Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ความรักของหนุ่มชาวไร่

นิทานเรื่อง “ความรักของหนุ่มชาวไร่” มีชื่อเดิมตอนที่พิมพ์ลงนิตยสารขวัญเรือนว่า “หนุ่มชาวไร่กับชายสูงศักดิ์” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรักที่มีคติสอนใจ และมีเนื้อเรื่องสนุกมากเรื่องหนึ่ง เมื่ออ่านจนจบแล้ว ผู้แต่งเชื่อว่าเด็ก ๆ จะชอบนิทานเรื่องนี้ครับ

นิทานเรื่อง ความรักของหนุ่มชาวไร่

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีที่น่าเคารพผู้หนึ่งเป็นบิดาของหญิงสาวซึ่งงดงามราวกับนางฟ้า  เมื่อเศรษฐีเฒ่าชะแรแก่ชรา  ท่านเศรษฐีจึงคิดให้ลูกสาวแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝากับชายหนุ่มสักคนที่สามารถดูแลลูกสาวและกิจการต่าง ๆ สืบต่อไปได้

หลังจากที่เศรษฐีพิจารณาคุณสมบัติของชายหนุ่มนับร้อย ๆ คนที่ปรารถนาจะเป็นลูกเขยของท่าน  เศรษฐีผู้แสนดีก็ตัดสินใจเลือกชายหนุ่มสองคนที่ดูเหมาะสมที่สุดแล้วแนะนำให้ลูกสาวของท่านได้รู้จัก

ชายคนแรกเป็นหนุ่มชาวไร่ผู้เป็นที่รักของชาวบ้านทั้งหลาย   แม้เขาจะมีฐานะไม่สู้ดีนัก  แต่ด้วยความขยันขันแข็งและความเมตตาต่อสัตว์ต่าง ๆ ที่เขาเลี้ยง  ลูกสาวของเศรษฐีซึ่งเป็นคนรักการเลี้ยงปลาสวยงามจึงถูกอัธยาศัยกับหนุ่มชาวไร่ผู้นี้มากเป็นพิเศษ     

ในขณะเดียวกัน  เมื่อเศรษฐีแนะนำให้ลูกสาวสุดที่รักได้รู้จักกับชายหนุ่มคนที่สอง ซึ่งเป็นหนุ่มรูปงามผู้เกิดในตระกูลดีและมีสติปัญญาเฉียบแหลมเข้าขั้นอัจฉริยะ   หญิงสาวจึงเริ่มลังเลใจว่าตนควรเลือกชายหนุ่มคนใดเป็นคู่ครองกันแน่ 

เมื่อชายหนุ่มทั้งสองต่างมีข้อดีอันโดดเด่นที่แตกต่างกัน  ลูกสาวเศรษฐีจึงตัดสินใจใช้วิธีเลือกคู่ครองโดยขอร้องให้บิดาสั่งปลาสวยงามจากต่างแดนมาให้  จากนั้น เธอก็มอบปลาที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อนให้ชายหนุ่มคนละสองตัวเพื่อให้พวกเขานำมันไปเพาะเลี้ยง ซึ่งในเวลาสามเดือน หากใครสามารถเพาะพันธุ์จนเกิดลูกปลาได้มากกว่า  เธอก็จะยินยอมแต่งงานด้วยอย่างไม่มีเงื่อนไข

ทันทีที่ชายหนุ่มทั้งสองคนได้รับปลาสวยงามจากหญิงสาว  ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปเพาะเลี้ยงปลาเพื่อเอาชนะคู่แข่งให้จงได้

แม้หนุ่มชาวไร่จะมีความคุ้นเคยในการเลี้ยงสัตว์เป็นอย่างดี  แต่การเพาะพันธุ์ปลาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  ชายหนุ่มชาวไร่เฝ้าดูแลเจ้าปลาน้อยทั้งสองตัวตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย  แต่จนแล้วจนรอด  ปลาทั้งสองก็ไม่ยอมให้กำเนิดลูกเลยแม้แต่ตัวเดียว  หนุ่มชาวไร่จึงจำต้องยอมรับสภาพว่า เขาคงไม่มีวาสนาได้แต่งงานกับหญิงสาวที่เขารักเป็นแน่

ฝ่ายชายหนุ่มอีกคนที่ทั้งเฉลียวฉลาดและมีชาติตระกูลสูงนั้น  หลังจากที่ตัวเขาและบ่าวไพร่ช่วยกันเลี้ยงปลาสวยงามของลูกสาวเศรษฐีจนครบสามเดือน ท้ายที่สุด…เขาก็ยังไม่สามารถผสมพันธุ์ปลาได้เช่นกัน  อย่างไรก็ตาม…ชายหนุ่มสูงศักดิ์ผู้เฉลียวฉลาดไม่อยากพลาดโอกาสเป็นเจ้าบ่าวของลูกสาวเศรษฐี  ด้วยเหตุนี้  เขาจึงสั่งให้บ่าวไพร่ไปจับลูกปลาตัวกระจิ๋วหลิวจากแม่น้ำลำคลองต่าง ๆ แล้วเอามาใส่ในอ่างปลาเพื่อลวงให้เศรษฐีกับลูกสาวหลงเชื่อว่าเขาเพาะพันธุ์ปลาได้เป็นผลสำเร็จ

เมื่อถึงวันตัดสิน  เศรษฐีกับลูกสาวต่างส่งยิ้มให้กันเมื่อเห็นชายหนุ่มสูงศักดิ์สามารถเพาะพันธุ์ปลาสวยงามได้มากมาย ส่วนหนุ่มชาวไร่ก็ได้แต่มองตาปริบ ๆ และยอมรับว่าตนเองเป็นผู้พ่ายแพ้     

และแล้ว…เศรษฐีก็ประกาศว่า ผู้ที่จะได้แต่งงานกับลูกสาวของตนก็คือ หนุ่มชาวไร่ที่เพาะพันธุ์ปลาไม่ได้เลยแม้แต่ตัวเดียว!

ทั้งหนุ่มชาวไร่และชายหนุ่มสูงศักดิ์ต่างแปลกใจจนอ้าปากค้าง  แต่เมื่อเศรษฐีกับลูกสาวชี้แจงให้ชายหนุ่มทั้งสองคนทราบว่า สาเหตุที่ทำให้การตัดสินเป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากปลาสวยงามที่ชายหนุ่มที่สองคนได้รับไปล้วนแต่เป็นปลาตัวผู้ด้วยกันทั้งคู่

การที่ชายหนุ่มสูงศักดิ์ใช้ความฉลาดแกมโกงทำให้ดูเหมือนว่าปลาที่ได้ไปออกลูกมามากมายนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง   ด้วยเหตุนี้  หนุ่มชาวไร่ผู้ซื่อสัตย์จึงสมควรที่จะได้แต่งงานกับลูกสาวเศรษฐีและดูแลกิจการต่างๆ อย่างมีคุณธรรมสืบไป

ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์อับอายมากที่ถูกจับกลโกงได้  ส่วนหนุ่มชาวไร่ก็รู้สึกปลื้มปีติที่เขามีวาสนาได้เป็นคู่ครองของหญิงสาวที่เขาหลงรัก 

และหลังจากที่ชายหนุ่มแต่งงานกับลูกสาวของเศรษฐีแล้ว  นอกจากทั้งคู่จะช่วยกันดูแลกิจการของท่านเศรษฐีเป็นอย่างดี  ทั้งคู่ยังร่วมกันทำบุญทำทานและช่วยเหลือสัตว์ที่น่าสงสารทั้งหลายอย่างไม่รู้เบื่อ  ซึ่งจากความดีของคู่บ่าวสาวทั้งสองนี้เอง  ผลบุญจึงทำให้ทั้งคู่ครองรักกันอย่างมีความสุขสืบมา

#นิทานนำบุญ

………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นักมองเมฆ

นิทานแต่ละเรื่องที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่ง มักมีที่มาจากสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว ซึ่งนิทานก่อนนอนเรื่อง “นักมองเมฆ” นี้ ก็มีที่มาในลักษณะเดียวกัน คือมาจาก “นิสัยของผมเอง” ถ้าให้สารภาพตามจริง ผมเองไม่รู้ตัวว่าเป็นคนที่มีนิสัยแบบตัวละครต่าง ๆ ในนิทานเรื่องนี้ จนกระทั่งช่วงชีวิตที่ได้ไปเจริญสติและปฎิบัติธรรมในวัด ผมก็ค่อย ๆ เห็นความจริงของตัวเองมากขึ้น ๆ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ได้เห็น ก็คือ “นิสัยของผมเอง” ที่จริงจังกับทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่ต้องจริงจังก็ได้ แม้คนที่มีนิสัยแบบนี้อาจประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจล้มเหลว คือ ล้มเหลวในการมีความสุข ดังนั้น ผมจึงแต่งนิทานเรื่องนี้และใช้ตัวละคร “นักมองเมฆ” เป็นสื่อในการเตือนจิตสะกิดใจให้ทุก ๆ คน ได้กลับมาเข้าใกล้กับ “ความสุข” อีกครั้งด้วยการรู้จักปล่อยวาง และทำกิจต่าง ๆ เป็นหน้าที่ ซึ่งในมุมมองของผม นิทานเรื่องนี้น่าจะจัดว่าเป็นนิทานธรรมะก่อนนอน ที่อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ผู้อ่านอาจมีความเข้าใจในเรื่องราวที่ลึกซึ้งแตกต่างกัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเมือง ๆ หนึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคนเก่ง ๆ มากมาย ทั้งนี้เพราะชาวเมืองเกือบทั้งหมดเอาจริงเอาจังกับทุกสิ่งที่ทำ พวกเขาจึงเชี่ยวชาญในงานด้านต่าง ๆ อย่างหาตัวจับได้ยาก

