Posted in นิทาน, นิทานก่อนนอน, นิทานตลก

ปริศนาปัญหาแมว

สมัยที่ผมแต่งนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน ผมต้องแต่งนิทานให้เสร็จสมบูรณ์ภายในเวลา 15 วันต่อ 1 เรื่อง และต้องแต่งนิทานไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ปีละ 24 เรื่อง เป็นเวลานานถึง 17 ปี

คำถามที่บางคนอาจสงสัยคือ “พี่นำบุญเคยคิดนิทานไม่ออกบ้างไหม” คำตอบก็คือ “เคย”

การคิดนิทานไม่ออก โดยที่เวลากระชั้นเข้ามาเรื่อย ๆ เป็นเรื่องที่ทรมานมาก ผมสาบานกับตัวเองว่า จะไม่ยอมไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีกแล้ว เพราะมันเหมือนตกนรก!

เวลาที่คิดนิทานไม่ได้ บางครั้ง ผมถึงขั้นนอนกลิ้งไปกลิ้งมาที่พื้นห้อง บางครั้ง…พยายามหลับเพื่อที่จะฝันนิทานออกมาเป็นเรื่อง บางครั้ง..พยายามค้นนิทานเก่า ๆ ที่ตัวเองแต่งไม่จบเมื่อเดือนก่อน ๆ เพื่อจะหาทางแต่งต่อให้จบ (แต่ก็แต่งไม่ได้)

และเมื่อเวลาเข้าใกล้เส้นตาย สิ่งเดียวที่ทำได้ คือการนั่งลงที่หน้าคอมพิวเตอร์ แล้วเริ่มพิมพ์ พิมพ์อะไรก็ตามเท่าที่คิดได้ พิมพ์ไปคิดไป ถ้าไปต่อไม่ได้ก็ลบแล้วคิดใหม่ ทำแบบนี้จนกว่าจะได้นิทานที่โอเค (ซึ่งไม่ง่ายเลย)

นิทานเรื่อง ปริศนาปัญหาแมว เป็นหนึ่งในนิทานที่แต่งในภาวะวิกฤต คือพยายามคิดนิทานมาเกือบ 15 วัน แต่ก็คิดไม่ออกจริง ๆ พอถึงโค้งสุดท้าย ผมจึงนึกถึงปริศนาอะไรเอ่ยที่วัยรุ่นขอบเล่นกัน แล้วทดลองนำมาแต่งเป็นนิทานดู แต่งไปแก้ไป จนสุดท้ายได้นิทานที่โอเค พอส่งต้นฉบับเสร็จ ก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก และโล่งใจเมื่อทีมงานขวัญเรือนบอกว่า “นิทานสนุกดี”

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อคุณแม่และเจ้าแมวเหมียวที่แสนน่ารัก แม้เด็กน้อยจะเป็นลูกคนเดียว แต่เขากลับไม่เคยเหงาเลย เพราะเขาสนิทสนมกับเจ้าแมวเหมียวจนสามารถพูดคุยกันรู้เรื่อง ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงหาเรื่องสนุก ๆ เล่นกับเจ้าแมวเหมียวได้ไม่รู้จบ

วันหนึ่ง ในขณะที่เด็กน้อยกำลังเล่นทายปัญหาอะไรเอ่ยอยู่กับเจ้าแมวเหมียวเพื่อนรัก จู่ ๆ คุณแม่ก็นำข่าวร้ายมาบอกให้เด็กน้อยได้ทราบว่า คุณพ่อของเด็กน้อยโดนแมลงพิษต่อยอาการสาหัส เด็กน้อยอยากช่วยให้คุณพ่อหายป่วย ดังนั้น เมื่อคุณแม่ออกจากบ้าน เด็กน้อยจึงชวนเจ้าแมวเหมียวเข้าป่าเพื่อไปหาสมุนไพรวิเศษมารักษาคุณพ่อ

สมุนไพรวิเศษเป็นพืชที่ใครต่อใครต่างเล่าลือกันว่ามันมีสรรพคุณที่สามารถแก้พิษได้ทุกชนิดในโลก แม้คุณสมบัติของสมุนไพรวิเศษจะเป็นเรื่องจริง แต่มันเป็นพืชที่หายากและไม่ค่อยมีใครได้พบเห็น ด้วยเหตุนี้เอง เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวจึงได้แต่มะงุมมะงาหราไม่รู้ว่าควรเก็บสมุนไพรต้นใดกลับบ้านกันแน่

ทันใดนั้นเอง มีภูตน้อยจอมซนตนหนึ่งบังเอิญมาเห็นเหตุการณ์เข้า ภูตน้อยตนนี้อาศัยอยู่ในป่าและชอบหาเรื่องเล่นสนุกอยู่เสมอ เมื่อภูตน้อยทราบว่าคู่หูทั้งสองต้องการความช่วยเหลือ มันจึงได้โอกาสชวนเด็กน้อยเล่นเกม ซึ่งถ้าเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเอาชนะมันได้ มันก็จะช่วยหาสมุนไพรวิเศษให้แก่เด็กน้อยและเจ้าแมวเหมียวเป็นรางวัลแห่งชัยชนะ

เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเห็นว่าภูตจอมซนรู้จักต้นไม้ต่าง ๆ ในป่าเป็นอย่างดี ดังนั้น พวกเขาจึงตกปากรับคำที่จะเล่นเกมกับภูตจอมซนโดยแทบไม่ต้องคิด

แต่เกมของภูตแห่งป่านั้นไม่ใช่เกมที่ใคร ๆ จะสามารถเอาชนะได้อย่างง่าย ๆ เพราะกติกาของเกมมีอยู่ว่า เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวจะต้องคิดและตั้งคำถามอะไรเอ่ยเกี่ยวกับต้นไม้ใบหญ้าหรือธรรมชาติต่าง ๆ เพื่อใช้ถามภูตน้อย โดยคู่หูทั้งสองมีโอกาสตั้งคำถามได้ถึง 3 ครั้ง ซึ่งหากมีคำถามข้อใดแม้แต่เพียงข้อเดียวที่ภูตแห่งป่าตอบไม่ได้ มันก็จะถือว่าเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเอาชนะมันได้สำเร็จ

การที่ภูตจอมซนกล้ากำหนดกติกาเอาไว้เช่นนี้ก็เป็นเพราะมันเชื่อมั่นว่า ไม่มีใครรู้เรื่องของต้นไม้ใบหญ้าและธรรมชาติทั้งหลายดีไปกว่ามันเป็นแน่ แต่ถึงแม้ว่าภูตจอมซนจะมีความรอบรู้สักเพียงใด เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวก็ไม่อยาก ปล่อยโอกาสในการหาสมุนไพรวิเศษให้ผ่านไปอย่างไร้ค่า เพราะฉะนั้นคู่หูทั้งสองจึงช่วยกันคิดคำถามอย่างสุดความสามารถ

“ต้นอะไรเอ่ย ต้นเท่าแขนใบแล่นเสี้ยว?” เด็กน้อยยืมคำถามโบราณมาถามภูตจอมซน

ภูตน้อยอมยิ้มอย่างรู้ทัน แล้วจึงตอบคำถามกลับไปว่า “ต้นอ้อยใช่ไหมล่ะ ง่ายชะมัด”

เมื่อภูตแห่งป่าตอบคำถามข้อแรกได้อย่างง่ายดาย เด็กน้อยจึงตั้งใจเลือกคำถามที่ยากขึ้น

“แล้วต้นอะไรเอ่ย ต้นเท่าครก ใบปรกดิน?” เด็กน้อยถามคำถามที่เขาคิดว่ายากมาก ๆ

ภูตน้อยหัวเราะแล้วจึงตอบกลับไปว่า “ก็ต้นตะไคร้ยังไงล่ะ ถามให้มันยาก ๆ หน่อยสิ”

เมื่อภูตน้อยตอบคำถามได้ถูกต้องทั้ง 2 ข้อ เด็กน้อยกับแมวเหมียวจึงต้องคิดหนัก

คำถามอะไรหนอที่ภูตแห่งป่าจะตอบไม่ได้ เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวตรึกตรองกันอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดเจ้าแมวเหมียวก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

เจ้าแมวเหมียวรีบหันไปซุบซิบกับเด็กน้อยด้วยภาษาที่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง ซึ่งเมื่อเด็กน้อยได้ฟังคำถามของเจ้าแมวเหมียวแล้ว เขาก็ตกลงใจที่จะเสี่ยงถามคำถามนั้นกับภูตน้อยจอมซน

“ต้นอะไรเอ่ย ออกลูกเป็นแมว?” เด็กน้อยถามคำถามอย่างชัดถ้อยชัดคำ

ทันทีที่ภูตน้อยได้ฟังคำถาม มันก็พยายามคิดถึงต้นไม้ต่าง ๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับแมว

ภูตน้อยรู้จักต้นนมแมว แต่ต้นนมแมวก็ไม่ได้ออกลูกเป็นแมวสักหน่อย ภูตแห่งป่าใช้ความคิดจนปวดหัวไปหมด และแล้ว…ภูตน้อยก็ยอมแพ้และขอให้คู่หูเจ้าปัญหาช่วยเฉลยคำตอบให้มันได้รู้

เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวดีใจที่ภูตแห่งป่าตอบคำถามของพวกเขาไม่ได้ ซึ่งเมื่อคู่หูทั้งสองเฉลยคำตอบให้ภูตจอมซนได้ทราบ ภูตน้อยก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความที่คาดไม่ถึง

“ต้นที่ออกลูกเป็นแมวก็คือ ……………………………. ต้นตระกูลของแมวยังไงล่ะ ฮิฮิ”

ภูตแห่งป่าพอใจกับคำเฉลยของคู่หูเจ้าปัญหา แม้ว่าคำถามดังกล่าวออกจะติงต๊องอยู่สักหน่อย แต่มันก็เป็นคำถามไม่ได้ผิดไปจากกติกาที่กำหนดเอาไว้ เพราะแมวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ ภูตจอมซนจึงรักษาสัญญาด้วยการหาสมุนไพรวิเศษมาให้แก่เด็กน้อยและเจ้าแมวเหมียว

ในที่สุด เด็กน้อยก็สามารถนำสมุนไพรวิเศษมาช่วยรักษาคุณพ่อได้เป็นผลสำเร็จ

ไม่ช้าไม่นานนัก คุณพ่อก็กลับมาแข็งแรงดังเดิมอีกครั้ง และความสงบสุขก็กลับคืนสู่ครอบครัวของเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวดังเดิม

ภาพประกอบนิทาน ปริศนาปัญหาแมว เด็กชายอุ้มแมวพร้อมภูตน้อยในบรรยากาศแฟนตาซี
ภาพประกอบนิทานเรื่อง “ปริศนาปัญหาแมว” เด็กชายกับเจ้าแมวเหมียวและภูตน้อย
Posted in นิทาน, นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

ลูกกระต่ายยอดนักประดิษฐ์ – นิทานก่อนนอนสนุก ๆ พร้อมหุ่นยนต์สุดเท่

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ทอม ธัมบ์ : เจ้าหนูนิ้วโป้ง

Continue reading “ทอม ธัมบ์ : เจ้าหนูนิ้วโป้ง”
Posted in นิทาน, เด็ก, เรื่องเล่า

นิทานเรื่อง เย่เซียน (ซินเดอเรลล่า)

Continue reading “นิทานเรื่อง เย่เซียน (ซินเดอเรลล่า)”
Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ครูจะกอดลูกไว้ด้วยใจรัก (แบบกระชับ)

ชื่อเสียงในการสอนและความรักเด็กของคุณครูจรัสศรีทำให้ผู้คนในเมืองพาลูกหลานมาเรียนที่โรงเรียนเล็ก ๆ เก่า ๆ ของคุณครูจรัสศรีกันหมด   แม้จะมีเด็กมาเรียนมาก  แต่คุณครูจรัสศรีก็ไม่เคยคิดเอาเปรียบ  คุณครูจรัสศรีมักจัดสรรเงินค่าเทอมไปจ้างครู  จ้างทีมสนับสนุนการทำงานของครู  จ้างทีมแม่ครัวและแม่บ้าน  แล้วฝึกอบรมให้ทุกคนดูแลเด็ก ๆ ด้วยหัวใจ   

เมื่อเศรษฐีย้ายมาอยู่ที่คฤหาสน์ในเมืองเล็ก ๆ  เศรษฐีพยายามค้นหาโรงเรียนให้ลูกสาวสุดที่รัก แต่เมืองทั้งเมืองมีโรงเรียนประถมแค่แห่งเดียว เป็นโรงเรียนที่ทั้งเล็กและเก่า แถมครูใหญ่ยังต้องมาสอนหนังสือด้วยตัวเอง  เศรษฐีจึงคิดว่า โรงเรียนคงไม่มีคุณภาพแน่ ๆ  ด้วยเหตุนี้ เศรษฐีจึงเรียกประชุมผู้จัดการให้ช่วยกันคิด “แผนธุรกิจ” ในการสร้างโรงเรียนประถม เพื่อใช้เป็นโรงเรียนของลูกสาว และเพื่อการสร้างรายได้จากเด็กนักเรียน

ผู้จัดการอีกคนหนึ่งเสนอว่า หากสร้างอาคารเรียนให้ทันสมัย เป็นตึกสัก 7 ชั้น แต่ละชั้นตกแต่งด้วยรูปแบบที่ต่างกัน เช่น ตกแต่งเป็นชั้นอวกาศ ชั้นวิทยาศาสตร์ ชั้นกีฬา ชั้นสร้างศิลปิน ชั้นของเล่น ชั้นสวนสนุก ชั้นสวนสัตว์  พ่อแม่น่าจะแย่งกันส่งลูกมาเรียน

เศรษฐีคิดตามแล้วสั่งให้ผู้จัดการทั้งหมดสร้างโรงเรียนให้เสร็จภายในเวลา 6 เดือน

เศรษฐีแปลกใจที่พ่อแม่ในเมืองแห่งนี้ ไม่มีใครส่งลูกมาเรียนที่โรงเรียนของเขาเลย  

“ลูกต้องสืบให้ได้นะว่า โรงเรียนคู่แข่งของเราตกแต่งโรงเรียนยังไง ใช้หลักสูตรจากประเทศไหนและมีการใช้ A.I.หรือมีอะไรที่ทันสมัยกว่าโรงเรียนของเราหรือเปล่า”  เศรษฐีกำชับ

วันแรกที่ลูกสาวเศรษฐีไปโรงเรียน  คุณครูจรัสศรีเป็นคนมารับเด็กหญิงตัวน้อยที่รถของคุณพ่อ จากนั้น คุณครูจรัสศรีก็ทักทายนักเรียนใหม่ว่า  “สวัสดีจ้ะคนดี ยินดีต้อนรับนะจ๊ะ ครูชื่อครูจรัสศรี ไม่ใช่จรัสหมีหรือจะจับหมีนะจ๊ะ ถึงครูจะตัวใหญ่เหมือนหมี แต่ครูก็น่ารักไม่แพ้หมีแพนด้านะ”  จากนั้น  คุณครูตัวใหญ่ก็พานักเรียนตัวเล็กเดินไปยังห้องเรียน

ลูกสาวเศรษฐีตื่นเต้นที่จะได้ปลูกดอกไม้ของตัวเองบ้าง  เธอไม่คิดมาก่อนเลยว่า  เธอสามารถมีส่วนร่วมในการทำให้โรงเรียนน่าอยู่ได้  เพราะโรงเรียนของพ่อใช้วิธีจ้างคนให้มาตกแต่งให้ทั้งหมด   

ในเรื่องของหลักสูตรที่ใช้   ลูกสาวเศรษฐีถามคุณครูจรัสศรีว่า  คุณครูจรัสศรีใช้หลักสูตรจากประเทศไหนมาทำการสอน  ตอนแรก คุณครูจรัสศรีค่อนข้างแปลกใจกับคำถาม  แต่พอนึกทบทวนดู  คุณครูจรัสศรีก็ตอบลูกศิษย์ตัวน้อยว่า “หลักสูตรของครูน่าจะเป็นหลักสูตรจากประเทศหัวใจนะ”  

ในเรื่องของการใช้คอมพิวเตอร์  อินเตอร์เน็ต หรือ A.I.   ลูกสาวเศรษฐีพยายามสังเกตและหาคำตอบตามที่พ่อมอบหมาย  แต่ในห้องเรียนไม่มีอุปกรณ์ทันสมัยใด ๆ  เลย   จนกระทั่งถึงเวลาพักเที่ยง  ลูกสาวเศรษฐีพบว่า   มีทีมครูอีกทีมหนึ่ง ชื่อ ทีมสนับสนุนการทำงานของครู  เข้ามาพูดคุยกับคุณครูจรัสศรีพร้อมกับนำเอกสารปึกใหญ่มาด้วย

ลูกสาวเศรษฐีค่อนข้างตกใจที่เธอเพิ่งรู้ว่า  A.I.ที่โรงเรียนของพ่อใช้แทนครู เป็นเครื่องมือที่เชื่อถือไม่ได้เสมอไป การใช้ A.I. แทนครูจึงเป็นเรื่องที่อันตรายมาก

ทันทีที่เศรษฐีลงจากรถ แทนที่เศรษฐีจะถามลูกสาวว่าหิวไหม เหนื่อยไหม  เศรษฐีผู้ร้อนรนกลับรีบกระซิบถามลูกสาวด้วยเสียงที่เบาที่สุดว่า “วันนี้ สืบอะไรมาได้บ้าง” 

