Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ตี้ตี้กับถูถู

นิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่อง “ตี้ตี้กับถูถู” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงปีแรก ๆ ของการเป็นนักเขียนนิทาน นิทานเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องเบา ๆ ไม่ซับซ้อน แต่น่าจะสร้างรอยยิ้มให้เด็ก ๆ ได้ เมื่ออ่านนิทานจบแล้ว ขอให้นอนหลับฝันดีนะครับ

นิทานเรื่อง ตี้ตี้กับถูถู

กาลครั้งหนึ่งมีเด็กคนหนึ่งชื่อว่าตี้ตี้  แม่ของตี้ตี้เป็นช่างทำตุ๊กตา   ตี้ตี้มักจะเฝ้าดูแม่ทำตุ๊กตาอยู่เสมอ  จนกระทั่งวันหนึ่ง ตี้ตี้เกิดอยากมีตุ๊กตาเป็นของตัวเอง  เขาจึงลองหาเศษผ้าเหลือ ๆ ที่แม่ทิ้งแล้ว เอามาเย็บเข้าด้วยกันแบบเดียวกับที่แม่ทำ  จนในที่สุด  ตุ๊กตาตัวแรกในชีวิตของตี้ตี้ก็ถือกำเนิดขึ้น

ตุ๊กตาของตี้ตี้มีชื่อว่าถูถู   ถูถูเป็นตุ๊กตาหน้าตาเด๋อ ๆ   ตาของถูถูดูคล้ายกับหมีแพนด้า  แต่หูที่ยืดยาวออกมาทำให้มันดูคล้ายกับกระต่าย  แถมจมูกของถูถูยังแบะ ๆ แบน ๆ อย่างกับจมูกของหมูเสียอีก  ไป ๆ มา ๆ  ถูถูก็เลยกลายเป็นตุ๊กตาที่มีหน้าตาตลกที่สุดในโลก

ตี้ตี้รักตุ๊กตาของเขามาก  ตี้ตี้มักจะพาถูถูออกไปเดินเล่นทุก ๆ เช้า   ภาพของเด็กน้อยที่เดินจูงตุ๊กตาหน้าตาประหลาด ทำให้ใครต่อใครอดยิ้มไม่ได้ด้วยความเอ็นดู  ตี้ตี้มักจะพาถูถูเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ แล้วทั้งคู่ก็มักจะพากันเก็บดอกไม้เพื่อนำไปฝากแม่

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่ตี้ตี้กำลังเก็บดอกไม้  มีทหารใจร้ายค่อย ๆ ย่องเข้ามาในสวนแล้วแอบขโมยถูถูไปโดยที่ตี้ตี้ไม่รู้ตัว  ทหารคนนี้หวังที่จะได้รางวัลจากเจ้าหญิงองค์น้อยเพราะเจ้าหญิงองค์น้อยมักจะให้รางวัลคนที่นำของเล่นแปลก ๆ ไปถวาย  เมื่อถูถูหายไป  ตี้ตี้ก็ได้ร้องไห้จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ  แม่ของตี้ตี้สงสารตี้ตี้มาก แต่ท่านก็ไม่รู้ว่าจะช่วยตี้ตี้ได้อย่างไร

เจ้าหญิงองค์น้อยทรงชอบถูถูมากกว่าของเล่นชิ้นใด ๆ ที่พระองค์เคยมีมา  เจ้าหญิงให้รางวัลแก่ทหารใจร้ายจนทหารใจร้ายยิ้มไม่หุบ เจ้าหญิงองค์น้อยพาถูถูเดินไปทุก ๆ ที่  พระองค์หาเสื้อผ้าดี ๆ ให้ถูถูใส่  เจ้าหญิงมีความสุขมากที่มีถูถูอยู่ใกล้ ๆ  แต่พระองค์ไม่รู้เลยว่า ถูถูกำลังเศร้าใจเพราะมันได้ยินเสียงตี้ตี้เพื่อนรักของมันกำลังร้องไห้ด้วยความโศกเศร้า

เมื่อเจ้าหญิงนอนหลับ  ถูถูก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียงแล้วเขียนจดหมายเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าหญิงฟัง  ถูถูขอโทษเจ้าหญิงที่ต้องแอบหนีเจ้าหญิงไปในขณะที่เจ้าหญิงกำลังนอนหลับ  ถูถูเดาว่าเจ้าหญิงคงไม่ยอมให้มันกลับบ้านแน่ ๆ เพราะเจ้าหญิงรักมันมาก  แต่มันเป็นเรื่องจำเป็นจริง ๆ ที่มันต้องรีบกลับไปหาตี้ตี้ เพราะตี้ตี้กำลังร้องไห้อย่างน่าสงสาร

และทันทีที่ตี้ตี้เห็นถูถู  ตี้ตี้ก็โผเข้ากอดถูถูด้วยความดีใจ  ทั้งตี้ตี้และถูถูต่างมีความสุขที่ได้พบกันอีกครั้ง  แต่แม่ของตี้ตี้กลับรู้สึกกังวลใจเพราะนางไม่รู้ว่าเจ้าหญิงจะตามมาเอาถูถูกลับคืนไปหรือไม่

โชคดีที่เจ้าหญิงองค์น้อยเป็นเจ้าหญิงที่แสนดี  แม้ว่าพระองค์จะเสียใจที่ถูถูหนีกลับไปหาตี้ตี้  แต่พระองค์ก็ไม่ได้โกรธตี้ตี้หรือถูถูเลยแม้สักนิด  เจ้าหญิงสั่งให้ทหารดีจัดการทำโทษทหารใจร้ายในข้อหาขโมยของเด็ก  แล้วพระองค์ก็เขียนจดหมายจ่าหน้าถึงตี้ตี้และถูถูโดยจดหมายฉบับนั้นมีข้อความว่า

“ถึงตี้ตี้กับถูถู…ฉันขอโทษที่มีส่วนทำให้เธอทั้งสองไม่สบายใจ  เพื่อนรักก็ควรได้อยู่กับเพื่อนรัก  ฉันขอให้เธอทั้งสองเป็นเพื่อนที่รักกันตลอดไปนะ  ถ้ามีเวลาว่างแวะมาเยี่ยมเยียนฉันด้วย  ฉันเหงาและอยากจะเลี้ยงขนมพวกเธอเพื่อเป็นการไถ่โทษ…จากเจ้าหญิง”

ตี้ตี้และถูถูดีใจมากที่ได้รับจดหมายจากเจ้าหญิง  ทั้งสองตกลงกันว่าจะไปเยี่ยมเจ้าหญิงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  และเพื่อที่จะทำให้เจ้าหญิงไม่เหงาอีกต่อไป  ตี้ตี้จึงลงมือทำตุ๊กตาตัวที่สองเพื่อมอบให้แก่เจ้าหญิงแสนดีโดยเฉพาะ   

 และแล้ว  นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ลูกเสือเจ้าเล่ห์

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ลูกเสือเจ้าเล่ห์” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะผู้แต่ง จำเนื้อเรื่องไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่เมื่อลองอ่านนิทานก่อนที่จะนำมาลงในเว็บไซต์นิทานนำบุญ ผมถึงกับบอกตัวเองว่า “แต่งได้อย่างไร สนุกจังเลย” นิทานเรื่องนี้จะสนุกจริงหรือไม่? และมีเนื้อเรื่องเป็นอย่างไร? ขอให้คุณผู้อ่านลองพิสูจน์กันดูนะครับ

นิทานเรื่อง  ลูกเสือเจ้าเล่ห์

ลูกเสือตัวหนึ่งเป็นลูกเสือสมิงที่มีนิสัยเกียจคร้านและแสนเจ้าเล่ห์

วันหนึ่ง…แม่เสือเห็นว่าลูกชายโตพอสมควรแล้ว แม่เสือจึงสั่งให้ลูกลองออกไปหาอาหารกินเองในป่า  ลูกเสือไม่อยากเหนื่อยกับการหาอาหาร  มันจึงวางแผนหาของกินด้วยวิธีที่แม่ของมันคาดไม่ถึง

วิธีของเจ้าลูกเสือคือการนำวิชาแปลงกายซึ่งเป็นวิชาเฉพาะของเหล่าเสือสมิง ไปใช้หลอกลวงขอกินอาหารกับสัตว์ต่าง ๆ

เจ้าลูกเสือเริ่มแผนด้วยการแปลงร่างเป็นหมู ซึ่งเมื่อมันไปเคาะประตูบ้านของคุณหมูพร้อมกับแกล้งร้อง “อู๊ด ๆ”  คุณหมูใจดีก็หลงกลเชิญมันเข้าบ้าน แล้วแบ่งขนมอร่อย ๆ ให้เจ้าลูกเสือในร่างหมูกินจนพุงแทบระเบิด

วันรุ่งขึ้น  เมื่อลูกเสือเห็นว่าแผนของมันใช้ได้ผล  มันจึงแปลงร่างเป็นแมว แล้วไปเคาะประตูบ้านของคุณแมวพร้อมกับร้อง “เหมียว ๆ” เพื่อขอกินอาหารอีก  คุณแมวไม่รู้ว่าลูกเสือปลอมตัวมาหลอก มันจึงเชิญเพื่อนแมวที่หิวจนท้องกิ่วเข้าบ้าน จากนั้น มันก็เอาปลาย่างออกมาเลี้ยง จนเจ้าลูกเสือในร่างแมวอิ่มถึงขนาดแทบจะเดินกลับบ้านไม่ไหว

วันที่สาม  ลูกเสือเจ้าเล่ห์นึกอยากกินผลไม้  มันจึงแปลงร่างเป็นลิง แล้วไปเคาะประตูบ้านของคุณลิงพร้อมกับร้อง “เจี๊ยก ๆ”  เมื่อคุณลิงเห็นเพื่อนลิงมาเคาะประตู  คุณลิงจึงเชิญเพื่อนลิงเข้าบ้าน  แล้วนำผลไม้ถาดใหญ่มาให้เจ้าลิงตัวปลอมกินจนพุงปลิ้น

ในขณะที่ลูกเสือเพลิดเพลินกับการแปลงกายหลอกกินอาหารของสัตว์ต่าง ๆ อยู่นั้น  เจ้าลูกเสือไม่รู้เลยว่า มีสัตว์ดุร้ายตัวหนึ่งแอบเฝ้ามองการกระทำของมันอยู่!   

