ราวหนึ่งเดือนก่อน ผมตั้งใจค้นหาชื่อนักแต่งนิทานคลาสสิกที่แต่งนิทานเอง ไม่ใช่การนำนิทานพื้นบ้านมาเรียบเรียงใหม่ ผมจึงลองขอคำแนะนำจาก A.I. ซึ่งแนะนำรายชื่อนักแต่งนิทานสำคัญของโลกมาหลายคน หนึ่งในนั้นคือ จอร์จ แมกโดนัลด์ (George MacDonald) นักเขียนชาวสกอตแลนด์ที่ผมไม่คุ้นชื่อมาก่อนเลย
เมื่อเริ่มค้นข้อมูลเพิ่มเติม ผมจึงพบว่า George MacDonald เป็นนักเขียนที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงในวงการวรรณกรรมแฟนตาซีสำหรับเด็กและเยาวชน หลายคนมองว่าเขาเป็นผู้บุกเบิกวรรณกรรมแฟนตาซีสมัยใหม่ และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักเขียนชื่อดังในยุคต่อมา ผลงานที่เป็นที่รู้จักของเขา ได้แก่ The Princess and the Goblin (เจ้าหญิงกับก็อบลิน), The Princess and Curdie (เจ้าหญิงกับเคอร์ดี) และ At the Back of the North Wind (หลังสายลมเหนือ)
ในตอนแรก ผมเข้าใจว่านิทานของเขาน่าจะเป็นเรื่องสั้นขนาดไม่กี่หน้า สามารถอ่านจบได้ภายในเวลาไม่นาน แต่เมื่อได้ลองอ่านจริง ผมกลับพบว่างานของเขามีความยาวมากกว่าที่คิด และมีรายละเอียดมาก บางช่วงอ่านค่อนข้างยากสำหรับผู้อ่านในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับสำนวนวรรณกรรมอังกฤษในศตวรรษที่สิบเก้า
แม้จะรู้สึกว่างานของเขาอ่านยากอยู่บ้าง แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้อยากอ่านต่อไปเรื่อย ๆ ตัวละครมีชีวิต มีความลึก และมีความหมายซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องราวการผจญภัย จนในที่สุดผมตัดสินใจเลือก The Princess and the Goblin ซึ่งถือเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา มาเรียบเรียงใหม่ในรูปแบบนิทานสำหรับเว็บไซต์นิทานนำบุญ
การเรียบเรียงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าถึงเรื่องราวได้ง่ายขึ้น โดยยังคงเคารพเนื้อหาดั้งเดิมให้มากที่สุด ผมพยายามรักษาเหตุการณ์ ตัวละคร และลำดับของเรื่องตามต้นฉบับเดิม เพียงปรับวิธีการเล่าให้ต่อเนื่องขึ้น ลดรายละเอียดบางส่วนที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินเรื่อง และเปลี่ยนรูปแบบจากการแบ่งเป็นตอนจำนวนมาก ให้กลายเป็นนิทานที่สามารถอ่านได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม งานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด แม้จะมี A.I. ช่วยอ่านต้นฉบับและสรุปเนื้อหาในแต่ละส่วน แต่ก็ยังมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นอยู่เสมอ หลายครั้งผมต้องกลับไปตรวจสอบต้นฉบับใหม่ทีละตอน และเรียบเรียงซ้ำหลายรอบเพื่อให้เนื้อหาตรงกับงานดั้งเดิมมากที่สุด ผมหวังว่าฉบับเรียบเรียงนี้จะช่วยให้ผู้อ่านได้รู้จัก George MacDonald มากขึ้น และหากชื่นชอบเรื่องราวของเจ้าหญิงไอรีนและเคอร์ดี ก็อยากชวนให้ลองกลับไปอ่านต้นฉบับฉบับเต็ม ซึ่งปัจจุบันสามารถค้นหาอ่านได้ฟรี เพราะงานต้นฉบับมีเสน่ห์และสมบูรณ์กว่าฉบับเรียบเรียงใหม่หลายเท่าเลยครับ
มาอ่านนิทานเรื่อง “เจ้าหญิงกับก็อบลิน” ด้วยกันนะครับ
ตอนที่ 1 : เจ้าหญิงไอรีน
กาลครั้งหนึ่ง บนภูเขาสูง มีคฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ คฤหาสน์แห่งนั้นเป็นที่พำนักของเจ้าหญิงน้อยพระองค์หนึ่งชื่อว่า ไอรีน
เจ้าหญิงไอรีนมีอายุเพียงแปดปี พระองค์เป็นเด็กน่ารัก อ่อนโยน และฉลาด แต่สุขภาพของเจ้าหญิงไม่แข็งแรงนัก พระราชาผู้เป็นพระบิดาจึงให้เจ้าหญิงมาพำนักอยู่บนภูเขาแห่งนี้ เพื่อจะได้รับอากาศที่บริสุทธิ์และเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง
พระราชาทรงรักเจ้าหญิงมาก แต่พระองค์ไม่อาจอยู่ด้วยได้ตลอดเวลา เพราะมีภาระในการดูแลอาณาจักร ดังนั้น เจ้าหญิงจึงอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์กับแม่นม คนรับใช้ และทหารรักษาการณ์จำนวนหนึ่ง
แม้ว่าคฤหาสน์จะกว้างใหญ่และมีผู้คนคอยดูแล แต่บางครั้งเจ้าหญิงก็รู้สึกเหงา พระองค์จึงชอบเดินสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในคฤหาสน์และบริเวณโดยรอบ
วันหนึ่ง เจ้าหญิงออกไปเดินเล่นบนไหล่เขาตามลำพัง พระองค์เดินชมนกชมไม้อย่างเพลิดเพลิน จนไม่ทันสังเกตว่าตนเองเดินห่างจากคฤหาสน์ออกมาไกลเพียงใด และเมื่อเจ้าหญิงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เจ้าหญิงก็พบว่าพระองค์ได้หลงทางจนหาทางกลับไม่เจอเสียแล้ว