คุณ A เป็นนักทำอาหาร เขาฝึกทำอาหารกับคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก แถมยังเข้าเรียนวิชาทำอาหารนานถึง 10 ปี พอเรียนจบ เขาก็เปิดร้านอาหารและทำอาหารขายอย่างเอาจริงเอาจัง อาหารที่เขาทำอร่อยจนได้รับคำชมจากลูกค้าไม่หยุดหย่อน คุณ A ร่ำรวยขึ้น แต่ตลอดเวลา…เขากลับรู้สึกว่าเขาไม่มีความสุขอย่างที่เคยนึกฝันเลย

คุณ ฺB เป็นนักจัดดอกไม้  คุณตากับคุณยายของคุณบีมีสวนดอกไม้ขนาดใหญ่  ท่านทั้งสองสอนให้หลานสาวรู้จักดอกไม้นานาชนิด  คุณ B คิดว่าการเป็นนักจัดดอกไม้เป็นอาชีพที่จะทำให้เธอมีความสุข เธอจึงเลือกเรียนวิชาจัดดอกไม้นานถึง 10 ปี คุณ ฺB เอาจริงเอาจังกับการจัดดอกไม้มาก พอเธอมีฝีมือดีพอ เธอก็เปิดร้านรับจัดดอกไม้ แล้วทุ่มเทจัดดอกไม้ช่อสวย ๆ อย่างสุดกำลัง ลูกค้าชอบช่อดอกไม้ที่คุณฺ B จัด คุณ ฺB จึงมีงานล้นมือแทบไม่ได้หยุดพัก คุณ B ร่ำรวยจากการจัดดอกไม้ แต่ตลอดเวลา…เธอกลับรู้สึกว่าเธอไม่มีความสุขอย่างที่เคยคิดฝันเลย

คุณ C เป็นหญิงสาวที่ฝันอยากเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็ก เธอฝึกฝนร้องเพลงทุกวันไม่เคยหยุด แถมยังเรียนร้องเพลงอย่างเอาจริงเอาจังนานถึง 10 ปี ครั้นเมื่อเธอมีผลงานเพลง ผู้คนต่างก็ชื่นชอบเพลงที่เธอร้อง คุณ C เป็นนักร้องที่มีงานร้องเพลงทุกวัน และมีคนติดตามผลงานจนเธอกลายเป็นนักร้องแถวหน้า แต่ตลอดเวลา…เธอกลับรู้สึกว่าเธอไม่มีความสุขอย่างที่เคยนึกฝันเลย

นอกจากคุณ A คุณ ฺB และคุณ C แล้ว ชาวเมืองคนอื่น ๆ ที่เอาจริงเอาจัง ล้วนเก่งกาจ ร่ำรวยและได้รับคำชื่นชมไม่แพ้กัน แต่พวกเขากลับไม่มีความสุขเลยสักคน

วันหนึ่ง  ชาวเมืองสังเกตเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งเรียกตัวเองว่า “Z…นักมองเมฆ”  

Z เป็นเด็กที่รักการมองเมฆเป็นชีวิตจิตใจ  ชาวเมืองมักเห็น Z นอนมองดูก้อนเมฆที่อยู่บนท้องฟ้าพลางยิ้มให้ก้อนเมฆทุกวันไม่เคยเบื่อ  Z มองเมฆบ้าง พักบ้าง ดูเหมือนไม่เอาจริงเอาจังสักเท่าไหร่  บางทีเขาอาจเป็นนักมองเมฆที่ไม่น่าชื่นชมนัก แต่ชาวเมืองกลับแปลกใจที่แซดดูสดใสและเหมือนมีความสุขมากกว่าชาวเมืองคนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

รอยยิ้มบนใบหน้า การทำสิ่งที่รักแบบทีเล่นทีจริงและความสุขที่คนอื่น ๆ ไม่มี ทำให้ชาวเมืองที่เป็นนักอะไรต่อมิอะไรเริ่มครุ่นคิด  พวกเขาคิดว่า บางทีการทุ่มเทแบบสุดกำลังและเอาจริงเอาจังมากเกินไป อาจเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องนักในการทำสิ่งที่รักที่ชอบ เพราะหากมันเป็นวิธีที่ถูก พวกเขาก็คงมีความสุขไปนานแล้ว

ชาวเมืองจึงตัดสินใจลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ  นั่นคือการทำสิ่งที่รักที่ฝันแบบไม่เอาจริงเอาจังจนเกินไป  ทำแบบเหนื่อยก็พักหนักก็วาง

เมื่อชาวเมืองทดลองเปลี่ยนวิธีทำงานเลียนแบบ Z นักมองเมฆ  เพียงวันแรก…พวกเขาก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

คุณ A รู้สึกว่าการทำอาหารอย่างสบาย ๆ  พักบ้าง ยิ้มบ้าง ช่วยทำให้เขามีความสุขมากขึ้น

คุณ ฺB รู้สึกว่าการค่อย ๆ จัดดอกไม้ แล้วพักชื่นชมความงามของดอกไม้ ทำให้เธอมีความสุขมากขึ้นจริง ๆ

คุณ C รู้สึกว่าการร้องเพลงแบบสบาย ๆ  เลือกร้องเพลงที่ชอบ ในสถานที่ที่ชอบ ทำให้การร้องเพลงเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขอย่างวิเศษสุด

ส่วนชาวเมืองคนอื่น ๆ ที่ลดความจริงจังขึงขังในการทำสิ่งที่ชอบลง แล้วเติมรอยยิ้มให้ตัวเองในขณะทำสิ่งเหล่านั้น  ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ผลงานที่ได้แทบไม่ต่างกับตอนที่ทำแบบจริงจังขึงขัง แต่รู้สึกมีความสุขมากกว่าเยอะ”

Z นักมองเมฆดีใจที่เห็นชาวเมืองมีความสุขในสิ่งที่ทำมากขึ้นกว่าเดิม  และเมื่อเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาก็อดยิ้มกว้างไม่ได้  เพราะเมฆที่นักมองเมฆอย่างเขาเห็น มีรูปร่างเหมือนผู้คนในเมืองที่กำลังทำสิ่งที่รักด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุขแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย

#นิทานนำบุญ

…………….

เด็กน้อยนอนบนสนามหญ้า มองเมฆบนท้องฟ้า ยิ้มอย่างมีความสุข ภาพประกอบนิทานนักมองเมฆ
เด็กน้อยผู้เป็นนักมองเมฆ กำลังนอนชมก้อนเมฆบนท้องฟ้าอย่างเพลิดเพลิน
Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นาตาชากับแมวน้อย 12 ตัว

นิทานเรื่อง “นาตาชากับแมวน้อย 12 ตัว” เป็นนิทานเรื่องสั้น ๆ ของแมวกับคน ซึ่งเป็นนิทานที่มีแมวน้อย มากถึง 12 ตัว นิทานเรื่องนี้จัดเป็นนิทานก่อนนอนเรื่องสั้น ๆ ที่จะช่วยปลูกฝังเรื่องความเมตตาให้แก่เด็ก ๆ รวมทั้งสอนใจเกี่ยวกับความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ซึ่งเป็นคุณธรรมพื้นฐานที่เด็ก ๆ ควรมีในหัวใจ

นิทานก่อนนอนเรื่อง นาตาชากับแมวน้อย 12 ตัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนใกล้เขตขั้วโลกอันหนาวเหน็บ  ยังมีเด็กผู้หญิงที่น่าสงสารคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ซึ่งพ่อกับแม่ของเธอทิ้งไว้ให้ก่อนที่ท่านทั้งสองจะด่วนขึ้นสวรรค์ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ  เด็กหญิงคนนี้มีชื่อว่า”นาตาชา” เธอไม่ญาติพี่น้องที่ไหนอีกเลย ดังนั้น เธอจึงต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีวิต 

คืนหนึ่งหลังจากเลิกงาน  นาตาชารีบเดินกลับบ้านเพราะอากาศในคืนนั้นหนาวผิดปกติ  ระหว่างทาง…เด็กหญิงมองเห็นแมวสิบสองตัวนอนแข็งทื่ออยู่บนพื้นหิมะราวกับพวกมันกำลังจะจากโลกนี้ไปด้วยภัยแห่งความหนาว  นาตาชาไม่อยากให้แมวน้อยทั้งหลายต้องตายไปต่อหน้า เธอจึงรีบตรงเข้าไปอุ้มแมวแต่ละตัวขึ้นมากอด จากนั้น เธอก็หอบเอาแมวทั้งหมดกลับบ้าน

ตลอดทั้งคืน นาตาชาพยายามให้ความอบอุ่นแก่เจ้าแมวทั้งสิบสองตัวอย่างสุดความ สามารถ เวลาผ่านไปนาน…จนกระทั่งรุ่งสาง ร่างที่เย็นเยียบเหมือนไร้ชีวิตของแมวน้อยทั้งหลายจึงค่อย ๆ อุ่นขึ้น ๆ  จนในที่สุด แมวทั้งสิบสองตัวก็กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง  

