ว่าเขาควรจะลองเป็นช่างตัดหญ้าดูสักครั้ง 

ช่างตัดผมเริ่มต้นงานตัดหญ้าด้วยการรับอาสาตัดหญ้าให้ชาวบ้านโดยไม่คิดเงิน ช่างตัดผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดก็เพื่อเป็นการขอโทษที่เขาทำให้เสื้อผ้าของใครต่อใครยาวผิดขนาดกันไปหมด

การตัดหญ้าเป็นไปด้วยดีตั้งแต่เช้าจรดเย็น ช่างตัดผมตัดหญ้าได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเพราะเขามีทักษะในการตัดผมมาก่อน  ทุกๆ คนต่างพากันชื่นชมในผลงานของช่างตัดผม  ส่วนช่างตัดผมเองก็คิดว่านี่คงเป็นงานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา

แต่น่าเสียดายที่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อช่างตัดผมและชาวบ้านตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น สิ่งที่พวกเขาเห็นได้นำความประหลาดใจมาให้พวกเขาเป็นอันมาก เพราะสนามหญ้าที่ช่างตัดผมเพิ่งจะตัดหญ้าไปเมื่อวานนี้กลับมีหญ้าขึ้นรกเต็มไปหมด แถมหญ้ายังยาวกว่าตอนก่อนตัดถึงสองเท่า  ช่างตัดผมรู้ทันทีว่านี่คงเป็นผลมาจากพรสวรรค์ของเขาแน่ๆ  พรสวรรค์ที่เมื่อเขาตัดอะไรก็ตาม มันก็จะยาวขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่าเสมอ  ช่างตัดผมรู้สึกท้อแท้และไม่ชอบพรสวรรค์ของเขาเอาเสียเลย

ช่างตัดผมพยายามตัดใจที่จะไม่ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการตัดอะไรๆ อีกต่อไป เขารู้แล้วว่าพรสวรรค์ของเขาจะทำให้สิ่งที่เขาคิดจะตัด กลับยืดยาวออกไปเป็นสองเท่าจากที่เขาตั้งใจเสมอ   ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงจากพรสวรรค์ที่เขาไม่ต้องการนี้ก็คือ การตัดใจไม่ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการตัดทุกชนิด

แต่เช้าวันรุ่งขึ้น ช่างตัดผมกลับเกิดความรู้สึกที่อยากจะทำงานเกี่ยวกับการตัดมากขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่า พรสวรรค์ของเขาทำให้การตัดใจไม่ทำอาชีพเกี่ยวกับการตัดกลับพลิกผันไปในทางตรงกันข้าม  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเกิดความรู้สึกที่อยากจะทำงานเกี่ยวกับการตัดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาบอกกับตัวเองว่า เขาต้องคิดให้รอบคอบกว่าเดิมสักหน่อย

ช่างตัดผมคิดทบทวนว่าเขาควรจะตัดอะไรดี   การตัดที่ทำให้สิ่งต่างๆ ยาวขึ้นเป็นสองเท่านี้ มันพอจะมีประโยชน์อะไรบ้างไหมหนอ  ช่างตัดผมคิด คิด แล้วก็คิด  ในที่สุด ช่างตัดผมก็ได้ความคิดดี ๆ

ช่างตัดผมรีบเดินทางไปที่พระราชวังและขอสมัครงานในตำแหน่งคนสร้างถนนซึ่งเรียกว่าพนักงานตัดถนนทันที  แม้งบประมาณในการตัดถนนของเมืองจน ๆ แห่งนี้จะมีไม่มากนัก แต่เมื่อช่างตัดผมผู้ซึ่งมีพรสวรรค์ในการตัดสิ่งต่าง ๆ ให้ยาวขึ้นได้มารับตำแหน่งเป็นพนักงานตัดถนน  ไม่นานนัก เมืองทั้งเมืองก็มีถนนสายยาว ๆ เต็มไปหมด

ชาวบ้านต่างมีความสุขกันถ้วนหน้าที่มีถนนหนทางดีๆ ใช้  ส่วนช่างตัดผมเองก็รู้สึกภูมิใจที่เขาได้ใช้พรสวรรค์ของเขาให้เป็นประโยชน์เสียที  และแล้วนิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

บ้านแสนสุข : นิทานก่อนนอน อบอุ่นหัวใจสำหรับเด็ก

ในทุกค่ำคืนที่เด็ก ๆ รอฟังนิทานก่อนนอน เรื่องเล่าสั้น ๆ ที่ชวนให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจ มักจะกลายเป็นความทรงจำที่อยู่กับเด็ก ๆ ไปอีกนานแสนนาน นิทานจึงเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมความรัก ความฝัน และความสุขภายในครอบครัว

บ้านแสนสุข แต่งขึ้นเพื่อพาเด็ก ๆ เข้าสู่โลกที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความน่ารักและความอบอุ่น ทุกฉากทุกตอนสะท้อนความสุขเล็ก ๆ ที่เด็ก ๆ คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ หรือบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยและเป็นมิตร

แม้จะเป็นนิทานธรรมดา ๆ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่คือเรื่องเล่าเกี่ยวกับความสุขภายในครอบครัว ความเมตตาต่อสัตว์ และความแปลกในบางช่วงบางตอน ที่น่าจะทำให้เด็ก ๆ ยิ้มได้

นานมาแล้ว มีครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง เป็นครอบครัวของคุณพ่อเอื่อยเฉื่อยกับ คุณแม่เร่งร้อน คุณพ่อเอื่อยเฉื่อยเป็นคุณพ่อที่ชอบทำอะไรช้า ๆ เรื่อย ๆ คุณพ่อจึงอาสาอยู่บ้านเพื่อดูแลบ้านแทนคุณแม่ ส่วนคุณแม่เร่งร้อนเป็นคุณแม่ที่ทำอะไรได้แคล่วคล่องว่องไว คุณแม่จึงรักที่จะทำงานนอกบ้านแทนที่จะต้องอยู่บ้านเหมือนกับคุณแม่คนอื่น ๆ

นอกจากคุณพ่อเอื่อยเฉื่อยกับคุณแม่เร่งร้อนแล้ว  ในครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวนี้ยังมีลูกสาวอีกคนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่าน้องฝ้าย   น้องฝ้ายเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ใครเห็นก็อดที่จะรักและเอ็นดูเธอไม่ได้  ปีนี้น้องฝ้ายอายุเกือบ 4 ขวบแล้ว  แต่น้องฝ้ายอยากโตเร็วกว่านี้ เพราะเธออยากเข้าโรงเรียนไปเจอกับเพื่อน ๆ อย่างที่คุณแม่เคยเล่าให้ฟังเอาไว้ 