ในขณะที่เจ้าหญิงกำลังยืนมองรอบตัวด้วยความกังวลอยู่นั้น พระองค์ก็ได้ยินเสียงร้องเพลงแว่วมาจากที่ไกล ๆ เมื่อเจ้าหญิงหันไปตามเสียง พระองค์เห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินลงมาตามทางลาดของภูเขา เด็กชายคนนั้นมีใบหน้าสดใส สวมเสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นจากการทำงาน และสะพายเครื่องมือของคนงานเหมืองติดตัวมาด้วย
เด็กผู้ชายคนนั้นมีชื่อว่า เคอร์ดี
เคอร์ดีเป็นลูกชายของคนงานเหมืองที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเชิงเขา เขาเติบโตขึ้นท่ามกลางภูเขา ทางเดินหิน และอุโมงค์ใต้ดิน จนรู้จักภูเขาลูกนี้ดีกว่าเด็กคนอื่น ๆ เมื่อเคอร์ดีทราบว่าเจ้าหญิงหลงทาง เคอร์ดีจึงอาสาพาเจ้าหญิงกลับคฤหาสน์
ระหว่างทาง เด็กทั้งสองพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง แม้คนหนึ่งจะเป็นเจ้าหญิง ส่วนอีกคนเป็นลูกคนงานเหมือง แต่ทั้งคู่กลับเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด และเมื่อเดินมาถึงคฤหาสน์อย่างปลอดภัย พวกเขาก็แยกจากกันในฐานะเพื่อนใหม่
หลังจากนั้น เจ้าหญิงมักนึกถึงเด็กชายผู้ร่าเริงคนนั้นอยู่เสมอ ส่วนเคอร์ดีเองก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ เขาช่วยงานในเหมืองและใช้เวลาอยู่ท่ามกลางภูเขาเช่นเดิม
ภูเขาที่เคอร์ดีอาศัยอยู่ เต็มไปด้วยอุโมงค์และทางเดินใต้ดินมากมาย คนงานเหมืองขุดแร่จากภายในภูเขามาหลายชั่วอายุคน แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีพื้นที่อีกมากที่มนุษย์ยังเข้าไม่ถึง
นอกจากความลึกลับซับซ้อนของอุโมงค์ในภูเขาแล้ว ผู้คนในแถบนั้นยังมักเล่าขานเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตลึกลับที่อาศัยอยู่ใต้ภูเขาด้วย พวกเขาเรียกสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นว่า “ก็อบลิน”
ว่ากันว่า….พวกก็อบลินไม่ชอบมนุษย์นัก และพวกมันจะคอยหาโอกาสสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนอยู่เสมอ บางคนเชื่อว่าพวกมันมีอาณาจักรของตนเองซ่อนอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก แต่บางคนคิดว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงนิทานที่ผู้ใหญ่เล่าให้เด็กฟัง
เคอร์ดีเองก็เคยได้ยินเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก แต่เขาไม่ค่อยเชื่อนัก เขาคิดว่าเรื่องก็อบลินคงเป็นเพียงเรื่องเล่าที่แต่งขึ้นเพื่อให้ผู้คนสนุกสนานเท่านั้น
……
ในขณะเดียวกัน ที่คฤหาสน์บนยอดเขา เจ้าหญิงไอรีนยังคงชอบเดินสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ในคฤหาสน์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น วันหนึ่ง ขณะที่ฝนตกพรำอยู่ภายนอก พระองค์เดินไปตามทางเดินและบันไดที่ไม่ค่อยมีใครใช้ เจ้าหญิงเดินขึ้นบันไดไปเรื่อย ๆ พระองค์เดินผ่านชั้นต่าง ๆ ของคฤหาสน์ที่สูงมาก จนในที่สุด พระองค์ก็มาถึงส่วนบนสุดของคฤหาสน์
ณ ที่แห่งนั้น มีทางเดินแคบ ๆ ซึ่งเจ้าหญิงไม่เคยเห็นมาก่อน ด้วยความสงสัย เจ้าหญิงจึงเดินต่อไปจนพบประตูบานเล็กบานหนึ่ง เมื่อพระองค์เปิดประตูเข้าไป พระองค์ก็พบห้องเล็ก ๆ ที่ดูอบอุ่นมากห้องหนึ่งอยู่ที่ใต้หลังคา
ภายในห้องนั้นมีหญิงชราผู้หนึ่งกำลังนั่งปั่นด้ายอยู่ข้างวงล้อปั่นด้ายอย่างสงบ สิ่งที่ทำให้เจ้าหญิงประหลาดใจก็คือ หญิงชราดูไม่ตกใจเลยที่มีเด็กคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในห้องลับแห่งนี้ ราวกับว่าท่านรู้มาก่อนแล้วว่าเจ้าหญิงจะมาถึง
หญิงชราเงยหน้าขึ้น ยิ้มอย่างอ่อนโยน และเชื้อเชิญให้เจ้าหญิงเข้ามานั่งใกล้ ๆ เจ้าหญิงไม่รู้ว่าหญิงชราคนนี้เป็นใคร และไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมท่านจึงอาศัยอยู่ในห้องที่ไม่มีใครเคยพูดถึงมาก่อน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง พระองค์กลับไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เจ้าหญิงกลับรู้สึกอบอุ่นและไว้วางใจราวกับกำลังนั่งอยู่กับญาติผู้ใหญ่ที่รักพระองค์มานานแล้ว
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความลับที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเจ้าหญิงไอรีน
ตอนที่ 2 : หญิงชราบนหอคอย
หลังจากวันนั้น เจ้าหญิงไอรีนก็อดคิดถึงห้องเล็ก ๆ ใต้หลังคาไม่ได้