จริง ๆ แล้ว คุณครูจรัสศรีพอจะทราบว่า คุณพ่อของเด็กน้อยเป็นเศรษฐีและเป็นเจ้าของโรงเรียนแห่งใหม่ ส่วนเด็กน้อยเป็นเด็กกำพร้าที่เพิ่งเสียคุณแม่ไปได้ไม่นานนัก  การที่เศรษฐีส่งลูกสาวมาเรียนที่โรงเรียนจึงเป็นเรื่องที่คุณครูจรัสศรีรู้สึกแปลกใจมาตั้งแต่ต้น  แต่เมื่อคุณครูจรัสศรีได้เห็นท่าทีและได้ฟังคำพูดของเศรษฐีที่มีกับลูก  คุณครูจรัสศรีจึงมองลูกศิษย์ด้วยความสงสาร จากนั้น คุณครูจรัสศรีจึงตัดสินใจ ปกป้องลูกศิษย์ตัวน้อยด้วยหัวใจของครูที่รักลูกศิษย์เหมือนลูกแท้ ๆ

เมื่อลูกสาวเศรษฐีเดินพ้นสายตาไปแล้ว  คุณครูจรัสศรีก็หันมามองเศรษฐีด้วยสีหน้าของคุณครูที่เข้มงวดที่สุด แล้วพูดกับเศรษฐีว่า “ครูรู้แล้วนะว่าคุณพ่อส่งลูกสาวมาเรียนที่นี่เพราะอะไร ครูเอง แม้จะเพิ่งได้เป็นครูของลูกสาวคุณพ่อแค่เพียงวันเดียว แต่ครูก็อยากปกป้องเค้าให้ดีที่สุด ครูจึงอยากเตือนคุณพ่อว่า หัวใจของลูกเป็นสิ่งที่มีค่ามากนะคะ อย่าเห็นแก่ความต้องการของตัวเอง จนลืมปกป้องหัวใจของเค้า อย่าสั่งให้ลูกเป็นอย่างอื่นเลย ให้ลูกได้เป็นลูก เป็นเด็กนักเรียนธรรมดา ๆ แต่เป็นคนสำคัญที่สุดของพ่อ  จะไม่ดีกว่าเหรอคะ”

หลังจากนั้น  คุณครูจรัสศรีก็ปล่อยให้เศรษฐีปลูกต้นไม้กับลูกสาวกันตามลำพัง  ครั้นเมื่อสองพ่อลูกปลูกต้นไม้เสร็จ  พวกเขาก็ลาคุณครูขึ้นรถกลับบ้าน  โดยที่เศรษฐีไม่ได้ถามเรื่องภารกิจลับใด ๆ กับลูกสาวอีก

เศรษฐีนึกขอบคุณคุณครูจรัสศรีที่เตือนสติเขา   เศรษฐีรับรู้ได้ว่า คุณครูหวังดีและพยายามปกป้องลูกสาวของเขาจากพ่อที่ไม่เอาไหน  เศรษฐีรู้แล้วว่า เพราะเหตุใดผู้คนจึงพาเด็ก ๆ มาเรียนหนังสือกันที่นี่ 

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง ครูจะกอดลูกไว้ด้วยใจรัก

Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง เจ้าชายสัตว์ป่า

วันหนึ่ง  ในขณะที่เจ้าชายสัตว์ป่าเดินชมนกชมไม้อยู่เพลินๆ   จู่ ๆ เจ้าชายก็ได้กลิ่นที่ไม่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก   เจ้าชายสัตว์ป่ารู้สึกว่ากลิ่นดังกล่าวหอมอย่างบอกไม่ถูก เจ้าชายจึงแอบย่องไปสังเกตการณ์ว่าใครแอบเข้ามาในป่าของพระองค์  แต่ทันทีที่เจ้าชายเห็นว่า ผู้บุกรุกคือเจ้าหญิงที่แสนน่ารัก พระองค์ก็รู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่างทำให้พระองค์หัวใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  เมื่อได้สติ เจ้าชายจึงรู้ตัวว่าตนเองคง “ตกหลุมรัก” เจ้าหญิงเข้าให้เสียแล้ว  แต่เพราะเจ้าชายสัตว์ป่าเป็นเจ้าชายที่ไม่ใช่มนุษย์  เจ้าชายจึงรู้ดีว่า การจะไปขอแต่งงานกับเจ้าหญิง เป็นเรื่องที่ยากเสียจนไม่น่าจะเป็นไปได้

เมื่อเจ้าชายสัตว์ป่าทราบข่าว  เจ้าชายสัตว์ป่าก็รู้สึกมีความหวัง แต่เจ้าชายรู้ดีว่าตนเองเป็นเจ้าชายสัตว์ป่าที่แตกต่างจากเจ้าชายอื่น ๆ  พระองค์จึงใช้เวลาคิดอยู่หลายวัน เพราะรู้สึกว่าตนอาจไม่เหมาะสมกับเจ้าหญิง แต่ความรักที่เจ้าชายมีต่อเจ้าหญิงมีอานุภาพมาก ในที่สุด เจ้าชายสัตว์ป่าจึงตัดสินใจไปร่วมงานเลือกคู่

เมื่อเจ้าชายสัตว์ป่าไปถึงงาน เจ้าชายพบว่าตนเองมาถึงงานเป็นคนสุดท้าย   ครั้นเมื่อถึงเวลา  พระราชาได้แจ้งกติกาในการเลือกคู่ให้เจ้าชายทุกพระองค์ทราบว่า เจ้าชายที่สามารถนำอัญมณีสายรุ้งจากรังนกที่อยู่บนยอดเขาสูงเสียดฟ้ามามอบให้แก่เจ้าหญิงได้  จะมีสิทธิ์ได้พูดคุยทำความรู้จักเพื่อให้เจ้าหญิงตัดสินใจเลือกเป็นคู่ครองต่อไป

ทันทีที่เจ้าชายทั้งหลายได้ฟังเงื่อนไขจากพระราชา  แม้เจ้าชายทุกพระองค์จะรู้ถึงความยากลำบาก  แต่การได้แต่งงานกับเจ้าหญิงและการได้ครอบครองอาณาจักรต่อจากพระราชาเป็นการเดิมพันที่คุ้มค่า  เจ้าชายเกือบทั้งหมดจึงรีบกระโดดขึ้นขี่ม้าแล้วควบม้าฝ่าพายุฝนที่ตกลงมาพอดี  จนในท้องพระโรงเหลือเจ้าชายเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่ยังไม่ออกเดินทางไปไหน ซึ่งนั่นก็คือ เจ้าชายสัตว์ป่า

เจ้าชายสัตว์ป่าส่งยิ้มให้พระราชาด้วยความอ่อนน้อม จากนั้น เจ้าชายสัตว์ป่าจึงตอบพระราชาไปว่า “กระหม่อมใช้ชีวิตอยู่ในป่า ในธรรมชาติ  กระหม่อมจึงได้เรียนรู้ว่า  บางครั้งเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาทันที  แต่ในบางกรณี การหยุดรอแทนการเข้าไปปะทะอย่างไรประโยชน์ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า  เมื่อกระหม่อมเห็นพายุฝนที่ซัดกระหน่ำลงมา และประเมินถึงภารกิจที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคอีกหลายอย่าง กระหม่อมจึงขอเลือกเก็บแรงไว้ก่อน แล้วใช้เวลานี้วางแผน เตรียมสิ่งที่จำเป็น เพื่อใช้ในการเดินทาง ซึ่งน่าจะดีกว่าการออกไปปะทะกับพายุฝน”

หลังจากที่เจ้าชายสัตว์ป่าเดินทางมาได้ราวครึ่งวัน  จู่ ๆ เจ้าชายก็พบว่ามีเจ้าชายบางพระองค์ที่ออกเดินทางมาก่อน ขี่ม้านำหน้าพระองค์อยู่เพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น   ซึ่งหลังจากที่เจ้าชายสัตว์ป่าควบม้าแซงหน้าเจ้าชายเหล่านั้นไปได้   เจ้าชายจึงคาดเดาว่า เจ้าชายบางพระองค์ที่ขี่ม้าฝ่าพายุฝน คงสะบักสะบอมเพราะพลังของธรรมชาติ ทำให้หมดสภาพที่จะเดินทางต่อไปยังจุดหมาย

ณ ลานทางเข้าป่าอาถรรพ์ มีเจ้าชายจำนวนมากที่เนื้อตัวมอมแมม (ซึ่งอาจเกิดจากการขี่ม้าฝ่าพายุฝนแล้วคลุกกับฝุ่นตอนขี่ม้ากลางแดด) กำลังครุ่นคิดว่าจะเดินทางผ่านป่าอาถรรพ์เพื่อมุ่งหน้าไปยังภูเขาเสียดฟ้าในทันที  หรือจะหยุดพักค้างแรมที่ลานทางเข้านี้ก่อนสักหนึ่งคืน แล้วค่อยเดินทางต่อในตอนเช้า

เมื่อเจ้าชายองค์อื่น ๆ เห็น “คู่แข่ง” ออกเดินทางไปก่อน  เจ้าชายทั้งหลายจึงเลิกคิดที่จะพัก  แต่กลับพากันกระโดดขึ้นม้าแล้วควบตามเจ้าชายองค์แรกไป จนลานกว้างเหลือเจ้าชายอยู่เพียงพระองค์เดียว คือ เจ้าชายสัตว์ป่า นั่นเอง