วันหนึ่ง ในขณะที่คุณพ่อเอื่อยเฉื่อยกำลังนอนกลางวันฝันหวาน  น้องฝ้ายแอบเปิดประตูบ้าน แล้วค่อย ๆ ย่องออกไปเดินเล่นในสวน  สวนของน้องฝ้ายอยู่ติดกับป่าละเมาะซึ่งมีดอกไม้สีสวยส่งกลิ่นหอมชวนให้สดชื่น  น้องฝ้ายมีความสุขมากที่ได้ออกมาเดินย่ำหญ้านุ่ม ๆ ในสวนแบบนี้  แต่ในขณะที่น้องฝ้ายกับเพลินใจอยู่นั้น  จู่ ๆ น้องฝ้ายก็เหลือบไปเห็นลูกกระต่ายตัวเล็ก ๆ ซึ่งพลัดหลงกับแม่  น้องฝ้ายส่งยิ้มสดใสให้เจ้ากระต่ายน้อยอย่างเป็นมิตร  นี่คือเพื่อนคนแรกในชีวิตของเธอ  น้องฝ้ายคุกเข่าลงแล้วกวักมือเรียกลูกกระต่ายอย่างแผ่วเบา  และแล้ว เจ้ากระต่ายน้อยก็ค่อย ๆ กระโดดเข้าสู่อ้อมกอดของเพื่อนใหม่ด้วยความอุ่นใจ

เมื่อคุณพ่อตื่นนอน  น้องฝ้ายอุ้มกระต่ายน้อยเข้าไปหาคุณพ่อแล้วพูดกับคุณพ่ออย่างอ่อนหวานว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?”  คุณพ่อไม่รู้ว่าคุณแม่จะชอบใจไหม แต่คุณพ่อก็ไม่อยากทำให้น้องฝ้ายเสียใจ  ดังนั้น คุณพ่อจึงยอมให้น้องฝ้ายเลี้ยงเจ้ากระต่ายน้อยได้ โดยจะต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่ให้คุณแม่รู้

วันต่อมา เมื่อคุณแม่ออกไปทำงาน  น้องฝ้ายกับน้องต่ายก็พากันไปวิ่งเล่นในสวน  ในขณะที่น้องฝ้ายกำลังเพลิน ๆ อยู่นั้น  เจ้ากระต่ายน้อยก็บังเอิญเหลือบไปเห็นลูกกระรอกตัวหนึ่ง ซึ่งพลัดหลงจากแม่มาเหมือนกับมัน  กระต่ายน้อยเรียกให้น้องฝ้ายดูลูกกระรอกที่น่าสงสาร  เพื่อนคนที่สองปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว  น้องฝ้ายเดินตรงเข้าไปหาเพื่อนใหม่อย่างช้า ๆ จากนั้น น้องฝ้ายก็ก้มลงลูบหลังของเจ้ากระรอกด้วยความรัก

หลังจากที่ลูกกระรอกคุ้นเคยกับน้องฝ้าย  น้องฝ้ายก็อุ้มเจ้ากระรอกน้อยเข้าไปหาคุณพ่อแล้วพูดกับคุณพ่อเหมือนเมื่อวานว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?”  คุณพ่อไม่อยากทำให้น้องฝ้ายเสียใจ  ดังนั้น คุณพ่อจึงยอมให้น้องฝ้ายเลี้ยงลูกกระรอกได้ แต่ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่ให้คุณแม่รู้

วันรุ่งขึ้น พอคุณแม่ออกจากบ้าน น้องฝ้ายก็ชวนเจ้ากระต่ายกับลูกกระรอกออกไปวิ่งเล่นกันในสวน  คราวนี้ เพื่อนทั้งสามเจอลูกหมีตัวเล็ก ๆ ที่พลัดหลงจากแม่มาอีกตัวหนึ่ง  ลูกหมีดูหงอย ๆ อย่างบอกไม่ถูก  แต่เมื่อลูกหมีเห็นรอยยิ้มที่เป็นมิตรของน้องฝ้ายกับเจ้ากระต่ายและเจ้ากระรอก  ลูกหมีก็รู้ในทันทีว่า  มันคงไม่ต้องอยู่อย่างเดียวดายอีกต่อไปแล้ว

น้องฝ้ายพาลูกหมีไปหาคุณพ่อแล้วพูดกับคุณพ่อเหมือนทุกครั้งว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?”  คุณพ่อไม่อยากทำให้น้องฝ้ายเสียใจ  ดังนั้น คุณพ่อจึงยอมให้น้องฝ้ายเลี้ยงลูกหมีได้ แต่ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้…อย่าเพิ่งบอกให้คุณแม่รู้

น้องฝ้ายพาเพื่อน ๆ ของเธอออกไปเดินเล่นในสวนทุก ๆ วัน ซึ่งทุกครั้งที่เธอกลับเข้าบ้าน  เธอก็มักจะพาเพื่อนใหม่กลับมาถามคุณพ่อว่า “หนูขอเลี้ยงมันได้ไหม?” อยู่เสมอ  ไม่นานนัก บ้านของน้องฝ้ายก็เต็มไปด้วยลูกสัตว์น้อยใหญ่ นับตั้งแต่ลูกหนูพุกตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงลูกช้างตัวเบ้อเริ่ม! 

