Posted in Uncategorized

นักสืบรุ่นจิ๋ว : นิทานสืบสวนฝึกทักษะการสังเกตสำหรับเด็ก

ฮิปโปเป็นเด็กประถมตัวเล็ก ๆ ที่ฝันอยากเป็นนักสืบรุ่นจิ๋วแบบเดียวกับพระเอกในหนังสือการ์ตูนที่เขาชื่นชอบ คุณพ่อของฮิปโปเห็นความตั้งใจจริงของลูกชาย คุณพ่อผู้เคยฝันอยากเป็นนักสืบมาก่อนจึงแนะนำเคล็ดลับสำคัญของการเป็นนักสืบให้ฮิปโปได้รู้

“เคล็ดลับของการเป็นนักสืบที่ดีคือต้องรู้จักสังเกตสิ่งต่าง ๆ ให้ละเอียดที่สุด ยิ่งเราฝึกสังเกตให้เก่งได้มากเท่าไร เราก็จะเห็นร่องรอยและคลี่คลายปริศนาของเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น”

เมื่อฮิปโปได้ฟังคำแนะนำของคุณพ่อ เด็กน้อยจึงใส่ใจสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น เช่น เมื่อฮิปโปเดินผ่านพุ่มไม้ แทนที่เขาจะเดินผ่านไปเฉย ๆ เขากลับหยุดดูและสังเกตพุ่มไม้อย่างละเอียดจนเห็นว่าในพุ่มไม้มีรังนกเก่า ๆ ซ่อนอยู่ด้วย นอกจากนี้ เขายังสังเกตข้าวปลาอาหารที่กินทุกมื้อ ซึ่งบางครั้งเขาก็พบว่ามีก้อนกรวดเม็ดเล็ก ๆ ปนอยู่ในข้าว รวมทั้ง เขายังชอบสังเกตผู้คนทั้งหลาย โดยดูทั้งการแต่งกาย, สีหน้าท่าทาง, เหงื่อ ฯลฯ แล้วเดาว่าแต่ละคนมีอาชีพอะไรหรือไปทำอะไรมา เป็นต้น

อยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่ฮิปโปนั่งดูโทรทัศน์กับคุณพ่อคุณแม่ ผู้ประกาศข่าวรายงานว่ามีโจรบุกเข้าไปในร้านขายตุ๊กตาซึ่งมีเครื่องประดับเป็นเพชรราคาแพง โจรขโมยเครื่องเพชรไปได้ 2-3 ชิ้นมูลค่าหลายล้านบาท จากนั้น โจรก็รีบหนีออกไปแฝงตัวปะปนกับผู้คนบนถนนในช่วงที่ฝนตก

ไม่กี่นาทีหลังเกิดเหตุ ตำรวจก็มาถึงและรีบกันผู้คนไม่ให้ออกจากถนน ตำรวจถ่ายภาพผู้คนบนถนนเก็บเป็นหลักฐาน หลังจากนั้น ตำรวจก็ดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่อยู่ในร้านและพบว่าโจรที่เข้าไปขโมยของมีผมยาวถึงกลางหลัง แต่ไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเพราะโจรใส่หมวกไอ้โม่งคลุมหน้า แถมยังสวมเสื้อกันหนาวพรางตัวเอาไว้ด้วย

ครั้นเมื่อตำรวจพิจารณาผู้คนที่กันตัวเอาไว้ ตำรวจก็พบผู้ต้องสงสัยที่มีผมยาวถึงกลางหลังอยู่ 2 คน โดยทั้งคู่ยืนกางร่มรอรถเมล์อยู่ไม่ห่างกันเท่าไรนัก

ตำรวจปล่อยผู้คนที่เหลือไป แล้วสอบสวนผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนอย่างละเอียด คนแรกเป็นผู้ชายหน้าตาน่ากลัว ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิงหน้าตาสะสวย ทั้งคู่ให้การเหมือนกันว่า พวกเขามายืนรอรถเมล์ตั้งแต่ก่อนฝนตก พอฝนตกก็รีบกางร่มและมองแต่รถเมล์จึงไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

ตำรวจค้นตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสอง แต่ก็ไม่พบเครื่องเพชร ตำรวจคาดเดาว่าโจรอาจถอดเสื้อกันหนาวแล้วซ่อนเครื่องเพชรไว้ที่ไหนสักแห่ง…แต่ยังหาไม่พบ

เมื่อผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คนให้การเหมือนกัน ตำรวจจึงนำรูปที่ถ่ายหลังจากเกิดเหตุมาดู ซึ่งก็พบว่าผู้ต้องสงสัยยืนกางร่มอยู่ที่ป้ายรถเมล์จริงตามคำให้การ ตำรวจจึงมืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้ายและจะจับคนร้ายมาได้อย่างไร

หลังจากผู้ประกาศข่าวรายงานข่าวพร้อมกับแสดงภาพประกอบทั้งหมดจบแล้ว  ฮิปโปที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ คุณพ่อกับคุณแม่ก็พูดลอย ๆ ออกมาว่า “ผมรู้แล้วล่ะครับว่าใครเป็นคนร้าย!”

คุณพ่อกับคุณแม่แปลกใจมากที่ลูกชายพูดเช่นนั้น แต่เมื่อฮิปโปอธิบายเหตุผลให้ฟัง คุณพ่อกับคุณแม่จึงรีบโทรศัพท์ไปที่สถานีตำรวจ แล้วให้ตำรวจตรวจสอบสิ่งที่ฮิปโปบอกทันที

ไม่นานนัก ตำรวจก็นำผู้ต้องสงสัยมาสอบสวนอีกครั้ง และเมื่อตำรวจนำสิ่งที่ฮิปโปบอกแสดงให้ผู้ต้องสงสัยดู ผู้หญิงผมยาวที่ยืนยันว่าตนเองไม่ใช่คนร้ายก็จนต่อหลักฐานและยอมสารภาพว่าตนเองเป็นผู้ร้ายตัวจริง

ฮิปโปดีใจที่การสังเกตของเขาช่วยให้ตำรวจจับโจรได้สำเร็จ ส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ก็ภูมิใจและเริ่มเห็นแววว่าฮิปโปน่าจะเป็นนักสืบรุ่นจิ๋วที่ดีได้อย่างแทบไม่ต้องสงสัย

แต่เด็ก ๆ ที่อ่านเรื่องราวทั้งหมดนี้ทราบไหมว่า ฮิปโปรู้ตัวคนร้ายได้อย่างไร? หากใครคิดไม่ออกก็ลองอ่านคำเฉลยด้านล่างนี้ได้นะครับ

#นิทานนำบุญ

เฉลย : ฮิปโปฟังคำให้การของผู้ต้องสงสัยที่บอกว่า “พวกเขามายืนรอรถเมล์ตั้งแต่ก่อนฝนตก พอฝนตกก็รีบกางร่ม” แต่ฮิปโปสังเกตภาพถ่ายที่ป้ายรถเมล์และพบว่า พื้นถนนที่ผู้ชายยืนกางร่มอยู่นั้นแห้งสนิท แสดงว่าเขากางร่มทันทีที่ฝนตก คำให้การจึงเป็นจริง แต่พื้นถนนที่หญิงสาวยืนอยู่กลับเปียกไปหมด แสดงว่าเธอไม่ได้ยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ตั้งแต่ตอนฝนเริ่มตก คำให้การที่เธอบอกตำรวจจึงเป็นเท็จ เธอจึงน่าจะผู้ร้ายนั่นเอง