Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

สาวน้อยกับเจ้าชายในฝัน

นิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรักของชายหนุ่มและหญิงสาวเป็นนิทานที่แต่งได้ไม่ยาก แต่การแต่งนิทานประเภทนี้ให้น่าประทับใจเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย นิทานเรื่อง “สาวน้อยกับเจ้าชายในฝัน” เป็นนิทานเกี่ยวกับความรักเรื่องหนึ่งที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะผู้แต่งเชื่อว่า น่าจะเป็นนิทานอีกเรื่องที่ถูกใจทั้งเด็ก ๆ และคนที่ชอบอ่านนิทานให้แฟนฟังก่อนนอน หวังว่านิทานเรื่องนี้จะสร้างความสุขให้แก่ผู้อ่านทุก ๆ คนได้นะครับ

นิทานเรื่อง สาวน้อยกับเจ้าชายในฝัน

ลูกกวาดเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ชอบฟังนิทานมาก   เธอฝันว่าเมื่อเธอโตเป็นผู้ใหญ่  เจ้าชายที่เป็นเนื้อคู่ของเธอจะปรากฏตัวขึ้นและมาขอให้เธอเป็นเจ้าสาวของเขา   ลูกกวาดเชื่อว่าเจ้าชายของเธอน่าจะเรียนหนังสืออยู่ที่ไหนสักแห่งในโลก  และเพื่อให้เจ้าชายรู้ว่าเธอเฝ้ารอวันที่จะได้พบกัน  ดังนั้น  ลูกกวาดจึงวาดรูปตัวเองยืนเคียงคู่กับเจ้าชายในฝัน  แล้วม้วนภาพใส่ขวดแก้วโยนลงทะเล เพื่อสื่อความในใจไปยังเจ้าชายที่ลูกกวาดเชื่อว่า เธอกับเขาผูกพันกันอยู่ด้วยเยื่อใยแห่งความรัก

ทุก ๆ วัน  ลูกกวาดมักจะชวนเพื่อน ๆ  มานั่งล้อมวงฟังนิทานเคล้าเสียงคลื่นที่ริมหาด   เด็ก ๆ ทุกคนรักลูกกวาดเช่นเดียวกับที่ลูกกวาดรักพวกเขา    รอบวงนิทานจึงเต็มไปด้วยความฝันที่แสนสุข   จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง  ลูกกวาดจำต้องลาจากเพื่อน ๆ เพื่อตามคุณพ่อคุณแม่เข้าไปอยู่ในตัวเมือง   ความสุขรอบวงนิทานจึงสิ้นสุดลงพร้อม ๆ กับหยาดน้ำตาของเด็ก ๆ ที่เอ่อล้นออกมาด้วยความอาลัยรัก 

หลายปีผ่านไป  ลูกกวาดเติบโตขึ้นเป็นสาวน้อยที่ยังคงเชื่อมั่นในนิทานและความฝัน   ด้วยเหตุนี้  เธอจึงตัดสินใจขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่ แล้วออกเดินทางเพื่อเล่านิทานให้เด็ก ๆ ฟัง พร้อมกับเฝ้าตามหาเจ้าชายในฝัน ผู้เป็นเจ้าของปราสาทที่มีดอกไม้งามบานสะพรั่ง

สาวน้อยดั้นด้นเดินทางไปทั่วทุกทวีป  เธอขี่ช้างย่ำป่า   ลอยข้ามผืนฟ้าไปกับเรือเหาะลำใหญ่  บุกข้ามทะเลทรายด้วยการขี่อูฐ  ไถลฝ่าดินแดนหิมะด้วยเลื่อนน้ำแข็ง  ล่องแก่งไปตามสายน้ำที่เชี่ยวกราก  ลูกกวาดสร้างความสุขให้เด็ก ๆ ในทุก ๆ พื้นที่ที่เธอเหยียบย่าง   เธอได้พบกับเจ้าชายและผู้คนมากมายทั่วทุกมุมโลก  แต่น่าเสียดายเหลือเกิน…เธอยังไม่เคยพบกับเจ้าชายที่เธอเฝ้าถวิลหามาตลอดชั่วชีวิต

วันหนึ่ง  ลูกกวาดแล่นเรือข้ามมหาสมุทรมาเทียบท่าที่ชายหาดของดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งเธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด   เมื่อสาวน้อยขึ้นฝั่ง  เธอมองเห็นปราสาทหลังเล็ก ๆ พร้อมกับสวนดอกไม้แสนสวยที่ดูคล้ายกับภาพที่เธอเคยวาดเอาไว้ในอดีต  ลูกกวาดก้าวตรงไปยังปราสาทที่อยู่เบื้องหน้าราวกับต้องมนตร์สะกด

เธอมองเห็นเจ้าชายผมยาวท่าทางใจดีกำลังนั่งเล่านิทานอยู่ท่ามกลางเด็ก ๆ ที่มีแววตาฟุ้งฝัน   หัวใจของหญิงสาวเต้นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  และยิ่งเมื่อเจ้าชายหันมาสบตากับเธอพร้อมกับเรียกชื่อของเธอได้อย่างถูกต้อง…ดั่งคนที่เคยสนิทสนมกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน  หญิงสาวผู้เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นก็เกิดอาการขวยเขินและรู้สึกวูบวาบหวั่นไหวไปหมด!

ในขณะที่ลูกกวาดกำลังตกอยู่ในภวังค์   ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของปราสาทก็เดินตรงเข้ามาหาหญิงสาว แล้วเฉลยความจริงว่าเขาเป็นหนึ่งในเพื่อนเก่าที่เคยล้อมวงเล่านิทานกับเธอสมัยที่ทุกคนยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ    ชายหนุ่มสารภาพต่อไปว่า หลังจากที่ลูกกวาดจากทุกคนไปได้ไม่นาน  เขาก็เริ่มตระหนักว่าเขามิอาจที่จะอยู่โดยปราศจากเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่าลูกกวาดได้   เขานั่งร้องไห้อยู่ที่ชายหาดจนน้ำตาเหือดแห้ง  และแล้ว…ท้องทะเลก็เห็นใจเขา  เพราะมีเกลียวคลื่นลูกใหญ่พัดพาขวดแก้วใบหนึ่งมาเกยที่หาดทรายใกล้ ๆ กับที่ ๆ เขานั่งอยู่  ซึ่งหลังจากที่เขาเปิดขวดและคลี่กระดาษในขวดออกดู  เขาก็รู้ว่าเขายังมีโอกาสที่จะได้พบกับเด็กผู้หญิงที่เขาหลงรักอีกครั้ง    

หลังจากวันนั้น  เขาตั้งใจเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ และหาโอกาสตามพ่อของเขาออกทะเล  เขาเริ่มฝึกฝนวิธีดำน้ำและเฝ้าค้นหาสมบัติตามเรืออับปางที่จมอยู่ใต้ห้วงทะเลลึก  ซึ่งหลังจากที่เขาผจญกับคมเขี้ยวของเหล่าฉลามอยู่นานหลายปี   ในที่สุด  เขาก็ค้นพบสมบัติของโจรสลัด และนำมันมาเป็นทุนในการสร้างปราสาทหลังน้อยเพื่อรอคอยให้หญิงสาวผู้เป็นที่รักหวนกลับมาหา

ลูกกวาดฟังเรื่องราวทั้งหมดด้วยความตื้นตันใจ   เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า เพื่อนเก่าของเธอก็คือเจ้าชายที่เธอเที่ยวตามหามาโดยตลอด   สาวน้อยมองชายหนุ่มที่ทุ่มชีวิตสร้างปราสาทหลังน้อยเพื่อรอคอยการกลับมาของเธอ  ชายหนุ่มคนนี้คือคนที่ปลูกดอกไม้ตามภาพที่เธอเคยวาดฝัน   และที่สำคัญ..เขายังคงเชื่อในพลังแห่งนิทานและใช้นิทานสร้างความสุขให้แก่เด็ก ๆ ทั้งหลายดังที่เธอได้เห็น

ลูกกวาดหลงรักเจ้าชายของเธอมาก  และเมื่อชายหนุ่มเอ่ยปากขอความรักจากเธอ  เธอก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะปฏิเสธความปรารถนาดีของเขา   ในที่สุด  ลูกกวาดก็ได้อยู่เคียงคู่กับเจ้าชายของเธอในปราสาทหลังน้อยที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรัก…ดังที่เธอเคยฝันเอาไว้

#นิทานนำบุญ

………………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ลูกเป็ดกับพรวิเศษเจ็ดประการ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ลูกเป็ดกับพรวิเศษเจ็ดประการ” เป็นนิทานสั้นพร้อมข้อคิดที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นผู้แต่ง และเคยตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน รวมทั้งเคยพิมพ์เป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กกับสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊กส์ นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ชวนติดตาม และสามารถนำไปใช้ทำกิจกรรมศิลปะเพิ่มเติม เช่น การจีัดกิจกรรมระบายสีให้ลูกเป็ดเปลี่ยนสีไปตามเรื่องราวในนิทาน หวังว่าคุณผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง ลูกเป็ดกับพรวิเศษเจ็ดประการ

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเป็ดน้อยตัวหนึ่งเป็นลูกเป็ดที่มีขนสีขะมุกขะมอมแลดูไม่น่ารัก  เจ้าเป็ดน้อยไม่ชอบสีสันของตัวเองเลย  มันอยากจะเป็นลูกเป็ดที่ดูงามสง่ามากกว่าเป็ดตัวไหน ๆ      

          อยู่มาวันหนึ่ง  มีนางฟ้าตัวจิ๋วถูกสายลมพัดปลิวมาตกที่กลางบึงบ้านของเป็ดน้อย  เมื่อลูกเป็ดเห็นนางฟ้ากำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก  มันจึงรีบว่ายน้ำเข้าไปช่วยนางฟ้าตัวจิ๋วทันที

          เมื่อนางฟ้าตัวจิ๋วรอดพ้นจากอันตราย  เธอจึงนึกอยากขอบคุณเป็ดน้อยที่มีน้ำใจให้ความช่วยเหลือ  นางฟ้ามอบพรวิเศษเจ็ดประการให้เจ้าเป็ดเป็นของขวัญ ซึ่งเป็ดน้อยเองก็มีความสุขมากที่มันได้รับโอกาสดี ๆ เช่นนี้

          แน่นอน..สิ่งที่ลูกเป็ดปรารถนาก็คือการมีขนที่งดงามกว่าเป็ดตัวอื่น ๆ  ดังนั้น  เป็ดน้อยจึงอธิษฐานขอให้ขนของมันกลายเป็นสีขาวที่ดูแวววาวราวกับไข่มุก