จริง ๆ แล้วคุณแม่ของน้องฝ้ายน่าจะรู้ว่าในบ้านมีอะไรบางอย่างที่แปลก ๆ ไป  แต่ด้วยความที่คุณแม่เหนื่อยกับการทำงานนอกบ้านมาก  ดังนั้น เมื่อคุณแม่กลับถึงบ้าน คุณแม่ก็มักจะอ่อนเพลียเกินกว่าที่จะสังเกตเห็นเพื่อนใหม่ที่น้องฝ้ายแอบซ่อนเอาไว้เป็นความลับ

และแล้ว เมื่อใกล้จะถึงวันเกิดของคุณแม่  คุณพ่อเอื่อยเฉื่อยซึ่งไม่ค่อยจะกระตือรือร้นกับเรื่องอะไรสักเท่าไหร่ ก็ลุกขึ้นมาจัดแจงวางแผนกับน้องฝ้าย เพื่อทำให้คุณแม่แปลกใจในวันคล้ายวันเกิด   

เมื่อคุณแม่ผู้เหนื่อยอ่อนเปิดประตูเข้ามาในบ้านในคืนวันสำคัญ  บ้านทั้งหลังวอมแวมไปด้วยแสงเทียนที่แสนอบอุ่น  คุณพ่อซึ่งแต่งตัวคล้ายกับนักแสดงละครสัตว์ เปิดหมวกแล้วโค้งต้อนรับสุภาพสตรีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน  น้องฝ้ายพาคุณแม่ไปนั่งบนเก้าอี้นุ่ม ๆ ที่คุณพ่อเตรียมเอาไว้ และก่อนที่คุณแม่จะจับต้นชนปลายถูก  เสียงดนตรีที่สนุกสนานก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับขบวนพาเหรดของลูกสัตว์นานาชนิดที่คุณแม่คิดไม่ถึง 

คุณแม่ทั้งแปลกใจและเอ็นดูลูกสัตว์ทุก ๆ ตัวที่ผลัดกันเต้นและเล่นตลกจนคุณแม่อดที่จะหัวเราะไม่ได้  และเมื่อคุณพ่อกับน้องฝ้ายเล่าที่มาที่ไปของลูกสัตว์ทุก ๆ ตัวที่พลัดหลงจากแม่ให้คุณแม่สุดที่รักฟัง  คุณแม่ก็ยอมให้เพื่อน ๆ ที่แสนน่ารักของน้องฝ้ายอาศัยอยู่ในบ้านได้อย่างไม่มีเงื่อนไข  

พวกลูกสัตว์ทั้งหลายดีใจมากที่ได้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นไปด้วยความรัก  และค่ำคืนนั้น… บ้านทั้งหลังก็อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุข

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคลาสสิก, นิทานสอนใจเด็ก

ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ : นิทานคลาสสิกที่หาอ่านได้ยาก

ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ (The King of the Golden River) เป็นนิทานคลาสสิกที่เขียนโดย จอห์น รัสกิน (John Ruskin) นักเขียน นักวิจารณ์ศิลปะ และนักคิดชาวอังกฤษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 19 แม้คนไทยอาจไม่คุ้นชื่อของเขามากนัก แต่ในโลกตะวันตก รัสกินได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อวงการศิลปะ วรรณกรรม และการศึกษา ผลงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นงานเขียนด้านศิลปะและสังคม ส่วน ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1851 ถือเป็นนิทานสำหรับเด็กที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา และยังคงได้รับการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

นิทานเรื่องนี้ พาผู้อ่านเดินทางไปยังหุบเขาอันงดงามที่กำลังเผชิญความแห้งแล้ง และติดตามการผจญภัยของเด็กหนุ่มชื่อ “กลั๊ก” ผู้ได้รับโอกาสในการเปลี่ยนชะตากรรมของผู้คนทั้งหุบเขา เรื่องราวเต็มไปด้วย การเดินทาง ตัวละครมหัศจรรย์ และบททดสอบที่ดูเรียบง่าย แต่ชวนให้ผู้อ่านลุ้นอยู่ตลอดว่า กลั๊กจะตัดสินใจอย่างไรเมื่อสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตต้องถูกนำไปแลกกับการช่วยเหลือผู้อื่น

ในการเรียบเรียงครั้งนี้ เว็บไซต์นิทานนำบุญพยายามรักษาเนื้อหา โครงเรื่อง และรายละเอียดสำคัญจากต้นฉบับของจอห์น รัสกินไว้ให้มากที่สุด พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายขึ้นสำหรับผู้อ่านชาวไทย แม้นิทานเรื่องนี้อาจไม่ได้มีการผจญภัยหวือหวาหรือมีเหตุการณ์ตื่นเต้นแบบนิทานแฟนตาซียุคใหม่ แต่ก็อย่าลืมว่า ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ ถูกแต่งขึ้นเมื่อกว่า 175 ปี มาแล้ว และ แก่นเรื่องที่พูดถึงความเมตตา ความเสียสละ และการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้ในวันที่ตนเองแทบไม่เหลืออะไรเลย ยังคงเป็นแก่นเรื่องที่งดงามและร่วมสมัยไม่ต่างจากวันแรกที่นิทานเรื่องนี้ถือกำเนิดขึ้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในแคว้นสติเรีย (Styria) มีหุบเขาอันงดงามแห่งหนึ่งชื่อว่า หุบเขาแห่งขุมทรัพย์ หุบเขาแห่งนี้อุดมสมบูรณ์กว่าที่ใด ๆ ต้นไม้ผล ออกลูกดก ทุ่งหญ้าเขียวขจี และมีลำธารใสไหลผ่านท่ามกลางดอกไม้นานาชนิด ผู้คนต่างเชื่อว่าหุบเขาแห่งนี้ได้รับพรจากสวรรค์

ในหุบเขาแห่งขุมทรัพย์ มีพี่น้องสามคนอาศัยอยู่ด้วยกัน คนพี่ชื่อ ฮันส์ (Hans) คนรองชื่อ ชวาร์ตซ์ (Schwartz) และน้องคนสุดท้องชื่อ กลั๊ก (Gluck)

ฮันส์และชวาร์ตซ์เป็นคนร่ำรวย แต่ใจคอคับแคบ พวกเขาเห็นแก่ตัว ชอบเอาเปรียบ และไม่เคยช่วยเหลือใครส่วนกลั๊กนั้นแตกต่างออกไป เขาเป็นเด็กหนุ่มใจดี อ่อนโยน และมักรู้สึกสงสารผู้คนที่กำลังลำบากเสมอ

วันหนึ่ง ขณะที่ฝนตกหนัก มีชายชราตัวเล็กคนหนึ่งมาขอหลบฝนที่หน้าบ้าน ฮันส์และชวาร์ตซ์ไม่ต้อนรับเขา ซ้ำยังพูดจาหยาบคายและพยายามไล่เขาออกไป แต่กลั๊กกลับรีบจัดอาหารอุ่น ๆ และที่นั่งข้างเตาผิงให้ชายชราด้วยความเต็มใจ

ชายชรานั่งพักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนและมองพี่น้องทั้งสามด้วยสายตาแปลก ๆ จากนั้น เขาจึงเปิดเผยว่า ตนคือ วิญญาณแห่งลมตะวันตกเฉียงใต้ (South-West Wind, Esquire) ผู้ดูแลหุบเขาแห่งนี้ ก่อนจากไป เขาหันมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ผู้ที่มีจิตใจหยาบช้า ไม่อาจรักษาพรที่ได้รับไว้ได้ตลอดไป”