วันรุ่งขึ้น เจ้าชายสัตว์ป่าควบม้าคู่ใจเข้าไปในป่าอาถรรพ์ตั้งแต่เช้าตรู่  ระหว่างทาง เจ้าชายสัตว์ป่าพบร่องรอยการต่อสู้ระหว่างเจ้าชายทั้งหลายกับเหล่าปิศาจปรากฏให้เห็นอยู่เต็มไปหมด ทั้งการได้เห็นกิ่งไม้หักระเนระนาด  การพบเจ้าชายจำนวนมากได้รับบาดเจ็บ  หรือการได้เห็นม้าหวาดกลัวจนหนีไปซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ ฯลฯ   เมื่อเจ้าชายสัตว์ป่าขี่ม้าพ้นออกมาจากเขตป่าอาถรรพ์และเดินทางต่อจนถึงตีนเขาสูงเสียดฟ้า  พระองค์ก็พบว่ามีเจ้าชายเพียงพระองค์เดียวที่เอาชนะเหล่าปิศาจได้จนหมด (ทำให้เจ้าชายสัตว์ป่าไม่ต้องสู้กับปิศาจเลย) ซึ่งเจ้าชายพระองค์นั้นกำลังควบม้าขึ้นสู่ยอดเขาสูงเสียดฟ้าเพื่อค้นหาอัญมณีสายรุ้ง

ครั้นเมื่อเจ้าชายสัตว์ป่าเดินทางขึ้นไปถึงยอดเขา เจ้าชายสัตว์ป่าก็พบว่า รังนกจำนวนมากถูกรื้อค้นกระจุยกระจายไปหมด ส่วนลูกนกทั้งหลายต่างก็ส่งเสียงร้องอยู่ที่พื้นอย่างน่าสงสาร เจ้าชายสัตว์ป่ามองเจ้าชายอีกพระองค์ที่รีบเร่งค้นหาอัญมณีจนลืมใส่ใจต่อชีวิตน้อย ๆ ของลูกนกด้วยความรู้สึกสังเวชใจ  บุคคลเช่นนี้ไม่เหมาะที่จะเป็นคู่ครองของเจ้าหญิงและคงเป็นพระราชาที่ดีไม่ได้แน่ ๆ  

แม้เจ้าชายสัตว์ป่าจะเห็นว่าเจ้าชายอีกพระองค์ได้เดินทางนำหน้าไปก่อนแล้ว  แต่แทนที่พระองค์จะรีบค้นหา   อัญมณีสายรุ้งบ้าง เจ้าชายสัตว์ป่ากลับเลือกที่จะสร้างรังพักฉุกเฉิน เพื่อให้ลูกนกที่สูญเสียรังไปได้มีที่อยู่ชั่วคราวก่อน  เมื่อภารกิจสำเร็จ พระองค์จึงเริ่มค้นหาอัญมณีสายรุ้ง…แม้จะเป็นการเริ่มต้นค้นหาที่ช้ากว่าเจ้าชายองค์แรกมากก็ตาม

เมื่อเจ้าชายมองไปที่ปากของนก เจ้าชายก็พบอัญมณีที่มีสีถึง 7 สี คือ สีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง เจ้าชายแปลกใจ พลางตั้งสติพิจารณาสีของอัญมณีอีกครั้งอย่างรอบคอบ  จนมั่นใจว่าอัญมณีที่นกนำมาให้เป็นอัญมณีสายรุ้งที่พระองค์กำลังค้นหา   เจ้าชายรับอัญมณีมาจากนกด้วยความขอบคุณ  จากนั้น เจ้าชายสัตว์ป่าจึงออกเดินทางลงจากยอดเขาเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังเมืองของเจ้าหญิง

เจ้าชายผู้เก่งกล้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะพระองค์รู้ดีว่าตนเองคงไปถึงเมืองของเจ้าหญิงช้ากว่าคู่แข่งเป็นแน่  เจ้าชายผู้เก่งกล้าจึงเล่าความจริงให้เจ้าชายสัตว์ป่าฟังว่า “ข้าพเจ้าประมาทเกินไป จึงเอาแต่บุกตะลุยเพื่อหวังจะเอาชนะ จนม้าประจำตัวหมดกำลังไปต่อไม่ไหว  ข้าพเจ้าคงแพ้ในการเลือกคู่ครั้งนี้แล้ว  ท่านไปต่อเถอะ อย่าเสียเวลาอยู่ตรงนี้เลย”

ครั้นเมื่อเจ้าชายสัตว์ป่าและเจ้าชายผู้เก่งกล้าเดินทางไปถึงปราสาทของเจ้าหญิง พระราชาทรงออกมาต้อนรับเจ้าชายทั้งสองด้วยความกระตือรือร้น  เมื่อเจ้าชายทั้งสองได้พบพระราชา ทั้งคู่จึงนำอัญมณีสายรุ้งจากยอดเขาสูงเสียดฟ้ามอบให้พระราชาพิจารณาทันที

เจ้าชายผู้เก่งกล้าตกใจและรู้สึกผิดที่ตนเองรีบร้อน ไม่ตรวจสอบความถูกต้องให้ดีเสียก่อน  บางที การใช้แต่พละกำลังบุกตะลุยสู้กับอุปสรรค โดยขาดความรอบคอบ อาจบทเรียนที่พระองค์ควรปรับปรุงแก้ไข  ในขณะเดียวกัน    เจ้าชายผู้เก่งกล้าก็รู้สึกว่า เจ้าชายสัตว์ป่าคือเจ้าชายที่เหมาะสมกับเจ้าหญิงจริง ๆ  ทั้งในเรื่องความสามารถและจิตใจอันดีงาม  ดังนั้น เจ้าชายผู้เก่งกล้าจึงยอมรับคำตัดสินของพระราชาแต่โดยดี

หลังจากเจ้าชายสัตว์ป่าและเจ้าหญิงได้ทำความรู้จักนิสัยใจคอกัน และเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้กันฟัง  เจ้าหญิงทรงชื่นชมความสามารถของเจ้าชายที่รู้จักบุกเมื่อควรบุก รู้จักหยุดเมื่อควรตั้งรับ  ทั้งยังรักในจิตใจอันดีงามของเจ้าชายที่มีต่อผู้อื่น (ทั้ง ๆ ที่เป็นคู่แข่ง) รวมทั้งความเมตตาที่มีต่อลูกนก ส่วนเจ้าชายสัตว์ป่าก็ทรงมีความสุขเมื่อได้คุยกับเจ้าหญิงที่ตนแอบหลงรัก ทั้งยังสบายใจเมื่อได้รู้ว่า เสด็จแม่ของเจ้าหญิงสืบเชื้อสายมาจากตระกูลนางเงือก  ทำให้เจ้าหญิงมีเลือดผสมที่สามารถอภิเษกสมรสกับเจ้าชายสัตว์ป่าได้

และแล้ว นิทานก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง ตุ๊กตาไร้แขน

นิทานก่อนนอนเรื่อง ตุ๊กตาไร้แขน เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงเดือนพฤษภาคม 2566 ซึ่งเป็นความตั้งใจที่ผมอยากจะลองเริ่มต้นกลับมาแต่งนิทานอย่างจริงจังอีกครั้ง พร้อม ๆ กับการที่ตัวเองมาอยู่ที่จังหวัดนครพนม

นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานเรื่องแรกที่แต่ง โดยใช้ตุ๊กตาเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างแรงบันดาลใจ ผมใช้เวลาในการแต่งนิทานเรื่องนี้อยู่หลายสัปดาห์ เพราะต้องวิ่งวุ่นกับการสร้างบ้านไปด้วย และต้องต่อสู้กับความขี้เกียจ รวมถึงความรู้สึกน้อยใจที่นิทานถูกละเมิดลิขสิทธิ์อยู่บ่อยครั้ง แต่ในที่สุด ผมก็แต่งนิทานเรื่องนี้เสร็จจนได้ (เสร็จก่อนที่บ้านจะพร้อมเข้าอยู่)

ผมหวังว่า นิทานที่ผมตั้งใจแต่งเรื่องนี้จะถูกใจคุณผู้อ่านบ้างนะครับ หลาย ๆ ส่วนอาจไม่สมบูรณ์เหมือนนิทานที่เคยแต่งลงในนิตยสารขวัญเรือน แต่เชื่อเถอะว่า ผมได้พยายามแต่งภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ ที่เผชิญอยู่ในตอนนี้ ขอให้มีความสุขกับนิทานเรื่องนี้กันนะครับ

นิทานเรื่อง ตุ๊กตาไร้แขน

กาลครั้งหนึ่ง ณ ร้านขายของเก่าซึ่งมีผู้คนแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมอยู่เสมอ ๆ   มีตุ๊กตาเศษผ้าที่เก่าคร่ำคร่าตัวหนึ่ง ถูกวางปนอยู่กับตุ๊กตาตัวอื่น ๆ ในร้านแห่งนั้น  ตุ๊กตาตัวนี้มีชื่อว่า “มินา”   มินาเป็นตุ๊กตาเด็กผู้หญิงที่ถูกเจ้าของเดิมทิ้งมานานแล้ว  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเจ้าของ เดิมโตเป็นผู้ใหญ่จึงเลิกเล่นตุ๊กตาแบบเด็ก ๆ  หรืออาจเป็นเพราะมินาเป็นตุ๊กตาที่เก่าเสียจนแขนของมันหลุดหายไปทั้งสองข้าง ทำให้เจ้าของเดิมไม่อยากเก็บมันเอาไว้อีกต่อไป