          เมื่อสิ้นคำอธิษฐาน  ลูกเป็ดก็กลายสภาพเป็นเป็ดขาวตัวน้อยที่ดูน่ารักขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา  เจ้าเป็ดมองเงาของตัวเองในน้ำด้วยความภาคภูมิใจ  มันมีความสุขเหลือเกินที่ความฝันของมันเป็นจริงขึ้นมาได้

          ในขณะนั้นเอง  เจ้าลูกเป็ดเกิดนึกสนุกอยากมีลวดลายเฉพาะตัวที่ดูพิเศษมากขึ้นไปอีก  ด้วยเหตุนี้  เป็ดน้อยจึงใช้พรวิเศษที่เหลืออยู่ลองแต่งแต้มลวดลายให้ตัวเองดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

          ลูกเป็ดใช้พรข้อที่สองเนรมิตให้มันมีจุดสีดำกระจายอยู่ตามลำตัวคล้ายกับลายของสุนัขดัลเมเชี่ยน  แต่เมื่อแปลงกายเสร็จ  มันกลับไม่ชอบใจจุดสีดำเหล่านั้นนัก

          “จุดสีดำดูสกปรกจังเลย  ถ้าเปลี่ยนเป็นสีที่อ่อนหวานก็คงจะดีกว่านี้นะ”

          เจ้าเป็ดใช้พรข้อที่สามเนรมิตจุดสีดำให้กลายเป็นลายดอกไม้แสนสวย   แม้ลายดอกไม้จะน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม  แต่สำหรับเจ้าเป็ดน้อยตัวผู้  มันก็ดูออกจะหวานแหววเกินไปสักหน่อย

          “แบบนี้คงต้องโดนล้อแน่ ๆ  เปลี่ยนเป็นลายเท่ ๆ คงจะดีกว่านี้นะ”

          เป็ดน้อยใช้พรข้อที่สี่เนรมิตให้ตัวเองมีขนสีเหลืองสลับกับลายจุดสีน้ำตาลคล้ายกับผิวของยีราฟ  แต่ทันทีที่แปลงกายเสร็จ  เป็ดน้อยกลับรู้สึกว่ามันดูแย่กว่าเดิมเสียอีก 

          “ลวดลายของสัตว์สี่ขาคงไม่เข้ากับเราสักเท่าไหร่  ลองใช้ลายของพวกเดียวกันคงจะดีกว่านี้นะ”

          เจ้าเป็ดใช้พรข้อที่ห้าเนรมิตให้ตัวเองมีขนสีเขียวแซมด้วยลวดลายคล้ายกับหางนกยูงแสนสวย  แม้สีสันของหางนกยูงจะงดงามยิ่งนัก  แต่มันกลับดูไม่เข้าท่าเมื่อมาอยู่บนตัวของเจ้าเป็ดน้อย

          “สีแบบนี้ดูแก่จังเลย  เปลี่ยนเป็นสีที่ดูสดใสอีกนิดก็คงจะดีกว่านี้นะ”

          เป็ดน้อยใช้พรข้อที่หกเนรมิตให้ตัวเองกลายเป็นเป็ดเจ็ดสีเลียนแบบสีของรุ้งกินน้ำ  ลูกเป็ดสายรุ้งดูสวยสะดุดตาชนิดที่หาเป็ดตัวใดเทียบเทียมได้ยาก  ซึ่งเจ้าเป็ดน้อยเองก็ชื่นชอบสีขนและลวดลายของมันในตอนนี้มากที่สุด

          ในขณะที่ลูกเป็ดกำลังชื่นชมกับขนสีรุ้งของตัวเองอยู่นั้น  จู่ ๆ เจ้าเป็ดน้อยก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้คนและฝูงสุนัขวิ่งตรงมายังบึงซึ่งเป็นบ้านของมันเพื่อที่จะจับลูกเป็ดแสนสวยเอาไว้ในครอบครองให้จงได้

          ลูกเป็ดตกใจมากเมื่อเห็นปืนยาวและเขี้ยวขาว ๆ ที่ดาหน้ากันเข้ามา  มันจึงรีบดำผุดดำว่ายเพื่อหาที่หลบภัยอย่างไม่คิดชีวิต

          อนิจจา! แม้เป็ดน้อยจะพยายามหาที่ซ่อนตัวตามดงอ้อกอหญ้าสักเท่าไร  แต่ด้วยสีสันที่แสนสดใสของมันก็ทำให้การซ่อนตัวนั้นไม่อาจที่จะอำพรางตัวมันได้   ในที่สุด  เจ้าเป็ดน้อยก็ค้นพบคุณค่าของขนขะมุกขะมอมที่มันเคยรังเกียจ  

          เจ้าเป็ดน้อยตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการใช้พรข้อที่เจ็ดเนรมิตให้ตัวเองกลับกลาย เป็นลูกเป็ดขี้เหร่ดังเดิม  จากนั้น  มันก็รีบว่ายน้ำเข้าไปซ่อนในกอกกที่รกทึบ  แล้วซุ่มตัวพรางตนจนกลมกลืนกับดินเลนแถว ๆ นั้นจนแยกกันแทบไม่ออก

          โชคดีเหลือเกินที่ไม่มีใครสังเกตเห็นเจ้าลูกเป็ดซึ่งหวาดกลัวจนตัวสั่น  และเมื่อผู้บุกรุกทั้งหลายจากไป   เจ้าเป็ดน้อยก็ค่อย ๆ ออกมาจากที่ซ่อนของมันด้วยความระแวดระวังเป็นที่สุด

          และแล้ว…ลูกเป็ดตัวน้อยก็อยู่รอดปลอดภัยด้วยขนที่แสนขะมุกขะมอมของมันนั่นเอง

#นิทานนำบุญ

……………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คุณยายเจ็ดสิบเอ็ด

นิทานก่อนนอนเรื่อง คุณยายเจ็ดสิบเอ็ด เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งขึ้นโดยนำประสบการณ์วัยเด็ก (จนถึงโต) ที่ได้รับความรักความเอาใจใส่จากอาม่า (คุณยาย) มาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเขียน นิทานเรื่องนี้พูดถึงร้านสะดวกซื้อในยุคหนึ่งซึ่งสินค้าในร้านไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อเด็กสักเท่าไหร่ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็มักพาเด็ก ๆ เข้าไปซื้อของกินของเล่นในนั้นจนกลายเป็นความเคยชินที่น่าเป็นห่วง ในมุมมองของนักแต่งนิทานและคนที่ทำงานด้านเด็ก ทำได้เพียงการแบ่งปันมุมมองผ่านสื่อนิทานที่ตัวเองทำเท่านั้น หวังว่านิทานก่อนนอนเรื่องนี้จะให้ความสุขและเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้างนะครับ

นิทานเรื่อง คุณยายเจ็ดสิบเอ็ด

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อว่า “บุญ”   

บุญเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงเรียนที่แวดล้อมไปด้วยร้านสะดวกซื้อเต็มไปหมด ทุกเย็น เพื่อน ๆ ของบุญมักพากันเข้าไปซื้อขนมในร้านเหล่านั้นจนกระเป๋าแฟบ มีเพียงบุญเท่านั้นที่มักรอเพื่อน ๆ อยู่นอกร้านและไม่เคยเสียเงินให้ร้านเหล่านั้นเลยแม้แต่บาทเดียว

เมื่อเพื่อน ๆ สังเกตว่าบุญแทบไม่เคยเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ  เพื่อนบางคนจึงคาดเดาว่า บางที ฐานะทางบ้านของบุญอาจไม่สู้ดีนัก บุญจึงไม่มีเงินซื้อขนม  ส่วนเพื่อนบางคนก็คาดเดาว่า บุญอาจมีเงินมากก็ได้ แต่เป็นคนขี้เหนียว จึงไม่ยอมใช้เงินซื้ออะไรเลยแม้กระทั่งของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ

 ในขณะที่เพื่อน ๆ พากันสงสัย  เพื่อนสนิทของบุญก็บอกกับเพื่อนคนอื่น ๆ ว่า “บุญไม่ใช่คนขี้เหนียวแน่ ๆ เพราะเขามักเอาขนมจากที่บ้านมาแบ่งให้ฉันกินบ่อย ๆ  แถมบุญยังได้ค่าขนมมาโรงเรียนไม่น้อย  แต่ที่เขาไม่เข้าร้านสะดวกซื้อ อาจเป็นเพราะที่บ้านของบุญมีอะไรเจ็ดสิบเอ็ด ๆ ที่เด็ดกว่าร้านสะดวกซื้อแถวโรงเรียนก็ได้นะ เห็นเขาเคยเปรย ๆ ให้ฟังน่ะ”

“อะไรเจ็ดสิบเอ็ด ๆ ที่เด็ดกว่าร้านสะดวกซื้อแถวโรงเรียนน่ะเหรอ”  เด็กทุกคนรำพึงแล้วมองหน้ากันด้วยความสงสัย  และเพื่อให้ความสงสัยคลี่คลายลง  เด็กทุกคนจึงวางแผนกันว่า  พวกเขาจะขอตามไปที่บ้านของบุญเพื่อพิสูจน์สิ่งที่ค้างคาใจอยู่

เมื่อบุญได้ฟังคำขอร้องของเพื่อน ๆ เขาก็ยิ้มพร้อมกับอนุญาตให้เพื่อน ๆ ตามเขากลับบ้านได้   ครั้นเมื่อถึงเวลาเลิกเรียน  เด็กทุกคนก็พากันเดินตามบุญกลับบ้าน  โดยเด็กทุกคนต่างคาดเดาว่า แถวบ้านของบุญอาจมีร้านสะดวกซื้อชื่อเจ็ดสิบเอ็ด ที่มีของกินอร่อยเด็ดกว่าร้านแถวโรงเรียนแน่ ๆ

แต่เมื่อเด็กทุกคนตามบุญไปถึงหน้าบ้าน  แทนที่บุญจะแวะร้านสะดวกซื้อแถว ๆ นั้น  เขากลับชวนเพื่อน ๆ ให้เข้าไปในบ้าน พร้อมกับบอกว่า “อะไรเจ็ดสิบเอ็ด ๆ ที่เด็ดกว่าร้านสะดวกซื้อแถวโรงเรียน อยู่ในบ้านของฉันนี่แหละ  เชิญทุกคนเข้าไปได้เลยนะ”

