นิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แม่ดีเด่น

ในช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน ทุกปี ทางนิตยสารมักชวนให้เขียนนิทานเพื่อลงในขวัญเรือนฉบับวันแม่ ซึ่งการแต่งนิทานเกี่ยวกับแม่ทุก ๆ ปี เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย นิทานเรื่องแม่ดีเด่น เป็นนิทานเกี่ยวกับความกตัญญูต่อพ่อแม่ ที่แต่งโดยใช้กลวิธีอีกแบบหนึ่ง ซึ่งต่างจากนิทานเกี่ยวกับแม่โดยทั่วไป และหลังจากที่อ่านจบแล้ว คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูอาจชวนเด็ก ๆ ทำตามเรื่องราวนิทานที่ได้อ่าน ก็คงเป็นเรื่องที่น่ารักดี ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง  แม่ดีเด่น

กาลครั้งหนึ่ง..ก่อนถึงวันแม่ไม่นานนัก มีสิงโตเจ้าป่าตัวหนึ่ง อยากมอบรางวัลแม่ดีเด่นให้แก่แม่ของสัตว์ในป่าเพื่อเป็นกำลังใจและเป็นแบบอย่างให้แม่สัตว์ทั้งหลายตั้งใจในการเอาใจใส่ดูแลลูก สิงโตจึงมอบหมายให้ลูกสมุนคนสนิทชื่อเจ้าหนูยุกยิกไปสืบหาแม่สัตว์ที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งแม่ดีเด่น

หลังจากได้รับมอบหมายจากสิงโตเจ้าป่า  เจ้าหนูยุกยิกก็พยายามคัดเลือกแม่ดีเด่นอย่างสุดความสามารถ  แต่จนแล้วจนรอด  มันก็ยังไม่รู้ว่าควรมอบรางวัลให้แก่ใครดี  เจ้าหนูยุกยิกจึงไปสอบถามความคิดเห็นของสัตว์ต่าง ๆ ว่า แม่ดีเด่นควรมีลักษณะเป็นเช่นไร

เมื่อเจ้าหนูยุกยิกไปถามนกยูงแสนสวย  นกยูงก็ตอบว่า “แม่ดีเด่นต้องสวยสิจ๊ะ เห็นพวกมนุษย์เขาชอบตัดสินให้รางวัลกันด้วยความสวยนะ”

เมื่อเจ้าหนูยุกยิกไปถามหมีแพนด้าผู้โด่งดัง  หมีแพนด้าก็ตอบว่า “แม่ดีเด่นต้องเป็นแม่ของลูกสัตว์ที่โด่งดังน่ะสิจ๊ะ  เห็นพวกมนุษย์เขาตัดสินให้รางวัลกันแบบนี้นะ”

เมื่อเจ้าหนูยุกยิกไปสอบถามกระทิงป่าผู้ยิ่งใหญ่  กระทิงป่าก็ตอบว่า “แม่ดีเด่นต้องเป็นแม่ของลูกที่มีตำแหน่งใหญ่โตน่ะสิ  เห็นพวกมนุษย์เขาตัดสินให้รางวัลกันแบบนี้นะ”

ความคิดเห็นของสัตว์ต่าง ๆ ที่อิงแนวทางการตัดสินของมนุษย์เป็นแนวทางที่เจ้าหนูยุกยิกเคยได้ยินมาก่อน  แต่มันรู้สึกแปลก ๆ เพราะการให้รางวัลแม่ดีเด่นโดยดูจากความสวยของแม่  ความโด่งดังหรือตำแหน่งที่ใหญ่โตของลูก  เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกันสักเท่าไหร่  หนำซ้ำ เมื่อเจ้าหนูยุกยิกคิดถึงแม่ของตัวมันเอง  มันก็รู้สึกว่า แม้แม่ของมันจะไม่สวยโดดเด่น และมันไม่ได้เป็นสัตว์ที่โด่งดังหรือมีตำแหน่งใหญ่โตอะไร  แต่แม่ที่มีเนื้อตัวมอมแมม หน้ามัน มีขนพันกันยุ่งเหยิง (เพราะเอาแต่ดูแลลูกจนลืมดูแลตัวเอง) ก็ไม่มีอะไรด้อยไปกว่าแม่ดีเด่นที่สวยหรือมีลูกที่โด่งดังและมีตำแหน่งใหญ่โตเลยสักนิด

“ลูก ๆ ทั้งหลายก็คงคิดแบบเดียวกันนี่แหละ”  เจ้าหนูรำพึง “คนที่ควรเลือกแม่ดีเด่นไม่ควรเป็นคนอื่น  แต่ควรเป็นลูก ๆ ของแม่แต่ละคนมากกว่านะ”

 ด้วยเหตุนี้ เจ้าหนูยุกยิกจึงตัดสินใจให้ลูกสัตว์ในป่าแต่ละตัวมีสิทธิมอบตำแหน่งแม่ดีเด่นประจำใจได้เอง  โดยมันไปปรึกษาสิงโตเจ้าป่า เพื่อขอจัดทำโปสการ์ดแม่ดีเด่น สำหรับแจกให้ลูกสัตว์ทุกตัวในป่าได้ใช้เขียนข้อความส่งให้กับแม่ดีเด่นประจำใจ ซึ่งน่าจะทำให้ได้แม่ดีเด่นในมุมมองของลูกอย่างแท้จริง

เมื่อเจ้าหนูยุกยิกนำเรื่องไปปรึกษาสิงโตเจ้าป่า  สิงโตก็ยิ้มและอนุญาตให้จัดทำโปสการ์ดแม่ดีเด่นเพื่อแจกให้ลูกสัตว์เขียนส่งให้แม่ดีเด่นประจำใจได้ทันที

หลังจากลูกสัตว์ในป่าได้รับโปสการ์ด  พวกมันก็รีบเขียนข้อความลงในโปสการ์ดเพื่อมอบรางวัลแม่ดีเด่นให้แก่แม่ที่พวกมันรักมากที่สุด นั่นก็คือแม่ของตนเอง  จากนั้น ลูกสัตว์ทั้งหลายก็นำโปสการ์ดไปมอบให้แม่ในวันแม่ ซึ่งทำให้แม่ของลูกสัตว์ทุกตัวมีความสุขจนกลั้นน้ำตาเอาไว้แทบไม่อยู่

สิงโตเจ้าป่าชื่นชมความคิดของเจ้าหนูยุกยิกเป็นที่สุด  มันคิดว่า ความคิดของเจ้าหนูแจ่มแจ๋วกว่าความคิดของพวกมนุษย์หลายร้อยเท่า  สิงโตจึงเปลี่ยนชื่อของเจ้าหนูยุกยิกเป็นเจ้าหนูยอดเยี่ยม และนำโปสการ์ดแม่ดีเด่นมาลงในนิตยสารขวัญเรือน เพื่อให้เด็ก ๆ ที่ชอบอ่านนิทานได้เขียนส่งให้คุณแม่ด้วยเช่นกัน

#นิทานนำบุญ

……………………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

สองพี่น้องคาวหวาน

นิทานก่อนนอนเรื่อง “สองพี่น้องคาวหวาน” เป็นนิทานเกี่ยวกับอาหารอีกเรื่องที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นคนแต่ง แต่นิทานเรื่องนี้ แต่งในช่วงปีท้าย ๆ ของการแต่งนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน การผูกเรื่องจึงมีความท้าทายมากกว่าตอนแต่งนิทานเกี่ยวกับอาหารเรื่องแรก ๆ (เพราะอยากแต่งนิทานเรื่องใหม่ให้สนุกขึ้นและไม่ซ้ำกับนิทานเกี่ยวกับอาหารเรื่องก่อน ๆ ) ซึ่งหลังจากพยายาม ผมก็ได้นิทานก่อนนอนเกี่ยวกับอาหารที่ผสมผสานนิทานแนวผจญภัย ซึ่งมีทั้งพ่อมดแม่มด และสัตว์อีกมากมาย เป็นตัวละครอยู่ในนิทานเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าเด็ก ๆ จะชอบนิทานเรื่องนี้ และนิทานก่อนนอนเรื่องนี้น่าจะทำให้เด็ก ๆ นอนหลับฝันดีครับ

นิทานเรื่อง สองพี่น้องคาวหวาน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงคู่หนึ่งเป็นพี่น้องกัน  เด็กผู้ชายผู้เป็นพี่ชื่อว่า “ต้นข้าว”  ส่วนเด็กหญิงผู้เป็นน้องชื่อว่า “ขนม” พ่อกับแม่ของพวกเขามีฝีมือในการทำอาหารมาก  ยามว่าง…เด็ก ๆ จึงมักเข้าครัวแล้วขอให้คุณพ่อคุณแม่สอนทำอาหาร โดยต้นข้าวชอบเรียนทำอาหารคาว ส่วนขนมชอบฝึกทำอาหารหวาน 

ในช่วงสัปดาห์ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่บ้าน  ต้นข้าวจะคอยทำอาหารให้น้องสาวกินเสมอ  ต้นข้าวเป็นเด็กที่มีฝีมือในการทำอาหาร   ทุกครั้งที่เขาทำครัว  กลิ่นหอมของอาหารจะดึงดูดให้สัตว์ต่าง ๆ มาแอบซุ่มสูดกลิ่นหอม ๆ อยู่นอกรั้วเต็มไปหมด

วันหนึ่ง  หลังจากต้นข้าวเพิ่งทำอาหารเช้าเสร็จ จู่ ๆ ก็มีพ่อมดกับแม่มดตัวน้อยขี่ไม้กวาดบุกเข้ามาในครัว   พ่อมดและแม่มดพูดคุยกับต้นข้าวสักพัก  แล้วจัดการจับต้นข้าวผูกกับไม้กวาดวิเศษ  จากนั้น  พวกเขาก็พาต้นข้าวเหินฟ้ามุ่งหน้าไปยังเกาะเวทมนตร์ที่อยู่กลางทะเลทันที

ในเสี้ยววินาทีที่พ่อมด แม่มด และต้นข้าวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า  ขนมซึ่งเพิ่งกลับมาจากตลาดก็มองเห็นพี่ชายถูกจับไปต่อหน้าต่อตา  ขนมตกใจมาก  เธออยากช่วยพี่ชายสุดที่รัก  ขนมจึงหยิบข้าวของเครื่องใช้ รวมทั้งอาหารต่าง ๆ ใส่ถุง  แล้วออกเดินทางเข้าไปในป่า โดยตั้งใจจะช่วยพี่ชายกลับมาให้จงได้

ขนมเดินทางและหลงอยู่ในป่านานหลายชั่วโมง  ตั้งแต่เช้า…ขนมยังไม่ได้กินอะไรเลย  ขนมทั้งเหนื่อยทั้งหิว  เธอจึงหาที่นั่งพัก  แล้วลงมือทำอาหารกินเติมพลังก่อนอกเดินทางต่อไป

เมื่อขนมลงมือทำอาหารโดยนำตะแกรงมาตั้งไฟ แล้วย่าง “ขนมแก้มตุ่ย”  กลิ่นของขนมก็ลอยคลุ้งฟุ้งไปทั่ว  ทำให้สัตว์ต่างๆ  น้ำลายไหลและแอบซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้เต็มไปหมด

ขนมเป็นเด็กใจดี  พอเธอเห็นว่ามีสัตว์มาแอบดูเธอทำขนม  แถมสัตว์ทั้งหลายยังมีทีท่าว่าอยากกินขนม  เด็กน้อยจึงจัดแจงแจกขนมแก้มตุ่ยให้สัตว์เหล่านั้นได้ลองชิม  ซึ่งหลังจากที่สัตว์ต่าง ๆ ได้ชิมขนมแก้มตุ่ยแล้ว   พวกมันก็ยิ้มแก้มตุ่ยกันโดยถ้วนหน้า

ครั้นเมื่อสัตว์ทั้งหลายรู้ว่าขนมตั้งใจจะเดินทางไปช่วยพี่ชาย  ราชสีห์เจ้าป่าจึงบอกให้ขนมขึ้นขี่หลังของมัน  แล้วมันก็พาเด็กหญิงตัวน้อยเดินฝ่าป่าดงไปส่งยังชายหาดซึ่งอยู่ใกล้กับเกาะเวทมนตร์มากที่สุด

เมื่อขนมไปถึงชายหาด ขนมก็ขอบคุณราชสีห์ที่มาส่งและขอให้ราชสีห์นั่งรอสักพัก  เพราะเธออยากทำ “ขนมซู่ซ่า” ตอบแทนราชสีห์ผู้มีน้ำใจ

เด็กหญิงผู้เชี่ยวชาญการทำขนมหวานใช้เวลาทำขนมซู่ซ่าไม่นานนัก  ครั้นเมื่อเธอทำขนมใกล้จะเสร็จ  กลิ่นหอมของขนมก็ดึงดูดสัตว์ที่อยู่แถว ๆ นั้น  เช่น ปู ปลา เต่า และนก ให้มารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมาย

แน่นอนว่า…เมื่อเด็กหญิงผู้ใจดีเห็นสัตว์ต่าง ๆ ทำท่าอยากกินขนมที่เธอทำ  เธอก็อดใจแบ่งขนมซู่ซ่าให้สัตว์เหล่านั้นไม่ได้  และหลังจากที่สัตว์ต่าง ๆ ชิมขนมแสนอร่อยแล้ว  ฝูงนกก็อาสาพาขนมไปส่งยังเกาะเวทมนตร์เพื่อตอบแทนน้ำใจของเด็กน้อย

ขนมดีใจมากที่ฝูงนกอาสาพาเธอไปที่เกาะ  เมื่อเธอพร้อม ฝูงนกก็บินเข้ามาเกาะที่เสื้อผ้าของขนม  แล้วขยับปีกพาขนมบินขึ้นสู่ท้องฟ้า

เมื่อฝูงนกพาขนมไปถึงเกาะ  นกทั้งหลายต่างก็ดูอ่อนเพลียจนน่าเป็นห่วง  ขนมรู้สึกผิดที่ทำให้ฝูงนกหมดเรี่ยวแรง  ขนมจึงลงมือทำ “ขนมปึ๋งปั๋ง” ให้นกทั้งฝูงได้กินเสริมพลัง

ครั้นเมื่อเด็กน้อยทำขนมได้สักพัก  กลิ่นของขนมปึ๋งปั๋งก็โชยไปยังบ้านของพ่อมดและแม่มดตัวน้อย  พ่อมดกับแม่มดอยากชิมขนมปึ๋งปั๋งมาก  ทั้งคู่จึงขี่ไม้กวาดตามกลิ่นขนมมาที่ชายหาด

เมื่อขนมเผชิญหน้ากับพ่อมดและแม่มด  ขนมก็จำได้ว่าทั้งคู่เป็นคนจับต้นข้าวพี่ชายของเธอไป  ขนมจึงอ้อนวอนให้พ่อมดกับแม่มดปล่อยตัวพี่ชายที่เธอรัก  ซึ่งหากทั้งคู่อยากกินขนมอะไร เธอก็ยินดีทำให้กินจนพุงกาง

พ่อมดกับแม่มดมองตากันแล้วอธิบายให้ขนมฟังว่า  ในความเป็นจริง  ทั้งคู่ไม่ได้จับตัวต้นข้าวมาแต่อย่างใด  เพียงแต่คืนนี้เป็นวันที่คุณพ่อกับคุณแม่แต่งงานกันครบ 100 ปี  พ่อมดกับแม่มดจึงอยากทำให้คุณพ่อคุณแม่แปลกใจด้วยการจัดงานเลี้ยงแบบลับ ๆ  ทั้งคู่จึงไปขอร้องให้ต้นข้าวมาปรุงอาหารให้  และที่ต้องใช้เชือกมัดต้นข้าวไว้กับไม้กวาดก็เพราะกลัวต้นข้าวจะตกลงมานั่นเอง

