Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

พระราชาองค์น้อย : นิทานก่อนนอน ชวนฝันดี

นิทานเรื่อง “พระราชาองค์น้อย” เป็นนิทานที่ผมแต่งลงในนิตยสารขวัญเรือนนานแล้ว และได้ลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ (สาขา 2) ซึ่งปิดตัวไปแล้ว ผมเห็นว่า มีผู้อ่านจำนวนมากที่ไม่ได้ตามไปอ่านในเว็บไซต์นั้น ผมจึงนำมาลงให้อ่านกันอีกครั้ง หวังว่าคงชอบนะครับ

ช่วงนี้ ผมไม่ได้แต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เพิ่มเลย เพราะพอแต่งนิทานเรื่องใหม่ออกมา ไม่นานก็จะถูกละเมิดลิขสิทธิ์ นำนิทานไปทำคลิปหรือลงในเว็บอื่น ผมเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยมาก จนท้อ และที่น่าเศร้ามาก ๆ คือ คนละเมิดมักเป็นนักศึกษา ครู อาจารย์ สถาบันการศึกษา ซึ่งเมื่อผมพบอะไรแบบนี้ ผมมักจุก พูดไม่ออก ไม่รู้จะอธิบายยังไงจริง ๆ

ในเรื่องคดีความ ผมต้องเดินทางไปสถานีตำรวจตั้งแต่เดือนตุลา จนตอนนี้เมษา รวมแล้วเกิน 10 ครั้ง ทุกครั้งจะต้องเตรียมเอกสารหลักฐานไปให้ตำรวจ บางคดีผมต้องสืบหาหลักฐานนานราว 2 สัปดาห์ แล้วเรียบเรียงไปให้ตำรวจสอบปากคำ (ซึ่งเสียเวลา เสียค่าเดินทาง และเหนื่อยจริง ๆ ครับ) ถ้าไม่มีคนละเมิด ผมคงมีเวลาแต่งนิทานสนุก ๆ ให้ได้อ่านกันอีกมาก

เอาล่ะ พักเรื่องปวดหัว มาสนุกกับนิทานกันดีกว่าครับ

เจ้าชายกลไกเป็นเจ้าชายที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระราชาที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก จริง ๆ แล้ว เจ้าชายกลไกมิได้คาดคิดมาก่อนเลยว่า พระองค์จะต้องขึ้นครองราชย์เป็นพระราชาทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะมีอายุเพียง 6 ขวบเช่นนี้ แต่ด้วยอุบัติเหตุที่ทำให้พระบิดาและพระมารดาของพระองค์ต้องเสด็จสู่สรวงสวรรค์ก่อนเวลาอันควร เจ้าชายกลไกจึงจำต้องครองราชบัลลังก์ด้วยความโศกเศร้าอย่างไม่อาจที่จะปฏิเสธได้

ภารกิจของพระราชาทุกพระองค์คือการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ทวยราษฎร์ พระราชาองค์น้อยอย่างเจ้าชายกลไกเองก็มีหน้าที่เช่นเดียวกับพระราชาองค์อื่น ๆ แต่เพราะอาณาจักรของพระองค์เป็นดินแดนที่ปราศจากทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นหินแร่, ป่าไม้หรือน้ำมัน มิหนำซ้ำ สภาพดินฟ้าอากาศยังแห้งแล้งเกินกว่าที่จะทำการเพาะปลูกพืชผลต่าง ๆ เพื่อการค้าขาย ประชาชนในดินแดนแห่งนี้จึงอยู่กันอย่างอัตคัดขัดสนและมีชีวิตที่น่าสงสารเป็นที่สุด

เจ้าชายกลไกตั้งใจที่จะหาทางช่วยเหลือราษฎรของพระองค์เช่นเดียวกับที่พระบิดาได้ทรงทุ่มเทความพยายามมาตลอดชั่วชีวิต แต่เพราะพระองค์เป็นเพียงพระราชาตัวน้อย ๆ ปัญหาที่พระองค์ทรงเผชิญอยู่จึงดูใหญ่หลวงเกินกว่าที่พระราชาอย่างพระองค์จะสามารถฟันฝ่าไปได้