เมื่อเด็กทุกคนเดินเข้าไปในบ้าน  สิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือ บนโต๊ะอาหารมีแซนวิชไข่ดาว ขนม กุ้ยช่าย นึ่งร้อน ๆ  ขนมไทยหลากหลายชนิด  น้ำเก๊กฮวยเย็นสดชื่น  มะละกอ กล้วยและแตงโมฝาน ซึ่งทั้งหมดจัดเป็นชุด ๆ เท่าจำนวนเด็ก  ที่สำคัญ  ในตู้เย็นยังมีทุเรียนแช่แข็งที่อร่อยน่ากินไม่แพ้ไอศกรีมยี่ห้อดัง ซึ่งอาหารทั้งหมดเป็นฝีมือการจัดการของคุณยายที่มีอายุเจ็ดสิบเอ็ดปี และคุณยายของบุญก็คือ “อะไรเจ็ดสิบเอ็ด ๆ ที่เด็ดกว่าร้านสะดวกซื้อ” นั่นเอง

เมื่อเด็กทุกคนได้พบคุณยาย  เด็ก ๆ ก็สวัสดีคุณยายด้วยความนอบน้อม  ส่วนคุณยายก็รับไหว้อย่างใจดี จากนั้น  คุณยายก็พูดว่า “เจ้าบุญโทรศัพท์มาบอกว่าหลาน ๆ จะมากัน ยายก็เลยเตรียมของอร่อย ๆ ไว้ต้อนรับ  เหมือนที่ทำเตรียมไว้รอเจ้าบุญทุก ๆ เย็นนั่นแหละนะ เอ้า…ลงมือกินกันได้เลยนะจ๊ะ” 

เด็กทุกคนส่งยิ้มให้คุณยายพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณ ก่อนที่จะกินอาหารต่าง ๆ อย่างเอร็ดอร่อย

ในขณะที่เด็ก ๆ กำลังเพลินกับการกินอาหาร  เด็กบางคนก็พูดว่า  “ของกินวันนี้อร่อยเด็ดกว่าของกินจากร้านสะดวกซื้อจริง ๆ เพราะมันไม่ใช่อาหารแช่แข็งหรืออาหารสำเร็จรูปแบบที่เรากินอยู่ทุกวัน”

เด็กบางคนหันไปบอกบุญว่า “เธอนี่โชคดีจริง ๆ เลยนะ ของทั้งหมดนี้  มีเงินก็ซื้อไม่ได้  ฉันยอมรับเลยว่า อะไรเจ็ดสิบเอ็ด ๆ ของเธอ เด็ดกว่าร้านสะดวกซื้อทุกร้านที่ฉันเคยเห็นจริง ๆ”

บุญยิ้มรับ แล้วบอกกับเพื่อน ๆ  ว่า “แต่มีของที่มีเงินก็ซื้อไม่ได้และเป็นสิ่งที่เด็ดที่สุดอีกอย่างนึงนะ”

ในขณะที่บุญพูดค้างอยู่นั้น  คุณยายวัยเจ็ดสิบเอ็ดก็เดินเข้ามา แล้วพูดว่า “เอ! วันนี้หลานลืมอะไรรึเปล่า”  บุญมองตาคุณยายพร้อมกับยิ้มให้ด้วยความรัก  เขาวางมือจากขนมที่กินอยู่  จากนั้น เขาก็บอกคุณยายว่า “ไม่ลืมหรอกครับ  เพราะนี่คือสิ่งที่ทำให้บุญมีความสุขที่สุด”  ว่าแล้ว  บุญก็ตรงเข้าหาคุณยาย เพื่อให้คุณยายกอดเขาเอาไว้ในอ้อมอก

วินาทีนั้น  เด็กทุกคนจึงได้รู้ว่า  สิ่งที่เด็ดที่สุดที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากร้านสะดวกซื้อไหน ๆ และร้านสะดวกซื้อก็ไม่สามารถทำเป็นของแช่แข็งหรือของสำเร็จรูปมาขายได้ ก็คือ อ้อมกอดแห่งความรักของคุณยายนี่เอง  

เด็กทุกคนรู้สึกอิ่มท้องและอิ่มใจมากที่ได้เห็นภาพแห่งความรักระหว่างเพื่อนของเขากับคุณยายที่แสนใจดี บางที พวกเขาน่าจะลองชวนคุณพ่อคุณแม่ทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้กินด้วยกันหลังเลิกเรียนบ้าง  และแน่นอนว่า จะต้องมีอ้อมกอดแห่งความรักให้กันและกันเป็นทีเด็ดหลังมื้ออาหารด้วย

#นิทานนำบุญ

……………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ไข่ประหลาดเจ็ดสีกับเศรษฐีโลภมาก

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ไข่ประหลาดเจ็ดสีกับเศรษฐีโลภมาก” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่ “โปเกมอน” เริ่มได้รับความนิยม ในยุคนั้น คำว่าร่าง 1 ร่าง 2 เพิ่งเป็นที่รู้จัก ผมทึ่งในความน่ารักของโปเกมอนที่มีคาแรคเตอร์มากมายเต็มไปหมด (ถ้าผมเป็นเด็ก ผมก็คงนั่งออกแบบและวาดโปเกมอนเองแน่ ๆ) ความประทับใจในโปเกมอน เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากแต่งนิทานที่มีตัวละครออกมาจากไข่ แต่เรื่องราวของนิทานไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับโปเกมอนเลย แถมยังเป็นนิทานก่อนนอนที่มีข้อคิดสอนใจด้วย หวังว่าเด็ก ๆ และผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง ไข่ประหลาดเจ็ดสีกับเศรษฐีโลภมาก

นานมาแล้ว  มีเศรษฐีผู้หนึ่งเป็นคนที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่นจนเป็นนิสัย   แม้เศรษฐีจะมีเงินทองมากมาย  แต่เขาก็ไม่เคยรู้จักพอ   มิหนำซ้ำ เขายังชอบหากินกับคนจนด้วยการปล่อยเงินกู้แล้วคิดดอกเบี้ยอย่างขูดรีดขูดเนื้อ  ด้วยเหตุนี้  ชาวบ้านทั้งหลายจึงเกลียดชังเศรษฐีกันโดยถ้วนหน้า

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่หนุ่มชาวบ้านต้อนฝูงสัตว์ของเขาไปหากินบริเวณแม่น้ำ  จู่ ๆ ชายหนุ่มก็พบไข่แปลกประหลาดเจ็ดฟองลอยน้ำมาติดที่ริมฝั่ง  ไข่ทั้งเจ็ดฟองมีขนาดใหญ่กว่าลูกบอลราวสองถึงสามเท่า  นอกจากนี้  ไข่แต่ละฟองยังมีสีสันที่แตกต่างกันอีกด้วย   ชายหนุ่มรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับไข่ประหลาดที่เขาได้พบ  เขาจึงตัดสินใจขนไข่ทั้งหมดกลับไปเก็บเอาไว้ที่บ้าน

เมื่อชายหนุ่มนำไข่กลับไปถึงบ้าน หมอดูประจำหมู่บ้านได้ทำนายว่า ไข่แปลก ๆ เหล่านี้จะทำให้ความทุกข์ยากของผู้คนในหมู่บ้านหายไปจนหมดสิ้น  เมื่อชาวบ้านได้ฟังคำของหมอดู  พวกเขาก็พากันโจษจันว่า ไข่ทั้งเจ็ดฟองน่าจะเป็นไข่วิเศษจากสรวงสวรรค์  

ครั้นเมื่อเศรษฐีผู้โลภมากได้ทราบข่าวเรื่องไข่วิเศษ   เศรษฐีผู้ละโมบจึงตรงดิ่งไปยังบ้านของชายหนุ่ม แล้วบังคับให้ชายหนุ่มมอบไข่วิเศษทั้งเจ็ดฟองให้แก่ตน โดยเศรษฐีขู่ว่า หากชายหนุ่มขัดขืน เขาก็จะเรียกเงินกู้ยืมต่าง ๆ คืนจากชาวบ้านในทันที

แม้ชายหนุ่มจะไม่ต้องการมอบไข่ให้เศรษฐี  แต่เขาก็ไม่อยากทำให้ชาวบ้านที่เป็นลูกหนี้ของเศรษฐีต้องลำบาก  ท้ายที่สุด ชายหนุ่มจึงจำใจยกไข่ทั้งหมดให้แก่เศรษฐีแต่โดยดี

เศรษฐีดีใจที่เขาช่วงชิงไข่วิเศษทั้งเจ็ดฟองมาได้เป็นผลสำเร็จ  เศรษฐีคิดว่าไข่ทั้งเจ็ดฟองน่าจะเป็นไข่ของตัวอะไรสักอย่างที่สามารถออกไข่เป็นทองคำหรือไม่ก็อาจจะเป็นไข่ของสิ่งมีชีวิตแห่งแดนสวรรค์ ซึ่งน่าจะนำไปขายต่อให้พระราชาและทำให้เขาร่ำรวยขึ้นได้อีกมาก ด้วยเหตุนี้เอง  เศรษฐีจึงสั่งให้บ่าวไพร่ประคบประหงมดูแลไข่ทั้งเจ็ดฟองเป็นอย่างดี

หลายวันผ่านไป  ไข่ทั้งเจ็ดฟองที่เศรษฐีนำกลับบ้านก็เริ่มกระดุกกระดิกและเปลือกไข่ก็ค่อย ๆ กะเทาะออกทีละน้อย  จนในที่สุด  สิ่งที่ปรากฏกายออกมาจากไข่ก็คือสัตว์ประหลาดตัวกลม ๆ ซึ่งมีขนปุกปุยและมีสีแตกต่างกันไปตามสีของเปลือกไข่ที่มันกำเนิดออกมา 

เศรษฐีตื่นเต้นมากที่ได้เห็นสัตว์ประหลาดทั้งเจ็ด  แม้ว่าเหล่าสัตว์ประหลาดจะมีรูปร่างไม่คุ้นตา  แต่พวกมันก็ดูน่ารักน่าชังไม่ใช่เล่น   และที่เหนือสิ่งอื่นใด…พวกมันยังอาจทำเงินให้แก่เศรษฐีได้มากมายมหาศาล 

เศรษฐีฝันหวานพร้อม ๆ กับดูสัตว์ประหลาดทั้งเจ็ดกระโดดโลดเต้นไปมารอบ ๆ ห้อง จวบจนกระทั่งเจ้าสัตว์ประหลาดทั้งหมดเหนื่อยและหิว  สิ่งที่เศรษฐีผู้ละโมบไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!

