Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานก่อนนอนสั้น ๆ, นิทานสอนใจ

บทเรียนของต๋อง : นิทานสอนใจสำหรับเด็ก

บางครั้งการอ่าน นิทานก่อนนอน ไม่ได้มีไว้แค่สำหรับเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่หลายคนใช้แบ่งปันความอบอุ่นกับคนรัก การเล่านิทานเบา ๆ ที่มีเนื้อเรื่องน่ารัก ไม่ซับซ้อน ช่วยให้บรรยากาศยามค่ำคืนเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและความใกล้ชิด

นิทานที่มีข้อคิดเล็ก ๆ แทรกอยู่ในเรื่องราว ทำให้การอ่านหรือฟังนิทานไม่เพียงแต่เป็นความบันเทิง แต่ยังเป็นการส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ให้กันและกัน เสียงเล่าเบา ๆ ก่อนนอนจึงกลายเป็นเหมือนคำปลอบโยน ที่ทำให้หัวใจอุ่นขึ้นและพร้อมจะพักผ่อน

เมื่อเรื่องราวดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและอบอุ่น ผู้ฟังจะรู้สึกเหมือนได้เดินทางเข้าสู่โลกเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความน่ารักและความสบายใจ นิทานเบา ๆ แบบนี้จึงเหมาะทั้งสำหรับเด็กที่รอฟังนิทานก่อนนอน และสำหรับผู้ใหญ่ที่อยากสร้างช่วงเวลาพิเศษกับคนที่รัก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ บ้านเลี้ยงลูกสัตว์กำพร้าของแม่หมี มีลูกลิงตัวหนึ่งชื่อว่า “ต๋อง”

ต๋องเป็นลูกลิงแสนซนที่แม่หมีนำมาดูแลตั้งแต่แรกเกิด ต๋องไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ มันจึงรักแม่หมีเสมือนเป็นแม่แท้ ๆ ของมัน

เมื่อต๋องและเพื่อนสัตว์โตพอที่จะดูแลตัวเองได้ แม่หมีได้มอบหมายหน้าที่ให้ลูกสัตว์แต่ละตัวทำ ทั้งนี้เพื่อฝึกฝนให้ลูกสัตว์แต่ละตัวเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ

หน้าที่แรกที่ต๋องได้รับคือการหิ้วตะกร้าไปจ่ายตลาดแทนแม่หมี แต่เนื่องจากต๋องมีนิสัยซุกซน ระหว่างทาง… มันจึงเผลอเที่ยวเล่นโอ้เอ้ ทำให้ไปถึงตลาดช้าและซื้อกับข้าวได้ไม่ครบตามที่แม่หมีขอให้ซื้อ เมื่อแม่หมีสอนให้ต๋องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ต๋องก็อ้างว่าหน้าที่ที่มันได้รับยากลำบากกว่าลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ เพราะต้องเดินทางออกจากบ้าน มันจึงงอแงและขอเปลี่ยนหน้าที่กับเพื่อนเพื่อความยุติธรรม

แม่หมีถอนหายใจเฮือกใหญ่ในความเอาแต่ใจของต๋อง แต่เพื่อสอนให้ลูกลิงตัวน้อยสำนึกผิด แม่หมีจึงเปลี่ยนหน้าที่ของต๋องกับเจ้าแพนด้า โดยให้แพนด้าไปจ่ายตลาด แล้วให้ต๋องมาทำความสะอาดบ้านแทน

หน้าที่ทำความสะอาดเป็นหน้าที่ที่ได้อยู่บ้าน แต่เป็นงานที่หนักไม่ใช่เล่น ต๋องทำความสะอาดได้สัก ก็เผลอซนเอาน้ำยาล้างจานมาผสมกับน้ำ แล้วใช้หลอดเป่าน้ำยาจนกลายเป็นลูกโป่งฟองสบู่ล่องลอยไปทั่ว ต๋องเพลินกับการเล่นมากกว่าหน้าที่ที่ได้รับ ไป ๆ มา ๆ ต๋องก็ทำความสะอาดไม่เสร็จตามเวลา ทำให้คุณแม่หมีต้องเอ่ยปากตำหนิต๋องอีกครั้ง

เมื่อต๋องถูกตำหนิ มันก็อ้างว่าหน้าที่ที่มันได้รับยากลำบากกว่าหน้าที่ของลูกสัตว์บางตัว เช่น หน้าที่หุงข้าวของลูกกระต่ายตัวน้อย ต๋องโอดครวญว่ามันมีความรับผิดชอบไม่แพ้ใคร ๆ เลย ถ้ามันได้ทำหน้าที่ที่ง่ายกว่านี้ ดังนั้น มันจึงขอเปลี่ยนหน้าที่กับลูกกระต่ายเพื่อความยุติธรรม

แม่หมีส่ายหน้าด้วยความระอาใจ แต่เพื่อสอนลูกลิงตัวน้อย แม่หมีจึงยอมเปลี่ยนหน้าที่ของต๋องกับลูกกระต่าย โดยให้ลูกกระต่ายมาทำความสะอาดบ้าน แล้วให้ต๋องทำหน้าที่หุงข้าว

วันรุ่งขึ้น ต๋องตื่นแต่เช้าเตรียมหุงข้าวด้วยความกระตือรือร้น มันเอาข้าวสารไปซาวน้ำแล้วยกหม้อข้าวเตรียมหุง แต่ทันใดนั้นเอง เสียงการ์ตูนเรื่องโปรดจากโทรทัศน์ก็ดังแว่วมา ต๋องรีบวางหม้อข้าว แล้ววิ่งไปนั่งหน้าจอโทรทัศน์ทันที

หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น แพนด้าน้อยถือตะกร้ากลับจากตลาด, ลูกกระต่ายทำความสะอาดบ้านเสร็จเรียบร้อย, แม่หมีพาลูกสัตว์กำพร้าตัวน้อยอีกหลายตัวมานั่งเตรียมตัวกินข้าวเช้าที่โต๊ะอาหาร ครั้นเมื่อแม่หมีเปิดหม้อข้าว ทุกคนก็พบว่าในหม้อข้าวมีแต่ข้าวที่แช่อยู่ในน้ำ ไม่ใช่ข้าวที่หุงเสร็จแล้ว!

ทันทีที่ต๋องได้สติ มันก็รีบวิ่งจากหน้าจอโทรทัศน์มาที่ห้องครัว ณ เวลานั้น ต๋องเพิ่งรู้ว่ามันลืมกดปุ่มหุงข้าว ซึ่งเป็นหน้าที่ที่แสนง่ายดาย จนทำให้ทุก ๆ คนไม่มีข้าวกินในวันนี้

แพนด้าน้อยที่เหนื่อยจากการเดินทางไปตลาดและลูกกระต่ายที่ทำความสะอาดบ้านจนเหงื่อท่วมตัวได้แต่ทำหน้าผิดหวัง ส่วนแม่หมีได้แต่หันหน้าไปทางอื่นโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ

ต๋องรู้สึกผิดมากที่มันลืมกดปุ่มหุงข้าว ต๋องรู้ดีว่าเพื่อน ๆ และแม่หมี รวมทั้งลูกสัตว์ทั้งหลายคงหิวมาก เพราะทุกคนตื่นแต่เช้ามาทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่

การไปจ่ายตลาด, การทำความสะอาดบ้านหรือการหุงข้าว ทุกงานเป็นเพียงหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ไม่ว่างานจะยากหรือง่าย หากไม่มีความรับผิดชอบ งานก็ไม่มีทางลุล่วงไปได้

ต๋องเพิ่งตระหนักว่าปัญหาจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่ตัวงาน แต่อยู่ที่ตัวของมันเองต่างหาก