คฤหาสน์ทั้งหลังมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่น้อย ทั้งแม่นม คนรับใช้ และทหารรักษาการณ์ แต่ไม่มีใครเคยพูดถึงหญิงชราผู้ปั่นด้ายบนหอคอยเลย ราวกับว่าห้องนั้นเป็นความลับที่ไม่มีใครรู้จัก
ในวันต่อมา เจ้าหญิงจึงตัดสินใจกลับขึ้นไปยังห้องนั้นอีกครั้ง พระองค์เดินผ่านบันไดแคบ ๆ และทางเดินคดเคี้ยวที่จำได้อย่างแม่นยำ จนมาถึงประตูบานเล็กใต้หลังคา เมื่อผลักประตูเข้าไป ภาพที่เห็นก็แทบไม่ต่างจากวันก่อน หญิงชรายังคงนั่งอยู่ข้างวงล้อปั่นด้าย กงล้อหมุนช้า ๆ ส่งเสียงเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ ขณะที่เส้นด้ายสีเงินละเอียดถูกดึงออกมาอย่างไม่สิ้นสุด
หญิงชรายิ้มเมื่อเห็นเจ้าหญิงและพูดอย่างอ่อนโยนว่า “ฉันรู้ว่าเจ้าหญิงจะกลับมา”
เจ้าหญิงยิ้มและรู้สึกอบอุ่นใจราวกับได้อยู่กับคนในครอบครัว เมื่อเจ้าหญิงมองหน้าของหญิงชราชัด ๆ เจ้าหญิงรู้สึกว่า บางครั้งท่านดูชรามาก ราวกับผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปี แต่บางครั้ง ท่านกลับดูอ่อนเยาว์จนแทบเหมือนหญิงสาว ดวงตาของท่านเปล่งประกายสดใส และเส้นผมสีเงินก็สะท้อนแสงงดงามราวกับเส้นไหมที่กำลังปั่นอยู่ในมือ

วันแล้ววันเล่า เจ้าหญิงเริ่มไปหาหญิงชราบ่อยครั้งขึ้น ทั้งสองพูดคุยกันในเรื่องต่าง ๆ ทั้งเรื่องธรรมดาอย่างดอกไม้ นก หรือสภาพอากาศ รวมทั้งเรื่องที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เด็กอายุแปดขวบจะเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ไม่ว่าหญิงชราจะพูดเรื่องอะไร เจ้าหญิงก็มีความสุขที่ได้ฟัง
สิ่งหนึ่งที่ทำให้เจ้าหญิงสงสัยก็คือ ห้องนี้ดูเหมือนจะมีสิ่งแปลก ๆ อยู่มากมาย เจ้าหญิงเห็นนกพิราบตัวเล็ก ๆ หลายตัว ของเล่นเก่าแก่ที่งดงามกว่าของเล่นใด ๆ ในคฤหาสน์ และมีเส้นด้ายจำนวนมหาศาลเรียงรายอยู่รอบห้อง แต่ไม่ว่าหญิงชราจะปั่นด้ายมากเพียงใด ด้ายเหล่านั้นก็ไม่เคยหมดลงเลย
วันหนึ่ง เจ้าหญิงตัดสินใจถามคำถามที่ติดอยู่ในใจมานาน เจ้าหญิงถามหญิงชราว่า “ท่านเป็นใครหรือคะ?”
หญิงชรายิ้มแล้วตอบว่า “ฉันเป็นญาติของเจ้าหญิง”
เจ้าหญิงพยายามนึกถึงญาติทุกคนที่รู้จัก แต่ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า มีญาติคนใดอาศัยอยู่บนหอคอยของคฤหาสน์หลังนี้ เมื่อเจ้าหญิงถามต่อ หญิงชรากลับตอบเพียงว่า วันหนึ่งเจ้าหญิงจะเข้าใจเอง
คำตอบเช่นนี้ ไม่น่าจะทำให้เด็กคนหนึ่งพอใจได้ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เจ้าหญิงกลับไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองอะไร พระองค์ได้แต่เก็บความสงสัยนั้น…เอาไว้ในใจ
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะเชื่อเรื่องหญิงชราบนหอคอย เมื่อเจ้าหญิงเล่าเรื่องนี้ให้แม่นมฟัง แม่นมกลับยืนยันว่า บนหอคอยไม่มีใครอาศัยอยู่ และเมื่อเจ้าหญิงพยายามพาแม่นมไปดู แม่นมก็มองไม่เห็นห้องที่เจ้าหญิงพูดถึง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเจ้าหญิงเล่าเรื่องหญิงชราให้คนอื่นฟัง หลายคนมักบอกว่า เจ้าหญิงคงจินตนาการเรื่องราวขึ้นมาเอง คำพูดเหล่านั้นทำให้เจ้าหญิงสับสนอยู่บ้าง บางครั้งพระองค์ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ตนเองกำลังฝันไปหรือเปล่า แต่ทุกครั้งที่เจ้าหญิงกลับขึ้นไปบนหอคอย พระองค์ก็พบห้อง ๆ นั้น และพบหญิงชราคนเดิมที่กำลังรออยู่ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน ดังนั้น แม้คนอื่นจะไม่เชื่อ แต่เจ้าหญิงก็ยังคงเชื่อในสิ่งที่พระองค์ได้พบเห็น
วันหนึ่ง ขณะที่เจ้าหญิงไอรีนและหญิงชรากำลังสนทนากันตามปกติ หญิงชราได้หยิบสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ออกมาจากโต๊ะข้างตัว มันเป็นแหวนวงเล็กที่มีความลับซ่อนอยู่
หญิงชราเรียกเจ้าหญิงเข้ามาใกล้ แล้วสวมแหวนวงนั้นให้ “เก็บมันเอาไว้ให้ดี สักวันหนึ่ง เจ้าจะต้องใช้มัน”
เจ้าหญิงก้มมองแหวนบนมือด้วยความสงสัย มันดูเป็นแหวนธรรมดา ไม่มีอัญมณีล้ำค่า แต่เมื่อพระองค์สวมแหวนและได้ลองสัมผัสด้านในของแหวน เจ้าหญิงกลับรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งที่นุ่มนวลอยู่ตรงนั้น มันเล็กจิ๋วและละเอียดอ่อนราวกับเส้นใยที่ปลายนิ้วแทบจับไม่ได้
หญิงชราอธิบายว่า ภายในแหวนมีเส้นด้ายเส้นหนึ่งซ่อนอยู่ หากวันใดที่เจ้าหญิงตกอยู่ในอันตราย หรือไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ให้สอดนิ้วเข้าไปในแหวน แล้วจับเส้นด้ายเส้นนั้นเอาไว้ มันจะช่วย…นำทางเจ้าหญิง!