นาตาชามีความสุขมากที่เธอช่วยชีวิตแมวน้อยทุกตัวเอาไว้ได้  เด็กหญิงมองแมวน้อยแต่ละตัวที่เข้ามาคลอเคลียเธอด้วยความรัก จากนั้น เธอจึงตัดสินใจที่จะเลี้ยงดูแมวทั้งสิบสองตัวเอาไว้ เพื่อที่พวกมันจะได้ไม่ต้องออกไปเผชิญกับความหนาวอันร้ายกาจอีก  

เมื่อเพื่อนบ้านทราบข่าวว่าเด็กหญิงผู้ยากจนเลี้ยงดูแมวน้อยเอาไว้ในบ้านถึงสิบสองตัว  เพื่อนบ้านต่างก็พากันพูดจาถากถางหาว่านาตาชาไม่รู้จักประมาณตน เพราะเพียงแค่การที่เธอจะต้องหาเลี้ยงตัวเองไปวัน ๆ ก็ยังเป็นเรื่องยาก ดังนั้น การที่เธอเก็บแมวมาเลี้ยงไว้ถึงสิบสองตัวจึงเป็นการเพิ่มภาระที่ดูอย่างไรก็ไร้ประโยชน์

 แม้นาตาชาจะรู้ดีว่าการเลี้ยงแมวทั้งสิบสองตัวจะทำให้เธอต้องลำบากมากกว่าเดิมหลายเท่า แต่เธอก็ยินดีที่จะลำบาก หากมันสามารถช่วยรักษาชีวิตของแมวน้อยทั้งหลายเอาไว้ได้

แมวน้อยทั้งสิบสองตัวต่างซาบซึ้งในความเมตตาของนาตาชาจนบรรยายไม่ถูก พวกมันอยากตอบแทนบุญคุณของเธอบ้าง ด้วยเหตุนี้ เมื่อนาตาชาออกไปทำงานนอกบ้าน พวกแมวจึงประชุมกันเพื่อหาทางทำให้นาตาชามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

หลังจากการปรึกษาหารือกันอย่างรอบคอบ  ในที่สุด แมวน้อยทั้งหมดก็ตัดสินใจแบ่งงานกันทำตามความถนัด

แมวหนุ่มเก้าตัวที่มีความคล่องแคล่วว่องไวตกลงใจที่จะรวมตัวกันเป็นกองทัพรับจ้างกำจัดหนูตามบ้านเรือนต่าง ๆ  ฝ่ายแมวสาวอีกสองตัวที่รักความสะอาดก็อาสาอยู่ดูแลบ้านของนาตาชาให้เรียบร้อยเพื่อแบ่งเบาภาระให้เด็กหญิงที่มันรัก  ส่วนแมวน้อยตัวสุดท้องน้องสุดท้ายที่ยังเล็กกว่าเพื่อน มันมีความสามารถในการวาดภาพและเขียนหนังสือ มันจึงขอทำหน้าที่เขียนป้ายประกาศให้นาตาชาและผู้คนทั้งหลายรู้ว่า เหล่าแมวน้อยที่บ้านหลังนี้ยินดีรับจ้างจัดการกับพวกหนูที่น่ารังเกียจ  

เย็นวันนั้น  เมื่อนาตาชากลับมาถึงบ้าน แมวน้อยทั้งสิบสองตัวพากันคาบป้ายประกาศการรับจ้างกำจัดหนู ซึ่งเจ้าแมวตัวเล็กใช้หางจุ่มซอสมะเขือเทศแล้วบรรจงเขียนเป็นตัวหนังสือมามอบให้แก่นาตาชา  นาตาชาแปลกใจมากต่อสิ่งที่ได้เห็น แต่เธอก็เชื่อว่ามันเป็นฝีมือการเขียนของพวกแมวจริง ๆ เพราะที่หางของเจ้าแมวตัวเล็กยังคงมีคราบซอสมะเขือเทศติดอยู่เกรอะกรังไปหมด

หลังจากที่นาตาชานำป้ายประกาศไปแปะตามที่ต่าง ๆ ได้ไม่นาน  ผู้คนที่ถูกหนูกวนใจก็เริ่มติดต่อว่าจ้างเข้ามา  แมวหนุ่มทั้งเก้าตัวทำงานประสานกันได้อย่างยอดเยี่ยม  ไม่นานนัก…กิจการของพวกแมวน้อยก็กลายเป็นที่นิยมซึ่งทำให้พวกมันต้องทำงานจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน

เมื่องานไล่หนูมีมากขึ้น เงินที่ได้รับจึงเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย  แมวน้อยทั้งหลายนำเงินมากมายที่ได้รับมามอบให้แก่นาตาชาเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลพวกมันและเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวของนาตาชาเอง 

นอกจากนี้ เหล่าแมวน้อยยังเขียนข้อความขอร้องให้นาตาชาเลิกทำงานหารายได้ แต่ขอให้เธอกลับไปเรียนหนังสือและใช้ชีวิตสดใสตามประสาเด็กเหมือนสมัยที่พ่อกับแม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่

นาตาชาตื้นตันใจมากที่เธอได้รับความรักและความปรารถนาดีจากแมวน้อยทั้งหลาย

ในที่สุด เด็กหญิงผู้มีจิตใจเมตตาก็ยอมทำตามความต้องการของแมวน้อยด้วยการเลิกทำงานและกลับเข้าโรงเรียนอีกครั้ง  ส่วนแมวน้อยทั้งสิบสองตัวต่างก็ดีใจมากที่พวกมันสามารถทำให้เด็กหญิงผู้มีพระคุณมีความสุขและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้เป็นผลสำเร็จ

#นิทานนำบุญ

………………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย

ในบรรดานิทานเกี่ยวกับพ่อมดแม่มดที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้แต่งเอาไว้ มีนิทานอยู่ 2 เรื่อง ที่ผมรักมากเป็นพิเศษ เรื่องแรกคือ “จุดจบของแม่มดน้อย” และอีกเรื่องคือนิทานก่อนนอนเรื่องนี้ “เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนในแนวนิทานรักแม่ คือ ลูก ๆ รักแม่และอยากหาของขวัญวันเกิดให้แม่ แต่ของขวัญที่จะทำให้คุณแม่มีความสุขคืออะไร? คงต้องไปหาคำตอบกันในนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง  เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย

โมเม มูมมามและมอมแมมเป็นลูก ๆ ของแม่มดสาวพราวเสน่ห์    คุณแม่ของพวกเขาเป็นแม่มดที่อ่อนโยนและใจดีอย่างยากที่จะหาใครเทียบได้    เด็ก ๆ ทุกคนรักคุณแม่ของพวกเขามาก  เมื่อใกล้ถึงวันเกิดของคุณแม่    พี่น้องทั้งสามจึงตกลงกันว่า พวกเขาจะจัดงานฉลองวันเกิดและมอบของขวัญสุดพิเศษให้แก่คุณแม่ผู้เป็นที่รัก

โมเมซึ่งเป็นพี่สาวคนโตตั้งใจที่จะเนรมิตดอกไม้แสนสวยเพื่อมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญวันเกิด ส่วนมูมมามซึ่งเป็นลูกชายคนกลางก็เฝ้าฝึกซ้อมคาถาเพื่อเตรียมเสกขนมเค้กอร่อย ๆ  ให้คุณแม่ผู้ชอบรับประทานขนมหวาน ๆ เป็นชีวิตจิตใจ

ฝ่ายมอมแมมน้องคนเล็กดูน่าเห็นใจเป็นที่สุด  เพราะนอกจากที่เขาจะเด็กกว่าใคร ๆ แล้ว เขายังเพิ่งเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลเวทมนตร์ได้ไม่นานนัก ด้วยเหตุนี้  อำนาจมนตราของเขาจึงมีอยู่จำกัด  ไม่เพียงพอที่จะเนรมิตของขวัญพิเศษใดใดให้แก่คุณแม่ได้ แต่ด้วยความที่เด็กน้อยอยากจะทำให้คุณแม่รู้ว่าเขารักคุณแม่ไม่แพ้พี่ ๆ    มอมแมมจึงบากบั่นไปขอยืมตำราคาถาวิเศษจากห้องสมุด  แล้วเฝ้าฝึกฝนว่าคาถาตามตำราเล่มนั้นทีละบทสองบท   จนในที่สุด  เขาก็พร้อมที่จะเนรมิตของขวัญชิ้นเล็ก ๆ  เพื่อมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิด

และแล้ว..วันที่ทุก ๆ คนรอคอยก็มาถึง   เด็ก ๆ เชิญคุณแม่มานั่งในห้องนั่งเล่นที่พวกเขาช่วยกันตกแต่งจนกลายเป็นห้องที่แสนน่ารัก  เสียงดนตรีอ่อนหวานจากกล่องดนตรีทำให้บรรยากาศในห้องดูอบอุ่นกระจุ๋มกระจิ๋ม   เด็ก ๆ ให้คุณแม่นั่งที่เก้าอี้ตัวนุ่ม  จากนั้น พวกเขาก็เริ่มว่าคาถาเพื่อเสกของขวัญให้แก่คุณแม่ทีละคน

โมเมท่องคาถางึมงำว่า “โอมมะลุกกุ๊กกุ๋ยดุกดุ๋ยดุกดุ๋ย…ปลูกต้นไม้อย่าลืมใส่ปุ๋ย”   เมื่อโมเมว่าคาถาจบ  รอบ ๆ ตัวของคุณแม่ก็รายล้อมไปด้วยดอกไม้สีรุ้งเต็มไปหมด!