ต๋องรู้สึกผิดต่อทุก ๆ คน มันเอ่ยปากขอโทษและสัญญาว่ามันจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น โดยไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังกับมันอีก

แม่หมีและลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ ต่างให้อภัยต๋อง

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ต๋องก็นำบทเรียนที่ได้รับมาใช้เตือนใจตัวเองและมันก็ทำหน้าที่ทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายได้อย่างดีเยี่ยม โดยไม่เคยเผลอซุกซนจนลืมหน้าที่อีกเลย

ภาพประกอบท้ายเรื่องบทเรียนของต๋อง นิทานนำบุญ
Posted in นิทานนำบุญ, นิทานโลก, บทความ

นักแต่งนิทานที่ถูกลืม: เรื่องจริงของโลกนิทาน

ตอนที่ผมเป็นเด็ก ผมเข้าใจมาตลอดว่า นิทานอีสปคือนิทานที่แต่งโดย Aesop และนิทานกริมส์ก็คือนิทานที่แต่งโดย Brothers Grimm

แต่เมื่อผมเติบโตขึ้น ได้มาเป็นนักแต่งนิทาน และเริ่มค้นคว้านิทานนานาชาติเพื่อนำมาลงในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” ผมจึงพบว่า…ความเข้าใจนั้นอาจไม่ถูกต้องนัก

นักวิชาการจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า อีสปอาจไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง นิทานอีสปจึงอาจเป็นเพียงชื่อที่ใช้เรียกนิทานกรีกโบราณ ซึ่งถูกเล่าขานและถ่ายทอดต่อกันมา ก่อนจะมีผู้รวบรวมและเรียบเรียงในภายหลัง

ในขณะที่นิทานกริมส์ Brothers Grimm เองก็ไม่ได้ “แต่ง” นิทานเหล่านั้นขึ้นใหม่ หากแต่เป็นผู้รวบรวมนิทานพื้นบ้านของเยอรมนี แล้วนำมาเรียบเรียงให้เป็นหนังสือที่ผู้คนอ่านกันมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อค้นคว้าต่อไป ผมก็พบว่า ยังมีนักเขียนนิทานอีกจำนวนมากที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน คือการรวบรวมนิทานพื้นบ้านของตนเอง แล้วนำมาเรียบเรียงเผยแพร่

ส่วนนิทานจากเอเชียจำนวนมากที่เราคุ้นเคย ก็มักถูกระบุเพียงว่าเป็น “นิทานพื้นบ้าน” โดยไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง

ไป ๆ มา ๆ นิทานอมตะที่เรารู้จักกันดี เช่น ซินเดอเรลล่า สโนว์ไวท์ หนูน้อยหมวกแดง เจ้าหญิงนิทรา ราพันเซล แฮนเซลกับเกรเทล เจ้าชายกบ ลูกหมูสามตัว หรือแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ กลับเป็นนิทานที่เราไม่รู้ว่าใครคือผู้สร้างสรรค์ขึ้นเป็นคนแรก

นักแต่งนิทานจึงดูเหมือนเป็นบุคคลที่ถูกมองข้าม ราวกับไม่มีตัวตนอยู่เบื้องหลังเรื่องเล่าเหล่านั้น

แต่ก็ยังมีนักเขียนบางคน ที่เป็นทั้ง “ผู้แต่ง” และ “ผู้เขียน” นิทานของตนเองอย่างชัดเจน ทำให้นิทานของพวกเขามีลายเซ็นทางความคิดและจิตวิญญาณที่เด่นชัด

Hans Christian Andersen คือหนึ่งในนั้น เขาเขียนนิทานมากกว่า 150 เรื่อง และนิทานของเขาเต็มไปด้วยมุมมอง ความรู้สึก และสำนวนเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น เงือกน้อย ลูกเป็ดขี้เหร่ ราชินีหิมะ หรือ เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ ล้วนสะท้อนตัวตนของผู้เขียนอย่างชัดเจน

นอกจากนั้น ยังมีนักเขียนอย่าง Oscar Wilde และ Ivana Brlić-Mažuranić ที่แม้จะมีผลงานไม่มากนัก แต่ผลงานของพวกเขาก็ได้รับการยอมรับ และยังคงมี “ตัวตนของผู้แต่ง” ฝังอยู่ในนิทานอย่างชัดเจน

ในช่วงที่ผมได้อ่านนิทานของนักเขียนเหล่านี้ ผมรู้สึกเหมือนได้พบเพื่อนร่วมอาชีพ ได้เห็นวิธีคิด วิธีเล่า และบางครั้งก็ได้สังเกต “สิ่งที่ถูกซ่อนเอาไว้” ในรายละเอียดของนิทาน

นอกจากนี้ ผมยังได้อ่านบทวิเคราะห์จากนักวิชาการหลายคน บางคนพยายามเชื่อมโยงนิทานเข้ากับชีวิตของผู้แต่ง บางคนตีความว่านิทานแต่ละเรื่องสะท้อนความคิดหรือประสบการณ์บางอย่างของผู้เขียน

ผมอ่านแล้วก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

แต่เมื่อย้อนกลับมามองตัวเอง ในฐานะนักแต่งนิทานที่เขียนผลงานมากกว่า 400 เรื่อง สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจคือ “ไม่มีใครเข้าใจที่มาของนิทานได้ดีเท่ากับคนที่แต่งมันขึ้นมา” เพราะนิทานแต่ละเรื่อง อาจมีที่มาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บางเรื่องเกิดจากประสบการณ์ชีวิต บางเรื่องเกิดจากมุมมองต่อโลก บางเรื่องหยิบยืมจากชีวิตของคนอื่น และบางเรื่องก็เป็นเพียงการสร้างขึ้นจาก “แก่นความคิด” ที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น

น่าเสียดายที่นักเขียนอย่าง Hans Christian Andersen ไม่ได้บันทึกไว้ว่า นิทานแต่ละเรื่องของเขามีที่มาอย่างไร

ผมจึงคิดว่า ในเมื่อผมเองก็เป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง ที่มีผลงานจำนวนไม่น้อย การได้เขียนเล่าถึง “เบื้องหลัง” ของนิทานที่ผมแต่ง ก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนอ่าน

แม้ว่าวันนี้ “นิทานนำบุญ” จะยังไม่ได้เป็นนิทานที่โด่งดังในระดับโลก แต่สำหรับผม นิทานเหล่านี้มีตัวตน มีที่มา และมีความหมาย และผมก็คงเป็นคนเดียวที่สามารถเล่าเรื่องเหล่านั้นได้

หากวันหนึ่ง นิทานสักเรื่องสามารถสร้างความประทับใจให้เด็กคนหนึ่งได้ เรื่องเล่าเบื้องหลังเหล่านี้ ก็อาจช่วยเติมเต็มความเข้าใจ และคลายความสงสัยบางอย่างในใจของเขา

ผมจึงตั้งใจจะค่อย ๆ เล่าเรื่องราวของนิทานนำบุญแต่ละเรื่อง…ไปเรื่อย ๆ ถ้าใครอยากฟังเรื่องของนิทานเรื่องไหน ก็สามารถบอกผมไว้ได้ แล้วผมจะลองกลับไปค้นความทรงจำ และนำมันมาเล่าให้ฟังครับ

เผื่อว่าวันหนึ่ง ผมจะเป็นนักแต่งนิทาน…ที่ไม่ถูกลืม

เมื่อพูดถึงนิทานเรื่องแรก หลายคนอาจคิดว่า นิทานเรื่องแรกที่ผมแต่งคือนิทานเรื่องแรกที่ตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน แต่ในความเป็นจริง ก่อนที่จะมีโอกาสได้เป็นนักเขียนนิทานให้กับนิตยสารขวัญเรือน ผมเคยแต่งนิทานมาแล้ว 1 เรื่อง