“นำทางไปที่ไหนหรือ?” เจ้าหญิงถาม
“ไปยังที่ที่เจ้าหญิงควรไป”
คำตอบนั้น ฟังประหลาดพอ ๆ กับหลายสิ่งที่หญิงชราเคยพูด แต่ครั้งนี้ หญิงชรากล่าวเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า “จงจำไว้ให้ดี เมื่อเจ้าหญิงจับเส้นด้ายแล้ว อย่าปล่อยมือเด็ดขาด ไม่ว่ามันจะพาเจ้าหญิงไปทางใดก็ตาม แม้ว่าทางนั้นจะดูผิด แม้ว่ามันจะพาอ้อม หรือแม้ว่ามันจะดูพาออกห่างจากสิ่งที่เจ้าหญิงต้องการก็ตาม”
เจ้าหญิงพยายามทำความเข้าใจ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน หากเส้นด้ายพาไปผิดทาง เหตุใดจึงต้องเดินตามมัน? หากมันพาไปสู่อันตราย เหตุใดจึงไม่เลือกไปในทางที่ปลอดภัยกว่า?
หญิงชราเพียงยิ้ม แล้วบอกว่า “เมื่อถึงเวลา เจ้าหญิงจะเข้าใจเอง”
เจ้าหญิงยังคงไม่เข้าใจคำพูดของหญิงชรา แต่เพราะพระองค์รักหญิงชราและเชื่อใจท่านอย่างหมดหัวใจ เจ้าหญิงจึงรับแหวนวงนั้นเอาไว้โดยไม่โต้แย้ง
ตอนที่ 3 : ความลับใต้ภูเขา
หลังจากได้พบเจ้าหญิงไอรีน เคอร์ดีก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง เขาเดินเข้าออกอุโมงค์ใต้ภูเขาทุกวัน จนคุ้นเคยกับทางเดินต่าง ๆ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของบ้านตนเอง คนงานเหมืองรู้จักเขาเป็นอย่างดี และมักพาเขาไปทำงานในส่วนต่าง ๆ ของเหมืองอยู่บ่อย ๆ
แม้จะยังเป็นเด็ก แต่เคอร์ดีเป็นคนช่างสังเกตและกล้าหาญ เขาชอบสำรวจเส้นทางใหม่ ๆ และมักจำเส้นทางซับซ้อนใต้ภูเขาได้ดีกว่าผู้ใหญ่หลายคน
ในบริเวณภูเขาลูกนั้น มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพวกก็อบลินสืบต่อกันมานาน ผู้ใหญ่บางคนเชื่อว่าพวกมันอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้ภูเขา ในขณะที่บางคนคิดว่าเป็นเพียงนิทานสำหรับหลอกเด็ก
เคอร์ดีเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับก็อบลิน พวกมันไม่ชอบมนุษย์ แต่ชอบซ่อนตัวอยู่ในความมืด และคอยสร้างปัญหาให้คนงานเหมือง แต่เด็กชายไม่เคยเห็นก็อบลินสักครั้ง เขาจึงไม่แน่ใจว่าควรเชื่อเรื่องเล่าเหล่านั้นหรือไม่
จนกระทั่งวันหนึ่ง ในขณะที่ เคอร์ดีกำลังทำงานอยู่ในอุโมงค์ลึกใต้ภูเขา เขาได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากหลังกำแพงหิน ในตอนแรก เขาคิดว่ามันเป็นเสียงของคนงานเหมืองอีกกลุ่มหนึ่ง แต่เมื่อตั้งใจฟัง เขาก็พบว่าเสียงเหล่านั้นแปลกเกินกว่าจะเป็นมนุษย์
เคอร์ดีจึงดับตะเกียงให้มืดลงเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ แนบหูเข้ากับผนังหิน หลังผนังหินมีเสียงพูดคุยกันจริง ๆเด็กชายพยายามตั้งใจฟัง แต่จับใจความได้เพียงบางคำเท่านั้น
แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เคอร์ดีมั่นใจว่า เสียงเหล่านั้นไม่ได้มาจากคนงานเหมืองอย่างแน่นอน หลังจากวันนั้น เขาจึงตั้งใจสังเกตความผิดปกติต่าง ๆ มากขึ้น บางครั้ง เขาได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวดังมาจากส่วนลึกของภูเขาในช่วงเวลาที่ไม่ควรมีใครอยู่ที่นั่น บางครั้งพบร่องรอยแปลก ๆ บนพื้นอุโมงค์ และบางครั้ง เขาก็ได้ยินเสียงพูดลอดผ่านกำแพงหิน
ยิ่งสังเกตมากเท่าไร เขาก็ยิ่งเชื่อว่า เรื่องเล่าเกี่ยวกับพวกก็อบลินอาจเป็นความจริง
คืนหนึ่ง ขณะที่เคอร์ดีกำลังฟังเสียงที่ผนังหินอยู่ตามลำพัง เขาได้ยินเสียงการสนทนาที่ชัดเจนกว่าที่เคย แม้เคอร์ดีจะยังจับความได้ไม่ทั้งหมด แต่คำบางคำกลับดังชัดเจน และไม่น่าจะมีความหมายเป็นอื่นไปได้
เคอร์ดีได้ยิน คำว่า “เจ้าหญิง” “แต่งงาน” “เจ้าชาย” เขาไม่เข้าใจว่าคำเหล่านั้นมาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร แต่เมื่อฟังต่อไป ความกังวลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ๆ เพราะดูเหมือนว่า บุคคลที่พวกสิ่งมีชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ภูเขากำลังพูดถึง ก็คือ “เจ้าหญิงไอรีน”
ด้วยเหตุนี้เอง เคอร์ดีจึงยิ่งตั้งใจติดตามความเคลื่อนไหวของพวกก็อบลิน จนได้ข้อมูลมากพอที่ทำให้เชื่อได้ว่า ลึกลงไปใต้ภูเขา มีอาณาจักรลับของพวกก็อบลินอยู่จริง พวกมันมีบ้านเรือน มีครอบครัว มีราชา มีราชินี และมีเจ้าชายของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันกำลังวางแผนให้เจ้าชายแห่งพวกก็อบลินแต่งงานกับเจ้าหญิงไอรีน และพาตัวพระองค์ลงไปอยู่ในอาณาจักรใต้ดินตลอดกาล