ฮันส์และชวาร์ตซ์หัวเราะเยาะคำพูดนั้น แต่กลั๊กกลับจดจำมันเอาไว้ในใจ ไม่นานหลังจากนั้น เรื่องประหลาดได้เกิดขึ้น เมฆฝนที่เคยมีกลับหายไป ลำธารค่อย ๆ แห้งขอด ต้นไม้เริ่มเหี่ยวเฉา พื้นดินแตกระแหง และความเขียวชอุ่มที่เคยปกคลุมหุบเขาแห่งขุมทรัพย์ก็หมดไปทีละน้อย

ในเวลาต่อมา หุบเขาอันงดงามก็กลายเป็นดินแดนที่แห้งแล้ง ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านเกิด ส่วนฮันส์และชวาร์ตซ์ก็สูญเสียทรัพย์สินไป จนเหลือเพียงบ้านเก่า ๆ และความขมขื่นในใจ

คืนหนึ่ง ขณะที่กลั๊กนั่งอยู่เพียงลำพังในครัว เขาได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากเหยือกทองคำใบโปรดของตนเด็กหนุ่มค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ ทันใดนั้น เหยือกทองคำก็สั่นเบา ๆ ก่อนจะมีใบหน้าเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนผิวโลหะสีทอง

กลั๊กตกใจจนแทบทำเหยือกหลุดมือ สิ่งมีชีวิตประหลาดในเหยือกหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แล้วแนะนำตัวว่า “ฉันคือ ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ (The King of the Golden River)” จากนั้น ราชาแห่งแม่น้ำทองคำได้เล่าความลับให้กลั๊กรู้ว่า หากผู้ใดนำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากต้นน้ำบนยอดเขาสูงไปหยดลงในแม่น้ำทองคำได้สำเร็จ หุบเขาแห่งขุมทรัพย์ก็จะกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง แต่ผู้ที่มีหัวใจเห็นแก่ตัวจะไม่มีวันทำภารกิจนี้สำเร็จ

เมื่อฮันส์ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตได้ยินเรื่องนี้ เขาก็ตัดสินใจออกเดินทางทันที และหลังจากเดินทางข้ามภูเขาอย่างยากลำบาก ฮันส์ก็มาถึงต้นน้ำและตักน้ำใส่ขวดได้สำเร็จ

ระหว่างทางกลับ เขาพบชายชราคนหนึ่งนอนอ่อนแรงอยู่ข้างทาง ชายชราร้องขอน้ำดื่ม แต่ฮันส์ปฏิเสธ ต่อมา ฮันส์พบเด็กน้อยผู้กระหายน้ำ และลูกสุนัขที่กำลังหอบอย่างน่าสงสาร แต่ฮันส์ไม่ยอมแบ่งน้ำให้ใครเลย

เมื่อมาถึงแม่น้ำทองคำ ฮันส์เทน้ำทั้งหมดลงไปด้วยความมั่นใจ แต่แทนที่จะเกิดปาฏิหาริย์ ร่างของเขากลับกลายเป็นก้อนหินสีดำ

ชวาร์ตซ์ผู้เป็นพี่คนรอง คิดว่าพี่ชายของตนคงโชคร้ายจึงทำภารกิจไม่สำเร็จ เขาจึงออกเดินทางตามไปบ้าง แต่ทว่า เขาก็ทำเหมือนฮันส์ทุกอย่าง คือไม่ยอมช่วยเหลือผู้ใดเลย และเมื่อเขาเทน้ำลงในแม่น้ำทองคำ เขาก็กลายเป็นก้อนหินสีดำเช่นเดียวกับพี่ของเขา

เมื่อถึงคราวของกลั๊ก เด็กหนุ่มออกเดินทางด้วยความหวังว่าจะช่วยฟื้นฟูหุบเขาแห่งขุมทรัพย์ให้กลับมางดงามได้อีกครั้ง หลังจากปีนภูเขาสูงชันเป็นเวลานาน เขาก็มาถึงต้นน้ำและตักน้ำใส่ขวดได้สำเร็จ

ระหว่างทางกลับ เขาพบชายชราผู้หนึ่งนอนอ่อนแรงอยู่ริมทาง “ขอน้ำให้ข้าสักนิดเถิด” ชายชราพูด กลั๊กรีบยื่นขวดน้ำให้ทันที ชายชราดื่มน้ำไปมาก จนในขวดเหลือน้ำอยู่เพียงประมาณหนึ่งในสาม เด็กหนุ่มมองขวดในมืออย่างกังวล แต่ก็เดินทางต่อไป

ไม่นานหลังจากนั้น กลั๊กก็พบเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังอ่อนแรงจากความกระหาย กลั๊กลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เพราะรู้ว่าน้ำที่เหลืออยู่นั้นสำคัญมาก แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเด็ก เขาก็ยื่นขวดน้ำให้ เด็กน้อยดื่มน้ำจนแทบหมดขวดเมื่อกลั๊กรับขวดกลับมา เขาพบว่าในขวดเหลือน้ำเพียงไม่กี่หยดเท่านั้น

เด็กหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ แล้วออกเดินทางต่อ ในที่สุด เขาก็มาถึงช่วงสุดท้ายของเส้นทาง ตรงนั้นเอง เขาเห็นลูกสุนัขตัวหนึ่งนอนหายใจรวยรินอยู่ข้างก้อนหิน กลั๊กก้มลงมองมัน ก่อนจะมองน้ำเพียงห้าหกหยดที่เหลืออยู่ในขวด เขารู้ดีว่า หากให้น้ำที่เหลือไป ภารกิจทั้งหมดคงล้มเหลว เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น เขาก็คุกเข่าลงข้างลูกสุนัข

“ช่างเถอะ” กลั๊กรำพึงเบา ๆ แล้วเขาก็เทน้ำที่เหลือทั้งหมดลงไปในปากของลูกสุนัข

ทันใดนั้น แสงสีทองเจิดจ้าก็ส่องสว่างไปทั่วภูเขา ลูกสุนัขตัวนั้นหายไป และราชาแห่งแม่น้ำทองคำก็ปรากฏกายให้กลั๊กได้เห็น