นิทานเรื่องแรกที่ผมแต่ง มีชื่อว่า “อัศวินกระดาษวิเศษ”

ที่มาของนิทานเรื่องนี้ เริ่มขึ้นในช่วงปี 2537-2538 ตอนนั้นผมทำงานเป็นพิธีกรใส่ชุดหุ่นแมสคอตในรายการโทรทัศน์ชื่อ “บ้านน้อยซอยเก้า” รายการนี้เป็นรายการเด็กที่มีงบประมาณจำกัด ผมเห็นพี่ ๆ ทีมงานทำงานกันอย่างหนัก จึงอาสาช่วยแต่งนิทานสำหรับใช้เล่าในรายการ เพื่อแบ่งเบาภาระงานของพี่ ๆ

เมื่อเริ่มคิดจะแต่งนิทาน ผมก็นั่งคิดว่า เราควรแต่งนิทานเกี่ยวกับอะไรดี ที่เด็ก ๆ ฟังแล้วชอบ และสามารถนำไปต่อยอดเป็นกิจกรรมในช่วงต่อไปของรายการได้

ตอนนั้น ผมคิดถึงกิจกรรมพับกระดาษ หรือออริกามิ เพราะกระดาษเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย และเล่นสนุกได้หลายอย่าง การพับกระดาษจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนิทานเรื่องนี้

เมื่อได้สารตั้งต้นแล้ว ผมก็เริ่มคิดโครงเรื่องแบบง่าย ๆ ตามประสามือใหม่หัดแต่งนิทาน เป็นนิทานแนวบุกตะลุยผจญภัย ประเภทที่เจ้าหญิงถูกจับ แล้วมีพระเอกตามไปช่วย นิทานแนวนี้แต่งอย่างไรเด็กก็ชอบ ผมจึงตัดสินใจเลือกแต่งนิทานแนวนี้

เมื่อรู้แล้วว่านิทานจะเป็นแนวผจญภัยฝ่าด่านไปช่วยเจ้าหญิง และสิ่งสำคัญในการช่วยเจ้าหญิงคือ “การพับกระดาษ” ผมจึงเริ่มคิดต่อว่า พระเอกควรพับอะไรดี ที่จะช่วยให้เรื่องดำเนินต่อไปได้

ขั้นตอนนี้ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย

ถ้าคิดแบบง่ายที่สุด แค่ให้พระเอกพับกระดาษเป็นดาบวิเศษ แล้วใช้ดาบวิเศษจัดการกับผู้ร้าย เรื่องก็คงจบได้ไม่ยาก แต่ผมกลับรู้สึกว่า นิทานแบบนั้นมันยังไม่น่าสนใจพอ

แม้ตอนนั้นผมจะเป็นมือใหม่ในการแต่งนิทาน แต่ผมก็อยากแต่งนิทานที่เด็กฟังแล้วสนุก และมีอะไรบางอย่างที่น่าจดจำ

ผมคิดว่า ความสนุกของนิทานเรื่องนี้ น่าจะอยู่ตรง “การลุ้น” ว่าพระเอกจะพับกระดาษเป็นอะไร และสิ่งที่พับขึ้นมาจะช่วยแก้ปัญหาหรือฝ่าด่านได้อย่างไร นี่น่าจะเป็นจุดที่ทำให้เด็ก ๆ อยากติดตามเรื่องราวไปจนจบ

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มวางโครงเรื่องให้ชัดขึ้น

เรื่องเริ่มจากมียักษ์มาจับเจ้าหญิงไป พระราชาจึงประกาศหาคนมาช่วยเจ้าหญิง แต่พอคิดมาถึงตรงนี้ ผมก็เกิดคำถามขึ้นว่า “ทำไมพระราชาไม่ยกทัพไปช่วยเอง?”

คำตอบที่ผมคิดได้คือ ยักษ์ตัวนี้ต้องดุร้ายมาก แข็งแกร่งมาก หรือมีเวทมนตร์บางอย่างที่ทำให้ไม่มีใครสามารถจัดการได้ง่าย ๆ

การพยายามคิดให้เนื้อเรื่องมีเหตุผลรองรับ ทำให้นิทานเริ่มมีความแข็งแรงขึ้น และเมื่อผมกำหนดให้ยักษ์เป็นตัวร้ายที่เก่งและน่ากลัวจริง ๆ นิทานผจญภัยเรื่องนี้ก็เริ่มมีความท้าทายมากขึ้นตามไปด้วย

ต่อมาคือการสร้างพระเอก

ตอนแรกผมคิดจะให้พระเอกเป็นเจ้าชาย แต่คิดไปคิดมา ผมกลับรู้สึกว่า ถ้าให้พระเอกเป็นคนธรรมดา ที่มีกระดาษวิเศษเพียงแผ่นเดียว ซึ่งสามารถพับให้กลายเป็นอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา น่าจะน่าสนใจกว่า

แต่ผมก็ใส่เงื่อนไขเพิ่มเข้าไปว่า พระเอกจะต้อง “ใช้ความคิด” ในการพับกระดาษ ไม่ใช่พับแบบมั่ว ๆ

และตรงนี้เอง ที่ทำให้นิทานเริ่มมีแก่นเรื่องขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ “การใช้ความคิด สามารถช่วยให้เราแก้ปัญหาได้”

พอคิดได้แบบนี้ ผมก็รู้สึกว่านิทานเรื่องนี้เริ่มมีคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าสนุก ๆ ที่ฟังแล้วผ่านไป

เมื่อได้โครงเรื่องหลักแล้ว ผมก็เริ่มวางเส้นทางการผจญภัย ให้พระเอกเดินทางจากวังไปยังถ้ำของยักษ์บนภูเขา

สิ่งแรกที่พระเอกพับ คือเครื่องบินกระดาษ เพื่อใช้บินไปยังภูเขา แต่ผมไม่อยากให้เรื่องจบง่ายเกินไป จึงเพิ่มอุปสรรคระหว่างทาง เพื่อให้พระเอกได้พับกระดาษหลายครั้ง และเด็ก ๆ จะได้ลุ้นไปด้วยว่า ครั้งต่อไปพระเอกจะพับอะไร

ครั้งที่สอง ผมให้พระเอกพับกระดาษเป็นกบภูเขา เพื่อขี่ขึ้นไปยังปากถ้ำของยักษ์ จากนั้นก็เพิ่มอุปสรรคอีกอย่าง คือสุนัขต้องคำสาปที่เฝ้าปากถ้ำอยู่ เพื่อให้พระเอกได้พับกระดาษอีกครั้ง ซึ่งผมเลือกให้พับเป็น “ปืนสามเหลี่ยม”

การกำหนดให้พระเอกต้องพับกระดาษหลายครั้ง กลายเป็นลูกเล่นสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสนุกให้กับนิทาน และผมยังใช้คำซ้ำอย่าง “พับ…พับ…แล้วก็พับ” ในช่วงที่ตัวละครพับกระดาษ เพื่อให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการพูดตาม หรืออย่างน้อยก็ช่วยเพิ่มจังหวะลุ้นให้กับการเล่าเรื่อง

จริง ๆ แล้ว เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตอนที่พระเอกไปถึงปากถ้ำและจัดการสุนัขเฝ้าถ้ำได้แล้ว ฉากต่อไปก็ควรจะเป็นฉากสำคัญ คือการเผชิญหน้ากับยักษ์เพื่อช่วยเจ้าหญิง

แต่ตอนนั้น ผมจำได้ว่า ตัวเองถามตัวเองว่า

“ถ้าให้พระเอกพับกระดาษเป็นอาวุธวิเศษไปสู้กับยักษ์ นิทานเรื่องนี้ก็คงไม่ต่างจากนิทานทั่วไป”

