Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

น้องหนูจูจุ๊บ : นิทานเด็กกับพลังจูจุ๊บมหัศจรรย์

ในโลกของเด็กเล็ก ๆ ความรักและความอบอุ่นมักถูกถ่ายทอดผ่านรอยยิ้มและการกอด แต่สำหรับ น้องหนูจูจุ๊บ เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความน่ารัก เธอมีพลังวิเศษที่ไม่เหมือนใคร พลังนั้นคือ “พลังจูจุ๊บ” ที่สามารถเปลี่ยนทุกวันธรรมดาให้กลายเป็นวันที่สดใส

นิทานเรื่องนี้จะพาคุณผู้อ่านเข้าสู่การผจญภัยที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ความรัก และมิตรภาพ เหมาะสำหรับใช้เป็น นิทานก่อนนอน, นิทานเด็กเล็ก, และ นิทานสอนใจ ที่ช่วยให้หัวใจของผู้อ่านอบอุ่นทุกครั้งที่เปิดอ่าน

นานมาแล้ว มีเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งชื่อว่าครีม น้องครีมอายุ 2 ขวบ เธอเป็นเด็กดี…ไม่ดื้อไม่ซน นางฟ้าประจำตัวจึงเนรมิตพลังจูจุ๊บให้น้องครีมเป็นของขวัญ พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ น้องครีมชอบใช้พลังของเธอในการทำให้คนรอบข้างมีความสุข

ทุก ๆ เช้า น้องครีมจะปลุกคุณพ่อคุณแม่ด้วยการจูจุ๊บที่ข้างแก้ม พลังจูจุ๊บที่แสนวิเศษของน้องครีมทำให้คุณพ่อรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ส่วนคุณแม่ก็เกิดอาการคึกคักสดชื่น…อยากลุกไปทำกับข้าว คุณพ่อคุณแม่ชอบให้น้องครีมจูจุ๊บ น้องครีมเองก็มีความสุขที่ได้จูจุ๊บคุณพ่อคุณแม่

หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ไปทำงาน น้องครีมต้องอยู่บ้านกับคุณทวดและคุณป้า คุณทวดเป็นแม่ของคุณยายซึ่งเสียไปแล้ว คุณทวดมีลูกเพียงคนเดียว ดังนั้น ท่านจึงค่อนข้างเศร้าและว้าเหว่ น้องครีมรักคุณทวดเพราะคุณทวดน่ารัก ทุก ๆ วัน น้องครีมจะคอยจูจุ๊บคุณทวดที่มือและแก้ม พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ คุณทวดอุ่นใจและมีความสุขเมื่อน้องครีมจูจุ๊บท่าน

ช่วงสาย ๆ คุณป้ามักจะอุ้มน้องครีมไปอาบน้ำ น้องครีมไม่ชอบอาบน้ำ แต่เธอไม่เคยบ่น สิ่งเดียวที่น้องครีมชอบเวลาเข้าห้องน้ำคือการได้เล่นกับเจ้าเป็ดน้อยตัวเหลืองอ๋อย น้องครีมชอบเป็ดน้อยที่สุด แต่น้องครีมไม่รู้ว่าเป็ดน้อยชอบเธอบ้างหรือเปล่า วันหนึ่ง เมื่อคุณป้าออกจากห้องน้ำไปรับโทรศัพท์ น้องครีมจึงลองจูจุ๊บเจ้าเป็ดน้อย

เมื่อเจ้าเป็ดน้อยโดนจูจุ๊บ เจ้าเป็ดน้อยที่ทำจากยางก็กลายร่างเป็นเป็ดตัวใหญ่ที่มีชีวิต พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ เจ้าเป็ดบอกให้น้องครีมขึ้นขี่หลัง จากนั้น มันก็พาน้องครีมดำลงไปในอ่างน้ำเพื่อเดินทางไปยังดินแดนลึกลับ

ทันทีที่เจ้าเป็ดพาน้องครีมไปถึงดินแดนลึกลับ น้องครีมจ้องมองสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวพลางถามเจ้าเป็ดว่าโน่นอะไร…นี่อะไร….ไม่ยอมหยุด น้องครีมไม่เคยคิดมาก่อนว่าพลังในการจูจุ๊บของเธอจะทำให้เธอได้พบกับสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจได้ถึงขนาดนี้ น้องครีมเห็นไดโนเสาร์ตัวโต, นางฟ้าแสนสวย, เงือกน้อยน่ารักและสิ่งมหัศจรรย์ต่าง ๆ ที่ยากจะสาธยายได้หมด

ในขณะที่น้องครีมกำลังตื่นเต้นกับสิ่งรอบ ๆ ตัวอยู่นั้น จู่ ๆ น้องครีมก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ดูผิดแปลกไปจากปกติ น้องครีมค่อย ๆ คิด…ค่อย ๆ นึก ในที่สุด น้องครีมก็พบว่าไดโนเสาร์, นางฟ้า, เงือกน้อยและใครต่อใครในดินแดนแห่งนี้ต่างมีหน้าตาท่าทางที่ดูเศร้า ๆ อย่างไรบอกไม่ถูก น้องครีมไม่อยากเห็นใครทำหน้าเศร้า เธอคิดว่าพลังของเธอน่าจะทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นได้บ้าง ด้วยเหตุนี้ น้องครีมจึงกระซิบเจ้าเป็ดเพื่อนรัก แล้วให้เจ้าเป็ดพาเธอไปจูจุ๊บทุก ๆ คนที่อยู่ในดินแดนแห่งนั้น

เมื่อน้องครีมจูจุ๊บไดโนเสาร์, นางฟ้า, เงือกน้อยและใครต่อใครในดินแดนลึกลับ พวกเขาก็เกิดความรู้สึกชื่นบานขึ้นมาอย่างประหลาด พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ ดินแดนลึกลับแปรเปลี่ยนเป็นดินแดนที่สดใสเปี่ยมสุขในเวลาเพียงชั่วพริบตา

น้องครีมเล่นสนุกกับเพื่อนใหม่จนเหนื่อยอ่อน และเมื่อถึงเวลาอันควร น้องครีมก็ให้เจ้าเป็ดเพื่อนรักพาเธอกลับบ้าน

เจ้าเป็ดผู้น่ารักพาน้องครีมมาถึงห้องน้ำทันเวลาที่คุณป้ากลับจากรับโทรศัพท์พอดี เจ้าเป็ดกลายร่างเป็นเป็ดน้อยตัวเหลืองอ๋อยดังเดิม ส่วนเวลาที่ดูเนิ่นนานในดินแดนลึกลับก็เท่ากับเวลาเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวในโลกปกติ น้องครีมเก็บเรื่องราวทั้งหมดไว้เป็นความลับ จากนั้น น้องครีมก็ปล่อยให้คุณป้าอาบน้ำให้เธอจนตัวหอมฟุ้ง

คืนวันนั้น น้องครีมเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำด้วยความเหนื่อยอ่อน พลังจูจุ๊บที่แสนวิเศษทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นมากมาย และก่อนที่น้องครีมจะผล็อยหลับไปเพียงครู่เดียว เธอก็รู้สึกว่ามีริมฝีปากอุ่น ๆ ของคนสองคนมาจูจุ๊บที่ข้างแก้มจนเธออดที่จะนอนอมยิ้มไม่ได้ คุณพ่อกับคุณแม่ชอบแอบเข้ามาจูจุ๊บที่แก้มแบบนี้เสมอ น้องครีมชอบให้คุณพ่อคุณแม่จูจุ๊บ เพราะพลังจูจุ๊บของคุณพ่อคุณแม่ช่วยทำให้น้องครีมนอนหลับฝันดีได้ตลอดทั้งคืน

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

พระราชาองค์ใหม่: นิทานสอนใจเรื่องเจ้าชายกับความซื่อสัตย์

ในการตัดสินใจเลือกใครสักคนมาเป็นพระราชาองค์ใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพระราชาองค์ปัจจุบันมีพระโอรสที่พร้อมจะขึ้นครองบัลลังก์ถึงสามพระองค์ และทุกพระองค์ต่างมีความเหมาะสมที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

พระราชาจึงใช้วิธีแบบโบราณในการตัดสิน ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้คนในอดีตเชื่อถือกันมาอย่างยาวนาน และแม้ว่าวิธีนี้จะดูเหมือนเป็นเพียงการเสี่ยงโชค แต่แท้จริงแล้ว มันกลับเป็นบททดสอบที่ช่วยเผยให้เห็นสิ่งสำคัญบางอย่างในตัวของแต่ละคน

แล้วบททดสอบครั้งนี้จะบอกอะไรเกี่ยวกับเจ้าชายทั้งสามบ้าง และใครกันแน่ที่จะเหมาะสมกับการเป็นพระราชาองค์ใหม่มากที่สุด นิทานเรื่องนี้มีคำตอบรออยู่ให้ติดตาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาผู้แสนดีองค์หนึ่ง ทรงเป็นที่รักของประชาชนโดยถ้วนหน้า ครั้นเมื่อพระราชาทรงชราภาพ พระองค์จึงคิดที่จะเฟ้นหาพระราชาองค์ใหม่ เพื่อให้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของประชาชนสืบต่อจากตน แต่ด้วยเหตุที่พระราชามีลูกชายอยู่ถึงสามพระองค์ ดังนั้น พระราชาจึงคิดให้เจ้าชายทั้งสามยิงธนูเลือกคู่ตามประเพณีโบราณ แล้วใช้ผลจากการเลือกคู่ในครั้งนี้ ตัดสินว่าลูกคนใดควรเป็นพระราชาองค์ต่อไปมากที่สุด!

