Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าชายชิลชิล (The Simple Prince)

เรื่อง เจ้าชายชิลชิล (The Simple Prince) เป็นนิทานพื้นบ้านฮังการี ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แปลและเรียบเรียงมาฝากเด็ก ๆ ที่รออ่านนิทานนำบุญเรื่องใหม่ ๆ (แต่ไม่ค่อยมีนิทานเรื่องใหม่ให้อ่านบ่อยนัก) คำว่าชิลชิลในเรื่อง เป็นคำแสลง หรือเป็นภาษาวัยรุ่น ที่หมายถึง “สบายสบาย ไม่คิดอะไรมาก” ซึ่งการเลือกใช้คำนี้ในชื่อเรื่อง เพราะผมเห็นว่าตัวละครหลักของเรื่องมีนิสัยใกล้เคียงกับความหมายของคำนี้ (ตอนแรกจะใช้ชื่อว่า เจ้าชายสบายสบาย แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่ตรงเสียทีเดียว) ส่วนการเรียบเรียงเนื้อหาของนิทานเรื่องนี้ ผมพยายามคงเรื่องราวตามนิทานดั้งเดิมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แต่มีการเพิ่มเหตุผลในบางส่วนเข้าไปให้นิทานมีความกลมกล่อมมากขึ้น ซึ่งหวังว่าผู้อ่านจะได้อรรถรสจากการอ่านนิทานเรื่องนี้ ความดีของนิทานเรื่องนี้ขอ มอบให้แก่ผู้แต่งดั้งเดิมซึ่งไม่ปรากฏนาม ขอให้มีความสุขในการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง เจ้าชายชิลชิล

กาลครั้งหนึ่ง มีชาวนาคนหนึ่ง มีลูกชายสามคน

ลูกชายคนเล็กของชาวนามีชื่อว่า  “จอห์น”    จอห์นเป็นหนุ่มน้อยที่ชอบใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ  ไม่คิดอะไรให้หนักสมอง  ยามว่าง เขามักนอนเล่นเรื่อยเปื่อยจนดูเหมือนเป็นคนที่มีชีวิตว่างเปล่า  ไร้แก่นสาร  พี่ชายทั้งสองของจอห์นพยายามผลักดันให้น้องชายคิดถึงอนาคตให้มากขึ้น แต่ดูเหมือนจอห์นจะชอบนอนเล่นอยู่กับปัจจุบันมากกว่า  เรียกว่ามีงานก็ทำไป ทำงานเสร็จก็พักผ่อนสบายใจ  พี่ชายของจอห์นจึงมักมองน้องชายว่าเป็นคนซื่อบื้อไร้ความคิด

วันหนึ่ง ชาวนาและลูกทั้งสามเดินไปที่ท้องนาและพบว่ากองฟางที่พวกเขาก่อไว้กระจัดกระจายเละเทะไปหมด พวกเขาจึงต้องช่วยกันก่อกองฟางให้กลับคืนสู่สภาพเดิม  จากนั้น ชาวนาจึงให้ลูกชาวคนโตนอนเฝ้ากองฟางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาทำให้กองฟางกระจุยกระจายอีก

คืนนั้น มีหนูตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นแล้วมองไปที่ลูกชายคนโตของชาวนาซึ่งนั่งเฝ้ากองฟางอยู่  เมื่อลูกชายคนโตเห็นหนู  เขาจึงเอาหมวกครอบตัวหนูเอาไว้ แต่เมื่อเปิดหมวกออก เขากลับไม่เห็นว่ามีหนูอยู่ในนั้น  ลูกชายของชาวนาแปลกใจนิดหน่อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วเผลอหลับไปในที่สุด 

ครั้นเมื่อถึงเวลาเช้า ลูกชายของชาวนาตื่นขึ้นมาและพบว่า กองฟางกระจุยกระจายเละเทะอีกแล้ว  เขาจึงต้องเสียทั้งแรง เสียทั้งเวลา ในการก่อกองฟางให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามลำพัง   เย็นวันนั้น ชาวนาสั่งให้ลูกชายคนรองไปนอนเฝ้ากองฟางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาทำลายกองฟางอีก 

คืนนั้น  เจ้าหนูตัวเล็ก ๆ ก็ปรากฏตัวและจ้องมองลูกชายชาวนาซึ่งนั่งเฝ้ากองฟางอยู่  เมื่อลูกชายคนรองเห็นหนู  เขาจึงเอาหมวกครอบตัวหนูเอาไว้ แต่เมื่อเปิดหมวกออก เขากลับไม่เห็นว่ามีหนูอยู่ในนั้น  ลูกชายของชาวนาแปลกใจนิดหน่อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ลืม แล้วเผลอหลับไปในที่สุด   

ครั้นเมื่อถึงเวลาเช้า ลูกชายของชาวนาตื่นขึ้นมาและพบว่า กองฟางกระจุยกระจายเละเทะอีกแล้ว  เขาจึงต้องเสียทั้งแรง เสียทั้งเวลา ในการก่อกองฟางให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามลำพัง  เย็นวันนั้น ชาวนาจึงสั่งให้ลูกชายคนเล็กไปนอนเฝ้ากองฟางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาทำลายกองฟางอีก 

เมื่อพี่ชายทั้งสองได้ฟัง  พวกเขาก็พากันเย้นหยันว่า  น้องชายจอมซื่อบื้อของพวกเขา คงเอาแต่นอนเล่นสบาย ๆ แบบคนไร้หัวคิด แล้วกองฟางก็คงเละเทะเหมือนเดิม

คืนนั้น เมื่อจอห์นไปนั่งเฝ้ากองฟางตามคำสั่งของพ่อ  จู่ ๆ เจ้าหนูก็ปรากฏตัวขึ้นและมองไปที่หน้าของเขา  จอห์นเป็นคนสบาย ๆ ไม่คิดอะไรมาก  เมื่อเขาเห็นหนู เขาจึงส่งยิ้มให้ จากนั้น เขาก็แบ่งเนยแข็งที่เตรียมมาให้หนูกินเล็กน้อย 

เมื่อหนูได้กินเนยแข็ง มันก็ยิ้มแก้มตุ่ย  จากนั้น มันก็รู้สึกอยากตอบแทนบุญคุณของจอห์น  มันจึงบอกความลับให้จอห์นรู้ว่า  “เธอรู้ไหมว่าทำไมกองฟางของเธอจึงเละเทะทุกวัน” หนูเกริ่น  “ตอนดึก ๆ มีม้าตัวหนึ่ง มันชอบมาแผลงฤทธิ์ในทุ่งนา แล้วเตะฟางให้กระจุยกระจาย แต่เธอไม่ต้องกลัวนะ  ฉันจะเสกบังเหียนในการบังคับม้าให้  เมื่อม้าปรากฏตัว เธอจะต้องเอาบังเหียนไปที่ม้า แล้วกระโดดขึ้นไปขี่หลังของมันให้ได้ ถ้าเธอบังคับม้าได้ กองฟางจะไม่กระจุยกระจายอีกต่อไป”

คืนนั้น  จอห์นจึงเตรียมตัวทำตามที่หนูบอกโดยถือบังเหียนเอาไว้ในมือ แล้วนอนเล่นอยู่เงียบ ๆ ในเงามืดแบบชิลชิลอย่างที่เขาถนัด   เมื่อม้าปรากฏตัวและเผลอไผล จอห์นก็ดีดตัวขึ้นมาจากเงามืดแล้วเหวี่ยงบังเหียนไปที่เจ้าม้า จากนั้น เขาก็กระโจนขึ้นขี่ม้าทันที

ม้าพยายามเหวี่ยงตัวจอห์นให้ตกลงพื้น พร้อมกับวิ่งเข้าชนกองฟาง แต่จอห์นขืนตัวดึงบังเหียนไว้อย่างสุดกำลัง ไม่นานนัก ม้าก็รู้ตัวว่า หนุ่มน้อยชิลชิลที่เอาแต่นอนเล่นสะสมพลังมีความแข็งแกร่งกว่ามันหลายเท่านัก ในที่สุด  ม้าจึงเลิกพยศแล้วพูดกับจอห์นว่า  “ฉันยอมแพ้แล้วเจ้านาย  ฉันขอมอบนกหวีดให้เจ้านาย 3 ตัว  ถ้าเจ้านายเป่านกหวีดตัวใดตัวหนึ่ง  ม้าประจำนกหวีดนั้นจะมาปรากฏตัวให้เห็น พร้อมกับนำชุดเจ้าชายมาให้เจ้านายใส่เพื่อขี่ม้าด้วย” เมื่อพูดจบ ม้าก็มอบนกหวีดสีทองแดง นกหวีดสีเงิน และนกหวัดสีทองให้แก่จอห์น 

เมื่อจอห์นกลับถึงบ้าน เขาจึงบอกกับพ่อว่า “พ่อครับ วันนี้ กองฟางเป็นปกติดี ไม่ได้กระจุยกระจายเละเทะแบบทุก ๆ วัน  ถ้าคุณพ่อมีอะไรให้จอห์นทำก็เรียกใช้ได้นะครับ  แต่ถ้าไม่มีอะไร จอห์นขอไปนอนเล่นก่อนนะครับ”

เมื่อพี่ชายทั้งสองคนได้ฟัง  พวกเขาก็ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน  แต่เมื่อชาวนาและพี่ชายทั้งสองออกไปดูที่ท้องนา  พวกเขาก็เห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยเหมือนดังที่จอห์นบอก  ชาวนาจึงพูดกับลูกชายอีกสองคนว่า “พวกเจ้าอย่าดูถูกน้องของตัวเองมากเกินไป  ถึงจะเป็นการพูดเล่นด้วยความเป็นห่วง  แต่คนที่พวกเจ้าหาว่าซื่อบื้อไร้หัวคิด เป็นคนเดียวที่ดูแลกองฟางได้สำเร็จนะ”

เมื่อเวลาผ่านไป  จอห์นก็ยังคงใช้ชีวิตชิลชิลอยู่ดังเดิม ส่วนพี่ชายทั้งสองก็ยังคงเหน็บแนมเขา (ด้วยความเป็นห่วงไม่เคยเปลี่ยน)  จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าหญิงลูกสาวของพระราชาทรงตัดสินใจที่จะแต่งงาน  พระองค์จึงจัดพิธีเลือกคู่ โดยกำหนดให้คนที่ต้องการแต่งงานกับพระองค์ ขึ้นไปบนภูเขาแก้วอันสูงชัน แล้วปีนขึ้นไปบนยอดของต้นสนเพื่อนำรองเท้าทองคำลงมามอบให้แก่เจ้าหญิงให้ได้  ถ้าใครทำได้สำเร็จ คนนั้นก็จะได้แต่งงานกับเจ้าหญิง