เมื่อได้รู้เป้าหมายของพวกก็อบลิน เคอร์ดีก็เริ่มตระหนักว่า ปัญหานี้ร้ายแรงกว่าที่เขาคิด เขาจึงพยายามเก็บหลักฐานต่อไป แต่ยิ่งเข้าใกล้ความลับมากเท่าไร อันตรายก็ยิ่งเข้าใกล้ตัวเขามากขึ้นเท่านั้น เพราะในขณะที่เด็กชายกำลังเฝ้าสังเกตพวกก็อบลิน เขาไม่รู้เลยว่า พวกก็อบลินเองก็เริ่มสังเกตเห็นเขาเช่นกัน
ตอนที่ 4 : เส้นด้ายในความมืด
คืนหนึ่ง ในขณะที่เคอร์ดีกำลังแอบฟังเสียงของพวกก็อบลินอยู่ที่ทางเดินใต้ดินแห่งหนึ่ง เขาก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวดังขึ้นที่เหนือศีรษะ และก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว ก้อนหินจำนวนมหาศาลได้พังถล่มลงมาจากเพดาน พร้อม ๆ กับเสียงครืนที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วอุโมงค์
เคอร์ดีรีบกระโดดหลบอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อฝุ่นควันจางลง เขาก็พบว่า ทางเดินทั้งด้านหน้าและด้านหลังของเขาถูกปิดตายด้วยกองหินถล่ม
เด็กชายต้องติดอยู่ตามลำพังในความมืด เขาพยายามเคลื่อนย้ายหินออกทีละก้อน พยายามร้องเรียกความช่วยเหลือ และพยายามหาทางออกทุกวิถีทาง แต่ยิ่งเวลาผ่านไป เขาก็ยิ่งตระหนักว่า ตนเองไม่สามารถออกไปได้ด้วยกำลังของตนเองแน่ ๆ ในที่สุด เคอร์ดีก็นั่งลงท่ามกลางความเงียบอันมืดมิดอย่างหมดหวัง
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ที่คฤหาสน์บนภูเขา เจ้าหญิงไอรีนเริ่มรู้สึกกังวล เพราะไม่ได้พบเคอร์ดีนานหลายวัน เมื่อเจ้าหญิงให้ทหารไปสอบถาม ชาวเหมืองต่างไม่ทราบว่าเคอร์ดีหายไปไหน บางคนคิดว่าเขาอาจทำงานอยู่ในเหมืองอีกส่วนหนึ่ง บางคนคิดว่าเขาคงกลับบ้านไปแล้ว แต่เจ้าหญิงกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ในที่สุด เจ้าหญิงจึงตัดสินใจขึ้นไปยังห้องเล็ก ๆ บนหอคอยอีกครั้ง ณ ที่แห่งนั้น หญิงชรายังคงนั่งปั่นด้ายอยู่เช่นเดิม เมื่อเจ้าหญิงเล่าความกังวลทั้งหมดให้หญิงชราฟัง หญิงชราก็รับฟังอย่างสงบ ก่อนจะกล่าวว่า “ลองสอดนิ้วเข้าไปในแหวนสิ”
เจ้าหญิงทำตามคำของหญิงชราด้วยความเชื่อใจ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสด้านในของแหวน พระองค์ก็รับรู้ได้ถึงเส้นด้ายเส้นเล็ก ๆ เส้นหนึ่ง
“จับมันไว้นะ แล้วเดินตามมันไป” หญิงชรากล่าว
“มันจะพาไปหาเคอร์ดีเหรอคะ” เจ้าหญิงถาม
หญิงชราเพียงยิ้มแล้วพูดว่า “จงเชื่อมัน”
เจ้าหญิงไม่ได้ถามอะไรอีก พระองค์แค่เดินออกจากห้องบนหอคอย แล้วเริ่มเดินตามเส้นด้ายที่พระองค์จับอยู่
ในช่วงแรก เส้นด้ายพาเจ้าหญิงไปตามทางเดินปกติภายในคฤหาสน์ แต่ไม่นาน มันก็พาเจ้าหญิงออกจากตัวอาคาร ลงไปตามทางบนภูเขา ผ่านพุ่มไม้ ผ่านโขดหิน และมุ่งตรงไปยังบริเวณที่เจ้าหญิงไม่เคยไปมาก่อน หลายครั้ง เจ้าหญิงรู้สึกว่าเส้นด้ายกำลังพาอ้อม บางครั้ง เจ้าหญิงรู้สึกเหมือนมันพาเดินย้อนกลับ บางครั้งมันคล้ายกับพาเจ้าหญิงไปในทิศทางที่ดูห่างไกลจากจุดหมาย แต่ทุกครั้งที่เกิดความลังเลสงสัย เจ้าหญิงก็นึกถึงคำเตือนของหญิงชราทันที
“จับมันไว้นะ แล้วเดินตามมันไป”
ด้วยเหตุนี้เอง เจ้าหญิงจึงก้าวต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยความเชื่อมั่น จนในที่สุด เส้นด้ายก็นำเจ้าหญิงลงสู่ทางเดินใต้ดินอันมืดมิด

ณ อุโมงค์ใต้ภูเขาที่ทอดยาวลึกเข้าไป ความเงียบรอบตัวทำให้สถานที่นั้นน่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง แต่เจ้าหญิงยังคงเดินตามเส้นด้ายต่อไปโดยไม่ลังเล เจ้าหญิงเดิน…เดิน…แล้วก็เดิน ในที่สุด พระองค์ก็ได้ยินเสียงของใครบางคนดังออกมาจากอีกฟากหนึ่งของกองหิน
“มีใครอยู่ตรงนั้นไหม?” เสียงนั้นร้องถาม
เจ้าหญิงจำเสียงนั้นได้ทันที มันเป็นเสียงของเคอร์ดี เจ้าหญิงจึงรีบเข้าไปใกล้กับกองหินถล่ม และพบว่า เคอร์ดีติดอยู่ที่ด้านหลังของกองหินจริง ๆ
“เจ้าหญิงไอรีน!” เคอร์ดีร้องออกมาด้วยความตกใจ เขาแทบไม่เชื่อเลยว่า คนที่มาพบเขาในอุโมงค์ลึกใต้ภูเขาเช่นนี้จะเป็นเจ้าหญิงองค์น้อย
เจ้าหญิงไอรีนไม่ยอมเสียเวลาอธิบาย พระองค์เริ่มยกหินออกทีละก้อน ทีละก้อน อย่างไม่ลังเล