เมื่อมูมมามเห็นพี่สาวเสกดอกไม้มากมายให้คุณแม่   เขาจึงนึกอยากหาทางทำให้คุณแม่พอใจมากขึ้นไปอีก  ด้วยเหตุนี้  มูมมามจึงตั้งใจรวบรวมสมาธิ แล้วร่ายคาถาด้วยเสียงที่หนักแน่นว่า “โอมมะลุกกุ๊กกิ๊กดุ้กดิ้กดุ้กดิ้ก…อยากกินเผ็ดต้องไปกินพริก”   เมื่อสิ้นเสียง…ขนมเค้กขนาดยักษ์ที่สูงถึงเจ็ดชั้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของคุณแม่ทันที!

มอมแมมมองของขวัญของพี่ ๆ ตาปริบ ๆ  ฝีมืออย่างเขาคงไม่สามารถเสกของขวัญดี ๆ อย่างของพี่ ๆ ได้เป็นแน่    แต่ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่เกินตัว    มอมแมมจึงคิดหาของขวัญชิ้นใหม่เพื่อไม่ให้น้อยหน้าพี่ ๆ  

อำนาจเวทมนตร์อันน้อยนิดของพ่อมดตัวเล็ก ๆ จะเนรมิตอะไรให้ถูกใจคุณแม่ได้บ้างไหมหนอ?   มอมแมมเพ่งมองขนมเค้กเจ็ดชั้นของมูมมามอยู่พักใหญ่   ในที่สุด  ความคิดที่แสนวิเศษก็สว่างวาบขึ้นในใจของเด็กน้อยผู้ไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรค

มอมแมมค่อย ๆ นึกทบทวนถึงคาถาบทหนึ่งที่เขาเฝ้าฝึกฝนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   เมื่อคิดได้ เขาก็เริ่มเอ่ยถ้อยคาถาอย่างช้า ๆ ว่า  “โอมมะลุกกุ๊กก๋อยดุกด๋อยดุกด๋อย…ผัดคะน้าใส่น้ำมันหอย”  เมื่อมอมแมมท่องคาถาจบ    ขนมเค้กเจ็ดชั้นก็สว่างไสวไปด้วยเปลวไฟจากเทียนไขแท่งเล็ก ๆ  ซึ่งมีจำนวนเท่ากับอายุของคุณแม่พอดิบพอดีไม่มีขาด

คุณแม่ปลื้มใจมากที่เห็นความตั้งใจของลูก ๆ ทั้งสาม  ส่วนโมเมกับมูมมามต่างก็ภูมิใจในฝีมือของน้องชายตัวกระเปี๊ยกที่ใช้เวทมนตร์ได้ดีชนิดที่พี่ ๆ คาดไม่ถึง  

ความรักของลูก ๆ ทำให้หัวใจของผู้เป็นแม่อิ่มเอมไปด้วยความสุข   

และในค่ำคืนนั้น   สามพี่น้องก็แย่งกันกอดคุณแม่นัวเนียหนุบหนับ   เวลาแห่งรักดำเนินต่อไปนานแสนนาน   จนกระทั่งท้ายที่สุด   เด็ก ๆ ทั้งสามก็นอนหลับปุ๋ยไปในอ้อมกอดของคุณแม่ ท่ามกลางแสงเทียนอันอบอุ่นในราตรีที่แสนวิเศษ

#อ่านนิทานจบเด็ก ๆ อยากให้ของขวัญด้วยการกอดใครดีนะ

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานสอนใจ : เจ้าหญิงลิงจ๋อ

นิทานเรื่อง เจ้าหญิงลิงจ๋อ เป็นนิทานที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าแนวธรรมะที่น้องชายของผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) นำมาเล่าให้ฟัง ซึ่งหลังจากได้ฟังแล้ว ผมรู้สึกว่า ข้อคิดจากเรื่องเล่าเรื่องดังกล่าว มีแง่มุมสอนใจเกี่ยวกับการคบเพื่อนที่น่าจะนำมาแต่งเป็นนิทานสำหรับเด็ก (หรือแม้แต่นิทานสอนใจสำหรับวัยรุ่น) หวังว่านิทานเรื่องนี้จะให้แง่คิดและความเพลินเพลินแก่ผู้อ่านทุกเพศทุกวัยนะครับ

นิทานเรื่อง เจ้าหญิงลิงจ๋อ

เจ้าหญิงลิงจ๋อเป็นเจ้าหญิงลิงองค์น้อยที่มีขนสีชมพูแสนน่ารัก เมื่อเจ้าหญิงลิงจ๋อถึงวัยที่ต้องเข้าโรงเรียน พระราชาลิงเจี๊ยกกับพระราชินีลิงจุ๋มจิ๋มได้ส่งเจ้าหญิงไปเรียนหนังสือร่วมกับลูกสัตว์อื่น ๆ ที่โรงเรียนกลางป่าใหญ่

เจ้าหญิงลิงจ๋อตื่นเต้นที่จะได้ไปโรงเรียนเป็นครั้งแรก เจ้าหญิงวาดฝันไว้ว่าพระองค์จะหาเพื่อนสนิทที่น่ารักและคู่ควรเป็นเพื่อนกับพระองค์ให้จงได้ แม้มันจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยก็ตาม

เมื่อเจ้าหญิงไปถึงโรงเรียน พระองค์พบลูกสัตว์มากมายเต็มไปหมด เจ้าหญิงพยายามมองซ้ายทีขวาทีเพื่อหาลูกสัตว์ที่ดูเหมาะสมจะเป็นเพื่อนกับพระองค์มากที่สุด

เจ้าหญิงมองไปที่ลูกช้างพลางคิดในใจว่า “ลูกช้างก็น่ารักดีนะ แต่ว่าจมูกยาวและตัวใหญ่จัง…อยู่ใกล้ ๆ กันคงอึดอัดแย่ แบบนี้คงเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก”

เจ้าหญิงมองไปที่เม่นน้อยพลางคิดในใจว่า “ลูกเม่นก็น่ารักดีนะ แต่ว่าขนแหลมจัง…อยู่ใกล้ ๆ กันคงอันตรายแย่ แบบนี้คงเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก”

เจ้าหญิงมองไปที่เต่าน้อยพลางคิดในใจว่า “ลูกเต่าก็น่ารักดีนะ แต่ว่าคลานต้วมเตี้ยมจัง…ไปเที่ยวไหนกันคงเสียเวลารอแย่ แบบนี้คงเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก”

ไม่ว่าเจ้าหญิงจะมองไปที่ลูกสัตว์ตัวใด พระองค์ก็ติลูกสัตว์เหล่านั้นได้ทั้งหมด หลายวันผ่านไป เจ้าหญิงจึงยังหาเพื่อนที่ถูกใจไม่ได้เลย!

หนึ่งเดือนต่อมา เจ้าหญิงเริ่มมีอาการซึมเศร้าเหงาหงอยจนพระราชากับพระราชินีสังเกตเห็น เมื่อพระราชากับพระราชินีถามเจ้าหญิงและได้ทราบเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งสองพระองค์จึงส่งยิ้มให้กัน แล้วชี้ให้เจ้าหญิงดูกล้วยที่อยู่บนโต๊ะ จากนั้น พระราชากับพระราชินีก็บอกเจ้าหญิงว่า

“กล้วยเป็นผลไม้ที่เรากินแต่เนื้อ…ไม่กินเปลือก เวลาเราไปซื้อกล้วย ถ้าเราขอซื้อแต่เนื้อกล้วยไม่เอาเปลือกกล้วย ลูกคิดว่าแม่ค้าจะยอมขายให้ไหม”

“ไม่น่าจะยอมนะเพคะ เพราะกล้วยมันมาด้วยกันอย่างนี้…มาทั้งเนื้อทั้งเปลือก” เจ้าหญิงตอบ

“เพื่อนก็เหมือนกันแหละลูก ทุกอย่างก็รวมเป็นตัวเขาทั้งนั้น ถ้าเราจะเลือกเอาแต่ข้อดี โดยไม่ยอมรับสิ่งที่เราไม่ชอบ บางทีเราอาจหาเพื่อนไม่ได้เลยนะ”

เจ้าหญิงลิงจ๋อคิดตามคำพูดของพระราชาและพระราชินี
“จริงด้วย…ถ้าเราอยากกินกล้วยแต่ไม่ยอมซื้อเปลือกกล้วยมาด้วย เราคงไม่ได้กินกล้วยแน่ ๆ และถ้าเราอยากมีเพื่อน แต่เราไม่ยอมรับในทุกสิ่งที่เพื่อนเป็น เราก็คงไม่มีเพื่อนแน่ ๆ”

เจ้าหญิงขอบคุณพระราชากับพระราชินีที่เตือนสติ นับจากวันนั้น เจ้าหญิงจึงเปลี่ยนความคิดด้วยการมองข้ามข้อด้อยบางอย่างของเพื่อน ๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เอง ทำให้พระองค์มีเพื่อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่นานนัก เจ้าหญิงก็มีเพื่อนรักเต็มไปหมด
เจ้าหญิงดีใจที่พระองค์เปลี่ยนแปลงความคิดได้ เจ้าหญิงอมยิ้มแล้วบอกกับตัวเองว่า “จริง ๆ แล้ว การมีเพื่อนก็เป็นแค่เรื่องกล้วย ๆ นี่นา ไม่เห็นยากตรงไหนเลยนะ”

#นิทานนำบุญ

……………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานปริศนา : ก้าวก้าวก้าว