แม้มินาจะเป็นตุ๊กตาที่ชำรุด ไร้แขน  แถมยังถูกทิ้งจนกลายมาเป็นสินค้ามือสองในร้านขายของเก่า  แต่มินาก็ยังคงมีความทรงจำที่ดีและมีความภูมิใจที่ครั้งหนึ่งมันเคยได้ทำหน้าที่ของตุ๊กตาผู้มอบความสุขให้แก่เจ้าของเดิมในสมัยที่เธอยังเป็นเด็กน้อย  มินาจึงมักนั่งอมยิ้มอยู่นิ่ง ๆ ในร้านขายของเก่าแห่งนั้นอย่างมีความสุข โดยหวังว่าสักวัน มันจะมีโอกาสได้พบกับเจ้าของใหม่ที่ต้องการได้มันไปเป็นเพื่อน

เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี  แม้ตุ๊กตาในร้านจะถูกซื้อออกไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า  แต่มินาก็ยังเป็นตุ๊กตาที่คงค้างอยู่ในร้าน  โดยไม่มีใครสนใจรับมินาไปดูแลเลยแม้แต่คนเดียว  

จนกระทั่งวันหนึ่ง  เจ้าของร้านอยากระบายของในร้านออกไปให้ได้มาก ๆ   เจ้าของร้านจึงหยิบมินาแถมให้ลูกค้าที่ซื้อตุ๊กตาในวันนั้น 

“คุณลูกค้าซื้อตุ๊กตาไปตั้งเยอะ  ชั้นขอแถมตุ๊กตาผ้าตัวนี้ให้อีกตัวแล้วกันนะ”

เมื่อลูกค้ามองมินา  ลูกค้าก็รีบบอกเจ้าของร้านว่า “ไม่เป็นไรค่ะ  เจ้าตุ๊กตาตัวนี้ก็น่ารักนะคะ แต่มันแขนขาดทั้งสองข้าง หมดสภาพความเป็นตุ๊กตาไปแล้ว  หนูขอไม่รับไว้นะคะ”

นั่นเป็นครั้งแรกที่มินาได้ฟังความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อมัน  และในวันนั้น  มินายังคงได้ฟังความรู้สึกที่ลูกค้าคนอื่น ๆ มีต่อมันอีกหลายต่อหลายครั้ง 

“หนูขอไม่รับไว้นะคะ ที่บ้านหนูมีตุ๊กตาเยอะแล้ว ถ้าจะเอาตุ๊กตาเข้าไปเพิ่ม ก็ขอคัดเอาตัวที่ชอบจริง ๆ  ส่วนตุ๊กตาแขนขาดแบบนี้  รับไปก็คงเอาไปทิ้ง เพราะบ้านไม่มีที่เก็บแล้วค่ะ”  ลูกค้าอีกคนปฏิเสธ

“พอดีผมซื้อตุ๊กตาไปเป็นของขวัญ  ถ้าเอาตุ๊กตาไร้แขนไปให้ใคร  เขาคงโมโหหาว่าเอาขยะไปให้  ผมต้องขอโทษจริง ๆ ที่รับมันไว้ไม่ได้ครับ”  ลูกค้าผู้ชายปฏิเสธอย่างสุภาพ

คืนวันนั้น หลังจากที่เจ้าของร้านปิดร้าน  โดยไม่มีใครยอมรับตุ๊กตาไร้แขนกลับไปบ้านด้วย  มินาที่เคยยิ้มแย้มด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข  ก็กลายเป็นตุ๊กตาที่มีสีหน้าอมทุกข์  เพราะมันได้รับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงที่ผู้คนมีต่อมัน 

“ตุ๊กตาไร้แขน ก็คือขยะที่หมดสภาพความเป็นตุ๊กตาไปแล้ว  ไม่มีใครรัก ไม่มีใครต้องการ และไม่มีค่าใด ๆ อีกต่อไป”

มินาจมดิ่งสู่ห้วงอารมณ์ของความท้อแท้  มันไม่เหลือความเชื่อมั่นหรือความภูมิใจใด ๆ ในตัวเองอีก  มินาอยากมีแขนเหมือนกับตุ๊กตาตัวอื่น ๆ  เพื่อที่มันจะได้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง  มินาร้องไห้ตลอดทั้งคืน  มันร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตาเลยแม้สักหยด  ในที่สุด  มินาก็หมดแรงหลับไปโดยที่ไม่รู้ตัว

ค่ำคืนนั้น  เหล่านางฟ้าในดินแดนแห่งความสุขได้ยินเสียงร้องไห้ดังแว่วมาเกือบตลอดทั้งคืน  เสียงร้องไห้ของตุ๊กตาที่มีหน้าที่สร้างความสุขให้เด็ก ๆ เป็นเสียงร้องไห้ที่น่าสงสารที่สุดในบรรดาเสียงร้องไห้ทั้งหลาย  นางฟ้าองค์หนึ่งจึงอาสาไปช่วยมินา เพื่อให้ตุ๊กตาที่น่าสงสารพ้นจากช่วงเวลาแห่งความหม่นหมอง

ในตอนรุ่งสาง  มินาตื่นขึ้นมาโดยมีนางฟ้าองค์น้อยปรากฏตัวอยู่ห่างจากมันไม่มากนัก  เมื่อนางฟ้าเห็นว่ามินาตื่นแล้ว  นางฟ้าจึงเอ่ยปากถามมินาว่า  “เมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้น  ฉันได้ยินเสียงร้องไห้ของเธอตลอดทั้งคืน  เธอต้องการความช่วยเหลืออะไรไหม  ฉันพอจะช่วยอะไรเธอได้ไหม”

เมื่อมินาได้ฟังถ้อยคำของนางฟ้า  มินาก็มีสีหน้าเหมือนจะร้องไห้อีกครั้ง  แต่มันพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ แล้วอ้อนวอนนางฟ้าด้วยเสียงที่สั่นเครือว่า  “นางฟ้าจ๋า ฉันเพิ่งรู้ว่าการที่ฉันไม่มีแขน ทำให้ใคร ๆ ต่างไม่ต้องการฉัน  ฉันคือสิ่งของไร้ค่า ที่หมดสภาพความเป็นตุ๊กตาไปแล้ว”  มินาหยุดพูดนิดหนึ่ง  มันพยายามกลั้นความทุกข์ที่ท่วมท้นอยู่ในใจ  จากนั้น มันจึงพูดต่อไปอย่างน่าสงสารว่า  “นางฟ้าจ๋า ฉันอยากจะกลับมาเป็นตุ๊กตาที่มีคุณค่าอีกครั้ง  นางฟ้าพอจะช่วยฉันได้ไหม  แค่เนรมิตแขนทั้งสองข้างให้ฉัน  มันคงไม่เป็นการรบกวนมากจนเกินไปนะจ๊ะ”

 นางฟ้ามองตุ๊กตาเศษผ้าที่อยู่ตรงหน้าด้วยความสงสาร  ทุกคำพูดของมินาสะท้อนความรู้สึกของมันออกมาได้อย่างชัดแจ้ง  แม้การเนรมิตแขนทั้งสองข้างให้มินาจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่นางฟ้ามองเห็นปัญหาบางอย่างที่สำคัญกว่า  นางฟ้าผู้เมตตาจึงบอกกับมินาว่า  “ฉันยินดีที่จะเนรมิตแขนใหม่ให้เธอนะจ๊ะ  แต่ตามกฎของนางฟ้า  เธอต้องทำความดีมาแลก”  นางฟ้าส่งยิ้มให้มินา จากนั้น นางฟ้าจึงพูดต่อไปว่า “เอาอย่างนี้ดีไหม  ถ้าเธอลองใช้ความเป็นตุ๊กตาในตัวเธอ ทำให้ผู้คนรู้สึกดีหรือมีความสุขได้สัก 3 คน  ฉันก็จะเนรมิตแขนใหม่ที่เข้ากับเธอให้ทันทีสู้ ๆ นะ ฉันเชื่อว่าเธอต้องทำได้”

กำลังใจจากนางฟ้าและโอกาสในการกลับมามีแขนอีกครั้ง  ทำให้มินารู้สึกมีความหวัง

แม้มินาจะสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปมาก  แต่นี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้มันกลับมาเป็นตุ๊กตาที่มีค่าได้อีกครั้ง มันจึงตั้งใจที่จะทำหน้าที่ในฐานะของตุ๊กตาตัวหนึ่งอย่างเต็มที่

ช่วงสายของวันนั้น  มีคุณแม่คนหนึ่งอุ้มลูกน้อยเข้ามาในร้านขายของเก่า  ในขณะที่คุณแม่เลือกของอยู่นั้น  เด็กน้อยมองไปรอบ ๆ ตัวความด้วยรู้สึกหวาดกลัวสถานที่ที่ไม่คุ้นตา   มินาสังเกตเห็นสีหน้าของเด็กน้อยที่เหมือนกำลังจะร้องไห้  มีนาจึงใช้พลังของตุ๊กตา ส่งเสียงร้องเพลงที่แสนน่ารัก เพื่อให้เด็กน้อยคลายความหวาดกลัวลงไปบ้าง