เมื่อสัตว์ประหลาดแต่ละตัวท้องร้องจ๊อก ๆ   พวกมันก็เหลียวซ้ายแลขวา  จากนั้น พวกมันก็เริ่มกินสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวอย่างเอร็ดอร่อย

สัตว์ประหลาดบางตัวชอบกินไม้  บางตัวชอบแทะโลหะ  บางตัวชอบหม่ำกระดาษ  บางตัวชอบเขมือบแก้ว  สัตว์ประหลาดแต่ละตัวต่างชอบกินสิ่งของที่ทำจากวัสดุที่แตกต่างกัน 

ไม่ช้าไม่นานนัก  สัตว์ประหลาดทั้งเจ็ดก็เขมือบทรัพย์สินของเศรษฐีไปจนเกือบหมด  นับตั้งแต่ถังขยะ, โต๊ะอาหาร, ตู้เสื้อผ้า, ฝาผนัง, นาฬิกา, หลังคาบ้าน รวมทั้งเพชรนิลจินดาและหนังสือสัญญาเงินกู้ต่าง ๆ

สัตว์ประหลาดทั้งเจ็ดหม่ำอาหารของพวกมันด้วยความว่องไวราวสายฟ้าแลบ  ซึ่งเมื่อพวกมันอิ่มเต็มที่แล้ว  ปีกเล็ก ๆ ของเหล่าสัตว์ประหลาดก็ค่อย ๆ งอกออกมา  จากนั้น  พวกมันก็พากันบินขึ้นฟ้าและหายไปในที่สุด

เศรษฐีผู้โลภมากตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก  ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ที่เขาสะสมมาตลอดชีวิตถูกสัตว์ประหลาดจอมเขมือบทั้งเจ็ดหม่ำจนเหลือเพียงพื้นบ้านกับเสาเรือนในเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว 

ความโลภทำให้เขานำสัตว์ประหลาดเข้ามาในบ้านของตนเอง และมันก็ทำให้เขาต้องสูญเสียทุกอย่างไปจนหมดสิ้น 

เศรษฐีผู้ละโมบร้องไห้แง ๆ เพราะบัดนี้เขาได้กลายเป็นคนยากจนไปเสียแล้ว   ส่วนชาวบ้านทั้งหลายนั้น  เมื่อสัตว์ประหลาดหม่ำสัญญาเงินกู้ไปจนหมด  เศรษฐีผู้ชอบเอารัดเอาเปรียบก็หมดสิทธิ์ที่จะเรียกร้องเอาเงินคืนได้   ความทุกข์ยากของผู้คนในหมู่บ้านจึงผ่านพ้นไปดังคำที่หมอดูได้ทำนายเอาไว้  และแล้ว…เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

…………………………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เย็นตาโฟปังปัง

“เย็นตาโฟปังปัง” เป็นนิทานเกี่ยวกับอาหาร เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่ง หลังจากที่แต่งนิทานเกี่ยวกับอาหารมาแล้วหลายเรื่อง ดังนั้น การคิดนิทานเรื่องนี้จึงไม่ง่ายนัก อย่างไรก็ตาม ด้วยพื้นฐานที่ผมเป็นคนชอบกินเย็นตาโฟมาตั้งแต่ยังเด็ก ประกอบกับ ความรู้จากการเรียนด้านการตลาด เกี่ยวกับการสร้างความโดดเด่นให้สินค้าด้วยการทำให้สินค้ามีจุดเด่นแตกต่างจากคู่แข่ง ผมจึงนำความชอบและความรู้มาแต่งเป็นนิทานเกี่ยวกับการทำอาหารเรื่องนี้ โดยผมหวังไว้ลึก ๆ ในใจว่า สักวัน ก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารจานเดียวในเมืองไทย จะมีการพัฒนาสูตรใหม่ ๆ ออกมา เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้คนมากขึ้น

นิทานเรื่อง เย็นตาโฟปังปัง

กาลครั้งหนึ่ง  มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่าปังปัง ปังปังเป็นเด็กที่กำพร้าพ่อ คุณแม่ของปังปังทำอาชีพขายเย็นตาโฟในร้านที่คุณพ่อทิ้งสูตรเด็ดไว้ให้ก่อนที่ท่านจะจากไปสู่สรวงสวรรค์ ปังปังชอบเย็นตาโฟฝีมือคุณแม่มาก เพราะนอกจากรสชาติของน้ำซุปที่ทำจากหัวผักกาดและผลไม้จะหวานหอมไม่เหมือนใครแล้ว  การได้กินเย็นตาโฟฝีมือคุณแม่ก็ทำให้ปังปังรู้สึกเหมือนได้กลับไปอยู่ใกล้ ๆ กับคุณพ่ออีกครั้ง

ร้านเย็นตาโฟของคุณแม่ขายดิบขายดีและได้รับคำชื่นชมจากผู้คนที่ได้ชิมติดต่อกันนานหลายปี จนกระทั่งมีร้านอาหารจานด่วนจากต่างประเทศที่ดูทันสมัยมาเปิดใกล้ ๆ ทำให้ผู้คนหันไปนิยมอาหารเหล่านั้น จนร้านเย็นตาโฟของคุณแม่แทบจะไม่มีลูกค้าเหลืออยู่เลย

เมื่อลูกค้าร่อยหรอลงอย่างน่าใจหาย คุณแม่จึงเริ่มหวั่นใจว่า บางที…คุณแม่อาจรักษาร้านเย็นตาโฟของคุณพ่อเอาไว้ไม่ได้ คุณแม่กังวลจนปังปังสังเกตเห็น  ปังปังจึงคิดว่า เธอควรทำอะไรสักอย่างเพื่อกู้สถานการณ์ของร้านและทำให้คุณแม่ไม่ต้องกลุ้มใจอย่างที่เป็นอยู่

การต่อสู้กับร้านอาหารจากต่างประเทศเป็นเรื่องที่ยากยิ่งสำหรับเด็กผู้หญิงอย่างปังปัง ในสถานการณ์เช่นนี้  ปังปังนึกถึงคำสอนของคุณพ่อได้คำหนึ่งที่ว่า “สติมาปัญญาเกิด  สติเตลิดปัญญาหาย”  ปังปังจึงเริ่มแก้ปัญญาด้วยการตั้งสติ  แล้วจึงค่อยลงมือค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับร้านคู่แข่ง เพื่อหาจุดอ่อน ที่พอจะใช้เป็นช่องว่างในการรักษาร้านเย็นตาโฟให้ยืนหยัดต่อไปได้

เมื่อปังปังค้นคว้าข้อมูลอย่างจริงจัง เธอก็พบว่า การที่ผู้คนนิยมร้านอาหารจากต่างประเทศเป็นเพราะบรรยากาศการตกแต่งร้านที่ดูทันสมัยและรสชาติอันเข้มข้นของอาหารที่ซ่อนความเค็มจัดและมันจัด ซึ่งทำให้ผู้คนติดใจในรสชาติได้ง่าย  

การเอาชนะร้านอาหารจากต่างประเทศที่มีทุนสูงลิบลิ่วจึงเป็นเรื่องยาก จนทำให้ปังปังรู้สึกหวั่นไหว  แต่เพื่อแม่และเพื่อร้านของพ่อ  ปังปังจึงตั้งสติและศึกษาข้อมูลต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ย่อท้อ  จนในที่สุด เธอก็พบว่าอาหารที่ซ่อนความเค็มจัดและมันจัดคือจุดอ่อนอันเลวร้ายของอาหารจานด่วนจากร้านต่างประเทศ เพราะมันเป็นอาหารที่ทำให้อ้วนและทำลายสุขภาพในระยะยาว

เมื่อปังปังค้นพบจุดอ่อนของอาหารเหล่านั้น  ปังปังจึงรีบไปปรึกษาคุณแม่และชวนให้คุณแม่คิดเย็นตาโฟสูตรใหม่เพื่อใช้ต่อสู้กับอาหารของร้านคู่แข่ง 

ทันทีที่คุณแม่ได้ฟังข้อมูลจากปังปัง  คุณแม่ก็ตั้งสติแล้วค่อย ๆ คิดหาวิธีพัฒนาเย็นตาโฟสูตรใหม่  โดยคุณแม่คิดว่า รสชาติน้ำซุปที่ทำจากหัวผักกาดและผลไม้ที่คุณพ่อคิดค้นขึ้นเป็นรสชาติที่ดีอยู่แล้ว แถมยังทำมาจากผักและผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพด้วย จึงควรรักษาเอาไว้ แต่อาจเพิ่มผักหรือสาหร่ายให้เย็นตาโฟมีกากใยมากขึ้น และอาจเปลี่ยนส่วนประกอบจำพวกเนื้อสัตว์ให้เป็นเต้าหู้ซึ่งเป็นโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ ส่วนเส้นก๋วยเตี๋ยวอาจเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าที่ต้องการลดน้ำหนักโดยการใช้เส้นบุกที่ไม่ทำให้อ้วนมาเป็นจุดขาย

ปังปังทึ่งกับแนวความคิดของคุณแม่มาก  ปังปังจึงชวนคุณแม่ทดลองทำเย็นตาโฟสูตรใหม่แล้วขอให้ลูกค้าที่ยังคงกลับมากินอาหารที่ร้านช่วยกันชิมและแสดงความคิดเห็น

หลังจากที่สองแม่ลูกช่วยกันทำเย็นตาโฟสุขภาพและเก็บข้อมูลจากลูกค้าได้ราว 3 เดือน  ทั้งคู่ก็พบว่า ลูกค้าชอบเย็นตาโฟที่ใช้เส้นบุกและเต้าหู้เป็นส่วนประกอบมาก  ซึ่งในช่วง 3 เดือนที่ทดลอง ลูกค้าที่ชอบกินอาหารสุขภาพ, อาหารมังสวิรัติ และอาหารเพื่อการลดน้ำหนัก ต่างบอกกันปากต่อปากและพากันมากินเย็นตาโฟสูตรใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ

ครั้นเมื่อปังปังกับคุณแม่เปิดขายเย็นตาโฟสูตรใหม่ที่เรียกว่า “เย็นตาโฟปังปัง” อย่างเป็นทางการ ผู้คนที่เริ่มเบื่อกับรสชาติอาหารเค็มจัดและมันจัดก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นลูกค้าของร้านเย็นตาโฟอีกครั้ง ที่สำคัญ  ร้านเย็นตาโฟแห่งนี้กลายเป็นร้านที่เต็มไปด้วยคนหุ่นดีและมีสุขภาพดี ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศให้ผู้คนอยากเข้ามานั่งในร้านมากขึ้น ๆ

ไม่นานหลังจากนั้น เย็นตาโฟปังปังก็กลายเป็นอาหารประจำใจของคนรักสุขภาพทุก ๆ คน  

ปังปังภูมิใจมากกับ “เย็นตาโฟปังปัง” ซึ่งเป็นเย็นตาโฟที่ใช้น้ำซุปสูตรของคุณพ่อและส่วนประกอบตามความคิดของคุณแม่ เพราะมันเป็นเสมือนส่วนผสมของความรักระหว่างคุณพ่อกับคุณแม่ที่มีต่อเธอ นอกจากนี้ ปังปังยังดีใจที่สุดที่เธอกับคุณแม่ใช้ “สติ” ตามคำสอนของพ่อ จนสามารถรักษาร้านเย็นตาโฟแสนรักเอาไว้ได้สำเร็จ