ผมจึงเริ่มคิดว่า เราอยากแต่งนิทานธรรมดาเหมือนคนอื่น หรือเราอยากแต่งนิทานที่พิเศษไม่เหมือนใคร

แน่นอนว่า…ผมเลือกอย่างหลัง

แล้วจู่ ๆ ความทรงจำวัยเด็กเกี่ยวกับหนังสือปริศนาท้าสมองก็ผุดขึ้นมาในหัว ผมจำได้ว่า เคยมีเกมที่ท้าทายให้พับกระดาษให้เกิน 7 หรือ 8 ทบ ซึ่งตอนเด็ก ๆ ผมรู้สึกตื่นเต้นกับมันมาก

ผมจึงคิดว่า ถ้านำสิ่งนี้มาใส่ไว้ในนิทาน เด็ก ๆ ที่ฟังก็น่าจะตื่นเต้นเหมือนกัน และที่สำคัญ มันจะทำให้นิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องนี้ แตกต่างจากนิทานเรื่องอื่นทันที

ถ้าสังเกตให้ดี วิธีแก้ปัญหาด้วยการท้าทายให้ยักษ์พับกระดาษให้เกิน 8 ทบ ก็ยังสอดคล้องกับแก่นเรื่องเดิม คือ “การใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหา”

นั่นหมายความว่า ทุกอย่างในนิทานเริ่มเชื่อมโยงกันโดยธรรมชาติ ทั้งโครงเรื่อง ตัวละคร วิธีแก้ปัญหา และข้อคิดของเรื่อง

เมื่อผมแต่งนิทานเสร็จและนำไปเล่าในรายการโทรทัศน์ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเด็ก ๆ ฟังจบ คือเด็กทุกคนอยากลองพับกระดาษให้เกิน 8 ทบด้วยตัวเอง

และเมื่อพวกเขาทำไม่ได้แบบเดียวกับยักษ์ เด็ก ๆ ก็จะรู้สึกทึ่งกับสติปัญญาของพระเอกในเรื่อง

หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสเล่านิทานเรื่องนี้ให้เด็กฟัง สิ่งที่เกิดขึ้นก็มักจะเหมือนเดิม คือเด็ก ๆ จะขอลองพับกระดาษตามเสมอ

ต่อมา เมื่อผมได้เขียนนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน ผมจึงนำนิทานเรื่องนี้กลับมาเขียนและเผยแพร่อีกครั้งในวงกว้าง

ในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ผมเพิ่งสังเกตว่า ตัวเองมีความเพี้ยนไม่ใช่เล่น

จริง ๆ แล้ว การแต่งนิทานในฐานะมือสมัครเล่น มันไม่จำเป็นต้องเล่นท่ายากขนาดนี้ก็ได้ แค่แต่งนิทานแนวพระเอกบุกฝ่าด่านไปช่วยเจ้าหญิง ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

แต่พอมองย้อนกลับไป ผมกลับเห็นวิธีคิดของตัวเองชัดมาก ว่าผมไม่ได้คิดแค่ “เล่าเรื่องให้จบ”

ผมคิดทั้งแนวเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร แก่นเรื่อง จังหวะลุ้นของเด็ก การมีส่วนร่วมของคนฟัง การใช้คำซ้ำ รวมถึงท่าไม้ตายเรื่อง “พับกระดาษ 8 ทบ” ที่ทำให้นิทานเรื่องนี้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นกับนิทานเรื่องแรกที่ผมแต่ง

ทั้งที่ในวันนั้น ผมยังไม่รู้เลยว่า วันหนึ่งตัวเองจะกลายมาเป็นนักแต่งนิทานอาชีพ

ตอนที่ผมเป็นเด็ก ทุกครั้งที่ครอบครัวซื้อนิตยสารขวัญเรือนเข้าบ้าน ผมจะรีบเปิดไปอ่านนิทานที่อยู่ท้ายเล่มทันที เหมือนมันเป็น “ของขวัญสุดพิเศษสำหรับเด็ก” ที่ต้องรอนานถึง 15 วันกว่าจะได้อ่านสักครั้ง

ผมสารภาพตรง ๆ ว่า ทุกวันนี้จำเนื้อเรื่องนิทานที่อ่านตอนเด็กไม่ได้เลยสักเรื่อง แต่ผมจำความรู้สึกได้ มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นขวัญเรือนฉบับใหม่มาวางอยู่ในบ้าน แล้วเรารีบคว้านิตยสารไปนั่งเปิดอ่านนิทานในนั้น

ตอนที่ผมเรียนจบปริญญาตรีและเริ่มสนใจงานด้านเด็กอย่างจริงจัง ผมเคยคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งตัวเองได้แต่งนิทานลงขวัญเรือนก็คงดีนะ แต่ตอนนั้นมันเป็นเพียงความฝัน เพราะสำหรับผม ขวัญเรือนคือนิตยสารอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย การจะได้เขียนนิทานลงในนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม

แต่แล้วจู่ ๆ ในช่วงที่ผมเริ่มทำงานเป็นผู้สอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กประถม (และเป็นผู้จัดการ) ในบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งซื้อแฟรนไชส์หลักสูตรจากแคนาดามาใช้สอนเด็ก ผมกลับได้รับการชักชวนจากนิตยสารขวัญเรือน ให้เป็นนักเขียนนิทานที่ต้องส่งต้นฉบับทุก ๆ 15 วัน

โอกาสครั้งนั้นเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันมาก แม้ผมจะกังวลว่าตัวเองจะเขียนนิทานได้ไหม และยิ่งคิดว่าต้องส่งต้นฉบับทุก 15 วัน ทั้งที่งานประจำก็หนักมาก ผมก็ยิ่งไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะทำไหวหรือเปล่า

แต่เมื่อใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจรับงาน และเริ่มต้นการเป็นนักเขียนนิทานให้ขวัญเรือนในปี พ.ศ. 2542

การเป็นนักเขียนนิทานให้ขวัญเรือน เป็นเรื่องที่ทำให้ผมกังวลมาก เพราะขวัญเรือนเต็มไปด้วยผลงานของนักเขียนชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ขณะที่ตัวผมเองเป็นคนถนัด “พูด” มากกว่า “เขียน”

แม้จะเรียนจบจากคณะวารสารศาสตร์ฯ ธรรมศาสตร์ แต่สิ่งที่เราเรียนกันส่วนใหญ่คือการเขียนบทด้วยภาษาพูด ไม่ใช่ภาษาเขียนแบบงานวรรณกรรม ดังนั้น พอผมต้องมาเขียนในฐานะ “นักเขียนจริง ๆ” สิ่งที่กังวลจึงไม่ใช่แค่การคิดนิทานเรื่องใหม่ ๆ เท่านั้น แต่คือการเขียนออกมาให้เป็นภาษาเขียนที่ถูกต้องด้วย

เมื่อเริ่มรับงาน ผมก็เข้าสู่วงจรของ “หนุ่มรายปักษ์” ทันที คือใช้เวลาทั้ง 15 วันคิดและเขียนนิทานเรื่องใหม่ เพื่อให้นิตยสารสามารถปิดเล่มและตีพิมพ์ได้ทันเวลา

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ในช่วง 10 ปีแรก ผมใช้เวลาเกือบทั้ง 15 วันไปกับนิทานแต่ละเรื่อง ทั้งที่นิทานยาวเพียงประมาณ 2 หน้ากระดาษ A4 เท่านั้น

ผมพยายามใช้แทบทุกนาทีที่มีอยู่กับการคิดนิทานและเขียนมันออกมาให้ดีที่สุด เหมือนผมต้องแบกนิทานติดตัวไปทุกที่…ทุกลมหายใจ

เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงนิทานเรื่องแรกที่เขียนให้ขวัญเรือน นิทานเรื่องนั้นมีชื่อว่า “แม่มดใจดี”

ผมจำได้ว่า ตอนเริ่มคิดนิทานเรื่องนี้ ผมเริ่มจากการอยากแต่งนิทานที่มี “แม่มด” เป็นตัวเอก

เมื่ออยากให้แม่มดเป็นตัวเอก ผมก็คิดต่อว่า แม่มดคนนี้น่าจะเป็น “คนดี” และถ้าเป็นแม่มดที่ดี เธอก็ควรแตกต่างจากภาพจำของแม่มดทั่วไป ที่มักแก่ น่ากลัว และใจร้าย

พอคิดได้แบบนี้ ตัวละคร “แม่มดใจดี” จึงค่อย ๆ ถือกำเนิดขึ้น เธอเป็นแม่มดสาวแสนสวย ใจดี และชอบใส่ชุดสีขาว

เมื่อได้ตัวละครหลักแล้ว ผมก็คิดต่อว่า แม่มดต้องอยู่คู่กับเวทมนตร์ แม่มดทั่วไปใช้เวทมนตร์ทำเรื่องชั่วร้าย แล้วแม่มดใจดีควรใช้เวทมนตร์ทำอะไรดีนะ?

แน่นอนว่า ถ้าแม่มดใจร้ายใช้เวทมนตร์ทำร้ายคน แม่มดใจดีก็ควรใช้เวทมนตร์ช่วยเหลือคน

แต่แค่นั้นยังไม่พอ เพราะสิ่งที่แม่มดทำควรเป็นสิ่งที่เด็กอ่านแล้วรู้สึกสนุกด้วย

ผมคิดไปคิดมา จนมาลงตัวที่ “การทำขนม” เพราะขนมเป็นสิ่งที่เด็กส่วนใหญ่ชอบอยู่แล้ว

เมื่อเริ่มเห็นภาพตัวละครชัดขึ้น ขั้นต่อไปคือการคิดโครงเรื่อง

ผมเริ่มจากการวางให้แม่มดสาวแสนสวยคนนี้ เป็นแม่มดที่ชอบทำแต่สิ่งดี ๆ และชอบทำขนม

แต่เมื่อเธอแตกต่างจากแม่มดตนอื่น สิ่งที่ตามมาจึงน่าจะเป็นความอิจฉา การนินทา หรือการถูกมองว่าแปลกแยก

ผมจึงคิดต่อว่า แม่มดใจดีควรตอบสนองต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร เธอควรปะทะกลับ หรือควรทำในสิ่งที่ตัวเองรักต่อไปโดยไม่สนใจคำพูดของคนอื่น

สุดท้าย ผมเลือกให้แม่มดยังคงทำขนมต่อไป โดยไม่สนใจคำว่าร้ายของแม่มดตนอื่น และผมก็เลือกให้ขนมของเธอน่ากินมาก จนแม่มดที่เคยนินทาอยากกินขนมจนตัวสั่น

เมื่อแต่งมาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มมองเห็นว่า ถ้าเราให้แม่มดใจดีตั้งเงื่อนไขว่า “ใครอยากชิมขนม ต้องทำความดีมาแลก” และเมื่อเหล่าแม่มดใจร้ายได้ลองทำความดี พวกเธอก็ค้นพบความสุขบางอย่างขึ้นมา

ตรงนี้เอง ที่ผมเริ่มเห็นแก่นเรื่องของนิทาน “การทำความดี ทำให้เกิดความสุข” ว้าว…มันเป็นแก่นเรื่องธรรมดา ๆ แต่ผมรู้สึกว่ามันดีมากเลยนะ

เมื่อเห็นภาพรวมของนิทานชัดขึ้น ผมจึงเริ่มเติมรายละเอียดเพื่อให้เด็ก ๆ สนุกมากขึ้น โดยเฉพาะการตั้งชื่อขนมแปลก ๆ ที่ฟังแล้วทั้งขำและชวนสงสัย

วิธีนี้เป็นสิ่งที่ผมเคยสัมผัสจากงานของโรอัลด์ ดาห์ล เขามักสร้างคำประหลาด ๆ ที่อ่านแล้วไม่เข้าใจทั้งหมด แต่รู้สึกสนุก เช่น scrumdiddlyumptious หรือ whizzpopping

แต่ในการแต่งนิทานของผม ผมไม่ได้เปิดหนังสือของเขาเพื่อลอกเลียนอะไรนะครับ ผมเพียงได้รับแรงบันดาลใจจาก “ความรู้สึกสนุกของภาษา” แล้วนำมาคิดต่อในแบบของตัวเอง โดยเลือกตั้งชื่อขนมหรืออาหารให้เกี่ยวกับผีหรือเรื่องสยองขวัญแทน

เมื่อคิดโครงเรื่องได้แล้ว สิ่งที่ยากที่สุดกลับไม่ใช่การคิดนิทาน แต่คือ “การเขียน”

ในเวลานั้น ผมไม่มั่นใจเลยว่าสิ่งที่ตัวเองเขียนถูกต้องตามหลักภาษาหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจว่า สิ่งที่คิดอยู่ในหัวควรถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน รูปประโยคที่ผมมีในหัวก็ยังจำกัดมาก

ผมจึงค่อย ๆ เขียนนิทานทีละคำ ทีละประโยค พยายามทำให้มันเป็นภาษาเขียนที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้

ผมอยากให้ทุกคนลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราต้องเขียนงานลงในนิตยสารที่เต็มไปด้วยนักเขียนระดับประเทศ นักเขียนชั้นครู และนักเขียนอาชีพ ทั้งที่ตัวเราเองยังเป็นเพียง “มือใหม่หัดเขียน” เราจะรู้สึกเกร็งขนาดไหน

และนั่นก็คือสิ่งที่ผมรู้สึกอยู่ตลอดเวลา

ผมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้นานหลายปี ความอ่อนหัดของตัวเอง ทำให้ผมพยายามเขียนนิทานทุกเรื่องอย่างสุดชีวิต ก่อนจะยอมส่งต้นฉบับให้ขวัญเรือน ผมจะแก้แล้วแก้อีก แก้จนถึงวันสุดท้าย เรียกได้ว่า ผมทุ่มเต็มที่กับนิทานทุกเรื่องจริง ๆ

และในช่วง 10 ปีแรกของการเขียนนิทาน ผมไม่เคยกล้าเรียกตัวเองว่า “นักเขียน” เลย เพราะผมรู้ดีว่า ตัวเองยังไม่เก่งพอสำหรับคำนั้น

นี่คือเรื่องราวเท่าที่ผมนึกได้ เกี่ยวกับนิทานเรื่องแรกที่ผมเขียนลงในนิตยสารขวัญเรือน รวมถึงความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น

ตอนนั้น ผมเองก็ไม่มั่นใจว่า นิทานที่เขียนจะถูกใจกองบรรณาธิการหรือเปล่า และไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะได้เขียนต่ออีกกี่ฉบับ สิ่งเดียวที่ผมทำได้ในวันนั้น คือ “ทำให้ดีที่สุด”

และนี่คือผลงานเรื่องแรกของนักเขียนนิทานมือใหม่คนนั้น

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานาสอนใจเด็ก

บทเรียนของนางฟ้า : นิทานก่อนนอน พร้อมข้อคิดดี ๆ

ในชีวิตของนักแต่งนิทานที่ต้องคิดนิทานเรื่องใหม่ ๆ ทุก 2 สัปดาห์ ยาวนานถึง 17 ปี บ่อยครั้งที่ผมต้องแต่งนิทานที่มีตัวละครแบบเดิม (เช่น พ่อมด แม่มด เจ้าชาย เจ้าหญิง หรือ นางฟ้า) ให้ได้นิทานเรื่องใหม่ที่ไม่ซ้ำเดิม