ขนมเขินมากที่ตนเองเข้าใจผิด  อาหารมื้อพิเศษสำหรับคุณพ่อคุณแม่เป็นความคิดที่น่ารักเหลือเกิน ขนมขอโทษพ่อมดกับแม่มดที่มองพวกเขาเป็นคนร้าย  จากนั้น  ขนมก็อาสาทำของหวานเพื่อทำให้งานเลี้ยงน่าประทับใจยิ่งขึ้น

แม้เวลาจะมีไม่มาก  แต่ขนมก็ทำขนมรูปหัวใจเพื่อฉลองวันพิเศษได้ทันเวลา   เมื่อคุณพ่อคุณแม่ของพ่อมดกับแม่มดน้อยกลับมาถึงบ้านและได้เห็นสิ่งที่ลูกจัดเตรียมไว้ให้  ทั้งคู่ก็ปลื้มใจจนน้ำตาแทบไหล  ครั้นเมื่อทุกคนได้ชิมอาหาร ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความอร่อยที่ยอดเยี่ยมเสียจนหาอาหารมื้อใดมาเทียบเทียมได้ยาก

หลังจากงานเลี้ยงสิ้นสุดลง  พ่อมดกับแม่มดก็ขอโทษขนมที่ทำให้ตกอกตกใจ  และเมื่อพ่อมดกับแม่มดพาสองพี่น้องมาส่งที่บ้าน  ทั้งคู่ก็มอบไม้กวาดวิเศษให้พี่น้องทั้งสองแทนคำขอบคุณ

ค่ำคืนนั้น  ต้นข้าวกับขนมมีความสุขมากที่ได้ใช้ความสามารถในการทำอาหารทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น  พรุ่งนี้…ทั้งคู่ตั้งใจจะตื่นแต่เช้า  แต่ไม่ใช่ตื่นมาเพื่อทำอาหารหรือไปจ่ายตลาดเท่านั้น  ทั้งคู่ยังมีแผนที่จะหัดขี่ไม้กวาดวิเศษให้คล่องแคล่วอีกด้วย

#นิทานนำบุญ

……………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ความรักของหนุ่มชาวไร่

นิทานเรื่อง “ความรักของหนุ่มชาวไร่” มีชื่อเดิมตอนที่พิมพ์ลงนิตยสารขวัญเรือนว่า “หนุ่มชาวไร่กับชายสูงศักดิ์” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรักที่มีคติสอนใจ และมีเนื้อเรื่องสนุกมากเรื่องหนึ่ง เมื่ออ่านจนจบแล้ว ผู้แต่งเชื่อว่าเด็ก ๆ จะชอบนิทานเรื่องนี้ครับ

นิทานเรื่อง ความรักของหนุ่มชาวไร่

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีที่น่าเคารพผู้หนึ่งเป็นบิดาของหญิงสาวซึ่งงดงามราวกับนางฟ้า  เมื่อเศรษฐีเฒ่าชะแรแก่ชรา  ท่านเศรษฐีจึงคิดให้ลูกสาวแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝากับชายหนุ่มสักคนที่สามารถดูแลลูกสาวและกิจการต่าง ๆ สืบต่อไปได้

หลังจากที่เศรษฐีพิจารณาคุณสมบัติของชายหนุ่มนับร้อย ๆ คนที่ปรารถนาจะเป็นลูกเขยของท่าน  เศรษฐีผู้แสนดีก็ตัดสินใจเลือกชายหนุ่มสองคนที่ดูเหมาะสมที่สุดแล้วแนะนำให้ลูกสาวของท่านได้รู้จัก

ชายคนแรกเป็นหนุ่มชาวไร่ผู้เป็นที่รักของชาวบ้านทั้งหลาย   แม้เขาจะมีฐานะไม่สู้ดีนัก  แต่ด้วยความขยันขันแข็งและความเมตตาต่อสัตว์ต่าง ๆ ที่เขาเลี้ยง  ลูกสาวของเศรษฐีซึ่งเป็นคนรักการเลี้ยงปลาสวยงามจึงถูกอัธยาศัยกับหนุ่มชาวไร่ผู้นี้มากเป็นพิเศษ     

ในขณะเดียวกัน  เมื่อเศรษฐีแนะนำให้ลูกสาวสุดที่รักได้รู้จักกับชายหนุ่มคนที่สอง ซึ่งเป็นหนุ่มรูปงามผู้เกิดในตระกูลดีและมีสติปัญญาเฉียบแหลมเข้าขั้นอัจฉริยะ   หญิงสาวจึงเริ่มลังเลใจว่าตนควรเลือกชายหนุ่มคนใดเป็นคู่ครองกันแน่ 

เมื่อชายหนุ่มทั้งสองต่างมีข้อดีอันโดดเด่นที่แตกต่างกัน  ลูกสาวเศรษฐีจึงตัดสินใจใช้วิธีเลือกคู่ครองโดยขอร้องให้บิดาสั่งปลาสวยงามจากต่างแดนมาให้  จากนั้น เธอก็มอบปลาที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อนให้ชายหนุ่มคนละสองตัวเพื่อให้พวกเขานำมันไปเพาะเลี้ยง ซึ่งในเวลาสามเดือน หากใครสามารถเพาะพันธุ์จนเกิดลูกปลาได้มากกว่า  เธอก็จะยินยอมแต่งงานด้วยอย่างไม่มีเงื่อนไข

ทันทีที่ชายหนุ่มทั้งสองคนได้รับปลาสวยงามจากหญิงสาว  ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปเพาะเลี้ยงปลาเพื่อเอาชนะคู่แข่งให้จงได้

แม้หนุ่มชาวไร่จะมีความคุ้นเคยในการเลี้ยงสัตว์เป็นอย่างดี  แต่การเพาะพันธุ์ปลาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  ชายหนุ่มชาวไร่เฝ้าดูแลเจ้าปลาน้อยทั้งสองตัวตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย  แต่จนแล้วจนรอด  ปลาทั้งสองก็ไม่ยอมให้กำเนิดลูกเลยแม้แต่ตัวเดียว  หนุ่มชาวไร่จึงจำต้องยอมรับสภาพว่า เขาคงไม่มีวาสนาได้แต่งงานกับหญิงสาวที่เขารักเป็นแน่

ฝ่ายชายหนุ่มอีกคนที่ทั้งเฉลียวฉลาดและมีชาติตระกูลสูงนั้น  หลังจากที่ตัวเขาและบ่าวไพร่ช่วยกันเลี้ยงปลาสวยงามของลูกสาวเศรษฐีจนครบสามเดือน ท้ายที่สุด…เขาก็ยังไม่สามารถผสมพันธุ์ปลาได้เช่นกัน  อย่างไรก็ตาม…ชายหนุ่มสูงศักดิ์ผู้เฉลียวฉลาดไม่อยากพลาดโอกาสเป็นเจ้าบ่าวของลูกสาวเศรษฐี  ด้วยเหตุนี้  เขาจึงสั่งให้บ่าวไพร่ไปจับลูกปลาตัวกระจิ๋วหลิวจากแม่น้ำลำคลองต่าง ๆ แล้วเอามาใส่ในอ่างปลาเพื่อลวงให้เศรษฐีกับลูกสาวหลงเชื่อว่าเขาเพาะพันธุ์ปลาได้เป็นผลสำเร็จ

เมื่อถึงวันตัดสิน  เศรษฐีกับลูกสาวต่างส่งยิ้มให้กันเมื่อเห็นชายหนุ่มสูงศักดิ์สามารถเพาะพันธุ์ปลาสวยงามได้มากมาย ส่วนหนุ่มชาวไร่ก็ได้แต่มองตาปริบ ๆ และยอมรับว่าตนเองเป็นผู้พ่ายแพ้     

และแล้ว…เศรษฐีก็ประกาศว่า ผู้ที่จะได้แต่งงานกับลูกสาวของตนก็คือ หนุ่มชาวไร่ที่เพาะพันธุ์ปลาไม่ได้เลยแม้แต่ตัวเดียว!

ทั้งหนุ่มชาวไร่และชายหนุ่มสูงศักดิ์ต่างแปลกใจจนอ้าปากค้าง  แต่เมื่อเศรษฐีกับลูกสาวชี้แจงให้ชายหนุ่มทั้งสองคนทราบว่า สาเหตุที่ทำให้การตัดสินเป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากปลาสวยงามที่ชายหนุ่มที่สองคนได้รับไปล้วนแต่เป็นปลาตัวผู้ด้วยกันทั้งคู่

การที่ชายหนุ่มสูงศักดิ์ใช้ความฉลาดแกมโกงทำให้ดูเหมือนว่าปลาที่ได้ไปออกลูกมามากมายนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง   ด้วยเหตุนี้  หนุ่มชาวไร่ผู้ซื่อสัตย์จึงสมควรที่จะได้แต่งงานกับลูกสาวเศรษฐีและดูแลกิจการต่างๆ อย่างมีคุณธรรมสืบไป

ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์อับอายมากที่ถูกจับกลโกงได้  ส่วนหนุ่มชาวไร่ก็รู้สึกปลื้มปีติที่เขามีวาสนาได้เป็นคู่ครองของหญิงสาวที่เขาหลงรัก 

และหลังจากที่ชายหนุ่มแต่งงานกับลูกสาวของเศรษฐีแล้ว  นอกจากทั้งคู่จะช่วยกันดูแลกิจการของท่านเศรษฐีเป็นอย่างดี  ทั้งคู่ยังร่วมกันทำบุญทำทานและช่วยเหลือสัตว์ที่น่าสงสารทั้งหลายอย่างไม่รู้เบื่อ  ซึ่งจากความดีของคู่บ่าวสาวทั้งสองนี้เอง  ผลบุญจึงทำให้ทั้งคู่ครองรักกันอย่างมีความสุขสืบมา

#นิทานนำบุญ

………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นักมองเมฆ

นิทานแต่ละเรื่องที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่ง มักมีที่มาจากสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว ซึ่งนิทานก่อนนอนเรื่อง “นักมองเมฆ” นี้ ก็มีที่มาในลักษณะเดียวกัน คือมาจาก “นิสัยของผมเอง” ถ้าให้สารภาพตามจริง ผมเองไม่รู้ตัวว่าเป็นคนที่มีนิสัยแบบตัวละครต่าง ๆ ในนิทานเรื่องนี้ จนกระทั่งช่วงชีวิตที่ได้ไปเจริญสติและปฎิบัติธรรมในวัด ผมก็ค่อย ๆ เห็นความจริงของตัวเองมากขึ้น ๆ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ได้เห็น ก็คือ “นิสัยของผมเอง” ที่จริงจังกับทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่ต้องจริงจังก็ได้ แม้คนที่มีนิสัยแบบนี้อาจประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจล้มเหลว คือ ล้มเหลวในการมีความสุข ดังนั้น ผมจึงแต่งนิทานเรื่องนี้และใช้ตัวละคร “นักมองเมฆ” เป็นสื่อในการเตือนจิตสะกิดใจให้ทุก ๆ คน ได้กลับมาเข้าใกล้กับ “ความสุข” อีกครั้งด้วยการรู้จักปล่อยวาง และทำกิจต่าง ๆ เป็นหน้าที่ ซึ่งในมุมมองของผม นิทานเรื่องนี้น่าจะจัดว่าเป็นนิทานธรรมะก่อนนอน ที่อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ผู้อ่านอาจมีความเข้าใจในเรื่องราวที่ลึกซึ้งแตกต่างกัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเมือง ๆ หนึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคนเก่ง ๆ มากมาย ทั้งนี้เพราะชาวเมืองเกือบทั้งหมดเอาจริงเอาจังกับทุกสิ่งที่ทำ พวกเขาจึงเชี่ยวชาญในงานด้านต่าง ๆ อย่างหาตัวจับได้ยาก

คุณ A เป็นนักทำอาหาร เขาฝึกทำอาหารกับคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก แถมยังเข้าเรียนวิชาทำอาหารนานถึง 10 ปี พอเรียนจบ เขาก็เปิดร้านอาหารและทำอาหารขายอย่างเอาจริงเอาจัง อาหารที่เขาทำอร่อยจนได้รับคำชมจากลูกค้าไม่หยุดหย่อน คุณ A ร่ำรวยขึ้น แต่ตลอดเวลา…เขากลับรู้สึกว่าเขาไม่มีความสุขอย่างที่เคยนึกฝันเลย

คุณ ฺB เป็นนักจัดดอกไม้  คุณตากับคุณยายของคุณบีมีสวนดอกไม้ขนาดใหญ่  ท่านทั้งสองสอนให้หลานสาวรู้จักดอกไม้นานาชนิด  คุณ B คิดว่าการเป็นนักจัดดอกไม้เป็นอาชีพที่จะทำให้เธอมีความสุข เธอจึงเลือกเรียนวิชาจัดดอกไม้นานถึง 10 ปี คุณ ฺB เอาจริงเอาจังกับการจัดดอกไม้มาก พอเธอมีฝีมือดีพอ เธอก็เปิดร้านรับจัดดอกไม้ แล้วทุ่มเทจัดดอกไม้ช่อสวย ๆ อย่างสุดกำลัง ลูกค้าชอบช่อดอกไม้ที่คุณฺ B จัด คุณ ฺB จึงมีงานล้นมือแทบไม่ได้หยุดพัก คุณ B ร่ำรวยจากการจัดดอกไม้ แต่ตลอดเวลา…เธอกลับรู้สึกว่าเธอไม่มีความสุขอย่างที่เคยคิดฝันเลย

คุณ C เป็นหญิงสาวที่ฝันอยากเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็ก เธอฝึกฝนร้องเพลงทุกวันไม่เคยหยุด แถมยังเรียนร้องเพลงอย่างเอาจริงเอาจังนานถึง 10 ปี ครั้นเมื่อเธอมีผลงานเพลง ผู้คนต่างก็ชื่นชอบเพลงที่เธอร้อง คุณ C เป็นนักร้องที่มีงานร้องเพลงทุกวัน และมีคนติดตามผลงานจนเธอกลายเป็นนักร้องแถวหน้า แต่ตลอดเวลา…เธอกลับรู้สึกว่าเธอไม่มีความสุขอย่างที่เคยนึกฝันเลย

นอกจากคุณ A คุณ ฺB และคุณ C แล้ว ชาวเมืองคนอื่น ๆ ที่เอาจริงเอาจัง ล้วนเก่งกาจ ร่ำรวยและได้รับคำชื่นชมไม่แพ้กัน แต่พวกเขากลับไม่มีความสุขเลยสักคน

วันหนึ่ง  ชาวเมืองสังเกตเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งเรียกตัวเองว่า “Z…นักมองเมฆ”  

Z เป็นเด็กที่รักการมองเมฆเป็นชีวิตจิตใจ  ชาวเมืองมักเห็น Z นอนมองดูก้อนเมฆที่อยู่บนท้องฟ้าพลางยิ้มให้ก้อนเมฆทุกวันไม่เคยเบื่อ  Z มองเมฆบ้าง พักบ้าง ดูเหมือนไม่เอาจริงเอาจังสักเท่าไหร่  บางทีเขาอาจเป็นนักมองเมฆที่ไม่น่าชื่นชมนัก แต่ชาวเมืองกลับแปลกใจที่แซดดูสดใสและเหมือนมีความสุขมากกว่าชาวเมืองคนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