วันต่อมา  เจ้าลูกเสือซึ่งมั่นใจในฝีมือแปลงกายของตนมากก็บังอาจทำสิ่งที่สัตว์ทั้งหลาย คงไม่กล้าทำแน่ ๆ  นั่นก็คือ…มันแปลงร่างเป็นสิงโต แล้วไปเคาะประตูบ้านของราชสีห์เจ้าป่าพร้อมกับส่งเสียงคำราม “โฮก ๆ” เพื่อขอกินอาหารด้วย  

เมื่อราชสีห์เห็นสิงโตตัวน้อยมาเคาะประตู  คุณราชสีห์ก็เชิญมันเข้าบ้าน   แต่แทนที่ราชสีห์จะพาเจ้าสิงโตตัวน้อยไปยังโต๊ะอาหาร  มันกลับปิดประตูลงกลอน  แล้วแสยะยิ้มอวดเขี้ยวขาว ๆ พร้อมกับตั้งท่าจะหม่ำสิงโตปลอมที่บังอาจเข้ามาให้มันลองลิ้มชิมรสถึงในบ้าน

เจ้าลูกเสือตกใจมากที่แผนปลอมตัวของมันถูกราชสีห์จับได้  ลูกเสือหวาดกลัวจนวิชาแปลงกายเสื่อม  มันลนลานร้องขอชีวิตพร้อมกับสัญญาว่าจะไม่หลอกลวงผู้อื่นอีก  แต่อนิจจา…ราชสีห์ไม่สนใจ  มันกลับแยกเขี้ยวอันคมกริบ แล้วกระโจนเข้าตะครุบตัวเจ้าลูกเสือเอาไว้ด้วยอุ้งเท้าที่มีกรงเล็บเพชฌฆาต

เสี้ยววินาทีนั้น  ลูกเสือเชื่อว่ามันต้องตายแน่ ๆ แต่เมื่อมันลืมตาขึ้น  สิ่งที่มันพบกลับไม่เป็นดั่งที่มันคิด!   

เมื่อเจ้าลูกเสือลืมตา  ภาพที่มันเห็นคือภาพของแม่เสือที่กอดมันเอาไว้ในอ้อมแขน

แท้จริงแล้ว  สัตว์ดุร้ายที่เฝ้ามองพฤติกรรมของเจ้าลูกเสือมาโดยตลอดก็คือแม่เสือสมิงที่คอยติดตามดูลูกชายด้วยความเป็นห่วง เมื่อแม่เสือรู้ว่าลูกเสือใช้วิชาแปลงกายไปหลอกลวงผู้อื่น  นางจึงขอยืมบ้านของสิงโตเจ้าป่า  แล้วแปลงกายเป็นราชสีห์เพื่อรอให้บทเรียนครั้งสำคัญแก่ลูกชายที่นางรักแสนรัก

ลูกเสือรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่สิงโตเจ้าป่าเป็นเพียงร่างแปลงของแม่  เพราะหากมันถูกราชสีห์จับได้จริง ๆ  มันก็คงไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับไปหาแม่ที่มันรักได้แน่ ๆ  

การหลอกลวงผู้อื่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเอาเสียเลย   เจ้าลูกเสือร้องไห้แง ๆ และขอโทษแม่ที่มันทำเรื่องไม่เหมาะสม 

แม่เสือปลอบลูกเสือให้หยุดร้องไห้ พร้อมกับยินดีให้อภัยหากลูกชายสัญญาว่าจะไม่หลอกลวงใคร ๆ อีก 

เจ้าลูกเสือรู้แล้วว่าการหลอกลวงผู้อื่นอาจทำให้เกิดผลร้ายรุนแรงได้สักเพียงไร  มันดีใจที่แม่ให้โอกาสมันแก้ไขสิ่งที่ผิดพลั้ง  หลังจากวันนั้น  เจ้าลูกเสือก็ออกหาอาหารกินด้วยตนเองและไม่เคยใช้เล่ห์กลหลอกลวงใคร ๆ อีกเลย

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายแห่งเมืองของเล่น

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เจ้าชายแห่งเมืองของเล่น” เป็นนิทานที่ผมแต่งในช่วงปีแรก ๆ ของการเป็นนักแต่งนิทานให้กับนิตยสารขวัญเรือน นิทานก่อนนอนเรื่องนี้ถือว่าเป็นนิทานที่ผมแต่งด้วยความยากลำบาก เพราะในช่วงนั้น ทักษะในการเขียนหนังสือของผมมีค่อนข้างจำกัด กว่าจะเขียนนิทานแต่ละย่อหน้าเพื่ออธิบายสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาได้ จึงใช้เวลามากจริง ๆ แถมยังต้องพยายามไม่ให้คนอ่านเบื่อก่อนที่จะถึงจุดสำคัญของเรื่องในช่วงท้ายเรื่อง เรียกว่ากว่าจะเขียนนิทานเรื่องนี้เสร็จ ผมก็เกือบถอดใจไปหลายต่อหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่านิทานที่เกี่ยวกับเจ้าชายและของเล่นเรื่องนี้ จะถูกใจเด็ก ๆ บ้างนะครับ

นิทานเรื่อง เจ้าชายแห่งเมืองของเล่น

กาลครั้งหนึ่งในอาณาจักรแลปป์ที่หนาวเหน็บ มีเจ้าชายกำพร้าผู้ทรงพระปรีชาสามารถพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า “เจ้าชายรัสมุส”

เจ้าชายรัสมุสเป็นเจ้าชายที่มีพรสวรรค์ในการคิดและการออกแบบของเล่นแปลก ๆ ซึ่งเมื่อผู้คนในอาณาจักรแลปป์ นำของเล่นต้นแบบที่เจ้าชายทรงคิดขึ้นไปทำออกขาย  ของเล่นเหล่านั้นก็จะกลายเป็นของเล่นชิ้นโปรดของเด็ก ๆ ทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว

เจ้าชายรัสมุสมักจะขลุกอยู่ในห้องส่วนพระองค์ ซึ่งตั้งอยู่บนหอคอยยอดปราสาทตั้งแต่เช้าจรดค่ำ  มีเพียงแม่นมและพี่เลี้ยง 2-3 คนเท่านั้นที่ได้รับอนญาตให้ขึ้นไปปรนนิบัติพระองค์ ในยามที่พระองค์ทรงต้องการความช่วยเหลือ เจ้าชายรัสมุสมักจะนั่งทรงงานทั้งกลางวันและกลางคืนจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน  เจ้าชายน้อยพยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะคิดของเล่นชนิดใหม่ ๆ ให้ได้เร็วที่สุด เพื่อที่ประชาชนผู้ยากไร้ของพระองค์จะได้มีของเล่นต้นแบบ สำหรับการทำออกขาย เพื่อนำรายได้ไปจุนเจือครอบครัวของพวกเขาให้มีความสุข    

แม้งานของเจ้าชายรัสมุสจะเป็นงานสร้างของเล่นเพื่อทำให้เด็ก ๆ ทั่วโลกมีความสุข  แต่เจ้าชายรัสมุสเองกลับไม่เคยมีความสุขจากการเล่นของเล่นที่ตนเองคิดขึ้นเลยแม้สักครั้ง 

ภาระและหน้าที่ในฐานะเจ้าชายผู้เป็นความหวังของประชาชนชาวแลปป์ ทำให้เจ้าชายรัสมุสต้องยอมเสียสละตนเองในการทำงานอย่างหนักและทนแบกรับความเครียดทั้งหมดเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว

จนกระทั่งวันหนึ่ง  แม่นมผู้รักเจ้าชายรัสมุสปานดวงใจก็ทนเห็นเจ้าชายองค์น้อยต้องจมอยู่ในความเคร่งเครียดเช่นนั้นต่อไปไม่ไหว แม่นมจึงนำเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไปหารือกับเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่เพื่อขอความช่วยเหลือ

ทันทีที่เสนาบดีทราบเรื่องที่เกิดขึ้น  เสนาบดีจึงป่าวประกาศให้ข้าราชการ ทหาร และประชาชนช่วยกันหาวิธีทำให้เจ้าชายรัสมุสมีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่ เสนาบดีขอร้องให้ทุก ๆ คนช่วยกันคิดหาของเล่นที่พิเศษสุด  และส่งมันมาให้เจ้าชายองค์น้อย  เพื่อเป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิดของพระองค์ซึ่งกำลังจะมาถึง