ชายหนุ่มจากทั่วทุกสารทิศพากันเข้าร่วมชิงชัยเพื่อคว้าโอกาสแต่งงานกับเจ้าหญิงแสนสวย  พี่ ๆ ของจอห์น อยากรู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ พวกเขาจึงพากันไปดูงานเลือกคู่ที่พระราชวัง  แต่จอห์นไม่อยากไปเบียดเสียดกับใคร  เขาพอใจที่จะนอนเล่นชิลชิลอยู่ที่บ้านมากกว่า ดังนั้น เขาจึงไม่ได้ตามพี่ ๆ ไปด้วย จนพี่ ๆ ถึงกับโพล่งออกมาว่า “ถ้าวัน ๆ เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน แล้วชีวิตมันจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร”  

เมื่อพี่ ๆ ออกจากบ้านไปแล้ว  จอห์นซึ่งรู้ดีว่าพี่ ๆ เป็นห่วง ก็มีความคิดบางอย่างเกิดขึ้นในใจ

จอห์นจัดแจงหยิบนกหวีดสีทองแดงออกมาจากถุงย่ามประจำตัวของเขา  จากนั้น เขาก็เป่านกหวีด  ซึ่งมันทำให้ม้าสีทองแดงปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับชุดเจ้าชายสีทองแดงที่เท่อย่างไร้ที่ติ จอห์นค่อย ๆ สวมชุดเจ้าชายอย่างสบายอารมณ์  เขาคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ในใจ เมื่อทุกอย่างพร้อม จอห์นก็กระโจนขึ้นม้า แล้วควบม้าสนุก ๆ มุ่งหน้าไปยังภูเขาแก้วอันสูงชันอย่างสบายใจ

ในช่วงที่จอห์นขี่ม้าผ่านปราสาท  เจ้าหญิงมองเห็นเจ้าชายหนุ่มสุดเท่ในชุดสีทองแดงขี่ม้าผ่านหน้าพระองค์ไปอย่างสบายสบาย  เจ้าหญิงก็ทรงแอบคิดในใจว่า “ฉันหวังว่าเจ้าชายองค์นี้จะนำรองเท้าทองคำลงมาได้และเป็นผู้ชนะ”  

แต่เมื่อจอห์นขี่ม้าขึ้นไปบนภูเขาผ่านคู่ต่อสู้ไปทีละคนสองคนจนทิ้งห่างจากคู่แข่งไปจนถึงกึ่งกลางของระยะทาง  (ซึ่งคู่แข่งต่างหมดแรงไปต่อไม่ไหว)   จู่ ๆ จอห์นก็ขี่ม้าย้อนกลับลงมาที่ตีนเขาโดยปล่อยให้คนที่เฝ้ามองอยู่งงเป็นไก่ตาแตก

เมื่อพี่ชายของจอห์นกลับถึงบ้าน พวกเขาก็เล่าเรื่องแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นให้น้องชายที่นอนเล่นสบาย ๆ อยู่ที่บ้านฟัง  จอห์นจึงหยอกพี่ชายว่า เขารู้เรื่องหมดแล้วโดยไม่ต้องไปเบียดกับใคร ๆ ที่พระราชวัง  เพราะเขามองเหตุการณ์ทั้งหมดได้จากกาารปีนขึ้นไปนั่งเล่นที่รั้วบ้าน  พี่ชายทั้งสองเสียหน้าที่ดูเหมือนว่าน้องชายจะฉลาดและสบายกว่าพวกเขา พี่ชายโมโหจึงพากันบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง และไม่วายว่าจอห์นว่าถึงอย่างไรคนซื่อบื้อ อย่างจอห์นก็คงมีอนาคตที่สดใสไปไม่ได้

วันรุ่งขึ้น  พี่ชายทั้งสองของจอห์นยังคงแวะไปดูงานเลือกคู่ที่พระราชวังอีก  เมื่อพี่ชายออกจากบ้านไปแล้ว จอห์นจึงหยิบนกหวีดสีเงินออกมาเป่า  ซึ่งหลังจากที่เขาเป่านกหวีดสีเงิน  ม้าสีเงินก็ปรากฏตัวพร้อม ๆ กับชุดเจ้าชายสีเงินที่เท่กว่าชุดสีทองแดงหลายเท่า  จอห์นค่อย ๆ แต่งชุดเจ้าชายอย่างสบายอารมณ์  เมื่อทุกอย่างพร้อม  จอห์นก็ขี่ม้าตรงไปยังภูเขาแก้วเหมือนกำลังจะไปเที่ยวเล่นที่สวนสนุก 

เมื่อเจ้าหญิงเห็นเจ้าชายในชุดสีเงินขี่ม้าผ่านหน้าพระองค์อย่างมีความสุข เจ้าหญิงก็แอบคิดในใจว่า “ฉันหวังว่าเจ้าชายที่หล่อขึ้นกว่าเมื่อวานจะนำรองเท้าทองคำลงมาได้และเป็นผู้ชนะ”  แต่เมื่อจอห์นขี่ม้าขึ้นภูเขาผ่านคู่แข่งที่นอนหมดแรงทั้งคนทั้งม้าไปจนเกือบถึงยอดเขา จอห์นก็บังคับม้าให้ย้อนกลับลงจากยอดเขาโดยปล่อยให้คนที่เฝ้ามองอยู่งงเป็นเป็ดตาแตก

เมื่อพี่ชายของจอห์นกลับถึงบ้าน พวกเขาก็เล่าเรื่องให้น้องชายที่นอนเล่นสบาย ๆ อยู่ที่บ้านฟัง  จอห์นจึงหยอกพี่ชายว่า เขารู้เรื่องหมดแล้วโดยไม่ต้องไปเบียดกับใคร ๆ ที่พระราชวัง  เพราะเขามองเหตุการณ์ทั้งหมดได้จากการปีนขึ้นไปนั่งเล่นบนหลังคายุ้งข้าว 

พี่ชายทั้งสองเสียหน้าที่ดูเหมือนว่าน้องชายจะฉลาดและสบายกว่าพวกเขา พี่ชายโมโหจึงพากันบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง และไม่วายต่อว่าจอห์นว่าถึงอย่างไรคนซื่อบื้ออย่างจอห์นก็คงมีอนาคตที่สดใสไปไม่ได้

วันต่อมา  งานเลือกคู่ยังคงดำเนินไปเป็นวันสุดท้าย  แน่นอนว่า..พี่ชายทั้งสองของจอห์นก็ยังคงแวะเข้าไปดูงานอีก  เมื่อพี่ชายออกจากบ้านไปแล้ว จอห์นจึงหยิบนกหวีดสีทองออกมาเป่า  ซึ่งหลังจากเป่านกหวีดสีทอง  ม้าสีทองก็ปรากฏตัวพร้อม ๆ กับชุดเจ้าชายสีทองที่ดูสง่างามมากที่สุดเมื่อเทียบกับสองชุดที่ผ่านมา  จอห์นค่อย ๆ ใส่ชุดสีทองอย่างสบายอารมณ์ เมื่อทุกอย่างพร้อม จอห์นก็ขี่ม้าตรงไปยังภูเขาแก้วเหมือนไปเที่ยวเล่น

เมื่อเจ้าหญิงเห็นเจ้าชายในชุดสีทองขี่ม้าผ่านหน้าพระองค์อย่างอารมณ์ดี  เจ้าหญิงก็แอบคิดในใจว่า “ขอให้เจ้าชายที่เปลี่ยนชุดทุกวันพระองค์นี้ นำรองเท้าลงมาได้และเป็นผู้ชนะด้วยเถิด”  แต่ในวันนี้  แม้จอห์นจะขี่ม้าขึ้นไปจนถึงยอดเขา และนำรองเท้าทองคำลงจากยอดต้นสนได้สำเร็จ  แต่แทนที่เขาจะนำรองเท้ามาให้เจ้าหญิง  เขากลับขี่ม้าลงไปอีกทางหนึ่งของภูเขาและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

เป็ดไก่และใครต่อใครต่างงุนงงจนตาเกือบแตก  ส่วนเจ้าหญิงก็ร้องไห้เสียใจเพราะไม่รู้ว่าเจ้าชายสุดหล่อที่เปลี่ยนชุดทุกวันขี่ม้าหายไปไหน

เมื่อพี่ชายของจอห์นกลับมาถึงบ้าน พวกเขาก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้น้องชายที่นอนเล่นสบาย ๆ อยู่ที่บ้านฟัง  จอห์นจึงหยอกพี่ชายว่า เขารู้เรื่องหมดแล้วโดยไม่ต้องไปเบียดกับใคร ๆ ที่พระราชวัง  เพราะเขามองเหตุการณ์ทั้งหมดได้จากการปีนขึ้นไปนั่งมองสบาย ๆ ที่หลังคาบ้าน

พี่ชายทั้งสองเสียหน้าที่ดูเหมือนว่าน้องชายจะฉลาดและสบายกว่าพวกเขา พี่ชายโมโหจึงพากันบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง และไม่วายต่อว่าจอห์นว่า ถึงอย่างไรคนซื่อบื้ออย่างจอห์นก็คงมีอนาคตที่สดใสไปไม่ได้

ที่พระราชวัง   พระราชาทรงป่าวประกาศให้ชายหนุ่มที่นำรองเท้าทองคำไปออกมาแสดงตัว  แต่จนแล้วจดรอดก็ไม่มีใครออกมาปรากฏตัวให้เห็น  ด้วยเหตุนี้  พระราชาจึงให้ทหารออกค้นบ้านของชาวบ้านทีละหลัง  จนในที่สุด พวกทหารก็มาถึงบ้านของชาวนากับลูกชายทั้งสาม

เมื่อทหารค้นห้องของพ่อและพี่ชายทั้งสองคนเสร็จ พวกเขาก็ถามว่า  “ในบ้านนี้ยังมีคนอยู่อีกไหม”

พี่ชายทั้งสองของจอห์นจึงบอกว่า  “นอกจากพวกเรากับพ่อแล้ว  ในบ้านยังมีน้องชายจอมซื่อบื้อที่วัน ๆ ก็ไม่เห็นทำอะไรอยู่อีกคนหนึ่ง”   ทหารจึงขอพบตัวจอห์น และค้นจนเจอรองเท้าทองคำของเจ้าหญิงซ่อนอยู่ในย่ามประจำตัวของเขา