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ก้าวก้าวก้าว” เป็นนิทานปริศนาที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งเนื่องในโอกาสที่นิตยสารขวัญเรือนก้าวเข้าสู่ฉบับที่ “999” นิทานเรื่อง “ก้าวก้าวก้าว” จึงเป็นนิทานเฉพาะกิจ ที่ตั้งใจแต่งเพื่อฉลองโอกาสพิเศษให้แก่นิตยสารที่ยืดหยัดมาเนิ่นนาน แต่ในความเป็นนิทานเด็ก ไม่ว่าจะแต่งนิทานเพื่อโอกาสอะไร ก็ต้องแต่งนิทานให้เหมาะสำหรับเด็กด้วย ดังนั้น การแต่งนิทานเรื่องนี้จึงยากพอสมควร อย่างไรก็ตาม ในฐานะของผู้แต่ง ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้ที่ผูกเรื่องในแนว “นิทานการเดินทางแสนสนุก”ผสมเข้ากับ “นิทานปริศนา” น่าจะถูกใจเด็ก ๆ นะครับ ซึ่งถ้าตอนที่คุณพ่อคุณแม่อ่านนิทานให้ลูกฟัง ลองหยุดเล่าช่วงกลางเรื่อง แล้วให้ลูกทายตัวเลขดู หรือหาวิธีให้ลูกพูดคำที่ปรากฏซ้ำ ๆ ในนิทาน (เพื่อให้ลูกพูดคำทายออกมาเอง) ผมว่า นิทานเรื่องนี้อาจทำให้เด็ก ๆ ยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัวเลยล่ะครับ

นิทานเรื่อง ก้าวก้าวก้าว

“มรรค” เป็นเด็กผู้ชายตัวน้อยที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อคุณแม่ที่เขารัก 

วันหนึ่ง ในช่วงที่คุณพ่อต้องเข้าไปทำงานในเมืองติดต่อกันนานหลายเดือน  คุณแม่ของมรรคเกิดล้มป่วย ซึ่งสิ่งที่จะใช้ปรุงยารักษาคุณแม่ได้มีเพียง “ผลไม้ดวงดาว” เท่านั้น

ผลไม้ดวงดาวเป็นผลไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าลึก ต้องเดินขึ้นภูเขา, เผชิญหน้ากับสัตว์ป่า และอาจต้องพบกับภูตผู้พิทักษ์ที่คอยปกป้องผลไม้ดวงดาวไม่ให้ผู้คนแอบมาเก็บเอาไปขาย

มรรคอยากให้คุณแม่หายป่วย เขาจึงรวบรวมความกล้า แล้วตัดสินใจเดินทางเข้าป่าโดยบอกกับตัวเองว่า “ถึงจะลำบากแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว…ก้าว”

เมื่อมรรคเริ่มเดินทางเข้าป่าไปได้ไม่นาน  หนทางในป่าก็ค่อย ๆ ลาดชันขึ้น ๆ  ยิ่งนานเด็กน้อยก็ยิ่งอ่อนล้า แต่เมื่อมรรคคิดถึงแม่ เขาจึงกัดฟันสู้แล้วบอกกับตัวเองว่า “ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว….ก้าว”

มรรคเดินทางขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ จนเข้าเขตป่าที่ทั้งมืดและวังเวง มรรคกลัวสัตว์ร้ายและภูตผีปิศาจ แต่เมื่อมรรคคิดถึงแม่ เขาจึงกัดฟันสู้แล้วบอกกับตัวเองว่า “ถึงจะกลัวแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว….ก้าว”

 มรรคก้าวต่อไปเรื่อย ๆ จนมองเห็นต้นไม้ใหญ่ซึ่งน่าจะเป็นต้นของผลไม้ดวงดาว  เด็กน้อยรีบมุ่งหน้าไปยังต้นไม้ต้นนั้น แต่แล้วเขากลับพบว่าเส้นทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยไม้หนามที่ขึ้นกั้นขวางทำให้เขาเดินทางต่อไปไม่ได้ 

โชคดีที่มรรคเห็นถ้ำเล็ก ๆ ถ้ำหนึ่ง แม้ถ้ำจะดูลึกลับน่ากลัว แต่มรรคเชื่อว่ามันน่าจะมีทางทะลุไปยังต้นไม้ดวงดาวได้ เขาจึงเดินตรงไปที่ถ้ำแล้วบอกตัวเองว่า “ถึงจะเสี่ยงแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว….ก้าว”

หลังจากที่มรรคเดินเข้าไปในถ้ำได้สักพัก  เขาก็พบประตูหินและภูตผู้พิทักษ์ยืนขวางทางไม่ให้เขาไปต่อ  มรรครีบทำความเคารพภูตผู้พิทักษ์แล้วเล่าให้ภูตฟังว่า เขาตั้งใจมาเก็บผลไม้ดวงดาวไปรักษาแม่

ภูตผู้พิทักษ์ฟังคำของมรรคก็เห็นใจ เพราะการที่เด็กสักคนจะดั้นด้นเข้าป่าและขึ้นมายังภูเขาที่เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่การจะมอบผลไม้ดวงดาวให้เด็กน้อยในทันทีก็คงไม่เหมาะ  ภูตผู้พิทักษ์จึงให้มรรคเลือกเลข 3 ตัวเพื่อไขรหัสที่ประตูหิน ถ้ามรรคเลือกตัวเลขได้ถูกต้อง ประตูก็จะเปิดออก และเขาก็จะมีโอกาสเก็บผลไม้ดวงดาวได้ตามที่ปรารถนา แต่ถ้ามรรคเลือกเลขผิด เขาจะต้องออกจากถ้ำแล้วกลับบ้านในทันที

มรรคขอบคุณภูตผู้พิทักษ์ แล้วเริ่มคิดถึงตัวเลข 3 ตัวที่น่าจะเป็นไปได้ เขาใช้ความคิดอยู่นาน แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากเดาตัวเลขใด ๆ ออกมาเลย

โอกาสที่มีเพียงครั้งเดียว ถ้าเดาถูก คุณแม่ก็น่าจะหายป่วย แต่ถ้าเดาผิด เขาก็คงช่วยคุณแม่ให้หายป่วยไม่ได้  มรรคคิดกลับไปกลับมาจนเริ่มท้อ  แต่เมื่อมรรคคิดถึงแม่ เขาจึงกัดฟันสู้ แล้วพูดกับตัวเองเบา ๆ ว่า  “ถึงโอกาสจะน้อยแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว….ก้าว”

ทันใดนั้นเอง ประตูหินก็เปิดออกทั้ง ๆ ที่มรรคยังไม่ได้เลือกตัวเลขใด ๆ เลย!

มรรคงงจนพูดอะไรไม่ถูก  ส่วนภูตผู้พิทักษ์ซึ่งเป็นผู้ดูแลการเปิดปิดประตูหินก็ส่งยิ้มให้มรรคพลางกล่าวแสดงความยินดีว่า  “ดีใจด้วยนะ เก้าเก้าเก้าคือรหัสในการเปิดประตูบานนี้  เจ้าจงไปเก็บผลไม้ดวงดาวแล้วนำไปรักษาแม่เถิด”

ภูตผู้พิทักษ์รีบดันหลังให้มรรคเดินผ่านประตูไปยังต้นไม้ แล้วให้เวลาเด็กน้อยเก็บผลไม้ดวงดาวอยู่ครู่ใหญ่  จากนั้น ภูตผู้พิทักษ์ก็เสกให้มรรคเดินทางข้ามมิติมาปรากฏตัวที่ชายป่าโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินย้อนกลับทางเก่าอีก

มรรคไม่รู้เลยว่าภูตผู้พิทักษ์ฟังคำว่า “ก้าวก้าวก้าว” ที่เขาพูดออกมาแล้วเข้าใจผิดคิดว่าเป็นตัวเลข “เก้าเก้าเก้า” หรือภูตผู้พิทักษ์จงใจฟังผิดเพื่อหาทางช่วยเขาให้ได้ผลไม้ดวงดาวมารักษาคุณแม่ 

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม มรรคก็รู้สึกขอบคุณภูตผู้พิทักษ์และดีใจที่เขาเก็บผลไม้ดวงดาวมาได้สมดังที่ตั้งใจเอาไว้  หลังจากนั้น  มรรคก็รีบนำผลไม้ดวงดาวมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยการ “ก้าว…ก้าว…ก้าว”

#นิทานนำบุญ

………………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทาน : รอยเท้าของแมวน้อย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “รอยเท้าของแมวน้อย” เป็นนิทานก่อนนอนที่พิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือนเมื่อนานมาแล้ว โดยผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นผู้แต่ง นิทานเรื่องนี้ เป็นนิทานที่ส่งเสริมเรื่องศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการปลูกฝังให้เด็ก ๆ มีจิตใจเมตตากรุณาต่อสัตว์เลี้ยง และมีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ นิทานเรื่องนี้เคยนำไปพิมพ์เป็นหนังสือภาพกับสำนักพิมพ์ สถาพรบุ้คส์ ในชื่อ “รอยเท้าของลูกแมว” นับว่าเป็นนิทานและหนังสือภาพที่น่าสนใจมากครับ

นิทานเรื่อง รอยเท้าของแมวน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงคู่หนึ่งเป็นพี่น้องกันวันหนึ่ง พวกเขาพบลูกแมวตัวหนึ่งถูกทิ้งอยู่ในกล่องกระดาษ สองพี่น้องสงสารจึงช่วยกันนำแมวน้อยกลับไปที่บ้าน

เมื่อคุณแม่ของเด็ก ๆ เห็นลูก ๆ นำลูกแมวมาที่บ้าน แม้คุณแม่จะยากจน แต่คุณแม่ก็เป็นคนใจดี ดังนั้น คุณแม่จึงยอมให้ลูก ๆ เลี้ยงแมวน้อยได้