ตามประเพณีการเลือกคู่ เจ้าชายจะต้องขึ้นไปยังหอคอยยอดปราสาท แล้วง้างศรยิงธนูเพื่อทำการเสี่ยงทาย ซึ่งหากลูกธนูไปตกใกล้กับสตรีนางใด เจ้าชายก็จะต้องแต่งงานกับสตรีนางนั้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

เมื่อวันเลือกคู่มาถึง เจ้าชายองค์โตทรงแกล้งเล็งธนูไปยังบ้านของกลุ่มขุนนาง เพราะพระองค์เชื่อว่า การแต่งงานกับสตรีสูงศักดิ์ จะทำให้พระองค์เหมาะสมกับตำแหน่งพระราชามากกว่าเจ้าชายพระองค์อื่น

ฝ่ายเจ้าชายองค์กลางผู้ต้องการเป็นพระราชาเช่นเดียวกันนั้น พระองค์ทรงแกล้งเบี่ยงคันศรให้หันไปยังสำนักปราชญ์ที่อยู่กลางป่า แล้วยิงธนูโดยคาดหวังว่า การมีภรรยาเป็นหญิงสาวผู้รอบรู้ น่าจะช่วยให้พระองค์มีโอกาสได้เป็นพระราชามากยิ่งขึ้น

ส่วนเจ้าชายองค์เล็กผู้เป็นคนซื่อตรงกลับทำการต่างไปจากพี่ ๆ คือพระองค์ทรงยิงธนูขึ้นไปบนฟ้าตามประเพณีปฏิบัติ แล้วปล่อยให้ลูกธนูเลือกเนื้อคู่ให้แก่พระองค์ตามพลังแห่งพรหมลิขิต

ครั้นเมื่อเจ้าชายองค์โตเดินทางไปเก็บลูกธนู พระองค์ก็ทรงตกใจมากที่เห็นลูกธนูปักอยู่ในหนองน้ำซึ่งมีคางคกอยู่เต็มไปหมด เจ้าชายองค์โตไม่อยากมีชายาเป็นคางคก ดังนั้น พระองค์จึงดึงลูกธนูออกจากหนองน้ำ แล้วขว้างลูกธนูเข้าไปในบ้านของขุนนางเพื่อที่พระองค์จะได้แต่งงานกับหญิงสาวผู้มีชาติตระกูลสูง

ฝ่ายเจ้าชายองค์กลางเองก็ตกใจไม่แพ้พี่ชาย เพราะแม้ว่าลูกธนูของพระองค์จะพุ่งไปตกยังสำนักของเหล่าปราชญ์ แต่มันกลับไปปักอยู่ที่กิ่งไม้ซึ่งมีนกฮูกสาวยืนหลับอยู่ เจ้าชายองค์กลางไม่อยากมีชายาเป็นนกฮูก ดังนั้น พระองค์จึงดึงธนูออกจากกิ่งไม้ แล้วขว้างลูกธนูให้ลอยลิ่วไปตกลงใกล้ ๆ กับบุตรสาวของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่

ส่วนเจ้าชายองค์เล็กทรงพบว่า ลูกธนูของพระองค์ได้พุ่งไปปักอยู่ในเล้าหมูที่แสนสกปรก เจ้าชายทรงตกใจต่อสิ่งที่ได้เห็น แต่ด้วยความที่พระองค์เป็นคนซื่อตรงอย่างยากที่จะหาใครเทียบได้ เจ้าชายจึงยอมรับคู่ครองตามพรหมลิขิตโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

ครั้นเมื่อเจ้าชายทั้งสามพาเนื้อคู่กลับมายังปราสาท ผู้คนต่างนึกขันที่เห็นเจ้าชายองค์เล็กทรงอุ้มหมูสาวเอาไว้ในอ้อมแขน ในขณะเดียวกัน ทุก ๆ คนก็หันไปมองสตรีผู้สูงศักดิ์และลูกสาวของนักปราชญ์ด้วยความชื่นชม คุณสมบัติของหญิงสาวคนใดจะทำให้เนื้อคู่ของนางได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระราชาในอนาคต! หลายชีวิตในท้องพระโรงต่างรอคอยการตัดสินใจของพระราชาด้วยใจจดจ่อ

เมื่อพระราชาเสด็จเข้าสู่ท้องพระโรง พระองค์ทรงยิ้มและเอ่ยคำตัดสินให้ทุก ๆ คนฟังว่า “แม้การมีคู่ครองที่ดีจะมีความสำคัญในการเป็นพระราชาองค์ใหม่ แต่ความซื่อสัตย์ของตัวพระราชาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากยิ่งกว่า และด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงขอประกาศว่า ผู้ที่เหมาะแก่การเป็นพระราชามากที่สุด ก็คือบุตรชายองค์เล็กของข้าพเจ้านั่นเอง”

เจ้าชายผู้พี่ต่างละอายใจที่พระบิดาทรงล่วงรู้การกระทำของพวกตนจนหมดสิ้น ส่วนเจ้าชายองค์เล็กผู้ซื่อตรงก็ยังคงยืนยันที่จะแต่งงานกับหมูสาวตามผลของการยิงธนูเลือกคู่ในครั้งนี้

แต่อนิจจา! ความปรารถนาของเจ้าชายองค์เล็กกลับต้องล่มสลายไป เพราะทันทีที่พระองค์ก้มลงจุมพิตหมูสาวเพื่อขอแต่งงาน หมูสาวก็กลายร่างเป็นเจ้าหญิงแสนสวยอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

เจ้าชายทรงหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น ส่วนเจ้าหญิงเองก็ทรงยินดีที่จะได้แต่งงานกับเจ้าชายผู้ซื่อสัตย์

ในที่สุด เจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ได้ครองรักกัน และทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นพระราชากับพระราชินีที่ประชาชนให้ความเคารพรักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระราชาองค์เก่าเลย

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง : นิทานนางฟ้าองค์น้อยผู้ไม่ยอมใช้เวทมนตร์

ถ้าอ่านชื่อนิทานแบบผ่าน ๆ นิทานก่อนนอนเรื่อง “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง : นิทานนางฟ้าองค์น้อยผู้ไม่ยอมใช้เวทมนตร์” อาจทำให้คุณผู้อ่านคาดเดาเนื้อเรื่องไปต่าง ๆ นานา บางคนอาจคาดเดาไปว่า นิทานเรื่องนี้คงเป็นนิทานแนวแฟนตาซีผจญภัย ที่นางฟ้าองค์น้อยคงมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ใช้เวทมนตร์ต่อสู้กับคนร้ายไม่ได้ (อะไรทำนองนั้น)

แต่ถ้าได้อ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว คุณผู้อ่านจะพบว่า นี่คือตัวอย่างของนิทานส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกของเด็ก ที่ใช้นิทานในการบ่มเพาะพฤติกรรมอันพึงประสงค์ (อย่างแนบเนียน) แทนที่จะแต่งนิทานเพื่อสอนเด็กให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้แบบตรง ๆ (ซึ่งมักไม่ได้ผล)

การแต่งนิทานในลักษณะนี้ แม้เนื้อเรื่องจะดูง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แต่ในฐานะนักแต่งนิทาน นิทานแบบนี้แต่งไม่ง่ายเลย แถมการวางบทบาทตัวละครคุณพ่อคุณแม่ในเรื่อง ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นปกติที่เราพบเห็นได้ทั่วไป (โดยเฉพาะนิทานที่แต่งมาตั้งแต่ปี 2557)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนางฟ้าอายุสามขวบองค์หนึ่ง จู่ ๆ ก็ไม่ยอมใช้เวทมนตร์ “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง” ที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่กลับอยากทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เรื่องบางเรื่องอย่างการติดกระดุมเสื้อ ถ้าใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกนิดเดียว กระดุมเสื้อก็จะติดเองโดยไม่ต้องลำบาก แต่พอนางฟ้าองค์น้อยตัดสินใจหัดติดกระดุมด้วยตัวเอง เธอจึงต้องใช้ความพยายามจนมันกลายเป็นเรื่องยุ่งยากของชีวิต

ครั้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ของนางฟ้าองค์น้อยเห็นเข้า  ทั้งคู่จึงบอกลูกว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ยิ้มแล้วตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

วันต่อมา  นางฟ้าองค์น้อยอยากฝึกผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเองอีก  การผูกเชือกรองเท้าไม่ใช่เรื่องง่าย เธอพยายามผูกไปผูกมา…ผูกมาผูกไป แต่ผูกเท่าไหร่ก็ยังผูกไม่ได้  เมื่อคุณพ่อคุณแม่เห็น ทั้งคู่จึงบอกลูกสาวว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

วันรุ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่เห็นนางฟ้าองค์น้อยหยิบกรรไกรสำหรับเด็กมาหัดตัดกระดาษฉับฉับฉับ  การที่เด็กเล็ก ๆ จะใช้กรรไกรตัดกระดาษนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  คุณพ่อคุณแม่จึงบอกลูกสาวว่า “ลูกจ๊ะลูกจ๋า ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกเอาดีกว่าไหม” พอนางฟ้าองค์น้อยได้ฟัง เธอก็ตอบคุณพ่อคุณแม่ว่า “ไม่ดีกว่าค่ะ หนูจะไม่ใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งจนกว่าจะทำเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง”

เวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน นางฟ้าองค์น้อยลองทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองไม่ยอมหยุด ทุกครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าเธอทำไม่ได้ ท่านทั้งสองก็มักจะแนะนำให้ลูกสาวใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง แต่ทุกคราวนางฟ้าองค์น้อยก็จะปฏิเสธ จนทั้งคู่เลิกแนะนำนางฟ้าองค์น้อยอีก เพราะรู้ว่าบอกอย่างไรลูกสาวก็ไม่เชื่อ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ยังไม่รู้ก็คือ ความตั้งใจในการฝึกหัดทำสิ่งต่าง ๆ ของนางฟ้าองค์น้อยนั้นมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งมันกำลังจะเปิดเผยในไม่ช้า!