พี่ชายทั้งสองต่างตกตะลึงและไม่รู้ว่าน้องชายผู้ไม่มีอนาคตของพวกเขา มีรองเท้าทองคำอยู่ในย่ามได้อย่างไร   ส่วนจอห์นได้แต่ยิ้ม ๆ เมื่อเห็นพี่ชายทั้งสองของเขางงเป็นหมูตาแตก หลังจากนั้น ทหารก็ให้จอห์นและทุกคนในครอบครัวเดินทางไปที่พระราชวัง  เพื่อให้จอห์นเข้าพิธีแต่งงานกับเจ้าหญิง

เมื่อไปถึงพระราชวัง  หลาย ๆ คนไม่เชื่อว่าจอห์นเป็นคนที่นำรองเท้าทองคำ ลงจากยอดต้นสนได้จริง ๆ  พวกเขาจึงถามหาชุดสีทอง สีเงิน และสีทองแดงที่พวกเขาเคยเห็นเมื่อวันก่อน

เมื่อถูกคาดคั้น  จอห์นจึงนำนกหวีดทั้งสามตัวออกมาเป่า  ซึ่งหลังจากเป่านกหวีด  ม้าทั้งสามก็ปรากฏตัวพร้อมกับชุดสุดเท่ทั้ง 3 สี  จอห์นนำชุดสีทองทองมาสวมจนกลายเป็นเจ้าชายชิลชิลสุดเท่   จากนั้น เขาได้มอบชุดอีก 2 ชุดให้พี่ชายทั้งสองของเขา  ที่กำลังยืนงงต่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า 

หลังจากนั้น  จอห์นก็มอบรองเท้าทองคำให้แก่เจ้าหญิง  และแล้ว…..เจ้าชายชิลชิลก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิง และทั้งคู่ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขสืบมา

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

วันเบิกบาน

นิทานเรื่อง “วันเบิกบาน” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่เพิ่งเรียนรู้ การเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ โดยได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์เอนก เตชวโร เจ้าอาวาสวัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น เป็นพระอาจารย์ผู้คอยชี้แนะ

นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นจากความพยายามในการทำความเข้าใจเรื่อง “การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว” กับการทำให้ความทุกข์คลายลง ซึ่งในเวลาต่อมา เมื่อผมได้ฝึกการเจริญสติมากขึ้น ความเข้าใจในเรื่องนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร

อย่างไรก็ตาม นิทานเรื่องนี้อาจมีประโยชน์ในการเป็นประตูบานแรก ที่จะนำพาเด็ก ๆ ไปรู้จักกับการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ซึ่งจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากหากได้เรียนรู้และฝึกฝนอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง

นิทานเรื่อง วันเบิกบาน

กาลครั้งหนึ่ง ณ ป่าแสนสุข มีลูกลิงช่างคิดตัวหนึ่งกับลูกนกอีกตัวหนึ่งเป็นเพื่อนรักกัน 

ลูกลิงมักใช้เวลาทั้งวันนั่งคิดนู่นคิดนี่ โดยเฉพาะการคิดเปรียบเทียบตัวเองกับสัตว์อื่น ๆ  ส่วนลูกนกมักใช้เวลาว่างขยับปีกเคลื่อนไหวเล่น ๆ เป็นจังหวะไปมาและมีสติอยู่กับปัจจุบันไม่คิดฟุ้งซ่านให้ปวดหัว

อยู่มาวันหนึ่ง  ลูกนกเห็นลูกลิงนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดดูไม่มีความสุขเลย  ลูกนกจึงบินเข้าไปถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

เมื่อลูกลิงเห็นลูกนกบินมาหา  ลูกลิงจึงระบายความอัดอั้นตันใจให้ลูกนกฟัง “คิด ๆ ดูแล้ว ฉันรู้สึกแย่จังเลยนะ ดูหน้าตาของฉันสิ ไม่เห็นน่ารักแบบสัตว์อื่น ๆ เลย  ฉันเกิดมาทำไมนะ ฉันช่างโชคร้ายเสียจริง ๆ” ลูกลิงรำพึง “ไม่ใช่แค่นี้นะ ดูขนของฉันสิ มันไม่อ่อนนุ่มปุกปุยแบบขนของสัตว์ที่น่ารักทั้งหลายเลย ฉันเกิดมาทำไมนะ ฉันช่างโชคร้ายเสียจริง ๆ”  ลูกลิงพูดพลางทำตาแดง ๆ เหมือนจะร้องไห้ “แต่ที่แย่ที่สุดนะ ลองดูก้นของฉันสิ  มันแดงแจ๋น่าเกลียดไม่เหมือนก้นของสัตว์อื่น ๆ เลย ฉันเกิดมาทำไมนะ ฉันช่างโชคร้ายเสียจริง ๆ”  ลูกลิงเริ่มน้ำตาไหลแล้วก็ร้องไห้โฮด้วยความทุกข์ที่เกิดจากความคิดของตัวเอง

ลูกนกสงสารลูกลิงที่หลงอยู่ในห้วงของความคิดโดยไม่รู้สึกตัวเลยว่า ในความเป็นจริงไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ๆ

ลูกนกจึงตัดสินใจอาสาคลายทุกข์ให้ลูกลิงด้วยการชวนลูกลิงเล่นเคลื่อนไหวมือเป็นจังหวะตามที่ลูกนกขยับปีก โดยลูกนกรับประกันว่าลูกลิงจะสบายใจขึ้นแน่ ๆ ถ้าหากลองทำตามโดยรู้ตัวว่าตอนไหนมือกำลังเคลื่อนและตอนไหนที่มือหยุดนิ่ง 

ลูกลิงไม่เข้าใจว่าการเล่นเคลื่อนไหวมือจะช่วยให้มันหายเศร้าได้อย่างไร แต่อย่างน้อยการได้เล่นในเวลาที่ทุกข์ใจมาก ๆ ก็คงดีกว่าการปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉย ๆ  ด้วยเหตุนี้ ลูกลิงกับลูกนกจึงเริ่มเล่นเคลื่อนไหวมือด้วยกัน

เมื่อลูกนกเริ่มขยับปลายปีกแล้วหยุดคล้ายการพลิกมือ ลูกลิงก็พลิกมือตาม แล้วหยุดนิ่งอย่างมีสติรู้ตัว พอลูกนกยกปีกขึ้นแล้วหยุด ลูกลิงก็ยกมือขึ้นแล้วหยุดบ้าง ครั้นเมื่อลูกนกขยับปีกเปลี่ยนท่าเคลื่อนไหวต่อไปเป็นจังหวะ ลูกลิงก็ยกมือเคลื่อนไหวตามได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน  ลูกนกกับลูกลิงเล่นเคลื่อนไหวมือไปมาทีละท่า ๆ ตามจังหวะของตัวเอง จนเวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง จู่ ๆ ลูกลิงก็เกิดความรู้สึกบางอย่างสว่างวาบขึ้นในใจ!

ความรู้สึกของลูกลิงเป็นความรู้สึกที่โปร่งเบาเบิกบานแตกต่างจากช่วงเวลาก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด  เพราะตลอดเวลาที่ลูกลิงเล่นเคลื่อนไหวมือ สมองของลูกลิงที่เคยอัดแน่นไปด้วยความคิดแย่ ๆ ก็กลายเป็นสมองว่าง ๆ ที่เหลือเพียงแค่การรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของมือเท่านั้น  ซึ่งเมื่อสมองปลอดโปร่ง ความทุกข์ก็ค่อย ๆ จางลง และลูกลิงก็กลับมาอยู่กับความเป็นจริงมากขึ้น

ในชีวิตจริง  ทุกคนมีทั้งจุดดีและจุดด้อย แค่เราพอใจในสิ่งที่เรามีเราเป็น ไม่ปล่อยให้ความคิดมาหลอกให้เราหลงอยากมีแบบคนอื่นหรืออยากเป็นแบบคนอื่น เพียงเท่านี้…ความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น

ลูกลิงยิ้มกว้างแล้วบอกกับลูกนกว่า “ฉันเข้าใจแล้วล่ะ การเล่นเคลื่อนไหวมือแบบนี้ ทำให้สมองปลอดโปร่งและช่วยให้หัวใจของฉันเบิกบานเหมือนดอกไม้ที่บานรับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์เลยนะ”

“นี่แหละ ความมหัศจรรย์ของการเล่นเคลื่อนไหวมือล่ะ เรามาเล่นด้วยกันทุก ๆ วันดีไหมจ๊ะ” ลูกนกชวน

“ได้สิ เล่นเคลื่อนไหวมือแบบนี้ดีกว่านั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนปวดหัวเยอะเลยล่ะ” ลูกลิงตอบ

นับจากวันนั้น เพื่อนรักทั้งสองจึงเล่นเคลื่อนไหวมือด้วยกันทุกวัน ซึ่งทำให้ทั้งคู่มีสติและมีความสุขมากขึ้น ๆ จนใครต่อใครในป่าพากันมาขอเล่นด้วย  และในเวลาต่อมา การเล่นเคลื่อนไหวมือก็กลายเป็นกิจกรรมยอดนิยม ณ ป่าแสนสุขที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายต่างมีความสุขกันโดยถ้วนหน้า

#นิทานนำบุญ

—————————

หมายเหตุ :   

ผู้เขียนขอขอบพระคุณพระอาจารย์เอนก เตชวโร เจ้าอาวาสวัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น ที่เมตตาแนะนำการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภให้ผู้เขียนได้เรียนรู้ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ 

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว

นิทานก่อนนอนเรื่อง “นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว” เป็นนิทานที่ผมได้แรงบันดาลใจมาจากการเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ ในยุคนั้น การสอนวิทยาศาสตร์ให้สนุกเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน หัวข้อในการเรียนก็ยังไม่หลากหลายมากนัก แต่มีหัวข้อหนึ่งที่ผมสอน (ซึ่งเป็นหลักสูตรจากแคนาดา) มีชื่อว่่า “นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว” ซึ่งจากหัวข้อของบทเรียนดังกล่าว ก็นำมาสู่การแต่งนิทานเรื่องนี้ครับ

นิทานเรื่อง นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กน้อยคนหนึ่งชื่อว่า “คิด” คิดเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ที่มักจะสอบได้เป็นที่สุดท้ายของชั้นเรียนเสมอ เพื่อน ๆ ในห้องจึงไม่ค่อยสนใจเขาสักเท่าไหร่  

อยู่มาวันหนึ่ง คุณครูให้เด็กนักเรียนออกมาเล่าว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” เด็กส่วนใหญ่ต่างอยากเป็นหมอ, คุณครู, นักธุรกิจหรือดารานักร้อง แต่คิดกลับฝันต่างออกไป คือเขาอยากเป็น “นักประดิษฐ์” ผู้สร้างสิ่งที่มีประโยชน์ให้แก่ผู้คนทั้งหลาย