ราชายิ้มอย่างพอใจ พลางพูดว่า “ในที่สุด ก็มีผู้หนึ่งเลือกความเมตตาก่อนผลประโยชน์ของตนเอง” จากนั้นราชาก็มอบหยดน้ำค้างศักดิ์สิทธิ์สามหยดให้แก่กลั๊ก เด็กหนุ่มรับของขวัญนั้นไว้ด้วยความเคารพ หลังจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำทองคำทันที

เมื่อไปถึงแม่น้ำทองคำ กลั๊กเทน้ำค้างหยดแรกลงสู่สายน้ำ ทันใดนั้น แม่น้ำก็เริ่มเปล่งประกาย ครั้นเมื่อกลั๊กเทน้ำค้างหยดที่สองลงไป ต้นไม้ทั้งหุบเขาก็เริ่มผลิใบ และเมื่อเขาเทน้ำค้างหยดสุดท้ายลงไป ทุ่งหญ้า ดอกไม้ และสายน้ำก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

หุบเขาแห่งขุมทรัพย์กลับมาเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม ผู้คนที่เคยจากไปต่างพากันกลับบ้านด้วยความยินดี ส่วนก้อนหินสีดำสองก้อนที่เคยเป็นฮันส์และชวาร์ตซ์ก็ยังคงตั้งอยู่ริมแม่น้ำ เพื่อเตือนใจผู้คนว่า ความโลภและความแล้งน้ำใจไม่เคยนำความสุขที่แท้จริงมาให้ใครเลย

นับแต่นั้นมา เรื่องราวของกลั๊ก เด็กหนุ่มผู้มีหัวใจเมตตา ก็ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาอย่างไม่รู้จบ ว่าเป็นผู้ได้รับพรจากราชาแห่งแม่น้ำทองคำ เพราะเขาเลือกช่วยผู้อื่น แม้ในวันที่ตนเองแทบไม่เหลืออะไรเลย.

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานก่อนนอนสั้น ๆ, นิทานสอนใจ

บทเรียนของต๋อง : นิทานสอนใจสำหรับเด็ก

บางครั้งการอ่าน นิทานก่อนนอน ไม่ได้มีไว้แค่สำหรับเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่หลายคนใช้แบ่งปันความอบอุ่นกับคนรัก การเล่านิทานเบา ๆ ที่มีเนื้อเรื่องน่ารัก ไม่ซับซ้อน ช่วยให้บรรยากาศยามค่ำคืนเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและความใกล้ชิด

นิทานที่มีข้อคิดเล็ก ๆ แทรกอยู่ในเรื่องราว ทำให้การอ่านหรือฟังนิทานไม่เพียงแต่เป็นความบันเทิง แต่ยังเป็นการส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ให้กันและกัน เสียงเล่าเบา ๆ ก่อนนอนจึงกลายเป็นเหมือนคำปลอบโยน ที่ทำให้หัวใจอุ่นขึ้นและพร้อมจะพักผ่อน

เมื่อเรื่องราวดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและอบอุ่น ผู้ฟังจะรู้สึกเหมือนได้เดินทางเข้าสู่โลกเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความน่ารักและความสบายใจ นิทานเบา ๆ แบบนี้จึงเหมาะทั้งสำหรับเด็กที่รอฟังนิทานก่อนนอน และสำหรับผู้ใหญ่ที่อยากสร้างช่วงเวลาพิเศษกับคนที่รัก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ บ้านเลี้ยงลูกสัตว์กำพร้าของแม่หมี มีลูกลิงตัวหนึ่งชื่อว่า “ต๋อง”

ต๋องเป็นลูกลิงแสนซนที่แม่หมีนำมาดูแลตั้งแต่แรกเกิด ต๋องไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ มันจึงรักแม่หมีเสมือนเป็นแม่แท้ ๆ ของมัน

เมื่อต๋องและเพื่อนสัตว์โตพอที่จะดูแลตัวเองได้ แม่หมีได้มอบหมายหน้าที่ให้ลูกสัตว์แต่ละตัวทำ ทั้งนี้เพื่อฝึกฝนให้ลูกสัตว์แต่ละตัวเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ

หน้าที่แรกที่ต๋องได้รับคือการหิ้วตะกร้าไปจ่ายตลาดแทนแม่หมี แต่เนื่องจากต๋องมีนิสัยซุกซน ระหว่างทาง… มันจึงเผลอเที่ยวเล่นโอ้เอ้ ทำให้ไปถึงตลาดช้าและซื้อกับข้าวได้ไม่ครบตามที่แม่หมีขอให้ซื้อ เมื่อแม่หมีสอนให้ต๋องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ต๋องก็อ้างว่าหน้าที่ที่มันได้รับยากลำบากกว่าลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ เพราะต้องเดินทางออกจากบ้าน มันจึงงอแงและขอเปลี่ยนหน้าที่กับเพื่อนเพื่อความยุติธรรม

แม่หมีถอนหายใจเฮือกใหญ่ในความเอาแต่ใจของต๋อง แต่เพื่อสอนให้ลูกลิงตัวน้อยสำนึกผิด แม่หมีจึงเปลี่ยนหน้าที่ของต๋องกับเจ้าแพนด้า โดยให้แพนด้าไปจ่ายตลาด แล้วให้ต๋องมาทำความสะอาดบ้านแทน

หน้าที่ทำความสะอาดเป็นหน้าที่ที่ได้อยู่บ้าน แต่เป็นงานที่หนักไม่ใช่เล่น ต๋องทำความสะอาดได้สัก ก็เผลอซนเอาน้ำยาล้างจานมาผสมกับน้ำ แล้วใช้หลอดเป่าน้ำยาจนกลายเป็นลูกโป่งฟองสบู่ล่องลอยไปทั่ว ต๋องเพลินกับการเล่นมากกว่าหน้าที่ที่ได้รับ ไป ๆ มา ๆ ต๋องก็ทำความสะอาดไม่เสร็จตามเวลา ทำให้คุณแม่หมีต้องเอ่ยปากตำหนิต๋องอีกครั้ง

เมื่อต๋องถูกตำหนิ มันก็อ้างว่าหน้าที่ที่มันได้รับยากลำบากกว่าหน้าที่ของลูกสัตว์บางตัว เช่น หน้าที่หุงข้าวของลูกกระต่ายตัวน้อย ต๋องโอดครวญว่ามันมีความรับผิดชอบไม่แพ้ใคร ๆ เลย ถ้ามันได้ทำหน้าที่ที่ง่ายกว่านี้ ดังนั้น มันจึงขอเปลี่ยนหน้าที่กับลูกกระต่ายเพื่อความยุติธรรม