และแล้ววันนั้นก็มาถึง เช้าวันหนึ่ง นางฟ้าองค์น้อยตื่นนอนก่อนใคร ๆ ในบ้าน เธอตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุกที่เธอตั้งเวลาด้วยตัวเอง จากนั้น เธอก็ลุกขึ้นมาจัดดอกไม้ใส่แจกันด้วยตัวเอง แล้วแต่งตัว, หวีผม, ติดกระดุม, ผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเอง ที่สำคัญ เธอเอาขนมปังกับแยมมาจัดใส่จานสามใบด้วยตัวเอง แล้วเทนมสามแก้ววางบนโต๊ะกินข้าว ครั้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ตื่นนอนและเดินมาที่โต๊ะกินข้าว นางฟ้าองค์น้อยก็รีบลุกขึ้นยืน พร้อมกับร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดให้ตัวเอง

ณ เวลานั้น  คุณพ่อคุณแม่เพิ่งนึกได้ว่าวันนี้คือวันเกิดของลูกสาว แต่สิ่งที่นางฟ้าองค์น้อยเตรียมไว้ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะเมื่อนางฟ้าองค์น้อยร้องเพลงจบ  เธอก็พูดว่า “หนูขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ให้หนูเกิดมา  หนูรักคุณพ่อคุณแม่มาก แต่หนูไม่อยากใช้เวทมนตร์ปิ๊งปิ๊งปิ๊งเสกของให้คนที่หนูรัก หนูอยากมอบความรักของหนูให้คุณพ่อคุณแม่ด้วยฝีมือของหนูเองมากกว่า” จากนั้น  นางฟ้าองค์น้อยก็หยิบการ์ดที่เธอทำและตกแต่งด้วยกระดาษตัดเป็นรูปหัวใจส่งให้คุณพ่อคุณแม่

แม้ในการ์ดจะไม่มีข้อความใด ๆ เพราะนางฟ้าองค์น้อยยังเขียนหนังสือไม่ได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็มองเห็นข้อความในใจของลูกสาวปรากฏอยู่ที่การ์ดใบนั้นอย่างเด่นชัด

“หนูรักคุณพ่อคุณแม่มาก ๆ นะคะ”

คุณพ่อคุณแม่มองตากันสักครู่แล้วคุกเข่าลงกอดนางฟ้าองค์น้อยพร้อมกับหอมแก้มลูกสาวสุดที่รักคนละข้าง นางฟ้าองค์น้อยทำตาโตและอมยิ้ม พร้อมกับกะพริบตา “ปิ๊งปิ๊งปิ๊ง” ด้วยความรู้สึกที่แสนพิเศษ จากนั้น เธอก็หลับตาลง แล้วพยายามจดจำความรู้สึกอันอบอุ่นในช่วงเวลานั้นเอาไว้ในหัวใจของเธอ ซึ่งมันจะอยู่ในความทรงจำของเธอไปตราบชั่วนิรันดร์

ภาพนิทานปิ๊งปิ๊งปิ๊ง นางฟ้าองค์น้อยฝึกทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองหลายฉาก สื่อถึงความพยายามและการเติบโตโดยไม่ใช้เวทมนตร์
นางฟ้าองค์น้อยยืนพยายามผูกเชือกรองเท้าด้วยตัวเองในห้องนอน บรรยากาศอบอุ่น ไม่ใช้เวทมนตร์
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

พระราชาองค์น้อย : นิทานก่อนนอน ชวนฝันดี

นิทานเรื่อง “พระราชาองค์น้อย” เป็นนิทานที่ผมแต่งลงในนิตยสารขวัญเรือนนานแล้ว และได้ลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ (สาขา 2) ซึ่งปิดตัวไปแล้ว ผมเห็นว่า มีผู้อ่านจำนวนมากที่ไม่ได้ตามไปอ่านในเว็บไซต์นั้น ผมจึงนำมาลงให้อ่านกันอีกครั้ง หวังว่าคงชอบนะครับ

ช่วงนี้ ผมไม่ได้แต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เพิ่มเลย เพราะพอแต่งนิทานเรื่องใหม่ออกมา ไม่นานก็จะถูกละเมิดลิขสิทธิ์ นำนิทานไปทำคลิปหรือลงในเว็บอื่น ผมเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยมาก จนท้อ และที่น่าเศร้ามาก ๆ คือ คนละเมิดมักเป็นนักศึกษา ครู อาจารย์ สถาบันการศึกษา ซึ่งเมื่อผมพบอะไรแบบนี้ ผมมักจุก พูดไม่ออก ไม่รู้จะอธิบายยังไงจริง ๆ

ในเรื่องคดีความ ผมต้องเดินทางไปสถานีตำรวจตั้งแต่เดือนตุลา จนตอนนี้เมษา รวมแล้วเกิน 10 ครั้ง ทุกครั้งจะต้องเตรียมเอกสารหลักฐานไปให้ตำรวจ บางคดีผมต้องสืบหาหลักฐานนานราว 2 สัปดาห์ แล้วเรียบเรียงไปให้ตำรวจสอบปากคำ (ซึ่งเสียเวลา เสียค่าเดินทาง และเหนื่อยจริง ๆ ครับ) ถ้าไม่มีคนละเมิด ผมคงมีเวลาแต่งนิทานสนุก ๆ ให้ได้อ่านกันอีกมาก

เอาล่ะ พักเรื่องปวดหัว มาสนุกกับนิทานกันดีกว่าครับ

เจ้าชายกลไกเป็นเจ้าชายที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระราชาที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก จริง ๆ แล้ว เจ้าชายกลไกมิได้คาดคิดมาก่อนเลยว่า พระองค์จะต้องขึ้นครองราชย์เป็นพระราชาทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะมีอายุเพียง 6 ขวบเช่นนี้ แต่ด้วยอุบัติเหตุที่ทำให้พระบิดาและพระมารดาของพระองค์ต้องเสด็จสู่สรวงสวรรค์ก่อนเวลาอันควร เจ้าชายกลไกจึงจำต้องครองราชบัลลังก์ด้วยความโศกเศร้าอย่างไม่อาจที่จะปฏิเสธได้

ภารกิจของพระราชาทุกพระองค์คือการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ทวยราษฎร์ พระราชาองค์น้อยอย่างเจ้าชายกลไกเองก็มีหน้าที่เช่นเดียวกับพระราชาองค์อื่น ๆ แต่เพราะอาณาจักรของพระองค์เป็นดินแดนที่ปราศจากทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นหินแร่, ป่าไม้หรือน้ำมัน มิหนำซ้ำ สภาพดินฟ้าอากาศยังแห้งแล้งเกินกว่าที่จะทำการเพาะปลูกพืชผลต่าง ๆ เพื่อการค้าขาย ประชาชนในดินแดนแห่งนี้จึงอยู่กันอย่างอัตคัดขัดสนและมีชีวิตที่น่าสงสารเป็นที่สุด

เจ้าชายกลไกตั้งใจที่จะหาทางช่วยเหลือราษฎรของพระองค์เช่นเดียวกับที่พระบิดาได้ทรงทุ่มเทความพยายามมาตลอดชั่วชีวิต แต่เพราะพระองค์เป็นเพียงพระราชาตัวน้อย ๆ ปัญหาที่พระองค์ทรงเผชิญอยู่จึงดูใหญ่หลวงเกินกว่าที่พระราชาอย่างพระองค์จะสามารถฟันฝ่าไปได้

พระราชาผู้น่าสงสารหลบไปนั่งที่ริมหน้าต่างในห้องส่วนพระองค์ที่ตั้งอยู่บนหอคอยสูงลิบ พระองค์เหม่อมองท้องฟ้าพลางคิดถึงพระบิดาและพระมารดาที่จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ในขณะนี้ พระองค์ทรงอยากได้คำแนะนำจากพระบิดาและพระมารดายิ่งนัก และทันใดนั้นเอง เจ้าชายกลไกก็ทรงมองเห็นเมฆขาวสองกลุ่มซึ่งแลดูคล้ายกับพระพักตร์ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาของพระบิดาและพระมารดา ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาหาเจ้าชายผู้ระทมทุกข์อย่างช้า ๆ

เจ้าชายทรงเกิดกำลังใจขึ้นมาอย่างประหลาด นี่คงเป็นปริศนาบางอย่างที่พระบิดาและพระมารดาต้องการจะสื่อถึงพระราชโอรส เจ้าชายจ้องมองปุยเมฆด้วยแววตาที่มุ่งมั่น ฉับพลัน! พระองค์ก็ทรงเกิดความคิดที่แสนวิเศษในการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก

พระราชาองค์น้อยทรงสั่งให้ทหารรวบรวมของเหลือใช้ในวังอันได้แก่ ตะกร้าใบใหญ่, เชือกเหนียว ๆ, ไม้ไผ่ด้ามยาว, ถังเชื้อเพลิงและเศษผ้าหนา ๆ เพื่อนำมาประกอบกันเป็นบอลลูนขนาดยักษ์สำหรับการเดินทางตามแผนที่พระองค์ทรงวางเอาไว้ และเมื่อเหล่าทหารสร้างบอลลูนได้สำเร็จ เจ้าชายกลไกก็ขึ้นไปนั่งในตะกร้า แล้วจุดไฟจากถังเชื้อเพลิงจนทำให้บอลลูนพองใหญ่ และพาเจ้าชายองค์น้อยลอยจากพื้นดินขึ้นสู่ฟากฟ้า

ทันทีที่บอลลูนเคลื่อนตัวเข้าใกล้กับกลุ่มเมฆ เจ้าชายผู้ชาญฉลาดก็ยื่นไม้ไผ่ด้ามยาวเข้าไปจ่อที่ก้อนเมฆสีขาว จากนั้น พระองค์ก็ค่อย ๆ หมุนด้ามไม้ไผ่เพื่อเก็บปุยเมฆให้ติดกับปลายไม้คล้าย ๆ กับการปั่นไม้เก็บสายไหมของพ่อค้าขายขนม

เจ้าชายกลไกใช้ไม้ไผ่พันปุยเมฆจนได้ขนมสายไหมขนาดมหึมา และเมื่อพระองค์นำขนมสายไหมสุดวิเศษกลับมาให้เหล่าข้าราชการ, ทหารและประชาชนทดลองชิม ทุก ๆ คนต่างก็ลงความเห็นว่า ปุยเมฆสายไหมที่พระราชาองค์น้อยทรงมอบให้ เป็นขนมเลิศรสที่ยากจะหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้

เจ้าชายกลไกทรงตัดสินใจที่จะเก็บปุยเมฆส่งขายเป็นสินค้าสำคัญของพระราชอาณาจักรปุยเมฆสายไหมของพระองค์มีรสชาติดีเยี่ยมและได้รับการตอบรับจากอาณาจักรต่าง ๆ อย่างเกินความคาดหมาย

ไม่ช้าไม่นาน พระราชาองค์น้อยก็มีทุนพอที่จะช่วยให้ประชาชนของพระองค์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ราษฎรทุกคนต่างรักและเทิดทูนพระราชาองค์น้อยยิ่งชีวิต ส่วนพระราชาองค์น้อยเองก็ทรงรู้สึกปลื้มปิติที่พระองค์สามารถทำให้ความตั้งใจของพระบิดาและพระมารดาเป็นความจริงขึ้นมาได้

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

เจ้าหญิงค่อย ๆ : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจสำหรับเด็กและครอบครัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าชายองค์หนึ่งทรงอยากแต่งงานกับเจ้าหญิงที่งามพร้อมและเหมาะจะเป็นแม่ที่ดีของพระโอรสและพระธิดาในอนาคต ด้วยเหตุนี้ เจ้าชายจึงจัดงานเลือกคู่ขึ้น โดยพระองค์ทรงเชิญเจ้าหญิงจากทุกแว่นแคว้นมาร่วมในงาน พร้อมกับลงมือทำอาหารเลี้ยงเจ้าหญิงทั้งหมดด้วยตัวของพระองค์เอง