เมื่อเด็ก ๆ ในห้องได้ยินสิ่งที่คิดใฝ่ฝัน  เด็กทุกคนก็พากันหัวเราะขบขัน เพราะคนที่จะเป็นนักประดิษฐ์ได้ควรจะเป็นคนเรียนเก่งเท่านั้น  ซึ่งคิดไม่ใช่คนเก่งเลยในสายตาของเพื่อน ๆ

แม้คิดจะน้อยใจที่ถูกเพื่อน ๆ หัวเราะเยาะ แต่เขายังโชคดีที่มีคุณครูคอยให้กำลังใจ โดยคุณครูบอกว่า “สิ่งประดิษฐ์คือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาและทำให้ชีวิตของคนเราสะดวกสบายมากกว่าที่เป็นอยู่ นักประดิษฐ์จึงไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือเก่ง แต่ต้องเป็นคนที่สังเกตเก่งคือมองเห็นความไม่สะดวกสบายของผู้คนและคิดสร้างสิ่งของเพื่อแก้ปัญหานั้น ๆ ได้ถ้าคิดตั้งใจจริง หมั่นฝึกสังเกต คิดต้องเป็นนักประดิษฐ์ได้แน่ ๆ ครูเชื่ออย่างนั้น”

คำพูดของคุณครูทำให้คิดมีกำลังใจมากขึ้นเป็นร้อยเท่า  เมื่อคิดกลับถึงบ้าน เขาจึงเริ่มสังเกตว่าคนในบ้านมีความไม่สะดวกสบายอะไรในชีวิตบ้างไหม

คิดพยายามสังเกตแล้วสังเกตอีก  แต่ดูเหมือนว่าคนในบ้านทุกคนต่างมีความสุขกันดี (เพราะมีเครื่องอำนวยความสะดวกไว้ใช้เต็มไปหมด) ในขณะที่คิดเกือบจะเลิกการสังเกตอยู่แล้ว  จู่ ๆ คิดก็ได้ยินเสียงคุณแม่ร้องบอกให้ทุกคนช่วยกันหาไม้เท้าของคุณยายซึ่งคุณยายไม่รู้ว่าลืมไว้ที่ไหนในบ้าน

จริง ๆ แล้ว คุณยายลืมไม้เท้าทิ้งไว้ตรงนู้นตรงนี้แทบทุกวัน  บางครั้งก็หาง่าย บางครั้งก็หายาก  แม้เรื่องการลืมไม้เท้าจะเป็นเรื่องเล็ก  แต่ถ้าทุกคนไม่ต้องเสียเวลานาน ๆ ในการหาไม้เท้า ทุกคนก็คงจะ “สะดวกสบาย” มากขึ้น!

เมื่อนึกถึงคำว่า “สะดวกสบาย”  เด็กน้อยก็รู้ในทันทีว่าโอกาสแสดงฝีมือของเขาได้มาถึงแล้ว  

คิดตัดสินใจเริ่มต้นงานของเขาด้วยการนำข้าวของมาวางกอง ๆ ไว้  เขามองดูเชือก, หนังยาง, เทปกาว, ขวดน้ำ, โทรศัพท์มือถือเก่า ๆ, กล่องกระดาษ ฯลฯ  ซึ่งเป็นของเหลือใช้เท่าที่มีอยู่ในบ้าน  จากนั้น เขาก็พยายามคิดสร้างสิ่งประดิษฐ์จากสิ่งของเหล่านี้

เด็กน้อยคิด คิด…แล้วก็คิด  เขาใช้เวลาคิดอยู่พักใหญ่  ในที่สุด เขาก็คิดออก

คิดลงมือสร้างสิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกในชีวิตของเขา ด้วยการนำเอาโทรศัพท์มือถือไปประกบกับไม้เท้าของคุณยายแล้วใช้เทปกาวพันจนแน่น  ครั้นเมื่อคุณยายลืมไม้เท้าอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น  แทนที่คิดจะเดินตามหาไม้เท้าอย่างที่คนอื่นทำ เขากลับโทรศัพท์ไปยังหมายเลขของโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น คิดก็รู้ในทันทีว่าไม้เท้าของคุณยายอยู่ที่ไหน

การใช้ความคิดสร้างสิ่งประดิษฐ์อย่างง่าย ๆ ของคิดทำให้ทุกคนต่างทึ่งไปตาม ๆ กัน  เมื่อคิดนำเรื่องไปเล่าให้คุณครูฟัง คุณครูจึงขอให้คิดเขียนกระบวนการออกมาเป็นลำดับขั้นตอน แล้วคุณครูก็ส่งโครงงานที่ลูกศิษย์คิด เข้าร่วมประกวดในการแข่งขันนักประดิษฐ์รุ่นจิ๋วระดับประเทศ!

สองเดือนผ่านไป  คณะกรรมการในงานประกวดซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องสิ่งประดิษฐ์ได้ส่งจดหมายแจ้งผลให้ทางโรงเรียนทราบว่า  คิดซึ่งเป็นตัวแทนของโรงเรียนไม่ได้รับรางวัลที่ 1, ที่ 2 หรือที่ 3 จากการประกวด ทั้งยังไม่ได้รางวัลชมเชยใด ๆ อีกด้วย 

แต่ทางคณะกรรมการมีความเห็นว่า สิ่งประดิษฐ์ของคิดแสดงให้เห็นถึงความช่างสังเกตและความคิดสร้างสรรค์ในการนำสิ่งของใกล้ตัวมาใช้ทำเป็นสิ่งประดิษฐ์ได้อย่างน่าทึ่ง ทางคณะกรรมการจึงขอมอบรางวัลขวัญใจกรรมการให้แก่คิด และมอบสิทธิ์ให้เขาเข้าร่วมฝึกฝนความคิดกับกลุ่มนักประดิษฐ์มืออาชีพเป็นกรณีพิเศษ

เมื่อทุกคนในโรงเรียนได้ทราบข่าว  ทุก ๆ คนก็ดีใจและปรบมือให้คิดจนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั้งโรงเรียน  เพื่อน ๆ ที่เคยมองว่าคิดไม่เก่งก็เริ่มตระหนักว่า  ความเก่งมิได้วัดจากคะแนนสอบเท่านั้น  คนที่เรียนไม่เก่ง อาจมีความเก่งในด้านอื่น ๆ ซ่อนอยู่ก็เป็นได้

คิดดีใจมากที่เขาได้รับโอกาสในการพัฒนาตัวเองอย่างที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน  ส่วนคุณครูก็ดีใจไม่แพ้กันที่ลูกศิษย์ตัวน้อยได้ก้าวเข้าใกล้ความฝันมากขึ้น….อีกหนึ่งก้าว

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คุณครูกับลูกสัตว์ทั้ง 6

การที่เด็ก ๆ ไม่ค่อยชอบกินผัก เป็นปัญหาที่ทำให้หลาย ๆ ครอบครัวเป็นกังวล ในฐานะของนักเขียนนิทาน การแต่งนิทานเพื่อเชิญชวนให้เด็ก ๆ กินผักเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย แต่โชคดีที่ผมได้รู้ความลับเกี่ยวกับการกินผักให้อร่อยจากกระต่าย ผมจึงนำความลับนั้นมาแต่งเป็นนิทานเรื่องนี้ เพื่อแบ่งปันความลับนั้นให้ทุก ๆ คนได้รู้ครับ

นิทานเรื่อง คุณครูกับลูกสัตว์ทั้ง 6

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีคุณครูหนุ่มคนหนึ่งสอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนประถมเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับชายป่า  คุณครูเป็นคนใจดีมีเมตตา  เขาชอบใช้เวลาว่างเข้าไปในป่า พร้อมกับนำอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปฝากลูกสัตว์ที่ยังหาอาหารกินเองไม่ได้

วันหนึ่ง ในช่วงเวลาที่คุณครูอยู่ที่โรงเรียน  คุณครูสังเกตเห็นว่า เด็ก ๆ ที่กินอาหารกลางวันของโรงเรียนมักเลือกกินแต่อาหารที่ชอบ และเขี่ยอาหารที่ไม่ชอบทิ้งไว้ข้างจาน โดยเฉพาะอาหารจำพวกผักและผลไม้  คุณครูคิดว่าสิ่งที่พบเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข เพราะการที่เด็ก ๆ ไม่ยอมกินผักและผลไม้ อาจทำให้เด็ก  ๆ มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายและทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงอย่างที่ควรจะเป็น

หลังเลิกเรียนวันนั้น คุณครูจึงเข้าไปนั่งคิดวิธีแก้ปัญหาที่ลานกว้างกลางป่า โดยไม่ลืมนำอาหารติดมือไปด้วย

เมื่อสัตว์ต่าง ๆ เห็นคุณครูเดินมา พวกมันก็ดีใจ  แต่เมื่อพวกมันได้ยินคุณครูหนุ่มรำพึงถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ลูกกระต่าย 3 ตัวที่อยู่บริเวณนั้นกับลูกลิง 3 ตัวที่อยู่ไม่ไกลกันก็รีบล้อมวงปรึกษาหารือ แล้วอาสาขอไปช่วยคุณครูจัดการกับปัญหาโดยที่คุณครูไม่ทันร้องขอ

คุณครูเห็นความตั้งใจจริงของลูกสัตว์ทั้ง 6 ตัว  คุณครูจึงยินยอมให้ลูกสัตว์ทั้ง 6 ช่วย

วันรุ่งขึ้น  คุณครูจัดโต๊ะ 3 ตัวไว้เป็นที่ตักอาหารให้เด็ก ๆ ตามแผนที่ลูกสัตว์ทั้ง 6 ได้วางเอาไว้  โต๊ะตัวแรกเป็นโต๊ะที่คุณครูใช้ตักข้าวและกับข้าวเหมือนเช่นทุกวัน  ส่วนโต๊ะตัวที่สอง คุณครูยกให้ลูกกระต่ายใช้เป็นที่ตักอาหารจำพวกผักโดยแยกใส่จานอีกจานหนึ่ง และโต๊ะตัวที่สามเป็นโต๊ะสำหรับลูกลิงที่เอาไว้ใช้แจกผลไม้เป็นของหวานปิดท้ายให้เด็ก ๆ

เมื่อเด็ก ๆ มาถึงโรงอาหาร เด็ก ๆ ก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นกระต่าย 3 ตัวช่วยกันจัดอาหารจานผักไว้รอพวกเขาอย่างขมีขมัน   ในขณะเดียวกัน พวกลูกลิงก็ทำท่าตลก ๆ พร้อมกับร้องเชิญชวนให้เด็ก ๆ ไปรับผลไม้ทั้งกล้วยและส้มที่พวกมันจัดเตรียมไว้ให้  