รอยยิ้มบนใบหน้า การทำสิ่งที่รักแบบทีเล่นทีจริงและความสุขที่คนอื่น ๆ ไม่มี ทำให้ชาวเมืองที่เป็นนักอะไรต่อมิอะไรเริ่มครุ่นคิด  พวกเขาคิดว่า บางทีการทุ่มเทแบบสุดกำลังและเอาจริงเอาจังมากเกินไป อาจเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องนักในการทำสิ่งที่รักที่ชอบ เพราะหากมันเป็นวิธีที่ถูก พวกเขาก็คงมีความสุขไปนานแล้ว

ชาวเมืองจึงตัดสินใจลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ  นั่นคือการทำสิ่งที่รักที่ฝันแบบไม่เอาจริงเอาจังจนเกินไป  ทำแบบเหนื่อยก็พักหนักก็วาง

เมื่อชาวเมืองทดลองเปลี่ยนวิธีทำงานเลียนแบบ Z นักมองเมฆ  เพียงวันแรก…พวกเขาก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

คุณ A รู้สึกว่าการทำอาหารอย่างสบาย ๆ  พักบ้าง ยิ้มบ้าง ช่วยทำให้เขามีความสุขมากขึ้น

คุณ ฺB รู้สึกว่าการค่อย ๆ จัดดอกไม้ แล้วพักชื่นชมความงามของดอกไม้ ทำให้เธอมีความสุขมากขึ้นจริง ๆ

คุณ C รู้สึกว่าการร้องเพลงแบบสบาย ๆ  เลือกร้องเพลงที่ชอบ ในสถานที่ที่ชอบ ทำให้การร้องเพลงเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขอย่างวิเศษสุด

ส่วนชาวเมืองคนอื่น ๆ ที่ลดความจริงจังขึงขังในการทำสิ่งที่ชอบลง แล้วเติมรอยยิ้มให้ตัวเองในขณะทำสิ่งเหล่านั้น  ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ผลงานที่ได้แทบไม่ต่างกับตอนที่ทำแบบจริงจังขึงขัง แต่รู้สึกมีความสุขมากกว่าเยอะ”

Z นักมองเมฆดีใจที่เห็นชาวเมืองมีความสุขในสิ่งที่ทำมากขึ้นกว่าเดิม  และเมื่อเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาก็อดยิ้มกว้างไม่ได้  เพราะเมฆที่นักมองเมฆอย่างเขาเห็น มีรูปร่างเหมือนผู้คนในเมืองที่กำลังทำสิ่งที่รักด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุขแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย

#นิทานนำบุญ

…………….

เด็กน้อยนอนบนสนามหญ้า มองเมฆบนท้องฟ้า ยิ้มอย่างมีความสุข ภาพประกอบนิทานนักมองเมฆ
เด็กน้อยผู้เป็นนักมองเมฆ กำลังนอนชมก้อนเมฆบนท้องฟ้าอย่างเพลิดเพลิน
Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นาตาชากับแมวน้อย 12 ตัว

นิทานเรื่อง “นาตาชากับแมวน้อย 12 ตัว” เป็นนิทานเรื่องสั้น ๆ ของแมวกับคน ซึ่งเป็นนิทานที่มีแมวน้อย มากถึง 12 ตัว นิทานเรื่องนี้จัดเป็นนิทานก่อนนอนเรื่องสั้น ๆ ที่จะช่วยปลูกฝังเรื่องความเมตตาให้แก่เด็ก ๆ รวมทั้งสอนใจเกี่ยวกับความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ซึ่งเป็นคุณธรรมพื้นฐานที่เด็ก ๆ ควรมีในหัวใจ

นิทานก่อนนอนเรื่อง นาตาชากับแมวน้อย 12 ตัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนใกล้เขตขั้วโลกอันหนาวเหน็บ  ยังมีเด็กผู้หญิงที่น่าสงสารคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ซึ่งพ่อกับแม่ของเธอทิ้งไว้ให้ก่อนที่ท่านทั้งสองจะด่วนขึ้นสวรรค์ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ  เด็กหญิงคนนี้มีชื่อว่า”นาตาชา” เธอไม่ญาติพี่น้องที่ไหนอีกเลย ดังนั้น เธอจึงต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีวิต 

คืนหนึ่งหลังจากเลิกงาน  นาตาชารีบเดินกลับบ้านเพราะอากาศในคืนนั้นหนาวผิดปกติ  ระหว่างทาง…เด็กหญิงมองเห็นแมวสิบสองตัวนอนแข็งทื่ออยู่บนพื้นหิมะราวกับพวกมันกำลังจะจากโลกนี้ไปด้วยภัยแห่งความหนาว  นาตาชาไม่อยากให้แมวน้อยทั้งหลายต้องตายไปต่อหน้า เธอจึงรีบตรงเข้าไปอุ้มแมวแต่ละตัวขึ้นมากอด จากนั้น เธอก็หอบเอาแมวทั้งหมดกลับบ้าน

ตลอดทั้งคืน นาตาชาพยายามให้ความอบอุ่นแก่เจ้าแมวทั้งสิบสองตัวอย่างสุดความ สามารถ เวลาผ่านไปนาน…จนกระทั่งรุ่งสาง ร่างที่เย็นเยียบเหมือนไร้ชีวิตของแมวน้อยทั้งหลายจึงค่อย ๆ อุ่นขึ้น ๆ  จนในที่สุด แมวทั้งสิบสองตัวก็กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง  

นาตาชามีความสุขมากที่เธอช่วยชีวิตแมวน้อยทุกตัวเอาไว้ได้  เด็กหญิงมองแมวน้อยแต่ละตัวที่เข้ามาคลอเคลียเธอด้วยความรัก จากนั้น เธอจึงตัดสินใจที่จะเลี้ยงดูแมวทั้งสิบสองตัวเอาไว้ เพื่อที่พวกมันจะได้ไม่ต้องออกไปเผชิญกับความหนาวอันร้ายกาจอีก  

เมื่อเพื่อนบ้านทราบข่าวว่าเด็กหญิงผู้ยากจนเลี้ยงดูแมวน้อยเอาไว้ในบ้านถึงสิบสองตัว  เพื่อนบ้านต่างก็พากันพูดจาถากถางหาว่านาตาชาไม่รู้จักประมาณตน เพราะเพียงแค่การที่เธอจะต้องหาเลี้ยงตัวเองไปวัน ๆ ก็ยังเป็นเรื่องยาก ดังนั้น การที่เธอเก็บแมวมาเลี้ยงไว้ถึงสิบสองตัวจึงเป็นการเพิ่มภาระที่ดูอย่างไรก็ไร้ประโยชน์

 แม้นาตาชาจะรู้ดีว่าการเลี้ยงแมวทั้งสิบสองตัวจะทำให้เธอต้องลำบากมากกว่าเดิมหลายเท่า แต่เธอก็ยินดีที่จะลำบาก หากมันสามารถช่วยรักษาชีวิตของแมวน้อยทั้งหลายเอาไว้ได้

แมวน้อยทั้งสิบสองตัวต่างซาบซึ้งในความเมตตาของนาตาชาจนบรรยายไม่ถูก พวกมันอยากตอบแทนบุญคุณของเธอบ้าง ด้วยเหตุนี้ เมื่อนาตาชาออกไปทำงานนอกบ้าน พวกแมวจึงประชุมกันเพื่อหาทางทำให้นาตาชามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

หลังจากการปรึกษาหารือกันอย่างรอบคอบ  ในที่สุด แมวน้อยทั้งหมดก็ตัดสินใจแบ่งงานกันทำตามความถนัด

แมวหนุ่มเก้าตัวที่มีความคล่องแคล่วว่องไวตกลงใจที่จะรวมตัวกันเป็นกองทัพรับจ้างกำจัดหนูตามบ้านเรือนต่าง ๆ  ฝ่ายแมวสาวอีกสองตัวที่รักความสะอาดก็อาสาอยู่ดูแลบ้านของนาตาชาให้เรียบร้อยเพื่อแบ่งเบาภาระให้เด็กหญิงที่มันรัก  ส่วนแมวน้อยตัวสุดท้องน้องสุดท้ายที่ยังเล็กกว่าเพื่อน มันมีความสามารถในการวาดภาพและเขียนหนังสือ มันจึงขอทำหน้าที่เขียนป้ายประกาศให้นาตาชาและผู้คนทั้งหลายรู้ว่า เหล่าแมวน้อยที่บ้านหลังนี้ยินดีรับจ้างจัดการกับพวกหนูที่น่ารังเกียจ  

เย็นวันนั้น  เมื่อนาตาชากลับมาถึงบ้าน แมวน้อยทั้งสิบสองตัวพากันคาบป้ายประกาศการรับจ้างกำจัดหนู ซึ่งเจ้าแมวตัวเล็กใช้หางจุ่มซอสมะเขือเทศแล้วบรรจงเขียนเป็นตัวหนังสือมามอบให้แก่นาตาชา  นาตาชาแปลกใจมากต่อสิ่งที่ได้เห็น แต่เธอก็เชื่อว่ามันเป็นฝีมือการเขียนของพวกแมวจริง ๆ เพราะที่หางของเจ้าแมวตัวเล็กยังคงมีคราบซอสมะเขือเทศติดอยู่เกรอะกรังไปหมด

หลังจากที่นาตาชานำป้ายประกาศไปแปะตามที่ต่าง ๆ ได้ไม่นาน  ผู้คนที่ถูกหนูกวนใจก็เริ่มติดต่อว่าจ้างเข้ามา  แมวหนุ่มทั้งเก้าตัวทำงานประสานกันได้อย่างยอดเยี่ยม  ไม่นานนัก…กิจการของพวกแมวน้อยก็กลายเป็นที่นิยมซึ่งทำให้พวกมันต้องทำงานจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน

เมื่องานไล่หนูมีมากขึ้น เงินที่ได้รับจึงเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย  แมวน้อยทั้งหลายนำเงินมากมายที่ได้รับมามอบให้แก่นาตาชาเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลพวกมันและเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวของนาตาชาเอง 

นอกจากนี้ เหล่าแมวน้อยยังเขียนข้อความขอร้องให้นาตาชาเลิกทำงานหารายได้ แต่ขอให้เธอกลับไปเรียนหนังสือและใช้ชีวิตสดใสตามประสาเด็กเหมือนสมัยที่พ่อกับแม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่

นาตาชาตื้นตันใจมากที่เธอได้รับความรักและความปรารถนาดีจากแมวน้อยทั้งหลาย

ในที่สุด เด็กหญิงผู้มีจิตใจเมตตาก็ยอมทำตามความต้องการของแมวน้อยด้วยการเลิกทำงานและกลับเข้าโรงเรียนอีกครั้ง  ส่วนแมวน้อยทั้งสิบสองตัวต่างก็ดีใจมากที่พวกมันสามารถทำให้เด็กหญิงผู้มีพระคุณมีความสุขและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้เป็นผลสำเร็จ

#นิทานนำบุญ

………………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย

ในบรรดานิทานเกี่ยวกับพ่อมดแม่มดที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้แต่งเอาไว้ มีนิทานอยู่ 2 เรื่อง ที่ผมรักมากเป็นพิเศษ เรื่องแรกคือ “จุดจบของแม่มดน้อย” และอีกเรื่องคือนิทานก่อนนอนเรื่องนี้ “เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนในแนวนิทานรักแม่ คือ ลูก ๆ รักแม่และอยากหาของขวัญวันเกิดให้แม่ แต่ของขวัญที่จะทำให้คุณแม่มีความสุขคืออะไร? คงต้องไปหาคำตอบกันในนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง  เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย

โมเม มูมมามและมอมแมมเป็นลูก ๆ ของแม่มดสาวพราวเสน่ห์    คุณแม่ของพวกเขาเป็นแม่มดที่อ่อนโยนและใจดีอย่างยากที่จะหาใครเทียบได้    เด็ก ๆ ทุกคนรักคุณแม่ของพวกเขามาก  เมื่อใกล้ถึงวันเกิดของคุณแม่    พี่น้องทั้งสามจึงตกลงกันว่า พวกเขาจะจัดงานฉลองวันเกิดและมอบของขวัญสุดพิเศษให้แก่คุณแม่ผู้เป็นที่รัก

โมเมซึ่งเป็นพี่สาวคนโตตั้งใจที่จะเนรมิตดอกไม้แสนสวยเพื่อมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญวันเกิด ส่วนมูมมามซึ่งเป็นลูกชายคนกลางก็เฝ้าฝึกซ้อมคาถาเพื่อเตรียมเสกขนมเค้กอร่อย ๆ  ให้คุณแม่ผู้ชอบรับประทานขนมหวาน ๆ เป็นชีวิตจิตใจ

ฝ่ายมอมแมมน้องคนเล็กดูน่าเห็นใจเป็นที่สุด  เพราะนอกจากที่เขาจะเด็กกว่าใคร ๆ แล้ว เขายังเพิ่งเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลเวทมนตร์ได้ไม่นานนัก ด้วยเหตุนี้  อำนาจมนตราของเขาจึงมีอยู่จำกัด  ไม่เพียงพอที่จะเนรมิตของขวัญพิเศษใดใดให้แก่คุณแม่ได้ แต่ด้วยความที่เด็กน้อยอยากจะทำให้คุณแม่รู้ว่าเขารักคุณแม่ไม่แพ้พี่ ๆ    มอมแมมจึงบากบั่นไปขอยืมตำราคาถาวิเศษจากห้องสมุด  แล้วเฝ้าฝึกฝนว่าคาถาตามตำราเล่มนั้นทีละบทสองบท   จนในที่สุด  เขาก็พร้อมที่จะเนรมิตของขวัญชิ้นเล็ก ๆ  เพื่อมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิด

และแล้ว..วันที่ทุก ๆ คนรอคอยก็มาถึง   เด็ก ๆ เชิญคุณแม่มานั่งในห้องนั่งเล่นที่พวกเขาช่วยกันตกแต่งจนกลายเป็นห้องที่แสนน่ารัก  เสียงดนตรีอ่อนหวานจากกล่องดนตรีทำให้บรรยากาศในห้องดูอบอุ่นกระจุ๋มกระจิ๋ม   เด็ก ๆ ให้คุณแม่นั่งที่เก้าอี้ตัวนุ่ม  จากนั้น พวกเขาก็เริ่มว่าคาถาเพื่อเสกของขวัญให้แก่คุณแม่ทีละคน

โมเมท่องคาถางึมงำว่า “โอมมะลุกกุ๊กกุ๋ยดุกดุ๋ยดุกดุ๋ย…ปลูกต้นไม้อย่าลืมใส่ปุ๋ย”   เมื่อโมเมว่าคาถาจบ  รอบ ๆ ตัวของคุณแม่ก็รายล้อมไปด้วยดอกไม้สีรุ้งเต็มไปหมด!

เมื่อมูมมามเห็นพี่สาวเสกดอกไม้มากมายให้คุณแม่   เขาจึงนึกอยากหาทางทำให้คุณแม่พอใจมากขึ้นไปอีก  ด้วยเหตุนี้  มูมมามจึงตั้งใจรวบรวมสมาธิ แล้วร่ายคาถาด้วยเสียงที่หนักแน่นว่า “โอมมะลุกกุ๊กกิ๊กดุ้กดิ้กดุ้กดิ้ก…อยากกินเผ็ดต้องไปกินพริก”   เมื่อสิ้นเสียง…ขนมเค้กขนาดยักษ์ที่สูงถึงเจ็ดชั้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของคุณแม่ทันที!