เมื่อวันงานมาถึง เจ้าหญิงจากทั่วทุกสารทิศทรงมาร่วมงานเลือกคู่กันอย่างคับคั่ง เจ้าหญิงแต่ละพระองค์ล้วนแล้วแต่ทรงสิริโฉมงดงามกันไปคนละแบบ แถมทุกพระองค์ยังแต่งหน้าแต่งตัวและใส่เพชรนิลจินดามาประชันกันอย่างเต็มที่ ยกเว้นก็แต่เจ้าหญิงทรายดาว (หรือที่เหล่าเจ้าหญิงชอบเรียกกันว่า ”เจ้าหญิงค่อย ๆ” ) เพียงพระองค์เดียว ที่นอกจากจะไม่แต่งตัวจนเกินงามแล้ว พระองค์ยังไปยืนหลบมุม…ไม่พยายามตีสนิทกับเจ้าชายเหมือนกับเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ อีก

จริง ๆ แล้ว เจ้าหญิงทรายดาวเป็นเจ้าหญิงที่สวยมาก แต่เนื่องจากพระองค์เกิดและเติบโตในเมืองเล็ก ๆ ที่แวดล้อมไปด้วยทะเลและภูเขา พระองค์จึงยินดีที่จะปล่อยให้ตัวเองงามตามธรรมชาติมากกว่างามด้วยการแต่งเสริมเติมสวย ส่วนเรื่องที่พระองค์ถูกขนานนามว่า“เจ้าหญิงค่อย ๆ“นั้น เจ้าหญิงทรายดาวทรงทราบดี…แต่ก็ไม่เคยถือสาอะไร เพราะพระองค์ได้รับการอบรมจากพระบิดาและพระมารดาให้รักษากิริยามารยาทและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังอยู่เสมอ ดังนั้น พระองค์จึงมักทำอะไรค่อย ๆ และค่อย ๆ ทำจนเป็นนิสัย

เมื่อถึงเวลาเลี้ยงอาหาร เจ้าชายทรงให้เจ้าหน้าที่นำอาหารที่พระองค์ปรุงขึ้นออกมาถวายให้เจ้าหญิงทั้งหลายได้ลองลิ้มชิมรส เมื่อเหล่าเจ้าหญิงได้เห็นอาหารฝีมือเจ้าชาย เจ้าหญิงที่มาร่วมงานซึ่งทั้งหิวและอยากเอาใจเจ้าชายจึงรีบชิมอาหารเสียงดังจ้วบจ้าบ ๆ เจ้าหญิงบางพระองค์กินอาหารไปด้วยพร้อมกับเอ่ยปากชมเจ้าชายไปด้วย ทำให้เจ้าชายได้ยินเสียงเคี้ยวอาหารดังจั่บ ๆ อยู่เกือบตลอดเวลา นอกจากนี้ เจ้าหญิงหลายพระองค์ยังตักอาหารไม่ระวังทำให้ช้อนส้อมกระทบกับจานดังแคร้ง ๆ เป็นระยะ เจ้าชายไม่ค่อยพอพระทัยต่อกิริยามารยาทของเจ้าหญิงทั้งหลายนัก แต่ในขณะนั้นเอง เจ้าชายทรงเหลือบไปเห็นเจ้าหญิงองค์หนึ่งที่กินอาหารไม่เหมือนเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ คือพระองค์ทรงกินค่อย ๆ และค่อย ๆ กินอย่างมีมารยาท ซึ่งเมื่อเจ้าชายถามทหารคนสนิท เจ้าชายจึงได้ทราบว่าเจ้าหญิงองค์นั้นก็คือเจ้าหญิงทรายดาวนั่นเอง

หลังจากที่เจ้าหญิงทุกพระองค์กินอาหารเสร็จแล้ว  พระราชินีได้ออกมาถามไถ่เจ้าหญิงแต่ละพระองค์ว่าอาหารฝีมือเจ้าชายมีรสชาติเป็นอย่างไร  เจ้าหญิงทั้งหลายต่างอยากทำให้พระราชินีประทับใจ  เหล่าเจ้าหญิงจึงแย่งกันชมฝีมือของเจ้าชายจนเกิดเสียงดังโหวกเหวกไปหมด  พระราชินีไม่ทรงพอพระทัยต่อสิ่งที่ได้เห็นนัก  แต่พระองค์ก็ทรงรู้สึกดีขึ้น  เมื่อพระองค์ถามเจ้าหญิงองค์หนึ่ง แล้วเจ้าหญิงองค์นั้นทรงตอบค่อย ๆ และค่อย ๆ ตอบอย่างนุ่มนวลว่า “อาหารฝีมือของเจ้าชายมีรสชาติที่วิเศษมากเพคะ”  

เมื่อพระราชินีทรงไถ่ถามเจ้าหญิงทั้งหมดแล้ว พระราชินีจึงเชิญให้เจ้าหญิงทีละพระองค์เสด็จไปยังท้องพระโรงเพื่อรับของที่ระลึกจากพระราชา เจ้าหญิงทั้งหลายอยากทำให้พระราชาผู้เป็นพระบิดาของเจ้าชายเกิดความประทับใจ เมื่อข้าหลวงมาเชิญ เจ้าหญิงแต่ละพระองค์จึงรีบวิ่งไปยังท้องพระโรงให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้พระราชาต้องรอนาน

แต่อนิจจา…เมื่อเจ้าหญิงทั้งหลายที่ใส่รองเท้าส้นสูงรีบวิ่งไปยังท้องพระโรง เสียงรองเท้าของเจ้าหญิงจึงกระทบกับพื้นดังตึงตังราวกับเกิดจลาจลครั้งใหญ่ หนำซ้ำ..เจ้าหญิงบางองค์ยังพลาดพลั้งลื่นหกล้มเพราะเร่งรีบจนเกินเหตุเสียอีก! พระราชาทรงมอบของที่ระลึกให้กับเหล่าเจ้าหญิงที่มีเสียงฝีเท้าดังราวกับเสียงย่างก้าวของคิงคองด้วยความระอาใจ แต่แล้ว…พระองค์ก็ทรงรู้สึกดีขึ้น เมื่อพระองค์เห็นเจ้าหญิงองค์สุดท้ายที่เดินค่อย ๆ และค่อย ๆ เดินเข้ามาในท้องพระโรงอย่างเรียบร้อย ซึ่งเจ้าหญิงพระองค์นั้นก็คือเจ้าหญิงทรายดาวนั่นเอง

หลังจากที่พระราชา พระราชินีและเจ้าชายได้พบเจ้าหญิงทุกพระองค์แล้ว พระราชาทรงพอพระทัยเจ้าหญิงที่เดินค่อย ๆ และค่อย ๆ เดินมากที่สุด ส่วนพระราชินีก็โปรดเจ้าหญิงที่ตอบค่อย ๆ และค่อย ๆ ตอบมากเช่นกัน ฝ่ายเจ้าชายก็ทรงแอบปลื้มเจ้าหญิงที่กินค่อย ๆ และค่อย ๆ กินมากกว่าเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ

เมื่อทั้งสามพระองค์ต่างพอใจเจ้าหญิงผู้มีกิริยามารยาทเรียบร้อยและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังเหมือน ๆ กัน พระราชากับพระราชินีจึงจัดขบวนไปสู่ขอเจ้าหญิงทรายดาวให้มาเป็นคู่ครองของของเจ้าชาย แล้วจัดงานอภิเษกสมรสขึ้นอย่างสมเกียรติ

ในที่สุด เจ้าหญิงทรายดาวก็ได้แต่งงานกับเจ้าชาย และเมื่อเจ้าหญิงทรงให้กำเนิดพระโอรสและพระธิดา พระองค์ก็ทรงสั่งสอนให้ลูก ๆ ทำสิ่งต่าง ๆ อย่างมีมารยาทและระแวดระวังเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงปฏิบัติอยู่เสมอ

และแล้ว…เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานสอนใจ

บทเรียนของลิงขาว : นิทานสอนใจอ่านสนุกก่อนนอน

นิทานเรื่อง “บทเรียนของลิงขาว” เป็นนิทานสอนใจอ่านสนุกก่อนนอน ที่เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ด้วยเนื้อหาที่เข้าใจง่ายแต่แฝงข้อคิดลึกซึ้งเกี่ยวกับนิสัยของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความเย่อหยิ่ง การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น และการมองข้ามคุณค่าของสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว เรื่องเล่าผ่านตัวละคร “ลิงขาว” ที่มีความโดดเด่นเหนือใคร จึงทำให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับตัวเองได้ตั้งแต่ต้นว่า ความเก่งหรือความเหนือกว่านั้นเพียงพอจริงหรือไม่ในการใช้ชีวิต

ตลอดเรื่อง ผู้อ่านจะได้ติดตามการเดินทางของลิงขาวในป่าลึก ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ชวนให้นึกภาพตาม ทั้งบรรยากาศของธรรมชาติ การเลือกตัดสินใจในแต่ละช่วงเวลา และการเผชิญหน้ากับ “คู่เปรียบเทียบ” อย่างลิงดำ นิทานเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าสำหรับความเพลิดเพลิน แต่ยังสะท้อนแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การวางแผน และการรู้จักคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน

“บทเรียนของลิงขาว” จึงเป็นนิทานที่เหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอน เพื่อช่วยปลูกฝังแนวคิดเรื่องความถ่อมตน การไม่ดูถูกผู้อื่น และการพัฒนาตนเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยสำนวนเรียบง่าย อ่านลื่นไหล และให้ข้อคิดที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทำให้นิทานเรื่องนี้ยังคงน่าจดจำและมีคุณค่าในทุกช่วงวัย

นานมาแล้ว มีลิงขาวตัวหนึ่งเป็นลิงที่มีนิสัยเย่อหยิ่งคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ ด้วยความที่เจ้าลิงขาวมีรูปร่างหน้าตาดีกว่าลิงทั่วไป แถมยังปีนต้นไม้ได้ว่องไวเป็นพิเศษ มันจึงเชื่อมั่นว่าตัวของมันเก่งกาจเกินกว่าที่ลิงตัวอื่น ๆ จะเทียบเทียมได้