เด็ก ๆ ทุกคนชอบอาหารกลางวันฝีมือของคุณครูเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนผลไม้ก็เป็นอาหารที่เด็กส่วนใหญ่กินได้ และยิ่งมีลูกลิงคอยส่งเสียงเชิญชวนให้เด็ก ๆ กินผลไม้ให้หมด  ท่าทางตลก ๆ ของลูกลิงก็ทำให้เด็ก ๆ สนุกและกินผลไม้จนหมดไม่มีเหลือเลยแม้สักผลเดียว 

แต่อนิจจา แม้เด็ก ๆ จะตื่นเต้นที่ได้เห็นลูกกระต่าย  แต่การกินผักเป็นเรื่องยากสำหรับเด็ก ๆ  เด็กหลายคนจึงตั้งท่าจะลุกไปเล่นโดยไม่แตะต้องอาหารจานผักเลยสักนิด

ทันใดนั้นเอง  เด็กที่ทำท่าจะลุกไปเล่นก็เงยหน้าไปเห็นลูกกระต่ายทั้ง 3 ตัวทำหน้าหงอย ๆ จ๋อย ๆ เด็ก ๆ สงสารลูกกระต่ายมากพอ ๆ กับรู้สึกผิดหากไม่ลองชิมอาหารจานผักที่ลูกกระต่ายตั้งใจทำไว้ให้  ด้วยเหตุนี้ เด็กที่คิดจะไปเล่นจึงตัดสินใจนั่งลงและลองชิมอาหารจานผักให้ลูกกระต่ายดู

ทันทีที่เด็ก  ๆ ชิมอาหารจานผัก พวกเขาก็รู้สึกว่ามันเป็นกับข้าวที่อร่อยอย่างบอกไม่ถูก  ทั้งนี้เพราะลูกกระต่ายพากันไปเลือกผักที่อ่อนที่สุด, สดที่สุด, กรอบที่สุดและอร่อยที่สุดมาใช้ในการปรุงอาหาร  นอกจากนี้ พวกมันยังทำอาหารจากใจ  ดังนั้น  อาหารจานผักที่เด็ก ๆ ได้ชิมจึงอร่อยมากกว่าปกติถึง 100 เท่า และทำให้เด็ก ๆ กินผักจนหมดจานอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เมื่อลูกกระต่ายทั้ง 3 เห็นเด็ก ๆ กินอาหารจนหมดจาน พวกมันก็ร้องไชโยด้วยความยินดี เสียงดีใจของลูกกระต่ายทำให้เด็ก ๆ พลอยยิ้มตามไปด้วย   เมื่อคุณครูหนุ่มเห็นเช่นนั้น  คุณครูจึงรู้ในทันทีว่า นี่คือวิธีที่ถูกต้องที่สุดที่จะทำให้เด็ก ๆ กินผักและผลไม้ ด้วยเหตุนี้ คุณครูจึงถามเด็ก ๆ ว่า “ถ้าครูให้ลูกกระต่ายกับลูกลิงทำอาหารจานผักและเก็บผลไม้อร่อย ๆ มาฝากพวกเราทุกวัน พวกเราคิดว่าดีไหม”

เด็ก  ๆ ต่างส่งเสียงตอบรับและปรบมือดังกึกก้อง 

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา คุณครูจึงให้ลูกกระต่ายและลูกลิงเข้ามาเป็นผู้ช่วยในการตักอาหารทุก ๆ  วัน  ซึ่งมันทำให้เด็ก ๆ ยอมกินอาหารประเภทผักและผลไม้จนหมดไม่มีเหลือ 

คุณครูดีใจที่ปัญหาเรื่องการกินอาหารของเด็ก ๆ หมดไป  ส่วนลูกสัตว์ทั้ง 6 ตัวก็ดีใจที่พวกมันช่วยเหลือคุณครูผู้ใจดีได้สำเร็จ  

#นิทานนำบุญ

…………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เด็กน้อยจากโลกดึกดำบรรพ์

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เด็กน้อยจากโลกดึกดำบรรพ์” มีที่มาค่อนข้างแปลกอยู่สักหน่อย คือในช่วงที่ผมแต่งนิทานเรื่องนี้ ผมนึกถึงตัวละคร “ลูกน้อยหอยสังข์” จากวรรณคดีเรื่อง “สังข์ทอง” ผมคิดว่าผู้แต่งมีจินตนาการที่น่ายกย่องมาก เพราะการคิดว่ามีเด็กคนหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในหอยสังข์ เป็นความคิดที่ข้ามออกจากกรอบแห่งโลกความจริงเข้าสู่โลกแห่งนิทานโดยสมบูรณ์แบบ แถมเรื่องราวต่อจากนั้น ก็น่าสนุก ชวนติดตาม จนผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถที่จะแต่งนิทานดี ๆ แบบนี้ได้แน่ ๆ แต่ความยากคือสิ่งท้าทาย ผมจึงอยากลองท้าทายตัวเองดูด้วยการแต่งนิทานเรื่องใหม่ ที่มีตัวละครหลักตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในหอย ซึ่งหลังจากการคิดแต่งนิทานอย่างยากลำบาก (ยากจริง ๆ ) ในที่สุดก็ได้นิทานเรื่องนี้ออกมา

นิทานเรื่อง เด็กน้อยจากโลกดึกดำบรรพ์

          นานมาแล้ว มีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาเรื่องซากดึกดำบรรพ์ต่าง ๆ  เช่น ซากกระดูกไดโนเสาร์และซากสัตว์โบราณที่กลายเป็นหิน  ชายหนุ่มผู้นี้รักงานของเขามาก  วันทั้งวัน…เขาจึงเอาแต่ศึกษาค้นคว้าและลงพื้นที่ขุดหาซากดึกดำบรรพ์จนลืมแบ่งเวลามาดูแลตัวเองหรือเอาใจใส่แฟนสาวที่เขารัก

          อยู่มาวันหนึ่ง ชายหนุ่มขุดพบซากหอยทะเลล้านปีที่เรียกว่าแอมโมไนต์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ายางรถยนต์เกือบสองเท่า แถมยังมีสภาพสมบูรณ์อย่างเหลือเชื่อ ชายหนุ่มตื่นเต้นกับการค้นพบครั้งนี้มาก เขารีบนำซากหอยดึกดำบรรพ์กลับมายังห้องทดลองที่บ้าน แต่เขาไม่รู้เลยว่า ในซากหอยทะเลที่เขาพบนั้นมีเด็กน้อยจากโลกดึกดำบรรพ์อาศัยอยู่ด้วย!

          หลายคนอาจสงสัยว่า เด็กน้อยเข้าไปอยู่ในหอยดึกดำบรรพ์ได้อย่างไร  จริง ๆ แล้ว เด็กคนนี้เกิดในช่วงที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือมีอุกกาบาตตกมายังพื้นโลกและมีภูเขาไฟระเบิดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง พ่อแม่ของเด็กน้อยซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องเวทมนตร์จึงร่ายคาถาฝากลูกชายเอาไว้ในเปลือกหอย แล้วนำไปปล่อยลงกลางมหาสมุทร เพื่อให้ลูกน้อยรอดชีวิตจากภัยพิบัติ

          ครั้นเมื่อชายหนุ่มนำซากหอยดึกดำบรรพ์กลับถึงบ้าน เด็กน้อยในเปลือกหอยก็ตื่นขึ้นมา  เด็กน้อยสังเกตเห็นว่า ชายหนุ่มเอาแต่คร่ำเคร่งค้นคว้าตำรับตำราจนไม่สนใจดูแลตัวเองเลย เด็กน้อยอยากตอบแทนบุญคุณชายหนุ่มผู้ให้ชีวิตใหม่ เมื่อชายหนุ่มเผลอ เด็กน้อยจึงแอบออกมาจากเปลือกหอย แล้วช่วยทำความสะอาดบ้าน, ซักรีดเสื้อผ้า, ทำอาหารอร่อย ๆ รวมทั้งปลูกดอกไม้แสนสวยจนเต็มสวนไปหมด

           แม้ชายหนุ่มจะแปลกใจที่บ้านช่องสะอาดเอี่ยมเรี่ยมเร้, เสื้อผ้าซักรีดเรียบร้อย แถมยังมีอาหารอร่อย ๆ จัดอยู่ที่โต๊ะทุกมื้อ แต่เนื่องจากเขาจดจ่อกับการศึกษาค้นคว้ามาก เขาจึงไม่ได้ใส่ใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  

          สามเดือนผ่านไป  เด็กน้อยเห็นชายหนุ่มพยายามคาดเดาว่าตัวของหอยทะเลที่อยู่ในเปลือกหอยดึกดำบรรพ์มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร  ชายหนุ่มเอาแต่คิดและลองวาดรูปจนแทบไม่ได้พักผ่อน เด็กน้อยซึ่งแอบอยู่ในเปลือกหอยรู้สึกเป็นห่วง เมื่อชายหนุ่มฟุบหลับ  เด็กน้อยจึงออกมาจากเปลือกหอย แล้ววาดภาพหอยทะเลที่เขาเคยเห็นในอดีตลงในกระดาษที่อยู่บนโต๊ะ

          ในตอนเช้า ชายหนุ่มตื่นเต้นมากเมื่อเห็นภาพวาดบนโต๊ะ เพราะภาพดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับภาพในตำราอ้างอิง แต่มีรายละเอียดที่สมจริงสมจังมากกว่า ชายหนุ่มเข้าใจว่าตนเองเป็นคนวาดภาพภาพนั้นก่อนที่จะหมดแรงหลับไป เขาจึงไม่ได้ติดใจสงสัยเลยแม้สักนิด

          หลายวันต่อมา แฟนสาวแวะมาหาชายหนุ่มที่บ้านเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของเธอ  หญิงสาวคาดหวังว่าชายหนุ่มคงเตรียมของขวัญเอาไว้ให้เธอสักชิ้น แต่เมื่อเธอทวงถาม  ชายหนุ่มที่ทุ่มเทเวลาให้กับงานจนเกินพอดีกลับลืมเสียสนิท เด็กน้อยกลัวว่าทั้งสองคนจะทะเลาะกัน เด็กน้อยจึงรีบวิ่งออกมาจากเปลือกหอยผ่านหน้าชายหนุ่มและหญิงสาว แล้วตรงไปเก็บดอกไม้ในสวนเพื่อให้ชายหนุ่มมีของขวัญสำหรับหญิงคนรัก

          แม้เด็กน้อยจะมีเจตนาดี แต่การที่เขาปรากฏตัวต่อหน้าชายหนุ่มและหญิงสาวทำให้คนทั้งคู่ตกใจมาก เมื่อเด็กน้อยส่งดอกไม้ให้ชายหนุ่ม  ชายหนุ่มจึงได้แต่ทำหน้าหวั่น ๆ พร้อมกับถามเด็กน้อยด้วยเสียงสั่น ๆ ว่า “หนูเป็นใคร แล้วออกมาจากเปลือกหอยได้อย่างไร?”