แม่หมีส่ายหน้าด้วยความระอาใจ แต่เพื่อสอนลูกลิงตัวน้อย แม่หมีจึงยอมเปลี่ยนหน้าที่ของต๋องกับลูกกระต่าย โดยให้ลูกกระต่ายมาทำความสะอาดบ้าน แล้วให้ต๋องทำหน้าที่หุงข้าว

วันรุ่งขึ้น ต๋องตื่นแต่เช้าเตรียมหุงข้าวด้วยความกระตือรือร้น มันเอาข้าวสารไปซาวน้ำแล้วยกหม้อข้าวเตรียมหุง แต่ทันใดนั้นเอง เสียงการ์ตูนเรื่องโปรดจากโทรทัศน์ก็ดังแว่วมา ต๋องรีบวางหม้อข้าว แล้ววิ่งไปนั่งหน้าจอโทรทัศน์ทันที

หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น แพนด้าน้อยถือตะกร้ากลับจากตลาด, ลูกกระต่ายทำความสะอาดบ้านเสร็จเรียบร้อย, แม่หมีพาลูกสัตว์กำพร้าตัวน้อยอีกหลายตัวมานั่งเตรียมตัวกินข้าวเช้าที่โต๊ะอาหาร ครั้นเมื่อแม่หมีเปิดหม้อข้าว ทุกคนก็พบว่าในหม้อข้าวมีแต่ข้าวที่แช่อยู่ในน้ำ ไม่ใช่ข้าวที่หุงเสร็จแล้ว!

ทันทีที่ต๋องได้สติ มันก็รีบวิ่งจากหน้าจอโทรทัศน์มาที่ห้องครัว ณ เวลานั้น ต๋องเพิ่งรู้ว่ามันลืมกดปุ่มหุงข้าว ซึ่งเป็นหน้าที่ที่แสนง่ายดาย จนทำให้ทุก ๆ คนไม่มีข้าวกินในวันนี้

แพนด้าน้อยที่เหนื่อยจากการเดินทางไปตลาดและลูกกระต่ายที่ทำความสะอาดบ้านจนเหงื่อท่วมตัวได้แต่ทำหน้าผิดหวัง ส่วนแม่หมีได้แต่หันหน้าไปทางอื่นโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ

ต๋องรู้สึกผิดมากที่มันลืมกดปุ่มหุงข้าว ต๋องรู้ดีว่าเพื่อน ๆ และแม่หมี รวมทั้งลูกสัตว์ทั้งหลายคงหิวมาก เพราะทุกคนตื่นแต่เช้ามาทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่

การไปจ่ายตลาด, การทำความสะอาดบ้านหรือการหุงข้าว ทุกงานเป็นเพียงหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ไม่ว่างานจะยากหรือง่าย หากไม่มีความรับผิดชอบ งานก็ไม่มีทางลุล่วงไปได้

ต๋องเพิ่งตระหนักว่าปัญหาจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่ตัวงาน แต่อยู่ที่ตัวของมันเองต่างหาก

ต๋องรู้สึกผิดต่อทุก ๆ คน มันเอ่ยปากขอโทษและสัญญาว่ามันจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น โดยไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังกับมันอีก

แม่หมีและลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ ต่างให้อภัยต๋อง

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ต๋องก็นำบทเรียนที่ได้รับมาใช้เตือนใจตัวเองและมันก็ทำหน้าที่ทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายได้อย่างดีเยี่ยม โดยไม่เคยเผลอซุกซนจนลืมหน้าที่อีกเลย

ภาพประกอบท้ายเรื่องบทเรียนของต๋อง นิทานนำบุญ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานาสอนใจเด็ก

บทเรียนของนางฟ้า : นิทานก่อนนอน พร้อมข้อคิดดี ๆ

ในชีวิตของนักแต่งนิทานที่ต้องคิดนิทานเรื่องใหม่ ๆ ทุก 2 สัปดาห์ ยาวนานถึง 17 ปี บ่อยครั้งที่ผมต้องแต่งนิทานที่มีตัวละครแบบเดิม (เช่น พ่อมด แม่มด เจ้าชาย เจ้าหญิง หรือ นางฟ้า) ให้ได้นิทานเรื่องใหม่ที่ไม่ซ้ำเดิม

นิทานเรื่อง ” บทเรียนของนางฟ้า” เป็นตัวอย่างของนิทานที่มีตัวละครหลักเป็นนางฟ้า ที่ผมเชื่อว่า รายละเอียดของเนื้อเรื่องมีความแตกต่างจากนิทานนางฟ้าเรื่องอื่น ๆ แถมมีความสนุกและมีข้อคิดที่น่าจะเป้นประโยชน์ต่อเด็ก ๆ

หวังว่านิทานก่อนนอนเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุขก่อนนอนนะครับ

‘มินมิน’ เป็นนางฟ้าองค์น้อยที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นประถม แม้เธอจะมีหน้าตาน่ารักและมีจิตใจงดงามไม่ต่างจากนางฟ้าทั้งหลาย แต่ด้วยความไม่รอบคอบของเธอ มินมินจึงใช้เวทมนตร์ผิดพลาดทำให้สอบตกและไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนกับเพื่อน ๆ

คุณครูของมินมินสงสารจึงให้โอกาสลูกศิษย์สอบซ่อมอีกครั้ง โดยคุณครูย้ำให้มินมินระมัดระวังในการใช้เวทมนตร์มากขึ้นกว่าครั้งก่อน แต่ด้วยความเป็นเด็ก..มินมินจึงได้แต่ปล่อยให้คำเตือนของคุณครูเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะมัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้ร่ายเวทมนตร์สนุก ๆ

เมื่อวันสอบซ่อมมาถึง มินมินบินไปที่หมู่บ้านใกล้ ๆ และพบว่า หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านดูแห้งแล้งจนน่าเป็นห่วง มินมินอยากได้คะแนนจากการใช้เวทมนตร์เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก มินมินจึงรีบท่องคาถาว่า “โอม…ตุ๊กแกกะละแมจิ้งจก ขอบันดาลให้ฝนจงตก” ซึ่งเมื่อสิ้นเสียง สายฝนก็โปรยปรายลงมาทันที

