นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แก๊งจ๊ะเอ๋

นิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่อง “แก๊งจ๊ะเอ๋” เป็นนิทานที่ใช้คำคล้องจอง มีท่วงทำนองในการเล่าเรื่อง เวลาอ่าน ถ้าอ่านออกเสียงจะสนุกกว่าการอ่านในใจ และถ้าคุณพ่อคุณแม่อ่าน โดยเว้นคำว่า “จ๊ะเอ๋” ที่ท้ายประโยค ให้เด็ก ๆ เป็นคนพูด ก็คงทำให้การเล่านิทานสนุกขึ้น ลองอ่านกันดูนะครับ

นิทานเรื่อง แก๊งจ๊ะเอ๋

ฉันเป็นพี่            นี่คือน้อง

เราทั้งสอง          ชอบเล่นจ๊ะเอ๋

ในวันว่าง           เราชอบไป

หลังพุ่มไม้          เพื่อซุ่มจ๊ะเอ๋

หมาเดินมา        ต้องสะดุ้ง

เมื่อเราพุ่ง          ออกไปจ๊ะเอ๋

แมวเดินผ่าน      ตอนเผลอ ๆ

เป็นต้องเจอ       พวกเราจ๊ะเอ๋

ไก่กุ๊ก ๆ             ไข่แทบไหล

เพราะตกใจ       เจอเราจ๊ะเอ๋

เด็ก, ผู้ใหญ่        แก่หรือท้อง

ทุกคนร้อง          เมื่อโดนจ๊ะเอ๋

หลายคนเตือน    หลายคนว่า

เรายังซ่า            ที่ได้จ๊ะเอ๋

พ่อกับแม่           สอนจนเบื่อ

เราไม่เชื่อ           ยังคงจ๊ะเอ๋

เย็นวันหนึ่ง         เรากลับบ้าน

แสนสำราญ       หลังเล่นจ๊ะเอ๋

ตอนเดินผ่าน      แนวพุ่มไม้

ไม่รู้ใคร              โผล่มาจ๊ะเอ๋

เราตกใจ            จนฉี่ราด

ใจแทบขาด        เมื่อโดนจ๊ะเอ๋

พอได้เจอ           กับตัวเอง

จึงกลัวเกรง        การเล่นจ๊ะเอ๋

หากพลาดพลั้ง   อันตราย

หัวใจวาย           เพราะโดนจ๊ะเอ๋

พ่อกับแม่           อยากสั่งสอน

ให้สังวรณ์          ยามเล่นจ้ะเอ๋

นับแต่นี้             ฉันกับน้อง

จะตรึกตรอง       ก่อนเล่นจ๊ะเอ๋

ไม่แกล้งใคร       อีกแล้วจ้า

ขอสัญญา          จ๊ะเอ๋ จ๊ะเอ๋

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, สาระน่ารู้

นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา

โครงการหนังสืออีบุ๊กเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” เป็นโครงการทำหนังสืออีบุ๊ก (ebook) ที่ผมไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะได้ทำ!

เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้ผมลงมือเขียนหนังสือเล่มนี้ ผมได้เขียนชี้แจงเอาไว้ในคำนำของหนังสือแล้ว (ซึ่งพี่ ๆ น้อง ๆ เตือนว่า มันดูแรงเกินไปหรือเปล่า แต่ผมยืนยันว่า ผมอยากจะคงมันไว้ เพราะมันเป็นความรู้สึกที่แท้จริงของผม)

ส่วนเหตุผลอีกข้อ เป็นเพราะในช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก บ้านของผมอยู่ในเขตพื้นที่สีแดง ซึ่งหมายความว่าผมควรเก็บตัวอยู่ในบ้านให้ได้มากที่สุด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผมจะปลอดภัยจากเชื้อโรค ผมคิดว่า ในเวลาที่ตัวเองยังมีชีวิต และยังไปไหนไม่ได้ ผมควรนั่งลง แล้วถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญมากที่สุดออกมาเป็นอีบุ๊ก ซึ่งหากเกิดอะไรขึ้นกับผม อย่างน้อยผมก็ยังได้ถ่ายทอดสิ่งที่ผมรู้จริง ๆ เอาไว้ให้โลก (ดีกว่าจากไปอย่างไร้ค่า)

เมื่อคิดเช่นนี้ ผมจึงตั้งใจเขียนหนังสือบอกเล่าประสบการณ์ในฐานะนักแต่งนิทานอาชีพ โดยเริ่มจากการวางโครงเรื่องของหนังสือ แล้วตะลุยเขียนเนื้อหาไปทีละบท แบบสุดพลังและทำงานแข่งกับเวลา (เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะติดโควิดและหมดเวลาเขียนในวันไหน)

ความกดดันที่ผมสร้างให้ตัวเอง ทำให้ผมตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้อย่างเต็มที่ (พยายามขุดทุกอย่างในความทรงจำออกมาเล่า) ทำเหมือนเป็นงานชิ้นสำคัญที่อยากฝากเอาไว้เป็นผลงานชีวิต (ซึ่งปกติ ผมจะมีผลงานเฉพาะหนังสือนิทาน หนังสือภาพสำหรับเด็ก หนังสือกิจกรรมสำหรับเด็ก แต่ยังไม่เคยเขียนหนังสือแนวให้ความรู้เลย)

ผมลุยเขียนหนังสือเล่มนี้ตามแผนที่วางไว้ แต่ระหว่างเขียน ก็มีการต่อเติมเพิ่มบทและเพิ่มเนื้อหาเพื่อให้ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการแต่งนิทานในแบบของผมได้ประโยชน์จากการอ่านอย่างเต็มที่ (จาก 5 บท กลายเป็น 8 บท)

ในขณะเดียวกัน ผมได้คัดนิทานที่ตัวเองแต่งและชอบมากเป็นพิเศษมาแทรกไว้เป็นตัวอย่างตลอดทั้งเล่ม เพื่อให้หนังสือไม่เคร่งเครียดจนเกินไป และเพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการนำเสนอมากขึ้น ซึ่งจากการทดลองให้พี่น้องของผมอ่าน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “บทแรก ๆ ของหนังสือมีเนื้อหาเชิงวิชาการมากไปหน่อย แต่อ่านแล้วได้ประโยชน์ดี ส่วนบทต่อ ๆ มาที่มีการนำนิทานมาแทรกเป็นตัวอย่าง ทำให้การอ่านสนุกมากขึ้น ลื่นไหลมากขึ้น แถมนิทานบางเรื่องยังซาบซึ้งมาก ทำให้การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่น่าเบื่อเลย”

ในส่วนของนิทานที่ผมนำมาเป็นตัวอย่างในหนังสือ ผมต้องแจ้งให้ผู้ที่สนใจทราบก่อนว่า นิทานเกือบทั้งหมดเป็นนิทานที่ผมได้นำมาลงให้อ่านแล้วในเว็บไซต์นิทานนำบุญ แต่ในหนังสืออีบุ้กเล่มนี้ ผมได้เล่าถึงที่มาของนิทานแต่ละเรื่อง รวมถึงวิธีที่ผมใช้ในการแต่งนิทานเรื่องนั้น ๆ ซึ่งคนที่ได้อ่านหนังสือไปแล้วบอกว่า “สนุกและมีประโยชน์ดี”

อนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ผมขอเรียนให้ผู้อ่านทราบว่า หนังสืออีบุ๊กเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือรวมนิทานที่ใช้อ่านเพื่อความบันเทิง (แต่เป็นหนังสือเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการแต่งนิทานที่อ่านได้เพลิน ๆ) และเป็นหนังสือที่ผู้อ่านควรโตกว่าชั้นประถม (ยกเว้นผู้อ่านเป็นเด็กที่สนใจในการแต่งนิทานเป็นพิเศษ) ในการสั่งซื้อหนังสืออีบุ๊กเล่มนี้ ผมจึงอยากให้พิจารณาดูตามความเหมาะสม ไม่อยากให้เสียเงินซื้อด้วยความเข้าใจผิดครับ

นอกจากนี้ ในการสั่งซื้อหนังสืออีบุ๊กเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” ผมได้ขอให้น้องชาย (คุณชัยวิทย์ ชัยสิงหาญ) ช่วยเข้ามาเป็นแอดมินผู้ดูแลโครงการ โดยให้ผู้ที่สนใจติดต่อคุณชัยวิทย์ผ่านทางไลน์ เพื่อสอบถามหรือขอหมายเลขบัญชีในการโอนเงิน เมื่อโอนแล้ว ต้องส่งหลักฐานการโอนเงิน พร้อมอีเมลของตัวเอง เพื่อให้แอดมินส่งอีบุ๊ก ในรูปแบบของไฟล์ pdf ไปให้ทางอีเมล

ท้ายสุด หากการจัดทำอีบุ๊กเล่มแรกนี้มีสิ่งใดที่ไม่สมบูรณ์ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ขอน้อมรับคำแนะนำต่าง ๆ จากผู้อ่านด้วยความขอบคุณ เพราะปกติแล้ว ผมไม่เคยอ่านอีบุ๊กเลย การทำอีบุ๊กครั้งนี้ จึงเป็นการศึกษาวิธีการจัดรูปเล่มจากยูทูบและทดลองทำด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ผมหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะทำให้ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการแต่งนิทาน รวมถึงผู้ที่อยากรู้เรื่องราวการแต่งนิทานของนักเขียนนิทานคนหนึ่งที่ชื่อว่า “นำบุญ” ได้รับประโยชน์และความเพลิดเพลินจากการอ่านตามสมควร ขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนผลงานของผมมา ณ ที่นี้ ขอบคุณมาก ๆ ครับ

หมายเหตุ : อีบุ๊กฉบับนี้จะขายถึงวันที่ 31 มกราคม 2565 เท่านั้นครับ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่กำลังจะต้องทำรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก ชื่อ “กล่องนักคิด” ทางช่องไทยพีบีเอส