พระราชาผู้น่าสงสารหลบไปนั่งที่ริมหน้าต่างในห้องส่วนพระองค์ที่ตั้งอยู่บนหอคอยสูงลิบ พระองค์เหม่อมองท้องฟ้าพลางคิดถึงพระบิดาและพระมารดาที่จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ในขณะนี้ พระองค์ทรงอยากได้คำแนะนำจากพระบิดาและพระมารดายิ่งนัก และทันใดนั้นเอง เจ้าชายกลไกก็ทรงมองเห็นเมฆขาวสองกลุ่มซึ่งแลดูคล้ายกับพระพักตร์ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาของพระบิดาและพระมารดา ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาหาเจ้าชายผู้ระทมทุกข์อย่างช้า ๆ

เจ้าชายทรงเกิดกำลังใจขึ้นมาอย่างประหลาด นี่คงเป็นปริศนาบางอย่างที่พระบิดาและพระมารดาต้องการจะสื่อถึงพระราชโอรส เจ้าชายจ้องมองปุยเมฆด้วยแววตาที่มุ่งมั่น ฉับพลัน! พระองค์ก็ทรงเกิดความคิดที่แสนวิเศษในการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก

พระราชาองค์น้อยทรงสั่งให้ทหารรวบรวมของเหลือใช้ในวังอันได้แก่ ตะกร้าใบใหญ่, เชือกเหนียว ๆ, ไม้ไผ่ด้ามยาว, ถังเชื้อเพลิงและเศษผ้าหนา ๆ เพื่อนำมาประกอบกันเป็นบอลลูนขนาดยักษ์สำหรับการเดินทางตามแผนที่พระองค์ทรงวางเอาไว้ และเมื่อเหล่าทหารสร้างบอลลูนได้สำเร็จ เจ้าชายกลไกก็ขึ้นไปนั่งในตะกร้า แล้วจุดไฟจากถังเชื้อเพลิงจนทำให้บอลลูนพองใหญ่ และพาเจ้าชายองค์น้อยลอยจากพื้นดินขึ้นสู่ฟากฟ้า

ทันทีที่บอลลูนเคลื่อนตัวเข้าใกล้กับกลุ่มเมฆ เจ้าชายผู้ชาญฉลาดก็ยื่นไม้ไผ่ด้ามยาวเข้าไปจ่อที่ก้อนเมฆสีขาว จากนั้น พระองค์ก็ค่อย ๆ หมุนด้ามไม้ไผ่เพื่อเก็บปุยเมฆให้ติดกับปลายไม้คล้าย ๆ กับการปั่นไม้เก็บสายไหมของพ่อค้าขายขนม

เจ้าชายกลไกใช้ไม้ไผ่พันปุยเมฆจนได้ขนมสายไหมขนาดมหึมา และเมื่อพระองค์นำขนมสายไหมสุดวิเศษกลับมาให้เหล่าข้าราชการ, ทหารและประชาชนทดลองชิม ทุก ๆ คนต่างก็ลงความเห็นว่า ปุยเมฆสายไหมที่พระราชาองค์น้อยทรงมอบให้ เป็นขนมเลิศรสที่ยากจะหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้

เจ้าชายกลไกทรงตัดสินใจที่จะเก็บปุยเมฆส่งขายเป็นสินค้าสำคัญของพระราชอาณาจักรปุยเมฆสายไหมของพระองค์มีรสชาติดีเยี่ยมและได้รับการตอบรับจากอาณาจักรต่าง ๆ อย่างเกินความคาดหมาย

ไม่ช้าไม่นาน พระราชาองค์น้อยก็มีทุนพอที่จะช่วยให้ประชาชนของพระองค์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ราษฎรทุกคนต่างรักและเทิดทูนพระราชาองค์น้อยยิ่งชีวิต ส่วนพระราชาองค์น้อยเองก็ทรงรู้สึกปลื้มปิติที่พระองค์สามารถทำให้ความตั้งใจของพระบิดาและพระมารดาเป็นความจริงขึ้นมาได้