นิทานเรื่อง ” บทเรียนของนางฟ้า” เป็นตัวอย่างของนิทานที่มีตัวละครหลักเป็นนางฟ้า ที่ผมเชื่อว่า รายละเอียดของเนื้อเรื่องมีความแตกต่างจากนิทานนางฟ้าเรื่องอื่น ๆ แถมมีความสนุกและมีข้อคิดที่น่าจะเป้นประโยชน์ต่อเด็ก ๆ

หวังว่านิทานก่อนนอนเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุขก่อนนอนนะครับ

‘มินมิน’ เป็นนางฟ้าองค์น้อยที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นประถม แม้เธอจะมีหน้าตาน่ารักและมีจิตใจงดงามไม่ต่างจากนางฟ้าทั้งหลาย แต่ด้วยความไม่รอบคอบของเธอ มินมินจึงใช้เวทมนตร์ผิดพลาดทำให้สอบตกและไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนกับเพื่อน ๆ

คุณครูของมินมินสงสารจึงให้โอกาสลูกศิษย์สอบซ่อมอีกครั้ง โดยคุณครูย้ำให้มินมินระมัดระวังในการใช้เวทมนตร์มากขึ้นกว่าครั้งก่อน แต่ด้วยความเป็นเด็ก..มินมินจึงได้แต่ปล่อยให้คำเตือนของคุณครูเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะมัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้ร่ายเวทมนตร์สนุก ๆ

เมื่อวันสอบซ่อมมาถึง มินมินบินไปที่หมู่บ้านใกล้ ๆ และพบว่า หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านดูแห้งแล้งจนน่าเป็นห่วง มินมินอยากได้คะแนนจากการใช้เวทมนตร์เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก มินมินจึงรีบท่องคาถาว่า “โอม…ตุ๊กแกกะละแมจิ้งจก ขอบันดาลให้ฝนจงตก” ซึ่งเมื่อสิ้นเสียง สายฝนก็โปรยปรายลงมาทันที

ชาวไร่ชาวนาต่างดีใจที่ฝนตกลงมาทำให้ท้องไร่ท้องนาชุ่มฉ่ำ แต่ในขณะเดียวกัน พวก แม่บ้านที่ตากผ้าอยู่กลับส่งเสียงโวยวายด้วยความไม่พอใจ แล้วรีบวิ่งออกจากบ้านเพื่อเก็บเสื้อผ้ากันอย่างจ้าละหวั่น

มินมินตกใจที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้เหล่าแม่บ้านโมโหโทโส และด้วยเหตุที่มินมินรู้ว่าแม่บ้านทั้งหลายชอบอากาศหนาว ๆ เย็น ๆ เพราะจะได้ใส่เสื้อกันหนาวสวย ๆ แถมยังทำงานได้โดยไม่มีเหงื่อ มินมินจึงรีบท่องคาถาเอาใจแม่บ้านว่า “โอม…ผักคะน้าผักบุ้งผักกาดขาว เปลี่ยนสายฝนเป็นสายลมหนาว” เมื่อสิ้นเสียง สายฝนที่ตกอยู่แหม็บ ๆ ก็แปรสภาพกลายเป็นหิมะในชั่วพริบตา

แม่บ้านทั้งหลายต่างดีใจที่เห็นหิมะตกลงมาพร้อมกับอากาศเย็นสบายดุจเนรมิต พวกเธอจึงรีบใส่เสื้อหนาวสีสวยออกมาอวดกันเป็นการใหญ่ มินมินมีความสุขมากที่การใช้

เวทมนตร์ของเธอช่วยแก้สถานการณ์ได้เป็นผลสำเร็จ แต่ในขณะนั้นเอง มินมินก็เหลือบไปเห็นเด็กยากจนหลาย ๆ คนกำลังนั่งหนาวสั่นอยู่ที่หน้ากระท่อม เพราะพวกเขาไม่มีเสื้อกันหนาวอย่างคนอื่น ๆ

มินมินเสียใจที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้เด็กหลาย ๆ คนต้องมาผจญกับอากาศหนาวอยู่เช่นนี้ มินมินจึงรีบท่องคาถาว่า “โอม…กระเทียมกระโถนกระท้อน เปลี่ยนลมหนาวเป็นสายลมร้อน” เมื่อสิ้นเสียง หิมะก็หยุดตก แล้วแสงแดดจัดจ้าก็ส่องลงมาให้ความอบอุ่นแก่เด็ก ๆ ในชั่วบัดดล

เด็ก ๆ ดีใจมากที่อากาศหนาวหายไปกลายเป็นวันฟ้าใสแบบในฤดูร้อน แต่ในขณะ เดียวกัน ชาวไร่ชาวนากับเหล่าแม่บ้านก็พากันโวยวายและตั้งท่าจะไปร้องเรียนเรื่องที่เกิดขึ้นให้คุณครูนางฟ้าได้รู้

มินมินสับสนจนทำอะไรไม่ถูก เธออยากทำให้ทุก ๆ คนมีความสุข แต่การทำให้คนทุกคนมีความสุขเท่า ๆ กันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มินมินมีเวลาคิดแก้ปัญหาเพียงครู่เดียว ในที่สุด นางฟ้าองค์น้อยก็ตัดสินใจร่ายมนตร์เอื้อประโยชน์ให้ทุก ๆ คน โดยเธอท่องคาถาว่า “โอม…

ถุงเท้ากางเกงกระโปรง ร้อน-หนาว-ฝน คนละชั่วโมง” เมื่อสิ้นเสียง อากาศร้อนก็ร้อนต่อไปอีก 1 ชั่วโมง แล้วจึงเปลี่ยนเป็นฝนตก 1 ชั่วโมง จากนั้น สายฝนก็กลายสภาพเป็นหิมะตกติดต่อไปอีก 1 ชั่วโมง วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่ยอมหยุด

และแล้ว…เวทมนตร์ของมินมินก็เอื้อประโยชน์ให้แก่ทุก ๆ คนอย่างเท่าเทียมกันที่สุด เพราะหลังจากที่มินมินว่าคาถาผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง เสียงโวยวายของใครต่อใครก็ค่อย ๆ เงียบหายไป โดยมันแปรเปลี่ยนเป็นเสียงฮัดเช่ย ๆ ของคนที่เป็นหวัดดังกระจายมาจากทั่วทุกมุมของหมู่บ้าน

ในที่สุด คุณครูนางฟ้าก็จำเป็นต้องมาช่วยแก้ปัญหาด้วยการเสกคาถารักษาหวัดให้กับทุก ๆ คน ส่วนการใช้เวทมนตร์อย่างไม่รอบคอบของมินมินก็ทำให้เธอต้องสอบตกอีกเป็นครั้งที่สอง

แม้มินมินจะไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนกับนางฟ้าองค์อื่น ๆ แต่เธอก็ได้บทเรียนแล้วว่า การร่ายเวทมนตร์แต่ละครั้ง จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและต้องคิดถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย

ความรู้มักเกิดขึ้นหลังจากความไม่รู้เสมอ  และในปีต่อมา เมื่อมินมินใช้ความรอบคอบในการร่ายเวทมนตร์มากขึ้นกว่าเดิม  เธอก็สามารถสอบผ่านวิชาเวทมนตร์ได้เป็นผลสำเร็จ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