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าลิงขาวเกิดไปตกหลุมรักลิงสาวแสนสวยเข้า เมื่อถึงวันเกิดของลิงสาว เจ้าลิงขาวจึงคิดอยากมอบของขวัญให้นางในดวงใจของมัน ดังนั้น มันจึงเดินทางเข้าไปในป่าลึกเพื่อหาผลไม้ที่เลอเลิศที่สุดมามอบให้แก่ยอดหญิงที่มันรัก

ในขณะที่ลิงขาวเดินทางเข้าไปในป่า เจ้าลิงขาวพบว่ามีลิงดำตัวหนึ่งกำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังป่าลึกเช่นเดียวกับมัน ลิงขาวเชื่อว่าลิงดำคงตั้งใจไปเก็บผลไม้มาให้ลิงสาวแน่ ๆ

มันจึงพูดจาดูถูกลิงดำว่าไม่รู้จักเจียมตัว เพราะนอกจากลิงดำจะมีหน้าตาหล่อสู้มันไม่ได้แล้ว ความสามารถของลิงดำก็ไม่อาจเทียบกับมันได้อีก ว่าแล้วเจ้าลิงขาวก็รีบเผ่นโผนโจนทะยานเข้าไปในป่าเพื่อแย่งชิงผลไม้ที่ดีที่สุดก่อนที่คู่แข่งของมันจะไปถึง

ระหว่างทาง ลิงขาวพบผลไม้มากมาย ทั้งมะม่วง มะละกอ กล้วย ส้ม น้อยหน่า มังคุดละมุด ลำไย มะเฟือง มะไฟ ฯลฯ แต่เมื่อมันตั้งท่าจะเก็บผลไม้เหล่านั้น มันก็คิดว่าผลไม้ที่มัน เห็นดูเล็กเกินไปบ้าง แก่เกินไปบ้าง หรือมีข้อเสียอื่น ๆ ที่อาจด้อยกว่าผลไม้ของเจ้าลิงดำคู่แข่ง เมื่อลิงขาวเชื่อว่าผลไม้ที่มันพบไม่ใช่ผลไม้ที่ดีที่สุด มันจึงไม่ยอมเก็บผลไม้เหล่านั้น แต่มันกลับดั้นด้นเดินทางต่อเพราะหวังว่าในป่าลึกเบื้องหน้าอาจจะมีผลไม้ที่สมบูรณ์แบบรอมันอยู่

ฝ่ายเจ้าลิงดำที่เดินทางตามมาทีหลัง เนื่องจากมันวางแผนเกี่ยวกับสิ่งที่มันต้องทำในวันนี้มาเป็นอย่างดีแล้ว เมื่อมันพบผลไม้ที่พอใช้ได้ (ซึ่งก็คือผลไม้ที่เจ้าลิงขาวไม่ยอมเก็บไปนั่นเอง) มันก็จัดการเก็บผลไม้เหล่านั้นใส่ตะกร้าแล้วนำกลับบ้านไปโดยไม่นึกรังเกียจ

ส่วนเจ้าลิงขาวที่เดินทางลึกเข้าไปในป่านั้น มันพยายามหาผลไม้ที่ดีที่สุดผลแล้วผลเล่าแต่ด้วยใจที่มัวกังวลว่าจะแพ้เจ้าลิงดำ ลิงขาวจึงหาข้อติผลไม้ที่มันพบได้ทุกผล จวบจนเมื่อดวงตะวันคล้อยต่ำและเมฆฝนเริ่มตั้งเค้า เจ้าลิงขาวจึงจำใจต้องเก็บผลไม้ใกล้มือใส่ตะกร้า แล้วรีบนำผลไม้ทั้งหมดกลับมาหาลิงสาวก่อนที่จะมืดค่ำจนมองทางไม่เห็น

เมื่อลิงขาวมาถึงบ้านของยอดหญิงมิ่งขวัญ มันพบว่าลิงดำได้นำเอาผลไม้มาให้ลิงสาวดังที่มันคิด แต่นอกจากผลไม้สดที่เจ้าลิงดำเก็บมาฝากลิงสาวแล้ว ลิงดำยังมีเวลาพอในการดัดแปลงผลไม้เป็นไอศกรีมแสนอร่อย, ทำน้ำผลไม้ที่มีประโยชน์, เก็บดอกไม้สวย ๆ จากข้างทางและเหลือเวลาอาบน้ำจนเนื้อตัวหอมฟุ้งอีกด้วย

เจ้าลิงขาวรู้สึกตัวแล้วว่ามันไม่ได้เลิศเลอกว่าลิงตัวอื่น ๆ อย่างที่มันคิด เพราะแม้มันจะหน้าตาดีและมีความว่องไวในการปีนป่ายต้นไม้ แต่ในแง่ของความฉลาดโดยเฉพาะเรื่องการจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จในเวลาที่มีอยู่ มันคงไม่อาจเทียบกับลิงดำที่มันเคยพูดจาดูถูกดูหมิ่นได้

จริงๆ แล้ว ลิงทุกตัวหรือคนทุกคนต่างมีข้อดีที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การเปรียบเทียบและหลงคิดว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น รวมทั้งการพูดจาดูถูกดูหมิ่นผู้อื่นจึงไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก

เจ้าลิงขาวเสียใจที่เห็นลิงดำได้กินของอร่อย ๆ กับลิงสาวแสนสวยอย่างมีความสุข แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ดีใจที่มันได้บทเรียนครั้งสำคัญซึ่งน่าจะช่วยให้มันตาสว่างและได้ข้อคิดในการปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น

หลังจากที่เจ้าลิงขาวได้รับบทเรียนในครั้งนั้น มันก็ค่อย ๆ ปรับปรุงตัวทีละน้อย ๆ จนในที่สุด มันก็เลิกนิสัยไม่ดีต่าง ๆ ได้สำเร็จ ซึ่งทำให้มันกลายเป็นที่รักของเพื่อนลิงทั้งหลาย และกลายเป็นขวัญใจของสาว ๆ ชาวลิงโดยถ้วนหน้า

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, หลวงพระบาง

นักปักผ้าตัวน้อย : นิทานนำบุญที่ได้แรงบันดาลใจจากการไปเที่ยวหลวงพระบาง

นานมาแล้ว ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มีโอกาสได้แบกเป้ไปเที่ยวที่หลวงพระบาง ประเทศลาว ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมเดินทางไปเที่ยวลาวแทบทุกปี ทั้งลาวเหนือและลาวใต้ และทุกครั้งก็มักได้รับความรู้สึกดี ๆ กลับมาเสมอ

ปีหนึ่ง ผมแวะไปเที่ยวหลวงพระบางและพักอยู่หลายวัน ซึ่งในช่วงนั้นเอง ผมได้พบเด็กผู้หญิงที่นั่งขายผ้าปักอยู่ที่ตลาดกลางคืน งานปักของเธอไม่ได้สวยงามเป็นพิเศษ แต่กลับมีความซื่อและเรียบง่ายที่น่าประทับใจ วันนั้นผมได้ขอให้เธอช่วยปักภาพเจ้าชายน้อยลงบนผ้า และได้มอบหนังสือนิทานของผมให้เธอเพิ่มเติมจากค่าจ้าง (ซึ่งเด็กผู้หญิงคนนั้นดีใจที่ได้หนังสือนิทานมาก ๆ)

ความทรงจำที่อบอุ่นนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากแต่งนิทานสักเรื่อง เพื่อระลึกถึงช่วงเวลาที่ได้พบเจอเด็กหญิงนักปักผ้าในหลวงพระบาง และหวังว่าผู้อ่านจะชื่นชอบนิทานเรื่องนี้เช่นเดียวกับที่ผมประทับใจในวันนั้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมไม่เคยขาด อนิจจา…แม้ร้านรวงจะค้าขายได้เงินจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก แต่ชาวเมืองส่วนใหญ่กลับยากจนและต้องทำงานหนัก…ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง มีสาวน้อยคนหนึ่งเดินทางเข้ามาในเมือง ระหว่างที่เธอเดินชมเมืองอย่างมีความสุขอยู่นั้น จู่ ๆ เธอก็พบเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเอาผ้ามาปูที่พื้นริมทางเดิน แล้วนำข้าวของต่างๆ ทั้งสร้อยข้อมือถัก, ผ้าปัก, ของเล่นที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ฯลฯ มาวางขายอยู่ที่ริมถนน

ในตอนแรก หญิงสาวคิดว่าเด็กน้อยเป็นแม่ค้ามืออาชีพ แต่เมื่อหญิงสาวเดินเข้าไปคุย เธอก็พบว่า เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นเพียงเด็กนักเรียนธรรมดา ๆ แต่เพราะครอบครัวของเธอยากจนมาก เธอจึงต้องทำของมาขายหลังเลิกเรียน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่

ระหว่างที่หญิงสาวพูดคุยกับเด็กคนนั้น เธอสังเกตเห็นว่าเด็กหญิงตัวน้อยคุยกับเธอพร้อมกับปักผ้าไปด้วย เมื่อหญิงสาวถามว่าทำไมไม่พักบ้าง เด็กน้อยได้แต่ตอบว่า งานที่ต้องทำมีมากเหลือเกิน เธอมีเวลาขายของแค่สองชั่วโมง แล้วก็ต้องกลับไปทำงานบ้าน ก่อนจะมีเวลาปักผ้าแล้วรีบเข้านอน

หญิงสาวสงสารเด็กน้อยจับใจ หญิงสาวคิดจะช่วยเด็กหญิงด้วยการอุดหนุนงานของเธอสักชิ้น ครั้นเมื่อหญิงสาวหยิบงานผ้าปักลายชาวเขาและสัตว์นานาชนิดขึ้นมาดู เธอก็ต้องแปลกใจ เพราะเด็กหญิงตัวน้อยปักผ้าได้ประณีตเกินอายุ หนำซ้ำ ภาพต่าง ๆ ยังแตกต่างจากงานที่ขายตามท้องตลาด แถมราคาของผ้าที่มีภาพคนและสัตว์รวม 20 ภาพก็ถูกแสนถูกเพียง 100 บาทเท่านั้น ถ้าเธอปักผ้าให้ประณีตน้อยลงหรือปักภาพแบบเดียวกับคนอื่น บางทีเธออาจไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้

แต่เมื่อหญิงสาวแนะนำเด็กน้อย เด็กน้อยกลับยิ้มเขิน ๆ แล้วตอบอย่างซื่อตรงว่า “หนูรู้ว่าการปักผ้าให้สวยและการออกแบบให้ภาพไม่เหมือนใครทำให้หนูต้องใช้เวลามาก แต่ไหน ๆ จะทำงานทั้งที หนูก็อยากทำอย่างเต็มที่ คนที่ซื้อจะได้ดีใจไงคะ”

หญิงสาวยิ้มเมื่อได้ฟังคำตอบ เด็กหญิงผู้ยากจนแต่มีความเป็นศิลปินอยู่เต็มหัวใจ บางทีเธออาจต้องการใครสักคนช่วยให้เธอทำงานที่เธอรักได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยมากขนาดนี้

หญิงสาวครุ่นคิด สักพัก เธอก็เอ่ยปากขอให้เด็กน้อยช่วยทำสิ่งที่พิเศษมาก ๆ ให้เธอ

“น้องสาวจ๊ะ พี่อยากให้หนูปักรูปตัวพี่ที่เสื้อของพี่ หนูพอจะทำให้ได้ไหมและจะคิดราคาเท่าไหร่”.