ก้อนหินหลายก้อนหนักเกินกำลังของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ บางก้อนทำให้มือของเจ้าหญิงถลอกและเจ็บปวด แต่เพื่อช่วยเคอร์ดี พระองค์จึงพยายามต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ
เมื่อเคอร์ดีเห็นเช่นนั้น เคอร์ดีจึงช่วยผลักหินจากอีกด้านหนึ่งเท่าที่ทำได้ จนในที่สุด กองหินก็เปิดเป็นช่องกว้างพอให้เด็กชายคลานออกมาได้
เมื่อออกมาได้สำเร็จ เคอร์ดีมองเจ้าหญิงด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เข้าใจเลยว่าเจ้าหญิงตามหาเขาพบได้อย่างไร ระหว่างทางกลับ ไอรีนจึงเล่าเรื่องแหวนและเส้นด้ายให้ฟังเคอร์ดีฟัง
เคอร์ดีฟังเจ้าหญิงอย่างเงียบ ๆ เขาอยากเชื่อเจ้าหญิง แต่ก็ยังไม่อาจเข้าใจได้ว่า เส้นด้ายจะนำทางคนได้อย่างไร
เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ เจ้าหญิงจึงพาเคอร์ดีขึ้นไปยังห้องบนหอคอย เพื่อให้หญิงชราผู้เป็นเจ้าของเส้นด้ายอธิบายเรื่องทั้งหมดให้เคอร์ดีฟัง แต่เมื่อทั้งสองเข้าไปในห้อง สิ่งประหลาดก็เกิดขึ้น เพราะในขณะที่เจ้าหญิงเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนดังปกติ คือ เห็นหญิงชรานั่งอยู่ข้างวงล้อปั่นด้าย เห็นบรรยากาศอันอ่อนโยนภายในห้อง และได้ยินเสียงหญิงชราพูดอย่างชัดเจน แต่สำหรับเคอร์ดี ห้องนั้นกลับว่างเปล่า เขาไม่เห็นหญิงชราไม่เห็นวงล้อปั่นด้าย ไม่เห็นสิ่งใดเลยนอกจากห้องธรรมดาห้องหนึ่ง
เด็กชายพยายามมองไปรอบ ๆ ห้องหลายครั้ง แต่เขาก็ยังไม่เห็นสิ่งที่เจ้าหญิงกำลังชี้ให้ดู เขาไม่ได้คิดว่าเจ้าหญิงโกหก เพราะเจ้าหญิงเพิ่งช่วยชีวิตเขาเอาไว้ แต่เขาไม่อาจเข้าใจได้ว่า เพราะเหตุใด…ตนเองจึงมองไม่เห็นสิ่งที่เจ้าหญิงเห็น ในขณะเดียวกัน เจ้าหญิงเองก็ไม่เข้าใจว่า เพราะเหตุใดคนที่เพิ่งได้รับความช่วยเหลือจากเส้นด้ายจนออกมาจากกองหินถล่มได้จริง ๆ จึงมองไม่เห็นว่าหญิงชรามีตัวตนอยู่จริง ๆ
เมื่อเจ้าหญิงและเคอร์ดีออกมาจากห้อง เจ้าหญิงมีความเชื่อมั่นในหญิงชรามากขึ้นกว่าเดิม ส่วนเคอร์ดี แม้จะยังไม่เข้าใจทุกอย่าง แต่เขาเริ่มตระหนักเป็นครั้งแรกว่า บางทีโลกอาจมีความจริงบางอย่าง ที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมองเห็นได้ในเวลาเดียวกัน
ตอนที่ 5 : การบุกคฤหาสน์ของพวกก็อบลิน
หลังจากเหตุการณ์ที่เจ้าหญิงไอรีนช่วยเคอร์ดีออกมาจากอุโมงค์ใต้ภูเขา เด็กชายก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง แต่ภายในใจของเขา มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
เคอร์ดียังคงไม่เข้าใจเรื่องหญิงชราบนหอคอย และเหตุผลว่าเจ้าหญิงตามหาเขาพบได้อย่างไร แต่จากเรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้เขาเริ่มเปิดใจยอมรับว่า บางครั้งอาจมีความจริงบางอย่างซ่อนอยู่เหนือสิ่งที่ดวงตามองเห็น
ในขณะเดียวกัน เคอร์ดียังคงเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของพวกก็อบลินอยู่ตลอด ยิ่งเวลาผ่านไป เคอร์ดีก็ยิ่งมั่นใจว่า พวกก็อบลินยังไม่ละทิ้งแผนการเกี่ยวกับเจ้าหญิงไอรีนแน่ ๆ เพราะเขายังคงได้ยินเสียงขุดเจาะดังมาจากส่วนลึกของภูเขาอยู่บ่อย ๆ และเขาก็พบว่าพวกมันกำลังสร้างอุโมงค์สายใหม่ขึ้นอย่างลับ ๆ ใต้ภูเขา
คืนหนึ่ง ในขณะที่เคอร์ดีเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวเหล่านั้น เคอร์ดีก็พบความจริงที่น่าตกใจว่า พวกก็อบลินไม่ได้วางแผนแค่จะลักพาตัวเจ้าหญิงเท่านั้น แต่พวกมันกำลังขุดอุโมงค์มุ่งตรงไปยังคฤหาสน์บนภูเขาด้วย
เมื่อทราบแผนของพวกก็อบลิน เด็กชายจึงพยายามเตือนให้ผู้ใหญ่ได้รู้ถึงการมีอยู่จริงของพวกก็อบลินและแผนที่พวกมันต้องการจะจับตัวเจ้าหญิง แต่อนิจจา…ไม่มีใครสนใจคำพูดของเด็กอย่างเขา ทุกคนยังไม่ตระหนักถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
……
แล้วคืนที่เคอร์ดีหวาดกลัวก็มาถึง ในขณะที่ ทุกคนในคฤหาสน์กำลังหลับใหล พวกก็อบลินก็ขุดอุโมงค์ทะลุขึ้นมาถึงห้องใต้ดินได้สำเร็จ จากนั้น พวกมันก็พากันกรูออกมาจากความมืดและบุกเข้าสู่ส่วนต่าง ๆ ของคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว
เสียงตะโกนดังขึ้นทั่วอาคาร คนรับใช้แตกตื่นและพากันวิ่งวุ่นวายไปหมด ทหารและคนงานพยายามต่อสู้ป้องกันคฤหาสน์ เคอร์ดีเองก็เข้าร่วมการต่อสู้ทันที เขารู้จุดอ่อนของพวกก็อบลินจากการเฝ้าติดตามเก็บข้อมูลมาอย่างยาวนาน เขาจึงใช้ความรู้นั้นช่วยป้องกันผู้คนภายในคฤหาสน์ ด้วยการตะโกนบอกให้ทุกคนมุ่งจัดการกับ “จุดอ่อน” ของพวกก็อบลิน ซึ่งอยู่ที่เท้าอันบอบบางของพวกมัน