น้องหนูจูจุ๊บ : นิทานเด็กกับพลังจูจุ๊บมหัศจรรย์

ในโลกของเด็กเล็ก ๆ ความรักและความอบอุ่นมักถูกถ่ายทอดผ่านรอยยิ้มและการกอด แต่สำหรับ น้องหนูจูจุ๊บ เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความน่ารัก เธอมีพลังวิเศษที่ไม่เหมือนใคร พลังนั้นคือ “พลังจูจุ๊บ” ที่สามารถเปลี่ยนทุกวันธรรมดาให้กลายเป็นวันที่สดใส

นิทานเรื่องนี้จะพาคุณผู้อ่านเข้าสู่การผจญภัยที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ความรัก และมิตรภาพ เหมาะสำหรับใช้เป็น นิทานก่อนนอน, นิทานเด็กเล็ก, และ นิทานสอนใจ ที่ช่วยให้หัวใจของผู้อ่านอบอุ่นทุกครั้งที่เปิดอ่าน

นานมาแล้ว มีเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งชื่อว่าครีม น้องครีมอายุ 2 ขวบ เธอเป็นเด็กดี…ไม่ดื้อไม่ซน นางฟ้าประจำตัวจึงเนรมิตพลังจูจุ๊บให้น้องครีมเป็นของขวัญ พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ น้องครีมชอบใช้พลังของเธอในการทำให้คนรอบข้างมีความสุข

ทุก ๆ เช้า น้องครีมจะปลุกคุณพ่อคุณแม่ด้วยการจูจุ๊บที่ข้างแก้ม พลังจูจุ๊บที่แสนวิเศษของน้องครีมทำให้คุณพ่อรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ส่วนคุณแม่ก็เกิดอาการคึกคักสดชื่น…อยากลุกไปทำกับข้าว คุณพ่อคุณแม่ชอบให้น้องครีมจูจุ๊บ น้องครีมเองก็มีความสุขที่ได้จูจุ๊บคุณพ่อคุณแม่

หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ไปทำงาน น้องครีมต้องอยู่บ้านกับคุณทวดและคุณป้า คุณทวดเป็นแม่ของคุณยายซึ่งเสียไปแล้ว คุณทวดมีลูกเพียงคนเดียว ดังนั้น ท่านจึงค่อนข้างเศร้าและว้าเหว่ น้องครีมรักคุณทวดเพราะคุณทวดน่ารัก ทุก ๆ วัน น้องครีมจะคอยจูจุ๊บคุณทวดที่มือและแก้ม พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ คุณทวดอุ่นใจและมีความสุขเมื่อน้องครีมจูจุ๊บท่าน

ช่วงสาย ๆ คุณป้ามักจะอุ้มน้องครีมไปอาบน้ำ น้องครีมไม่ชอบอาบน้ำ แต่เธอไม่เคยบ่น สิ่งเดียวที่น้องครีมชอบเวลาเข้าห้องน้ำคือการได้เล่นกับเจ้าเป็ดน้อยตัวเหลืองอ๋อย น้องครีมชอบเป็ดน้อยที่สุด แต่น้องครีมไม่รู้ว่าเป็ดน้อยชอบเธอบ้างหรือเปล่า วันหนึ่ง เมื่อคุณป้าออกจากห้องน้ำไปรับโทรศัพท์ น้องครีมจึงลองจูจุ๊บเจ้าเป็ดน้อย

เมื่อเจ้าเป็ดน้อยโดนจูจุ๊บ เจ้าเป็ดน้อยที่ทำจากยางก็กลายร่างเป็นเป็ดตัวใหญ่ที่มีชีวิต พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ เจ้าเป็ดบอกให้น้องครีมขึ้นขี่หลัง จากนั้น มันก็พาน้องครีมดำลงไปในอ่างน้ำเพื่อเดินทางไปยังดินแดนลึกลับ

ทันทีที่เจ้าเป็ดพาน้องครีมไปถึงดินแดนลึกลับ น้องครีมจ้องมองสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวพลางถามเจ้าเป็ดว่าโน่นอะไร…นี่อะไร….ไม่ยอมหยุด น้องครีมไม่เคยคิดมาก่อนว่าพลังในการจูจุ๊บของเธอจะทำให้เธอได้พบกับสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจได้ถึงขนาดนี้ น้องครีมเห็นไดโนเสาร์ตัวโต, นางฟ้าแสนสวย, เงือกน้อยน่ารักและสิ่งมหัศจรรย์ต่าง ๆ ที่ยากจะสาธยายได้หมด

ในขณะที่น้องครีมกำลังตื่นเต้นกับสิ่งรอบ ๆ ตัวอยู่นั้น จู่ ๆ น้องครีมก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ดูผิดแปลกไปจากปกติ น้องครีมค่อย ๆ คิด…ค่อย ๆ นึก ในที่สุด น้องครีมก็พบว่าไดโนเสาร์, นางฟ้า, เงือกน้อยและใครต่อใครในดินแดนแห่งนี้ต่างมีหน้าตาท่าทางที่ดูเศร้า ๆ อย่างไรบอกไม่ถูก น้องครีมไม่อยากเห็นใครทำหน้าเศร้า เธอคิดว่าพลังของเธอน่าจะทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นได้บ้าง ด้วยเหตุนี้ น้องครีมจึงกระซิบเจ้าเป็ดเพื่อนรัก แล้วให้เจ้าเป็ดพาเธอไปจูจุ๊บทุก ๆ คนที่อยู่ในดินแดนแห่งนั้น

เมื่อน้องครีมจูจุ๊บไดโนเสาร์, นางฟ้า, เงือกน้อยและใครต่อใครในดินแดนลึกลับ พวกเขาก็เกิดความรู้สึกชื่นบานขึ้นมาอย่างประหลาด พลังจูจุ๊บของน้องครีมเป็นพลังที่แสนวิเศษ ดินแดนลึกลับแปรเปลี่ยนเป็นดินแดนที่สดใสเปี่ยมสุขในเวลาเพียงชั่วพริบตา

น้องครีมเล่นสนุกกับเพื่อนใหม่จนเหนื่อยอ่อน และเมื่อถึงเวลาอันควร น้องครีมก็ให้เจ้าเป็ดเพื่อนรักพาเธอกลับบ้าน

เจ้าเป็ดผู้น่ารักพาน้องครีมมาถึงห้องน้ำทันเวลาที่คุณป้ากลับจากรับโทรศัพท์พอดี เจ้าเป็ดกลายร่างเป็นเป็ดน้อยตัวเหลืองอ๋อยดังเดิม ส่วนเวลาที่ดูเนิ่นนานในดินแดนลึกลับก็เท่ากับเวลาเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวในโลกปกติ น้องครีมเก็บเรื่องราวทั้งหมดไว้เป็นความลับ จากนั้น น้องครีมก็ปล่อยให้คุณป้าอาบน้ำให้เธอจนตัวหอมฟุ้ง

คืนวันนั้น น้องครีมเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำด้วยความเหนื่อยอ่อน พลังจูจุ๊บที่แสนวิเศษทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นมากมาย และก่อนที่น้องครีมจะผล็อยหลับไปเพียงครู่เดียว เธอก็รู้สึกว่ามีริมฝีปากอุ่น ๆ ของคนสองคนมาจูจุ๊บที่ข้างแก้มจนเธออดที่จะนอนอมยิ้มไม่ได้ คุณพ่อกับคุณแม่ชอบแอบเข้ามาจูจุ๊บที่แก้มแบบนี้เสมอ น้องครีมชอบให้คุณพ่อคุณแม่จูจุ๊บ เพราะพลังจูจุ๊บของคุณพ่อคุณแม่ช่วยทำให้น้องครีมนอนหลับฝันดีได้ตลอดทั้งคืน