          สีหน้าของชายหนุ่มทำให้เด็กน้อยรู้ในทันทีว่าเขาได้ทำเรื่องที่ไม่สมควรเข้าให้เสียแล้ว  เด็กน้อยรู้สึกผิดที่ทำให้ผู้มีพระคุณเสียขวัญ เขาจึงก้มหน้าแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ชายหนุ่มฟัง พลางคิดว่าชายหนุ่มคงไล่เขาออกจากบ้านเป็นแน่

          เมื่อหญิงสาวได้ฟังเรื่องของเด็กน้อยที่พลัดพรากจากพ่อแม่ข้ามกาลเวลามา  เธอก็รู้สึกสงสารและไม่อยากให้เด็กน้อยต้องอยู่ในโลกยุคนี้ตามลำพังหรือต้องแอบหลบอยู่ในเปลือกหอยอย่างที่เป็นอยู่  หญิงสาวจึงแกล้งโมโหชายหนุ่ม แล้วยื่นคำขาดให้ชายหนุ่มดูแลเด็กน้อยแทนการปล่อยให้เด็กต้องมาดูแลผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักแบ่งเวลาอย่างเขา

          ชายหนุ่มกลัวว่าหญิงสาวจะทิ้งเขาไปและอายที่ตัวเองปล่อยให้เด็กน้อยคอยดูแลโดยที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน  ด้วยเหตุนี้  ชายหนุ่มจึงสัญญาว่าเขาจะดูแลเด็กน้อยให้ดีและจะพยายามปรับปรุงตัวเองเสียใหม่

          นับจากวันนั้น ชายหนุ่มก็เริ่มทำตามที่เขาสัญญาเอาไว้  ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้เด็กน้อยต้องทำความสะอาดบ้าน, ซักรีดเสื้อผ้าหรือทำกับข้าวคนเดียวอีก แต่เขาแบ่งเวลาจากการ ศึกษาค้นคว้ามาทำงานบ้านเองโดยมีเด็กน้อยเป็นลูกมือคอยช่วยเหลือ  ซึ่งไม่นานนัก  ชายหนุ่มกับเด็กน้อยก็เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

          หลายสัปดาห์ต่อมา เมื่อหญิงสาวกลับมาเยี่ยมชายหนุ่มและเห็นว่าคนรักของเธอทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้  หญิงสาวจึงยอมให้อภัยและกลับมาคืนดีกับเขาอีกครั้ง

          ในเวลานี้ ชายหนุ่มเพิ่งเข้าใจว่า การคร่ำเคร่งทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเกินพอดี ไม่ใช่วิธีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องนัก  แต่การจัดสรรเวลาอย่างเหมาะสมต่างหากที่จะทำให้เขามีความสุขทั้งในการทำงานและในชีวิตส่วนตัว

          เมื่อชายหนุ่มปรับปรุงตัวเองได้สำเร็จ  ในที่สุด เขาก็ได้แต่งงานกับหญิงสาวที่เขารัก แต่สิ่งที่น่ายินดีมากกว่านั้นก็คือ  ชายหนุ่มกับหญิงสาวตกลงกันที่จะรับเด็กน้อยมาเป็นลูกของพวกเขา

          เด็กน้อยดีใจมากที่เขาได้มีพ่อแม่และครอบครัวที่แสนอบอุ่น  นับจากนั้นเป็นต้นมา  ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง ชายหนุ่มก็มักจะพาครอบครัวของเขาไปขุดหาซากซากดึกดำบรรพ์ร่วมกัน โดยมีภรรยาเป็นคนทำอาหารและมีลูกชายที่รักคอยเล่าเรื่องราวของโลกในยุคเก่าให้เขาได้ฟังอยู่เสมอ ๆ

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ดอกไม้ของใคร

นิทานก่อนนอนเรื่องสั้น ๆ เรื่องนี้ เป็นนิทานก่อนนอนที่สั้น กระชับ แต่มีข้อคิดสอนใจ แถมยังมีปริศนาให้คาดเดานิดหน่อยในตอนกลางเรื่อง หวังว่าเด็ก ๆ จะชอบนิทานเรื่องนี้กันนะครับ

นิทานเรื่อง ดอกไม้ของใคร

กาลครั้งหนึ่ง มีต้นไม้ต้นหนึ่งขึ้นอยู่บนก้อนเมฆ  ต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นไม้ที่ไม่สูงนัก แต่มันมีดอกขนาดใหญ่ยักษ์….ใหญ่กว่ารถยนต์เสียด้วยซ้ำ

เช้าวันหนึ่ง เป็นวันที่สายลมพัดแรงไปหน่อย  ดอกไม้ดอกยักษ์จึงปลิดปลิวจากต้น แล้วค่อย ๆ ร่วงลงมาที่สนามหญ้าหน้าบ้านของเจ้ากระรอกอย่างช้า ๆ

วันนั้น เจ้ากระรอกตื่นสาย  เจ้ากระต่ายที่เดินออกกำลังกายจึงเห็นดอกไม้ยักษ์ก่อนใครเพื่อน  เจ้ากระต่ายตื่นเต้นที่เห็นดอกไม้ขนาดยักษ์ ซึ่งมีสีสวยสด แถมยังมีกลิ่นหอมอย่างที่มันไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้ที่ไหนมาก่อน   มันจึงตั้งใจจะเข้าไปแบกดอกไม้ยักษ์กลับบ้าน

ในขณะนั้นเอง  เจ้ากระรอกตื่นขึ้นมาเห็นเข้าพอดี  เจ้ากระรอกจึงรีบวิ่งออกจากบ้าน  แล้วบอกกับเจ้ากระต่ายว่า  “เธอเอาดอกไม้ยักษ์ไปไม่ได้นะ  ดอกไม้ยักษ์ตกในบ้านของฉัน  มันก็ต้องเป็นดอกไม้ของฉัน”

เมื่อเจ้ากระต่ายได้ฟัง มันก็รีบค้านว่า  “ถึงมันจะตกในเขตบ้านของเธอ แต่ฉันเห็นดอกไม้ดอกนี้เป็นคนแรก  เพราะฉะนั้น มันก็ต้องเป็นดอกไม้ของฉันถึงจะถูก”

กระต่ายกับกระรอกทะเลาะกันวุ่นวาย  แต่หลังจากที่ทั้งคู่เถียงกันได้สักพัก  นางฟ้าจากก้อนเมฆก็เหาะลงมา  แล้วบอกกับกระรอกและกระต่ายว่า “ขอโทษนะ  ฉันได้ยินเสียงพวกเธอทะเลาะกันอยู่นานแล้ว    ดอกไม้ดอกนี้เป็นดอกไม้จากต้นไม้บนก้อนเมฆ  ดังนั้น  ฉันจึงรู้ดีว่าดอกไม้ดอกนี้ควรเป็นดอกไม้ของใคร

เมื่อกระต่ายกับกระรอกได้ฟัง  ทั้งคู่ก็พอเดาได้ว่านางฟ้าคงอ้างว่าเธอเป็นเจ้าของตัวจริงของดอกไม้ดอกนี้แน่ ๆ  กระต่ายกับกระรอกที่ทะเลาะกันจนคอแห้งได้แต่ก้มหน้ามองพื้นด้วยความเสียดาย  พลางคิดว่าถ้าพวกมันไม่ทะเลาะกัน  บางที พวกมันอาจจะได้ชื่นชมดอกไม้ยักษ์นานกว่านี้อีกนิด

แต่แล้ว  นางฟ้าก็ทำให้กระรอกและกระต่าย รวมทั้งสัตว์อื่น ๆ ที่มายืนมุงดูต้องแปลกใจ  เมื่อ นางฟ้าบอกกับพวกมันว่า “ดอกไม้ดอกนี้ไม่ใช่ของเธอนะกระรอก  แล้วก็ไม่ของเธอด้วยนะกระต่าย มันคงไม่มีค่าสักเท่าไหร่ ถ้าเป็นดอกไม้ของใครแค่คนเดียว  แต่มันจะมีค่ามากขึ้นมาก เมื่อมันได้เป็นดอกไม้ของพวกเราทุกคน”

เมื่อนางฟ้าพูดจบ  นางฟ้าก็ยิ้มแล้วให้สัตว์ทุกตัวแบ่งกลีบดอกไม้กันคนละกลีบ  แล้วชวนให้นำกลีบดอกไม้ยักษ์ไปใช้แทนเรือเพื่อให้สัตว์ต่าง ๆ ได้นอนในเรือกลีบดอกไม้ เพื่อมองดูเมฆบนท้องฟ้าในวันที่อากาศแสนสดใส

กระรอกและกระต่ายซึ่งงุนงงกับคำพูดที่เกินความคาดหมายของนางฟ้า ต่างยอมทำตามคำแนะนำของนางฟ้าแต่โดยดี  ซึ่งหลังจากที่ทั้งคู่ได้ล่องเรือกลีบดอกไม้ในทะเลสาบสักพัก  พวกมันก็ค่อย ๆ เข้าใจความหมายและคุณค่าของคำว่า “ดอกไม้ของพวกเรา” มากขึ้น  ๆ

เพียงแค่ไม่เห็นแก่ตัวและรู้จักแบ่งปัน  ของสิ่งหนึ่งก็มีค่ามากขึ้นได้อย่างเหลือเชื่อ 

เจ้ากระรอกกับเจ้ากระต่ายต่างอมยิ้มมองท้องฟ้า จากนั้น  พวกมันก็คิดในใจเหมือน ๆ กันว่า “การแบ่งปันนี่…ดีจังนะ” 