“มาซิมา มาซิมา  เชิญเธอเข้าสู่ดินแดนตุ๊กตา   มาซิมา มาซิมา  โลกจะสดใสถ้าเธอยิ้มออกมา” 

เสียงร้องเพลงของตุ๊กตาเป็นเสียงพิเศษที่มีแต่เด็กเล็ก ๆ เท่านั้นที่สามารถได้ยินได้   เมื่อเด็กน้อยได้ฟังเสียงเพลงจากมินา  และเมื่อเด็กน้อยมองไปยังตุ๊กตาไร้แขนที่ส่งยิ้มพร้อมกับทำหน้าตลก ๆ ชวนให้หัวเราะ เด็กน้อยก็ยิ้มตอบ แถมยังส่งเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี จนคุณแม่ถึงกับแปลกใจ

หลังจากที่คุณแม่กับเด็กน้อยออกจากร้านไปแล้ว  ในเวลาต่อมา  มีหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาในร้านด้วยสีหน้าเหมือนคนอมทุกข์   หญิงสาวก้มหน้าหยิบของเก่าในร้านขึ้นมาดูชิ้นแล้วชิ้นเล่า แต่ใจของเธอกลับล่องลอยไปอยู่ที่อื่น  มินาสังเกตเห็นสีหน้าของหญิงสาวและเห็นน้ำตาของเธอโดยบังเอิญ 

“สาวน้อยคงเจอเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจมากแน่ ๆ”  มินาคิด  ด้วยเหตุนี้  มินาจึงตัดสินใจใช้พลังของตุ๊กตา ส่งเสียงเรียกหญิงสาวด้วยความห่วงใยว่า “สาวน้อย ถ้าเธอมีเรื่องอะไรที่ไม่สบายใจ เธอเล่าให้ฉันฟังได้นะ  ตุ๊กตาอย่างฉันเป็นนักฟังที่ดี และฉันก็ไม่เคยเอาเรื่องของใครไปเล่าต่อให้คนอื่นรู้ด้วยนะ”

เมื่อหญิงสาวได้ยินเสียงพิเศษของมินาที่คนอื่นไม่สามารถได้ยิน  หญิงสาวก็เดินตรงมาหามินาอย่างช้า ๆ  พลางเอื้อมมือมาหยิบมินาเข้าไปแนบไว้ที่อ้อมอก  จากนั้น หญิงสาวก็พูดในใจกับมินา ซึ่งมินาฟังคำพูดทุกคำของหญิงสาวด้วยความตั้งใจ 

หญิงสาวระบายความทุกข์ใจของเธอที่ต้องผิดหวังกับเรื่องหลาย ๆ เรื่องในชีวิต  จนเธอรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า  หญิงสาวอยากได้กำลังใจจากใครสักคนที่พร้อมจะรับฟังความทุกข์ของเธอและยอมรับในตัวตนของเธอในแบบที่เธอเป็น  ซึ่งการที่มินายินดีรับฟังเสียงในใจของเธอ  มันก็ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจมากขึ้น เหมือนเธอไม่ได้อยู่ในโลกนี้เพียงลำพัง

เมื่อหญิงสาวรู้สึกดีขึ้น เธอจึงวางมินาลงตรงที่เดิมแล้วยิ้มให้มินาด้วยความรู้สึกขอบคุณ  จากนั้น เธอก็เดินออกจากร้านไปอย่างเงียบ ๆ

ในขณะนั้น  มินารู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งได้โอบกอดให้กำลังใจหญิงสาว และได้ส่งความรักให้สาวน้อย ในฐานะของตุ๊กตาตัวหนึ่งอย่างจริงใจที่สุด   มินารู้สึกว่าตัวเองได้ทำหน้าของตุ๊กตาอีกครั้ง  แต่ในขณะเดียวกัน  มันก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า  ทำไมตุ๊กตาไร้แขนอย่างมันจึงรู้สึกเหมือนได้ใช้แขนโอบกอดให้กำลังใจหญิงสาวจนเธอรู้สึกดีขึ้นได้

ระหว่างที่มินากำลังแปลกใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  จู่ ๆ ก็มีคุณครูคนหนึ่งพาเด็กนักเรียนตัวน้อยหลายต่อหลายคนเข้ามาในร้านขายของเก่า  คุณครูคงตั้งใจพานักเรียนมาทัศนศึกษา หรือเรียกง่าย ๆ ว่า พานักเรียนมาเปิดหูเปิดตา  แต่สิ่งหนึ่งที่มินาคาดไม่ถึงก็คือ  คุณครูอนุญาตให้เด็ก ๆ เลือกตุ๊กตาที่เหมาะกับตัวเองคนละตัว  เพราะคุณครูตั้งใจจะซื้อตุ๊กตามอบให้เด็กนักเรียนทุกคนเป็นของขวัญ ในฐานะที่เด็ก ๆ ตั้งใจเรียนและเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายมาโดยตลอด

ทันทีที่เด็ก ๆ ได้ยินคำพูดของคุณครู  เด็ก ๆ ก็พากันเลือกตุ๊กตาที่ตัวเองชอบมากที่สุดจนทำให้ทั่วทั้งร้านมีแต่เสียงของเด็กน้อยที่พูดคำว่า “น่ารักจังเลย น่ารักจังเลย” ไม่ขาดปาก  

ในบรรดาเด็ก ๆ  เกือบยี่สิบคนที่คุณครูพามาเลือกตุ๊กตา  มีเด็กคนหนึ่งเดินมาหามินา พร้อมกับสังเกตแขนของมินา ซึ่งเป็นแขนที่ไม่มีใครมองเห็น!  หลังจากนั้น  เด็กน้อยก็เผลอพูดออกมาเบา ๆ ว่า “น่ารักจังเลย น่ากอดที่สุด ฉันชอบเธอที่สุดเลยนะ” 

มินาแปลกใจที่เด็กน้อยชมมันว่าน่ารัก  แต่เมื่อมินาสังเกตเด็กน้อยอย่างถี่ถ้วน    มินาก็พบว่าเด็กน้อยคนนั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น ๆ 

สิ่งที่มินาสังเกตเห็นและอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กน้อยชอบมินามากกว่าตุ๊กตาตัวอื่น ๆ ก็คือ เด็กน้อยคนนั้นมีขาข้างหนึ่งเป็นขาเทียมที่ใช้แทนขาที่หายไป  

แม้เด็กน้อยจะไม่มีขาสมบูรณ์เหมือนเด็กคนอื่น แต่เด็กน้อยก็สามารถเดินมาหามินาได้ด้วยวิธีของตัวเอง  ในขณะเดียวกัน  แม้มินาจะไม่มีแขนแบบตุ๊กตาตัวอื่น ๆ   แต่มินาก็มีแขนที่มองไม่เห็นที่พร้อมจะกอดและปลอบใจทุก ๆ คนด้วยวิธีของตัวเอง

หลังจากที่เด็ก ๆ เลือกตุ๊กตาที่ชอบได้คนละตัวแล้ว  คุณครูได้ขอฝากตุ๊กตาทั้งหมดไว้ที่ร้านก่อน แล้วจะขับรถมารับตุ๊กตาทั้งหมดกลับไปในช่วงวันหยุด 

เมื่อคุณครูพาเด็กนักเรียนออกจากร้านไปหมดแล้ว  เจ้าของร้านก็ปิดร้าน  หลังจากนั้น  นางฟ้าก็มาปรากฏตัวต่อหน้าของมินาอีกครั้ง

ทันทีที่นางฟ้าปรากฏตัว  นางฟ้าก็พูดกับมินาว่า  “วันนี้ เธอได้ใช้ความเป็นตุ๊กตาในตัวเธอ ทำให้คนมีความสุขมากถึง 3 คนเลยนะ  ดังนั้น ฉันจะเนรมิตแขนใหม่ให้เธอตามสัญญา  ว่าแต่…เธอยังต้องการให้ฉันเนรมิตแขนให้เธออยู่ใช่ไหม”

มินาส่งยิ้มให้นางฟ้าแล้วตอบกลับไปว่า  “นางฟ้าจ๋า ถ้านางฟ้าไม่ว่าอะไร  ฉันอยากอธิษฐานขอสิ่งอื่นที่ไม่ใช่แขนจะได้ไหม”  

นางฟ้ามีสีหน้าแปลกใจ  มินาจึงอธิยายต่อไปว่า “เหตุการณ์วันนี้ ทำให้ฉันได้รู้แล้วว่า แม้ฉันจะเป็นตุ๊กตาไร้แขน แต่ฉันยังคงมีความเป็นตุ๊กตาอย่างเต็มเปี่ยม  ฉันเป็นตุ๊กตาที่พร้อมจะโอบกอดและมอบความรักให้แก่คนที่ต้องการ โดยที่ฉันไม่จำเป็นต้องมีแขนเลยด้วยซ้ำ”     มินาหยุดคิดนิดหนึ่ง แล้วจึงพูดต่อไปว่า  “ฉันคิดว่า ฉันมีความสุขกับทุกสิ่งที่ฉันเป็นอยู่  ดังนั้น  หากหากนางฟ้าจะกรุณา ฉันอยากขอให้นางฟ้าเนรมิตความสุขให้แก่สาวน้อยคนที่เล่าเรื่องราวทุกข์ใจให้ฉันฟังในวันนี้ เพื่อให้เธอกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้งจะได้ไหมจ๊ะ”