แน่นอน…ผู้คนต่างพากันส่งของเล่นมาให้เจ้าชายอย่างล้นหลาม  แต่มันเป็นความจริงที่แสนเศร้า ที่เจ้าชายรัสมุสกลับไม่ทรงรู้สึกสนุกกับของเล่นที่พระองค์ได้รับเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

ความตั้งใจของแม่นมและเสนาบดีกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า  เจ้าชายรัสมุสยังคงโหมงานหนักและเคร่งเครียดกับภาระอันหนักอึ้งของพระองค์จนลืมความสดใสของชีวิตวัยเด็กไปจนเกือบหมดสิ้น  แต่โชคยังดีที่จู่ ๆ ทหารยามซึ่งรักษาการณ์อยู่ที่หน้าประตูเมืองได้นำข่าวดีซึ่งเป็นความหวังครั้งสุดท้ายมาแจ้งให้แม่นมและเสนาบดีทราบว่า มีเด็กผู้ชายหน้าตามอมแมมคนหนึ่งยืนยันที่จะขอมอบของเล่นชิ้นพิเศษให้แก่เจ้าชายรัสมุสด้วยตัวของเขาเอง

ทั้งแม่นมและเสนาบดีผู้สิ้นหวังต่างหมดแรงที่จะคัดค้านหรือทำการใด ๆ อีกต่อไป  ด้วยเหตุนี้ เสนาบดีจึงอนุญาตให้แม่นมและทหารยามพาเด็กน้อยที่ตั้งใจจะนำของขวัญมามอบให้แก่เจ้าชายขึ้นไปยังห้องส่วนพระองค์ของเจ้าชายรัสมุสได้เป็นกรณีพิเศษ

เมื่อเด็กน้อยได้พบกับเจ้าชาย  เด็กน้อยก็คุกเข่าเพื่อทำความเคารพเจ้าชายผู้มีพระคุณต่อประชาชนชาวแลปป์ทุก ๆ คน  จากนั้น เด็กน้อยก็บอกให้เจ้าชายทราบว่า  เขาได้นำเอาของเล่นชิ้นพิเศษมามอบให้แก่เจ้าชายด้วย…ซึ่งของเล่นที่เขานำมามอบให้แก่เจ้าชายนั้น  มันไม่ใช่ของเล่นธรรมดา ๆ แต่มันเป็นของเล่นชิ้นพิเศษซึ่งมีชื่อเรียกว่า “เด็กมอมแมมชาวแลปป์”

เจ้าชายรู้สึกแปลกใจกับของเล่นที่เด็กน้อยนำมาถวาย

“เด็กมอมแมมชาวแลปป์คือของเล่นแบบไหนกันหนอ?”  เจ้าชายคิด 

แต่ทันทีที่เด็กน้อยชวนเจ้าชายไปเล่นของเล่นต่าง ๆ ที่อยู่ในห้องของพระองค์  ของเล่นที่เจ้าชายเคยรู้สึกว่ามันเป็นของเล่นที่น่าเบื่อ…ก็กลับกลายมาเป็นของเล่นแสนวิเศษทันทีเมื่อพระองค์ได้มาเล่นกับ “เด็กมอมแมมชาวแลปป์” ที่อยู่ตรงหน้า

เจ้าชายรัสมุสรู้ซึ้งในวินาทีนั้นว่า  เด็กมอมแมมชาวแลปป์เป็นสิ่งที่วิเศษเพียงใด

และนับจากนั้นเป็นต้นมา  ความสุขตามประสาเด็ก ก็กลับคืนสู่ชีวิตของเจ้าชายรัสมุสอีกครั้ง 

แม้เจ้าชายรัสมุสจะยังทรงคิดค้นของเล่นชนิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ  แต่พระองค์ก็ไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาเพื่อเล่นสนุกกับเพื่อนของพระองค์ซึ่งมักเรียกตัวเองว่า “เด็กมอมแมมชาวแลปป์

ในที่สุด  เจ้าชายผู้คอยสร้างของเล่นเพื่อให้เด็ก ๆ มีความสุขก็มีความสุขเช่นเดียวกับเด็กคนอื่น ๆ ทั่วโลก

#นิทานนำบุญ

…………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ชุดสวยของเจ้าหญิง

นิทานเรื่อง ชุดสวยของเจ้าหญิง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กสาวแสนดีคนหนึ่งชื่อว่ามายา   มายาเป็นเด็กสาวที่มีชีวิตเรียบง่าย  เธออาศัยอยู่กับแม่ตามลำพังในบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งซึ่งห่างจากตัวเมืองออกไปไม่มากนัก  มายารักแม่ของเธอมาก  เธออยากให้แม่ที่มีอายุมากแล้วมีความสุข  ด้วยเหตุนี้มายาจึงรับอาสาหาเงินมาจุนเจือครอบครัวแต่เพียงลำพัง

ทุกๆ เช้า มายาจะออกไปเก็บดอกไม้ในสวนหลังบ้าน เพื่อนำไปขายที่ตลาดในตัวเมือง มายาเป็นคนรักดอกไม้  แม้รายได้จากการขายดอกไม้อาจจะไม่มากนัก แต่มันก็ทำให้เธอมีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ๆ กับพวกมัน

ทุกๆ เย็น มายามักจะแบ่งสตางค์ส่วนหนึ่งที่เธอหาได้ และนำมันไปซื้ออาหารมาแจกจ่าย ให้กับนกที่บินเข้ามาในสวนของเธอ  เมื่อนกรู้ว่ามีคนใจดีนำอาหารมาให้  ทุกๆ เย็น ในสวนดอกไม้ ของมายาจึงคราคร่ำไปด้วยฝูงนกน้อยใหญ่ที่แวะเวียนมาสังสันทน์กันอย่างไม่ขาดสาย

อยู่มาวันหนึ่ง  แม่ของมายาเกิดล้มป่วยลงด้วยโรคของผู้สูงอายุ  มายากังวลใจและคิดหาวิธีที่จะทำให้แม่ของเธอมีอาการดีขึ้น  แน่นอน..มายาควรที่จะพาแม่ของเธอไปหาหมอ  แต่น่าเสีย-ดาย…มายามีเงินไม่มากพอที่จะพาแม่ไปรักษา

มายาคิดว่าเธอควรจะมองหางานใหม่ที่จะทำให้เธอมีรายได้มากขึ้น  โชคดีที่มีทหารของ พระราชาออกมาป่าวประกาศรับสมัครคนดีมีฝีมือเพื่อทดลองเป็นช่างตัดชุดราตรีของเจ้าหญิงซึ่งมีพระนามว่าเจ้าหญิงมินตรา  ทุก ๆ คนรู้ดีว่า เจ้าหญิงมินตราเป็นเจ้าหญิงองค์น้อยที่มีนิสัยขี้เบื่อ ชุดราตรีที่จะทำให้เจ้าหญิงทนใส่ได้ตลอดทั้งคืนจึงต้องเป็นชุดราตรีที่ไม่ธรรมดาแน่ ๆ  ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีใครกล้ารับอาสาทำชุดให้เจ้าหญิงมินตราเลยแม้แต่คนเดียว ยกเว้นก็แต่เพียงมายาที่เธอคิด ว่า นี่น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่เธอจะสามารถหาเงินมารักษาแม่ของเธอได้

เย็นวันนั้น  มายาให้อาหารนกไปพร้อมๆ กับเฝ้าครุ่นคิดถึงแบบชุดราตรีที่จะทำให้เจ้าหญิง มินตรารู้สึกพอพระทัย  “ชุดแบบไหนที่จะทำให้เจ้าหญิงไม่เบื่อและไม่ถอดทิ้งไปเสียเฉยๆ นะ” มายา รำพึงออกมาเบาๆ 

เมื่อฝูงนกได้ยินเรื่องที่หญิงสาวที่แสนเมตตากำลังครุ่นคิดอยู่  ฝูงนกน้อยใหญ่จึงพยายามชี้ทางให้มายาด้วยการช่วยกันบินไปคาบกลีบดอกไม้หลากสี แล้วนำกลีบดอกไม้เหล่านั้นมาเรียงต่อกันบนพุ่มไม้ จนดูคล้ายๆ กับเป็นชุดราตรีที่มีสีสันแปลกตาอย่างน่าพิศวง  มายายิ้มขอบคุณ เหล่าบรรดานกทั้งหลายที่ช่วยให้ความคิดที่แสนวิเศษแก่เธอ  หลังจากนั้น มายาก็รีบลงมือร้อยกลีบ ดอกไม้ให้กลายเป็นชุดราตรีสำหรับเจ้าหญิงอย่างไม่รอช้า

รุ่งขึ้น มายารีบนำชุดราตรีที่เธอเพิ่งทำเสร็จหมาดๆ ไปมอบให้แก่เจ้าหญิงมินตราทันที เจ้าหญิงมินตราทรงประหลาดใจที่ได้เห็นชุดราตรีแสนสวยซึ่งทำจากกลีบของดอกไม้หลากสี  พระองค์ทรงหลงใหลในความงามของชุดราตรีทันทีที่ได้เห็น  และเมื่อเจ้าหญิงมินตราทรงลองสวมใส่ชุดราตรีที่ทำจากกลีบดอกไม้  ความนุ่มนวลและบางเบาของกลีบดอกไม้ รวมเข้ากับกลิ่นหอมเย็นที่เจ้าหญิงไม่เคยได้พานพบมาก่อน ก็ทำให้เจ้าหญิงขี้เบื่อทรงพอพระทัยและมีอารมณ์ที่เบิกบานอย่างเห็นได้ชัด