เด็กน้อยแปลกใจเพราะไม่เคยมีใครขอให้เธอทำเช่นนี้มาก่อน เธอลังเลนิด ๆ แต่เมื่อหญิงสาวยืนยัน เด็กหญิงตัวน้อยจึงยอมทำโดยคิดราคาค่าปัก 20 บาท และขอใช้เวลาปักประมาณ 2 ชั่วโมง

หญิงสาวยิ้มด้วยความพอใจ เพราะปกติเด็กน้อยต้องปักผ้าเป็นภาพคนและสัตว์ถึง 20 ตัวจึงจะขายได้เงิน 100 บาท แต่เมื่อมาปักเสื้อให้เธอ เด็กน้อยได้เงินเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่ไม่เลวเลย อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของหญิงสาวยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะในระหว่างที่เด็กน้อยนั่งปักเสื้อ หญิงสาวก็จัดแจงนำป้ายเล็ก ๆ มาแขวนไว้ใกล้ ๆ กับที่ขายของของเด็กน้อย พร้อมกับเขียนข้อความบอกนักท่องเที่ยวว่า

“เด็กคนนี้ตั้งใจหาเงินเรียนหนังสือ เธอมีฝีมือในการออกแบบและปักผ้า ลองให้เธอปักภาพที่เสื้อของคุณสิคะ”

นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างสนใจป้ายที่หญิงสาวเขียนไว้ และไม่นาน เด็กน้อยก็เริ่มมีลูกค้ามาเข้าแถวรอให้เธอออกแบบและปักเสื้อให้มากขึ้นเรื่อย ๆ

หญิงสาวดีใจที่เธอมีส่วนช่วยเด็กน้อยผู้ยากจนได้บ้าง แต่เธอไม่รู้ว่าเด็กน้อยจะมีอนาคตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น หญิงสาวก็ต้องออกเดินทางไปที่เมืองอื่น

………

สิบปีต่อมา หญิงสาวมีโอกาสกลับไปที่เมือง ๆ นั้นอีกครั้ง คราวนี้ เธอตั้งใจเดินกลับไปยังสถานที่ที่เธอเคยพบเด็กหญิงตัวน้อยผู้ขยันขันแข็ง แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เธอไม่เห็นเด็กหญิงคนนั้นอีกแล้ว

หญิงสาวหดหู่ใจเล็กน้อย ครั้นเมื่อเธอหันไปมองอีกฟากของถนน ภาพที่เธอเห็นก็ทำให้เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

เพราะตรงนั้น…มีเรือนหลังหนึ่ง ที่หน้าเรือนมีป้ายผ้าปักขนาดใหญ่ ซึ่งปักเป็นรูปหญิงสาวใจดีกำลังส่งยิ้มให้เด็กหญิงนักปักผ้า และมีป้ายเก่า ๆ ที่หญิงสาวจำลายมือได้ดีใส่กรอบติดอยู่ที่หน้าร้าน พร้อมกับมีข้อความเขียนอยู่ที่หน้ากรอบกระจกนั้นว่า

“ถ้าพี่กลับมา…อย่าลืมแวะเข้ามาหาหนูนะคะ หนูอยากปักผ้าให้พี่อีกสักครั้งค่ะ”

เด็กหญิงสองคนในชุดประเพณี นั่งอ่านและวาดภาพที่โต๊ะเล็กในตลาดกลางคืนหลวงพระบาง ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นด้วยแสงไฟและผู้คน
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก, นิทานอบอุ่นหัวใจ

เจ้าหุ่นไม้เพื่อนรัก : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจ

ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ผมมีความสนใจในเรื่อง “หุ่น” และการแสดงหุ่นมาโดยตลอด ความทรงจำแรก ๆ คือการได้ดูรายการ The Muppet Show แม้จะยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจบทสนทนา แต่ความพิศวงที่เห็นหุ่นพูดและเคลื่อนไหวได้เหมือนมีชีวิต ทำให้ผมหลงใหลในโลกของหุ่นอย่างไม่รู้ตัว เมื่อโตขึ้นและเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ความสนใจนี้ก็ยังไม่จางหาย ผมเลือกลงวิชานอกคณะ “ศิลปะการแสดงหุ่น” ได้เรียนรู้ทั้งการเชิดหุ่นกระบอกไทยและหุ่นชนิดต่าง ๆ จากทั่วโลก ถึงขั้นใช้เวลาพักกลางวันเข้าห้องสมุดอ่านหนังสือเกี่ยวกับหุ่นทุกเล่ม ทุกบทความ และพูดคุยแลกเปลี่ยนกับอาจารย์จนได้ไปค้นหาหุ่นกระบอกคณะต่าง ๆ ที่ใกล้สูญหายไปแล้ว

ประสบการณ์เหล่านี้ต่อยอดไปสู่การเดินทางครั้งสำคัญ เมื่อผมเรียนจบ ผมได้รับข้อเสนอจากอาจารย์ให้ไปฝึกประสบการณ์ที่คณะละครหุ่นแห่งชาติ ประเทศสวีเดน เป็นเวลา 1 ปี ที่นั่นผมได้สัมผัสโลกของศิลปะการแสดงหุ่นอย่างแท้จริง ทั้งการเรียนรู้เชิงลึกและการลงมือปฏิบัติจริง ทำให้ความหลงใหลในหุ่นไม่ใช่เพียงความสนใจ แต่กลายเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตและงานสร้างสรรค์ เมื่อผมมาเป็นนักเขียนนิทาน จึงอดไม่ได้ที่จะนำเรื่องราวเกี่ยวกับหุ่นมาเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งนิทาน

นิทานเรื่อง เจ้าหุ่นไม้เพื่อนรัก จึงถือกำเนิดขึ้น แม้จะเป็นงานที่แต่งยาก เพราะโลกมีนิทานหุ่นไม้ที่โด่งดังที่สุดอย่าง พินอคคิโอ อยู่แล้ว แต่ผมเลือกสร้างสรรค์นิทานที่ต่างออกไป ไม่ใช่เรื่องหม่นหมอง หากแต่เป็นนิทานอ่อนโยน อบอุ่น เหมาะสำหรับอ่านก่อนนอน เพื่อให้ผู้อ่านได้ฝันดีและสัมผัสคุณค่าของมิตรภาพ ผมหวังว่าผู้อ่านจะมีความสุขกับการเดินทางในโลกของเจ้าหุ่นไม้เพื่อนรัก และเก็บความอบอุ่นนั้นไว้ในหัวใจ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งย้ายบ้านไปอยู่ในเมืองเล็ก ๆ โดยพาลูกชายคนเดียวไปเรียนหนังสือในเมืองแห่งนั้นด้วย

วันแรกที่ลูกชายเศรษฐีไปเรียนหนังสือ เด็กน้อยได้นำหุ่นไม้ที่แม่ทำให้และของเล่นราคาแพงติดตัวไปที่โรงเรียนหลายอย่าง เด็ก ๆ ในห้องต่างสนใจอยากเล่นของเล่นเหล่านั้นมาก แต่เมื่อเด็ก ๆ ขอลองเล่นของเล่นบ้าง ลูกชายเศรษฐีกลับรีบเก็บของเล่นทั้งหมดแล้วเดินหนีออกจากห้องไปทันที

เมื่อลูกเศรษฐีไม่ให้เด็กคนอื่น ๆ เล่นของเล่นด้วย เด็กทั้งหลายจึงกล่าวหาว่าลูกเศรษฐีเป็นคนขี้หวง จากนั้น พวกเด็ก ๆ ก็ชวนกันไปหาอะไรสนุก ๆ เล่นกันดังเดิม

ในขณะที่เด็ก ๆ เล่นสนุกอยู่ในสนามของโรงเรียน ลูกเศรษฐีเฝ้ามองเพื่อน ๆ เล่นกระต่ายขาเดียว, เตะฟุตบอล, วิ่งไล่จับพร้อมกับหัวเราะกันเสียงดังลั่น ลูกเศรษฐีไม่รู้เลยว่า เกมที่เห็นเหล่านั้นเล่นอย่างไรหรือสนุกเพียงไหน เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยเล่นอะไรกับเด็กคนอื่น ๆ มาก่อนเลย!