นางฟ้ายิ้มให้มินา พลางพยักหน้าแทนคำตอบ 

นางฟ้าดีใจที่มินาค้นพบคุณค่าในตัวเอง คุณค่าของการเป็นผู้ส่งมอบความสุข ที่ไม่มีคำพูดของใครจะมาทำลายมันลงไปได้   ด้วยเหตุนี้  นางฟ้าจึงเนรมิตให้ความทุกข์ใจของสาวน้อยค่อย ๆ คลี่คลายลงตามคำขอของมินา 

หลังจากนั้นไม่กี่วัน  คุณครูก็มารับตุ๊กตาทั้งหมดรวมทั้งมินา เพื่อนำไปมอบให้แก่เด็ก ๆ ที่เฝ้ารอตุ๊กตาแสนรักของพวกเขา  ส่วนสาวน้อยก็ค่อย ๆ คลายความทุกข์และกลับมามีความสดใสอีกครั้งด้วยพรของนางฟ้า

ในที่สุด เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง พรานเฒ่ากับราชสีห์

นิทานก่อนนอนเรื่อง “พรานเฒ่ากับราชสีห์” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งและพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนเมื่อนานมาแล้ว นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่ผมแต่งด้วยความเคารพที่มีต่อนักแต่งนิทานพื้นบ้านในอดีต จึงนำความประทับใจบางอย่างจากนิทานพื้นบ้านที่ชอบ แล้วนำมาสร้างเป็นนิทานเรื่องใหม่ โดยมีเสน่ห์ของนิทานเรื่องดั้งเดิมเจืออยู่จาง ๆ (นิทานในลักษณะนี้อยู่ในหมวด “นิทานชุด จากแรงบันดาลใจ” ในเว็บไซต์นิทานนำบุญ)

ในปี 2566 ผมตั้งใจจะนำนิทานที่เคยเขียนมาลงเพิ่มเติมในเว็บไซต์นิทานนำบุญ รวมทั้งอยากแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ ให้เด็ก ๆ ได้อ่าน แต่ปีนี้ มีเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เกิดขึ้นมาก ผมจึงค่อนข้างท้อและเสียเวลาไปกับการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ผมหวังว่า หากปัญหานี้คลี่คลายลง ผมคงมีกำลังใจและมีเวลาแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ ให้ได้อ่านกันอีก

ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิมานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง พรานเฒ่ากับราชสีห์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพรานเฒ่าคนหนึ่งรอนแรมอยู่ในป่าจนร่างกายอ่อนล้า ทำให้ต้องนั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้ เพื่อเก็บเรี่ยวแรงก่อนเดินทางกลับบ้าน 

แต่ในขณะนั้นเอง  มีราชสีห์หิวโซตัวหนึ่งเกิดได้กลิ่นเนื้อมนุษย์  มันจึงย่องเข้ามาหาพรานเฒ่า โดยหมายที่จะขย้ำเหยื่อของมันกินเป็นอาหาร 

เดชะบุญที่พรานเฒ่าได้ยินเสียงฝีเท้าของราชสีห์ เขาจึงรีบคว้าห่อผ้าสัมภาระ แล้วลุกขึ้นยืนเตรียมรับมือกับภัยที่กำลังย่างกรายเข้ามาหา

เมื่อราชสีห์เห็นว่าเหยื่อของตนคือพรานเฒ่าซึ่งมีห่อผ้าคล้ายปืนอยู่ในมือ  ราชสีห์ก็ตกใจจนเกือบกระโจนกลับเข้าป่า  แต่เนื่องจากราชสีห์กลัวนายพรานจะถือโอกาสยิงมันจากด้านหลัง  ราชสีห์จึงจำต้องยืนเผชิญหน้ากับนายพราน โดยทำได้เพียงแค่คำรามขู่เพื่อคุมสถานการณ์เอาไว้เท่านั้น

ฝ่ายพรานเฒ่าเมื่อเห็นราชสีห์ยืนนิ่งไม่จู่โจมเข้าใส่  เขาจึงคาดเดาได้ว่า ราชสีห์คงกลัวของในห่อผ้าจนไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม   จริง ๆ แล้วของในห่อผ้าไม่ใช่ปืนดังเช่นที่ราชสีห์คิด  แต่มันเป็นเพียงกิ่งไม้ที่พรานเฒ่าเก็บมาทำยารักษาโรค   ด้วยเหตุนี้  พรานเฒ่าจึงได้แต่เฝ้ารอจังหวะเพื่อหาโอกาสตีตัวจากราชสีห์ที่จ้องมองเขาอยู่อย่างไม่วางตา       

ในระหว่างที่ราชสีห์กับพรานเฒ่ายืนคุมเชิงกันอยู่นั้น  มีหมาจิ้งจอกตัวหนึ่งบังเอิญเดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้า  และด้วยเหตุที่หมาจิ้งจอกเป็นสัตว์จอมเจ้าเล่ห์  ดังนั้น  มันจึงคิดที่จะหาประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

หลังจากที่หมาจิ้งจอกใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุด มันก็เลือกที่จะเข้าไปประจบประแจงราชสีห์ เพราะมันเห็นว่าราชสีห์แข็งแรงกว่าพรานเฒ่า ซึ่งหากมันสามารถยุให้ราชสีห์จัดการกับพรานเฒ่าได้สำเร็จ  ราชสีห์ก็อาจจะแบ่งเนื้อของพรานเฒ่าให้มันกินด้วยก็เป็นได้

เจ้าหมาจิ้งจอกเริ่มแผนด้วยการเดินเข้าไปตีสนิทกับราชสีห์  จากนั้น มันก็พูดกับราชสีห์ว่า “ท่านเจ้าป่าที่เคารพ  ข้าสงสัยเหลือเกินว่าเพราะเหตุใดผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่าน จึงปล่อยให้มนุษย์ยืนหยามท่านอยู่เช่นนั้นได้เล่า  ข้าคิดว่าท่านน่าจะจัดการมันให้รู้แล้วรู้รอดไปเสีย” 

เมื่อราชสีห์ได้ฟังคำของหมาจิ้งจอกจึงตอบว่า “เจ้าไม่เห็นปืนของพรานผู้นั้นหรอกรึ?  หากข้าผลีผลาม…มีหวังตัวของข้าคงเป็นรูโบ๋ด้วยกระสุนปืนเป็นแน่”           

ทันทีที่หมาจิ้งจอกได้ยินเรื่องปืน  มันจึงเปลี่ยนท่าทีด้วยการพูดจาดูหมิ่นราชสีห์ต่าง ๆ นานา  จากนั้น  มันก็รีบเดินเข้าไปประจบพรานเฒ่า เพราะมันเชื่อว่า พรานเฒ่าน่าจะใช้ปืนจัดการกับราชสีห์ได้ไม่ยาก ซึ่งหากมันสามารถยุให้พรานเฒ่ายิงราชสีห์ได้สำเร็จ  มันก็อาจจะได้เนื้อของราชสีห์เป็นรางวัล

“ท่านพรานที่เคารพ  ท่านจะปล่อยเจ้าสิงโตงี่เง่าตัวนั้นเอาไว้ทำไมเล่า  เอาปืนออกมายิงมันเสียเถิด  สัตว์ป่าทั้งหลายจะได้มีชีวิตที่สงบสุขกันเสียที” 

ราชสีห์โกรธมากที่เห็นความกะล่อนของหมาจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์  ในขณะเดียวกัน พรานเฒ่าก็ค้นพบโอกาสที่เขาจะผละจากสถานการณ์อันคับขัน! 