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจเด็ก, นิทานเด็ก

เจ้าหญิงค่อย ๆ : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจสำหรับเด็กและครอบครัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าชายองค์หนึ่งทรงอยากแต่งงานกับเจ้าหญิงที่งามพร้อมและเหมาะจะเป็นแม่ที่ดีของพระโอรสและพระธิดาในอนาคต ด้วยเหตุนี้ เจ้าชายจึงจัดงานเลือกคู่ขึ้น โดยพระองค์ทรงเชิญเจ้าหญิงจากทุกแว่นแคว้นมาร่วมในงาน พร้อมกับลงมือทำอาหารเลี้ยงเจ้าหญิงทั้งหมดด้วยตัวของพระองค์เอง

เมื่อวันงานมาถึง เจ้าหญิงจากทั่วทุกสารทิศทรงมาร่วมงานเลือกคู่กันอย่างคับคั่ง เจ้าหญิงแต่ละพระองค์ล้วนแล้วแต่ทรงสิริโฉมงดงามกันไปคนละแบบ แถมทุกพระองค์ยังแต่งหน้าแต่งตัวและใส่เพชรนิลจินดามาประชันกันอย่างเต็มที่ ยกเว้นก็แต่เจ้าหญิงทรายดาว (หรือที่เหล่าเจ้าหญิงชอบเรียกกันว่า ”เจ้าหญิงค่อย ๆ” ) เพียงพระองค์เดียว ที่นอกจากจะไม่แต่งตัวจนเกินงามแล้ว พระองค์ยังไปยืนหลบมุม…ไม่พยายามตีสนิทกับเจ้าชายเหมือนกับเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ อีก

จริง ๆ แล้ว เจ้าหญิงทรายดาวเป็นเจ้าหญิงที่สวยมาก แต่เนื่องจากพระองค์เกิดและเติบโตในเมืองเล็ก ๆ ที่แวดล้อมไปด้วยทะเลและภูเขา พระองค์จึงยินดีที่จะปล่อยให้ตัวเองงามตามธรรมชาติมากกว่างามด้วยการแต่งเสริมเติมสวย ส่วนเรื่องที่พระองค์ถูกขนานนามว่า“เจ้าหญิงค่อย ๆ“นั้น เจ้าหญิงทรายดาวทรงทราบดี…แต่ก็ไม่เคยถือสาอะไร เพราะพระองค์ได้รับการอบรมจากพระบิดาและพระมารดาให้รักษากิริยามารยาทและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังอยู่เสมอ ดังนั้น พระองค์จึงมักทำอะไรค่อย ๆ และค่อย ๆ ทำจนเป็นนิสัย

เมื่อถึงเวลาเลี้ยงอาหาร เจ้าชายทรงให้เจ้าหน้าที่นำอาหารที่พระองค์ปรุงขึ้นออกมาถวายให้เจ้าหญิงทั้งหลายได้ลองลิ้มชิมรส เมื่อเหล่าเจ้าหญิงได้เห็นอาหารฝีมือเจ้าชาย เจ้าหญิงที่มาร่วมงานซึ่งทั้งหิวและอยากเอาใจเจ้าชายจึงรีบชิมอาหารเสียงดังจ้วบจ้าบ ๆ เจ้าหญิงบางพระองค์กินอาหารไปด้วยพร้อมกับเอ่ยปากชมเจ้าชายไปด้วย ทำให้เจ้าชายได้ยินเสียงเคี้ยวอาหารดังจั่บ ๆ อยู่เกือบตลอดเวลา นอกจากนี้ เจ้าหญิงหลายพระองค์ยังตักอาหารไม่ระวังทำให้ช้อนส้อมกระทบกับจานดังแคร้ง ๆ เป็นระยะ เจ้าชายไม่ค่อยพอพระทัยต่อกิริยามารยาทของเจ้าหญิงทั้งหลายนัก แต่ในขณะนั้นเอง เจ้าชายทรงเหลือบไปเห็นเจ้าหญิงองค์หนึ่งที่กินอาหารไม่เหมือนเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ คือพระองค์ทรงกินค่อย ๆ และค่อย ๆ กินอย่างมีมารยาท ซึ่งเมื่อเจ้าชายถามทหารคนสนิท เจ้าชายจึงได้ทราบว่าเจ้าหญิงองค์นั้นก็คือเจ้าหญิงทรายดาวนั่นเอง