จริง ๆ แล้ว ลูกชายของเศรษฐีเป็นเด็กที่น่าสงสารมาก พ่อของเขาทำงานจนไม่มีเวลามาดูแลเขา ส่วนแม่ก็จากเขาขึ้นสวรรค์ไปนานแล้ว ลูกเศรษฐีจึงมักต้องกลับมาอยู่บ้านและเล่นของเล่นตามลำพังเสมอ ๆ

ตลอดเวลาที่เด็กน้อยต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย มีเพียงเจ้าหุ่นไม้เท่านั้นที่เฝ้ามองเขาด้วยความเป็นห่วง เจ้าหุ่นตัวนี้เกิดจากต้นไม้ที่แม่ของเด็กน้อยเป็นคนปลูก เมื่อคุณแม่แต่งงานและให้กำเนิดลูกชาย คุณแม่จึงตัดกิ่งไม้แล้วนำมาทำเป็นหุ่นชักใยตัวเล็ก ๆ เพื่อให้มันเป็นของเล่นชิ้นแรกของลูกชายผู้เป็นที่รัก ด้วยเหตุนี้เอง เด็กน้อยจึงผูกพันกับหุ่นไม้มาก ส่วนเจ้าหุ่นไม้ก็รักเด็กน้อยเหมือนเขาเป็นน้องชายแท้ ๆ ของมัน

เมื่อเจ้าหุ่นไม้เห็นน้องชายเศร้าสร้อยและหงอยเหงา หุ่นไม้จึงคิดว่ามันควรทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยน้องชายให้มีเพื่อน

วิธีที่ดีที่สุดที่เจ้าหุ่นไม้คิดได้คือการเขียนจดหมายเล่าความจริงให้ทุกคนได้รู้ว่า เด็กน้อยไม่ได้รังเกียจเพื่อน ๆ เลย เพียงแต่เขาไม่เคยมีเพื่อนเล่นมาก่อน เขาจึงไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไรเวลามีคนมาขอเล่นด้วย

แม้เจ้าหุ่นไม้จะอยากเขียนจดหมายอธิบายความจริง แต่เนื่องจากมือของมันเป็นมือที่ทำจากไม้ มันจึงไม่สามารถจับดินสอมาเขียนหนังสือได้ เจ้าหุ่นพยายามคิดหาวิธีเขียนจดหมายอยู่นานหลายคืน มันคิด…คิด…แล้วก็คิด ในที่สุด มันก็คิดวิธีการซึ่งอันตรายมาก ๆ ได้วิธีหนึ่ง

(เด็ก ๆ ที่อ่านนิทานเรื่องนี้ห้ามทำตามเป็นอันขาด)

วิธีที่เจ้าหุ่นไม้เลือกทำคือการเอามือเข้าไปคลุกในกองขี้เถ้าที่ร้อนระอุ เพื่อเปลี่ยนมือไม้ของมันให้กลายเป็นถ่านที่สามารถใช้เขียนแทนดินสอได้

เจ้าหุ่นไม้ตัดสินใจยื่นมือเข้าไปในกองขี้เถ้าร้อน ๆ ด้วยความเด็ดเดี่ยว มันพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดอย่างเต็มที่ ในที่สุด มือไม้ของมันก็กลายเป็นถ่านไม้สีดำตามที่มันตั้งใจเอาไว้

เมื่อเจ้าหุ่นไม้มีมือข้างหนึ่งเป็นถ่าน มันก็เริ่มทำตามแผนโดยมันลงมือเขียนจดหมายเล่าให้เด็ก ๆ รู้ความจริง จากนั้น มันก็ตามลูกชายเศรษฐีไปที่โรงเรียน แล้วใช้โอกาสตอนที่ทุกคนเผลอ นำจดหมายไปสอดไว้ในลิ้นชักใต้โต๊ะของเด็กทุก ๆ คน

เมื่อเด็ก ๆ ได้อ่านจดหมายที่เขียนขึ้นจากถ่านไม้ เด็กทุกคนก็รู้สึกสงสารเพื่อนใหม่ของพวกเขามาก เด็กทุกคนเสียใจที่ปล่อยให้เพื่อนใหม่ต้องโดดเดี่ยว เด็ก ๆ จึงขอแก้ไขความผิดพลาดด้วยการช่วยกันชวนลูกชายเศรษฐีให้ไปเล่นด้วย

แม้ในตอนแรก ลูกชายเศรษฐีจะปฏิเสธ เพราะเขาไม่รู้วิธีการเล่นกับเด็กคนอื่น ๆ แต่เมื่อเด็กทุกคนพยายามชวนเขาอย่างไม่ย่อท้อ ลูกเศรษฐีจึงตัดสินใจทดลองเล่นกับเพื่อน ๆ ดู

ไม่นานนัก ลูกชายเศรษฐีก็เข้าใจถึงความสนุกในการเล่นกับเพื่อน ๆ เด็กน้อยหัวเราะและวิ่งเล่นกับเพื่อนใหม่ทุกคนอย่างมีความสุขแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เมื่อเขาเล่นกับเพื่อน ๆ จนเหนื่อย เขากับเพื่อน ๆ ก็มานั่งพักกันสักครู่ แล้วลูกเศรษฐีก็นำของเล่นราคาแพงและหุ่นไม้ของเขาออกมาให้เพื่อน ๆ เล่นบ้าง

ในขณะนั้น เด็กน้อยแปลกใจมากที่เห็นมือข้างหนึ่งของเจ้าหุ่นไม้กลายเป็นถ่านไม้สีดำ เขาบอกเพื่อน ๆ เกี่ยวกับความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น พร้อมกับเล่าว่าหุ่นไม้คือเพื่อนที่เขารักมากที่สุดในชีวิต

เด็กคนอื่น ๆ มองดูมือของเจ้าหุ่นพลางคิดถึงจดหมายที่เขียนขึ้นจากถ่านไม้ เด็กทุกคนนิ่งไปชั่วขณะเพราะทุกคนคาดเดาได้ว่าเจ้าหุ่นไม้คงเสียสละทำ “บางสิ่งบางอย่าง” เพื่อช่วยให้ทุกคนเข้าใจเพื่อนของมันมากขึ้น

เด็ก ๆ ต่างซาบซึ้งและนับถือในความรักอันยิ่งใหญ่ของเจ้าหุ่นไม้ตัวเล็ก ๆ เด็ก ๆ จึงยื่นนิ้วไปลูบแก้มของเจ้าหุ่นไม้เบา ๆ ด้วยความทะนุถนอม จากนั้น พวกเขาก็บอกกับลูกชายเศรษฐีว่า

“เจ้าหุ่นไม้เองก็คงรักเธอมากที่สุดเช่นกัน”

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

เจ้าหญิงกับกองทัพกระจิ๋วหลิว : นิทานเจ้าหญิงผู้ใจดี กับพลังความร่วมมือของเหล่าแมลง

นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงกับกองทัพกระจิ๋วหลิว” เป็นนิทานแฟนตาซีสำหรับเด็กที่เล่าเรื่องของเจ้าหญิงผู้มีจิตใจอ่อนโยน ท่ามกลางบ้านเมืองที่กำลังเผชิญความยากลำบาก นิทานเรื่องนี้นำพาผู้อ่านเข้าไปสัมผัสโลกของธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม

นิทานเรื่องนี้สื่อถึงคุณค่าของความเมตตา การไม่ทำร้ายผู้อื่น และการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล ผ่านบรรยากาศของสวนดอกไม้และชีวิตของเหล่าแมลงที่เต็มไปด้วยสีสัน ซึ่งจะทำให้อ่านได้อย่างเพลิดเพลิน และเหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ปกครอง

ากคุณกำลังมองหานิทานที่อ่านสนุก ให้ข้อคิดดี ๆ และช่วยปลูกฝังความใจดีให้เด็ก ๆ เรื่องนี้จะทำให้ผู้อ่านได้เห็นว่า แม้สิ่งเล็กน้อยก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งทรงเกิดมาในประเทศที่แสนยากจน

พระบิดาและพระมารดาของเจ้าหญิงจึงต้องทำงานหนักเกือบตลอดทั้งปี เพื่อหาทางพัฒนาบ้านเมืองให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เจ้าหญิงตั้งใจจะไม่รบกวนการทำงานของเสด็จพ่อเสด็จแม่ พระองค์จึงมักใช้เวลาว่างอยู่ในสวนเพื่อปลูกต้นไม้และดอกไม้ต่าง ๆ ตามที่พระองค์ชอบ

เมื่อเวลาผ่านไป เจ้าหญิงองค์น้อยทรงมีต้นไม้ดอกไม้ที่ปลูกขึ้นเองเต็มสวนไปหมด เมื่อพวกแมลงทราบข่าว เหล่าแมลงจากทุกสารทิศจึงมาขออาศัยในสวนของเจ้าหญิงกันอย่างเนืองแน่น เจ้าหญิงผู้ใจดีปล่อยให้แมลงทั้งหลายอยู่ในสวนโดยไม่คิดทำร้าย มิหนำซ้ำ พระองค์ยังทรงปลูกต้นไม้เพิ่มเติมขึ้นอีก เพื่อให้เหล่าแมลงมีที่พำนักพักอาศัยอย่างพอเพียง

อยู่มาวันหนึ่ง เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของเจ้าหญิงทรงทำงานหนักจนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ เมื่อเสนาบดีรู้ข่าว เหล่าเสนาบดีที่คิดชิงอำนาจจากพระราชาจึงวางแผนขับไล่พระองค์ออกจากบัลลังก์ โดยพวกเขารวมหัวกันกำหนดให้พระราชาพัฒนาบ้านเมืองให้สำเร็จภายในเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งหากพระองค์ทำไม่ได้ พวกเขาก็จะแต่งตั้งพระราชาองค์ใหม่แทนพระราชาองค์เก่าผู้ไร้ความสามารถ

พระราชาและพระราชินีที่ป่วยหนักไม่อาจลุกขึ้นมาทำงานต่อได้ เจ้าหญิงองค์น้อยซึ่งรู้เท่าทันแผนการร้ายของเหล่าเสนาบดีจึงอาสาพัฒนาบ้านเมืองด้วยตัวของพระองค์เอง

ค่ำคืนนั้น เจ้าหญิงทรงนั่งคิดหาวิธีพัฒนาบ้านเมืองอยู่ในสวนของพระองค์อย่างเคร่งเครียด เวลาเพียงเดือนเดียวดูเหมือนจะน้อยเกินไปในการเปลี่ยนประเทศที่ยากจนให้กลายเป็นอาณาจักรที่มั่งคั่ง เจ้าหญิงทรงไตร่ตรองอย่างสุดความสามารถ แต่จนแล้วจนรอด พระองค์ก็ยังคิดหาวิธีดี ๆ ไม่ได้

ในขณะที่เจ้าหญิงกำลังจะหมดหวัง เด็กชายคนหนึ่งซึ่งมีผมสีเขียวและมีแขนเหมือนตั๊กแตนก็เดินออกมาจากมุมมืดในสวน เด็กหนุ่มคำนับเจ้าหญิงด้วยความนอบน้อม เขาแนะนำตัวว่าเขาคือร่างแปลงของตั๊กแตนที่อาศัยอยู่ในสวนของเจ้าหญิง เขาซาบซึ้งในบุญคุณของพระองค์มาก ดังนั้น เขากับเพื่อนแมลงจึงอยากช่วยแก้ปัญหาให้แก่เจ้าหญิง

แม้เจ้าหญิงจะรู้สึกแปลกใจต่อสิ่งที่ได้พบ แต่เมื่อพระองค์มองแววตาที่มุ่งมั่นของเด็กหนุ่มผมเขียว เจ้าหญิงจึงตกลงให้เด็กหนุ่มยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