ท่ามกลางความวุ่นวาย เคอร์ดีได้เผชิญหน้ากับราชินีของก๊อบลินที่ทั้งดุร้ายและเต็มไปด้วยความอาฆาต นางพยายามนำพวกของตนบุกฝ่าเข้าไปยังส่วนในของคฤหาสน์ให้ได้ แต่เคอร์ดีก็ขัดขวางเอาไว้อย่างสุดกำลัง
เมื่อความวุ่นวายสงบลง และพวกก๊อบลินได้ล่าถอยไป ทุกคนได้พบข่าวร้ายที่สุด นั่นคือ เจ้าหญิงไอรีนได้หายตัวไปจากคฤหาสน์
……..
ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาแห่งความสับสนนั้น ไม่มีใครเห็นว่าพระองค์ถูกพาตัวไปทางใด แต่เคอร์ดีมั่นใจว่าพวกก็อบลินต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน
ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในใจของเด็กชายทันที เขารู้ว่าพวกก็อบลินกำลังวางแผนอยู่ เขารู้ว่าพวกมันต้องการตัวเจ้าหญิง แต่เขาก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งเหตุการณ์ทั้งหมดได้
ในขณะที่ทุกคนกำลังสับสนและไม่รู้จะเริ่มค้นหาจากที่ใด เคอร์ดีกลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่ปลายนิ้ว มันเป็นความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับมีเส้นบาง ๆ แตะอยู่ในมือของเขา
ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงเรื่องที่เจ้าหญิงเคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับแหวนและเส้นด้ายวิเศษ หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงหัวเราะกับความคิดเช่นนี้ แต่หลังจากทุกสิ่งที่ได้ประสบมา เด็กชายกลับไม่ลังเลเลย เขาจับเส้นด้ายเอาไว้แน่น แล้วเริ่มเดินตามมันไปด้วยความเชื่อมั่น

เส้นด้ายพาเขาเดินออกจากคฤหาสน์ ลงจากภูเขา ผ่านทางเดินมืดมิดหลายสาย ยิ่งเดินตามไปไกลเท่าไร เคอร์ดีก็ยิ่งมั่นใจว่าตนเองกำลังได้รับความช่วยเหลือจากพลังเดียวกับที่เคยช่วยเจ้าหญิงตามหาเขาในอุโมงค์ใต้ภูเขา
ในที่สุด เส้นด้ายก็นำเคอร์ดีมาถึงกระท่อมเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่เขารู้จักดี…เพราะมันคือบ้านของเขาเอง และเมื่อเคอร์ดีเปิดประตูเข้าไป เขาก็พบว่า เจ้าหญิงไอรีนกำลังนอนหลับอยู่ โดยมีแม่ของเคอร์ดีดูแลอยู่ใกล้ ๆ
ในวินาทีนั้น เคอร์ดีไม่ต้องการหลักฐานใด ๆ อีกแล้ว เขาไม่เคยเห็นเส้นด้ายด้วยดวงตา เขาไม่เคยเห็นหญิงชราบนหอคอยเช่นเดียวกับที่เจ้าหญิงเห็น แต่เส้นด้ายได้พาเขามาถึงที่นี่จริง ๆ และนี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เด็กชายยอมรับอย่างเต็มหัวใจว่า มีความจริงบางอย่างในโลกนี้ที่ตาอาจมองไม่เห็น แต่ยังคงเป็นความจริงอยู่ดี
ตอนที่ 6 : มวลน้ำใต้ภูเขา
ในขณะที่เคอร์ดีกำลังยินดีกับการได้พบเจ้าหญิงไอรีนอีกครั้ง ความทรงจำบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในใจของเขาอย่างกะทันหัน
เขานึกถึงบทสนทนาที่เคยแอบได้ยินจากพวกก็อบลินในอุโมงค์ใต้ภูเขา ในตอนนั้นเขามัวแต่กังวลเรื่องการลักพาตัวเจ้าหญิง จนเกือบลืมแผนการอีกอย่างหนึ่งที่พวกมันกำลังเตรียมเอาไว้ เมื่อคิดได้เช่นนั้น สีหน้าของเด็กชายก็เปลี่ยนไปทันที
เขาจึงรีบนำเรื่องไปเล่าให้พวกผู้ใหญ่ฟังว่า นอกจากแผนลักพาตัวเจ้าหญิง พวกก็อบลินยังได้ขุดอุโมงค์ไปยังแหล่งน้ำขนาดมหึมาที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขา และตั้งใจจะปล่อยน้ำเหล่านั้นให้ไหลทะลักเข้าสู่เหมืองและหมู่บ้านของมนุษย์
ครั้งนี้ ผู้ใหญ่ทุกคนรับฟังคำเตือนของเคอร์ดีอย่างจริงจัง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทำให้ทุกคนเชื่อว่าพวกก็อบลินมีอยู่จริงและเคอร์ดีรู้เรื่องของพวกก็อบลินมากกว่าใคร ๆ เมื่อคนงานเหมืองจำนวนหนึ่งลงไปตรวจสอบในอุโมงค์ พวกเขาก็พบว่า พวกก็อบลินกำลังขุดอุโมงค์เข้าใกล้กำแพงหิน ที่กั้นมวลน้ำมหาศาลเอาไว้จริง ๆ ทันทีที่รู้เช่นนั้น คนงานเหมืองทั้งหมดจึงร่วมมือกันหาทางป้องกันภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้น
ชาวเหมืองจึงช่วยกันสร้างกำแพงกั้นน้ำเพิ่มเติมในจุดสำคัญ พวกเขาเร่งมือขนหินและดินจำนวนมากลงไปเสริมความแข็งแรงให้กับอุโมงค์ และเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
…….