#นิทานนำบุญ

……………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แม่ดีเด่น

ในช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน ทุกปี ทางนิตยสารมักชวนให้เขียนนิทานเพื่อลงในขวัญเรือนฉบับวันแม่ ซึ่งการแต่งนิทานเกี่ยวกับแม่ทุก ๆ ปี เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย นิทานเรื่องแม่ดีเด่น เป็นนิทานเกี่ยวกับความกตัญญูต่อพ่อแม่ ที่แต่งโดยใช้กลวิธีอีกแบบหนึ่ง ซึ่งต่างจากนิทานเกี่ยวกับแม่โดยทั่วไป และหลังจากที่อ่านจบแล้ว คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูอาจชวนเด็ก ๆ ทำตามเรื่องราวนิทานที่ได้อ่าน ก็คงเป็นเรื่องที่น่ารักดี ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง  แม่ดีเด่น

กาลครั้งหนึ่ง..ก่อนถึงวันแม่ไม่นานนัก มีสิงโตเจ้าป่าตัวหนึ่ง อยากมอบรางวัลแม่ดีเด่นให้แก่แม่ของสัตว์ในป่าเพื่อเป็นกำลังใจและเป็นแบบอย่างให้แม่สัตว์ทั้งหลายตั้งใจในการเอาใจใส่ดูแลลูก สิงโตจึงมอบหมายให้ลูกสมุนคนสนิทชื่อเจ้าหนูยุกยิกไปสืบหาแม่สัตว์ที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งแม่ดีเด่น

หลังจากได้รับมอบหมายจากสิงโตเจ้าป่า  เจ้าหนูยุกยิกก็พยายามคัดเลือกแม่ดีเด่นอย่างสุดความสามารถ  แต่จนแล้วจนรอด  มันก็ยังไม่รู้ว่าควรมอบรางวัลให้แก่ใครดี  เจ้าหนูยุกยิกจึงไปสอบถามความคิดเห็นของสัตว์ต่าง ๆ ว่า แม่ดีเด่นควรมีลักษณะเป็นเช่นไร

เมื่อเจ้าหนูยุกยิกไปถามนกยูงแสนสวย  นกยูงก็ตอบว่า “แม่ดีเด่นต้องสวยสิจ๊ะ เห็นพวกมนุษย์เขาชอบตัดสินให้รางวัลกันด้วยความสวยนะ”

เมื่อเจ้าหนูยุกยิกไปถามหมีแพนด้าผู้โด่งดัง  หมีแพนด้าก็ตอบว่า “แม่ดีเด่นต้องเป็นแม่ของลูกสัตว์ที่โด่งดังน่ะสิจ๊ะ  เห็นพวกมนุษย์เขาตัดสินให้รางวัลกันแบบนี้นะ”

เมื่อเจ้าหนูยุกยิกไปสอบถามกระทิงป่าผู้ยิ่งใหญ่  กระทิงป่าก็ตอบว่า “แม่ดีเด่นต้องเป็นแม่ของลูกที่มีตำแหน่งใหญ่โตน่ะสิ  เห็นพวกมนุษย์เขาตัดสินให้รางวัลกันแบบนี้นะ”

ความคิดเห็นของสัตว์ต่าง ๆ ที่อิงแนวทางการตัดสินของมนุษย์เป็นแนวทางที่เจ้าหนูยุกยิกเคยได้ยินมาก่อน  แต่มันรู้สึกแปลก ๆ เพราะการให้รางวัลแม่ดีเด่นโดยดูจากความสวยของแม่  ความโด่งดังหรือตำแหน่งที่ใหญ่โตของลูก  เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกันสักเท่าไหร่  หนำซ้ำ เมื่อเจ้าหนูยุกยิกคิดถึงแม่ของตัวมันเอง  มันก็รู้สึกว่า แม้แม่ของมันจะไม่สวยโดดเด่น และมันไม่ได้เป็นสัตว์ที่โด่งดังหรือมีตำแหน่งใหญ่โตอะไร  แต่แม่ที่มีเนื้อตัวมอมแมม หน้ามัน มีขนพันกันยุ่งเหยิง (เพราะเอาแต่ดูแลลูกจนลืมดูแลตัวเอง) ก็ไม่มีอะไรด้อยไปกว่าแม่ดีเด่นที่สวยหรือมีลูกที่โด่งดังและมีตำแหน่งใหญ่โตเลยสักนิด

“ลูก ๆ ทั้งหลายก็คงคิดแบบเดียวกันนี่แหละ”  เจ้าหนูรำพึง “คนที่ควรเลือกแม่ดีเด่นไม่ควรเป็นคนอื่น  แต่ควรเป็นลูก ๆ ของแม่แต่ละคนมากกว่านะ”

 ด้วยเหตุนี้ เจ้าหนูยุกยิกจึงตัดสินใจให้ลูกสัตว์ในป่าแต่ละตัวมีสิทธิมอบตำแหน่งแม่ดีเด่นประจำใจได้เอง  โดยมันไปปรึกษาสิงโตเจ้าป่า เพื่อขอจัดทำโปสการ์ดแม่ดีเด่น สำหรับแจกให้ลูกสัตว์ทุกตัวในป่าได้ใช้เขียนข้อความส่งให้กับแม่ดีเด่นประจำใจ ซึ่งน่าจะทำให้ได้แม่ดีเด่นในมุมมองของลูกอย่างแท้จริง

เมื่อเจ้าหนูยุกยิกนำเรื่องไปปรึกษาสิงโตเจ้าป่า  สิงโตก็ยิ้มและอนุญาตให้จัดทำโปสการ์ดแม่ดีเด่นเพื่อแจกให้ลูกสัตว์เขียนส่งให้แม่ดีเด่นประจำใจได้ทันที

หลังจากลูกสัตว์ในป่าได้รับโปสการ์ด  พวกมันก็รีบเขียนข้อความลงในโปสการ์ดเพื่อมอบรางวัลแม่ดีเด่นให้แก่แม่ที่พวกมันรักมากที่สุด นั่นก็คือแม่ของตนเอง  จากนั้น ลูกสัตว์ทั้งหลายก็นำโปสการ์ดไปมอบให้แม่ในวันแม่ ซึ่งทำให้แม่ของลูกสัตว์ทุกตัวมีความสุขจนกลั้นน้ำตาเอาไว้แทบไม่อยู่

สิงโตเจ้าป่าชื่นชมความคิดของเจ้าหนูยุกยิกเป็นที่สุด  มันคิดว่า ความคิดของเจ้าหนูแจ่มแจ๋วกว่าความคิดของพวกมนุษย์หลายร้อยเท่า  สิงโตจึงเปลี่ยนชื่อของเจ้าหนูยุกยิกเป็นเจ้าหนูยอดเยี่ยม และนำโปสการ์ดแม่ดีเด่นมาลงในนิตยสารขวัญเรือน เพื่อให้เด็ก ๆ ที่ชอบอ่านนิทานได้เขียนส่งให้คุณแม่ด้วยเช่นกัน

#นิทานนำบุญ

……………………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

สองพี่น้องคาวหวาน

นิทานก่อนนอนเรื่อง “สองพี่น้องคาวหวาน” เป็นนิทานเกี่ยวกับอาหารอีกเรื่องที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นคนแต่ง แต่นิทานเรื่องนี้ แต่งในช่วงปีท้าย ๆ ของการแต่งนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน การผูกเรื่องจึงมีความท้าทายมากกว่าตอนแต่งนิทานเกี่ยวกับอาหารเรื่องแรก ๆ (เพราะอยากแต่งนิทานเรื่องใหม่ให้สนุกขึ้นและไม่ซ้ำกับนิทานเกี่ยวกับอาหารเรื่องก่อน ๆ ) ซึ่งหลังจากพยายาม ผมก็ได้นิทานก่อนนอนเกี่ยวกับอาหารที่ผสมผสานนิทานแนวผจญภัย ซึ่งมีทั้งพ่อมดแม่มด และสัตว์อีกมากมาย เป็นตัวละครอยู่ในนิทานเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าเด็ก ๆ จะชอบนิทานเรื่องนี้ และนิทานก่อนนอนเรื่องนี้น่าจะทำให้เด็ก ๆ นอนหลับฝันดีครับ

นิทานเรื่อง สองพี่น้องคาวหวาน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงคู่หนึ่งเป็นพี่น้องกัน  เด็กผู้ชายผู้เป็นพี่ชื่อว่า “ต้นข้าว”  ส่วนเด็กหญิงผู้เป็นน้องชื่อว่า “ขนม” พ่อกับแม่ของพวกเขามีฝีมือในการทำอาหารมาก  ยามว่าง…เด็ก ๆ จึงมักเข้าครัวแล้วขอให้คุณพ่อคุณแม่สอนทำอาหาร โดยต้นข้าวชอบเรียนทำอาหารคาว ส่วนขนมชอบฝึกทำอาหารหวาน 

ในช่วงสัปดาห์ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่บ้าน  ต้นข้าวจะคอยทำอาหารให้น้องสาวกินเสมอ  ต้นข้าวเป็นเด็กที่มีฝีมือในการทำอาหาร   ทุกครั้งที่เขาทำครัว  กลิ่นหอมของอาหารจะดึงดูดให้สัตว์ต่าง ๆ มาแอบซุ่มสูดกลิ่นหอม ๆ อยู่นอกรั้วเต็มไปหมด

วันหนึ่ง  หลังจากต้นข้าวเพิ่งทำอาหารเช้าเสร็จ จู่ ๆ ก็มีพ่อมดกับแม่มดตัวน้อยขี่ไม้กวาดบุกเข้ามาในครัว   พ่อมดและแม่มดพูดคุยกับต้นข้าวสักพัก  แล้วจัดการจับต้นข้าวผูกกับไม้กวาดวิเศษ  จากนั้น  พวกเขาก็พาต้นข้าวเหินฟ้ามุ่งหน้าไปยังเกาะเวทมนตร์ที่อยู่กลางทะเลทันที

ในเสี้ยววินาทีที่พ่อมด แม่มด และต้นข้าวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า  ขนมซึ่งเพิ่งกลับมาจากตลาดก็มองเห็นพี่ชายถูกจับไปต่อหน้าต่อตา  ขนมตกใจมาก  เธออยากช่วยพี่ชายสุดที่รัก  ขนมจึงหยิบข้าวของเครื่องใช้ รวมทั้งอาหารต่าง ๆ ใส่ถุง  แล้วออกเดินทางเข้าไปในป่า โดยตั้งใจจะช่วยพี่ชายกลับมาให้จงได้