ชาวไร่ชาวนาต่างดีใจที่ฝนตกลงมาทำให้ท้องไร่ท้องนาชุ่มฉ่ำ แต่ในขณะเดียวกัน พวก แม่บ้านที่ตากผ้าอยู่กลับส่งเสียงโวยวายด้วยความไม่พอใจ แล้วรีบวิ่งออกจากบ้านเพื่อเก็บเสื้อผ้ากันอย่างจ้าละหวั่น

มินมินตกใจที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้เหล่าแม่บ้านโมโหโทโส และด้วยเหตุที่มินมินรู้ว่าแม่บ้านทั้งหลายชอบอากาศหนาว ๆ เย็น ๆ เพราะจะได้ใส่เสื้อกันหนาวสวย ๆ แถมยังทำงานได้โดยไม่มีเหงื่อ มินมินจึงรีบท่องคาถาเอาใจแม่บ้านว่า “โอม…ผักคะน้าผักบุ้งผักกาดขาว เปลี่ยนสายฝนเป็นสายลมหนาว” เมื่อสิ้นเสียง สายฝนที่ตกอยู่แหม็บ ๆ ก็แปรสภาพกลายเป็นหิมะในชั่วพริบตา

แม่บ้านทั้งหลายต่างดีใจที่เห็นหิมะตกลงมาพร้อมกับอากาศเย็นสบายดุจเนรมิต พวกเธอจึงรีบใส่เสื้อหนาวสีสวยออกมาอวดกันเป็นการใหญ่ มินมินมีความสุขมากที่การใช้

เวทมนตร์ของเธอช่วยแก้สถานการณ์ได้เป็นผลสำเร็จ แต่ในขณะนั้นเอง มินมินก็เหลือบไปเห็นเด็กยากจนหลาย ๆ คนกำลังนั่งหนาวสั่นอยู่ที่หน้ากระท่อม เพราะพวกเขาไม่มีเสื้อกันหนาวอย่างคนอื่น ๆ

มินมินเสียใจที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้เด็กหลาย ๆ คนต้องมาผจญกับอากาศหนาวอยู่เช่นนี้ มินมินจึงรีบท่องคาถาว่า “โอม…กระเทียมกระโถนกระท้อน เปลี่ยนลมหนาวเป็นสายลมร้อน” เมื่อสิ้นเสียง หิมะก็หยุดตก แล้วแสงแดดจัดจ้าก็ส่องลงมาให้ความอบอุ่นแก่เด็ก ๆ ในชั่วบัดดล

เด็ก ๆ ดีใจมากที่อากาศหนาวหายไปกลายเป็นวันฟ้าใสแบบในฤดูร้อน แต่ในขณะ เดียวกัน ชาวไร่ชาวนากับเหล่าแม่บ้านก็พากันโวยวายและตั้งท่าจะไปร้องเรียนเรื่องที่เกิดขึ้นให้คุณครูนางฟ้าได้รู้

มินมินสับสนจนทำอะไรไม่ถูก เธออยากทำให้ทุก ๆ คนมีความสุข แต่การทำให้คนทุกคนมีความสุขเท่า ๆ กันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มินมินมีเวลาคิดแก้ปัญหาเพียงครู่เดียว ในที่สุด นางฟ้าองค์น้อยก็ตัดสินใจร่ายมนตร์เอื้อประโยชน์ให้ทุก ๆ คน โดยเธอท่องคาถาว่า “โอม…

ถุงเท้ากางเกงกระโปรง ร้อน-หนาว-ฝน คนละชั่วโมง” เมื่อสิ้นเสียง อากาศร้อนก็ร้อนต่อไปอีก 1 ชั่วโมง แล้วจึงเปลี่ยนเป็นฝนตก 1 ชั่วโมง จากนั้น สายฝนก็กลายสภาพเป็นหิมะตกติดต่อไปอีก 1 ชั่วโมง วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่ยอมหยุด

และแล้ว…เวทมนตร์ของมินมินก็เอื้อประโยชน์ให้แก่ทุก ๆ คนอย่างเท่าเทียมกันที่สุด เพราะหลังจากที่มินมินว่าคาถาผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง เสียงโวยวายของใครต่อใครก็ค่อย ๆ เงียบหายไป โดยมันแปรเปลี่ยนเป็นเสียงฮัดเช่ย ๆ ของคนที่เป็นหวัดดังกระจายมาจากทั่วทุกมุมของหมู่บ้าน

ในที่สุด คุณครูนางฟ้าก็จำเป็นต้องมาช่วยแก้ปัญหาด้วยการเสกคาถารักษาหวัดให้กับทุก ๆ คน ส่วนการใช้เวทมนตร์อย่างไม่รอบคอบของมินมินก็ทำให้เธอต้องสอบตกอีกเป็นครั้งที่สอง

แม้มินมินจะไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนกับนางฟ้าองค์อื่น ๆ แต่เธอก็ได้บทเรียนแล้วว่า การร่ายเวทมนตร์แต่ละครั้ง จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและต้องคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย

ความรู้มักเกิดขึ้นหลังจากความไม่รู้เสมอ  และในปีต่อมา เมื่อมินมินใช้ความรอบคอบในการร่ายเวทมนตร์มากขึ้นกว่าเดิม  เธอก็สามารถสอบผ่านวิชาเวทมนตร์ได้เป็นผลสำเร็จ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

น้องหนูจูจุ๊บ : นิทานเด็กกับพลังจูจุ๊บมหัศจรรย์

ในโลกของเด็กเล็ก ๆ ความรักและความอบอุ่นมักถูกถ่ายทอดผ่านรอยยิ้มและการกอด แต่สำหรับ น้องหนูจูจุ๊บ เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความน่ารัก เธอมีพลังวิเศษที่ไม่เหมือนใคร พลังนั้นคือ “พลังจูจุ๊บ” ที่สามารถเปลี่ยนทุกวันธรรมดาให้กลายเป็นวันที่สดใส

นิทานเรื่องนี้จะพาคุณผู้อ่านเข้าสู่การผจญภัยที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ความรัก และมิตรภาพ เหมาะสำหรับใช้เป็น นิทานก่อนนอน, นิทานเด็กเล็ก, และ นิทานสอนใจ ที่ช่วยให้หัวใจของผู้อ่านอบอุ่นทุกครั้งที่เปิดอ่าน

นานมาแล้ว มีเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งชื่อว่าครีม น้องครีมอายุ 2 ขวบ เธอเป็นเด็กดี…ไม่ดื้อไม่ซน นางฟ้าประจำตัวจึงเนรมิตพลังจูจุ๊บให้น้องครีมเป็นของขวัญ พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ น้องครีมชอบใช้พลังของเธอในการทำให้คนรอบข้างมีความสุข