หลังจากที่เจ้าหญิงทุกพระองค์กินอาหารเสร็จแล้ว  พระราชินีได้ออกมาถามไถ่เจ้าหญิงแต่ละพระองค์ว่าอาหารฝีมือเจ้าชายมีรสชาติเป็นอย่างไร  เจ้าหญิงทั้งหลายต่างอยากทำให้พระราชินีประทับใจ  เหล่าเจ้าหญิงจึงแย่งกันชมฝีมือของเจ้าชายจนเกิดเสียงดังโหวกเหวกไปหมด  พระราชินีไม่ทรงพอพระทัยต่อสิ่งที่ได้เห็นนัก  แต่พระองค์ก็ทรงรู้สึกดีขึ้น  เมื่อพระองค์ถามเจ้าหญิงองค์หนึ่ง แล้วเจ้าหญิงองค์นั้นทรงตอบค่อย ๆ และค่อย ๆ ตอบอย่างนุ่มนวลว่า “อาหารฝีมือของเจ้าชายมีรสชาติที่วิเศษมากเพคะ”  

เมื่อพระราชินีทรงไถ่ถามเจ้าหญิงทั้งหมดแล้ว พระราชินีจึงเชิญให้เจ้าหญิงทีละพระองค์เสด็จไปยังท้องพระโรงเพื่อรับของที่ระลึกจากพระราชา เจ้าหญิงทั้งหลายอยากทำให้พระราชาผู้เป็นพระบิดาของเจ้าชายเกิดความประทับใจ เมื่อข้าหลวงมาเชิญ เจ้าหญิงแต่ละพระองค์จึงรีบวิ่งไปยังท้องพระโรงให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้พระราชาต้องรอนาน

แต่อนิจจา…เมื่อเจ้าหญิงทั้งหลายที่ใส่รองเท้าส้นสูงรีบวิ่งไปยังท้องพระโรง เสียงรองเท้าของเจ้าหญิงจึงกระทบกับพื้นดังตึงตังราวกับเกิดจลาจลครั้งใหญ่ หนำซ้ำ..เจ้าหญิงบางองค์ยังพลาดพลั้งลื่นหกล้มเพราะเร่งรีบจนเกินเหตุเสียอีก! พระราชาทรงมอบของที่ระลึกให้กับเหล่าเจ้าหญิงที่มีเสียงฝีเท้าดังราวกับเสียงย่างก้าวของคิงคองด้วยความระอาใจ แต่แล้ว…พระองค์ก็ทรงรู้สึกดีขึ้น เมื่อพระองค์เห็นเจ้าหญิงองค์สุดท้ายที่เดินค่อย ๆ และค่อย ๆ เดินเข้ามาในท้องพระโรงอย่างเรียบร้อย ซึ่งเจ้าหญิงพระองค์นั้นก็คือเจ้าหญิงทรายดาวนั่นเอง

หลังจากที่พระราชา พระราชินีและเจ้าชายได้พบเจ้าหญิงทุกพระองค์แล้ว พระราชาทรงพอพระทัยเจ้าหญิงที่เดินค่อย ๆ และค่อย ๆ เดินมากที่สุด ส่วนพระราชินีก็โปรดเจ้าหญิงที่ตอบค่อย ๆ และค่อย ๆ ตอบมากเช่นกัน ฝ่ายเจ้าชายก็ทรงแอบปลื้มเจ้าหญิงที่กินค่อย ๆ และค่อย ๆ กินมากกว่าเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ

เมื่อทั้งสามพระองค์ต่างพอใจเจ้าหญิงผู้มีกิริยามารยาทเรียบร้อยและทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังเหมือน ๆ กัน พระราชากับพระราชินีจึงจัดขบวนไปสู่ขอเจ้าหญิงทรายดาวให้มาเป็นคู่ครองของของเจ้าชาย แล้วจัดงานอภิเษกสมรสขึ้นอย่างสมเกียรติ