ขนมเดินทางและหลงอยู่ในป่านานหลายชั่วโมง  ตั้งแต่เช้า…ขนมยังไม่ได้กินอะไรเลย  ขนมทั้งเหนื่อยทั้งหิว  เธอจึงหาที่นั่งพัก  แล้วลงมือทำอาหารกินเติมพลังก่อนอกเดินทางต่อไป

เมื่อขนมลงมือทำอาหารโดยนำตะแกรงมาตั้งไฟ แล้วย่าง “ขนมแก้มตุ่ย”  กลิ่นของขนมก็ลอยคลุ้งฟุ้งไปทั่ว  ทำให้สัตว์ต่างๆ  น้ำลายไหลและแอบซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้เต็มไปหมด

ขนมเป็นเด็กใจดี  พอเธอเห็นว่ามีสัตว์มาแอบดูเธอทำขนม  แถมสัตว์ทั้งหลายยังมีทีท่าว่าอยากกินขนม  เด็กน้อยจึงจัดแจงแจกขนมแก้มตุ่ยให้สัตว์เหล่านั้นได้ลองชิม  ซึ่งหลังจากที่สัตว์ต่าง ๆ ได้ชิมขนมแก้มตุ่ยแล้ว   พวกมันก็ยิ้มแก้มตุ่ยกันโดยถ้วนหน้า

ครั้นเมื่อสัตว์ทั้งหลายรู้ว่าขนมตั้งใจจะเดินทางไปช่วยพี่ชาย  ราชสีห์เจ้าป่าจึงบอกให้ขนมขึ้นขี่หลังของมัน  แล้วมันก็พาเด็กหญิงตัวน้อยเดินฝ่าป่าดงไปส่งยังชายหาดซึ่งอยู่ใกล้กับเกาะเวทมนตร์มากที่สุด

เมื่อขนมไปถึงชายหาด ขนมก็ขอบคุณราชสีห์ที่มาส่งและขอให้ราชสีห์นั่งรอสักพัก  เพราะเธออยากทำ “ขนมซู่ซ่า” ตอบแทนราชสีห์ผู้มีน้ำใจ

เด็กหญิงผู้เชี่ยวชาญการทำขนมหวานใช้เวลาทำขนมซู่ซ่าไม่นานนัก  ครั้นเมื่อเธอทำขนมใกล้จะเสร็จ  กลิ่นหอมของขนมก็ดึงดูดสัตว์ที่อยู่แถว ๆ นั้น  เช่น ปู ปลา เต่า และนก ให้มารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมาย

แน่นอนว่า…เมื่อเด็กหญิงผู้ใจดีเห็นสัตว์ต่าง ๆ ทำท่าอยากกินขนมที่เธอทำ  เธอก็อดใจแบ่งขนมซู่ซ่าให้สัตว์เหล่านั้นไม่ได้  และหลังจากที่สัตว์ต่าง ๆ ชิมขนมแสนอร่อยแล้ว  ฝูงนกก็อาสาพาขนมไปส่งยังเกาะเวทมนตร์เพื่อตอบแทนน้ำใจของเด็กน้อย

ขนมดีใจมากที่ฝูงนกอาสาพาเธอไปที่เกาะ  เมื่อเธอพร้อม ฝูงนกก็บินเข้ามาเกาะที่เสื้อผ้าของขนม  แล้วขยับปีกพาขนมบินขึ้นสู่ท้องฟ้า

เมื่อฝูงนกพาขนมไปถึงเกาะ  นกทั้งหลายต่างก็ดูอ่อนเพลียจนน่าเป็นห่วง  ขนมรู้สึกผิดที่ทำให้ฝูงนกหมดเรี่ยวแรง  ขนมจึงลงมือทำ “ขนมปึ๋งปั๋ง” ให้นกทั้งฝูงได้กินเสริมพลัง

ครั้นเมื่อเด็กน้อยทำขนมได้สักพัก  กลิ่นของขนมปึ๋งปั๋งก็โชยไปยังบ้านของพ่อมดและแม่มดตัวน้อย  พ่อมดกับแม่มดอยากชิมขนมปึ๋งปั๋งมาก  ทั้งคู่จึงขี่ไม้กวาดตามกลิ่นขนมมาที่ชายหาด

เมื่อขนมเผชิญหน้ากับพ่อมดและแม่มด  ขนมก็จำได้ว่าทั้งคู่เป็นคนจับต้นข้าวพี่ชายของเธอไป  ขนมจึงอ้อนวอนให้พ่อมดกับแม่มดปล่อยตัวพี่ชายที่เธอรัก  ซึ่งหากทั้งคู่อยากกินขนมอะไร เธอก็ยินดีทำให้กินจนพุงกาง

พ่อมดกับแม่มดมองตากันแล้วอธิบายให้ขนมฟังว่า  ในความเป็นจริง  ทั้งคู่ไม่ได้จับตัวต้นข้าวมาแต่อย่างใด  เพียงแต่คืนนี้เป็นวันที่คุณพ่อกับคุณแม่แต่งงานกันครบ 100 ปี  พ่อมดกับแม่มดจึงอยากทำให้คุณพ่อคุณแม่แปลกใจด้วยการจัดงานเลี้ยงแบบลับ ๆ  ทั้งคู่จึงไปขอร้องให้ต้นข้าวมาปรุงอาหารให้  และที่ต้องใช้เชือกมัดต้นข้าวไว้กับไม้กวาดก็เพราะกลัวต้นข้าวจะตกลงมานั่นเอง

ขนมเขินมากที่ตนเองเข้าใจผิด  อาหารมื้อพิเศษสำหรับคุณพ่อคุณแม่เป็นความคิดที่น่ารักเหลือเกิน ขนมขอโทษพ่อมดกับแม่มดที่มองพวกเขาเป็นคนร้าย  จากนั้น  ขนมก็อาสาทำของหวานเพื่อทำให้งานเลี้ยงน่าประทับใจยิ่งขึ้น

แม้เวลาจะมีไม่มาก  แต่ขนมก็ทำขนมรูปหัวใจเพื่อฉลองวันพิเศษได้ทันเวลา   เมื่อคุณพ่อคุณแม่ของพ่อมดกับแม่มดน้อยกลับมาถึงบ้านและได้เห็นสิ่งที่ลูกจัดเตรียมไว้ให้  ทั้งคู่ก็ปลื้มใจจนน้ำตาแทบไหล  ครั้นเมื่อทุกคนได้ชิมอาหาร ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความอร่อยที่ยอดเยี่ยมเสียจนหาอาหารมื้อใดมาเทียบเทียมได้ยาก

หลังจากงานเลี้ยงสิ้นสุดลง  พ่อมดกับแม่มดก็ขอโทษขนมที่ทำให้ตกอกตกใจ  และเมื่อพ่อมดกับแม่มดพาสองพี่น้องมาส่งที่บ้าน  ทั้งคู่ก็มอบไม้กวาดวิเศษให้พี่น้องทั้งสองแทนคำขอบคุณ

ค่ำคืนนั้น  ต้นข้าวกับขนมมีความสุขมากที่ได้ใช้ความสามารถในการทำอาหารทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น  พรุ่งนี้…ทั้งคู่ตั้งใจจะตื่นแต่เช้า  แต่ไม่ใช่ตื่นมาเพื่อทำอาหารหรือไปจ่ายตลาดเท่านั้น  ทั้งคู่ยังมีแผนที่จะหัดขี่ไม้กวาดวิเศษให้คล่องแคล่วอีกด้วย

#นิทานนำบุญ

……………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ความรักของหนุ่มชาวไร่

นิทานเรื่อง “ความรักของหนุ่มชาวไร่” มีชื่อเดิมตอนที่พิมพ์ลงนิตยสารขวัญเรือนว่า “หนุ่มชาวไร่กับชายสูงศักดิ์” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรักที่มีคติสอนใจ และมีเนื้อเรื่องสนุกมากเรื่องหนึ่ง เมื่ออ่านจนจบแล้ว ผู้แต่งเชื่อว่าเด็ก ๆ จะชอบนิทานเรื่องนี้ครับ

นิทานเรื่อง ความรักของหนุ่มชาวไร่

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีที่น่าเคารพผู้หนึ่งเป็นบิดาของหญิงสาวซึ่งงดงามราวกับนางฟ้า  เมื่อเศรษฐีเฒ่าชะแรแก่ชรา  ท่านเศรษฐีจึงคิดให้ลูกสาวแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝากับชายหนุ่มสักคนที่สามารถดูแลลูกสาวและกิจการต่าง ๆ สืบต่อไปได้

หลังจากที่เศรษฐีพิจารณาคุณสมบัติของชายหนุ่มนับร้อย ๆ คนที่ปรารถนาจะเป็นลูกเขยของท่าน  เศรษฐีผู้แสนดีก็ตัดสินใจเลือกชายหนุ่มสองคนที่ดูเหมาะสมที่สุดแล้วแนะนำให้ลูกสาวของท่านได้รู้จัก

ชายคนแรกเป็นหนุ่มชาวไร่ผู้เป็นที่รักของชาวบ้านทั้งหลาย   แม้เขาจะมีฐานะไม่สู้ดีนัก  แต่ด้วยความขยันขันแข็งและความเมตตาต่อสัตว์ต่าง ๆ ที่เขาเลี้ยง  ลูกสาวของเศรษฐีซึ่งเป็นคนรักการเลี้ยงปลาสวยงามจึงถูกอัธยาศัยกับหนุ่มชาวไร่ผู้นี้มากเป็นพิเศษ     

ในขณะเดียวกัน  เมื่อเศรษฐีแนะนำให้ลูกสาวสุดที่รักได้รู้จักกับชายหนุ่มคนที่สอง ซึ่งเป็นหนุ่มรูปงามผู้เกิดในตระกูลดีและมีสติปัญญาเฉียบแหลมเข้าขั้นอัจฉริยะ   หญิงสาวจึงเริ่มลังเลใจว่าตนควรเลือกชายหนุ่มคนใดเป็นคู่ครองกันแน่ 

เมื่อชายหนุ่มทั้งสองต่างมีข้อดีอันโดดเด่นที่แตกต่างกัน  ลูกสาวเศรษฐีจึงตัดสินใจใช้วิธีเลือกคู่ครองโดยขอร้องให้บิดาสั่งปลาสวยงามจากต่างแดนมาให้  จากนั้น เธอก็มอบปลาที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อนให้ชายหนุ่มคนละสองตัวเพื่อให้พวกเขานำมันไปเพาะเลี้ยง ซึ่งในเวลาสามเดือน หากใครสามารถเพาะพันธุ์จนเกิดลูกปลาได้มากกว่า  เธอก็จะยินยอมแต่งงานด้วยอย่างไม่มีเงื่อนไข