ในค่ำคืนนั้น  เจ้าชายรูปงามจากเมืองต่างๆ ต่างพยายามที่จะขอสนทนากับเจ้าหญิงมินตราจนไม่เหลือเวลาให้พระองค์รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย  เจ้าหญิงมินตราทรงมีความสุขมากที่ใครต่อใคร ต่างพากันชื่นชมชุดราตรีที่ทั้งสวยทั้งหอมที่พระองค์ทรงสวมใส่อยู่  และเมื่องานเลี้ยงผ่านพ้นไป เจ้าหญิงมินตราก็มีเรื่องสำคัญที่พระองค์จะต้องทูลให้พระบิดารับทราบให้จงได้

วันรุ่งขึ้น เจ้าหญิงมินตรารีบเข้าเฝ้าพระบิดาตั้งแต่เช้า เจ้าหญิงมินตราทรงขอร้องให้พระราชามอบรางวัลให้แก่มายามากกว่าที่เคยสัญญาเอาไว้ถึง 3 เท่า และทรงขอให้พระบิดารับมายาเข้ามาเป็นช่างตัดชุดประจำพระองค์นับตั้งแต่วันนั้น

ในที่สุด มายาก็มีเงินมากพอที่จะพาแม่ไปหาหมอ  มิหนำซ้ำ เธอยังได้งานใหม่ที่ยังคงเกี่ยวข้องกับดอกไม้ที่เธอรักแสนรัก   มายาตั้งใจทำชุดสวยจากดอกไม้ให้เจ้าหญิงสวมใส่อย่างไม่รู้เบื่อ ส่วนเจ้าหญิงมินตราเองก็ทรงมีจิตใจที่สงบเย็นและอ่อนหวานตามชุดดอกไม้ที่พระองค์ทรงสวมใส่ และเมื่อเวลาผ่านไป  เรื่องราวของชุดดอกไม้ก็กลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันอย่างไม่รู้เบื่อ 

 และแล้ว…นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คนต่อเทียน

นิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านเรื่อง “คนต่อเทียน” เป็นนิทานที่มีความหมายสำหรับผมมาก ตอนที่ผมแต่งนิทานเรื่องนี้ ผมไม่แน่ใจว่าผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้ไหมหรือจะเข้าใจเนื้อหาของนิทานไหม แต่หัวใจของนิทานเรื่องนี้คือสิ่งที่ผมเชื่อจริง ๆ เหมือนที่ผมเลือกแต่งนิทาน เพราะผมเชื่อว่า การทำให้เด็กมีความสุขเป็นสิ่งที่ผมควรทำ

หลังจากนิทานได้พิมพ์ลงในนิตยสารขวัญเรือนไปแล้ว นิทานเรื่องนี้ก็ไม่ได้รับเสียงสะท้อนใด ๆ จากผู้อ่าน (ซึ่งเป็นเรื่องปกติ) แต่เมื่อผมนำนิทานเรื่องนี้ไปพิมพ์เป็นหนังสือภาพกับสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์ หนังสือภาพสำหรับเด็กเรื่อง “คนต่อเทียน” ก็ได้รับรางวัลราว 3-4 รางวัล รวมถึงรางวัลที่สำคัญที่สุดในอาชีพนักเขียนนิทานของผม แต่ถ้อยคำในหนังสือคนต่อเทียน กับ นิทานต้นฉบับมีความแตกต่างกันตามรูปแบบของสื่อหนังสือภาพและสื่อนิทาน ดังนั้น ผมจึงอยากเชิญชวนให้คุณผู้อ่านลองอ่านนิทานเรื่องนี้ในแบบดั้งเดิม และถ้าถูกใจอาจลองหาฉบับหนังสือภาพของสำนักพิมพ์สถาพรบุ้กส์มาอ่านอีกครั้ง ผมเชื่อว่านิทานและหนังสือภาพเรื่อง “คนต่อเทียน” เป็นผลงานที่มีคุณค่าสำหรับเด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตครับ

นิทานเรื่อง คนต่อเทียน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ในป่าลึกที่ห่างไกลจากความเจริญ ผู้คนในหมู่บ้านล้วนแล้วแต่เป็นคนยากจนและมีชีวิตที่ลำบาก  หนำซ้ำ…หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน  ชาวบ้านทุกคนก็แทบจะไม่กล้าออกจากเรือนพัก เพราะรอบ ๆ หมู่บ้านเป็นป่าทึบที่แม้แต่แสงจันทร์ก็ยังยากที่จะส่องลงมาได้  ทำให้สัตว์ร้ายต่าง ๆ มักแฝงตัวอยู่ในความมืด แล้วหาโอกาสทำร้ายชาวบ้านหรือนักเดินทางที่บังเอิญผ่านไปผ่านมาอยู่เสมอ ๆ

วันหนึ่ง  ชายชราซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของหมู่บ้านรู้สึกเป็นห่วงลูก ๆ หลาน  ๆ และผู้คนที่อาจโดนสัตว์ป่าทำร้ายไม่วันใดก็วันหนึ่ง  ชายชราจึงปรึกษากับภรรยาที่มีอายุไล่เลี่ยกันเพื่อหาวิธีป้องกันอันตรายให้แก่ทุก ๆ คน

หลังจากที่สองตายายปรึกษาหารือกันอยู่หลายวัน  ในที่สุด ทั้งคู่ก็ตัดสินใจนำเงินที่ตั้งใจเก็บไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิตไปซื้อเทียนไขจำนวนหนึ่งหมื่นเล่ม แล้วทำการจุดเทียน พร้อมกับนำมันไปติดตั้งบนก้อนหินทั้งในตัวหมู่บ้านและในราวป่า  จนหมู่บ้านและป่าที่เคยมืดสนิทในยามค่ำคืนกลับสว่างไสวด้วยแสงเทียนดูงามตาน่าพิศวง 

แสงเทียนที่งดงามทำให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศอยากรู้ว่าแสงสว่างกลางป่ามีที่มาอย่างไร  ชาวเมืองที่อยู่ห่างไกลบางคนเข้าใจว่า ผู้ที่นำเทียนมาติดตั้งในป่าอาจเป็นคนของพระราชาผู้ครองแคว้น, บางคนเดาว่าอาจเป็นความเมตตาของเศรษฐีใจบุญที่มีเงินมหาศาล, บางคนคิดไปว่าอาจเป็นฝีมือของเทวดาที่แอบมาช่วยเหลือมนุษย์  เมื่อความสงสัยทวีมากขึ้นเรื่อย ๆ  ชาวเมืองทั้งหลายจึงพากันเข้าไปในป่าเพื่อหาคำตอบ 

เมื่อชาวเมืองทั้งหลายพากันเข้ามาในป่า  พวกเขาก็เห็นชายชรากับภรรยาค่อย ๆ เดินจุดเทียนไปทีละเล่ม ๆ จนครบทั้งหนึ่งหมื่นเล่มอย่างไม่ย่อท้อต่อความเหน็ดเหนื่อย  หลังจากนั้น  ชาวเมืองก็ตามสองตายายกลับไปที่เรือนพัก ซึ่งเพียงแค่เห็นสภาพของเรือนพัก ทุกคนก็รู้ในทันทีว่า ผู้เฒ่าทั้งสองไม่น่าจะเป็นคนที่มีเงินทองเหลือกินเหลือใช้แต่อย่างใดเลย

ชาวเมืองทั้งหลายจึงสงสัยว่า ชายชรากับภรรยาได้อะไรจากการจุดเทียนไปทั่วทั้งป่า (หรือมีคนจ้างวานให้ทำเช่นนี้) แต่เมื่อชาวเมืองได้ฟังคำตอบของผู้เฒ่าทั้งสอง ชาวเมืองก็ถึงกับพูดไม่ออก เพราะทั้งคู่ตอบว่า  สิ่งที่ได้จากการจุดเทียนมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น

จริง ๆ แล้ว  สองตายายผู้คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในป่าไม่จำเป็นต้องอาศัยแสงสว่างในยามค่ำคืนเลยแต่เพียงเพราะผู้เฒ่าทั้งสองอยากป้องกันภัยให้ลูก ๆ หลาน ๆ ในหมู่บ้านของตัวเองและผู้คนทั้งหลายที่อาจจำเป็นต้องเดินทางผ่านป่าในยามค่ำคืน  ชายชราและภรรยาจึงเสียสละเงินส่วนตัวก้อนสุดท้ายและเรี่ยวแรงที่มี ทำการจุดเทียนหนึ่งหมื่นเล่มทุกวันเพื่อให้ทุก ๆ คนปลอดภัยจากสัตว์ร้ายในป่า

ความตั้งใจดีของสองตายายจุดประกายให้ทุก ๆ คนนึกอยากทำความดีเพื่อผู้อื่นบ้าง  ชาว เมืองทั้งหลายจึงผลัดกันนำเทียนเล่มใหม่มาแทนเทียนหนึ่งหมื่นเล่มของชายชราและภรรยาที่ค่อย ๆ สั้นลงทุกวัน ๆ  รวมทั้งพวกเขายังบริจาคเงินทองและแบ่งปันข้าวของให้แก่ชาวบ้านในป่าที่มีฐานะยากจนกว่าอีกด้วย