มอมแมมมองของขวัญของพี่ ๆ ตาปริบ ๆ  ฝีมืออย่างเขาคงไม่สามารถเสกของขวัญดี ๆ อย่างของพี่ ๆ ได้เป็นแน่    แต่ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่เกินตัว    มอมแมมจึงคิดหาของขวัญชิ้นใหม่เพื่อไม่ให้น้อยหน้าพี่ ๆ  

อำนาจเวทมนตร์อันน้อยนิดของพ่อมดตัวเล็ก ๆ จะเนรมิตอะไรให้ถูกใจคุณแม่ได้บ้างไหมหนอ?   มอมแมมเพ่งมองขนมเค้กเจ็ดชั้นของมูมมามอยู่พักใหญ่   ในที่สุด  ความคิดที่แสนวิเศษก็สว่างวาบขึ้นในใจของเด็กน้อยผู้ไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรค

มอมแมมค่อย ๆ นึกทบทวนถึงคาถาบทหนึ่งที่เขาเฝ้าฝึกฝนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   เมื่อคิดได้ เขาก็เริ่มเอ่ยถ้อยคาถาอย่างช้า ๆ ว่า  “โอมมะลุกกุ๊กก๋อยดุกด๋อยดุกด๋อย…ผัดคะน้าใส่น้ำมันหอย”  เมื่อมอมแมมท่องคาถาจบ    ขนมเค้กเจ็ดชั้นก็สว่างไสวไปด้วยเปลวไฟจากเทียนไขแท่งเล็ก ๆ  ซึ่งมีจำนวนเท่ากับอายุของคุณแม่พอดิบพอดีไม่มีขาด

คุณแม่ปลื้มใจมากที่เห็นความตั้งใจของลูก ๆ ทั้งสาม  ส่วนโมเมกับมูมมามต่างก็ภูมิใจในฝีมือของน้องชายตัวกระเปี๊ยกที่ใช้เวทมนตร์ได้ดีชนิดที่พี่ ๆ คาดไม่ถึง  

ความรักของลูก ๆ ทำให้หัวใจของผู้เป็นแม่อิ่มเอมไปด้วยความสุข   

และในค่ำคืนนั้น   สามพี่น้องก็แย่งกันกอดคุณแม่นัวเนียหนุบหนับ   เวลาแห่งรักดำเนินต่อไปนานแสนนาน   จนกระทั่งท้ายที่สุด   เด็ก ๆ ทั้งสามก็นอนหลับปุ๋ยไปในอ้อมกอดของคุณแม่ ท่ามกลางแสงเทียนอันอบอุ่นในราตรีที่แสนวิเศษ

#อ่านนิทานจบเด็ก ๆ อยากให้ของขวัญด้วยการกอดใครดีนะ

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานสอนใจ : เจ้าหญิงลิงจ๋อ

นิทานเรื่อง เจ้าหญิงลิงจ๋อ เป็นนิทานที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าแนวธรรมะที่น้องชายของผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) นำมาเล่าให้ฟัง ซึ่งหลังจากได้ฟังแล้ว ผมรู้สึกว่า ข้อคิดจากเรื่องเล่าเรื่องดังกล่าว มีแง่มุมสอนใจเกี่ยวกับการคบเพื่อนที่น่าจะนำมาแต่งเป็นนิทานสำหรับเด็ก (หรือแม้แต่นิทานสอนใจสำหรับวัยรุ่น) หวังว่านิทานเรื่องนี้จะให้แง่คิดและความเพลินเพลินแก่ผู้อ่านทุกเพศทุกวัยนะครับ

นิทานเรื่อง เจ้าหญิงลิงจ๋อ

เจ้าหญิงลิงจ๋อเป็นเจ้าหญิงลิงองค์น้อยที่มีขนสีชมพูแสนน่ารัก เมื่อเจ้าหญิงลิงจ๋อถึงวัยที่ต้องเข้าโรงเรียน พระราชาลิงเจี๊ยกกับพระราชินีลิงจุ๋มจิ๋มได้ส่งเจ้าหญิงไปเรียนหนังสือร่วมกับลูกสัตว์อื่น ๆ ที่โรงเรียนกลางป่าใหญ่

เจ้าหญิงลิงจ๋อตื่นเต้นที่จะได้ไปโรงเรียนเป็นครั้งแรก เจ้าหญิงวาดฝันไว้ว่าพระองค์จะหาเพื่อนสนิทที่น่ารักและคู่ควรเป็นเพื่อนกับพระองค์ให้จงได้ แม้มันจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยก็ตาม

เมื่อเจ้าหญิงไปถึงโรงเรียน พระองค์พบลูกสัตว์มากมายเต็มไปหมด เจ้าหญิงพยายามมองซ้ายทีขวาทีเพื่อหาลูกสัตว์ที่ดูเหมาะสมจะเป็นเพื่อนกับพระองค์มากที่สุด

เจ้าหญิงมองไปที่ลูกช้างพลางคิดในใจว่า “ลูกช้างก็น่ารักดีนะ แต่ว่าจมูกยาวและตัวใหญ่จัง…อยู่ใกล้ ๆ กันคงอึดอัดแย่ แบบนี้คงเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก”

เจ้าหญิงมองไปที่เม่นน้อยพลางคิดในใจว่า “ลูกเม่นก็น่ารักดีนะ แต่ว่าขนแหลมจัง…อยู่ใกล้ ๆ กันคงอันตรายแย่ แบบนี้คงเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก”

เจ้าหญิงมองไปที่เต่าน้อยพลางคิดในใจว่า “ลูกเต่าก็น่ารักดีนะ แต่ว่าคลานต้วมเตี้ยมจัง…ไปเที่ยวไหนกันคงเสียเวลารอแย่ แบบนี้คงเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก”

ไม่ว่าเจ้าหญิงจะมองไปที่ลูกสัตว์ตัวใด พระองค์ก็ติลูกสัตว์เหล่านั้นได้ทั้งหมด หลายวันผ่านไป เจ้าหญิงจึงยังหาเพื่อนที่ถูกใจไม่ได้เลย!

หนึ่งเดือนต่อมา เจ้าหญิงเริ่มมีอาการซึมเศร้าเหงาหงอยจนพระราชากับพระราชินีสังเกตเห็น เมื่อพระราชากับพระราชินีถามเจ้าหญิงและได้ทราบเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งสองพระองค์จึงส่งยิ้มให้กัน แล้วชี้ให้เจ้าหญิงดูกล้วยที่อยู่บนโต๊ะ จากนั้น พระราชากับพระราชินีก็บอกเจ้าหญิงว่า

“กล้วยเป็นผลไม้ที่เรากินแต่เนื้อ…ไม่กินเปลือก เวลาเราไปซื้อกล้วย ถ้าเราขอซื้อแต่เนื้อกล้วยไม่เอาเปลือกกล้วย ลูกคิดว่าแม่ค้าจะยอมขายให้ไหม”

“ไม่น่าจะยอมนะเพคะ เพราะกล้วยมันมาด้วยกันอย่างนี้…มาทั้งเนื้อทั้งเปลือก” เจ้าหญิงตอบ

“เพื่อนก็เหมือนกันแหละลูก ทุกอย่างก็รวมเป็นตัวเขาทั้งนั้น ถ้าเราจะเลือกเอาแต่ข้อดี โดยไม่ยอมรับสิ่งที่เราไม่ชอบ บางทีเราอาจหาเพื่อนไม่ได้เลยนะ”

เจ้าหญิงลิงจ๋อคิดตามคำพูดของพระราชาและพระราชินี
“จริงด้วย…ถ้าเราอยากกินกล้วยแต่ไม่ยอมซื้อเปลือกกล้วยมาด้วย เราคงไม่ได้กินกล้วยแน่ ๆ และถ้าเราอยากมีเพื่อน แต่เราไม่ยอมรับในทุกสิ่งที่เพื่อนเป็น เราก็คงไม่มีเพื่อนแน่ ๆ”

เจ้าหญิงขอบคุณพระราชากับพระราชินีที่เตือนสติ นับจากวันนั้น เจ้าหญิงจึงเปลี่ยนความคิดด้วยการมองข้ามข้อด้อยบางอย่างของเพื่อน ๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เอง ทำให้พระองค์มีเพื่อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่นานนัก เจ้าหญิงก็มีเพื่อนรักเต็มไปหมด
เจ้าหญิงดีใจที่พระองค์เปลี่ยนแปลงความคิดได้ เจ้าหญิงอมยิ้มแล้วบอกกับตัวเองว่า “จริง ๆ แล้ว การมีเพื่อนก็เป็นแค่เรื่องกล้วย ๆ นี่นา ไม่เห็นยากตรงไหนเลยนะ”

#นิทานนำบุญ

……………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน

บทสัมภาษณ์ในนิตยสารสีสัน

ช่วงต้นปี 2563 เป็นช่วงที่โควิด-19 เริ่มการระบาด เมื่อสถานการณ์เริ่มมีความเสี่ยงน้อยลง รุ่นพี่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ชื่อดังในนิตยสารสีสัน ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะ นักแต่งนิทานของไทย ซึ่งตามปกติ ผมหยุดการให้สัมภาษณ์ตามสื่อต่าง ๆ มานานแล้ว แต่เพราะรุ่นพี่ท่านนี้เป็นรุ่นพี่ที่คอยติดตามให้กำลังใจเพจนิทานของผมมาโดยตลอด ดังนั้น เมื่อรุ่นพี่ติดต่อมา ผมจึงตอบตกลงให้สัมภาษณ์ และบทความต่อไปนี้ คือ บทความสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารสีสัน ปีที่ 31 ฉบับที่ 8 โดย “ดาวเอื้อมฟ้า” ซึ่งผมถือเป็นเกียรติที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองบันทึกไว้ในนิตยสารคุณภาพอย่าง “นิตยสารสีสัน” ที่ผมติดตามมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา (ราวปี 253X) อนึ่ง การพูดคุยให้สัมภาษณ์อาจมีบางช่วงบางตอนที่ดูเป็นกันเองมาก (เพราะผมถือว่าผมกับผู้สัมภาษณ์คุ้นเคยกันในระดับหนึ่ง จึงคุยอย่างเปิดใจและตรงไปตรงมามาก ๆ ) หากมีคำพูดใดไม่ค่อยสำรวมระวัง หรือกระทบความรู้สึกของใครก็ตาม ผมต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ ท้ายสุด ผมขอขอบคุณทางนิตยสารสีสันที่อนุญาตให้นำบทความนี้มาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญนะครับ ขอเชิญท่านที่สนใจลองอ่านบทความนี้กันดูนะครับ

บทสัมภาษณ์ : นักเล่านิทาน นำบุญ

กาลครั้งหนึ่ง ไม่นานเท่าไหร่ ในยุทธจักรน้ำหมึก ยังมีนักเล่านิทานหนุ่มไฟแรงชื่อว่า นำบุญ นามเป็นบุญ ที่เล่เรื่องราวมากมายในนิตยสาร “ขวัญเรือน” ยาวนานถึง 17 ปีเต็ม

17 ปีกับนิทานกว่า 400 เรื่อง ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาหยิบวัตถุดิบมาจากไหน? เคยตื้อตันกับการต้องเขียนต้นฉบับใหม่ ๆ ทุก 15 วันบ้างไหม? วันนี้ยังเขียนนิทานอยู่หรือเปล่า? แล้วเป้าหมายในชีวิตของนักเล่านิทานอย่างเขาคืออะไร?

อดีตนักศึกษาเอกภาพยนตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เคยสมัครเข้า ทียู แบนด์ เพียงเพื่ออยากได้อัลบั้มเพลงของ ปรัชญ์ สุวรรณศร เคยเล่นละครเวที (แต่ไม่ชอบ) เคยได้ทุนไปศึกษาเรื่องหุ่นที่สวีเดน เคยทำรายการสำหรับเด็ก และแน่นอน – เขียนนิทาน

ตอนนี้ เขาหยุดเขียนนิทานไปแล้ว และนำผลงานเก่า ๆ ที่เขียนไว้ มาลงในเว็บไซต์ส่วนตัว พร้อมกับเพจ “นิทานนำบุญ” ในเฟซบุ๊ก อนาคตเขาอาจเปิดช่องยูทูบ หรืออาจจะมีพอดแคสต์ ให้แฟนคลับนิทานของเขาได้ติดตามกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยเหตุผลเดียว “ผมรักเด็กจริง ๆ นะ”

“จริง ๆ ผมเคยฝันอยากเป็นนักเขียนนิทาน คืออยากแต่งน่ะ ผมไม่เคยคิดอยากเป็นนักเขียนนะ”

นำบุญเกริ่นกับฉันในบ่ายวันหนึ่งที่บ้านพักของเขาย่านปู่เจ้าสมิงพราย เป็นความฝันของเด็กชายผู้อ่านขวัญเรือนมาแต่เด็ก ๆ ตามผู้เป็นแม่ “ถ้าเราได้เขียนลงขวัญเรือนก็คงดีเนอะ เออ มีความเป็นนักเขียนอยู่ตรงนี้-ที่คิด คิดแบบบาง ๆ แล้วช่วงนั้นแบบว่า…ก่อนที่ผมจะเป็นนักเขียน ผมไปเปิดดูในขวัญเรือน เออ มีคนเขียนอยู่ ไม่เห็นสนุกเลย ถ้าเราได้เขียนคงดีเนอะ คิดแค่นี้เลย”

นักเล่านิทานหนุ่มใหญ่หัวเราะลงลูกคอก่อนลดเลี้ยวไปถึงช่วงที่เขาไม่มีความสุขกับการอยู่ที่สวีเดน ที่ที่เขาควรจะได้เก็บความรู้เรื่องหุ่นและนำกลับมาประยุกต์ใช้สอดรับกับความฝันที่อยากทำงานเกี่ยวกับเด็ก แต่ไม่เป็นอย่างที่หวัง นำบุญตัดสินใจกลับเมืองไทย

“อยู่ประมาณปีหนึ่งแล้วก็พบปัญหาบางอย่างว่าเขาไม่ได้จริงใจกับเรานัก เช่น ให้ทุนไปแต่ไม่สอน เราก็ต้องเรียนรู้เอง เขาบอกว่าไม่มีเวลาสอนนะ ผมก็ไม่เป็นไร ช่วงเช้าผมทำงานด้วยนะครับ เป็นเทคนิคเชี่ยน เพราะภาษาสวีเดนเราไม่ได้ แต่กลางคืนปุ๊บ ผมก็ลงไปทำหุ่นที่ห้องใต้ดิน ดูหุ่นของเพื่อนทีทำหุ่นสไตล์ญี่ปุ่น เป็นหุ่นกลไก ขยับตาขยับปากได้ นำบุญก็นั่งทำ หัดแกะสลักไม้ หัดทำกลไก ซึ่งมันไม่ใช่ผมเลย งานเทคนิคเชี่ยนก็ไม่ใช่ผมเลย แต่ก็หัดทำ ก็คือเรียนรู้น่ะฮะ พอเวลาผ่านไป เขามีเปิดคอร์สระดับสูงเหมือนระดับปริญญาอะไรอย่างนี้ นักเรียนในสวีเดนได้เรียน แต่ผมไม่ได้เรียน ไปอ๊อบเสิร์ฟก็ไม่ได้ ไม่ได้แล้วฉันจะอยู่ทำไม ผมก็เลยกลับมาฝึกที่เมืองไทยดีกว่า”

“กลับมาก็ต้องมองหางาน ตอนนั้น ใจผมน่ะอยากทำงานเด็ก เท้าความหน่อยว่าผมเคยทำโทรทัศน์เด็ก แล้วก็ค้นพบว่าตัวเองรักงานเด็กมาก คือผมอยากทำให้เด็กยิ้ม อยากเห็นเด็กยิ้ม อยากให้เขามีความสุขมาก ๆ เหนื่อยแค่ไหนใจเราก็ยังยิ้มน่ะ อย่างเดียวที่ทำให้ผมมีความสุขได้ในตอนนั้น ทำให้ผมไปยอมเหนื่อยที่สวีเดน อยากจะมีหุ่นมาเล่นกับเด็ก ง่าย ๆ เลย คิดโง่มาก คิดแค่นี้เลย”