ทันทีที่ชายหนุ่มทั้งสองคนได้รับปลาสวยงามจากหญิงสาว  ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปเพาะเลี้ยงปลาเพื่อเอาชนะคู่แข่งให้จงได้

แม้หนุ่มชาวไร่จะมีความคุ้นเคยในการเลี้ยงสัตว์เป็นอย่างดี  แต่การเพาะพันธุ์ปลาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  ชายหนุ่มชาวไร่เฝ้าดูแลเจ้าปลาน้อยทั้งสองตัวตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย  แต่จนแล้วจนรอด  ปลาทั้งสองก็ไม่ยอมให้กำเนิดลูกเลยแม้แต่ตัวเดียว  หนุ่มชาวไร่จึงจำต้องยอมรับสภาพว่า เขาคงไม่มีวาสนาได้แต่งงานกับหญิงสาวที่เขารักเป็นแน่

ฝ่ายชายหนุ่มอีกคนที่ทั้งเฉลียวฉลาดและมีชาติตระกูลสูงนั้น  หลังจากที่ตัวเขาและบ่าวไพร่ช่วยกันเลี้ยงปลาสวยงามของลูกสาวเศรษฐีจนครบสามเดือน ท้ายที่สุด…เขาก็ยังไม่สามารถผสมพันธุ์ปลาได้เช่นกัน  อย่างไรก็ตาม…ชายหนุ่มสูงศักดิ์ผู้เฉลียวฉลาดไม่อยากพลาดโอกาสเป็นเจ้าบ่าวของลูกสาวเศรษฐี  ด้วยเหตุนี้  เขาจึงสั่งให้บ่าวไพร่ไปจับลูกปลาตัวกระจิ๋วหลิวจากแม่น้ำลำคลองต่าง ๆ แล้วเอามาใส่ในอ่างปลาเพื่อลวงให้เศรษฐีกับลูกสาวหลงเชื่อว่าเขาเพาะพันธุ์ปลาได้เป็นผลสำเร็จ

เมื่อถึงวันตัดสิน  เศรษฐีกับลูกสาวต่างส่งยิ้มให้กันเมื่อเห็นชายหนุ่มสูงศักดิ์สามารถเพาะพันธุ์ปลาสวยงามได้มากมาย ส่วนหนุ่มชาวไร่ก็ได้แต่มองตาปริบ ๆ และยอมรับว่าตนเองเป็นผู้พ่ายแพ้     

และแล้ว…เศรษฐีก็ประกาศว่า ผู้ที่จะได้แต่งงานกับลูกสาวของตนก็คือ หนุ่มชาวไร่ที่เพาะพันธุ์ปลาไม่ได้เลยแม้แต่ตัวเดียว!

ทั้งหนุ่มชาวไร่และชายหนุ่มสูงศักดิ์ต่างแปลกใจจนอ้าปากค้าง  แต่เมื่อเศรษฐีกับลูกสาวชี้แจงให้ชายหนุ่มทั้งสองคนทราบว่า สาเหตุที่ทำให้การตัดสินเป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากปลาสวยงามที่ชายหนุ่มที่สองคนได้รับไปล้วนแต่เป็นปลาตัวผู้ด้วยกันทั้งคู่

การที่ชายหนุ่มสูงศักดิ์ใช้ความฉลาดแกมโกงทำให้ดูเหมือนว่าปลาที่ได้ไปออกลูกมามากมายนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง   ด้วยเหตุนี้  หนุ่มชาวไร่ผู้ซื่อสัตย์จึงสมควรที่จะได้แต่งงานกับลูกสาวเศรษฐีและดูแลกิจการต่างๆ อย่างมีคุณธรรมสืบไป

ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์อับอายมากที่ถูกจับกลโกงได้  ส่วนหนุ่มชาวไร่ก็รู้สึกปลื้มปีติที่เขามีวาสนาได้เป็นคู่ครองของหญิงสาวที่เขาหลงรัก 

และหลังจากที่ชายหนุ่มแต่งงานกับลูกสาวของเศรษฐีแล้ว  นอกจากทั้งคู่จะช่วยกันดูแลกิจการของท่านเศรษฐีเป็นอย่างดี  ทั้งคู่ยังร่วมกันทำบุญทำทานและช่วยเหลือสัตว์ที่น่าสงสารทั้งหลายอย่างไม่รู้เบื่อ  ซึ่งจากความดีของคู่บ่าวสาวทั้งสองนี้เอง  ผลบุญจึงทำให้ทั้งคู่ครองรักกันอย่างมีความสุขสืบมา

#นิทานนำบุญ

………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นักมองเมฆ

นิทานแต่ละเรื่องที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่ง มักมีที่มาจากสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว ซึ่งนิทานก่อนนอนเรื่อง “นักมองเมฆ” นี้ ก็มีที่มาในลักษณะเดียวกัน คือมาจาก “นิสัยของผมเอง” ถ้าให้สารภาพตามจริง ผมเองไม่รู้ตัวว่าเป็นคนที่มีนิสัยแบบตัวละครต่าง ๆ ในนิทานเรื่องนี้ จนกระทั่งช่วงชีวิตที่ได้ไปเจริญสติและปฎิบัติธรรมในวัด ผมก็ค่อย ๆ เห็นความจริงของตัวเองมากขึ้น ๆ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ได้เห็น ก็คือ “นิสัยของผมเอง” ที่จริงจังกับทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่ต้องจริงจังก็ได้ แม้คนที่มีนิสัยแบบนี้อาจประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจล้มเหลว คือ ล้มเหลวในการมีความสุข ดังนั้น ผมจึงแต่งนิทานเรื่องนี้และใช้ตัวละคร “นักมองเมฆ” เป็นสื่อในการเตือนจิตสะกิดใจให้ทุก ๆ คน ได้กลับมาเข้าใกล้กับ “ความสุข” อีกครั้งด้วยการรู้จักปล่อยวาง และทำกิจต่าง ๆ เป็นหน้าที่ ซึ่งในมุมมองของผม นิทานเรื่องนี้น่าจะจัดว่าเป็นนิทานธรรมะก่อนนอน ที่อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ผู้อ่านอาจมีความเข้าใจในเรื่องราวที่ลึกซึ้งแตกต่างกัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเมือง ๆ หนึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคนเก่ง ๆ มากมาย ทั้งนี้เพราะชาวเมืองเกือบทั้งหมดเอาจริงเอาจังกับทุกสิ่งที่ทำ พวกเขาจึงเชี่ยวชาญในงานด้านต่าง ๆ อย่างหาตัวจับได้ยาก

คุณ A เป็นนักทำอาหาร เขาฝึกทำอาหารกับคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก แถมยังเข้าเรียนวิชาทำอาหารนานถึง 10 ปี พอเรียนจบ เขาก็เปิดร้านอาหารและทำอาหารขายอย่างเอาจริงเอาจัง อาหารที่เขาทำอร่อยจนได้รับคำชมจากลูกค้าไม่หยุดหย่อน คุณ A ร่ำรวยขึ้น แต่ตลอดเวลา…เขากลับรู้สึกว่าเขาไม่มีความสุขอย่างที่เคยนึกฝันเลย

คุณ ฺB เป็นนักจัดดอกไม้  คุณตากับคุณยายของคุณบีมีสวนดอกไม้ขนาดใหญ่  ท่านทั้งสองสอนให้หลานสาวรู้จักดอกไม้นานาชนิด  คุณ B คิดว่าการเป็นนักจัดดอกไม้เป็นอาชีพที่จะทำให้เธอมีความสุข เธอจึงเลือกเรียนวิชาจัดดอกไม้นานถึง 10 ปี คุณ ฺB เอาจริงเอาจังกับการจัดดอกไม้มาก พอเธอมีฝีมือดีพอ เธอก็เปิดร้านรับจัดดอกไม้ แล้วทุ่มเทจัดดอกไม้ช่อสวย ๆ อย่างสุดกำลัง ลูกค้าชอบช่อดอกไม้ที่คุณฺ B จัด คุณ ฺB จึงมีงานล้นมือแทบไม่ได้หยุดพัก คุณ B ร่ำรวยจากการจัดดอกไม้ แต่ตลอดเวลา…เธอกลับรู้สึกว่าเธอไม่มีความสุขอย่างที่เคยคิดฝันเลย

คุณ C เป็นหญิงสาวที่ฝันอยากเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็ก เธอฝึกฝนร้องเพลงทุกวันไม่เคยหยุด แถมยังเรียนร้องเพลงอย่างเอาจริงเอาจังนานถึง 10 ปี ครั้นเมื่อเธอมีผลงานเพลง ผู้คนต่างก็ชื่นชอบเพลงที่เธอร้อง คุณ C เป็นนักร้องที่มีงานร้องเพลงทุกวัน และมีคนติดตามผลงานจนเธอกลายเป็นนักร้องแถวหน้า แต่ตลอดเวลา…เธอกลับรู้สึกว่าเธอไม่มีความสุขอย่างที่เคยนึกฝันเลย

นอกจากคุณ A คุณ ฺB และคุณ C แล้ว ชาวเมืองคนอื่น ๆ ที่เอาจริงเอาจัง ล้วนเก่งกาจ ร่ำรวยและได้รับคำชื่นชมไม่แพ้กัน แต่พวกเขากลับไม่มีความสุขเลยสักคน

วันหนึ่ง  ชาวเมืองสังเกตเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งเรียกตัวเองว่า “Z…นักมองเมฆ”  

Z เป็นเด็กที่รักการมองเมฆเป็นชีวิตจิตใจ  ชาวเมืองมักเห็น Z นอนมองดูก้อนเมฆที่อยู่บนท้องฟ้าพลางยิ้มให้ก้อนเมฆทุกวันไม่เคยเบื่อ  Z มองเมฆบ้าง พักบ้าง ดูเหมือนไม่เอาจริงเอาจังสักเท่าไหร่  บางทีเขาอาจเป็นนักมองเมฆที่ไม่น่าชื่นชมนัก แต่ชาวเมืองกลับแปลกใจที่แซดดูสดใสและเหมือนมีความสุขมากกว่าชาวเมืองคนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

รอยยิ้มบนใบหน้า การทำสิ่งที่รักแบบทีเล่นทีจริงและความสุขที่คนอื่น ๆ ไม่มี ทำให้ชาวเมืองที่เป็นนักอะไรต่อมิอะไรเริ่มครุ่นคิด  พวกเขาคิดว่า บางทีการทุ่มเทแบบสุดกำลังและเอาจริงเอาจังมากเกินไป อาจเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องนักในการทำสิ่งที่รักที่ชอบ เพราะหากมันเป็นวิธีที่ถูก พวกเขาก็คงมีความสุขไปนานแล้ว

ชาวเมืองจึงตัดสินใจลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ  นั่นคือการทำสิ่งที่รักที่ฝันแบบไม่เอาจริงเอาจังจนเกินไป  ทำแบบเหนื่อยก็พักหนักก็วาง

เมื่อชาวเมืองทดลองเปลี่ยนวิธีทำงานเลียนแบบ Z นักมองเมฆ  เพียงวันแรก…พวกเขาก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

คุณ A รู้สึกว่าการทำอาหารอย่างสบาย ๆ  พักบ้าง ยิ้มบ้าง ช่วยทำให้เขามีความสุขมากขึ้น

คุณ ฺB รู้สึกว่าการค่อย ๆ จัดดอกไม้ แล้วพักชื่นชมความงามของดอกไม้ ทำให้เธอมีความสุขมากขึ้นจริง ๆ

คุณ C รู้สึกว่าการร้องเพลงแบบสบาย ๆ  เลือกร้องเพลงที่ชอบ ในสถานที่ที่ชอบ ทำให้การร้องเพลงเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขอย่างวิเศษสุด

ส่วนชาวเมืองคนอื่น ๆ ที่ลดความจริงจังขึงขังในการทำสิ่งที่ชอบลง แล้วเติมรอยยิ้มให้ตัวเองในขณะทำสิ่งเหล่านั้น  ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ผลงานที่ได้แทบไม่ต่างกับตอนที่ทำแบบจริงจังขึงขัง แต่รู้สึกมีความสุขมากกว่าเยอะ”

Z นักมองเมฆดีใจที่เห็นชาวเมืองมีความสุขในสิ่งที่ทำมากขึ้นกว่าเดิม  และเมื่อเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาก็อดยิ้มกว้างไม่ได้  เพราะเมฆที่นักมองเมฆอย่างเขาเห็น มีรูปร่างเหมือนผู้คนในเมืองที่กำลังทำสิ่งที่รักด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุขแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย

#นิทานนำบุญ

…………….

เด็กน้อยนอนบนสนามหญ้า มองเมฆบนท้องฟ้า ยิ้มอย่างมีความสุข ภาพประกอบนิทานนักมองเมฆ
เด็กน้อยผู้เป็นนักมองเมฆ กำลังนอนชมก้อนเมฆบนท้องฟ้าอย่างเพลิดเพลิน
Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นาตาชากับแมวน้อย 12 ตัว

นิทานเรื่อง “นาตาชากับแมวน้อย 12 ตัว” เป็นนิทานเรื่องสั้น ๆ ของแมวกับคน ซึ่งเป็นนิทานที่มีแมวน้อย มากถึง 12 ตัว นิทานเรื่องนี้จัดเป็นนิทานก่อนนอนเรื่องสั้น ๆ ที่จะช่วยปลูกฝังเรื่องความเมตตาให้แก่เด็ก ๆ รวมทั้งสอนใจเกี่ยวกับความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ซึ่งเป็นคุณธรรมพื้นฐานที่เด็ก ๆ ควรมีในหัวใจ

นิทานก่อนนอนเรื่อง นาตาชากับแมวน้อย 12 ตัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนใกล้เขตขั้วโลกอันหนาวเหน็บ  ยังมีเด็กผู้หญิงที่น่าสงสารคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ซึ่งพ่อกับแม่ของเธอทิ้งไว้ให้ก่อนที่ท่านทั้งสองจะด่วนขึ้นสวรรค์ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ  เด็กหญิงคนนี้มีชื่อว่า”นาตาชา” เธอไม่ญาติพี่น้องที่ไหนอีกเลย ดังนั้น เธอจึงต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีวิต 

คืนหนึ่งหลังจากเลิกงาน  นาตาชารีบเดินกลับบ้านเพราะอากาศในคืนนั้นหนาวผิดปกติ  ระหว่างทาง…เด็กหญิงมองเห็นแมวสิบสองตัวนอนแข็งทื่ออยู่บนพื้นหิมะราวกับพวกมันกำลังจะจากโลกนี้ไปด้วยภัยแห่งความหนาว  นาตาชาไม่อยากให้แมวน้อยทั้งหลายต้องตายไปต่อหน้า เธอจึงรีบตรงเข้าไปอุ้มแมวแต่ละตัวขึ้นมากอด จากนั้น เธอก็หอบเอาแมวทั้งหมดกลับบ้าน

ตลอดทั้งคืน นาตาชาพยายามให้ความอบอุ่นแก่เจ้าแมวทั้งสิบสองตัวอย่างสุดความ สามารถ เวลาผ่านไปนาน…จนกระทั่งรุ่งสาง ร่างที่เย็นเยียบเหมือนไร้ชีวิตของแมวน้อยทั้งหลายจึงค่อย ๆ อุ่นขึ้น ๆ  จนในที่สุด แมวทั้งสิบสองตัวก็กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง  

นาตาชามีความสุขมากที่เธอช่วยชีวิตแมวน้อยทุกตัวเอาไว้ได้  เด็กหญิงมองแมวน้อยแต่ละตัวที่เข้ามาคลอเคลียเธอด้วยความรัก จากนั้น เธอจึงตัดสินใจที่จะเลี้ยงดูแมวทั้งสิบสองตัวเอาไว้ เพื่อที่พวกมันจะได้ไม่ต้องออกไปเผชิญกับความหนาวอันร้ายกาจอีก  

เมื่อเพื่อนบ้านทราบข่าวว่าเด็กหญิงผู้ยากจนเลี้ยงดูแมวน้อยเอาไว้ในบ้านถึงสิบสองตัว  เพื่อนบ้านต่างก็พากันพูดจาถากถางหาว่านาตาชาไม่รู้จักประมาณตน เพราะเพียงแค่การที่เธอจะต้องหาเลี้ยงตัวเองไปวัน ๆ ก็ยังเป็นเรื่องยาก ดังนั้น การที่เธอเก็บแมวมาเลี้ยงไว้ถึงสิบสองตัวจึงเป็นการเพิ่มภาระที่ดูอย่างไรก็ไร้ประโยชน์

 แม้นาตาชาจะรู้ดีว่าการเลี้ยงแมวทั้งสิบสองตัวจะทำให้เธอต้องลำบากมากกว่าเดิมหลายเท่า แต่เธอก็ยินดีที่จะลำบาก หากมันสามารถช่วยรักษาชีวิตของแมวน้อยทั้งหลายเอาไว้ได้

แมวน้อยทั้งสิบสองตัวต่างซาบซึ้งในความเมตตาของนาตาชาจนบรรยายไม่ถูก พวกมันอยากตอบแทนบุญคุณของเธอบ้าง ด้วยเหตุนี้ เมื่อนาตาชาออกไปทำงานนอกบ้าน พวกแมวจึงประชุมกันเพื่อหาทางทำให้นาตาชามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

หลังจากการปรึกษาหารือกันอย่างรอบคอบ  ในที่สุด แมวน้อยทั้งหมดก็ตัดสินใจแบ่งงานกันทำตามความถนัด

แมวหนุ่มเก้าตัวที่มีความคล่องแคล่วว่องไวตกลงใจที่จะรวมตัวกันเป็นกองทัพรับจ้างกำจัดหนูตามบ้านเรือนต่าง ๆ  ฝ่ายแมวสาวอีกสองตัวที่รักความสะอาดก็อาสาอยู่ดูแลบ้านของนาตาชาให้เรียบร้อยเพื่อแบ่งเบาภาระให้เด็กหญิงที่มันรัก  ส่วนแมวน้อยตัวสุดท้องน้องสุดท้ายที่ยังเล็กกว่าเพื่อน มันมีความสามารถในการวาดภาพและเขียนหนังสือ มันจึงขอทำหน้าที่เขียนป้ายประกาศให้นาตาชาและผู้คนทั้งหลายรู้ว่า เหล่าแมวน้อยที่บ้านหลังนี้ยินดีรับจ้างจัดการกับพวกหนูที่น่ารังเกียจ  

เย็นวันนั้น  เมื่อนาตาชากลับมาถึงบ้าน แมวน้อยทั้งสิบสองตัวพากันคาบป้ายประกาศการรับจ้างกำจัดหนู ซึ่งเจ้าแมวตัวเล็กใช้หางจุ่มซอสมะเขือเทศแล้วบรรจงเขียนเป็นตัวหนังสือมามอบให้แก่นาตาชา  นาตาชาแปลกใจมากต่อสิ่งที่ได้เห็น แต่เธอก็เชื่อว่ามันเป็นฝีมือการเขียนของพวกแมวจริง ๆ เพราะที่หางของเจ้าแมวตัวเล็กยังคงมีคราบซอสมะเขือเทศติดอยู่เกรอะกรังไปหมด

หลังจากที่นาตาชานำป้ายประกาศไปแปะตามที่ต่าง ๆ ได้ไม่นาน  ผู้คนที่ถูกหนูกวนใจก็เริ่มติดต่อว่าจ้างเข้ามา  แมวหนุ่มทั้งเก้าตัวทำงานประสานกันได้อย่างยอดเยี่ยม  ไม่นานนัก…กิจการของพวกแมวน้อยก็กลายเป็นที่นิยมซึ่งทำให้พวกมันต้องทำงานจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน

เมื่องานไล่หนูมีมากขึ้น เงินที่ได้รับจึงเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย  แมวน้อยทั้งหลายนำเงินมากมายที่ได้รับมามอบให้แก่นาตาชาเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลพวกมันและเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวของนาตาชาเอง 

นอกจากนี้ เหล่าแมวน้อยยังเขียนข้อความขอร้องให้นาตาชาเลิกทำงานหารายได้ แต่ขอให้เธอกลับไปเรียนหนังสือและใช้ชีวิตสดใสตามประสาเด็กเหมือนสมัยที่พ่อกับแม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่

นาตาชาตื้นตันใจมากที่เธอได้รับความรักและความปรารถนาดีจากแมวน้อยทั้งหลาย

ในที่สุด เด็กหญิงผู้มีจิตใจเมตตาก็ยอมทำตามความต้องการของแมวน้อยด้วยการเลิกทำงานและกลับเข้าโรงเรียนอีกครั้ง  ส่วนแมวน้อยทั้งสิบสองตัวต่างก็ดีใจมากที่พวกมันสามารถทำให้เด็กหญิงผู้มีพระคุณมีความสุขและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้เป็นผลสำเร็จ

#นิทานนำบุญ

………………………………….