ส่วนชาวบ้านในป่านั้น  พวกเขาก็นำอ่างใส่น้ำดื่มมาตั้งไว้ที่หน้าบ้าน, ทำเพิงนั่งพักให้คนที่เหนื่อยอ่อนจากการเดินทางได้ใช้หลบแดด, ติดป้ายและกระดิ่งที่ประตูให้คนที่ต้องการความช่วยเหลือเรียกหาได้ทุกเวลา, จัดขนมผัดขนมต้มและผลไม้วางไว้ให้นักเดินทางได้ใช้รองท้อง และพยายามเสนอตัวช่วยเหลือคนทุกคนตามกำลังที่มีอยู่

ความดีที่ผู้สูงอายุทั้งสองได้กระทำลงไปเปรียบเหมือนการเริ่มต้นจุดเทียนให้แสงสว่างแก่สังคมที่มืดมิด  แม้ในตอนแรกแสงอาจยังน้อย แต่เมื่อผู้คนเห็นดีเห็นงามกับการทำความดีและพร้อมใจกันต่อเทียนแห่งความดีด้วย   ทุกหนทุกแห่งจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความดีงามและความสุข

สองตายายดีใจมากที่ได้เห็นคนทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ส่วนผู้คนทั้งหลายนั้น  เมื่อพวกเขาเล็งเห็นถึงจิตใจอันดีงามของผู้เฒ่าทั้งสอง  ทุกคนจึงช่วยกันดูแลชายชราและภรรยาผู้เป็นบุคคลต้นแบบให้มีความสุขสืบมา…ตลอดชั่วชีวิตของท่าน

#นิทานนำบุญ

…………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

โถวงกต

นิทานเรื่อง โถวงกต

“นาธาน” เป็นเด็กหนุ่มซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่แร้นแค้นแสนเข็ญ  แม้ชาวบ้านจะเป็นคนขยัน แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นใจ ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจึงค่อย ๆ ย่ำแย่ลงตามลำดับ นาธานไม่อยากปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เขาอยากให้ทุก ๆ คนมีชีวิตที่ดีขึ้น  ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อไปแสวงโชค ณ ดินแดนแห่งอื่น

ในระหว่างการเดินทาง  นาธานได้พบหญิงชราคนหนึ่งนอนเป็นลมล้มฟุบอยู่ริมถนน  ชายหนุ่มนึกถึงคำของพ่อกับแม่ที่สอนให้เขามีน้ำใจต่อผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรีบเข้าช่วยเหลือหญิงชราผู้น่าสงสารทันที

เมื่อหญิงชรามีอาการดีขึ้น  นางจึงมอบโถดินเผาขนาดยักษ์ที่นางปั้นเองกับมือให้แก่นาธานเพื่อเป็นการขอบคุณ  แม้นาธานจะไม่ได้หวังสิ่งใดเป็นการตอบแทน แต่เขาก็ไม่อยากให้หญิงชราต้องเสียน้ำใจ  ดังนั้น นาธานจึงยอมรับโถดินเผาเอาไว้แต่โดยดี

โถดินเผาที่หญิงชราทำขึ้นนั้นมีชื่อเรียกว่า “โถวงกต”  มันเป็นโถแปลกประหลาดที่เมื่อใส่ของเข้าไปแล้ว ของที่ใส่ลงไปก็จะหลงทางอยูในโถโดยไม่มีใครสามารถนำมันออกมาจากโถได้อีก  นาธานไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดหญิงชราจึงทำโถแปลก ๆ เช่นนี้ออกขาย (เขาเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากซื้อโถประหลาด ๆ แบบนี้เป็นแน่) แต่ถึงกระนั้นก็ตาม  นาธานก็ยังคงแบกมันติดตัวไปด้วย โดยหวังว่าสักวัน เขาจะสามารถไขข้อสงสัยให้กระจ่างได้

นาธานออกเดินทางต่อจนได้พบกับเมืองร้างและปราสาทที่มีเพียงพระราชา พระราชินี และเจ้าหญิงอาศัยอยู่ เมื่อนาธานสอบถามถึงต้นสายปลายเหตุจากพระราชา พระองค์ก็ทรงเล่าให้นาธานฟังว่า เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นเพราะมีปิศาจมากหน้าหลายตามาติดใจรักใคร่เจ้าหญิงผู้เป็นลูกสาวของพระองค์ แต่เนื่องจากเจ้าหญิงไม่อยากเป็นเจ้าสาวของปิศาจ ปิศาจทั้งหลายจึงแกล้งมาหลอกหลอนจนผู้คนในเมืองพากันหนีหายไปจนหมด

เด็กหนุ่มไม่ชอบการกระทำของพวกปิศาจเอาเสียเลย และเมื่อเขานึกถึงคำสอนของพ่อกับแม่ เขาจึงอาสาช่วยพระราชาจัดการกับปิศาจเหล่านั้น

แม้นาธานจะไม่มีพลังพิเศษใด ๆ ที่จะใช้ต่อกรกับพวกปิศาจ แต่เขาเชื่อมั่นว่าหากเขาใช้ปัญญาขบคิด เขาก็น่าจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และด้วยความเชื่อมั่นนี้เอง นาธานจึงรวบรวมสมาธิเพื่อคิดหาวิธีปราบปิศาจ จนในที่สุด เขาก็ค้นพบหนทางที่น่าจะเป็นไปได้

นาธานเล่าแผนการทั้งหมดให้พระราชาฟัง จากนั้น เขาก็ขอร้องให้พระราชา พระราชินี และเจ้าหญิงช่วยกันเล่นละครเพื่อลวงเหล่าปิศาจให้ติดกับ!

ตกกลางคืน เมื่อปิศาจทั้งหลายพากันมาชุมนุมที่ปราสาทของพระราชา พระราชากับพระราชินีจึงแกล้งทำทีว่าพระองค์ทรงตัดสินใจที่จะยกเจ้าหญิงให้แก่เหล่าปิศาจ เพื่อเป็นการยุติปัญหา พระราชาแจ้งให้พวกปิศาจทราบว่า พระองค์ได้ใส่แหวนประจำตระกูลเอาไว้ในโถดินเผาขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่บนพื้น ซึ่งหากปิศาจตนใดสามารถนำแหวนออกมาจากโถได้เร็วที่สุด พระองค์ก็จะยกเจ้าหญิงให้แต่งงานด้วยโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ อีก

ทันทีที่พระราชาพูดจบ ปิศาจทั้งหลายก็แปลงกายเป็นหมอกควันแล้วแย่งกันพุ่งตัวเข้าไปในโถวงกตอย่างไม่รอช้า พระราชา พระราชินี เจ้าหญิงและนาธานต่างมองโถใบยักษ์ด้วยใจจดจ่อ จนเมื่อเวลาผ่านไปนานพอควร  ทุก ๆ คนจึงมั่นใจว่าปิศาจทั้งหลายคงจะหลงวนเวียนอยู่ในโถวงกตโดยไม่มีโอกาสกลับมาก่อความเดือนร้อนได้อีกเป็นแน่

ในที่สุด นาธานก็ค้นพบประโยชน์ของโถประหลาดที่ช่วยให้เขาสามารถแก้ปัญหาได้อย่างคาดไม่ถึง เมื่อสถานการณ์เลวร้ายคลี่คลายลง พระราชากับพระราชินีจึงกล่าวขอบคุณหนุ่มน้อยผู้มีน้ำใจ จากนั้น ทั้งสองพระองค์ ก็เชื้อเชิญให้ชายหนุ่มพาชาวบ้านรวมทั้งพ่อแม่ของเขามาอาศัยอยู่ที่เมืองอันอุดมสมบูรณ์ของพระองค์แทนประชาชนที่อพยพออกไปแล้ว

นาธานดีใจที่ได้รับความกรุณาจากพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ และแล้ว…เขาก็สามารถช่วยผู้คนจากหมู่บ้านของเขาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้สมดังปรารถนา

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ผีน้อยจอมเกเร

การอ่านนิทานผีก่อนนอนอาจทำให้เด็ก ๆ นอนหลับแบบไม่ค่อยสบายใจ แต่นิทานก่อนนอนเรื่อง “ผีน้อยจอมเกเร” เป็นนิทานที่ต่างออกไป เพราะการได้อ่านหรือได้ฟังนิทานผีเรื่องนี้ จะทำให้เด็ก ๆ ยิ้มหรือไม่ก็หัวเราะ แถมตอนจบคงทำให้เด็ก ๆ โล่งใจและนอนหลับฝันดีได้อย่างไม่ยากเย็นนัก หวังว่านิทานเรื่อง “ผีน้อยจอมเกเร” จะเป็นนิทานผีอีกเรื่องที่ทำให้เด็ก ๆ มีความสุขนะครับ

นิทานเรื่อง ผีน้อยจอมเกเร

กองกอยเป็นผีน้อยขี้แกล้ง มันชอบแกล้งโผล่ขึ้นมาตอนที่เด็ก ๆ เผลอ เพื่อหลอกให้เด็ก ๆ ขวัญผวา ยิ่งกองกอยแกล้งเด็กให้กลัวได้มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งภูมิใจในความเป็นผีของมันมากขึ้นเท่านั้น กองกอยเคยแกล้งหลอกเสียจนเด็กตัวเล็ก ๆ น้ำตาร่วง และในบางครั้ง เด็กบางคนกลัวกองกอยเสียจนฉี่เลอะกางเกงเลยก็มี