#นิทานนำบุญ

…………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่อง ฝ้ายกับคราม

หลายปีก่อน ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำผ้าย้อมคราม อ่านแล้วก็ทึ่งกับภูมิปัญญาของชาวบ้านรวมทั้งนับถือผู้คนที่สืบสานภูมิปัญญานี้ จนสามารถสร้างแบรนด์สินค้าที่ขายไปได้ไกลถึงต่างประเทศ ในเวลาต่อมา ผมนึกสนุกจึงอยากลองแต่งนิทานเกี่ยวกับผ้าย้อมคราม แล้วก็นึกถึงการทอผ้าเป็นลวดลายอย่างโบราณ ตอนนั้น ผมยังไม่เคยเห็นใครทอลายผ้าแบบในนิทานเรื่องนี้ ผมจึงแต่งนิทานแปลก ๆ เรื่องนี้ออกมา (แต่ตอนนี้คงไม่แปลกแล้ว) ความยากในการโพสต์นิทานเรื่องนี้ คือการหาภาพมาประกอบนิทาน เพราะในจินตนาการของผม ภาพของลวดลายบนผ้าเป็นแบบหนึ่ง (แบบโบราณ) แต่ผมหาภาพไม่ได้สักที สุดท้าย จึงต้องลองทำภาพประกอบเองเท่าที่เป็นไปได้ (แม้จะไม่ตรงกับจินตนาการสักเท่าไหร่) อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่านิทานเรื่องนี้จะเป็นนิทานอีกเรื่องที่เด็ก ๆ ชอบ และเป็นนิทานที่ทำให้เด็ก ๆ ที่อยู่ในครอบครัวที่ทอผ้า เกิดความภูมิใจและได้แรงบันดาลใจในการทอผ้าของตัวเองต่อไปนะครับ

นิทานเรื่อง ฝ้ายกับคราม

กาลครั้งหนึ่ง ยังมีคุณยายคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลักเล็ก  ๆ กับหลานชายหญิงสองคนที่กำพร้าพ่อแม่  แม้คุณยายจะมีฐานะไม่สู้ดีนัก  แต่เพราะความรักที่มีต่อหลาน คุณยายจึงอดทนทำไร่ทำนาและใช้เวลาว่างทอผ้าขาย เพื่อหาเงินดูแลชีวิตน้อย ๆ ทั้งสองให้อยู่ดีมีสุขเท่าที่กำลังของคุณยายจะมี

หลานสาวคนโตของคุณยายมีชื่อว่า “ฝ้าย”   ส่วนหลานชายมีชื่อว่า “คราม”  คุณยายตั้งชื่อหลานตามชื่อผ้าฝ้ายย้อมครามซึ่งเป็นงานที่คุณยายรักและได้เรียนรู้สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น  นับตั้งแต่สองพี่น้องรู้ความ ทั้งคู่ก็สัมผัสได้ถึงความรักที่คุณยายมีให้  เด็กทั้งสองจึงตั้งใจช่วยงานคุณยายทุกอย่าง โดยฝ้ายขอเรียนวิธีทอผ้าจากคุณยายตั้งแต่เธออายุได้เพียง 8 ขวบ  ส่วนครามรับอาสาดูแลหม้อครามที่คุณยายใช้หมักใบครามเพื่อทำสีย้อมผ้า ซึ่งถือว่าเป็นงานยากแต่สำคัญ โดยเด็กน้อยตั้งใจจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ในขณะที่ฝ้ายตั้งใจเรียนรู้วิธีการทอผ้า  ครามก็ศึกษาวิธีดูแลหม้อครามด้วยความเอาใจใส่ ทุกวัน ฝ้ายมักเห็นน้องชายพูดคุยกับหม้อครามแล้วหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดีจนฝ้ายอดแปลกใจไม่ได้  แต่การมีความสุขในสิ่งที่ทำเป็นเรื่องที่ดีแล้ว  ฝ้ายจึงไม่ได้เข้าไปสอบถามอะไร  ซึ่งหลังจากที่เด็กทั้งสองทำหน้าที่ของตัวเองด้วยหัวใจ สามปีต่อมา ฝ้ายก็ทอผ้าได้เก่งขึ้น ส่วนครามก็ดูแลหม้อครามได้ดีจนน้ำครามในหม้อให้สีที่สวยจนคุณยายเอ่ยปากชม

แม้คุณยายกับหลาน ๆ จะทุ่มเททอผ้าย้อมครามอย่างเต็มกำลัง แต่เนื่องจากงานทอผ้าเป็นงานฝีมือที่มีคนเก่ง ๆ ทอขายอยู่ไม่น้อย ผู้ซื้อจึงมักซื้อผ้าทอจากกลุ่มทอผ้าที่มีผลงานดีและมีชื่อเสียง ผ้าทอย้อมครามของคุณยายกับหลาน ๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก จึงขายได้ยาก  ทั้ง ๆ ที่เป็นผลงานที่มีคุณภาพไม่แพ้กัน

คุณยายพยายามหาช่องทางในการขายด้วยการพาหลาน ๆ ไปจัดร้านขายผ้าร่วมกับหน่วยงานของราชการ  แต่เนื่องจากลายผ้าของคุณยายเป็นลายแบบโบราณที่แทบไม่แตกต่างจากผ้าทอของร้านอื่น ๆ  คนที่มาเที่ยวงานจึงมักเดินผ่านไปโดยไม่มีใครซื้อผ้าของคุณยายเลย

ฝ้ายกับครามเห็นคุณยายมีสีหน้าเศร้า ๆ จึงนึกห่วงและคิดว่าพวกเขาควรทำอะไรสักอย่าง ฝ้ายกับครามสังเกตว่า นอกจากลวดลายแบบโบราณแล้ว ผ้าของบางร้านมีการออกแบบลายที่ดูแปลกตา, บางร้านมีวิธีการย้อมผ้าที่ให้สีไม่เหมือนร้านอื่น และบางร้านมีการแปรรูปผ้าฝ้ายย้อมครามให้กลายเป็นสินค้าที่หลากหลาย เช่น เสื้อผ้า, กระเป๋าหรือสมุดบันทึก  ฝ้ายกับครามรู้สึกเหมือน ๆ กันว่า เมื่อผ้าหรือสินค้าของร้านใดมีความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์ ลูกค้าก็จะจดจำร้านนั้นได้ง่ายกว่า และดูเหมือนว่าร้านเหล่านั้นจะมีลูกค้าเข้าไปซื้อของแทบจะไม่ขาดสาย

การสังเกตของเด็กทั้งสองทำให้ทั้งคู่ตั้งใจที่จะปรับปรุงผ้าทอย้อมครามของคุณยายให้มีเอกลักษณ์มากขึ้น  ฝ้ายกับครามนั่งพิจารณาผ้าทอของคุณยาย แล้วทั้งคู่ก็ลงความเห็นเหมือน ๆ กันว่า ฝีมือการทอและสีสันของผ้าที่คุณยายทำงดงามไม่แพ้ใครอยู่แล้ว หากมีการทำลวดลายใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำใคร  ผู้คนก็น่าจะหันมาสนใจมากกว่าที่เป็นอยู่  ฝ้ายกับครามจึงตกลงกันว่าจะทำผ้าผืนตัวอย่างให้คุณยายช่วยแนะนำ โดยฝ้ายให้ครามเป็นคนคิดลาย ส่วนฝ้ายจะเป็นคนมัดลายและทอผ้า

หลังจากครามได้รับมอบหมายหน้าที่ เขาก็เฝ้าครุ่นคิดถึงลวดลายที่เหมาะสม ครามคิดไปคิดมาอยู่หลายวัน  จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง ในขณะที่เขาดูแลหม้อครามและคุยเรื่องที่คาใจให้หม้อครามฟัง  จู่ ๆ เด็กน้อยก็มองเห็นฟองในหม้อครามหม้อหนึ่งดูคล้ายกับภาพของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ทำให้เขาอ้าปากค้างด้วยความดีใจ 

ครามรีบวิ่งไปหาพี่สาว แล้วบอกพี่สาวว่า “พี่ฝ้าย เรามาทำผ้าทอเป็นลายไดโนเสาร์กันดีไหม ลายไดโนเสาร์อาจดูเป็นลายใหม่ แต่ไดโนเสาร์เป็นสัตว์ยุคเก่า เพราะฉะนั้นก็น่าจะเข้ากับผ้าที่เป็นภูมิปัญญาโบราณได้เป็นอย่างดี แถมบ้านเรายังอยู่ในถิ่นที่เคยมีไดโนเสาร์มาก่อน ลายไดโนเสาร์จึงน่าจะเป็นลายเอกลักษณ์ที่เหมาะกับเรามากที่สุด”    

ทันทีที่ได้ฟัง  ฝ้ายก็พลอยตื่นเต้นและเห็นด้วยกับน้อง  เด็กหญิงผู้พี่จึงรีบวาดลายไดโนเสาร์แล้วมัดลายทอผ้าด้วยทักษะที่ได้ฝึกฝน ซึ่งหลังจากนั้นราว 1 เดือน ผ้าย้อมครามลายไดโนเสาร์ผืนแรกก็เสร็จสมบูรณ์ และสองพี่น้องก็นำผ้าทอลายไดโนเสาร์ไปขอความเห็นจากคุณยายที่พวกเขารัก

เมื่อคุณยายทราบความตั้งใจดีของหลานและได้เห็นผ้าลายไดโนเสาร์ที่ดูประณีตและไม่ซ้ำใคร  คุณยายก็ยิ้มน้อย ๆ  พร้อมกับพยักหน้าอนุญาตให้หลานใช้ลายไดโนเสาร์เป็นลายเอกลักษณ์ในการทอผ้าได้ แต่คุณยายขอให้หลาน ๆ ทอผ้าลายโบราณไปด้วย เพื่อเป็นการอนุรักษ์งานแบบดั้งเดิมเอาไว้

หลังจากที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันและเริ่มโครงการทอผ้าลายเอกลักษณ์ได้สักพัก  ผ้าทอย้อมครามลายไดโนเสาร์ก็กลายเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วทุกสารทิศ ไม่นานนัก คุณยายกับหลาน ๆ ก็มีชีวิตที่สุขสบายมากขึ้น  และแล้ว…เรื่องราวก็จบลงอย่างมีความสุขพร้อม ๆ กับการเริ่มต้นของตำนานผ้าทอย้อมครามลายไดโนเสาร์ ที่เกิดจากสองพี่น้องผู้เป็นที่รักของคุณยายสุดหัวใจ.