ในที่สุด เจ้าหญิงทรายดาวก็ได้แต่งงานกับเจ้าชาย และเมื่อเจ้าหญิงทรงให้กำเนิดพระโอรสและพระธิดา พระองค์ก็ทรงสั่งสอนให้ลูก ๆ ทำสิ่งต่าง ๆ อย่างมีมารยาทและระแวดระวังเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงปฏิบัติอยู่เสมอ

และแล้ว…เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in Uncategorized

นักสืบรุ่นจิ๋ว : นิทานสืบสวนฝึกทักษะการสังเกตสำหรับเด็ก

ฮิปโปเป็นเด็กประถมตัวเล็ก ๆ ที่ฝันอยากเป็นนักสืบรุ่นจิ๋วแบบเดียวกับพระเอกในหนังสือการ์ตูนที่เขาชื่นชอบ คุณพ่อของฮิปโปเห็นความตั้งใจจริงของลูกชาย คุณพ่อผู้เคยฝันอยากเป็นนักสืบมาก่อนจึงแนะนำเคล็ดลับสำคัญของการเป็นนักสืบให้ฮิปโปได้รู้

“เคล็ดลับของการเป็นนักสืบที่ดีคือต้องรู้จักสังเกตสิ่งต่าง ๆ ให้ละเอียดที่สุด ยิ่งเราฝึกสังเกตให้เก่งได้มากเท่าไร เราก็จะเห็นร่องรอยและคลี่คลายปริศนาของเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น”

เมื่อฮิปโปได้ฟังคำแนะนำของคุณพ่อ เด็กน้อยจึงใส่ใจสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น เช่น เมื่อฮิปโปเดินผ่านพุ่มไม้ แทนที่เขาจะเดินผ่านไปเฉย ๆ เขากลับหยุดดูและสังเกตพุ่มไม้อย่างละเอียดจนเห็นว่าในพุ่มไม้มีรังนกเก่า ๆ ซ่อนอยู่ด้วย นอกจากนี้ เขายังสังเกตข้าวปลาอาหารที่กินทุกมื้อ ซึ่งบางครั้งเขาก็พบว่ามีก้อนกรวดเม็ดเล็ก ๆ ปนอยู่ในข้าว รวมทั้ง เขายังชอบสังเกตผู้คนทั้งหลาย โดยดูทั้งการแต่งกาย, สีหน้าท่าทาง, เหงื่อ ฯลฯ แล้วเดาว่าแต่ละคนมีอาชีพอะไรหรือไปทำอะไรมา เป็นต้น

อยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่ฮิปโปนั่งดูโทรทัศน์กับคุณพ่อคุณแม่ ผู้ประกาศข่าวรายงานว่ามีโจรบุกเข้าไปในร้านขายตุ๊กตาซึ่งมีเครื่องประดับเป็นเพชรราคาแพง โจรขโมยเครื่องเพชรไปได้ 2-3 ชิ้นมูลค่าหลายล้านบาท จากนั้น โจรก็รีบหนีออกไปแฝงตัวปะปนกับผู้คนบนถนนในช่วงที่ฝนตก

ไม่กี่นาทีหลังเกิดเหตุ ตำรวจก็มาถึงและรีบกันผู้คนไม่ให้ออกจากถนน ตำรวจถ่ายภาพผู้คนบนถนนเก็บเป็นหลักฐาน หลังจากนั้น ตำรวจก็ดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่อยู่ในร้านและพบว่าโจรที่เข้าไปขโมยของมีผมยาวถึงกลางหลัง แต่ไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเพราะโจรใส่หมวกไอ้โม่งคลุมหน้า แถมยังสวมเสื้อกันหนาวพรางตัวเอาไว้ด้วย

ครั้นเมื่อตำรวจพิจารณาผู้คนที่กันตัวเอาไว้ ตำรวจก็พบผู้ต้องสงสัยที่มีผมยาวถึงกลางหลังอยู่ 2 คน โดยทั้งคู่ยืนกางร่มรอรถเมล์อยู่ไม่ห่างกันเท่าไรนัก