ทุก ๆ เช้า น้องครีมจะปลุกคุณพ่อคุณแม่ด้วยการจูจุ๊บที่ข้างแก้ม พลังจูจุ๊บที่แสนวิเศษของน้องครีมทำให้คุณพ่อรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ส่วนคุณแม่ก็เกิดอาการคึกคักสดชื่น…อยากลุกไปทำกับข้าว คุณพ่อคุณแม่ชอบให้น้องครีมจูจุ๊บ น้องครีมเองก็มีความสุขที่ได้จูจุ๊บคุณพ่อคุณแม่

หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ไปทำงาน น้องครีมต้องอยู่บ้านกับคุณทวดและคุณป้า คุณทวดเป็นแม่ของคุณยายซึ่งเสียไปแล้ว คุณทวดมีลูกเพียงคนเดียว ดังนั้น ท่านจึงค่อนข้างเศร้าและว้าเหว่ น้องครีมรักคุณทวดเพราะคุณทวดน่ารัก ทุก ๆ วัน น้องครีมจะคอยจูจุ๊บคุณทวดที่มือและแก้ม พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ คุณทวดอุ่นใจและมีความสุขเมื่อน้องครีมจูจุ๊บท่าน

ช่วงสาย ๆ คุณป้ามักจะอุ้มน้องครีมไปอาบน้ำ น้องครีมไม่ชอบอาบน้ำ แต่เธอไม่เคยบ่น สิ่งเดียวที่น้องครีมชอบเวลาเข้าห้องน้ำคือการได้เล่นกับเจ้าเป็ดน้อยตัวเหลืองอ๋อย น้องครีมชอบเป็ดน้อยที่สุด แต่น้องครีมไม่รู้ว่าเป็ดน้อยชอบเธอบ้างหรือเปล่า วันหนึ่ง เมื่อคุณป้าออกจากห้องน้ำไปรับโทรศัพท์ น้องครีมจึงลองจูจุ๊บเจ้าเป็ดน้อย

เมื่อเจ้าเป็ดน้อยโดนจูจุ๊บ เจ้าเป็ดน้อยที่ทำจากยางก็กลายร่างเป็นเป็ดตัวใหญ่ที่มีชีวิต พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ เจ้าเป็ดบอกให้น้องครีมขึ้นขี่หลัง จากนั้น มันก็พาน้องครีมดำลงไปในอ่างน้ำเพื่อเดินทางไปยังดินแดนลึกลับ

ทันทีที่เจ้าเป็ดพาน้องครีมไปถึงดินแดนลึกลับ น้องครีมจ้องมองสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวพลางถามเจ้าเป็ดว่าโน่นอะไร…นี่อะไร….ไม่ยอมหยุด น้องครีมไม่เคยคิดมาก่อนว่าพลังในการจูจุ๊บของเธอจะทำให้เธอได้พบกับสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจได้ถึงขนาดนี้ น้องครีมเห็นไดโนเสาร์ตัวโต, นางฟ้าแสนสวย, เงือกน้อยน่ารักและสิ่งมหัศจรรย์ต่าง ๆ ที่ยากจะสาธยายได้หมด

ในขณะที่น้องครีมกำลังตื่นเต้นกับสิ่งรอบ ๆ ตัวอยู่นั้น จู่ ๆ น้องครีมก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ดูผิดแปลกไปจากปกติ น้องครีมค่อย ๆ คิด…ค่อย ๆ นึก ในที่สุด น้องครีมก็พบว่าไดโนเสาร์, นางฟ้า, เงือกน้อยและใครต่อใครในดินแดนแห่งนี้ต่างมีหน้าตาท่าทางที่ดูเศร้า ๆ อย่างไรบอกไม่ถูก น้องครีมไม่อยากเห็นใครทำหน้าเศร้า เธอคิดว่าพลังของเธอน่าจะทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นได้บ้าง ด้วยเหตุนี้ น้องครีมจึงกระซิบเจ้าเป็ดเพื่อนรัก แล้วให้เจ้าเป็ดพาเธอไปจูจุ๊บทุก ๆ คนที่อยู่ในดินแดนแห่งนั้น

เมื่อน้องครีมจูจุ๊บไดโนเสาร์, นางฟ้า, เงือกน้อยและใครต่อใครในดินแดนลึกลับ พวกเขาก็เกิดความรู้สึกชื่นบานขึ้นมาอย่างประหลาด พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ ดินแดนลึกลับแปรเปลี่ยนเป็นดินแดนที่สดใสเปี่ยมสุขในเวลาเพียงชั่วพริบตา

น้องครีมเล่นสนุกกับเพื่อนใหม่จนเหนื่อยอ่อน และเมื่อถึงเวลาอันควร น้องครีมก็ให้เจ้าเป็ดเพื่อนรักพาเธอกลับบ้าน

เจ้าเป็ดผู้น่ารักพาน้องครีมมาถึงห้องน้ำทันเวลาที่คุณป้ากลับจากรับโทรศัพท์พอดี เจ้าเป็ดกลายร่างเป็นเป็ดน้อยตัวเหลืองอ๋อยดังเดิม ส่วนเวลาที่ดูเนิ่นนานในดินแดนลึกลับก็เท่ากับเวลาเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวในโลกปกติ น้องครีมเก็บเรื่องราวทั้งหมดไว้เป็นความลับ จากนั้น น้องครีมก็ปล่อยให้คุณป้าอาบน้ำให้เธอจนตัวหอมฟุ้ง

คืนวันนั้น น้องครีมเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำด้วยความเหนื่อยอ่อน พลังจูจุ๊บที่แสนวิเศษทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นมากมาย และก่อนที่น้องครีมจะผล็อยหลับไปเพียงครู่เดียว เธอก็รู้สึกว่ามีริมฝีปากอุ่น ๆ ของคนสองคนมาจูจุ๊บที่ข้างแก้มจนเธออดที่จะนอนอมยิ้มไม่ได้ คุณพ่อกับคุณแม่ชอบแอบเข้ามาจูจุ๊บที่แก้มแบบนี้เสมอ น้องครีมชอบให้คุณพ่อคุณแม่จูจุ๊บ เพราะพลังจูจุ๊บของคุณพ่อคุณแม่ช่วยทำให้น้องครีมนอนหลับฝันดีได้ตลอดทั้งคืน