เมื่อเวลาผ่านไป   เด็ก ๆ ที่เคยโดนกองกอยแกล้งก็ค่อย ๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่  พวกเขาเริ่มรู้ว่ากองกอยเป็นเพียงผีกิ๊กก๊อกที่ทำได้แค่เพียงโผล่ขึ้นมาหลอกตอนที่มนุษย์เผลอ  ดังนั้นพวกเขาจึงบอกเล่าความไม่เอาไหนของกองกอยให้เด็ก ๆ ทุกคนรู้  และในเวลาไม่ช้าไม่นาน  กองกอยก็กลายเป็นผีน้อยที่ไม่มีความน่ากลัวอีกต่อไป 

กองกอยไม่พอใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเอาเสียมาก ๆ   ผีที่หลอกให้ใคร ๆ กลัวไม่ได้ จะอยู่เป็นผีต่อไปเพื่ออะไร  กองกอยไม่อยากเป็นผีกระจอก  มันจึงเริ่มหาทางแกล้งเด็กด้วยวิธีใหม่ ๆ  เพื่อทวงความน่ากลัวของมันกลับคืนมาอีกครั้ง

กองกอยเลือกที่จะทำตัวเป็นจิ๊กโก๋รุ่นเล็ก คือทำตัวเป็นนักเลงที่คอยแย่งของจากเด็ก ๆ มาเป็นของของตัวเอง  แม้กองกอยจะไม่มีอำนาจที่น่ากลัวเหมือนกับผีชนิดอื่น ๆ  แต่ถ้าดูจากรูปร่างของมันแล้ว  กองกองก็สามารถรังแกเด็กที่มีอายุไม่ถึง 10 ขวบได้อย่างสบาย  ซึ่งหลังจากที่กองกอยตัดสินใจแกล้งเด็กด้วยวิธีนี้  เด็ก ๆ ก็กลับมากลัวผีน้อยจอมเกเรอย่างกองกอยอีกจนได้

ครูออยซึ่งเป็นครูสอนเด็กเล็ก ไม่พอใจต่อการกระทำของกองกอยเอาเสียมาก ๆ   ทุก ๆ วัน  ครูออยจะต้องคอยปลอบเด็ก ๆ ที่ร้องไห้ เพราะถูกกองกอยแย่งของต่าง ๆ ไปคนละชิ้นสองชิ้นเสมอ   ครูออยซึ่งเคยโดยกองกอยแกล้งสมัยที่เธอยังเป็นเด็กคิดในใจว่า  ถึงเวลาแล้วที่เจ้าผีน้อยจะต้องได้รับบทเรียนที่สาสม

เช้าวันรุ่งขึ้น ครูออยแอบไปที่บ้านของเด็ก ๆ แต่ละคน แล้วนำลูกโป่งสีสวยไปให้ลูกศิษย์ของเธอคนละ 1 ลูก  เด็ก ๆ ดีใจมากที่ได้รับลูกโป่งสวรรค์จากคุณครูของพวกเขา  แต่พวกเขากลับดีใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อครูออย กระซิบความลับบางอย่างให้พวกเขาฟัง

เมื่อใกล้ถึงเวลาโรงเรียนเข้า  เด็ก ๆ ทุกคนพร้อมใจกันนำลูกโป่งไปโรงเรียนด้วย  นี่คือแผนการที่ครูออยวางเอาไว้  และก็เป็นไปดังคาด เมื่อกองกอยเห็นลูกโป่งแสนสวยของเด็ก ๆ   เจ้าผีน้อยจอมเกเรก็ตรงรี่เข้าไปแกล้งเด็ก ๆ  ด้วยการแย่งลูกโป่งของเด็ก ๆ มาเป็นของ ๆ ตัวเอง

กองกอยแย่งลูกโป่งจากเด็ก ๆ ทีละลูกสองลูก  จนในที่สุด ลูกโป่งทั้งหมดของเด็ก ๆ ก็มารวมกันอยู่ในมือน้อย ๆ ของกองกอยแต่เพียงผู้เดียว

และแล้ว แผนการของครูออยก็สัมฤทธิ์ผล  เพราะเมื่อกองกอยถือลูกโป่งทั้งหมดเอาไว้ในมือ  ลูกโป่งสวรรค์ที่มีสีสันแสนสวยก็พาร่างน้อย ๆ ของกองกอยลอยล่องขึ้นไปบนฟากฟ้าอันกว้างใหญ่ และสายลมก็ช่วยพัดพา กองกอยให้ลอยไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา

เด็ก ๆ ต่างดีใจที่ลูกโป่งสวรรค์พากองกอยลอยไปไกลเกินกว่าที่จะกลับมาแกล้งพวกเขาได้ ส่วนครูออยเองก็แอบภูมิใจอยู่ลึก ๆ ที่เธอมอบบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่เจ้าผีน้อยจอมเกเร

#นิทานนำบุญ

………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

มิตรภาพในป่าเท่าเทียม

คำว่า “ความเท่าเทียม” เป็นคำที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้ยินมานาน ตัวอย่างที่ค่อนข้างชัด คือสมัยที่ได้ฟังเพลง “สองเราเท่ากัน” ของเรวัต พุทธินันทน์ ที่พูดถึงความเท่าเทียมของผู้ชายผู้หญิงที่ควรก้าวเดินไปพร้อม ๆ กันอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในโลกของเด็ก คำว่า “ความเท่าเทียม” ไม่ได้มีความหมายแบบในโลกของผู้ใหญ่ เด็กรู้จักการแบ่งขนมให้เท่า ๆ กัน แบ่งของเล่นให้เท่า ๆ กัน แต่ถ้าแบ่งแล้วไม่เป๊ะ ก็มองข้ามได้ เพราะแทนที่จะมานั่งปวดหัวกับเรื่องแบบนี้ สู้กินขนมให้เสร็จ ยิ้มให้กัน แล้วไปเล่นกันต่อดีกว่า มิตรภาพในป่าเท่าเทียมเป็นนิทานเด็กที่ผมแต่งไว้ราว 10 ปีแล้ว แต่ข้อคิดของนิทานเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อใครหลาย ๆ คน

นิทานเรื่อง มิตรภาพในป่าเท่าเทียม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีลูกช้าง ลูกกระต่าย และลูกเต่าเป็นเพื่อนกัน

ลูกช้าง ลูกกระต่าย และลูกเต่า เกิดในป่าเท่าเทียม ซึ่งทุกสิ่งทุกทุกอย่างในป่าแห่งนี้มีขนาดที่เท่า ๆ กันไปหมด  ส่วนนกน้อยเพิ่งเดินทางเข้ามาในป่าได้ไม่นาน และเพิ่งเป็นเพื่อนกับลูกสัตว์ทั้งสามได้เพียงไม่กี่วัน มันจึงมีขนาดตัวที่แตกต่างจากเพื่อน ๆ และแตกต่างกับทุกสิ่งทุกอย่างในป่าเท่าเทียม จนเพื่อนทั้งสามคิดว่าคงต้องหาทางช่วยให้นกน้อย “เหมือน” กับทุก ๆ สิ่งในป่าโดยเร็วที่สุด

ลูกเต่ายิ้มให้นกน้อยแล้วบอกว่า “ฉันจะหาอาหารที่มีขนาดเท่ากับตัวฉัน มาให้เธอกินนะ เธอก็แค่กิน ๆ ๆ กินจนกว่าจะตัวโตเท่ากับฉัน  สู้ ๆ นะ…เพื่อนรัก”

ลูกกระต่ายยิ้มให้นกน้อยแล้วบอกว่า “ส่วนฉันจะฝึกให้เธอกระโดดดึ๋ง ๆ ๆ ๆ ผ่านป่าที่ต้นไม้ทุกต้น ก้อนหินทุกก้อน มีขนาดเท่ากับตัวฉัน ฉันจะฝึกให้เธอมีร่างกายที่แข็งแรงและค่อย ๆ เติบโตจนมีขนาดตัวเท่ากับฉันให้ได้  สู้ ๆ นะ…เพื่อนรัก”

ลูกช้างอมยิ้มแล้วพูดขึ้นบ้างว่า “ถ้าสองวิธีแรกไม่ได้ผล ฉันจะใช้งวงจุ๊บที่ปากของเธอ แล้วเป่าลมปู้ด ๆ ๆ ๆ ให้เธอพองลมจนตัวโตเท่ากับทุกสิ่งทุกอย่างในป่า พวกเรารักเธอมากนะ สู้ ๆ นะ…เพื่อนรัก”

นกน้อยฟังเพื่อน ๆ พูดจนจบ   มันครุ่นคิดอยู่สักพัก  แล้วมันก็ถามเพื่อน ๆ ว่า “เอ่อ.. ฉันอยากรู้จัง ที่พวกเธอยอมรับให้ฉันเป็นเพื่อน  พวกเธอชอบฉันที่ตรงไหนกันเหรอจ๊ะ”