ในตอนนั้น ผมทำหน้าที่เป็นครีเอทีฟ (ผู้คิดรายการ) คนเขียนบท และพิธีกรของรายการ ช่วงที่คิดรูปแบบรายการ ผมนำหุ่นไม้ที่เคยทำไว้สมัยไปเรียนที่ประเทศสวีเดน มานำเสนอให้รุ่นพี่เจ้าของรายการพิจารณาว่า หุ่นรูปร่างคล้ายตัวต่อแปลนทอยหรือเลโก้แบบนี้ เหมาะที่จะนำมาทำเป็นหุ่นแมสคอต ( mascot) ประจำรายการหรือไม่ เมื่อรุ่นพี่เจ้าของรายการตกลง ผมจึงส่งรูปหุ่นที่เคยทำไว้ให้ทีมงานนำไปออกแบบเป็นหุ่นแมสคอต ส่วนตัวผมก็นำหุ่นไม้ที่ตัวเองทำไว้มาแต่งเป็นนิทานและลงรูปหุ่นไม้ไว้ในนิตยสารขวัญเรือน เพื่อยืนยันว่าผมเป็นคนออกแบบหุ่นรูปร่างแปลก ๆ ตัวนี้ด้วยตนเอง

แม้นิทานเรื่อง ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย จะมีที่มาแปลก ๆ อยู่สักหน่อย แต่ผมเชื่อว่า เรื่องราวของนิทานเรื่องนี้น่าจะถูกใจผู้อ่านบางคนแน่ ๆ โดยเฉพาะคนที่รักหุ่นเหมือนกับผม ขอให้มีความสุขในการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว   มีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นคนที่รักเด็กมาก  ความฝันสูงสุดในชีวิตของเขาคือการได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ   ด้วยเหตุนี้  เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางไปรอบโลก เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับของเล่น, ขนม, เกมและสิ่งต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ ชอบ โดยหวังจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เด็ก ๆ ในประเทศของเขามีความสุข

ชายหนุ่มรอนแรมไปยังทุกถิ่นที่ ทั้งในเขตเมือง, ป่าเขา, ทะเลทราย รวมทั้งดินแดนที่ยากแก่การเข้าถึง  ซึ่งตลอดการเดินทาง เขาได้จดเรื่องราวที่ผู้คนบอกเล่าให้ฟังเอาไว้มากมาย  หนำซ้ำ เขายังถ่ายรูปขนมต่าง ๆ ,การละเล่น และซื้อหาของเล่น เก็บใส่ถุงแล้วแบกเดินทางไปด้วย จนถุงใส่ของเล่นของเขาค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นและหนักขึ้นถึงขนาดที่ทำให้เขาก้าวเท้าเดินทางต่อไปแทบไม่ไหว 

วันหนึ่ง ในขณะที่ชายหนุ่มเดินแบกถุงใส่ของเล่นและข้าวของต่าง ๆ ผ่านกระโจมที่พักของชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือของโลกอันหนาวเหน็บ   ชายหนุ่มได้พบเด็กน้อยสามพี่น้องนั่งผิงไฟรอพ่อแม่กลับจากหาอาหารอยู่ที่หน้ากระโจมที่พัก  เด็กทั้งสามท้องร้องจ๊อก ๆ ด้วยความหิว  ชายหนุ่มสงสารเด็ก ๆ มาก เขาจึงมอบขนมปังทั้งหมดที่เตรียมไว้เป็นเสบียงให้แก่เด็ก ๆ แล้วรีบเดินฝ่าหิมะมุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่พักก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดินและก่อนที่เขาจะหิวจนไม่มีแรงเดินต่อ

ในขณะที่ชายหนุ่มเดินทางมาได้สักพัก  เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนวิ่งตามมา  เมื่อชายหนุ่มหันกลับไปดู  เขาก็พบว่าเด็กน้อยสามพี่น้องพากันวิ่งตรงมาหาเขา  เมื่อเด็ก ๆ วิ่งมาถึงที่ ๆ เขายืนอยู่  เด็ก ๆ ก็นำหุ่นตัวเล็ก ๆ ที่พวกเขาทำขึ้นมามอบให้แก่ชายหนุ่มแทนคำขอบคุณ หุ่นตัวน้อยของเด็ก ๆ มีหัว, ตัวและมือเป็นรูปสี่เหลี่ยมเหมือนลูกเต๋า มีจมูกยาวทรงกระบอก, มีตากลม ๆ อยู่ข้างจมูกดูบ้องแบ๊ว  แม้หุ่นตัวน้อยจะไม่มีปาก  แต่มันก็ดูน่ารักมากและทำให้ชายหนุ่มชื่นใจที่ได้เห็น

เมื่อชายหนุ่มอำลาจากเด็ก ๆ  แล้วเข้าพักในโรงแรม  ชายหนุ่มพบว่า ตอนนี้เขาเหลือเงินในการเดินทางเพียงแค่น้อยนิด  ที่สำคัญคือ เขามีเงินไม่พอที่จะเดินทางกลับไปยังประเทศของเขา

คืนวันนั้น  ชายหนุ่มเครียดมาก เขาไม่รู้ว่าจะหาเงินเป็นค่าเดินทางกลับบ้านได้อย่างไร ชายหนุ่มกังวลจนนอนหลับฝันร้าย  แต่ในขณะที่ชายหนุ่มนอนหลับอยู่นั้น  เจ้าหุ่นตัวน้อยที่เด็ก ๆ มอบให้เป็นของขวัญก็ค่อย ๆ กระดุกกระดิกตัว  แล้วกระโดดออกมาจากถุงใส่ของเล่นเพื่อทำสิ่งที่ชายหนุ่มผู้มีจิตใจดีงามคาดไม่ถึง

สิ่งที่เจ้าหุ่นตัวน้อยทำก็คือการดัดแปลงกระเป๋าเดินทางของชายหนุ่มให้กลายเป็นโรงละครหุ่นขนาดเล็ก แล้วนำถุงเท้ากับผ้าพันคอของชายหนุ่มมาทำเป็นหุ่นในรูปแบบต่าง ๆ  เพื่อให้ชายหนุ่มใช้เร่แสดงหารายได้เป็นทุนเดินทางกลับไปยังประเทศของเขา

เมื่อชายหนุ่มตื่นขึ้นมาในตอนเช้า  เขาแปลกใจมากที่เห็นโรงละครหุ่นกับตัวหุ่นมากมายตั้งอยู่บนพื้นห้อง  แต่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มแปลกใจมากกว่านั้นก็คือ การที่เขาได้เห็นเจ้าหุ่นตัวน้อยกล่าวทักทายเขา พร้อมกับแนะนำตัวว่ามันชื่อ “บ๊อกซ์บ๊อกซ์” เป็นหุ่นที่ชาวเผ่าเร่ร่อนเนรมิตขึ้นเพื่อให้มาเป็นผู้ช่วยของคนที่มีจิตใจดีงาม 

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ชายหนุ่มหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง  เมื่อเจ้าหุ่นชวนเขาไปแสดงละครหุ่นเพื่อหาเงินกลับบ้าน  ชายหนุ่มก็ทำตามอย่างงง ๆ  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นดูเหลือเชื่อเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดได้เฉพาะในความฝัน

เมื่อชายหนุ่มเปิดการแสดงละครหุ่นที่ริมถนน  แม้ชายหนุ่มจะเชิดหุ่นที่ทำจากถุงเท้าและผ้าพันคอได้ไม่เก่งนัก  แต่เจ้าบ๊อกซ์บ๊อกซ์ก็ช่วยเข้าไปร่วมแสดงด้วย (โดยไม่มีคนเชิด) ซึ่งทำให้คนดูเพลิดเพลินและรู้สึกว่าการแสดงมีชีวิตชีวายิ่งกว่าการแสดงของมืออาชีพ  เย็นวันนั้น ชายหนุ่มจึงได้เงินจากการแสดงมากมายอย่างที่เขาคาดไม่ถึง   นอกจากนี้ ชายหนุ่มยังได้รับการติดต่อจากนักธุรกิจให้ร่วมทุนจัดการแสดงเก็บเงินไปทั่วประเทศ

ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนชายหนุ่มแทบจะตั้งตัวไม่ทัน  แต่เมื่อเขาตั้งสติได้ เขาก็ตัดสินใจปฏิเสธคำเชิญของนักธุรกิจคนนั้น  โดยเลือกที่จะเก็บข้าวของ รวมทั้งหุ่นน้อยบ๊อกซ์บ๊อกซ์  แล้วออกเดินทางกลับมายังประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขาทันที

เมื่อเดินทางมาถึงประเทศของเขา  ชายหนุ่มก็ปรึกษากับบ๊อกซ์บ๊อกซ์ว่าเขาอยากทำรายการโทรทัศน์สนุก ๆ ให้เด็ก ๆ ในประเทศของเขาได้ดูอย่างมีความสุข  บ๊อกซ์บ๊อกซ์เห็นด้วย  ทั้งคู่จึงหารือกันแล้วลงมือทำรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กไปเสนอให้สถานีโทรทัศน์พิจารณา

ไม่นานนัก  ชายหนุ่มก็ได้ทำรายการโทรทัศน์สร้างความสุขให้เด็ก ๆ สมดังที่เขาปรารถนา โดยมีเจ้าหุ่นน้อยบ๊อกซ์บ๊อกซ์คอยช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่  

ในที่สุด ความฝันของชายหนุ่มผู้รักเด็กก็เป็นจริง  เขาได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ มากมาย และได้รับจดหมายจากเด็ก ๆ ที่เฝ้าดูรายการของเขาอย่างมีความสุข….จากทั่วทุกสารทิศ 

#นิทานนำบุญ

……………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เรื่องเล่าจากเด็กน้อย : ทำหมันแมว

เมื่อวันอาทตย์ที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ผมได้รับข้อความจากคุณแม่ของน้อง วรินรำไพ จริเกษม หรือน้องฮานะ ทักถามเรื่องหนังสือนิทานว่ายังมีนิทานเหลือพอจะแบ่งขายให้ได้ไหม หลังจากนั้น คุณแม่เล่าเรื่องน้องฮานะให้ฟังและส่งนิทานที่น้องฮานะแต่ง (แต่งตอนป.1) มาให้ดู

นิทานที่น้องฮานะแต่ง มีเนื้อเรื่องและภาพวาดที่น่ารักมาก ผมชอบมุมมองแบบเด็ก ๆ ที่ “สดใส” และทำให้คาดเดาได้ว่า เหตุการณ์แบบในเรื่องอาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะมันมีชีวิตชีวาจนทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้ ที่สำคัญ เมื่อผมดูรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น้องฮานะแอบใส่ไว้ในภาพวาด (ซึ่งมีคุณแม่ช่วยประกอบภาพให้นิดหน่อย) ผมก็ยิ่งยิ้มกว้างมากขึ้น