ทันทีที่เจ้าหญิงทรงอนุญาต เด็กหนุ่มผมเขียวก็ผิวปากเรียกให้แมลงทุกตัวมาชุมนุมกัน

เด็กหนุ่มเล่าแผนการคร่าว ๆ ให้เพื่อนแมลงทุกตัวฟัง หลังจากนั้น เหล่าแมลงก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจตามแผนการที่วางเอาไว้

ฝูงผึ้งเริ่มงานด้วยการไปดูดน้ำหวานจากดอกไม้เพื่อสร้างสวนน้ำผึ้งทางทิศเหนือของเมือง ส่วนผีเสื้อก็ไปรวมตัวกันทางทิศใต้เพื่อทำสวนผีเสื้อแสนสวย ฝ่ายตั๊กแตนและแมลงที่พรางตัวเก่งก็เคลื่อนขบวนไปอยู่ที่ฝั่งตะวันออกของเมืองจนเกิดเป็นสวนปริศนาท้าทายสายตาของผู้คนทั้งหลาย ส่วนทิศตะวันตกที่ติดกับแม่น้ำ…ฝูงหิ่งห้อยกับเหล่าจิ้งหรีดก็พากันไปสร้างแสงไฟวิบวับและเสียงเพลงไพเราะจนเกิดเป็นสวนแห่งความรักขึ้นที่นั่น

นอกจากนี้ แมลงชนิดอื่น ๆ ก็กระจายกำลังไปยังทุกมุมเมือง แล้วช่วยกันผสมเกสรไม้ดอกไม้ผลต่าง ๆ จนเกิดดอกไม้ที่สวยสมบูรณ์แบบและผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยล้ำกว่าผลไม้จากที่แห่งใดในโลก

หลังจากเหล่าแมลงร่วมมือร่วมใจกันทำงานได้เพียงไม่กี่วัน ข่าวคราวของเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ซึ่งเกิดจากแมลงสารพัดชนิดก็กลายเป็นที่โจษขานกันไปทั่ว

เพียงเดือนเดียว ผู้คนจากทุกหนทุกแห่งก็หลั่งไหลมาชมสิ่งต่าง ๆ ในเมืองจนประเทศที่แสนยากจนกลายเป็นอาณาจักรที่ใคร ๆ ก็ปรารถนาจะมีวาสนามาเยือนสักครั้งในชีวิต

พระราชากับพระราชินีทรงดีใจมากที่ชาวเมืองมีความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ทั้งสองพระองค์ทรงลงโทษเหล่าเสนาบดีที่คิดร้าย จากนั้น ทั้งสองก็ทรงขอบใจเจ้าหญิงที่ช่วยสร้างปาฏิหาริย์ในครั้งนี้

เจ้าหญิงทรงยกความดีความชอบต่าง ๆ ให้เด็กหนุ่มผมเขียวและเหล่าแมลงผู้จงรักภักดี ซึ่งเมื่อพระราชากับพระราชินีทราบเรื่องราวทั้งหมด พระราชาจึงแต่งตั้งให้เด็กหนุ่มผมเขียวเป็นอัศวินประจำตัวของเจ้าหญิงและมอบยศให้เหล่าแมลงมีฐานะเป็นทหารจิ๋วประจำราชสำนัก

เหล่าแมลงต่างภูมิใจที่ได้รับเกียรติขั้นสูงจากพระราชาและพระราชินี แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใด พวกมันดีใจมากที่เห็นเจ้าหญิงกลับมามีรอยยิ้มสดใสอีกครั้ง

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสร้างแรงบันดาลใจ, นิทานสอนใจ

นักพับระดับโลก : นิทานเด็กสอนเรื่องจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

นิทานเรื่อง นักพับระดับโลก เป็นนิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องที่ 2 ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นผู้แต่ง โดยก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนนิทานเรื่อง อัศวินกระดาษวิเศษ ซึ่งเป็นนิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องแรกของผม ที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านว่าเป็นเรื่องที่สนุก แปลกใหม่ และมีเอกลักษณ์ในยุคที่ผมแต่งขึ้นมา ดังนั้น การจะสร้างสรรค์นิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องที่ 2 ให้มีความน่าสนใจและสนุกไม่แพ้เรื่องแรก จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายผมมาก ๆ

นิทานเรื่อง นักพับระดับโลก เป็นนิทานที่พูดถึงพลังของจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และคุณค่าของพรสวรรค์เล็ก ๆ ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ได้ ผมตั้งใจเขียนเรื่องนี้ให้เป็นนิทานที่อบอุ่น อ่านง่าย และช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อ่าน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ซึ่งผมจะไม่เล่ารายละเอียดของเนื้อเรื่องในที่นี้ เพราะอยากให้ทุกท่านได้สัมผัสความสนุกและความมหัศจรรย์ด้วยตนเองจากการอ่านนิทานจริง ๆ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านจะชื่นชอบนิทานเรื่องนี้

ก่อนเริ่มอ่านนิทาน ผมอยากแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า นิทานเรื่องนี้เคยถูกละเมิดลิขสิทธิ์บ่อยครั้ง โดยมีการเปลี่ยนชื่อเป็น “เจ้าชายนักพับกระดาษ” และบางแห่งได้นำไปเผยแพร่ในลักษณะคล้ายเป็นนิทานพื้นบ้าน ทั้งที่ในความเป็นจริง นิทานเรื่องนี้เป็นผลงานที่ผมแต่งและตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารขวัญเรือน หลังจากเผยแพร่ได้ไม่นาน ก็มีเว็บไซต์หนึ่งนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต และเกิดการคัดลอกต่อ ๆ กันจนแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันผมได้มอบหมายให้ทนายดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม การอ่านเพื่อความเพลิดเพลินผ่านเว็บไซต์นิทานนำบุญนั้นไม่มีปัญหาใด ๆ สามารถอ่านได้อย่างสบายใจครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคนหนึ่ง เป็นคนที่มีความสามารถในการพับอย่างน่าอัศจรรย์   แม้ครอบครัวของเด็กน้อยคนนี้จะเป็นครอบครัวที่มีฐานะยากจน  แต่ตัวเขาก็หวังว่าสักวันหนึ่ง   พรสวรรค์น้อย ๆ ของเขาจะช่วยให้พ่อกับแม่มีชีวิตที่สุขสบายขึ้นได้บ้าง

อยู่มาวันหนึ่ง  เจ้าชายองค์น้อยซึ่งเป็นโอรสของพระราชา ทรงนึกอยากได้ของเล่นแปลก ๆ ใหม่ ๆ เป็นของขวัญวันเกิด  พระราชาผู้เป็นพ่อจึงป่าวประกาศให้ประชาชนนำของเล่นสุดวิเศษมาประกวดประขันกัน ซึ่งหากของเล่นของใครเป็นที่ถูกใจเจ้าชายมากที่สุด  พระราชาก็จะปูนบำเหน็จให้แก่คน ๆ นั้นเป็นรางวัลอย่างงาม 

เมื่อวันประกวดของเล่นมาถึง  ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างก็นำของเล่นที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจมาให้เจ้าชายทรงตัดสิน   แต่หลังจากที่เจ้าชายทรงทดลองเล่นของเล่นจนเกือบครบทุกชิ้นแล้ว   สายตาของทุก ๆ คนในงานต่างก็จับจ้องไปที่เจ้าของของเล่นชิ้นสุดท้าย ซึ่งก็คือเด็กน้อยที่ยืนกอดกระดาษแผ่นใหญ่เอาไว้แนบอก

ผู้เข้าร่วมงานเกือบทุกคนพากันหัวเราะเยาะเมื่อทราบว่า กระดาษที่เด็กน้อยกอดอยู่นั้น ก็คือของเล่นที่เด็กน้อยตั้งใจจะส่งเข้าประกวด  แต่ทันทีที่เด็กน้อยลงมือพับกระดาษของเขา    กระดาษที่แสนธรรมดาก็กลายสภาพเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทุกคนต่างคาดไม่ถึง

เด็กน้อยเริ่มแสดงฝีมือด้วยการพับกระดาษเป็นดอกไม้  จากนั้น เขาก็คลี่กระดาษออกแล้วเปลี่ยนดอกไม้ให้กลายเป็นผีเสื้อ   และเพียงชั่วพริบตาเดียวหลังจากนั้น  เด็กน้อยก็เปลี่ยนผีเสื้อให้กลายเป็นนก  แล้วเขาก็จัดการดัดแปลงนกจนเกิดเป็นไดโนเสาร์มีปีกที่ดูสง่างามได้อย่างน่าพิศวง

เด็กน้อยพับกระดาษอย่างไม่ยอมหยุดพัก  ส่วนผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ต่างก็พากันอ้าปากค้างต่อสิ่งมหัศจรรย์ที่พวกเขาได้เห็นอยู่ตรงหน้า 

และแล้ว…เวลาในการตัดสินก็มาถึง   เจ้าชายทรงถูกใจของเล่นของเด็กน้อยมากที่สุด  พระองค์ทรงชอบที่กระดาษแผ่นเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปตามจินตนาการได้ไม่รู้จบ ในที่สุด  พระราชาก็มอบรางวัลมูลค่ามหาศาลให้แก่เด็กน้อยตามที่พระองค์ได้สัญญาเอาไว้ 

เด็กน้อยนำรางวัลทั้งหมดมอบให้พ่อกับแม่ของเขา   แต่โอกาสในการแสดงความสามารถของเด็กน้อยยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้  เพราะเจ้าชายยังคงขอให้เด็กน้อยมาเป็นผู้สอนการพับกระดาษแบบใหม่ ๆ ให้แก่พระองค์อยู่เสมอ 

และเมื่อเจ้าชายได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระบิดา  พระองค์ก็ไม่ลืมที่จะแต่งตั้ง ‘เพื่อนนักพับ’ของพระองค์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง‘ของเล่น’  เพื่อให้นักพับระดับโลกผู้นี้ มีโอกาสได้ใช้พรสวรรค์น้อย ๆ ของเขา บันดาลความสุขและสร้างสรรค์จินตนาการให้เกิดขึ้นแก่เด็กทุก ๆ คน…เฉกเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงได้สัมผัสมาด้วยตัวของพระองค์เอง.


เจ้าชายกับเด็กผู้ชายที่เก่งเรื่องการพับกระดาษกำลังพับกระดาษเป็นของเล่นต่าง ๆ