เมื่อแมวน้อยแข็งแรงขึ้น มันก็เริ่มซุกซน แต่ไม่ดื้อรั้น เวลาเด็ก ๆ ไปช่วยคุณแม่ขายของที่ตลาดนัด แมวน้อยก็มักจะใช้หางกวาดฝุ่นภายในบ้าน เพื่อแบ่งเบาภาระของทุก ๆ คน (บางวันเจ้าแมวน้อยถึงกับคาบผ้าเปียก ๆ มาช่วยถูบ้านด้วย ทั้งนี้เพราะมันอยากตอบแทนบุญคุณที่ทุกคนดีต่อมัน)

อยู่มาวันหนึ่ง คุณแม่ป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน เมื่อคุณแม่ถึงมือหมอ สองพี่น้องก็ดูเงินที่มีอยู่ในบ้าน เด็ก ๆ พบว่าครอบครัวของพวกเขามีเงินไม่พอจ่ายค่ารักษาแน่ ๆ สองพี่น้องจึงตัดสินใจซื้อกระดาษวาดเขียนมาทำส.ค.ส. โดยช่วยกันตัดกระดาษให้ได้ขนาดตามต้องการ แล้วลงมือวาดภาพทำส.ค.ส.อย่างสุดฝีมือ หลังจากนั้น พวกเขาก็นำส.ค.ส.ไปขายที่ตลาดนัด

แต่อนิจจา! ไม่มีใครสนใจส.ค.ส.ที่พวกเขาวาดเลย เด็กทั้งสองคนผิดหวังมาก พวกเขาจึงเดินคอตกกลับมาที่บ้าน เมื่อเจ้าแมวน้อยเห็นเจ้านายของมันกำลังเศร้า แมวน้อยจึงอยากเข้าไปคลอเคลียเพื่อปลอบใจ แต่เมื่อแมวน้อยเดินตรงไปหาเด็ก ๆ แมวน้อยกลับเหยียบถาดผสมสีที่สียังไม่แห้งดี แล้วก้าวย่ำไปบนกระดาษเปล่าที่เด็ก ๆ ตัดเอาไว้ ทำให้กระดาษมีรอยเท้าแมวติดอยู่เกือบทุกแผ่น

แมวน้อยตกใจมากเพราะมันรู้ดีว่าเด็ก ๆ มีเงินซื้อกระดาษมาใช้เพียงเท่านี้ การทำให้กระดาษเป็นรอยจึงเป็นเรื่องใหญ่มาก แมวน้อยรู้สึกผิด มันจึงร้องไห้เสียงดัง “เมี๊ยว ๆ ๆ ๆ” ไม่ยอมหยุด

เมื่อเด็ก ๆ หันมาเห็นแมวน้อยร้องไห้ พวกเขาก็โกรธแมวน้อยไม่ลง สองพี่น้องจึงบอกแมวน้อยว่า “ปัญหามีไว้แก้ ไม่ใช่มีไว้กลุ้ม เรามาช่วยกันคิดหาทางแก้ปัญหาดีกว่านะ”

หลังจากนั้น เด็ก ๆ ก็ช่วยกันคิดหาวิธีแก้ปัญหา พวกเขาคิด…คิด…แล้วก็คิด ในที่สุด สองพี่น้องก็คิดว่า ถ้าพวกเขาเอากระดาษที่เปื้อนรอยเท้าแมวมาต่อเติมให้เป็นภาพ มันก็น่าจะยังคงใช้เป็นส.ค.ส.ได้ แถมเป็น ส.ค.ส. ที่มีจุดเด่น คือเป็นภาพที่เกิดจากคนกับแมวมาร่วมมือกัน

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เด็ก ๆ จึงลงมือต่อเติมรอยเท้าแมวน้อยให้กลายเป็นภาพ แล้วนำส.ค.ส.ที่แต่งเติมเสร็จไปวางขายที่แผงของพวกเขา

ครั้นเมื่อนักท่องเที่ยวมาเห็นภาพวาดและป้ายที่มีข้อความว่า ‘เชิญซื้อส.ค.ส.ฝีมือคนกับแมว’ ผู้คนก็ให้ความสนใจกันยกใหญ่ บางคนขอให้เด็ก ๆ สาธิตการวาดภาพระหว่างคนกับแมวให้ดู บางคนดูแล้วก็ให้เงินเป็นค่าตอบแทน บางคนก็ซื้อส.ค.ส.ไปเป็นที่ระลึก

เพียงคืนเดียว สองพี่น้องกับเจ้าแมวน้อยก็หาเงินได้ถึงหนึ่งพันบาท ซึ่งพอที่จะใช้เป็นค่ารักษาคุณแม่ได้

เมื่อคุณแม่หายดีแล้ว เด็ก ๆ ก็ให้คุณแม่พักผ่อน ส่วนพวกเขากับเจ้าแมวน้อยก็ช่วยกันทำส.ค.ส.ฝีมือคนกับแมวออกมาขายอีก

ในที่สุด ส.ค.ส.ฝีมือคนกับแมวก็กลายเป็นของที่ระลึกที่นักท่องเที่ยวทุกคนอยากได้มาครอบครอง ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคุณแม่และลูก ๆ ผู้มีจิตใจเมตตา (รวมทั้งเจ้าแมวน้อย) ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ

#นิทานนำบุญ

…………………………………………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง ยอดมนุษย์ตัวน้อย

นิทานเรื่อง “ยอดมนุษย์ตัวน้อย” เป็นนิทานที่น่าจะจัดอยู่ในหมวด “นิทานชวนยิ้ม” หรือ “นิทานตลก ๆ ก่อนนอน” เพราะเป็นนิทานที่มีความ “เพี้ยน” อยู่พอสมควร แม้จะไม่ทำให้เด็ก ๆ หัวเราะเอิ๊กอ๊าก แต่ก็น่าจะทำให้ยิ้มและอารมณ์ดีได้ หวังว่านิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องนี้ จะทำให้เด็ก ๆ นอนฝันดีนะครับ

นิทานเรื่อง ยอดมนุษย์ตัวน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเป็นเด็กที่มีพลังพิเศษคล้าย ๆ กับเหล่ายอดมนุษย์ทั้งหลาย  แต่เด็กคนนี้กลับไม่ภูมิใจในพลังพิเศษที่เขามีอยู่เลย  เพราะพลังพิเศษของเขานั้น ไม่ใช่พลังในการเหาะเหินเดินอากาศ ไม่ใช่พละกำลังที่ล้นเหลือเกินมนุษย์ ไม่ใช่อำนาจในการปล่อยแสงต่อสู้กับเหล่าร้าย ไม่ใช่ความสามารถในการล่องหนหายตัว  แต่พลังที่เด็กน้อยมีอยู่กลับเป็นพลังในการ “ผายลม” ที่เขาสามารถปรับความรุนแรงและกลิ่นได้ตามใจปรารถนา  เด็กน้อยคิดว่าการมีพลังพิเศษเช่นนี้…สู้ไม่มีเสียยังดีกว่า  เด็กน้อยจึงไม่เคยเปิดเผยเรื่องของตัวเองให้ใครรู้และเก็บเรื่องพลังพิเศษที่เขามีอยู่เอาไว้โดยไม่เห็นคุณค่าของมันเลยแม้สักนิด

อยู่มาวันหนึ่ง  ในขณะที่เด็กน้อยนั่งรถโรงเรียนไปทัศนศึกษาต่างจังหวัดร่วมกับเพื่อน ๆ   ระหว่างทางซึ่งเป็นทางคดเคี้ยวขึ้นเขา  คุณลุงคนขับรถที่ขับรถมาไกลแสนไกลก็ค่อย ๆ ง่วงและเผลอหลับเป็นระยะ ๆ   ทุกครั้งที่คุณลุงหลับ  รถก็จะส่ายและเกือบพลาดตกเหวครั้งแล้วครั้งเล่า  คุณครูพยายามบอกให้คุณลุงจอดรถลงไปพัก  แต่คุณลุงคนขับกลับดื้อดึงและยืนยันว่ายังขับไหว เด็กน้อยเห็นว่าหากปล่อยให้คุณลุงขับรถต่อไปเช่นนี้คงไม่ดีแน่  เขาจึงตัดสินใจทำสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน  นั่นคือการใช้พลังพิเศษผายลมออกมาอย่างแผ่วเบา แต่บังคับกลิ่นให้เหม็นราวกับกลิ่นตดของช้างร้อยเชือกมารวมกัน

ทันทีที่คุณลุงคนขับได้กลิ่นตดมหาภัย  คุณลุงที่ง่วงเหงาหาวนอนก็รีบจอดรถแล้ววิ่งลงจากรถเพื่อหนีกลิ่นตดซึ่งเหม็นอย่างสุดทานทน  เด็กนักเรียน, คุณครู รวมทั้งยอดมนุษย์ตัวน้อยที่แอบใช้พลังเป็นครั้งแรกจึงพากันวิ่งลงรถตามไปด้วย  ท้ายที่สุด  คุณลุงคนขับก็ได้ยืดเส้นยืดสายจนหายง่วง  และเมื่อกลิ่นจางลง  ทุกคนก็กลับขึ้นรถแล้วออกเดินทางกันต่อ