ในมุมมองของผม ผลงานที่ลูกกับแม่ทำด้วยกันเป็นงานที่มีคุณค่ามาก ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเอ่ยปากขออนุญาตคุณแม่ในการนำผลงานของน้องฮานะมาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ (ลิขสิทธิ์เป็นของน้องฮานะ) และแอบทำคลิปเพื่อให้ทุกคนได้ดูในอีกรูปแบบหนึ่ง (คลิปมี 2 แบบ คือแบบมีเสียงเล่า และแบบมีแต่เสียงดนตรี)

หวังว่าผลงานของน้องฮานะเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุข เชิญรับชมผลงานของเด็กน้อยที่น่ารักคนนี้ได้เลยนะครับ

เรื่องเล่า “ทำหมันแมว” แบบมีเสียงบรรยาย
เรื่องเล่า “ทำหมันแมว” ฉบับมีแต่ดนตรีประกอบ

ถ้าครอบครัวไหนอยากนำผลงานของเด็ก ๆ มาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญก็สามารถส่งมาได้นะครับ ผมจะช่วยดูแลและจัดการให้ เชื่อว่าเด็ก ๆ จะมีกำลังใจและเกิดความมั่นใจในการทำงานชิ้นต่อ ๆ ไปมากขึ้นครับ

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์

นิทานเรื่อง ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีหญิงชราผู้หนึ่งมีลูกชาย 3 คน เมื่อลูกชายทั้งสามถึงวัยที่ต้องออกไปหางานทำ หญิงชราจึงอวยพรให้ลูก ๆ โชคดีและสอนให้ทุกคนยึดถือความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง

หลังจากที่สามพี่น้องล่ำลาแม่แล้ว พวกเขาก็พากันเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองใหญ่ซึ่งน่าจะมีงานดี ๆ รอพวกเขาอยู่  ครั้นเมื่อสามพี่น้องมาถึงหน้าร้านอาหารหรูหราและเห็นป้ายประกาศรับสมัครพ่อครัว พี่น้องทั้งสามซึ่งพอทำอาหารเป็นอยู่บ้างจึงตัดสินใจเข้าไปสมัครงานอย่างไม่รอช้า

ในการสัมภาษณ์งาน  เจ้าของร้านถามหนุ่มน้อยผู้เป็นน้องคนเล็กว่า “เจ้าทำอาหารแบบชาววังได้ไหม”  หนุ่มน้อยเป็นคนซื่อสัตย์ เขาจึงตอบตามจริงว่า “ผมทำไม่ได้”  

ฝ่ายพี่ชายคนรองนั้น  แม้เขาจะอยากได้งาน  แต่เขาก็ยังละอายต่อการพูดปด  ชายหนุ่มจึงตอบตามความเป็นจริงว่า “ผมเองก็ทำไม่ได้ ” 

ครั้นพี่ชายคนโตที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่าน้อง เห็นว่าน้อง ๆ พูดความจริงแล้วไม่ได้งาน  เขาจึงโกหกว่าเขาทำอาหารแบบชาววังได้สบายมาก ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ใหญ่จึงได้ทำงานเป็นพ่อครัวสมดังหวัง

เมื่อพี่ชายคนโตได้งานไปแล้ว  สองพี่น้องที่เหลือจึงพากันเดินทางต่อ  ไม่นานนัก พวกเขาก็พบประกาศรับสมัครคนเลี้ยงม้าติดอยู่ที่หน้าบ้านของเศรษฐี  สองพี่น้องเคยเลี้ยงม้ามาบ้าง  ทั้งคู่จึงรีบเข้าไปสมัครงานทันที

ในการสัมภาษณ์งาน  เศรษฐีเจ้าของบ้านสอบถามน้องคนเล็กว่า “เจ้าขี่ม้าแข่งเป็นไหม” ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์จึงตอบตามจริงว่า “ผมขี่ม้าแข่งไม่เป็น…เคยแต่ขี่เล่น ๆ เท่านั้น”

ฝ่ายพี่ชายคนรองที่เห็นพี่ชายคนโตโกหกแล้วได้งานทำจึงพูดแทรกไปว่า “แต่ผมขี่ม้าแข่งได้สบายมาก”  ด้วยเหตุนี้  พี่ชายคนรองจึงได้งานเป็นคนขี่ม้าแข่งในบ้านเศรษฐี

เมื่อพี่ทั้งสองคนต่างได้งานกันไปหมดแล้ว  น้องชายคนเล็กจึงเริ่มลังเลใจว่า  เขาควรพูดความจริงตามที่แม่สอนหรือโกหกพกลมตามแบบที่พี่ชายทั้งสองทำ 

น้องชายคนเล็กหางานต่อไปอีกหลายแห่ง  โดยเขายังคงพูดแต่ความจริงเท่านั้น  ซึ่งผลสุดท้าย…เขาก็ไม่ได้งานเลยแม้แต่ที่เดียว

ในขณะที่ชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์กำลังสับสน  เขาก็บังเอิญพบประกาศรับสมัครยามเฝ้าประตูแปะอยู่ที่หน้าพระราชวังของพระราชา  ชายหนุ่มเห็นว่าการเป็นยามคงไม่ยาก และหากเขาโกหกสักหน่อย  เขาก็คงได้งานเหมือนกับพี่ชายทั้งสอง  ชายหนุ่มจึงรีบเข้าไปสมัครงานทันที

ในท้องพระโรงของพระราชา  มีผู้คนมากหน้าหลายตามารอสมัครงานเป็นแถวยาวเหยียด  เมื่อเสนาบดีสัมภาษณ์ผู้สมัครแต่ละคนว่า “เจ้าอดทนไม่หลับไม่นอนอยู่ยามได้นานแค่ไหน”  ผู้สมัครแต่ละคนต่างก็คุยฟุ้งว่าตนเองอดนอนได้นานกว่าคนก่อนหน้า แถมบางคนยังคุยโวว่าตัวเขาอดนอนได้นานถึง 365 วันเลยทีเดียว

ครั้นเมื่อถึงคราวของชายหนุ่ม  เมื่อเสนาบดีถามเขาว่าเขาอดนอนได้นานแค่ไหน  แม้ในตอนแรกเขาคิดจะโกหกตามแบบที่พี่ชายทั้งสองได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เสียงของแม่ที่ย้ำเตือนให้เขายึดถือความซื่อสัตย์ก็ดังแว่วขึ้นในใจ ดังนั้น แทนที่เขาจะโกหกว่าตนเองอดนอนได้ยาวนานกว่าคนอื่น  เขากลับพูดความจริงว่า “ผมอดนอนได้ไม่น่าเกิน 2 คืน แต่ถ้าได้ทำงานเป็นยาม ผมก็จะอดทนอยู่ยามให้ดีที่สุด จะไม่ยอมละเลยหน้าที่โดยเด็ดขาด”

หลังจากตอบคำถามไปแล้ว  ชายหนุ่มคิดว่าเขาคงไม่ได้งานอีกเช่นเคย  แต่ผิดถนัด…เสนาบดีกลับยิ้มแล้วประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ชายหนุ่มผู้ซื่อตรงคนนี้เหมาะสมที่จะได้เป็นยามเฝ้าประตูห้องบรรทมของพระราชามากที่สุด  เพราะความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐานสำคัญของทหารยามที่พระราชาต้องการ

ชายหนุ่มดีใจมากที่เขาได้ทำงานรับใช้พระราชาในวังหลวง  การเชื่อฟังคำสอนของแม่ส่งผลให้เขาได้ทำงานที่มีเกียรติอย่างไม่คาดฝัน  ส่วนพี่ชายทั้งสองคนของเขานั้น หลังจากที่พวกเขาทำงานได้ไม่นาน  นายจ้างก็รู้ว่าพวกเขาโกหกและต้องถูกไล่ออกจากงาน เพราะไม่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ดังคำที่แม่พร่ำสอน

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ขนมสายรุ้ง

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ขนมสายรุ้ง” มีที่มาแปลกมาก ๆ กล่าวคือ ในปีนั้น (นานมาแล้ว) ผมไปเยี่ยมพ่อครูมาลา คำจันทร์ ที่เชียงใหม่ ผมจำได้ว่าผมต้องนั่งรถสองแถวจากตัวเมือง เพื่อไปยังบ้านของพ่อครูที่อยู่ต่างอำเภอ ก่อนขึ้นรถ ผมคิดว่าผมควรหาอะไรไปฝากพ่อครูสักนิด จึงตัดสินใจซื้อขนมไทยจากร้านแถวท่ารถติดมือไปด้วย พอซื้อขนมเสร็จ ก็ขึ้นรถ แล้วจู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกว่า ขนมที่ซื้อไปน่ากินทุกอย่างเลย (เป็นขนมไทยของภาคเหนือที่ผมไม่เคยชิม) ถ้าให้พ่อครูไป แล้วผมจะรู้รสชาติของขนมเหล่านี้ได้อย่างไร! ความตะกละในตอนนั้น จุดประกายให้ผมคิดนิทานออกมาได้เรื่องหนึ่ง ซึ่งมันก็คือนิทานเรื่อง “ขนมสายรุ้ง” ที่นำมาให้อ่านกันในวันนี้ นิทานเรื่องนี้แต่งขณะนั่งในรถสองแถว พอถึงจุดหมาย ผมก็แต่งนิทานเสร็จพอดี นิทานเรื่องนี้จึงเป็นนิทานก่อนนอนที่ค่อนข้างสั้น กระชับ แต่เชื่อว่าข้อคิดที่ซ่อนไว้ในนิทานน่าจะทำให้คนอ่านหิวขนม เอ้ย..ได้รับประโยชน์บ้างตามสมควร

นิทานเรื่อง ขนมสายรุ้ง

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงคู่หนึ่งเป็นเพื่อนรักกัน  เด็กผู้ชายมีชื่อว่า “เกาลัด”  ส่วนเด็กผู้หญิงมีชื่อว่า “มะลิ”  วันหนึ่ง เกาลัดจะไปหามะลิที่บ้าน  เขาจึงแวะซื้อขนมที่ร้านของป้าฉลวย