น้ำเสียงนุ่ม ๆ ของเขาเจือความสุข-ฉันสัมผัสได้ “พอกลับมา เฮ้ย นิทานมันก็เป็นเรื่องของเด็กนี่หว่า ระหว่างที่คิดก็บังเอิญว่าได้งานที่หนึ่ง เป็นผู้สอนวิทยาศาสตร์ หลักสูตรของแคนาดา กติกาข้อหนึ่งว่า สามารถไปเมืองนอก แคนาดาไม่เคยไป (หัวเราะ) แล้วถ้าเล่นกับของเล่นได้นี่ (ยิ้ม) ของเล่นนี่ของชอบเลย ผมชอบของเด็ก ๆ แล้วก็ต้องสอนเด็กได้ ผมตรงหมดเลยน่ะ ก็ได้งาน”

“จำไม่ได้ว่าทำอยู่กี่เดือน ขวัญเรือนเขามีการเปลี่ยนแปลง นักเขียนเก่าเขาออก แล้วน้องที่ขวัญเรือนเป็นน้องที่วารสารฯ รู้จักกับพี่ดาว รักษิตา จะติดต่อให้พี่ดาวไปเขียน ผมเข้าใจอย่างนั้นนะ แล้วพี่ดาวก็แนะนำว่ามาหานำบุญสิ พี่ดาวรู้จักผมเพราะเมื่อก่อนผมเคยไปเล่านิทานที่ “ร้านหนังสือเล็ก ๆ” มันก็โยง ๆ กันน่ะ น้องที่ขวัญเรือนก็รู้จักผมด้วย เขาก็ติดต่อมา พอโอกาสมา มันชนกันใช่มั๊ยครับ ระหว่างงานประจำซึ่งเลี้ยงชีพได้กับงานนักเขียน”

ตอนแรกนำบุญคิดว่า “น่าจะทำไปพร้อมกันได้” แต่ในความจริง การทุ่มเททำงานที่รัก 2 อย่างพร้อมกันกลับยากกว่าที่คาด “พอเริ่มทำจริง ๆ งานหนักมาก เพราะว่างานสอนมันไม่ใช่แค่สอน แต่ต้องทำบท ต้องไปช่วยเจ้านายขาย แล้วต้องเทรนนิ่งรุ่นน้องให้ขึ้นมาเป็นครูผู้สอน แล้ววิธีการสอนมันยากมาก แต่ผมทำได้ เพราะมันคือชีวิตของผม เหนื่อยแต่ผมมีความสุข เด็กแฮ๊ปปี้มาก พอเวลาว่างปุ๊บก็กลับมาเขียนงาน เขียนนิทาน แล้วดันเป็นนิทานรายปักษ์ 15 วันต้องได้เรื่องหนึ่ง มันเหมือนไก่ ที่บางวันไม่อยากออกไข่ก็ต้องออกให้ได้” เขาหัวเราะก่อนบอกว่า ช่วงแรกก็ยึดสูตรที่คุ้นเคย เรื่องเจ้าหญิงเจ้าชาย ยักษ์ และพ่อมดแม่มด ฯลฯ แล้วก็พบว่า มันยากขึ้นเรื่อย ๆ

“ผมเป็นคนเขียนหนังสือไม่เก่ง ผมเป็นสายพูด ผมจะเล่าเรื่อง ผมจะถนัดใช้กระบวนการคิด ก็จะวางแปลนว่าเราจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร มีส่วนต้น ส่วนกลาง ส่วนท้าย เล่าอย่างนี้จะคล่อง แต่พอเป็นการเขียนปุ๊บ วิชาเขียนข่าวก็สอบคะแนนห่วย”

เสียงหัวเราะเขาฟุ่มเฟือยจริง ๆ

“งานเขียนผมไม่ดี แต่งานไอเดียผมได้ เพราะพอเขียนเสร็จก็ไปถ่ายเป็นภาพยนตร์ ไม่ได้เขียนเรื่องสละสลวย พอมาเจอนิทาน เป็นงานเขียนจริง ๆ เป็นอาชีพนักเขียน แล้วเราไม่ใช่นักเขียน ก็…เอา ลองดู เอารูปประโยค subject+verb+object (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น ช่วงแรกนิทานก็จะเป็นคำที่เราคุ้นเคยจากนิทานต่าง ๆ มาเรียงไปเรียงมา คนจะไม่รู้นะ แต่ผมรู้ (หัวเราะเบาๆ) แล้วจะจบลงด้วยว่า “และแล้ว นิทานเรื่องนี้ก็จบลงด้วยความสุข” ทุกเดือน (หัวเราะ) เป็นปีเลยล่ะครับ จนขวัญเรือนบอกพี่ไม่ต้องจบแบบนี้ก็ได้ แล้วเราก็พยายามบิดให้นิทานของเรามีมุมที่มัน…ไม่เหมือนกัน เวลาแต่ง สร้างบทหนัง ก็คิดมุมไปเรื่อย ๆ ให้มันไม่ซ้ำ ไม่ซ้ำกับนิทานที่มีอยู่ในโลก ไม่ซ้ำกับนิทานที่เราเคยแต่ง ก็เลยยากขึ้น ๆ บีบคั้นขึ้นเรื่อย ๆ”

“ได้ไอเดียในการแต่งมาจากไหน เขียนมาเป็น 400 กว่าเรื่องอย่างนี้?” ฉันถาม

เหมือนเดิม – เขาพาฉันย้อนกลับไปวัยเยาว์ของเขา วันเก่า ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านชานเมืองย่านสมุทรปราการ “จะเมืองก็ไม่เมือง จะบ้านนอกก็ไม่บ้านนอก” แต่ในความรู้สึกก้ำกึ่งนั้น นำบุญบอกว่าสิ่งที่เขามีมันคืออีกดินแดนหนึ่ง ดินแดนที่ทุกอย่างเป็นไปได้ตามแต่เขาจะจินตนาการ “มันคือโลกของผมเอง พอผมคิดแบบนั้นได้ ทุกอย่างก็คลี่คลาย เพราะว่าโลกของผม ต้นไม้ไม่ใช่สีเขียว-ก็ได้ ต้นไม้เป็นสีชมพู มีสัตว์ที่ไม่เหมือนกับสัตว์ที่อื่น พอเราเจอทางของเราว่า นี่คือพื้นที่ของฉัน มันก็ไม่ได้ยากมาก ทีนี้พอมาเขียนนิทาน ก็ยึดตรงนี้ว่า ถ้าผมจะต้องเล่านิทานในแบบของผม มันก็คือโลกของผมไงโลกของผมจะมีนางฟ้าแบบนี้ และนางฟ้าอีกแบบ และอีกแบบ ๆ ๆ มันก็เลยมีนางฟ้าหลายแบบ”

“ผมอาจโชคดีตรงที่ว่า ชีวิตวัยเด็กผมมีพี่น้อง 5 คน เราก็เล่นกันในบ้าน ตอนเด็ก บ้านผมเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เลี้ยงห่าน ต้องไปเก็บไข่ไก่ทุกเช้า มีบ่อน้ำอยู่หลังบ้าน ลงไปว่ายน้ำกับเป็ด เอาลูกเป็ดลงน้ำแล้วลงไปว่ายน้ำกับเป็ด (หัวเราะ) และก็เดินเล่นกับห่าน แล้วห่านก็ไล่ตอดเรา มีหมา มีงู บางทีก็มีคนงาน มาช่วยทำไอ้นี่เล่นกัน ทำนาฬิกาจากใบมะพร้าว คือ หาเรื่องเล่นทุกวัน แม้กระทั่งห้องที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ เอ้า ปิดผ้าม่าน เอาโซฟามาพลิกทำเป็นถ้ำ อยู่ในถ้ำกันเถอะ บ้านเราต้องมีหิมะ เอาแป้งมาโรยเต็มบ้าน เราจะเล่นอย่างนี้แหละครับ โลกของเราคือโลกแห่งการเล่น เพราะฉะนั้น ความทรงจำวัยเด็กจะเยอะมาก ผมจำเรื่องราวชีวิตวัยเด็กได้จนกระทั่งผมเข้ามหาวิทยาลัย”

นั่นเป็นที่มาส่วนหนึ่งของวัตถุดิบในการแต่งนิทานนำบุญ อีกส่วนหนึ่งมาจากความหลงใหลในการ์ตูนที่มีทั้งของไทย อย่าง ชัยพฤกษ์, ตุ๊กตา ของญี่ปุ่นอย่าง แคนดี้จอมแก่น (อ่านตามพี่สาว), กุหลาบแวร์ซาย (อ่านตามเพื่อน) และ โดราเอมอน (ค้นพบเอง) เขาอ่าน “จนกระทั่งผมจำโครงเรื่องได้หมด ถ้าคนนี้เขียนปุ๊บเดี๋ยวจะต้องเป็นแนวนี้ จนเลิกอ่านเลยครับ สิ่งที่เราได้มันอาจจะเป็นการผูกเรื่องด้วย ก็เลยได้หลาย ๆ อย่าง ความทรงจำวัยเด็ก ทั้งประสบการณ์การอ่านวรรณกรรมเยาวชนกับการ์ตูน ได้โครงเรื่องนี้มาผนวกกัน ทำให้เรารู้สึกว่าเราผูกเรื่องได้ เขียนเรื่องได้ แล้วก็หลุดจากกรอบแบบ…เป็นโลกของเราเอง พอสร้างดินแดนได้ มันก็ง่ายขึ้น”

หลังจากนั้น…ทุกอย่างก็หลั่งไหลพรั่งพรูต่อเนื่องมา 17 ปี จากจุดเล็ก ๆ ในความคิด กลั่นออกมาเป็นตัวหนังสือที่เรียงร้อยเป็นเรื่องเล่าความยาวสองหน้ากระดาษ ฉันถามเขาว่าได้พล็อตแต่ละเรื่องมายังไง? เขาบอกว่า “มันอาจจะมาจากทัศนคติพื้นฐานก่อน ว่าเรามองโลกยังไง อย่างเราไม่เชื่อเรื่องที่ว่า เงินซื้อความสุขได้ เขียนยังไงก็เขียนไม่ได้ว่าเงินซื้อความสุขได้ เราเชื่อเรื่องการเกื้อกูลแบ่งปันช่วยเหลือ นิทานผมจะเป็นเรื่องพวกนี้ การใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา นิทานผมจะมีแต่เรื่องแบบนี้ หรือเรื่องการปลูกต้นไม้ ธรรมชาติ เราเชื่อแบบนี้ ข้อสรุปในนิทานแต่ละเรื่องจะวน ๆ อยู่ประมาณนี้แหละครับ เห็นคุณค่าของครอบครัว เห็นคุณค่าของมิตรภาพ เห็นคุณค่าของเพื่อน เพราะเราเพื่อนน้อยไง เราเลยรู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่มีค่า”

“เนื่องจากมันมีเวลา 15 วัน เราไม่ได้มีเวลาในการแพลนมากหรอกว่ามันจะอะไร นิทานบางเรื่อวคิดจากการมีตัวละครขึ้นมาก่อน อยู่ ๆ ก็….ต้องมีตัวละครสักตัวหนึ่ง ใครดี ๆ ๆ ๆ (เสียงค่อย ๆ ดังขึ้น) อ๊ะ เป็นเด็กผู้ชายสักคน แล้วเขาเป็นใครล่ะ ผมยังไม่เห็นหน้าเขาเลย ผมเขียนไม่ได้ ก็…เอ้า เด็กหัวฟู ๆ ชื่ออะไรดี ๆ ๆ บางทีชื่อก็มาก่อน ชื่อ ฮันนู ฮันนู เหมือนชื่อเพื่อนที่ฟินแลนด์ เอา ฮันนู นี่แหละเป็นชื่อตัวละครตัวนี้ แต่บุคลิกไม่ใช่เขาเลยนะ ฟังฟู ๆ ทำนิทานสระอูดีกว่าเว้ย ก็กลายเป็น “ฮันนู เป็นเด็กหัวฟู เขาเกิดที่ประเทศเปรู” อะไรอย่างนี้ มันก็จะทำให้เราไล่ต่อไปได้ นิทานบางเรื่องมาจากตัวละครที่ มีบุคลิกบางอย่าง สมมตินะครับ เป็นเด็กกำพร้าที่พ่อแม่ทอดทิ้ง เราอยากเขียนนิทานเด็กกำพร้า นิทานบางเรื่องเป็นเรื่องของคุณตาที่ยิ้มได้ทั้งวัน มองโลกแง่ดีมาก”

“เริ่มจากตรงนี้ จากตัวละคร นี่คือกลุ่มที่เริ่มจากชื่อ แล้วเราก็ฝันต่อ ฝันมีละก้าว เหมือนต่อจิ๊กซอว์น่ะครับ วางจิ๊กซอว์ เปิดเรื่องแบบนี้ โครงเรื่องจะไปไหนยังไม่รู้เลยนะ ด้นไป ตัวที่ 2 วาง คิดเรื่องต่อ ไม่ได้ เอาจิ๊กซอว์ตัวนี้ทิ้ง สร้างตัวใหม่ เช่น ตัวนี้ไปเจอเหตุการณ์ที่ 1 ขึ้นมา มี…เจอแม่มด แม่ป่วยไม่สบาย-นี่เป็นสูตรประจำเลย เด็กคนหนึ่งอาศัยอยู่กับแม่ วันหนึ่งแม่ต้องเจออะไรสักอย่าง แม่ป่วยไม่สบาย (หัวเราะ) เออ พอได้ ๆ แม่ป่วยไม่สบายแล้วยังไงเหรอ มีใครมาบอกว่าต้องเอาอะไรมารักษา มันก็เริ่มก้าวไปไงครับ แต่เราคิดแบบนี้ปุ๊บ เราบอกว่า เฮ้ย ไอ้มุขแม่ป่วย ไม่สบาย มันมีหลายครั้งแล้วนะ เรายกจิ๊กซอว์นี้ออก มองหาตัวอื่น นี่คือสูตรนี้นะครับ คือ สูตรสร้างตัวละครแล้วต่อจิ๊กซอว์ไป”

“กับสูตรประเภทที่ว่า เห็นเหตุการณ์ในสังคม อย่างผมดูพวก อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย บางทีก็เป็นเรื่องได้ (หัวเราะ) บางทีดูเรื่องการเมือง อย่างช่วงการเมืองที่มีสีเสื้อเยอะ ๆ ผมก็แต่งเป็นเรื่องเลยนะ แต่งแบบไม่มีใครรู้เลยว่า มันเป็นเรื่องของการทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องความคิดทางการเมือง ผมก็จะหามุมในเรื่องของความกลมเกลียว ในเรื่องของพลัง ในเรื่องของอะไรที่มันดีกว่า เหมือนกับว่าเป็นการเยียวยาตัวเองด้วย และสังคมด้วย ว่าแบบ…สังคมที่ทะเลาะกันเยอะ ๆ แบบนี้ มันไม่ได้สร้างอะไรเลย ปลูกต้นไม้ก็ยังดีกว่า”