ไม่นานหลังจากนั้น วันที่ทุกคนหวาดกลัวก็มาถึง ลึกลงไปใต้ภูเขา พวกก็อบลินขุดเจาะอุโมงค์มาถึงจุดหมายของพวกมันในที่สุด ทันใดนั้นเอง เสียงปริแตกก็ดังสนั่น กำแพงหินที่กั้นมวลน้ำมหาศาลเริ่มแตกร้าว จากรอยแตกเล็ก ๆ ในตอนแรก กลายเป็นรูโหว่ที่มวลน้ำมหาศาลพากันพุ่งทะลักออกมาด้วยแรงอันน่าหวาดหวั่น ราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากที่คุมขัง
กระแสน้ำไหลบ่าเข้าสู่อุโมงค์ต่าง ๆ ด้วยความเร็วมหาศาล อุโมงค์จำนวนมากพังทลายลงอย่างรวดเร็ว ทางเดินที่เคยเชื่อมต่อกันถูกตัดขาด ห้องโถงใต้ดินหลายแห่งจมอยู่ใต้น้ำ
ในขณะเดียวกัน แม้มวลน้ำบางส่วนจะไหลเข้ามาสู่ที่พักอาศัยของผู้คน แต่สิ่งกีดขวางที่คนงานเหมืองสร้างขึ้นก็ช่วยเปลี่ยนทิศทางของกระแสน้ำ ทำให้หมู่บ้านและคฤหาสน์บนภูเขาได้รับความเสียหายน้อยกว่าที่พวกก็อบลินคาดหวังไว้มาก
ตลอดทั้งคืน เสียงน้ำคำรามดังก้องอยู่ใต้ภูเขา ผู้คนต่างเฝ้ารอด้วยความกังวล เพราะไม่รู้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นเช่นไร จนกระทั่งรุ่งเช้ามาถึง เมื่อคนงานกลุ่มแรกลงไปสำรวจอุโมงค์ในภูเขาอีกครั้ง พวกเขาก็พบว่าอาณาจักรของพวกก็อบลินแทบไม่เหลือสภาพเดิมอีกต่อไป
……..
เมื่ออันตรายผ่านพ้นไป พระราชาก็เสด็จมายังคฤหาสน์ด้วยความห่วงใยเจ้าหญิง ผู้คนทั่วทั้งหุบเขาต่างเฉลิมฉลองให้กับการรอดพ้นจากหายนะครั้งใหญ่ ส่วนเคอร์ดีได้รับคำชื่นชมจากทุกคน เพราะหากไม่มีความกล้าหาญของเขา หลายชีวิตอาจไม่รอดพ้นจากภัยพิบัติในครั้งนั้น
เจ้าหญิงไอรีนเองก็ไม่ลืมเพื่อนผู้กล้าหาญคนนี้เช่นกัน ครั้งหนึ่งพระองค์เคยสัญญาเอาไว้ว่าหากเคอร์ดีช่วยเหลือพระองค์ได้สำเร็จ พระองค์จะมอบจุมพิตให้เป็นรางวัล และเจ้าหญิงก็รักษาสัญญานั้น
ท่ามกลางรอยยิ้มของทุกคน เจ้าหญิงจุมพิตเคอร์ดีตามที่เคยรับปากไว้ ทำให้เด็กชายหน้าแดงด้วยความเขินอาย จนกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนพูดถึงกันด้วยความเอ็นดูไปอีกนาน
…….
หลังจากวันนั้น ชีวิตในหุบเขาก็ค่อย ๆ กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง เหมืองกลับมาเปิดทำงานตามปกติ ผู้คนซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้น และเรื่องราวของพวกก็อบลินก็ค่อย ๆ กลายเป็นตำนานที่เล่าขานต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น
แต่สำหรับเจ้าหญิงไอรีนและเคอร์ดี สิ่งสำคัญที่สุดที่เหลืออยู่ไม่ใช่ชัยชนะเหนือพวกก็อบลิน หากเป็นบทเรียนที่ทั้งสองได้รับจากการผจญภัยครั้งนั้น
เจ้าหญิงได้เรียนรู้ว่าความเชื่อมั่นสามารถนำทางผู้คนผ่านความมืดมิดและอันตรายได้ ส่วนเคอร์ดีได้เรียนรู้ว่า โลกนี้มีความจริงบางอย่างที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยดวงตาเพียงอย่างเดียว บางครั้ง สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจเป็นสิ่งที่ต้องมองด้วยหัวใจ
และแม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ทั้งสองก็ไม่เคยลืมหญิงชราผู้ลึกลับบนหอคอย ผู้ซึ่งคอยดูแลและชี้นำพวกเขาอยู่เสมอ
และนั่นคือเรื่องราวของ เจ้าหญิงกับก็อบลิน ที่ผู้คนยังคงเล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้.
#นิทานนำบุญ