ร้านป้าฉลวยมีขนมเหลืออยู่แค่สองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นขนมสีสวยเหมือนสายรุ้ง ส่วนอีกชิ้นเป็นขนมสีดำคล้ายทำจากถั่ว  เกาลัดซื้อขนมมาทั้งสองชิ้น  เขาอยากกินขนมสายรุ้ง  ส่วนขนมสีดำเขาจะนำไปฝากมะลิ

เมื่อเกาลัดไปถึงบ้านของมะลิ เกาลัดยิ้มแล้วบอกว่า “มีขนมแสนอร่อยมาฝากจ้า”

มะลิดีใจ เพราะใคร ๆ ก็ชอบกินขนม  ครั้นเมื่อเกาลัดวางขนมบนโต๊ะ มะลิก็หยิบขนมสายรุ้งมาดูใกล้ ๆ  “ขนมชิ้นนี้สีสวยน่ากินจัง ขอบใจมาก ๆ ที่ซื้อมาฝาก”

เกาลัดอ้ำอึ้งอยู่สักพัก จากนั้น เขาก็พยายามชักแม่น้ำทั้งห้าว่า “เอ่อ…ขนมสีดำน่าจะทำจากถั่ว มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ยูเรนัส เนปจูน พลูโต … มันมีประโยชน์กับเธอนะ เธอกินขนมสีดำดีกว่า ส่วนฉันจะกินขนมสายรุ้งเอง” 

เมื่อมะลิได้ฟังเกาลัดโม้และมั่ว มะลิก็เริ่มงอนแล้วตัดพ้อว่า “แต่ฉันอยากกินขนมสายรุ้งนี่นา นี่เธอซื้อขนมมาฝากตัวเองหรือซื้อมาฝากฉันกันแน่?”

เสียงนาฬิกาเดินติ๊ก ๆ ติก ๆ  ติ๊ก ๆ เด็กทั้งสองได้แต่มองขนม…หน้างอหน้าหงิก  เกาลัดกับมะลิอยากกินขนมสายรุ้งเหมือนกัน แต่มีขนมสายรุ้งอยู่แค่ชิ้นเดียวเท่านั้น   

ในขณะที่เพื่อนรักทั้งสองไม่รู้จะทำอย่างไร จู่ ๆ เด็ก ๆ ก็ได้ยินเสียงเล็ก ๆ ดังมาจากที่โต๊ะ 

“แบ่งกันกินคนละครึ่งชิ้นสิจ๊ะ”  ขนมสายรุ้งพูด  

“ใช่แล้ว ถ้าแบ่งกันกินก็ได้ชิมทั้ง 2 รสชาติเลยนะ” ขนมสีดำบอก

เมื่อเด็กทั้งสองได้ฟัง  ทั้งคู่จึงแบ่งขนมกันคนละครึ่งชิ้น  ขนมสายรุ้งอร่อย แต่ขนมสีดำอร่อยมากกว่า ถ้าเด็ก ๆ ไม่แบ่งขนมกันกิน คงไม่มีโอกาสได้รู้รสชาติอร่อย ๆ ของขนมทั้งสองชิ้นแน่ ๆ

  “การแบ่งปันนี่ดีจัง” มะลิคิด  

 “การแบ่งปันนี่ดีจริง” เกาลัดคิด

เสียงนาฬิกาเดินติ๊ก ๆ ติก ๆ  ติ๊ก ๆ  เด็กทั้งสองกินขนม, ส่งยิ้มให้กัน พร้อมกับหัวเราะในใจเสียงดัง “คิก ๆ ๆ ๆ”

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แม่ไก่กับเจ้าจระเข้

ในมุมมองของผู้ใหญ่ สัตว์ที่พวกเราคิดว่าเด็ก ๆ ชอบ มักจะเป็นสัตว์น่ารัก ๆ ชนิดต่าง ๆ เช่น กระต่าย กระรอก หมีแพนด้า ฯลฯ แต่ในช่วงที่ผมได้ดูแลหลานตัวน้อย ผมสังเกตเห็นว่า สัตว์ที่ดึงดูดความสนใจของหลานได้อย่างอยู่หมัด คงหนีไม่พ้นสัตว์เลื้อยคลานที่มีชื่อว่า “จระเข้”

หลังจากที่ผมได้แต่งนิทานเกี่ยวกับสัตว์น่ารัก ๆ มาสักระยะ วันหนึ่ง ผมจึงคิดอยากลองแต่งนิทานเกี่ยวกับจระเข้บ้าง แต่การแต่งนิทานเกี่ยวกับจระเข้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย (เพราะตัวเองไม่ชอบจระเข้) ผมคิดอยู่นาน ในที่สุด ก็ได้นิทานเรื่องนี้ออกมา ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้คงถูกใจผู้อ่านบางคนบ้างนะครับ

                                           นิทาน แม่ไก่กับเจ้าจระเข้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีไข่ฟองหนึ่งลอยมาตามสายน้ำอย่างไร้จุดหมาย โชคดีเหลือเกินมีแม่ไก่ตัวหนึ่งผ่านมาเห็นเข้า มันจึงเก็บไข่ฟองนั้นขึ้นจากน้ำ แล้วนำไข่กลับไปฟักที่บ้านของมัน

ไข่ที่แม่ไก่เก็บมาฟักเป็นไข่สีขาวฟองใหญ่ แม้แม่ไก่จะไม่รู้ว่าไข่ฟองนั้นเป็นไข่ของใคร แต่มันก็เต็มใจที่จะให้ความอบอุ่นแก่ไข่ เพื่อให้เจ้าตัวน้อยที่อยู่ในไข่มีโอกาสได้ลืมตาออกมาดูโลก

แม่ไก่อดทนนั่งฟักไข่ฟองใหญ่อยู่นานหลายต่อหลายคืน ในที่สุด…เปลือกไข่ฟองใหญ่ก็ค่อย ๆ ปริออก แล้วเจ้าจระเข้ตัวน้อยก็โผล่หัวออกมาพร้อมกับส่งเสียงทักแม่ไก่ว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า”

ใช่แล้ว…ไข่ฟองใหญ่ก็คือไข่ของจระเข้ (ศัตรูที่ไก่ทุกตัวทั้งกลัวทั้งเกลียด) เมื่อเพื่อน ๆ ของแม่ไก่รู้ข่าว พวกมันจึงพากันมาหาแม่ไก่ แล้วพยายามขับไล่เจ้าจระเข้ตัวน้อยให้ไปอยู่เสียที่อื่น

แม่ไก่เชื่อว่าไม่มีใครเลวร้ายมาตั้งแต่เกิด แต่เมื่อไก่ตัวอื่น ๆ ไม่ชอบลูกจระเข้ แม่ไก่จึงยอมพาเจ้าจระเข้ตัวน้อยออกจากฝูงไก่ โดยตั้งใจที่จะสอนให้เจ้าจระเข้ตัวน้อยมีนิสัยแสนน่ารัก จนไก่ทุกตัวต้องยอมให้เจ้าจระเข้ตัวน้อยเข้ามาอยู่ร่วมฝูงด้วย

เจ้าจระเข้ตัวน้อยรักแม่ไก่มาก มันจึงเชื่อฟังและทำตามที่แม่ไก่สอนทุกอย่าง ฝ่ายแม่ไก่เองก็รักเจ้าจระเข้มาก มันจึงพร่ำสอนสิ่งดี ๆ ให้แก่เจ้าจระเข้ตัวน้อยอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย

แม้เจ้าจระเข้ตัวน้อยจะเติบโตขึ้นเป็นจระเข้แสนดีสมดังที่แม่ไก่อบรมบ่มนิสัย แต่ไก่ทั้งหลายก็ยังคงมีอคติต่อเจ้าจระเข้อย่างไม่แปรเปลี่ยน และยิ่งเจ้าจระเข้เติบโตมากขึ้นเท่าไร พวกไก่ก็ยิ่งหวาดกลัวเจ้าจระเข้มากขึ้นเท่านั้น จนท้ายที่สุด เจ้าจระเข้ก็เริ่มท้อและตัดสินใจขอแยกไปอยู่ในหนองน้ำตามลำพัง เพื่อให้แม่ไก่ได้กลับไปอยู่กับเพื่อน ๆ และเพื่อให้ไก่ทั้งหลายไม่ต้องหวาดระแวงมันอีกต่อไป

แม่ไก่เสียใจมากที่ไก่ตัวอื่น ๆ ไม่ยอมรับเจ้าจระเข้ดังที่มันหวังเอาไว้ อย่างไรก็ตาม แม้แม่ไก่จะกลับมาอยู่ร่วมกับไก่ตัวอื่น ๆ แล้ว แต่มันก็มักจะแอบไปหาและปลอบใจเจ้าจระเข้ตัวน้อยอยู่เสมอ ๆ

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เพราะในขณะที่ไก่ทุกตัวกำลังนอนหลับ จู่ ๆ สายฝน ก็เริ่มโปรยปรายลงมา และฝนก็ตกหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อฝนตกหนักมาก ๆ เข้า น้ำฝนก็ท่วมพื้นดินจนไก่ทั้งหมดต้องหลบขึ้นไปอยู่ในที่สูง แต่เนื่องจากฝนตกติดต่อกันทั้งวันทั้งคืน ระดับน้ำจึงค่อย ๆ สูงขึ้น ๆ จนไก่ทั้งหลายจวนเจียนจะต้องจมอยู่ใต้น้ำ!