หลังจากวันนั้น เด็กน้อยผู้มีพลังพิเศษก็เริ่มรู้สึกว่า พลังพิเศษของเขาเป็นพลังที่มีประโยชน์อยู่บ้างเหมือนกัน  แต่ถึงอย่างไร  มันก็เป็นพลังที่น่าอายมากกว่าน่าภูมิใจ…ดังเช่นพลังของยอดมนุษย์คนอื่น ๆ 

ในเวลาต่อมา  เด็กน้อยบังเอิญโชคร้ายเข้าไปฝากเงินในธนาคารแล้วมีโจรอ้วนผอมบุกเข้าปล้นธนาคารพอดิบพอดี  โจรทั้งสองคนใช้ปืนขู่เอาเงินจากเจ้าหน้าที่อย่างอุกอาจ  ส่วนประชาชนก็ได้แต่หมอบอยู่ที่พื้นเพราะกลัวจะโดนลูกหลง เด็กน้อยเห็นท่าไม่ดี เขาจึงตัดสินใจผายลมออกมา อย่างแผ่วเบา  แต่บังคับกลิ่นให้แรงกว่าคราวก่อนอีกร้อยเท่า  ทำให้โจรอ้วนผอมและผู้คนทั้งหมดสลบเหมือด ซึ่งเมื่อตำรวจมาถึง ตำรวจก็สามารถจับโจรได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ครั้นเมื่อเด็กน้อยใช้พลังช่วยผู้คนได้สำเร็จ เขาก็เริ่มได้ข้อคิดว่า ถึงพลังพิเศษของเขาจะดูแปลก ๆ อยู่สักหน่อย  แต่ถ้าเขานำมันมาใช้อย่างเหมาะสม  มันก็จะทำให้เกิดประโยชน์กับผู้คนทั้งหลายได้ไม่แพ้พลังพิเศษของยอดมนุษย์คนอื่น ๆ   เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว  ยอดมนุษย์ตัวน้อยจึงตัดสินใจหาทางใช้พลังของเขาให้เกิดประโยชน์ด้วยวิธีการต่าง ๆ

ยอดมนุษย์ตัวน้อยใช้ประโยชน์จากพลังพิเศษโดยแอบไปดูการซ้อมรบของกองทัพ แล้วผายลมเสียงดัง “ปั้ง ๆ ตู้ม ๆ “ ผสมโรงให้เสียงปืนและเสียงระเบิดดังกว่าปกติ เพื่อขู่ไม่ให้ประเทศข้างเคียงกล้าเข้ามาบุกรุก 

นอกจากนี้  เมื่อมีการชุมนุมประท้วงกันที่ไหน ยอดมนุษย์ตัวน้อยก็จะแฝงตัวไปร่วมการชุมนุมด้วย โดยเขาจะรอให้ผู้คนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก แล้วแอบผายลมแบบเหม็นสุดขีดจนผู้คนทั้งหลายต้องสลายการชุมนุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

เหนือสิ่งอื่นใด  ยอดมนุษย์ตัวน้อยยังฉลาดพอที่จะใช้ความสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของบ้านเมือง โดยการแอบดำน้ำเพื่อผายลมปุ๋งใหญ่หลาย ๆ ปุ๋ง  จนเกิดฟองอากาศผุดขึ้นมาที่ผิวน้ำเป็นระยะ ๆ ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดคิดว่ามีสัตว์โบราณอาศัยอยู่ใต้น้ำ  นักข่าวและนักท่องเที่ยวจึงแห่กันมารอดูสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งทำให้ชาวเมืองขายอาหาร, เครื่องดื่มและของที่ระลึกได้เป็นจำนวนมาก

ในที่สุด เด็กผู้ชายที่มีพลังพิเศษคนนี้ก็หาโอกาสใช้พลังให้เกิดประโยชน์ได้สำเร็จ  เด็กน้อยภูมิใจในตัวเองมาก เพราะถึงแม้ว่าพลังพิเศษของเขาจะแปลกกว่าใคร ๆ  แต่เมื่อเขารู้จักนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พลังของเขาจึงมีค่าและมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพลังของยอดมนุษย์คนใด ๆ ในโลก 

#นิทานนำบุญ

…………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานตลก ๆ ก่อนนอน : ฮุฮุฮุฮู

“ฮุฮุฮุฮู” เป็นนิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องแรก ๆ ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่ง จริง ๆ แล้วต้องขอสารภาพว่า การแต่งนิทานตลกเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผม เพราะเรื่องที่ทำให้คนหนึ่งขำ อาจไม่ใช่เรื่องชวนขำสำหรับคนอื่น ๆ ดังนั้น การแต่งนิทานเรื่องนี้จึงเป็นการเดาใจเด็ก ๆ ว่าเรื่องแบบไหนที่จะทำให้เด็ก ๆ ยิ้มได้ ซึ่งหลังจากแต่งนิทานเรื่องนี้แล้ว และได้ทดลองเล่าให้เด็ก ๆ ฟังในหลาย ๆ โอกาส ผมก็พบว่า นิทานเรื่อง “ฮุฮุฮุฮู” เป็นนิทานที่สร้างความสุขให้เด็ก ๆ ได้มาก ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่เชื่อ ก็ลองอ่านนิทานเรื่องนี้ร่วมกับลูก ๆ นะครับ

นิทานเรื่อง ฮุฮุฮุฮู

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีชื่อว่า”หมู่บ้านรักสงบ” ผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่รักสงบ ไม่ชอบมีเรื่องมีราวกับใคร ๆ  ดังนั้น ทุกๆ คนในหมู่บ้าน จึงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเสมอมา

จนกระทั่งวันหนึ่ง คนในหมู่บ้านรักสงบ ได้รับจดหมายขู่จากโจรสองคน ซึ่งเที่ยวปล้นหมู่บ้านต่างๆ มาจนทั่ว  โจรทั้งสองคนขู่ว่า พวกเขาจะเข้ามาปล้นหมู่บ้านในคืนวันนี้ และหากใครขัดขืน อาจถูกทำให้ล้มทั้งยืนโดยไม่รู้ตัว  เมื่อชาวบ้านทราบดังนั้นแล้ว  ทุกๆ คนจึง เกิดอาการตื่นตระหนก และรีบเข้าไปหลบอยู่แต่ในบ้าน โดยไม่มีใครกล้าออกมานอกบ้านเลยแม้แต่คนเดียว

ร้อนถึงบรรดาหมาๆ ที่ต้องจัดการประชุมขึ้นมาโดยด่วน เพื่อที่จะหาวิธีปกป้องเจ้านายที่พวกมันรัก  หมาตัวหนึ่งซึ่งฉลาดที่สุด เสนอความคิดขึ้นมาว่า วิธีที่จะจัดการกับพวกโจร โดยไม่ให้มีใครต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ก็คงไม่มีวิธีไหนดีไปกว่าการสร้างข่าวลือ เพื่อให้พวกโจรกลัวจนไม่กล้าเข้ามายังหมู่บ้าน  เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว พวกหมาจึงพากันไป แอบซุ่มอยู่ตามใต้ถุนบ้านของชาวเมือง แล้วแกล้งพูดเลียนเสียงคนว่า “รู้มั้ย เวลาหมาร้องว่า ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่าผีมานะ  ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา” 

เมื่อชาวบ้านที่อยู่ในบ้านได้ยินได้ฟัง ต่างก็พากันแปลกใจ แล้วพูดต่อๆ กันไปว่า “อะไรนะ ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมาเหรอ  ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมาเหรอ” 

ข่าวลือเรื่อง ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา ค่อยๆ แพร่สะพัดออกไป จากบ้านไปยังท้องทุ่ง  จากท้องทุ่งเข้าสู่ป่า และจากป่าเข้าไปถึงรังโจร 

เมื่อพวกโจรได้ฟัง พวกโจรก็ร้องขึ้นมาพร้อมๆ กันว่า “อะไรนะ ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมาเหรอ  ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมาเหรอ”  พวกโจรรู้สึกกลัวมากและไม่อยากได้ยินเสียงร้องที่ว่านี้เลย

และแล้วเมื่อถึงตอนกลางคืน พวกโจรก็พากันมายังทางเข้าหมู่บ้านตามที่พวกเขาวางแผนกันเอาไว้  คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด บรรยากาศเงียบสงัดจนดูวังเวง  พวกโจรค่อยๆ ย่องเข้ามาในหมู่บ้าน โดยไม่รู้เลยว่า เหล่าบรรดาหมาๆ กำลังดักรอพวกเขาอยู่ เมื่อหมาเห็นโจร พวกหมาจึงพร้อมใจกันส่งเสียงร้องว่า “ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา”  เมื่อพวกโจรได้ยินก็ตกใจ แล้วจึงอุทานขึ้นมาพร้อมๆ กันว่า “ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมาเหรอ  ฮุ ฮุ ฮุ ฮู เราเผ่นดีกว่า”  ว่าแล้วพวกโจรวิ่งแน่บออกจากหมู่บ้านไปทันที

คืนต่อมา พวกโจรก็พากันกลับมายังทางเข้าหมู่บ้านอีกครั้ง  คราวนี้ พวกโจรตั้งใจมากขึ้นกว่าเดิม แต่จนแล้วจนรอด เมื่อพวกหมาพร้อมใจกันส่งเสียงร้องว่า “ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา”  พวกโจรก็ได้แต่ตกใจ แล้วก็วิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต

หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก พวกโจรมาที่ทางเข้าหมู่บ้านทุกๆ คืน แต่ก็ต้องตกใจและวิ่งหนีกลับบ้านไปทุกๆ ครั้ง  พวกโจรคิดว่าพวกเขาคงไม่เหมาะที่จะเป็นโจรอีกแล้ว  ในที่สุด โจรทั้งสองคนก็กลับตัวกลับใจเป็นคนดี