เมื่อหมาจิ้งจอกแสดงให้เห็นว่ามันเป็นสัตว์ที่กลิ้งกลอก…คบไม่ได้   พรานเฒ่าจึงแกล้งมองหมาจิ้งจอกด้วยความระอาใจ  จากนั้น  เขาก็เปรยให้ราชสีห์ได้ยินว่า “ข้าไม่อยากยุ่งกับหมาจิ้งจอกที่มีนิสัยน่ารังเกียจเช่นนี้หรอก  เชิญเจ้าจัดการกับมันเอาเองเถิด”  เมื่อนายพรานพูดจบ  เขาก็แกล้งส่ายหน้า แล้วเดินถอยห่างไปเหมือนเบื่อหน่ายอย่างที่สุด

หมาจิ้งจอกได้แต่ยืนงงเพราะไม่คิดว่าเหตุการณ์จะลงเอยเช่นนี้  และก่อนที่มันจะตั้งสติได้  ราชสีห์หิวโซซึ่งโกรธจัดก็กระโดดเข้าตระครุบตัวของมัน แล้วจัดการกินมันเป็นอาหาร

ในที่สุด  พรานเฒ่าก็รอดพ้นจากคมเขี้ยวของราชสีห์ได้อย่างหวุดหวิด  ส่วนหมาจิ้งจอกผู้ประสงค์ร้ายก็ได้รับผลกรรมไปอย่างที่ตัวมันเองก็คาดไม่ถึง

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง พ่ออุ๊ยใจดีกับเศรษฐีใจร้าย

นิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านเรื่องนี้ เป็นนิทานที่ดัดแปลงมาจากนิทานพื้นบ้านเรื่องหนึ่ง ซึ่งพี่นำบุญไม่แน่ใจว่า นิทานดั้งเดิมมาจากประเทศไหน แม้เวลาจะผ่านมาอย่างเนิ่นนาน แต่โครงสร้างของนิทานพื้นบ้านฉบับดั้งเดิมที่เรียบง่ายแต่สนุกสนาน ทำให้การนำมาแต่งเป็นนิทานเรื่องใหม่ ยังคงมีความสนุกไม่แพ้นิทานฉบับดั้งเดิม ภูมิปัญญาในอดีตเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก การเรียนรู้ภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่า จะช่วยให้เราต่อยอดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาได้อย่างที่เราอาจไม่เคยนึกถึง ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง พ่ออุ๊ยใจดีกับเศรษฐีใจร้าย

พ่ออุ๊ยขวัญเมืองเป็นผู้เฒ่าใจดีที่ใครต่อใครพากันรักใครนับถือ  แม้พ่ออุ๊ยจะไม่ใช่คนที่ร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทอง  แต่ความเอื้ออารีและความใจบุญสุนทานของแกก็เป็นคุณธรรมที่ทำให้ชาวเมืองทุกชั่วรุ่นพยายามที่จะเจริญรอยตามแนวทางที่แกประพฤติปฏิบัติ

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่พ่ออุ๊ยขวัญเมืองกำลังจะเดินทางไปวัดเพื่อฟังธรรมตามปกติ  จู่ ๆ พ่ออุ๊ยก็เหลือบไปเห็นลูกลิงตัวหนึ่งนอนหมดสติอยู่ด้วยอาการบาดเจ็บอย่างน่าสงสารเป็นที่สุด  โดยมิได้ลังเล…พ่ออุ๊ยรีบตรงเข้าไปดูอาการของเจ้าลิงน้อย แล้วพาลิงน้อยกลับบ้านเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บทันที

พ่ออุ๊ยคอยดูแลเจ้าลิงน้อยจนกระทั่งลูกลิงค่อย ๆ มีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ และเมื่อลูกลิงหายจากอาการบาดเจ็บ  ลูกลิงก็รีบเผ่นโผนโจนทะยานกลับเข้าป่า และหลังจากนั้นเพียงสามวัน ลูกลิงก็กลับมาหาพ่ออุ๊ยผู้มีพระคุณอีกครั้งโดยคราวนี้มันแบกเอาฟักทองผลใหญ่ติดมือกลับมาด้วย

ลูกลิงตั้งใจที่จะมอบฟักทองผลใหญ่ให้แก่พ่ออุ๊ยแทนคำขอบคุณ  พ่ออุ๊ยดีใจและคิดที่จะนำเอาฟักทองส่วนหนึ่งไปทำแกงบวดเพื่อใส่บาตร แต่แล้วความตั้งใจของพ่ออุ๊ยก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อพ่ออุ๊ยลงมือผ่าฟักทอง และพบว่าเนื้อในของฟักทองผลนั้นแตกต่างจากเนื้อของฟักทองผลอื่น ๆ !

ภายในผลฟักทองที่ลิงน้อยนำมาให้แก่พ่ออุ๊ยอัดแน่นไปด้วยทองคำบริสุทธิ์ที่มีมูลค่าเกินกว่าที่จะประมาณได้  แรกทีเดียว พ่ออุ๊ยตั้งใจที่จะคืนทองคำทั้งหมดให้แก่เจ้าลิงน้อย แต่หลังจากที่ลูกลิงคะยั้นคะยอพ่ออุ๊ยอยู่นาน  ในที่สุด  พ่ออุ๊ยก็ใจอ่อนและยอมเก็บทองคำทั้งหมดเอาไว้กับตัว

อย่างไรก็ตาม  ด้วยอุปนิสัยที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น  ไม่นานนัก  พ่ออุ๊ยแสนดีก็คิดหาวิธีใช้ทองให้เกิดประโยชน์ได้

พ่ออุ๊ยขวัญเมืองเคยได้ยินมาว่า ชาวบ้านที่ยากจนส่วนใหญ่ต้องทำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ เพื่อหาเงินไปชำระเป็นดอกเบี้ยให้แก่เศรษฐีหน้าเลือดที่ออกเงินกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงลิ่วอย่างน่ารังเกียจ   ชีวิตของคนที่มีหนี้สินเป็นชีวิตของคนที่เต็มไปด้วยความทุกข์  ด้วยเหตุนี้  พ่ออุ๊ยจึงตัดสินใจปันส่วนทองคำที่แกได้มาให้ชาวบ้านนำมันไปใช้หนี้

เศรษฐีหน้าเลือดถึงกับเดือดดาลที่ชาวบ้านสามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้จนหมด  เศรษฐีนึกสงสัยว่าชาวบ้านหาเงินมากมายมาจากไหน  และหลังจากที่เศรษฐีพยายามค้นหาความจริง  ในที่สุด  เศรษฐีก็ได้รับรู้ถึงที่มาของเงินและเรื่องราวทั้งหมดของเจ้าลิงตัวน้อยกับฟักทองมหัศจรรย์!

เมื่อการช่วยเหลือลูกลิงที่บาดเจ็บส่งผลให้พ่ออุ๊ยขวัญเมืองได้รับทองคำที่มีมูลค่ามหาศาลเป็นการตอบแทน  เศรษฐีหน้าเลือดจึงคิดแผนการร้ายเพื่อให้ตัวเองได้ทองคำแบบเดียวกับที่พ่ออุ๊ยขวัญเมืองได้รับมาบ้าง

เศรษฐีใจร้ายเริ่มแผนด้วยการพรางตัวและดักซุ่มรอลูกลิงอยู่ในป่าลึก  และหลังจากที่ลูกลิงผู้เคราะห์ร้ายเดินผ่านพุ่มไม้ที่เศรษฐีดักซุ่มรออยู่  เศรษฐีผู้มีใจหยาบช้าก็รีบกระโจนออกจากที่ซ่อนแล้วกระหน่ำตีลูกลิงที่น่าสงสารจนกระทั่งลูกลิงหมดสติไป

เศรษฐีใจร้ายฉุดแขนของลูกลิงที่ยังคงหมดสติอยู่แล้วลากลูกลิงกลับไปรักษาที่บ้านอย่างไม่แยแส  และทันทีที่ลูกลิงฟื้นคืนสติ  เศรษฐีก็เอ่ยปากให้ลูกลิงรีบนำฟักทองมหัศจรรย์มาตอบแทนความดีจอมปลอมของเขา  ลูกลิงรู้สึกงุนงงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  แต่ด้วยความที่ลูกลิงไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับคนที่มีจิตใจชั่วร้าย  ดังนั้น ลูกลิงจึงพาร่างกายที่แสนจะบอบช้ำกลับเข้าป่าไปอย่างเงียบ ๆ

สามวันผ่านไป  ลิงน้อยกลับมาหาเศรษฐีใจร้ายพร้อมกับฟักทองผลใหญ่ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าฟักทองที่มันเคยนำมาให้พ่ออุ๊ยถึงสองเท่า  เศรษฐีผู้ละโมบถึงกับตาลุกวาวเมื่อได้เห็นผลฟักทองที่ลิงน้อยนำมาฝาก  และหลังจากที่ลิงน้อยลากลับไปแล้ว  เศรษฐีผู้ไม่เคยละอายและเกรงกลัวต่อบาปก็จัดการผ่าฟักทองออกเป็นสองซีก

แทนที่ภายในผลฟักทองจะเป็นทองคำดังที่เศรษฐีหวังเอาไว้  ผลของฟักทองกลับเป็นที่ซ่อนตัวของเหล่าบรรดาสัตว์ร้ายอสรพิษทั้งหลาย นับตั้งแต่งูเงี้ยวเขี้ยวขอไปจนถึงตะเข็บตะขาบ แมงป่องและฝูงต่อแตนที่แสนจะดุร้าย

แม้เศรษฐีจะรอดชีวิตจากพิษของสัตว์ร้ายได้  แต่กว่าที่เขาจะรู้สึกทุเลาเบาบางจากความเจ็บปวดและทรมานที่เขาได้รับ  เขาก็มีเวลาเพียงพอที่จะไตร่ตรองและสำนึกถึงความร้ายกาจที่เขาได้กระทำลงไป

ในที่สุด  เศรษฐีใจร้ายก็กลับตัวเป็นคนดี และเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ก็ได้รับการเล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

#นิทานนำบุญ

………………………….