ในขณะที่ไก่ทุกตัวพยายามตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอด พวกไก่กลับต้องตกใจมากขึ้นไปอีก เพราะในเสี้ยววินาทีนั้นเอง มีซุงท่อนหนึ่งถูกกระแสน้ำพัดพาให้พุ่งตรงมาทางที่พวกมันอยู่

ไก่บางตัวส่งเสียงร้องด้วยความกลัว ไก่บางตัวหลับตาปี๋ แต่เมื่อท่อนซุงลอยเข้ามาใกล้ พวกไก่ก็พากันแปลกใจ จนบางตัวถึงกับอ้าปากค้าง

ท่อนซุงที่พวกไก่เห็น…แท้จริงแล้วก็คือเจ้าจระเข้ตัวน้อยที่ตอนนี้เติบโตเป็นจระเข้ตัวใหญ่ เมื่อเจ้าจระเข้เห็นว่าพวกไก่กำลังลำบาก มันจึงตั้งใจว่ายน้ำตรงเข้ามาช่วย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

เมื่อไก่ทั้งหลายค่อยคลายความตกใจลงไปบ้าง เจ้าจระเข้ก็เชิญให้ไก่ทุกตัวรีบหนีน้ำขึ้นไปยืนบนหลังของมัน จากนั้น มันก็พาไก่ทั้งหมดล่องตามน้ำไปยังที่ที่ปลอดภัย

หลังฝนตก สายรุ้งก็โผล่ขึ้นมาสร้างสีสันให้แก่ท้องฟ้า ไก่ทุกตัวกล่าวขอบคุณเจ้าจระเข้ที่ช่วยให้พวกมันรอดชีวิต และทั้งหมดก็พากันขอโทษที่มองเจ้าจระเข้ผิดมาโดยตลอด

แม่ไก่ดีใจที่เจ้าจระเข้ได้รับการยอมรับจากไก่ทุก ๆ ตัว และแล้ว…เจ้าจระเข้ก็ได้อยู่ร่วมกับไก่ทั้งหลาย รวมทั้งแม่ไก่ใจดีที่มันรักมากที่สุดในโลก

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

รอยยิ้มของเด็กน้อย

ในช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เรียนปริญญาโทด้านการศึกษาปฐมวัย ที่ม.เกษตร (แต่ไม่จบ) ตอนที่ทำไอเอสเกี่ยวกับ การสร้างชุดหนังสือภาพสำหรับเด็กเล็กวัยแรกเกิดถึงสามปี ผมโชคดีที่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับเด็กเล็กจริง ๆ ซึ่งเป็นลูกของน้องชาวไทใหญ่ที่มาช่วยงานที่บ้าน

คลิปวิดีโอด้านล่างของนิทานเรื่องนี้ เป็นคลิปบันทึกเหตุการณ์ตอนที่ผมเข้าไปทักทายกับเด็กน้อยวัย 9-10 เดือน ที่เพิ่งตื่นนอนได้ไม่นาน ผมแต่งเพลงสด ๆ สื่อสารกับเด็กน้อย (จำได้ว่าตอนนั้นเรายังไม่คุ้นเคยกันมากนัก) ซึ่งจากเพลงที่แต่งสด ๆ และความน่ารักของเด็กน้อย ทำให้ผมได้แรงบันดาลใจมาแต่งนิทานเรื่องนี้ หวังว่านิทานเรื่องนี้จะให้แง่คิดและทำให้ทุก ๆ คนเห็นความสำคัญของเด็กมากขึ้นนะครับ

นิทานเรื่อง รอยยิ้มของเด็กน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าเมืองคนหนึ่งเป็นชายสูงวัยที่ไม่ค่อยชอบเด็กสักเท่าไหร่ เจ้าเมืองผู้นี้เชื่อว่า เด็กคือต้นเหตุที่ทำให้เมืองของเขายากจน ดังคำที่กล่าวว่า การมีลูกหนึ่งคนจะทำให้จนไปเจ็ดปีด้วยเหตุนี้ เจ้าเมืองจึงกำชับให้ชาวเมืองทุก ๆ หลีกเลี่ยงการมีลูกโดยเด็ดขาด

อยู่มาวันหนึ่ง คุณนกกระสาบุรุษไปรษณีย์ผู้มีหน้าที่ส่งเด็กกำพร้าไปยังครอบครัวใหม่ที่เหมาะสมได้พาเด็กชายวัยยังไม่ถึงหนึ่งขวบคนหนึ่ง บินมาส่งยังห้องนอนของภรรยาท่านเจ้าเมือง โชคดีที่ภรรยาท่านเจ้าเมืองเป็นคนรักเด็ก เมื่อคุณนายเห็นเด็กน้อยส่งยิ้มให้ เธอก็ตกหลุมรักและตั้งใจจะเลี้ยงดูเด็กน้อยเป็นลูกบุญธรรมแม้จะต้องขัดใจท่านเจ้าเมืองบ้างก็ตาม

เช้าวันต่อมา  คุณนายจัดเตรียมรถเข็นเด็กเพื่อพาเด็กน้อยมุ่งหน้าไปยังบ้านของเจ้าเมือง ระหว่างทาง คุณนายบอกให้เด็กน้อยยิ้มสู้กับทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้น พร้อมกับร้องเพลงให้เด็กน้อยฟังด้วยน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนว่า ยิ้มน้อย ๆ  ยิ้มน้อย ๆ  เจ้าตัวน้อยส่งยิ้มมา   ยิ้มน้อย ๆ  จากดวงตา  มาซิมาส่งยิ้มกัน

คุณนายร้องเพลงไปพลาง ยิ้มให้เจ้าตัวน้อยไปพลาง  จนชาวเมืองวางมือจากงานแล้วเข้ามาชะโงกดูเด็กน้อยในรถเข็นกันอย่างเนืองแน่น   ในตอนแรก  ชาวเมืองค่อนข้างประหลาดใจที่เห็นเด็กน้อยในรถเข็น แต่เมื่อชาวเมืองได้เห็นรอยยิ้มที่แสนน่ารักของเจ้าหนูน้อย  ทุกคนก็ลืมความประหลาดใจ เหลือเพียงความสดชื่นในหัวใจและรู้สึกว่าโลกรอบตัวนั้นงดงามกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก

ชาวเมืองต่างเดินตามคุณนายมายังบ้านของท่านเจ้าเมืองราวกับทุกคนต้องมนตร์สะกด  ใจหนึ่งทุกคนรู้สึกดีที่เห็นคุณนายเข็นเด็กน้อยเข้ามาในเมือง  แต่อีกใจหนึ่งทุกคนก็กังวลว่าเจ้าเมืองผู้ไม่รักเด็กจะยอมให้คุณนายเลี้ยงดูเด็กน้อยที่แสนน่ารักคนนี้ต่อไปหรือไม่

และแล้ว…สิ่งที่ทุกคนกังวลใจก็เป็นจริง  เพราะทันทีที่คุณนายเผชิญหน้ากับท่านเจ้าเมืองและเล่าเรื่องทั้งหมดให้สามีฟัง เจ้าเมืองผู้ไม่รักเด็กก็ถึงกับหนวดกระตุกด้วยความโกรธ แล้วตั้งท่าจะขับไล่เด็กรวมทั้งภรรยาออกจากเมืองทันที

แต่ก่อนที่เจ้าเมืองจะออกคำสั่งขับไล่  บังเอิญเจ้าเมืองเหลือบไปเห็นรอยยิ้มของเด็กน้อยในรถเข็น  ที่ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้น เด็กน้อยก็ยังคงยิ้มได้เสมอ

ความน่ารักของเด็กน้อยทำให้เจ้าเมืองเริ่มใจอ่อน  แต่ด้วยบทบาทของเจ้าเมืองที่เคยออกคำสั่งให้ชาวเมืองหลีกเลี่ยงการมีลูก  เจ้าเมืองจึงแกล้วเฉไฉว่า เรื่องนี้ตนเองอนุญาตไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยส่วนรวมด้วย

เมื่อชาวเมืองเห็นว่าเจ้าเมืองมีทีท่าที่อ่อนลง และทุกคนเห็นว่ารอยยิ้มของเด็กนั้นมีค่าต่อการสร้างกำลังใจมากเพียงไร  ทุกคนจึงพร้อมใจกันร้องเพลงว่า “ยิ้มน้อย ๆ  ยิ้มน้อย ๆ  เจ้าตัวน้อยส่งยิ้มมา   ยิ้มน้อย ๆ  จากดวงตา  มาซิมาส่งยิ้มกัน ๆ ๆ ๆ ๆ”

เสียงร้องเพลงของชาวเมืองเป็นเสมือนคำตอบที่ทำให้เจ้าเมืองเข้าใจได้ในทันทีว่าชาวเมืองต้องการเด็กน้อยคนนี้มากเพียงไร  แต่เจ้าเมืองยังคงห่วงเรื่องความยากจน เพราะหากเขาอนุญาตให้ภรรยาเลี้ยงเด็กคนนี้เป็นลูก  ในอนาคต…ชาวเมืองก็คงขอมีลูกบ้าง  ไป ๆ มา ๆ  ทุกคนในเมืองก็คงยากจนต่อไปแบบไม่รู้จบ  เจ้าเมืองจึงมองหน้าของเด็กน้อยที่ยังคงยิ้มอยู่ในรถเข็น  แล้วพูดด้วยความลำบากใจว่า “ถ้าการเลี้ยงเด็กจะไม่ทำให้บ้านเมืองต้องยากจน ฉันคงตัดสินใจได้ไม่ยากหรอก”

ในขณะนั้นเอง  เทวดาผู้คุ้มครองเมืองเห็นว่าเจ้าเมืองและชาวเมืองลืมนึกถึงบางสิ่งมานานแล้ว  นั่นคือรอยยิ้มอันแสนสดใสของเด็กสามารถสร้างพลังใจให้ผู้ใหญ่ได้อย่างมากมายไม่รู้จบ  ด้วยเหตุนี้ เทวดาผู้คุ้มครองเมืองจึงปรากฏตัวขึ้น  แล้วเอ่ยปากว่า ถ้าเจ้าเมืองรวมทั้งชาวเมืองยอมกลับมามีลูกและเลี้ยงดูเด็ก ๆ ให้มีรอยยิ้มที่สดใส เทวดาทั้งหลายก็จะมอบของขวัญให้แก่ชาวเมือง ด้วยการเสกฝนและความอุดมสมบูรณ์ให้กลับมายังเมืองอีกครั้ง

เมื่อเจ้าเมืองได้ฟัง  เจ้าเมืองรวมทั้งทุก ๆ คนในเมืองก็น้อมรับเงื่อนไขของเทวดา

ในที่สุด  เด็กน้อยก็ได้เติบโตเป็นลูกของเจ้าเมืองและภรรยา  ส่วนชาวเมืองก็เริ่มมีลูกกันอีกครั้ง ซึ่งเมื่อทุกคนดูแลให้เด็ก ๆ ยิ้มได้อย่างมีความสุข  เทวดาก็มอบของขวัญให้ทุก ๆ คนตามสัญญา