“ลึก ๆ ผมเคยวิเคราะห์ตัวเอง คนที่มันมีเพื่อนน้อย มันอยากมีเพื่อนน่ะ อยากมีเพื่อนมาก ๆ เลย ถ้าจะมีชีวิตเล็ก ๆ ที่มีความสุข ก็จะต้องมีเพื่อนดี ๆ มีสังคมน่ารัก งานแนวนี้ โครงเรื่องแนวนี้ จะมีเยอะมาก และเนื่องจากว่านิทานผมจะเป็นโครงสร้างแบบ เกริ่นนำเรื่อง มีปม 3 ปม หนึ่ง-สอง-สาม แล้วปิดท้าย สังเกตก็คือว่า ปมที่ 1-แก้ ปมที่ 2-แก้ ปมที่ 3-ไคลแม็กซ์แก้ ปัง! จบ ได้ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ เพราะว่ามีหน้าให้เขียนสองหน้า ต้องจบอย่างสมบูรณ์ในสองหน้า แล้วก็ถ้าเขียนเต็มสองหน้า ภาพประกอบก็จะได้น้อย ก็พยายามแบบว่า…หลัง ๆ อยากใส่ดีเทล เคยมีคนบอกผมว่า “พี่ ๆ เวลาเขียน ต้องเขียนแบบแสงแดดทอประกายระยิบระยับ ต้นไม้แกว่งไกว” ผมพยายามอยู่ปีหนึ่งในการเขียนแบบนี้ ให้มันมีอรรถรส ปรากฎเขียนไปเขียนมา มันไม่ใช่ตัวเรา มันดัดจริตมากเลย (เสียงเข้ม) คือผมรำคาญ”

“สุดท้ายผมแต่งนิทาน นิทานของผมไง ในเมื่อเราหลุดจากกรอบของโลกคนอื่นมาอยู่ที่โลกของผมแล้ว ทำไมผมยังต้องใช้ภาษาแบบคนอื่น ผมพยายามเขียนให้ถูกหลักไวยากรณ์ให้มากที่สุดเท่าที่ความรู้ในการเรียนตั้งแต่ป.1 ถึงปริญญามันมี ผมรู้เท่านี้จริง ๆ ไม่ได้แกล้ง ผมทำเต็มที่แล้ว ถ้าผิดก็ช่วยแนะนำผม ผมรับฟังนะ หลัง ๆ ก็ผ่อนคลาย เป็นภาษาปากบ้าง มีไดอะล็อกที่ตัวละครพูดบ้าง สมัยก่อนไม่มี เป็นแบบแนวเล่า หลัง ๆ ก็จะมีตัวนั้นตัวนี้พูด ผมชอบ แต่ว่ามันขี้โกงน่ะ มันทำให้จบง่าย ก๊อปปี้คำซ้ำแล้วก็เพสต์ มันจะพูดคล้าย ๆ กันน่ะ โครงเรื่องนิทานน่ะ ผมก็ก๊อปปี้-เพสต์ เฮ้ย! นี่เราจะเอาตังค์เขาง่าย ๆ อย่างนี้เชียวหรือ (หัวเราะ)”

สมกับเป็นคนที่อุดมจินตนาการ แถมชำนาญการเล่าเรื่องหาตัวจับยาก ฉันรู้สึกตัวเหมือนเป็นเด็กน้อย ฟังเขาอธิบายเพลินไป

เว็บไซต์ นิทานนำบุญ

“เคยอยากเขียนที่แสดงให้เห็นมุมลบ ๆ ของสังคมมั๊ย?”

“ครั้งหนึ่ง ผมเขียนนิทานที่ไม่ได้จบแบบสดใส และเป็นครั้งเดียวที่บรรณาธิการโทร.มาหา (หัวเราะ) ผมเขียนเรื่องแม่ แต่งนิทานให้แม่ ตอนจบแม่ตาย มันผิดขนบของนิทานเด็กในประเทศไทย แต่ในประเทศอื่นมันโอเค. นิทานไม่ได้เลวร้ายหรอก แต่มันจบด้วยความผิดหวัง แค่นี้ก็โดนแล้ว คือ ขวัญเรือนให้เกียรติมาก แต่บางอันเขาก็จะเตือน มันเป็นนิทานเด็ก นิทานลงในนิตยสาร อย่าจบแบบนี้ดีกว่า แต่เขาก็พิมพ์ให้นะ ผมก็โอเค. ดังนั้น นิทานผมก็จะเป็นแนวไม่รันทด แต่อย่างนิทานเรื่อง “หญิงสาวผู้หลงรักภูเขา” โคตรจะรันทดเลย ดราม่าสุดขีด คือเจ็บปวดมาก มันคือเรื่องชีวิตคนน่ะ มันคือนิยาย ไม่ใช่นิทาน เด็กจะเก็ทแค่แปลก ๆ ว่า ตัวละครมันเป็นผู้หญิงกับภูเขาหลงรักกัน ผู้หญิงหลงรักฝ่ายเดียว แล้ววันหนึ่งผู้หญิงก็ไป แต่ถ้าตีความเป็นเรื่องนิยายผู้ใหญ่ก็…คนสองคนหลงรักกัน คนหนึ่งไม่สนใจ วันหนึ่งเธอไม่สนใจฉัน ฉันก็ไป เธอจะไม่เจอฉันอีกเลยแม้ว่าเธอจะดีขนาดไหน มันก็นิยายโรแมนติกน่ะ ทราจิดี้ด้วยซ้ำ ประมาณนั้น”

“ทีนี้ ถ้าถามว่าเรือ่งที่ดาร์คมาก ๆ ผมอยากเขียนมั้ย คือไม่ใช่อย่างนั้น ลึก ๆ ผมเป็นคนที่มีมุมซูเปอร์ดาร์คเลย อ่านเน็ทเห็นคนด่ากัน ผมก็กล้าพูดได้ว่า ถ้าใครมาด่าผมในเน็ท ผมตามถึงบ้าน ผมเป็นคนขนาดนั้น สุดขั้วไหมครับ ถ้าไม่เคยเข้าวัดจะขนาดไหน ตอนนี้ก็เจริญสติเนาะ มันก็คือความคิดที่ออกมาหลอกเราเฉย ๆ”

เขาหัวเราะหน้าเป็น

“นิทานผมส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทุกเรื่อง มาในแนวอ่อนโยน นิทานแนวหวานซะเยอะ มีตลกบ้าง แต่ส่วนใหญ่แบบนุ่มนวล แสนดี ไม่คิดร้ายกับใคร ไม่เหมือนตัวคนแต่งเลย เสร็จแล้วมันก็เหมือนดอกไม้ที่มีสีจาง ๆ” เขาเปรียบตัวเองแบบนั้น “คนอาจจะชอบดอกกุหลาบ ดอกไม้แฟชั่นที่คนนิยมซื้อ แต่ดอกไม้ที่ไม่มีราคา คนบางทีไม่ชอบ ผมเองเป็นคนชอบดอกไม้บ้าน ๆ ผมจะชอบดอกไม้แบบนั้นจริง ๆ นะ เออ เราก็เปลี่ยนเป็นดอกไม้สีจางแล้วกัน ดอกอะไรก็ไม่รู้ นะ โลกของเรานี่ แล้วก็เล่าเรื่องไปว่า คนที่ 1 มาเจอ ไม่ชอบเพราะมันสีจางไป คนที่ 2 มาเจอก็ไม่ชอบเพราะกลิ่นมันจางไป อะไรอย่างนี้ แล้วสุดท้ายวันหนึ่ง มันจะมีคนที่เห็นว่า ดอกไม้สีจางมันมีมุมสวย ๆ ผมคิดว่า ถ้ามีเด็กสักคนที่เห็นเรา เราก็ดีใจแล้ว เหมือนที่ผมโพสต์ลงไปในเพจว่า “ผมมีความสุขที่ได้อ่านนิทานของพี่” หรือ “ผมติดตามพี่ตั้งแต่อยู่ ขวัญเรือน ตอนนี้ผมโตแล้วนะ” แล้วเขาตามมาที่เพจ ส่งข้อความมา ผมก็แบบ…อือ อย่างน้อย สิ่งเล็ก ๆ ที่เราทำน่ะ มันทำให้เด็กได้อะไรบ้าง”

“หรืออย่างที่ผมเคยเล่าในเพจ ผมเคยสอนวิทยาศาสตร์ วันหนึ่งเด็กโตขึ้นมา เรียนจบมหาวิทยาลัย แล้วบอกว่า ค่ายวิทย์ที่ผมเคยทำคือความทรงจำที่ดีที่สุดในวัยเด็กของเขา ซึ่งวันที่ผมรับรู้เรื่องนี้คือวันที่ผมกำลังดาวน์มาก งานผมมันไม่ได้ทำเงินหรอก พูดจริง ๆ เพราะผมไม่รวยน่ะ คือถ้าบ้านผมไม่ซัพพอร์ท ผมก็หมาตัวหนึ่ง หมาจริง ๆ คือไม่มีอะไรเลย เพราะว่ารายได้ที่เห็นมันน้อยมาก แต่เรามุ่งมั่นกับสิ่งนี้ เรารู้สึกว่า เด็กควรจะได้รับสิ่งดี ๆ เหมือนที่เราเคยได้รับตอนเด็ก ควรมีนิตยสารดีๆ มีรายการสำหรับเด็กอย่าง ผึ้งน้อย หรือรายการที่…อย่าง ชัยพฤกษ์การ์ตูน ที่เขาคลีนมาก ๆ คัดทุกอย่างมาให้เด็กแบบ…บริสุทธิ์น่ะ ผมก็อยากทำสื่อแบบนี้ อยากทำมาก (เน้นเสียง) ในสวีเดน ผมไปคุยกับโปรดิวเซอร์ที่โน่น คุยเสร็จผมก็บอกกับตัวเองว่า ผมควรเกิดที่นี่ เพราะเขามีช่องโทรทัศน์แห่งชาติที่มีเงินก้อนแล้วก็เหมือนกับว่าบังคับคุณว่าคุณต้องทำรายการเด็ก เพื่อเด็กจริง ๆ โดยไม่ต้องไปอ้างอิงกับอะไร ผมไม่ต้องปรับชีวิต อาจต้องมีสปอนเซอร์นิดหน่อย แต่ผมไม่ยอม ไท-อิน เลยนะ ผมเคยคุยกับ พี่ซุป (วิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ เจ้าของรายการ “ซูเปอร์จิ๋ว”) ซึ่งพี่เขาจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าผม เขาเป็นคนรักเด็กมาก ๆ แต่เขาก็ต้องเลี้ยงบริษัทให้อยู่ได้ เขาอยู่กับความเป็นจริงไง แต่ผมจะอยู่กับอุดมการณ์ เป็นแนวสู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ดอน กิโฆเต้ มาก เป็นเรื่องที่ผมชอบนะ “สุดมือเอื้อมคว้าข้าจะฝัน” คือผมเลย”

“แล้ววันหนึ่งก็รู้ว่า เราไม่ต้องคว้ามากก็ได้ มันเหนื่อย (หัวเราะ) แต่กว่าเราจะรู้ก็ผ่านมา 20 ปี”

ระยะเวลาที่ผ่านไป บวกประสบการณ์ที่พบเจอในโลกจริง ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ จากชายหนุ่มผู้มองโลกผ่านแว่นตาสีรุ้ง กลายเป็นหนุ่มใหญ่ที่สวมแว่นตาใสธรรมดา โลกที่สวยงามกลายเป็นโหดร้าย ความเชื่อที่เคยมี ลดน้อยลงจนกระทั่งไม่อาจเล่าเรื่องราวใหม่ ๆ ได้

“ผมเริ่มอยู่กับความจริงมากขึ้น เราเห็นความจริงว่าโลกน่ะ ไม่ได้มีแต่เด็กนะ มันมีผู้ใหญ่ด้วย ผู้ใหญ่ที่ดีก็มี ผู้ใหญ่ที่เห็นแก่ตัวมาก ๆ ก็มี ผู้ใหญ่ที่…ใช้คำว่ามนุษย์ดีกว่า มนุษย์ที่เห็นแก่ตัวที่แก้ไขอะไรไม่ได้ก็มี คนที่พร้อมจะให้ทุกคนมันก็ยังมี มันก็อยู่ปะปนกัน การมองโลกแบบนิทานทั้งหมดอาจจะดีกับเด็กในการกล่อมเกลาเขา แต่พอถึงจุดหนึ่งก็ต้องให้เขาเห็นความจริงของโลกว่า โลกจริง ๆ มันมีมุมไหนบ้าง เพื่อเขาจะได้ปลอดภัยจากอันตราย”

“แล้วทำไมถึงหยุดเขียน?” ฉันสงสัย

“ส่วนหนึ่งมันคือความไม่พร้อมของเราด้วย” เขาตอบ “ตอนนั้น ผมอายุ 43 ผมเขียนนิทานมาสามร้อยกว่าเรื่องแล้ว หรือสี่ร้อยประมาณนี้ ผมเริ่มรวมเล่ม โดยลดเงื่อนไขลงที่ว่า ไม่ต้องให้พี่ที่วาดให้ผมที่ขวัญเรือนวาดก็ได้ ผมเคยมีช่วงที่ทำสำนักพิมพ์เอง ลงทุนเอง ซึ่งเหนื่อยมาก เพราะต้องดีลกับนักวาด ทะเลาะกับโรงพิมพ์รุนแรงมาก หลาย ๆ อย่าง แล้วผมรู้สึกว่า ทำไปไม่ได้กำไร แต่มันไม่ได้ขาดทุนมาก ผมหมดเงินกับหนังสือที่ทำเองเป้นครึ่งล้านน่ะ เพื่อ? แล้วเราไปอบรมกับหน่วยงานที่เขาได้เงินจากรัฐมาจัด แล้วจะเอาลิขสิทธิ์เราไปอีกหรือ? คนที่เป็นคนสร้างสรรค์งานจริง ๆ เป็นนักเขียน ตกลงได้อะไร ได้ค่าเบี้ยเลี้ยงการประชุม เดินทางครั้งละพัน ไปหกครั้งได้หกพัน เหรอ? แค่นี้เลยเหรอ? นี่คือสังคมเราหรือวะ? ผมไม่โอเค. ผมไม่ลำบากเรื่องการเงินจริง ๆ นะ แต่ว่าถ้าคนประสานงานได้เงินมากกว่าคนสร้างงาน ผมไม่โอเค (หัวเราะ) ผมพูดแรงมากเลยนะ คุณจะมาหวานใส่ผม มาประสานงาน คุณมีเงินเดือนเดือนละสามหมื่น แล้วผมทำโปรเจ็คท์นี้ ผมได้เงินหมื่นนึง โปรเจ็คเดียวนี่นะ…เพื่อ? ผมไม่ทำ ผมอีโก้ก็อรโก้นะ ผมไม่รู้จะพูดยังไง ผมซัฟเฟอร์ ผมทำไม่ได้”

“เจอบทเรียนแบบนี้บ่อย ๆ จนถึงวัย 43 ผมก็โอเค งั้นเราตั้งหลักใหม่ จะไม่ทำสนพ.เราเองแล้ว เราส่งไปที่สนพ.อื่ร ไปขายเขา เพราะเรามีเรื่องเยอะ ก็ใช้เส้นสายเล็กน้อยแบบ…คือการไปขอเขา ผมไม่เคยไปขอเขาไง ผมไม่ใต้โต๊ะ แต่พอเราตรง ๆ ก็ไม่เคยได้ สุดท้ยายก็มีสนพ.ที่ยอมพิมพ์ ก็ต้องขอบคุณเขามาก ๆ บก.รู้จักกัน ก็ช่วยนำเสนอ ช่วยขัดเกลา ก็ได้หนังสือดี ๆ ออกมาหลายชุด ซึ่งผมก็แฮ็ปปี้ รู้สึกว่าเท่านี้ก็โอเคแล้วสำหรับชีวิตเรา พอดีมีอุบัติเหตุในชีวิต ทั้งเรื่องอาม่า ทั้งเรื่องส่วนตัว เหนื่อยจังเลย ชีวิตมันเหนื่อยจังเลย ชีวิตเข้ามาถึงช่วงกลางคนแล้ว ศรัทธาในเรื่องการทำความดีเริ่มลดถอยลงมาก ๆ ศรัทธาในการทำงานเด็กมันหายไป มันเห็นความจริงของชีวิตว่ามันเป็นยังไง เริ่มไม่เชื่อในสิ่งที่เราพูด”