เมื่อคนในหมู่บ้านรักสงบ เห็นว่าโจรไม่มาปล้นพวกเขาสักที คนในหมู่บ้านจึงเริ่มสบายใจและกลับมาดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุขกันอีกครั้ง  ส่วนบรรดาๆ หมาๆ ก็ได้แต่ภูมิใจ ที่พวกมันได้ปกป้องเจ้านายที่พวกมันรัก และทำให้พวกโจรกลับตัวเป็นคนดีได้สำเร็จ

และแล้วนิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข แต่ข่าวลือเรื่อง ฮุ ฮุ ฮุ ฮู แปลว่า ผีมา ก็ยังคงแพร่สะพัด และสืบเนื่องต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยแทบจะไม่มีใครรู้เลยว่า  นั่นคืออุบายของหมาที่มีไว้เพื่อใช้หลอกโจร

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, เด็ก

ประวัติ : ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน

ในโลกของนิทาน ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เชื่อว่า ชื่อของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน (บางคนออกเสียงว่า แอนเดอร์สัน หรือ แอนเดอร์เซน) รวมทั้งผลงานนิทานของเขา เช่น นิทานก่อนนอนเรื่อง ลูกเป็ดขี้เหร่ (The Ugly Duckling) หรือ เงือกน้อย (The Little Mermaid) น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นหูของเด็ก ๆ และนักอ่านอยู่พอสมควร และในฐานะที่ผมเป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง การได้เขียนบทความเกี่ยวกับนักแต่งนิทานระดับโลกอย่างฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เพื่อเผยแพร่ในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” นี้ ถือว่าเป็นเกียรติและเป็นการแสดงความคารวะต่อนักแต่งนิทานชั้นครู ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ไปพร้อม ๆ กันนะครับ

ข้อมูลจากหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” (Hans Christian Andersen and The True Story of My Life) ซึ่ง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขียนเล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง ระบุว่า ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เกิดในประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1805 (หรือเทียบเท่ากับ พ.ศ. 2348 ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 1 ในประเทศไทย ) เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน มีคุณพ่อเป็นช่างทำรองเท้า ที่ชอบงานด้านกวี และรักลูกมาก ในวันอาทิตย์ พ่อของแอนเดอร์เสนมักเล่นสนุกกับลูกชาย ทั้งการทำแว่นสามมิติให้เล่น ทำโรงละครที่เปลี่ยนฉากได้ให้เล่น รวมทั้งอ่านบทละครและนิทานอาหรับราตรีให้ลูกชายฟัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ (รวมทั้งธรรมชาติในบ้านชนบทของแอนเดอร์เสน) หล่อหลอมให้เขามีความสนใจในเรื่องละคร การเขียน รวมถึงการแต่งนิทานในที่สุด

เมื่อมองชีวิตของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในชนบทของเดนมาร์กเมื่อราว 200 ปีก่อน ชีวิตของเขาน่าจะเป็นชีวิตแบบ “ปกติ” ของคนส่วนใหญ่ในยุคนั้น คือ มีฐานะยากจน มีความศรัทธาในศาสนาสูงและมีการศึกษาน้อย (เพราะโอกาสที่คนเมื่อ 200 กว่าปีก่อนจะได้เรียนหนังสือต้องเป็นเรื่องที่พิเศษจริง ๆ) แต่นิสัยของแอนเดอร์เสนที่พิเศษกว่าใคร น่าจะเป็นเรื่องความเป็นคนที่มีจินตนาการสูง มีความฝันอยากเป็นนักแสดงละคร เป็นคนรักการอ่าน มีความจำที่ดีถึงขนาดที่สามารถจำบทละครฉากต่าง ๆ ได้ขึ้นใจ และที่น่าสนใจมากคือ มีความกล้าในการแต่งกลอนหรือเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีความรู้เรื่องภาษาไม่มากนัก และมีความกล้าที่จะออกเดินทางไกลเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

คุณสมบัติต่าง ๆ ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ทำให้เขาได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่ยินดีให้ความรู้ด้านภาษาแก่เขา แต่ในขณะเดียวกัน ผลงานในช่วงแรก ๆ ของเขาก็โดนดูถูกและเย้ยหยันในเรื่องคุณภาพของงานและการใช้ภาษาที่ผิดพลาดอยู่เสมอ ๆ

การสร้างสรรค์ผลงานด้านการเขียนทั้ง ๆ ที่มีความรู้ที่จำกัด รวมทั้งการต้องเผชิญกับการดูถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนให้เห็นชีวิตทั้งในด้านความมุ่งมั่นและความขมขื่นของแอนเดอร์เสน

ผลงานในยุคแรก ๆ ของเขา (ราวปลายปี 1828 -1839) ไม่ใช่นิทานเด็กอย่างที่หลาย ๆ คนคิด แต่งานในยุคแรก ๆ ของเขา เป็นการแต่งบทละครและนวนิยาย ซึ่งกว่าที่ผลงานของเขาจะเริ่มได้รับการยอมรับ มันก็ใช้เวลานับ 10 ปีเลยทีเดียว

ในปี 1835 หลังจากที่นิยายเรื่อง “นักแสดงสด” ที่ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน แต่ง ได้รับการตีพิมพ์ เขาได้เริ่มแต่งและพิมพ์นิทานสำหรับเด็กเล่มแรกออกมา นิทานชุดแรกเกือบทั้งหมดนำมาจากนิทานที่เคยได้ฟังตอนเด็ก ๆ (ยกเว้นเรื่องสุดท้ายที่สนุกที่สุด) ต่อมา เขาก็เริ่มแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เองเกือบทุกเรื่อง โดยออกหนังสือนิทานเล่มใหม่ทุกปีในวันคริสต์มาส ซึ่งทำให้ต้นคริสต์มาสทุกต้นในเดนมาร์กมีหนังสือนิทานเด็กของเขาวางอยู่ด้วยเสมอ (มีข้อมูลระบุว่า นิทานเรื่องแรกที่เขาแต่งมีชื่อว่า “เทียน” ซึ่งแต่งในช่วงปี 1820-1830)

นิทานของแอนเดอร์เสนได้รับความนิยมมาก มีนักแสดงบางคนนำนิทานของเขาไปจัดแสดงบนเวที นอกจากนี้ นิทานเรื่อง ทหารดีบุก คนเลี้ยงหมู และ ลูกข่างกับลูกบอล ก็เคยถูกนำไปเล่าบนเวทีละครหลวงและโรงละครเอกชน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี

ตลอดช่วงชีวิตการทำงานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขาได้พบเจอกับผู้คนมากมาย ผู้คนจำนวนหนึ่งช่วยสนับสนุนและให้กำลังใจเขา ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งดูถูกและพยายามกดเขาให้ต่ำลง แอนเดอร์เสนเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในยูโรปเพื่อพักใจเป็นระยะ ๆ รวมทั้งเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ และพบเจอกับบุคคลสำคัญ ๆ ในแวดวงวรรณกรรมในประเทศต่าง ๆ (รวมทั้งนักแต่งนิทานอย่างพี่น้องตระกูลกริมม์) การทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลงานช่วยเบิกทางให้ผู้คนยอมรับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในหมู่ประชาชนทั่วไป นักเขียน บุคคลสำคัญ รวมถึงพระมหากษัตริย์

หนังสือเรื่อง “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” ทำให้ได้เห็นว่า ชีวิตของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เหมือนการเดินทางไกล ที่ก้าวไปด้วยความศรัทธาที่มั่นคงต่อพระเจ้า และการสร้างผลงานอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งเมื่อเขามุ่งมั่นก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง ท้ายที่สุด เขาก็ได้รับการยอมรับ และกลายเป็นนักเขียนขวัญใจของเด็กหลาย ๆ คนในยุคนั้น รวมถึงเด็กอีกนับล้านคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน กลายเป็นนักเขียนและบุคคลสำคัญของเดนมาร์กและของโลก (ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากที่เย้ยหยันและดูถูกเขา จากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครจดจำได้) แอนเดอร์เสนแต่งนิทานไว้ทั้งหมด 156 เรื่อง โดยได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 125 ภาษา ซึ่งจุดเด่นของนิทานของแอนเดอร์เสนคือ เป็นนิทานที่เหมาะสำหรับเด็ก แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นนิทานที่มีเนื้อหาสอนใจและให้แง่คิดที่ลึกซึ้งสำหรับผู้ใหญ่

หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้อ่านหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” จนจบ ผมก็รู้สึกว่า ชีวิตของนักแต่งนิทาน อาจมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายกัน ทั้งในแง่การเป็นคนที่ต้องมีความมุ่งมั่นมาก ๆ อดทนมาก ๆ และมีจินตนาการมาก ๆ แม้คนจำนวนหนึ่งจะมองว่า อาชีพนักแต่งนิทานเป็นอาชีพที่ไม่มีความหมายอะไรมากนัก (และเป็นอาชีพที่ได้ค่าตอบแทนน้อย) แต่มันก็น่าจะเป็นอาชีพที่มีคุณค่าอยู่พอสมควร เพราะอย่างน้อยที่สุด ผลงานนิทานที่ฝากเอาไว้ ก็น่าจะช่วยสร้างรอยยิ้มและความสุข (รวมทั้งให้ข้อคิดบางอย่าง) แก่ผู้อ่าน แม้ตัวผู้แต่งจะจากโลกนี้ไปแล้ว