แม้ท้ายที่สุด ชาวเมืองอาจไม่ได้ร่ำรวยมากแบบผู้คนในเมืองอื่น ๆ   แต่สิ่งที่พวกเขารู้สึกก็คือ พวกเขามีความสุขมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่พวกเขาได้เห็นรอยยิ้มอันแสนบริสุทธิ์ของเด็กตัวน้อย ๆ  ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินทองเป็นไหน ๆ

#นิทานนำบุญ

…………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายชิลชิล (The Simple Prince)

เรื่อง เจ้าชายชิลชิล (The Simple Prince) เป็นนิทานพื้นบ้านฮังการี ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แปลและเรียบเรียงมาฝากเด็ก ๆ ที่รออ่านนิทานนำบุญเรื่องใหม่ ๆ (แต่ไม่ค่อยมีนิทานเรื่องใหม่ให้อ่านบ่อยนัก) คำว่าชิลชิลในเรื่อง เป็นคำแสลง หรือเป็นภาษาวัยรุ่น ที่หมายถึง “สบายสบาย ไม่คิดอะไรมาก” ซึ่งการเลือกใช้คำนี้ในชื่อเรื่อง เพราะผมเห็นว่าตัวละครหลักของเรื่องมีนิสัยใกล้เคียงกับความหมายของคำนี้ (ตอนแรกจะใช้ชื่อว่า เจ้าชายสบายสบาย แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่ตรงเสียทีเดียว) ส่วนการเรียบเรียงเนื้อหาของนิทานเรื่องนี้ ผมพยายามคงเรื่องราวตามนิทานดั้งเดิมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แต่มีการเพิ่มเหตุผลในบางส่วนเข้าไปให้นิทานมีความกลมกล่อมมากขึ้น ซึ่งหวังว่าผู้อ่านจะได้อรรถรสจากการอ่านนิทานเรื่องนี้ ความดีของนิทานเรื่องนี้ขอ มอบให้แก่ผู้แต่งดั้งเดิมซึ่งไม่ปรากฏนาม ขอให้มีความสุขในการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง เจ้าชายชิลชิล

กาลครั้งหนึ่ง มีชาวนาคนหนึ่ง มีลูกชายสามคน

ลูกชายคนเล็กของชาวนามีชื่อว่า  “จอห์น”    จอห์นเป็นหนุ่มน้อยที่ชอบใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ  ไม่คิดอะไรให้หนักสมอง  ยามว่าง เขามักนอนเล่นเรื่อยเปื่อยจนดูเหมือนเป็นคนที่มีชีวิตว่างเปล่า  ไร้แก่นสาร  พี่ชายทั้งสองของจอห์นพยายามผลักดันให้น้องชายคิดถึงอนาคตให้มากขึ้น แต่ดูเหมือนจอห์นจะชอบนอนเล่นอยู่กับปัจจุบันมากกว่า  เรียกว่ามีงานก็ทำไป ทำงานเสร็จก็พักผ่อนสบายใจ  พี่ชายของจอห์นจึงมักมองน้องชายว่าเป็นคนซื่อบื้อไร้ความคิด

วันหนึ่ง ชาวนาและลูกทั้งสามเดินไปที่ท้องนาและพบว่ากองฟางที่พวกเขาก่อไว้กระจัดกระจายเละเทะไปหมด พวกเขาจึงต้องช่วยกันก่อกองฟางให้กลับคืนสู่สภาพเดิม  จากนั้น ชาวนาจึงให้ลูกชาวคนโตนอนเฝ้ากองฟางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาทำให้กองฟางกระจุยกระจายอีก

คืนนั้น มีหนูตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นแล้วมองไปที่ลูกชายคนโตของชาวนาซึ่งนั่งเฝ้ากองฟางอยู่  เมื่อลูกชายคนโตเห็นหนู  เขาจึงเอาหมวกครอบตัวหนูเอาไว้ แต่เมื่อเปิดหมวกออก เขากลับไม่เห็นว่ามีหนูอยู่ในนั้น  ลูกชายของชาวนาแปลกใจนิดหน่อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วเผลอหลับไปในที่สุด 

ครั้นเมื่อถึงเวลาเช้า ลูกชายของชาวนาตื่นขึ้นมาและพบว่า กองฟางกระจุยกระจายเละเทะอีกแล้ว  เขาจึงต้องเสียทั้งแรง เสียทั้งเวลา ในการก่อกองฟางให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามลำพัง   เย็นวันนั้น ชาวนาสั่งให้ลูกชายคนรองไปนอนเฝ้ากองฟางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาทำลายกองฟางอีก 

คืนนั้น  เจ้าหนูตัวเล็ก ๆ ก็ปรากฏตัวและจ้องมองลูกชายชาวนาซึ่งนั่งเฝ้ากองฟางอยู่  เมื่อลูกชายคนรองเห็นหนู  เขาจึงเอาหมวกครอบตัวหนูเอาไว้ แต่เมื่อเปิดหมวกออก เขากลับไม่เห็นว่ามีหนูอยู่ในนั้น  ลูกชายของชาวนาแปลกใจนิดหน่อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ลืม แล้วเผลอหลับไปในที่สุด   

ครั้นเมื่อถึงเวลาเช้า ลูกชายของชาวนาตื่นขึ้นมาและพบว่า กองฟางกระจุยกระจายเละเทะอีกแล้ว  เขาจึงต้องเสียทั้งแรง เสียทั้งเวลา ในการก่อกองฟางให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามลำพัง  เย็นวันนั้น ชาวนาจึงสั่งให้ลูกชายคนเล็กไปนอนเฝ้ากองฟางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาทำลายกองฟางอีก 

เมื่อพี่ชายทั้งสองได้ฟัง  พวกเขาก็พากันเย้นหยันว่า  น้องชายจอมซื่อบื้อของพวกเขา คงเอาแต่นอนเล่นสบาย ๆ แบบคนไร้หัวคิด แล้วกองฟางก็คงเละเทะเหมือนเดิม

คืนนั้น เมื่อจอห์นไปนั่งเฝ้ากองฟางตามคำสั่งของพ่อ  จู่ ๆ เจ้าหนูก็ปรากฏตัวขึ้นและมองไปที่หน้าของเขา  จอห์นเป็นคนสบาย ๆ ไม่คิดอะไรมาก  เมื่อเขาเห็นหนู เขาจึงส่งยิ้มให้ จากนั้น เขาก็แบ่งเนยแข็งที่เตรียมมาให้หนูกินเล็กน้อย 

เมื่อหนูได้กินเนยแข็ง มันก็ยิ้มแก้มตุ่ย  จากนั้น มันก็รู้สึกอยากตอบแทนบุญคุณของจอห์น  มันจึงบอกความลับให้จอห์นรู้ว่า  “เธอรู้ไหมว่าทำไมกองฟางของเธอจึงเละเทะทุกวัน” หนูเกริ่น  “ตอนดึก ๆ มีม้าตัวหนึ่ง มันชอบมาแผลงฤทธิ์ในทุ่งนา แล้วเตะฟางให้กระจุยกระจาย แต่เธอไม่ต้องกลัวนะ  ฉันจะเสกบังเหียนในการบังคับม้าให้  เมื่อม้าปรากฏตัว เธอจะต้องเอาบังเหียนไปที่ม้า แล้วกระโดดขึ้นไปขี่หลังของมันให้ได้ ถ้าเธอบังคับม้าได้ กองฟางจะไม่กระจุยกระจายอีกต่อไป”

คืนนั้น  จอห์นจึงเตรียมตัวทำตามที่หนูบอกโดยถือบังเหียนเอาไว้ในมือ แล้วนอนเล่นอยู่เงียบ ๆ ในเงามืดแบบชิลชิลอย่างที่เขาถนัด   เมื่อม้าปรากฏตัวและเผลอไผล จอห์นก็ดีดตัวขึ้นมาจากเงามืดแล้วเหวี่ยงบังเหียนไปที่เจ้าม้า จากนั้น เขาก็กระโจนขึ้นขี่ม้าทันที

ม้าพยายามเหวี่ยงตัวจอห์นให้ตกลงพื้น พร้อมกับวิ่งเข้าชนกองฟาง แต่จอห์นขืนตัวดึงบังเหียนไว้อย่างสุดกำลัง ไม่นานนัก ม้าก็รู้ตัวว่า หนุ่มน้อยชิลชิลที่เอาแต่นอนเล่นสะสมพลังมีความแข็งแกร่งกว่ามันหลายเท่านัก ในที่สุด  ม้าจึงเลิกพยศแล้วพูดกับจอห์นว่า  “ฉันยอมแพ้แล้วเจ้านาย  ฉันขอมอบนกหวีดให้เจ้านาย 3 ตัว  ถ้าเจ้านายเป่านกหวีดตัวใดตัวหนึ่ง  ม้าประจำนกหวีดนั้นจะมาปรากฏตัวให้เห็น พร้อมกับนำชุดเจ้าชายมาให้เจ้านายใส่เพื่อขี่ม้าด้วย” เมื่อพูดจบ ม้าก็มอบนกหวีดสีทองแดง นกหวีดสีเงิน และนกหวัดสีทองให้แก่จอห์น 

เมื่อจอห์นกลับถึงบ้าน เขาจึงบอกกับพ่อว่า “พ่อครับ วันนี้ กองฟางเป็นปกติดี ไม่ได้กระจุยกระจายเละเทะแบบทุก ๆ วัน  ถ้าคุณพ่อมีอะไรให้จอห์นทำก็เรียกใช้ได้นะครับ  แต่ถ้าไม่มีอะไร จอห์นขอไปนอนเล่นก่อนนะครับ”

เมื่อพี่ชายทั้งสองคนได้ฟัง  พวกเขาก็ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน  แต่เมื่อชาวนาและพี่ชายทั้งสองออกไปดูที่ท้องนา  พวกเขาก็เห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยเหมือนดังที่จอห์นบอก  ชาวนาจึงพูดกับลูกชายอีกสองคนว่า “พวกเจ้าอย่าดูถูกน้องของตัวเองมากเกินไป  ถึงจะเป็นการพูดเล่นด้วยความเป็นห่วง  แต่คนที่พวกเจ้าหาว่าซื่อบื้อไร้หัวคิด เป็นคนเดียวที่ดูแลกองฟางได้สำเร็จนะ”