“เพราะฉะนั้น งานที่ผมเคยเชื่อมาตลอด ผมเริ่มไม่เชื่อ ถ้าผมเริ่มไม่เชื่อ ผมไม่อยากจะเอามันออกไปน่ะ คือผมรักงานทุกชิ้นจริง ๆ นะ มันอาจจะไม่ทุกชิ้น แต่ผมรักมันมาก ผมรักนิทานผมเกินร้อยเรื่อง ผมรักมันจริง ๆ นะ แล้ววันหนึ่งที่ผมไม่มั่นใจในมัน ผมก็ไม่อยากนำมันไปให้เด็กที่ผมรักมากได้อ่าน”

ความขี้เล่นในน้ำเสียงหายไปแล้ว นำบุญยอมรับว่าเขาขาดพลัง ขาดแรงบันดาลใจเช่นเดียวกับความรู้สึกที่ว่าตัวเองเหมาะสมกับการทำงานเด็ก “ผมไม่แน่ใจว่า ผมใช้คำถูกหรือเปล่านะ คือผมเคยคิดมาตลอดตอน…ก่อนเข้าวัดนะครับว่า ถ้าเราเป็นคนดี ไม่ได้อะไรตอบแทนเท่าไหร่ แต่เราก็จะมีชีวิตที่โอเคประมาณหนึ่ง ไม่ได้แย่มาก แต่ปรากฏว่า พอถึงจุดหนึ่งมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ช็อค เฮ้ย! มันไม่ใช่แล้ว เราไปศึกษาความจริงมากขึ้น เราก็เลยรู้ว่ามีอะไรลึกซึ้งมากกว่านิทาน แล้วก็งานเด็กคืองานเพื่อคนอื่น เราทำมามาก ทำมามากจริง ๆ ตลอด 20 ปีของผม และมันไม่ใช่แค่นิทาน แต่มีทั้งการสอนในห้องเรียน การทำรายการโทรทัศน์ด้วย ทำค่ายเจอกับเด็กจริง ๆ ด้วย มันไม่ใช่งานแบบเปเปอร์ในกระดาษ รวมถึงตอนเรียนป.โท ปฐมวัยด้วย”

“และผลลัพธ์ก็คือ เราทำงานเต็มที่ขนาดนั้น แล้วเราเรียนไม่จบ มันก็บอกอะไรเราหลายอย่างว่า ในโลกความจริง ตัวจริง ของจริง ความทุ่มเทของเราจริง ๆ มันไม่ได้บอกว่า เราจะได้ผลแบบ…ดีทั้งหมด จะเรียนเพื่อไปทำให้คนอื่น เรียนเพื่อไปทำหนังสือให้เด็ก ใช่เหรอ? ชีวิตวันนี้ เรายังไม่พบกับความสุขร้อยเปอร์เซ็นต์ แบบ..ความสุขน่ะ เพราะฉะนั้น เราน่าจะใช้ชีวิตตามฝันของเราจริง ๆ

“แล้วความฝันจริง ๆ ของนำบุญ คืออะไร?”

“ฝันผมเล็กมาก ผมอยากมีชีวิตที่เรียบง่าย มีชีวิตเล็ก ๆ อย่างมีความสุข” เขาพูดเสียงเบา “ถ้ามีเพื่อนได้ก็ดี สักคนสองคน สามคน สี่คนก็พอแล้ว ไม่ต้องอะไรมาก ทำงานกระจ๊อกกระแจ๊กไป ถ้าพอมีรายได้ได้-ก็ดี คือผมไม่ได้ฝันอะไรใหญ่ ไม่มีเลยจริง ๆ และถ้าเกิดไปเล่านิทานตามสื่ออะไรก็ตาม เพื่อจะเป็นดารา เพื่อให้โฆษณามาลง มันไม่ได้อยู่ในฝันผมน่ะ คือผมโง่ขนาดที่ว่าต่อมตัวเลขผมมันพัง ผมไม่รู้ว่าเลขหนึ่งหมื่นกับเลขหนึ่งแสนมันต่างกันยังไง คือผมไม่ได้เห็นคุณค่าในพวกนั้น”

“ผมรู้สึกว่า เป้าหมายในชีวิตมันไม่ใช่การมีชื่อเสียง แล้วก็การทำงานด้านเด็ก หากเราทำมากไปกว่านี้ มันจะกินตัวเรา เพราะเราทำมาถึง 20 ปี มันพิสูจน์แล้วว่าเราได้ทำ แต่เราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก ถือว่าเราได้ทำเต็มที่แล้วนะ ถึงเวลาที่เราต้องปล่อย ปล่อยวางแล้วเราไปทำพาร์ทชีวิตส่วนตัวที่เหลือของเรา ซึ่งอาจจะเหลือหนึ่งปี สองปี สิบปี ไม่รู้ ให้มีสุขภาพที่ดีทั้งกายใจ ให้พออยู่ได้ในโลกใบนี้ ในแบบที่มันเป็น”

แม้จะไม่มีนิทานเรื่องใหม่มาเสนอ หากนำบุญก็ตัดสินใจทำเว็บไซต์ http://www.nitannambun.com คัดเลือกนิทานเก่า ๆ ที่เคยเขียนไว่้ มาจัดหมวดหมู่โดยมีเฟซบุ้กเพจ “นิทานนำบุญ” เป็นเหมือนช่องทางในการเชิญชวนให้คนแวะเข้าไปอ่านในเว็บไซต์ และบางที..วันหนึ่งข้างหน้า อาจจะมีช่อง “คุยกับพี่นำบุญ” (อันนี้ฉันคิดเอง) ทางยูทูบ

อันที่จริง ความคิดในการทำเว็บไซต์และเพจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความต้องการของเขาโดยตรง “เพจนี่เริ่มทำตอนไปเรียนป.โท บังคับทำ ตอนแรกก็มีอยู่แค่ไม่กี่เ่รื่อง พอเพื่อนชวนทำเว็บไซต์ผมก็เอามาต่อยอด เออ ทำไปแบบเรียนรู้ ไม่คิดอะไรมาก ทำเป็นหน้าที่ ถามว่าแฮปปี้ในการทำมากมั้ย ก็ไม่มาก คือผมก็ยังรู้สึกไม่เชื่อในบางอย่าง แต่ค่อย ๆ คลี่คลายขึ้นเรื่อย ๆ ว่า เฮ้ย มันก็ดีนะ เหมือนพอเวลามันผ่าน เราก็เห็นว่าในปัจจุบันนี้ ความจริงของโลกเป็นแบบนี้ แต่ฉันจะไม่ยอมให้ความจริงของโลกมาทำลายสิ่งที่ฉันทำความดีอยู่ ฉันจะทำมันโว้ย” เขาตะโกนใส่โทรศัพท์ของฉันที่ทำหน้าที่บันทึกเสียง “ก็จะเห็นว่าผมอัพถี่อัพบ่อย เพราะผมเริ่มมองเห็นว่า นิทานที่คนไม่มอง คนไม่เคยสนใจ ดอกไม้สีจางที่คนไม่ดู ไม่! เราแค่ทำมันไม่เป็น พอเราทำ SEO ทำให้คนเห็นงานเราได้ เขาก็มาดูงานเราทุกวันทุกคืนเลยนะ เพราะเขาชอบมัน งั้นเราก็ทำให้เขาสิ เราก็ทำให้เขาได้อ่านแบบไม่มีโฆษณาเด้งๆ”

“แล้วผมก็อยากทำยูทูบ มันมีอยู่ในใจว่า อยากทำเป็นพูดคุย วันนี้มีใครเหนื่อยบ้าง ผมก็เหนื่อยเหมือนกันนะ ผมไปสัมภาษณ์คน ๆ หนึ่งมา เขาพูดมากเลย บ้านก็อยู่ในซอยลึกมากเลย แต่เขาก็มีมุมที่น่าสนใจเหมือนกันนะ อยากฟังมั้ย เหนื่อยก็นอนไปได้นะ เดี๋ยวพี่เล่าให้ฟัง อยากทำเรื่องเล่าแบบนี้ เหมือนพอดแคสต์ เหมือนอะไร ผมก็ใช้ชีวิตเล็ก ๆ ริมแม่น้ำโขงของผมไป อัดแบบนี้ใครอยากฟังก็ฟัง ผมไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วนี่ ถ้าไม่คาดหวังก็ไม่รู้สึกอะไร ทำแก้เหงา”

“ผมไม่อยากเป็นนำบุญ ผมเป็นใครก็ได้ ผมไม่ได้เกลียดคนฟังเลย ผมหวังดีกับเขา ผมไม่รู้ว่าคนในเพจรู้สึกยังไงกับผม เวลาแจกของผมไม่ได้หวังให้เขาจะมาดูเพจผมมากขึ้น หรือแชร์ออกไป ไม่เคยพูดประโยคนี้ แชรสิบแชร์แล้วให้ไม้จิ้มฟัน ซื้อเองก็ได้ มันไม่ใช่ ทุกอย่างต้องเป็นเงินเป็นผลประโยชน์ มันไม่ใช่ผม ผมไม่เอา นั่นคือส่วนดี ๆ ที่ยังเหลืออยู่ในใจผม ผมคิดอย่างนั้น แต่ผมต้องระวังใจดี ๆ ว่า ถ้าทำอย่างนั้น หมดตัวนะ แล้วผมก็ไม่ขอหน่วยงาน เพราะผมเป็นครีเอเตอร์ ให้ผมสร้างสรรค์งานแล้วต้องไปทำรายงานเพื่อนำเสนอ ไม่เอา ฉันไม่เขียนรายงาน (หัวเราะ)”

ก่อนปิดบทสนทนายาวนานในบ่ายวันนั้น ฉัน-ผู้เสียดายความสามารถในการเล่าเรื่องของเขา-หยอดคำถามสุดท้ายไปว่า…..

“จะกลับมาเขียนนิทานอีกไหม?”

นักแต่งนิทานผู้เล่าเรื่องตัวเองใน “ความฝันของชายที่รักดอกไม้สีจาง” – นิทานเรื่องสุดท้ายที่พิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน – คิดนิดหนึ่งก่อนตอบ – นิทานอาจจะยาก เพราแพสชั่นไม่มี มันหายไป แพสชั่นของนิทานนะครับ เราเขียนมา 415 เรื่อง เรื่องที่ 416 มันเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญระหว่างเล่นเน็ตตอนที่คุยกับอาจารย์ที่ม.แห่งหนึ่ง เขาวิ่งทุกเช้า แล้วเขาวิ่งกับเพื่อน เขาบอกเขาต้องวิ่งแบบช้า ๆ เพื่อให้เพื่อนเขาวิ่งทัน เพื่อนเพิ่งหัดวิ่ง ผมก็แต่งนิทาน ปับ ๆ ๆ เสร็จในเวลาสามนาที พิมพ์เสร็จด้วย ส่งให้เลย ผมบอกว่าเอาไปลงเพจผมนะ เพราะว่าสิ่งที่เขาให้มันคือแก่นเรื่อง มันคือธีมที่แข็งแรงมาก อยากอยู่กับเพื่อนให้มีความสุข ก็ผ่อนแรงลงหน่อย คนอื่นอยู่กับเราได้ ก็เป็นเพื่อนกับเราได้ เพื่อนไม่ต้องวิ่งตามเรา เฮ้ย นี่มันพล็อตเรื่องดี ๆ เลยนะ ผมเขียนเสร็จภายในสามนาที พระเจ้า! คือมันไวขนาดนั้นน่ะครับ

“ถามว่าผมอยากทำงานนิทานต่อไปมั้ย ผมถามตัวเองกลับไปว่า นำบุญเขียนนิทานมา 415 เรื่อง มันยังไม่พออีกเหรอ ฮีนส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน แต่งนิทานประมาณสองร้อยกว่าเรื่อง กริมส์ ไม่ได้แต่งแต่รวบรวม อีสปแต่งเองหรือเปล่าไม่รู้ ไม่มีใครบอก หรือรวบรวม เอ้า ยูแต่งเองนะ สี่ร้อยกว่าเรื่อง พอแล้ว และเราเองก็รู้ว่า ช่วงหลัง ๆ นิทานเริ่มวน มันเป็นแค่เปลี่ยนเสื้อ ใช้เทคนิคนำหัวใจ มีนิทานบางเรื่อง ด้วยความเก่งในการแต่ง ใครมันคล้าย แต่ธีมมันแข็งแรง หมัดน็อคมันน็อคได้ มันจึงสวยงาม แต่มันไม่ได้มีความแบบ “วิบวับ” เหมือนช่วงปีแรก ๆ”

“นิทานบางเรื่องมันมาได้ยังไงไม่รู้ คือต้องเป็นตัวละครนี้เท่านั้น และต้องเจอตัวนี้เท่านั้น บทสรุปต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น คือ กลม จบ ถ้าไม่ใช่จากนี้ผมจะเฉย ๆ ไม่เจ๋ง เพราะฉะนั้นพอมันเจ๋งปุ๊บ ฉันจะไม่มีวันทำสูตรนี้ได้เจ๋งกว่านี้อีกแล้ว อย่าง “เม่นน้อยกับโยคี” เป็นนิทานทดลอง “วิธีคิดแบบภาพยนตร์ทดลอง” ตอนนั้นจำได้ว่าอ่าน Never Ending Story หน้าแรก ๆ เขาพิมพ์ภาษาไทยเป็นหมึกสองสี แค่นี้เอง “ฉันจะแต่งนิทานสู้ Never Ending Story” (หัวเราะ) ในนิทาน บรรทัดที่คำพูดมันพูดถึงเม่นน้อย ตัวหนังสือจะเป็นสีเขียว โยคีเป็นสีส้ม เม่นน้อยเดินทางไปไหนเจอใครจะเป็นสีเขียวตลอด โยคีเจออะไรจะเป็นสีส้ม สลับกันไปเรื่อย ๆ พอมาผสมกันจะเป็นส้มบวกเขียวจะกลายเป็นสีนี้ สมมตินะครับ หมึกจะรวมกัน นั่นคือเรื่องของหมึก เรื่องมันก็โอเค เทคนิคก็โอเค. โห เจ๋งว่ะ คิดได้ไง เขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว”

เขายิ้มนิด ๆ แล้วทิ้งท้ายก่อนจบบทสนทนาในบ่ายนั้นด้วยบทสรุปที่ว่า…..

“ผมเป็นนักเขียนนิทานเด็ก ผมไม่ได้เขียนหนังสือสละสลวยเหมือนคนอื่น แต่ผมเชื่อว่าคุณค่ามันมี อย่างน้อยมันก็ทำให้เด็กบางคนยิ้มได้จริง ๆ ทำให้เด็กบางคนบอกว่า หนูจะไม่ทำแบบนี้ เขาพูดเอง แม่ไม่ได้สอน ผมโอเคมากเลย เพราะผมไม่ได้ทำให้พ่อแม่มาสอน แต่ตั้งใจให้เด็กรู้สึกกับเรื่องนั้นเอง”

#นิทานนำบุญ

………………………………………………………………………………….