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

พระราชาองค์ใหม่: นิทานสอนใจเรื่องเจ้าชายกับความซื่อสัตย์

ในการตัดสินใจเลือกใครสักคนมาเป็นพระราชาองค์ใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพระราชาองค์ปัจจุบันมีพระโอรสที่พร้อมจะขึ้นครองบัลลังก์ถึงสามพระองค์ และทุกพระองค์ต่างมีความเหมาะสมที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

พระราชาจึงใช้วิธีแบบโบราณในการตัดสิน ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้คนในอดีตเชื่อถือกันมาอย่างยาวนาน และแม้ว่าวิธีนี้จะดูเหมือนเป็นเพียงการเสี่ยงโชค แต่แท้จริงแล้ว มันกลับเป็นบททดสอบที่ช่วยเผยให้เห็นสิ่งสำคัญบางอย่างในตัวของแต่ละคน

แล้วบททดสอบครั้งนี้จะบอกอะไรเกี่ยวกับเจ้าชายทั้งสามบ้าง และใครกันแน่ที่จะเหมาะสมกับการเป็นพระราชาองค์ใหม่มากที่สุด นิทานเรื่องนี้มีคำตอบรออยู่ให้ติดตาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาผู้แสนดีองค์หนึ่ง ทรงเป็นที่รักของประชาชนโดยถ้วนหน้า ครั้นเมื่อพระราชาทรงชราภาพ พระองค์จึงคิดที่จะเฟ้นหาพระราชาองค์ใหม่ เพื่อให้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของประชาชนสืบต่อจากตน แต่ด้วยเหตุที่พระราชามีลูกชายอยู่ถึงสามพระองค์ ดังนั้น พระราชาจึงคิดให้เจ้าชายทั้งสามยิงธนูเลือกคู่ตามประเพณีโบราณ แล้วใช้ผลจากการเลือกคู่ในครั้งนี้ ตัดสินว่าลูกคนใดควรเป็นพระราชาองค์ต่อไปมากที่สุด!

ตามประเพณีการเลือกคู่ เจ้าชายจะต้องขึ้นไปยังหอคอยยอดปราสาท แล้วง้างศรยิงธนูเพื่อทำการเสี่ยงทาย ซึ่งหากลูกธนูไปตกใกล้กับสตรีนางใด เจ้าชายก็จะต้องแต่งงานกับสตรีนางนั้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

เมื่อวันเลือกคู่มาถึง เจ้าชายองค์โตทรงแกล้งเล็งธนูไปยังบ้านของกลุ่มขุนนาง เพราะพระองค์เชื่อว่า การแต่งงานกับสตรีสูงศักดิ์ จะทำให้พระองค์เหมาะสมกับตำแหน่งพระราชามากกว่าเจ้าชายพระองค์อื่น

ฝ่ายเจ้าชายองค์กลางผู้ต้องการเป็นพระราชาเช่นเดียวกันนั้น พระองค์ทรงแกล้งเบี่ยงคันศรให้หันไปยังสำนักปราชญ์ที่อยู่กลางป่า แล้วยิงธนูโดยคาดหวังว่า การมีภรรยาเป็นหญิงสาวผู้รอบรู้ น่าจะช่วยให้พระองค์มีโอกาสได้เป็นพระราชามากยิ่งขึ้น

ส่วนเจ้าชายองค์เล็กผู้เป็นคนซื่อตรงกลับทำการต่างไปจากพี่ ๆ คือพระองค์ทรงยิงธนูขึ้นไปบนฟ้าตามประเพณีปฏิบัติ แล้วปล่อยให้ลูกธนูเลือกเนื้อคู่ให้แก่พระองค์ตามพลังแห่งพรหมลิขิต

ครั้นเมื่อเจ้าชายองค์โตเดินทางไปเก็บลูกธนู พระองค์ก็ทรงตกใจมากที่เห็นลูกธนูปักอยู่ในหนองน้ำซึ่งมีคางคกอยู่เต็มไปหมด เจ้าชายองค์โตไม่อยากมีชายาเป็นคางคก ดังนั้น พระองค์จึงดึงลูกธนูออกจากหนองน้ำ แล้วขว้างลูกธนูเข้าไปในบ้านของขุนนางเพื่อที่พระองค์จะได้แต่งงานกับหญิงสาวผู้มีชาติตระกูลสูง

ฝ่ายเจ้าชายองค์กลางเองก็ตกใจไม่แพ้พี่ชาย เพราะแม้ว่าลูกธนูของพระองค์จะพุ่งไปตกยังสำนักของเหล่าปราชญ์ แต่มันกลับไปปักอยู่ที่กิ่งไม้ซึ่งมีนกฮูกสาวยืนหลับอยู่ เจ้าชายองค์กลางไม่อยากมีชายาเป็นนกฮูก ดังนั้น พระองค์จึงดึงธนูออกจากกิ่งไม้ แล้วขว้างลูกธนูให้ลอยลิ่วไปตกลงใกล้ ๆ กับบุตรสาวของนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่

ส่วนเจ้าชายองค์เล็กทรงพบว่า ลูกธนูของพระองค์ได้พุ่งไปปักอยู่ในเล้าหมูที่แสนสกปรก เจ้าชายทรงตกใจต่อสิ่งที่ได้เห็น แต่ด้วยความที่พระองค์เป็นคนซื่อตรงอย่างยากที่จะหาใครเทียบได้ เจ้าชายจึงยอมรับคู่ครองตามพรหมลิขิตโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

ครั้นเมื่อเจ้าชายทั้งสามพาเนื้อคู่กลับมายังปราสาท ผู้คนต่างนึกขันที่เห็นเจ้าชายองค์เล็กทรงอุ้มหมูสาวเอาไว้ในอ้อมแขน ในขณะเดียวกัน ทุก ๆ คนก็หันไปมองสตรีผู้สูงศักดิ์และลูกสาวของนักปราชญ์ด้วยความชื่นชม คุณสมบัติของหญิงสาวคนใดจะทำให้เนื้อคู่ของนางได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระราชาในอนาคต! หลายชีวิตในท้องพระโรงต่างรอคอยการตัดสินใจของพระราชาด้วยใจจดจ่อ

เมื่อพระราชาเสด็จเข้าสู่ท้องพระโรง พระองค์ทรงยิ้มและเอ่ยคำตัดสินให้ทุก ๆ คนฟังว่า “แม้การมีคู่ครองที่ดีจะมีความสำคัญในการเป็นพระราชาองค์ใหม่ แต่ความซื่อสัตย์ของตัวพระราชาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากยิ่งกว่า และด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงขอประกาศว่า ผู้ที่เหมาะแก่การเป็นพระราชามากที่สุด ก็คือบุตรชายองค์เล็กของข้าพเจ้านั่นเอง”

เจ้าชายผู้พี่ต่างละอายใจที่พระบิดาทรงล่วงรู้การกระทำของพวกตนจนหมดสิ้น ส่วนเจ้าชายองค์เล็กผู้ซื่อตรงก็ยังคงยืนยันที่จะแต่งงานกับหมูสาวตามผลของการยิงธนูเลือกคู่ในครั้งนี้

แต่อนิจจา! ความปรารถนาของเจ้าชายองค์เล็กกลับต้องล่มสลายไป เพราะทันทีที่พระองค์ก้มลงจุมพิตหมูสาวเพื่อขอแต่งงาน หมูสาวก็กลายร่างเป็นเจ้าหญิงแสนสวยอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

เจ้าชายทรงหลงรักเจ้าหญิงตั้งแต่แรกเห็น ส่วนเจ้าหญิงเองก็ทรงยินดีที่จะได้แต่งงานกับเจ้าชายผู้ซื่อสัตย์

ในที่สุด เจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ได้ครองรักกัน และทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นพระราชากับพระราชินีที่ประชาชนให้ความเคารพรักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระราชาองค์เก่าเลย