เมื่อเวลาผ่านไป  จอห์นก็ยังคงใช้ชีวิตชิลชิลอยู่ดังเดิม ส่วนพี่ชายทั้งสองก็ยังคงเหน็บแนมเขา (ด้วยความเป็นห่วงไม่เคยเปลี่ยน)  จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าหญิงลูกสาวของพระราชาทรงตัดสินใจที่จะแต่งงาน  พระองค์จึงจัดพิธีเลือกคู่ โดยกำหนดให้คนที่ต้องการแต่งงานกับพระองค์ ขึ้นไปบนภูเขาแก้วอันสูงชัน แล้วปีนขึ้นไปบนยอดของต้นสนเพื่อนำรองเท้าทองคำลงมามอบให้แก่เจ้าหญิงให้ได้  ถ้าใครทำได้สำเร็จ คนนั้นก็จะได้แต่งงานกับเจ้าหญิง

ชายหนุ่มจากทั่วทุกสารทิศพากันเข้าร่วมชิงชัยเพื่อคว้าโอกาสแต่งงานกับเจ้าหญิงแสนสวย  พี่ ๆ ของจอห์น อยากรู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ พวกเขาจึงพากันไปดูงานเลือกคู่ที่พระราชวัง  แต่จอห์นไม่อยากไปเบียดเสียดกับใคร  เขาพอใจที่จะนอนเล่นชิลชิลอยู่ที่บ้านมากกว่า ดังนั้น เขาจึงไม่ได้ตามพี่ ๆ ไปด้วย จนพี่ ๆ ถึงกับโพล่งออกมาว่า “ถ้าวัน ๆ เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน แล้วชีวิตมันจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร”  

เมื่อพี่ ๆ ออกจากบ้านไปแล้ว  จอห์นซึ่งรู้ดีว่าพี่ ๆ เป็นห่วง ก็มีความคิดบางอย่างเกิดขึ้นในใจ

จอห์นจัดแจงหยิบนกหวีดสีทองแดงออกมาจากถุงย่ามประจำตัวของเขา  จากนั้น เขาก็เป่านกหวีด  ซึ่งมันทำให้ม้าสีทองแดงปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับชุดเจ้าชายสีทองแดงที่เท่อย่างไร้ที่ติ จอห์นค่อย ๆ สวมชุดเจ้าชายอย่างสบายอารมณ์  เขาคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ในใจ เมื่อทุกอย่างพร้อม จอห์นก็กระโจนขึ้นม้า แล้วควบม้าสนุก ๆ มุ่งหน้าไปยังภูเขาแก้วอันสูงชันอย่างสบายใจ

ในช่วงที่จอห์นขี่ม้าผ่านปราสาท  เจ้าหญิงมองเห็นเจ้าชายหนุ่มสุดเท่ในชุดสีทองแดงขี่ม้าผ่านหน้าพระองค์ไปอย่างสบายสบาย  เจ้าหญิงก็ทรงแอบคิดในใจว่า “ฉันหวังว่าเจ้าชายองค์นี้จะนำรองเท้าทองคำลงมาได้และเป็นผู้ชนะ”  

แต่เมื่อจอห์นขี่ม้าขึ้นไปบนภูเขาผ่านคู่ต่อสู้ไปทีละคนสองคนจนทิ้งห่างจากคู่แข่งไปจนถึงกึ่งกลางของระยะทาง  (ซึ่งคู่แข่งต่างหมดแรงไปต่อไม่ไหว)   จู่ ๆ จอห์นก็ขี่ม้าย้อนกลับลงมาที่ตีนเขาโดยปล่อยให้คนที่เฝ้ามองอยู่งงเป็นไก่ตาแตก

เมื่อพี่ชายของจอห์นกลับถึงบ้าน พวกเขาก็เล่าเรื่องแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นให้น้องชายที่นอนเล่นสบาย ๆ อยู่ที่บ้านฟัง  จอห์นจึงหยอกพี่ชายว่า เขารู้เรื่องหมดแล้วโดยไม่ต้องไปเบียดกับใคร ๆ ที่พระราชวัง  เพราะเขามองเหตุการณ์ทั้งหมดได้จากกาารปีนขึ้นไปนั่งเล่นที่รั้วบ้าน  พี่ชายทั้งสองเสียหน้าที่ดูเหมือนว่าน้องชายจะฉลาดและสบายกว่าพวกเขา พี่ชายโมโหจึงพากันบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง และไม่วายว่าจอห์นว่าถึงอย่างไรคนซื่อบื้อ อย่างจอห์นก็คงมีอนาคตที่สดใสไปไม่ได้

วันรุ่งขึ้น  พี่ชายทั้งสองของจอห์นยังคงแวะไปดูงานเลือกคู่ที่พระราชวังอีก  เมื่อพี่ชายออกจากบ้านไปแล้ว จอห์นจึงหยิบนกหวีดสีเงินออกมาเป่า  ซึ่งหลังจากที่เขาเป่านกหวีดสีเงิน  ม้าสีเงินก็ปรากฏตัวพร้อม ๆ กับชุดเจ้าชายสีเงินที่เท่กว่าชุดสีทองแดงหลายเท่า  จอห์นค่อย ๆ แต่งชุดเจ้าชายอย่างสบายอารมณ์  เมื่อทุกอย่างพร้อม  จอห์นก็ขี่ม้าตรงไปยังภูเขาแก้วเหมือนกำลังจะไปเที่ยวเล่นที่สวนสนุก 

เมื่อเจ้าหญิงเห็นเจ้าชายในชุดสีเงินขี่ม้าผ่านหน้าพระองค์อย่างมีความสุข เจ้าหญิงก็แอบคิดในใจว่า “ฉันหวังว่าเจ้าชายที่หล่อขึ้นกว่าเมื่อวานจะนำรองเท้าทองคำลงมาได้และเป็นผู้ชนะ”  แต่เมื่อจอห์นขี่ม้าขึ้นภูเขาผ่านคู่แข่งที่นอนหมดแรงทั้งคนทั้งม้าไปจนเกือบถึงยอดเขา จอห์นก็บังคับม้าให้ย้อนกลับลงจากยอดเขาโดยปล่อยให้คนที่เฝ้ามองอยู่งงเป็นเป็ดตาแตก

เมื่อพี่ชายของจอห์นกลับถึงบ้าน พวกเขาก็เล่าเรื่องให้น้องชายที่นอนเล่นสบาย ๆ อยู่ที่บ้านฟัง  จอห์นจึงหยอกพี่ชายว่า เขารู้เรื่องหมดแล้วโดยไม่ต้องไปเบียดกับใคร ๆ ที่พระราชวัง  เพราะเขามองเหตุการณ์ทั้งหมดได้จากการปีนขึ้นไปนั่งเล่นบนหลังคายุ้งข้าว 

พี่ชายทั้งสองเสียหน้าที่ดูเหมือนว่าน้องชายจะฉลาดและสบายกว่าพวกเขา พี่ชายโมโหจึงพากันบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง และไม่วายต่อว่าจอห์นว่าถึงอย่างไรคนซื่อบื้ออย่างจอห์นก็คงมีอนาคตที่สดใสไปไม่ได้

วันต่อมา  งานเลือกคู่ยังคงดำเนินไปเป็นวันสุดท้าย  แน่นอนว่า..พี่ชายทั้งสองของจอห์นก็ยังคงแวะเข้าไปดูงานอีก  เมื่อพี่ชายออกจากบ้านไปแล้ว จอห์นจึงหยิบนกหวีดสีทองออกมาเป่า  ซึ่งหลังจากเป่านกหวีดสีทอง  ม้าสีทองก็ปรากฏตัวพร้อม ๆ กับชุดเจ้าชายสีทองที่ดูสง่างามมากที่สุดเมื่อเทียบกับสองชุดที่ผ่านมา  จอห์นค่อย ๆ ใส่ชุดสีทองอย่างสบายอารมณ์ เมื่อทุกอย่างพร้อม จอห์นก็ขี่ม้าตรงไปยังภูเขาแก้วเหมือนไปเที่ยวเล่น

เมื่อเจ้าหญิงเห็นเจ้าชายในชุดสีทองขี่ม้าผ่านหน้าพระองค์อย่างอารมณ์ดี  เจ้าหญิงก็แอบคิดในใจว่า “ขอให้เจ้าชายที่เปลี่ยนชุดทุกวันพระองค์นี้ นำรองเท้าลงมาได้และเป็นผู้ชนะด้วยเถิด”  แต่ในวันนี้  แม้จอห์นจะขี่ม้าขึ้นไปจนถึงยอดเขา และนำรองเท้าทองคำลงจากยอดต้นสนได้สำเร็จ  แต่แทนที่เขาจะนำรองเท้ามาให้เจ้าหญิง  เขากลับขี่ม้าลงไปอีกทางหนึ่งของภูเขาและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

เป็ดไก่และใครต่อใครต่างงุนงงจนตาเกือบแตก  ส่วนเจ้าหญิงก็ร้องไห้เสียใจเพราะไม่รู้ว่าเจ้าชายสุดหล่อที่เปลี่ยนชุดทุกวันขี่ม้าหายไปไหน

เมื่อพี่ชายของจอห์นกลับมาถึงบ้าน พวกเขาก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้น้องชายที่นอนเล่นสบาย ๆ อยู่ที่บ้านฟัง  จอห์นจึงหยอกพี่ชายว่า เขารู้เรื่องหมดแล้วโดยไม่ต้องไปเบียดกับใคร ๆ ที่พระราชวัง  เพราะเขามองเหตุการณ์ทั้งหมดได้จากการปีนขึ้นไปนั่งมองสบาย ๆ ที่หลังคาบ้าน

พี่ชายทั้งสองเสียหน้าที่ดูเหมือนว่าน้องชายจะฉลาดและสบายกว่าพวกเขา พี่ชายโมโหจึงพากันบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง และไม่วายต่อว่าจอห์นว่า ถึงอย่างไรคนซื่อบื้ออย่างจอห์นก็คงมีอนาคตที่สดใสไปไม่ได้

ที่พระราชวัง   พระราชาทรงป่าวประกาศให้ชายหนุ่มที่นำรองเท้าทองคำไปออกมาแสดงตัว  แต่จนแล้วจดรอดก็ไม่มีใครออกมาปรากฏตัวให้เห็น  ด้วยเหตุนี้  พระราชาจึงให้ทหารออกค้นบ้านของชาวบ้านทีละหลัง  จนในที่สุด พวกทหารก็มาถึงบ้านของชาวนากับลูกชายทั้งสาม