ตำรวจปล่อยผู้คนที่เหลือไป แล้วสอบสวนผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนอย่างละเอียด คนแรกเป็นผู้ชายหน้าตาน่ากลัว ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิงหน้าตาสะสวย ทั้งคู่ให้การเหมือนกันว่า พวกเขามายืนรอรถเมล์ตั้งแต่ก่อนฝนตก พอฝนตกก็รีบกางร่มและมองแต่รถเมล์จึงไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

ตำรวจค้นตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสอง แต่ก็ไม่พบเครื่องเพชร ตำรวจคาดเดาว่าโจรอาจถอดเสื้อกันหนาวแล้วซ่อนเครื่องเพชรไว้ที่ไหนสักแห่ง…แต่ยังหาไม่พบ

เมื่อผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คนให้การเหมือนกัน ตำรวจจึงนำรูปที่ถ่ายหลังจากเกิดเหตุมาดู ซึ่งก็พบว่าผู้ต้องสงสัยยืนกางร่มอยู่ที่ป้ายรถเมล์จริงตามคำให้การ ตำรวจจึงมืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้ายและจะจับคนร้ายมาได้อย่างไร

หลังจากผู้ประกาศข่าวรายงานข่าวพร้อมกับแสดงภาพประกอบทั้งหมดจบแล้ว  ฮิปโปที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ คุณพ่อกับคุณแม่ก็พูดลอย ๆ ออกมาว่า “ผมรู้แล้วล่ะครับว่าใครเป็นคนร้าย!”

คุณพ่อกับคุณแม่แปลกใจมากที่ลูกชายพูดเช่นนั้น แต่เมื่อฮิปโปอธิบายเหตุผลให้ฟัง คุณพ่อกับคุณแม่จึงรีบโทรศัพท์ไปที่สถานีตำรวจ แล้วให้ตำรวจตรวจสอบสิ่งที่ฮิปโปบอกทันที

ไม่นานนัก ตำรวจก็นำผู้ต้องสงสัยมาสอบสวนอีกครั้ง และเมื่อตำรวจนำสิ่งที่ฮิปโปบอกแสดงให้ผู้ต้องสงสัยดู ผู้หญิงผมยาวที่ยืนยันว่าตนเองไม่ใช่คนร้ายก็จนต่อหลักฐานและยอมสารภาพว่าตนเองเป็นผู้ร้ายตัวจริง

ฮิปโปดีใจที่การสังเกตของเขาช่วยให้ตำรวจจับโจรได้สำเร็จ ส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ก็ภูมิใจและเริ่มเห็นแววว่าฮิปโปน่าจะเป็นนักสืบรุ่นจิ๋วที่ดีได้อย่างแทบไม่ต้องสงสัย

แต่เด็ก ๆ ที่อ่านเรื่องราวทั้งหมดนี้ทราบไหมว่า ฮิปโปรู้ตัวคนร้ายได้อย่างไร? หากใครคิดไม่ออกก็ลองอ่านคำเฉลยด้านล่างนี้ได้นะครับ

#นิทานนำบุญ

เฉลย : ฮิปโปฟังคำให้การของผู้ต้องสงสัยที่บอกว่า “พวกเขามายืนรอรถเมล์ตั้งแต่ก่อนฝนตก พอฝนตกก็รีบกางร่ม” แต่ฮิปโปสังเกตภาพถ่ายที่ป้ายรถเมล์และพบว่า พื้นถนนที่ผู้ชายยืนกางร่มอยู่นั้นแห้งสนิท แสดงว่าเขากางร่มทันทีที่ฝนตก คำให้การจึงเป็นจริง แต่พื้นถนนที่หญิงสาวยืนอยู่กลับเปียกไปหมด แสดงว่าเธอไม่ได้ยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ตั้งแต่ตอนฝนเริ่มตก คำให้การที่เธอบอกตำรวจจึงเป็นเท็จ เธอจึงน่าจะผู้ร้ายนั่นเอง