หมายเหตุจากนำบุญ : เมื่อผมได้อ่านบทสัมภาษณ์อีกครั้งตอนที่นำมาลงในเว็บไซต์ ผมเห็นว่ามีข้อความบางช่วงที่พาดพิงถึงนิทานในขวัญเรือนของผู้แต่งท่านอื่น ซึ่งผมคิดว่า เป็นถ้อยคำที่ไม่สมควรเลย (เพราะงานของทุกคนล้วนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง และผมก็ไม่ได้ติดตามอ่านนิทานของท่านเหล่านั้นอย่างจริงจัง) ด้วยเหตุนี้ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) จึงขออภัยหากมีข้อความใดที่ดูเหมือนเป็นการล่วงเกิน ขอโทษจริง ๆ ครับ 🙂

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานปริศนา : ก้าวก้าวก้าว

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ก้าวก้าวก้าว” เป็นนิทานปริศนาที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งเนื่องในโอกาสที่นิตยสารขวัญเรือนก้าวเข้าสู่ฉบับที่ “999” นิทานเรื่อง “ก้าวก้าวก้าว” จึงเป็นนิทานเฉพาะกิจ ที่ตั้งใจแต่งเพื่อฉลองโอกาสพิเศษให้แก่นิตยสารที่ยืดหยัดมาเนิ่นนาน แต่ในความเป็นนิทานเด็ก ไม่ว่าจะแต่งนิทานเพื่อโอกาสอะไร ก็ต้องแต่งนิทานให้เหมาะสำหรับเด็กด้วย ดังนั้น การแต่งนิทานเรื่องนี้จึงยากพอสมควร อย่างไรก็ตาม ในฐานะของผู้แต่ง ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้ที่ผูกเรื่องในแนว “นิทานการเดินทางแสนสนุก”ผสมเข้ากับ “นิทานปริศนา” น่าจะถูกใจเด็ก ๆ นะครับ ซึ่งถ้าตอนที่คุณพ่อคุณแม่อ่านนิทานให้ลูกฟัง ลองหยุดเล่าช่วงกลางเรื่อง แล้วให้ลูกทายตัวเลขดู หรือหาวิธีให้ลูกพูดคำที่ปรากฏซ้ำ ๆ ในนิทาน (เพื่อให้ลูกพูดคำทายออกมาเอง) ผมว่า นิทานเรื่องนี้อาจทำให้เด็ก ๆ ยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัวเลยล่ะครับ

นิทานเรื่อง ก้าวก้าวก้าว

“มรรค” เป็นเด็กผู้ชายตัวน้อยที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อคุณแม่ที่เขารัก 

วันหนึ่ง ในช่วงที่คุณพ่อต้องเข้าไปทำงานในเมืองติดต่อกันนานหลายเดือน  คุณแม่ของมรรคเกิดล้มป่วย ซึ่งสิ่งที่จะใช้ปรุงยารักษาคุณแม่ได้มีเพียง “ผลไม้ดวงดาว” เท่านั้น

ผลไม้ดวงดาวเป็นผลไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าลึก ต้องเดินขึ้นภูเขา, เผชิญหน้ากับสัตว์ป่า และอาจต้องพบกับภูตผู้พิทักษ์ที่คอยปกป้องผลไม้ดวงดาวไม่ให้ผู้คนแอบมาเก็บเอาไปขาย

มรรคอยากให้คุณแม่หายป่วย เขาจึงรวบรวมความกล้า แล้วตัดสินใจเดินทางเข้าป่าโดยบอกกับตัวเองว่า “ถึงจะลำบากแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว…ก้าว”

เมื่อมรรคเริ่มเดินทางเข้าป่าไปได้ไม่นาน  หนทางในป่าก็ค่อย ๆ ลาดชันขึ้น ๆ  ยิ่งนานเด็กน้อยก็ยิ่งอ่อนล้า แต่เมื่อมรรคคิดถึงแม่ เขาจึงกัดฟันสู้แล้วบอกกับตัวเองว่า “ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว….ก้าว”

มรรคเดินทางขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ จนเข้าเขตป่าที่ทั้งมืดและวังเวง มรรคกลัวสัตว์ร้ายและภูตผีปิศาจ แต่เมื่อมรรคคิดถึงแม่ เขาจึงกัดฟันสู้แล้วบอกกับตัวเองว่า “ถึงจะกลัวแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว….ก้าว”

 มรรคก้าวต่อไปเรื่อย ๆ จนมองเห็นต้นไม้ใหญ่ซึ่งน่าจะเป็นต้นของผลไม้ดวงดาว  เด็กน้อยรีบมุ่งหน้าไปยังต้นไม้ต้นนั้น แต่แล้วเขากลับพบว่าเส้นทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยไม้หนามที่ขึ้นกั้นขวางทำให้เขาเดินทางต่อไปไม่ได้ 

โชคดีที่มรรคเห็นถ้ำเล็ก ๆ ถ้ำหนึ่ง แม้ถ้ำจะดูลึกลับน่ากลัว แต่มรรคเชื่อว่ามันน่าจะมีทางทะลุไปยังต้นไม้ดวงดาวได้ เขาจึงเดินตรงไปที่ถ้ำแล้วบอกตัวเองว่า “ถึงจะเสี่ยงแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว….ก้าว”

หลังจากที่มรรคเดินเข้าไปในถ้ำได้สักพัก  เขาก็พบประตูหินและภูตผู้พิทักษ์ยืนขวางทางไม่ให้เขาไปต่อ  มรรครีบทำความเคารพภูตผู้พิทักษ์แล้วเล่าให้ภูตฟังว่า เขาตั้งใจมาเก็บผลไม้ดวงดาวไปรักษาแม่

ภูตผู้พิทักษ์ฟังคำของมรรคก็เห็นใจ เพราะการที่เด็กสักคนจะดั้นด้นเข้าป่าและขึ้นมายังภูเขาที่เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่การจะมอบผลไม้ดวงดาวให้เด็กน้อยในทันทีก็คงไม่เหมาะ  ภูตผู้พิทักษ์จึงให้มรรคเลือกเลข 3 ตัวเพื่อไขรหัสที่ประตูหิน ถ้ามรรคเลือกตัวเลขได้ถูกต้อง ประตูก็จะเปิดออก และเขาก็จะมีโอกาสเก็บผลไม้ดวงดาวได้ตามที่ปรารถนา แต่ถ้ามรรคเลือกเลขผิด เขาจะต้องออกจากถ้ำแล้วกลับบ้านในทันที

มรรคขอบคุณภูตผู้พิทักษ์ แล้วเริ่มคิดถึงตัวเลข 3 ตัวที่น่าจะเป็นไปได้ เขาใช้ความคิดอยู่นาน แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากเดาตัวเลขใด ๆ ออกมาเลย

โอกาสที่มีเพียงครั้งเดียว ถ้าเดาถูก คุณแม่ก็น่าจะหายป่วย แต่ถ้าเดาผิด เขาก็คงช่วยคุณแม่ให้หายป่วยไม่ได้  มรรคคิดกลับไปกลับมาจนเริ่มท้อ  แต่เมื่อมรรคคิดถึงแม่ เขาจึงกัดฟันสู้ แล้วพูดกับตัวเองเบา ๆ ว่า  “ถึงโอกาสจะน้อยแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว….ก้าว”

ทันใดนั้นเอง ประตูหินก็เปิดออกทั้ง ๆ ที่มรรคยังไม่ได้เลือกตัวเลขใด ๆ เลย!

มรรคงงจนพูดอะไรไม่ถูก  ส่วนภูตผู้พิทักษ์ซึ่งเป็นผู้ดูแลการเปิดปิดประตูหินก็ส่งยิ้มให้มรรคพลางกล่าวแสดงความยินดีว่า  “ดีใจด้วยนะ เก้าเก้าเก้าคือรหัสในการเปิดประตูบานนี้  เจ้าจงไปเก็บผลไม้ดวงดาวแล้วนำไปรักษาแม่เถิด”

ภูตผู้พิทักษ์รีบดันหลังให้มรรคเดินผ่านประตูไปยังต้นไม้ แล้วให้เวลาเด็กน้อยเก็บผลไม้ดวงดาวอยู่ครู่ใหญ่  จากนั้น ภูตผู้พิทักษ์ก็เสกให้มรรคเดินทางข้ามมิติมาปรากฏตัวที่ชายป่าโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินย้อนกลับทางเก่าอีก

มรรคไม่รู้เลยว่าภูตผู้พิทักษ์ฟังคำว่า “ก้าวก้าวก้าว” ที่เขาพูดออกมาแล้วเข้าใจผิดคิดว่าเป็นตัวเลข “เก้าเก้าเก้า” หรือภูตผู้พิทักษ์จงใจฟังผิดเพื่อหาทางช่วยเขาให้ได้ผลไม้ดวงดาวมารักษาคุณแม่ 

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม มรรคก็รู้สึกขอบคุณภูตผู้พิทักษ์และดีใจที่เขาเก็บผลไม้ดวงดาวมาได้สมดังที่ตั้งใจเอาไว้  หลังจากนั้น  มรรคก็รีบนำผลไม้ดวงดาวมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยการ “ก้าว…ก้าว…ก้าว”

#นิทานนำบุญ

………………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทาน : รอยเท้าของแมวน้อย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “รอยเท้าของแมวน้อย” เป็นนิทานก่อนนอนที่พิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนเมื่อนานมาแล้ว โดยผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นผู้แต่ง นิทานเรื่องนี้ เป็นนิทานที่ส่งเสริมเรื่องศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการปลูกฝังให้เด็ก ๆ มีจิตใจเมตตากรุณาต่อสัตว์เลี้ยง และมีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ นิทานเรื่องนี้เคยนำไปพิมพ์เป็นหนังสือภาพกับสำนักพิมพ์ สถาพรบุ้คส์ ในชื่อ “รอยเท้าของลูกแมว” นับว่าเป็นนิทานและหนังสือภาพที่น่าสนใจมากครับ

นิทานเรื่อง รอยเท้าของแมวน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงคู่หนึ่งเป็นพี่น้องกันวันหนึ่ง พวกเขาพบลูกแมวตัวหนึ่งถูกทิ้งอยู่ในกล่องกระดาษ สองพี่น้องสงสารจึงช่วยกันนำแมวน้อยกลับไปที่บ้าน

เมื่อคุณแม่ของเด็ก ๆ เห็นลูก ๆ นำลูกแมวมาที่บ้าน แม้คุณแม่จะยากจน แต่คุณแม่ก็เป็นคนใจดี ดังนั้น คุณแม่จึงยอมให้ลูก ๆ เลี้ยงแมวน้อยได้

เมื่อแมวน้อยแข็งแรงขึ้น มันก็เริ่มซุกซน แต่ไม่ดื้อรั้น เวลาเด็ก ๆ ไปช่วยคุณแม่ขายของที่ตลาดนัด แมวน้อยก็มักจะใช้หางกวาดฝุ่นภายในบ้าน เพื่อแบ่งเบาภาระของทุก ๆ คน (บางวันเจ้าแมวน้อยถึงกับคาบผ้าเปียก ๆ มาช่วยถูบ้านด้วย ทั้งนี้เพราะมันอยากตอบแทนบุญคุณที่ทุกคนดีต่อมัน)

อยู่มาวันหนึ่ง คุณแม่ป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน เมื่อคุณแม่ถึงมือหมอ สองพี่น้องก็ดูเงินที่มีอยู่ในบ้าน เด็ก ๆ พบว่าครอบครัวของพวกเขามีเงินไม่พอจ่ายค่ารักษาแน่ ๆ สองพี่น้องจึงตัดสินใจซื้อกระดาษวาดเขียนมาทำส.ค.ส. โดยช่วยกันตัดกระดาษให้ได้ขนาดตามต้องการ แล้วลงมือวาดภาพทำส.ค.ส.อย่างสุดฝีมือ หลังจากนั้น พวกเขาก็นำส.ค.ส.ไปขายที่ตลาดนัด

แต่อนิจจา! ไม่มีใครสนใจส.ค.ส.ที่พวกเขาวาดเลย เด็กทั้งสองคนผิดหวังมาก พวกเขาจึงเดินคอตกกลับมาที่บ้าน เมื่อเจ้าแมวน้อยเห็นเจ้านายของมันกำลังเศร้า แมวน้อยจึงอยากเข้าไปคลอเคลียเพื่อปลอบใจ แต่เมื่อแมวน้อยเดินตรงไปหาเด็ก ๆ แมวน้อยกลับเหยียบถาดผสมสีที่สียังไม่แห้งดี แล้วก้าวย่ำไปบนกระดาษเปล่าที่เด็ก ๆ ตัดเอาไว้ ทำให้กระดาษมีรอยเท้าแมวติดอยู่เกือบทุกแผ่น

แมวน้อยตกใจมากเพราะมันรู้ดีว่าเด็ก ๆ มีเงินซื้อกระดาษมาใช้เพียงเท่านี้ การทำให้กระดาษเป็นรอยจึงเป็นเรื่องใหญ่มาก แมวน้อยรู้สึกผิด มันจึงร้องไห้เสียงดัง “เมี๊ยว ๆ ๆ ๆ” ไม่ยอมหยุด

เมื่อเด็ก ๆ หันมาเห็นแมวน้อยร้องไห้ พวกเขาก็โกรธแมวน้อยไม่ลง สองพี่น้องจึงบอกแมวน้อยว่า “ปัญหามีไว้แก้ ไม่ใช่มีไว้กลุ้ม เรามาช่วยกันคิดหาทางแก้ปัญหาดีกว่านะ”

หลังจากนั้น เด็ก ๆ ก็ช่วยกันคิดหาวิธีแก้ปัญหา พวกเขาคิด…คิด…แล้วก็คิด ในที่สุด สองพี่น้องก็คิดว่า ถ้าพวกเขาเอากระดาษที่เปื้อนรอยเท้าแมวมาต่อเติมให้เป็นภาพ มันก็น่าจะยังคงใช้เป็นส.ค.ส.ได้ แถมเป็น ส.ค.ส. ที่มีจุดเด่น คือเป็นภาพที่เกิดจากคนกับแมวมาร่วมมือกัน

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เด็ก ๆ จึงลงมือต่อเติมรอยเท้าแมวน้อยให้กลายเป็นภาพ แล้วนำส.ค.ส.ที่แต่งเติมเสร็จไปวางขายที่แผงของพวกเขา

ครั้นเมื่อนักท่องเที่ยวมาเห็นภาพวาดและป้ายที่มีข้อความว่า ‘เชิญซื้อส.ค.ส.ฝีมือคนกับแมว’ ผู้คนก็ให้ความสนใจกันยกใหญ่ บางคนขอให้เด็ก ๆ สาธิตการวาดภาพระหว่างคนกับแมวให้ดู บางคนดูแล้วก็ให้เงินเป็นค่าตอบแทน บางคนก็ซื้อส.ค.ส.ไปเป็นที่ระลึก

เพียงคืนเดียว สองพี่น้องกับเจ้าแมวน้อยก็หาเงินได้ถึงหนึ่งพันบาท ซึ่งพอที่จะใช้เป็นค่ารักษาคุณแม่ได้

เมื่อคุณแม่หายดีแล้ว เด็ก ๆ ก็ให้คุณแม่พักผ่อน ส่วนพวกเขากับเจ้าแมวน้อยก็ช่วยกันทำส.ค.ส.ฝีมือคนกับแมวออกมาขายอีก

ในที่สุด ส.ค.ส.ฝีมือคนกับแมวก็กลายเป็นของที่ระลึกที่นักท่องเที่ยวทุกคนอยากได้มาครอบครอง ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคุณแม่และลูก ๆ ผู้มีจิตใจเมตตา (รวมทั้งเจ้าแมวน้อย) ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

#นิทานนำบุญ

…………………………………………………