ลูกเต่ารีบตอบทันทีว่า “ฉันชอบที่เธอให้เกียรติและเอ่ยปากขอเป็นเพื่อนกับพวกเราก่อนยังไงล่ะ มันทำให้รู้สึกดีจริง ๆ เลยนะ”

ลูกกระต่ายคิดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า “ฉันชอบเวลาเธอพูด  เธอพูดเพราะ ฟังแล้วสบายใจ”

ส่วนลูกช้างตอบว่า “ฉันชอบเวลาเธอร้องเพลงนะ  ฟังทีไร เพลินทุกทีเลยล่ะ”

นกน้อยฟังคำตอบของเพื่อน ๆ แล้วก็ยิ้ม  จากนั้น มันก็บอกกับเพื่อน ๆ ว่า “ถ้าพวกเธอรับฉันเป็นเพื่อนโดยไม่เกี่ยวข้องกับขนาดร่างกายของฉัน ฉันอยากจะขอเป็นตัวเองแบบนี้ต่อไปจะได้ไหม เพราะฉันก็ชอบพวกเธออย่างที่พวกเธอเป็นเหมือนกันนะจ๊ะ”

คำพูดของนกน้อยทำให้ลูกสัตว์ทั้งสามได้คิด 

การเปลี่ยนให้เพื่อนมีขนาดตัวเหมือนเราไม่ใช่สิ่งที่เท่าเทียมกันเลย  แต่การรักและให้เกียรติเพื่อนอย่างเท่าเทียมกับที่เพื่อนรักและให้เกียรติเราต่างหาก  ที่เป็นความเท่าเทียมอย่างแท้จริง

ลูกสัตว์ทั้งสามตัวขอโทษนกน้อยที่คิดจะเปลี่ยนเพื่อนรักให้เป็นอย่างที่ตนเองอยากให้เป็น แทนที่จะยอมรับในสิ่งที่เพื่อนเป็นอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อลูกสัตว์ทั้งสี่ปรับความเข้าใจจนตรงกัน  มิตรภาพของพวกมันจึงราบรื่น

และแล้ว ลูกช้าง, ลูกกระต่าย, ลูกเต่าและนกน้อยก็คบหาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันสืบมาตราบนานเท่านาน

#นิทานนำบุญ

……………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เรื่องเล่าจากเกาะทะลุ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เรื่องเล่าจากเกาะทะลุ” เป็นนิทานแนวนิทานสระ หรือนิทานตลก ๆ ก่อนนอนที่อาจใช้เป็นนิทานสอนอ่าน สำหรับให้เด็กได้ฝึกอ่านภาษาไทย แม้คำศัพท์ในนิทานเรื่องนี้อาจจะยากอยู่สักหน่อย แต่เมื่อเด็ก ๆ ได้ฟังนิทานหลาย ๆ ครั้งและเข้าใจความหมายของคำมากขึ้นแล้ว เมื่อต้องอ่านเอง ถ้อยคำที่มีลักษณะเป็นคำคล้องจองซึ่งลงท้ายด้วยสระอุทั้งหมด ก็น่าจะทำให้เด็ก ๆ คาดเดาคำที่อ่านได้ไม่ยากเกินไปนัก หวังว่านิทานก่อนนอนเรื่อง “เรื่องเล่าจากเกาะทะลุ” จะเป็นนิทานอีกเรื่องที่เด็ก ๆ ชื่นชอบนะครับ

นิทานเรื่อง เรื่องเล่าจากเกาะทะลุ

เรื่องจริง…ไม่ใช่เรื่องกุ

มีเด็กน้อยชื่อว่า ‘วสุ’

เป็นเด็กหน้าตาคิขุ

อาศัยอยู่ที่เกาะทะลุ

ในวันแดดร้อนระอุ

เด็กน้อยมักไปนอนอุตุ

หลบแดดที่เพิงผุผุ

ตรงชายหาดใกล้บ่อน้ำพุ

วันหนึ่ง มีฝูงวัตถุ

คลานมาหาเด็กชายวสุ

พวกมันคือเต่าตนุ

ตัวนิดเดียวแต่ดูอ้วนตุ๊

วสุถามเต่าตนุ

“มาจากไหนโปรดจงระบุ”

พวกเต่าบอกเด็กคิขุ

“ช่วยเราด้วย สาธุ…สาธุ…

พวกเราเจอยักษ์ยอดดุ

เขี้ยวแหลมแหลมแถมแก้มฉุฉุ

มันอยากกินเต่าตนุ

จึงไล่จับเราใส่กระชุ

โชคดีกระชุมันผุ

มีไม้ไผ่เป็นวัสดุ

พวกเราลูกเต่าตนุ

จึงมุดหนีตรงรูทะลุ”

เต่าน้อยอ้อนวอนวสุ

ให้ช่วยปราบเจ้ายักษ์ยอดดุ

ไม่นาน…เด็กน้อยคิขุ

ก็ยอมช่วยเต่าตามแรงยุ

ขั้นแรกเจ้าหนูวสุ

เริ่มจากหาตำราในกรุ

เป็นสูตรยาอันเอกอุ

ตำรับของพระวิษณุ

จากนั้น เด็กน้อยคิขุ

ก็ปรุงยาตามสูตรระบุ

ผสม ‘จุนสีสตุ’

ในเตาไฟที่ร้อนคุคุ

เมื่อเสร็จ..เด็กชายวสุ

ก็บอกกับเหล่าเต่าตนุ

ขออึที่เหม็นตุตุ

ใส่เข้าไปเป็นอันล่วงลุ

พวกเต่าหัวเราะหุหุ

เมื่อทราบสูตรยาของวสุ

เด็กน้อยบอกเต่าตนุ

“อย่าเอ็ดไป จุ๊จุ๊จุ๊จุ๊”

จากนั้น เด็กชายวสุ

ก็ทำการห่อพัสดุ

ส่งให้เจ้ายักษ์หน้าฉุ

หลอกว่าเป็นขนมทองพลุ

 เจ้ายักษ์หลงกลวสุ

กินขนมจากพัสดุ

ด้วยความที่มันกินจุ

ฤทธิ์ของยาจึงเริ่มประทุ

สงสาร..เจ้ายักษ์ยอดดุ

ที่ขนพองท้องไส้ระอุ

ฟันฟางก็ค่อยค่อยผุ

หมดเรี่ยวแรงแทบสิ้นอายุ

เมื่อเห็นว่ายักษ์หน้าฉุ

สิ้นฤทธิ์ด้วยยาของวสุ

บรรดาพวกเต่าตนุ

จึงฉลองด้วยการยิงพลุ

นี่คือเรื่องของวสุ

กับการช่วยเหลือเต่าตนุ

จบแล้วนิทานสระอุ

ช่วยหัวเราะ “ฮุฮุฮุฮุ”

#นิทานนำบุญ

—————————

คำศัพท์น่ารู้ :

กระชุ    หมายถึง ภาชนะสานอย่างหนึ่งใช้บรรจุของ

กรุ       หมายถึง ห้องที่ทำไว้ใต้ดิน

คิขุ       หมายถึง น่ารัก (ใช้ในภาษาพูด)

จุนสีสตุ  หมายถึง สารเคมีชนิดหนึ่งซึ่งเป็นส่วนผสมของทองแดงและกำมะถัน 

พระวิษณุ หมายถึง เทพเจ้าฮินดูผู้ปกปักรักษาโลก

เอกอุ     หมายถึง เป็นเลิศ

Posted in ครอบครัว, นิทาน

ความฝันของนักเขียนนิทาน

ความฝันของนักเขียนนิทาน

คำว่า “นักเขียนนิทาน” หรือ “นักแต่งนิทาน” ถ้าจะบอกว่าเป็น “อาชีพ” มันก็ดูจะแปลก ๆ อยู่สักหน่อย เพราะถ้ามันเป็นอาชีพ มันก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทำเงินเลี้ยงชีวิตได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว…ไม่ใช่

“นักเขียนนิทาน” หรือ “นักแต่งนิทาน” จึงน่าจะเป็นสถานะหรือบทบาทอะไรสักอย่าง ที่เวลาคนถามเราว่า “คุณทำงานอะไร” แม้ผมจะตอบว่า “เป็นนักเขียนนิทานครับ” แต่ความรู้สึกลึก ๆ ผมไม่ได้บอกว่า “ผมมีอาชีพเป็นนักเขียนนิทานครับ” ผมอยากสื่อสารเหมือนเวลาที่บอกว่า “ผมเป็นผู้ชายครับ ผมเป็นคนไทยเชื้อสายจีนครับ ผมเป็นนักเขียนนิทานครับ” อะไรทำนองนี้

การบังเอิญได้เป็นนักเขียนนิทาน แถมบังเอิญเป็นอยู่นาน จนแต่งนิทานเอาไว้เยอะมาก ทำให้ผมแอบมีความฝันอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความฝันที่ไม่สลักสำคัญอะไร แค่อยากเฉย ๆ นั่นคือ การรวบรวมนิทานที่ผมแต่งเอาไว้ทั้งหมด พิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเล่มหนา ๆ แบบหนังสือโบราณที่เห็นในหนังหรือเห็นในรูปภาพต่าง ๆ