เมื่อทหารค้นห้องของพ่อและพี่ชายทั้งสองคนเสร็จ พวกเขาก็ถามว่า  “ในบ้านนี้ยังมีคนอยู่อีกไหม”

พี่ชายทั้งสองของจอห์นจึงบอกว่า  “นอกจากพวกเรากับพ่อแล้ว  ในบ้านยังมีน้องชายจอมซื่อบื้อที่วัน ๆ ก็ไม่เห็นทำอะไรอยู่อีกคนหนึ่ง”   ทหารจึงขอพบตัวจอห์น และค้นจนเจอรองเท้าทองคำของเจ้าหญิงซ่อนอยู่ในย่ามประจำตัวของเขา

พี่ชายทั้งสองต่างตกตะลึงและไม่รู้ว่าน้องชายผู้ไม่มีอนาคตของพวกเขา มีรองเท้าทองคำอยู่ในย่ามได้อย่างไร   ส่วนจอห์นได้แต่ยิ้ม ๆ เมื่อเห็นพี่ชายทั้งสองของเขางงเป็นหมูตาแตก หลังจากนั้น ทหารก็ให้จอห์นและทุกคนในครอบครัวเดินทางไปที่พระราชวัง  เพื่อให้จอห์นเข้าพิธีแต่งงานกับเจ้าหญิง

เมื่อไปถึงพระราชวัง  หลาย ๆ คนไม่เชื่อว่าจอห์นเป็นคนที่นำรองเท้าทองคำ ลงจากยอดต้นสนได้จริง ๆ  พวกเขาจึงถามหาชุดสีทอง สีเงิน และสีทองแดงที่พวกเขาเคยเห็นเมื่อวันก่อน

เมื่อถูกคาดคั้น  จอห์นจึงนำนกหวีดทั้งสามตัวออกมาเป่า  ซึ่งหลังจากเป่านกหวีด  ม้าทั้งสามก็ปรากฏตัวพร้อมกับชุดสุดเท่ทั้ง 3 สี  จอห์นนำชุดสีทองทองมาสวมจนกลายเป็นเจ้าชายชิลชิลสุดเท่   จากนั้น เขาได้มอบชุดอีก 2 ชุดให้พี่ชายทั้งสองของเขา  ที่กำลังยืนงงต่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า 

หลังจากนั้น  จอห์นก็มอบรองเท้าทองคำให้แก่เจ้าหญิง  และแล้ว…..เจ้าชายชิลชิลก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิง และทั้งคู่ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขสืบมา

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

วันเบิกบาน

นิทานเรื่อง “วันเบิกบาน” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่เพิ่งเรียนรู้ การเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ โดยได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์เอนก เตชวโร เจ้าอาวาสวัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น เป็นพระอาจารย์ผู้คอยชี้แนะ

นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นจากความพยายามในการทำความเข้าใจเรื่อง “การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว” กับการทำให้ความทุกข์คลายลง ซึ่งในเวลาต่อมา เมื่อผมได้ฝึกการเจริญสติมากขึ้น ความเข้าใจในเรื่องนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร

อย่างไรก็ตาม นิทานเรื่องนี้อาจมีประโยชน์ในการเป็นประตูบานแรก ที่จะนำพาเด็ก ๆ ไปรู้จักกับการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ซึ่งจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากหากได้เรียนรู้และฝึกฝนอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง

นิทานเรื่อง วันเบิกบาน

กาลครั้งหนึ่ง ณ ป่าแสนสุข มีลูกลิงช่างคิดตัวหนึ่งกับลูกนกอีกตัวหนึ่งเป็นเพื่อนรักกัน 

ลูกลิงมักใช้เวลาทั้งวันนั่งคิดนู่นคิดนี่ โดยเฉพาะการคิดเปรียบเทียบตัวเองกับสัตว์อื่น ๆ  ส่วนลูกนกมักใช้เวลาว่างขยับปีกเคลื่อนไหวเล่น ๆ เป็นจังหวะไปมาและมีสติอยู่กับปัจจุบันไม่คิดฟุ้งซ่านให้ปวดหัว

อยู่มาวันหนึ่ง  ลูกนกเห็นลูกลิงนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดดูไม่มีความสุขเลย  ลูกนกจึงบินเข้าไปถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

เมื่อลูกลิงเห็นลูกนกบินมาหา  ลูกลิงจึงระบายความอัดอั้นตันใจให้ลูกนกฟัง “คิด ๆ ดูแล้ว ฉันรู้สึกแย่จังเลยนะ ดูหน้าตาของฉันสิ ไม่เห็นน่ารักแบบสัตว์อื่น ๆ เลย  ฉันเกิดมาทำไมนะ ฉันช่างโชคร้ายเสียจริง ๆ” ลูกลิงรำพึง “ไม่ใช่แค่นี้นะ ดูขนของฉันสิ มันไม่อ่อนนุ่มปุกปุยแบบขนของสัตว์ที่น่ารักทั้งหลายเลย ฉันเกิดมาทำไมนะ ฉันช่างโชคร้ายเสียจริง ๆ”  ลูกลิงพูดพลางทำตาแดง ๆ เหมือนจะร้องไห้ “แต่ที่แย่ที่สุดนะ ลองดูก้นของฉันสิ  มันแดงแจ๋น่าเกลียดไม่เหมือนก้นของสัตว์อื่น ๆ เลย ฉันเกิดมาทำไมนะ ฉันช่างโชคร้ายเสียจริง ๆ”  ลูกลิงเริ่มน้ำตาไหลแล้วก็ร้องไห้โฮด้วยความทุกข์ที่เกิดจากความคิดของตัวเอง

ลูกนกสงสารลูกลิงที่หลงอยู่ในห้วงของความคิดโดยไม่รู้สึกตัวเลยว่า ในความเป็นจริงไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ๆ

ลูกนกจึงตัดสินใจอาสาคลายทุกข์ให้ลูกลิงด้วยการชวนลูกลิงเล่นเคลื่อนไหวมือเป็นจังหวะตามที่ลูกนกขยับปีก โดยลูกนกรับประกันว่าลูกลิงจะสบายใจขึ้นแน่ ๆ ถ้าหากลองทำตามโดยรู้ตัวว่าตอนไหนมือกำลังเคลื่อนและตอนไหนที่มือหยุดนิ่ง 

ลูกลิงไม่เข้าใจว่าการเล่นเคลื่อนไหวมือจะช่วยให้มันหายเศร้าได้อย่างไร แต่อย่างน้อยการได้เล่นในเวลาที่ทุกข์ใจมาก ๆ ก็คงดีกว่าการปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉย ๆ  ด้วยเหตุนี้ ลูกลิงกับลูกนกจึงเริ่มเล่นเคลื่อนไหวมือด้วยกัน

เมื่อลูกนกเริ่มขยับปลายปีกแล้วหยุดคล้ายการพลิกมือ ลูกลิงก็พลิกมือตาม แล้วหยุดนิ่งอย่างมีสติรู้ตัว พอลูกนกยกปีกขึ้นแล้วหยุด ลูกลิงก็ยกมือขึ้นแล้วหยุดบ้าง ครั้นเมื่อลูกนกขยับปีกเปลี่ยนท่าเคลื่อนไหวต่อไปเป็นจังหวะ ลูกลิงก็ยกมือเคลื่อนไหวตามได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน  ลูกนกกับลูกลิงเล่นเคลื่อนไหวมือไปมาทีละท่า ๆ ตามจังหวะของตัวเอง จนเวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง จู่ ๆ ลูกลิงก็เกิดความรู้สึกบางอย่างสว่างวาบขึ้นในใจ!

ความรู้สึกของลูกลิงเป็นความรู้สึกที่โปร่งเบาเบิกบานแตกต่างจากช่วงเวลาก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด  เพราะตลอดเวลาที่ลูกลิงเล่นเคลื่อนไหวมือ สมองของลูกลิงที่เคยอัดแน่นไปด้วยความคิดแย่ ๆ ก็กลายเป็นสมองว่าง ๆ ที่เหลือเพียงแค่การรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของมือเท่านั้น  ซึ่งเมื่อสมองปลอดโปร่ง ความทุกข์ก็ค่อย ๆ จางลง และลูกลิงก็กลับมาอยู่กับความเป็นจริงมากขึ้น

ในชีวิตจริง  ทุกคนมีทั้งจุดดีและจุดด้อย แค่เราพอใจในสิ่งที่เรามีเราเป็น ไม่ปล่อยให้ความคิดมาหลอกให้เราหลงอยากมีแบบคนอื่นหรืออยากเป็นแบบคนอื่น เพียงเท่านี้…ความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น

ลูกลิงยิ้มกว้างแล้วบอกกับลูกนกว่า “ฉันเข้าใจแล้วล่ะ การเล่นเคลื่อนไหวมือแบบนี้ ทำให้สมองปลอดโปร่งและช่วยให้หัวใจของฉันเบิกบานเหมือนดอกไม้ที่บานรับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์เลยนะ”

“นี่แหละ ความมหัศจรรย์ของการเล่นเคลื่อนไหวมือล่ะ เรามาเล่นด้วยกันทุก ๆ วันดีไหมจ๊ะ” ลูกนกชวน

“ได้สิ เล่นเคลื่อนไหวมือแบบนี้ดีกว่านั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนปวดหัวเยอะเลยล่ะ” ลูกลิงตอบ

นับจากวันนั้น เพื่อนรักทั้งสองจึงเล่นเคลื่อนไหวมือด้วยกันทุกวัน ซึ่งทำให้ทั้งคู่มีสติและมีความสุขมากขึ้น ๆ จนใครต่อใครในป่าพากันมาขอเล่นด้วย  และในเวลาต่อมา การเล่นเคลื่อนไหวมือก็กลายเป็นกิจกรรมยอดนิยม ณ ป่าแสนสุขที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายต่างมีความสุขกันโดยถ้วนหน้า

#นิทานนำบุญ

—————————

หมายเหตุ :   

ผู้เขียนขอขอบพระคุณพระอาจารย์เอนก เตชวโร เจ้าอาวาสวัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น ที่เมตตาแนะนำการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภให้ผู้เขียนได้เรียนรู้ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