ความฝันนี้อาจมีที่มาจากการที่ผมเป็นคนชอบหนังสือ (ไม่ได้ชอบอ่านหนังสือนะครับ ผมชอบความเป็นหนังสือ ชอบกระดาษ ชอบรูปเล่ม ชอบสิ่งที่มันเป็น) ตอนเด็ก ๆ ผมชอบไปซื้อหนังสือการ์ตูนที่แผงหนังสือ พอเข้าชั้นมัธยมต้น ก็หัดเข้าร้านหนังสือ ในช่วงเดียวกัน ผมก็เริ่มรู้จักการเข้าไปนั่งเล่นอยู่ในห้องสมุด เพื่อค้นหนังสือเก่า ๆ ตามชั้นหนังสือมามานั่งดู มันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจเหมือนการค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตแบบในสมัยนี้ และการที่ผมได้เห็นหนังสือโบราณเล่มหนา ๆ จากต่างประเทศ (ซึ่งสมัยนั้นการได้สัมผัสสื่อจากต่างประเทศเป็นเรื่องยาก) มันจึงทำให้ผมแอบรู้สึกว่า ถ้าตัวเองมีหนังสือแบบนั้นบ้างก็คงจะดีทีเดียว

การทำหนังสือรวมนิทานเล่มหนา ๆ ขายเป็นเรื่องที่….ผมไม่ทำแน่ ๆ เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยทำสำนักพิมพ์เล็ก ๆ และพิมพ์นิทานรวมเล่มของตัวเองมาหลายเล่ม ซึ่งประสบการณ์ตอนนั้นสอนให้รู้ว่า อย่าทำอีก

แต่ความฝันในการรวมผลงานนิทานเป็นหนังสือเล่มหนา ๆ แบบหนังสือโบราณเป็นความคิดที่ต่างออกไป เพราะผมไม่ได้คิดจะทำขาย แต่เป็นการทำเพื่อรวบรวม “งานชีวิต” ที่ตัวเองได้ทำเอาไว้ ให้ตัวเองได้ภูมิใจในสิ่งเล็ก ๆ ที่ตัวเองทำฝากไว้ให้เด็ก ๆ

ก่อนหน้าที่ผมจะได้เริ่มทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ ความฝันเรื่องการรวมผลงานในลักษณะนี้ยังไม่ชัดเจนนัก เพราะนิทานมีมากถึง 417 เรื่อง แถมมีความหลากหลายจนผมคิดไม่ออกจริง ๆ ว่า จะจัดเรียงนิทานและจัดรูปเล่มของหนังสืออย่างไรให้เหมาะสม แต่เมื่อผมได้ทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ และได้แบ่งนิทานออกเป็นหมวดหมู่ (ตาม Keyword เพื่อทำ SEO) ผลที่ตามมาคือ มันทำให้ผมเห็นแนวทางการจัดเรียงนิทานในเล่มได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

บทความนี้จึงเป็นเสมือนบันทึกความคิดของผมเกี่ยวกับโครงสร้างของหนังสือรวมนิทานที่ผมแอบฝันเอาไว้ ผมคงเขียนและแก้ไขไปเรื่อย ๆ เท่าที่คิดได้ ซึ่งเมื่อลงตัวเมื่อไหร่ ก็คงนำสิ่งที่เขียนไปเป็นแนวทางในการจัดรูปเล่มของหนังสือต่อไป ดังนั้น บทความนี้อาจไม่มีสาระมากนักสำหรับคุณผู้อ่าน แต่สำหรับผมนั้น ผมเชื่อว่าอย่างน้อยผมก็ได้ใช้พื้นที่ตรงนี้ในการทบทวนความคิด และอาจใช้เป็นแนวทางในการพิมพ์หนังสือ หากผมไม่ได้เป็นคนจัดการเอง (เพราะชีวิตไม่แน่นอน)

หากไม่นับหน้าคำนำและสารบัญของหนังสือ ผมอยากเริ่มต้นหนังสือของผมด้วยการเขียน “บทเกริ่นนำ” เพื่อเล่าความรู้สึกนึกคิดของการได้มาเป็นนักเขียนนิทาน รวมถึงแนวทางที่ผมใช้ในการแต่งนิทาน ให้คนอ่านได้รู้ ผมว่าการบอกเล่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีค่า เพราะมันทำให้คนอ่านเข้าใจ “โลกของคนเขียน” ชัดเจนยิ่งขึ้น (ผมเองก็อยากรู้ความคิดของนักแต่งนิทานในอดีตมาก ๆ แต่ก็หาอ่านไม่ค่อยได้)

ลำดับถัดไป ผมอยากเริ่มนิทานเรื่องแรกของเล่ม ด้วยนิทานเรื่อง “ชายผู้ปลูกดอกไม้สีจาง” และปิดท้ายเล่ม ด้วยนิทานเรื่อง “ความฝันของชายผู้รักดอกไม้สีจาง” เพราะนิทานทั้งสองเรื่อง เป็นนิทานแทนตัวผม

https://bit.ly/3uEaiJ8
https://bit.ly/2RKj9KJ

เนื้อหาของเล่ม ผมอยากเริ่มด้วย “นิทานแสนรัก” ซึ่งผมอยากคัดเลือกนิทานที่ผมแต่งโดยมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตตัวเอง คนในครอบครัว หรือนิทานเรื่องพิเศษบางเรื่องที่มีความหมายกับชีวิตบางช่วงของผมมาก ๆ มาให้อ่านกันเป็นหมวดแรก เพราะนิทานเหล่านี้สะท้อนตัวตนภายในของผมในฐานะนักแต่งนิทานได้มาก

ลำดับถัดไป ผมอยากนำนิทานแต่ละหมวดในเว็บไซต์นิทานนำบุญ มาจัดเรียงนำเสนอที่ละหมวด ซึ่งนิทานในแต่ละหมวดจะมีอยู่ราว 10 เรื่อง (ยกเว้นบางหมวดที่อาจมีไม่ถึง 10 เรื่อง) เช่น นิทานก่อนนอนสั้น ๆ นิทานตลก ๆ ก่อนนอน นิทานก่อนนอนความรัก นิทานธรรมะก่อนนอน นิทานพ่อมดแม่มด นิทานปรับพฤติกรรมเด็ก (ควรปรับชื่อใหม่) ฯลฯ โดยนิทานแต่ละหมวดควรมีหน้าเปิด 1 หน้าเป็นหน้าคั่น เพื่อแยกนิทานแต่ละหมวดออกจากกัน และหากเป็นไปได้ ผมอยากให้นิทานทุกเรื่องมีภาพประกอบลายเส้นขาวดำ เรื่องละอย่างน้อย 1 ภาพ และอาจเขียนเกริ่นนำเกี่ยวกับนิทานในแต่ละชุด เพื่อให้ผู้อ่านได้พักอารมณ์จากนิทานในชุดก่อนหน้าสักนิด และเป็นพื้นที่ที่ให้ผมได้สื่อสารความรู้สึกนึกคิดกับผู้อ่านเกี่ยวกับมุมมองของผมที่มีต่อนิทานเหล่านั้น

เมื่อนำเสนอนิทานทีละหมวด ๆ หนังสืออาจคั่นนิทานเหล่านั้นด้วยนิทานหมวดพิเศษ คือ หมวดของนิทานที่มีเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกัน เพื่อให้หนังสือไม่ราบเรียบจนเกินไป

https://bit.ly/33rHXdm

หลังจากนั้น จึงค่อยนำเสนอนิทานในหมวดอื่น ๆ ที่เหลืออยู่ หรือหากรวมเป็นหมวดไม่ได้ ก็อาจนำเสนอนิทานที่เหลือในรูปแบบของคลังนิทานที่เรียงลำดับนิทานที่เหลือตามลำดับตัวอักษร (แต่วิธีการนี้อาจทำให้นิทานกระจัดกระจายไม่น่าอ่าน ดังนั้น จึงควรพิจารณาอีกครั้ง)

ก่อนเข้าสู่นิทานเรื่องสุดท้าย (ความฝันของชายผู้รักดอกไม้สีจาง) ผมอยากปิดเล่มด้วยหมวดของ “นิทานที่เป็นเกียรติต่อชีวิตนักเขียนนิทานอย่างผม” ซึ่งได้แก่นิทานเรื่อง “พระราชาผู้เป็นที่รัก”และนิทานที่เคยพิมพ์เป็นเล่มในชุดตามรอยพระราชา เช่น “ของขวัญแด่พระราชา” และ “คนต่อเทียน” รวมทั้งนิทานเรื่องอื่น ๆ ที่ให้แง่คิดสอนใจในลักษณะเดียวกัน เพราะนิทานเหล่านี้มีคุณค่าทางจิตใจสำหรับผมมาก

ท้ายเล่ม หลังจบนิทานเรื่อง “ความฝันของชายผู้รักดอกไม้สีจาง” หากมีโอกาส ผมก็อยากเขียนขอบคุณบุคคลทุกคนที่เกี่ยวกับการที่ผมได้มาเป็นนักเขียนนิทาน ทั้งครอบครัว ครูบาอาจารย์ นิตยสารขวัญเรือน เพื่อน และผู้อ่าน

ความฝันเรื่องการทำหนังสือรวมผลงานนิทานของชีวิต ดูแล้วน่าจะมีความเป็นไปได้มากขึ้น แถมปัจจุบัน การพิมพ์หนังสือก็ทำได้ง่ายขึ้นมาก ผมจึงเชื่อว่า ฝันนี้น่าจะเป็นจริงได้ในสักวัน

#นิทานนำบุญ