#นิทานนำบุญ

…………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ครอบครัวตัวแสบ

ในสมัยเด็ก ๆ แถวบ้านของผมรายล้อมไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมน้อยใหญ่เต็มไปหมด บ่อยครั้งที่ครอบครัวของเราต้องอดทนกับเสียงเคาะเหล็กและกลิ่นสารเคมีที่ลอยมาจากที่ไหนสักแห่งใกล้ ๆ บ้าน มลภาวะที่อยู่รอบ ๆ ตัวเป็นเรื่องที่ชวนให้อึดอัดมาก ผมไม่ชอบสิ่งที่เกิดขึ้นเลย ดังนั้น ผมจึงรวบรวมความทรงจำที่ไม่ดีเหล่านั้น มาแต่งนิทานที่มีข้อคิดเรื่องนี้ หวังว่า ผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง ครอบครัวตัวแสบ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ผู้คนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน  ด้วยเหตุนี้  ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สงบสุขมาโดยตลอด  

วันหนึ่ง  มีพ่อมดแปลกหน้าพาครอบครัวมาขอซื้อที่ดินเพื่อพำนักพักอาศัยในหมู่บ้าน  เมื่อชาวบ้านเห็นว่าพ่อมดกับภรรยามีลูกเล็ก ๆ หลายคน  ชาวบ้านจึงสงสารและยอมแบ่งขายที่ดินให้ 

หลังจากที่พ่อมดย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านได้ไม่นาน ครอบครัวของพ่อมดก็สร้างปัญหาจนชาวบ้านอยู่กันไม่เป็นสุข 

เริ่มจากพ่อมดที่ตั้งหน้าตั้งตาต้มยาในหม้อใบใหญ่แล้วปล่อยให้ควันไฟกับกลิ่นของยาลึกลับเหม็นคลุ้งฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ส่วนภรรยาของพ่อมดก็ชอบเอาขยะไปทิ้งที่หน้าบ้านของคนอื่นหรือไม่ก็สุมซากจิ้งจก, ตุ๊กแก, งู, หนู,  ค้างคาว ฯลฯ เอาไว้ที่หน้าบ้านของตัวเอง จนกองขยะหน้าบ้านของนางกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคสารพัดชนิด  ฝ่ายเด็ก ๆ ลูกของพ่อมดก็เอาแต่ทะเลาะด่าทอกัน รวมทั้งส่งเสียงกรีดร้องดังลั่นทั้งวันทั้งคืนทำให้ชาวบ้านเดือนร้อนกันไปทั่ว

เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์  ชาวบ้านต่างพยายามอดทนต่อพฤติกรรมของครอบครัวพ่อมด จนพวกเขาทนต่อไปอีกไม่ไหว   ชาวบ้านทั้งหลายจึงตัดสินใจตักเตือนครอบครัวของพ่อมดและขอร้องให้พวกเขาเลิกการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ เสีย

ครั้นเมื่อพ่อมด, ภรรยาและลูก ๆ ได้ฟังถ้อยคำของเหล่าชาวบ้าน  แทนที่ครอบครัวพ่อมดจะสำนึกผิด  พวกเขากลับโกรธชาวบ้านที่มาวุ่นวายกับชีวิตของพวกเขา  พ่อมดบอกกับชาวบ้านว่า ในเมื่อเขาซื้อที่ดินและปลูกบ้านอย่างถูกต้อง  ดังนั้น เขาจึงมีสิทธิ์ทำอะไรที่บ้านของเขาก็ได้โดยไม่ต้องสนใจใคร ๆ อีก   

ชาวบ้านต่างระอาใจในความเห็นแก่ตัวของพ่อมดเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อครอบครัวของพ่อมดยังคงจงใจทำเรื่องน่ารังเกียจต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน  ไม่นานนัก  ชาวบ้านผู้แสนดีทั้งหลายจึงจำใจประกาศขายบ้านและที่ดินของตัวเอง  แล้วแยกย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ในหมู่บ้านอื่น ๆ กันจนหมด

หลังจากที่ชาวบ้านย้ายออกไปจากหมู่บ้านจนไม่เหลือแม้แต่ครอบครัวเดียว  ครอบครัวพ่อมดจึงจัดงานฉลองความร้ายกาจของตนเองอย่างสนุกสนาน  พ่อมดดีใจที่ชาวบ้านเรื่องมากทั้งหลายทนอยู่ในหมู่บ้านต่อไปไม่ไหว  และแล้ว…ครอบครัวสุดแสบของเขาก็เหมือนกับได้เป็นเจ้าของหมู่บ้านไปโดยปริยาย

หนึ่งเดือนหลังจากนั้น  ครอบครัวของพ่อมดเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นในหมู่บ้าน เพราะจู่ ๆ บ้านที่ชาวบ้านประกาศขายก็ถูกซื้อและรื้อถอนไปทีละหลัง  แล้วโรงงานน้อยใหญ่ก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาแทนที่

เมื่อโรงงานต่าง ๆ เริ่มเดินเครื่องจักร  โรงงานเหล่านั้นก็ปล่อยควันพิษสีดำปิ๊ดปี๋ออกมาจนคละคลุ้งไปหมด นอกจากนี้  เสียงเครื่องจักรทำงานยังทำให้ครอบครัวของพ่อมดรำคาญจนอยู่กันอย่างไม่เป็นสุข  หนำซ้ำ…โรงงานทั้งหลายยังเอาขยะมากองสุม ๆ จนเป็นแหล่งรวมของหนู, แมลงวันและเชื้อโรคสารพัดชนิด

พ่อมดโมโหพวกเจ้าของโรงงานมาก  แต่เมื่อพ่อมดไปโวยวายให้เจ้าของโรงงานหยุดสร้างความรำคาญ  เจ้าของโรงงานทั้งหลายกลับตอบพ่อมดว่า ในเมื่อพวกเขาซื้อที่ดินและสร้างโรงงานอย่างถูกต้อง  ดังนั้น พวกเขาจึงมีสิทธิ์ทำอะไรที่โรงงานของพวกเขาก็ได้โดยไม่ต้องสนใจใคร ๆ อีก   

พ่อมดถึงกับหน้าชาเมื่อได้ฟังคำตอบเหล่านั้น  เพราะคำพูดของเจ้าของโรงงานเป็นคำพูดที่เขาเคยพูดกับชาวบ้านเมื่อครั้งที่ชาวบ้านมาขอให้เขาเลิกก่อความรำคาญนั่นเอง

พ่อมดเพิ่งตระหนักว่าเวรกรรมนั้นมีจริง แถมยังตามมาสนองได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ 

แม้พ่อมดจะรู้สึกสำนึกผิด   แต่เมื่อเขาพยายามไปขอซื้อที่ดินผืนใหม่ในหมู่บ้านอื่น ๆ เพื่อย้ายบ้านหนีจากโรงงานทั้งหลาย  ชาวบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ กลับพากันปฏิเสธเพราะเกรงว่าครอบครัวตัวแสบของพ่อมดจะเข้าไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่พวกเขาอีก  

ในที่สุด ครอบครัวของพ่อมดจึงจำใจต้องกลับมาทนรับกรรมอยู่ในหมู่บ้านแห่งเดิมโดยพวกเขาต้องผจญกับควันพิษ, เสียงรบกวนและขยะที่เน่าเหม็นต่อไปอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

#นิทานนำบุญ

…………………………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าหญิงจอมตะกละ

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เจ้าหญิงจอมตะกละ” เป็นนิทานก่อนนอนแนวเจ้าหญิงเจ้าชายที่มีแง่คิดสอนใจ แถมมีนักแสดงหลายคนปรากฏตัวอยู่ในนิทานเรื่องนี้ด้วย (แต่เด็ก ๆ จะรู้จักไหมหนอ) หวังว่านิทานเรื่องนี้จะสร้างรอยยิ้มและให้แง่คิดที่ดีแก่เด็ก ๆ ได้บ้างนะครับ

นิทานเรื่อง เจ้าหญิงจอมตะกละ

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งทรงเป็นเจ้าหญิงที่มีหน้าตาน่ารัก แต่มีนิสัยค่อนข้างเห็นแก่ตัวและไม่เคยแบ่งปันสิ่งใด ๆ โดยเฉพาะขนมอร่อย ๆ ให้เพื่อนเลย

          วันหนึ่ง…ก่อนถึงวันเกิดของเจ้าหญิงไม่นานนัก   พระสหายของพระราชาแวะมาเยี่ยมเจ้าหญิงพร้อมกับนำขนมเค้ก 7 ชั้นมามอบให้  ขนมเค้ก 7 ชั้นเคลือบด้วยน้ำตาล 7 สี แถมยังตกแต่งด้วยตุ๊กตารูปสัตว์ชนิดต่าง ๆ ที่ทำจากน้ำตาลสีหวาน แม้พระสหายของพระราชาจะกำชับให้เจ้าหญิงนำขนมไปแบ่งกับเพื่อน ๆ  แต่เจ้าหญิงกลับไม่ต้องการแบ่งขนมเค้กให้ใครทั้งนั้น  เจ้าหญิงจึงนำขนมเค้กไปเก็บไว้ในห้องบรรทม  แล้วจัดการกินขนมเค้กจนหมดเกลี้ยง

          สองวันต่อมา เพื่อนสนิทของพระราชินีเดินทางมาที่วัง พร้อมกับนำโดนัทติดมือมาฝากพระราชินี 10 กล่อง  พระราชินีไม่ชอบกินของหวาน  พระองค์จึงมอบโดนัททั้งหมดให้เจ้าหญิงนำไปแบ่งกับเพื่อน ๆ  แต่เมื่อเจ้าหญิงเปิดกล่องโดนัทแล้วพบว่า โดนัทมีหลากสีหลายแบบซึ่งดูน่ากินด้วยกันทั้งนั้น  เจ้าหญิงจึงแอบนำโดนัททั้ง 10 กล่องไปซ่อนไว้ในห้องบรรทม แล้วจัดการกินโดนัททั้งหมดตามลำพัง

            อีก 3 วันต่อมา มีญาติผู้ใหญ่ของเจ้าหญิงเดินทางมาที่วังพร้อมกับนำขนมนานาชาติชุดใหญ่มาให้เจ้าหญิง  ญาติของเจ้าหญิงบอกให้เจ้าหญิงนำขนมไปแบ่งให้เพื่อน ๆ ที่โรงเรียนกินด้วย แต่เมื่อเจ้าหญิงเห็นขนมนานาชาติที่ญาติผู้ใหญ่นำมาให้  พระองค์ก็ทรงเสียดายและไม่อยากแบ่งให้ใคร ๆ กินทั้งนั้น เจ้าหญิงจึงแอบนำขนมทั้งหมดไปซ่อนไว้ในห้องบรรทม แล้วจัดการกินขนมเหล่านั้นแต่เพียงผู้เดียว

            ครั้นเมื่อถึงวันเกิดของเจ้าหญิง  พี่เลี้ยงของเจ้าหญิงมาปลุกเจ้าหญิงแต่เช้า พร้อมกับแจ้งให้เจ้าหญิงทราบว่า  เจ้าชายนิชคุน, เจ้าชายณเดชน์,  เจ้าชายโดม  และเจ้าชายมาริโอ้  เสด็จมาถึงงานวันเกิดของเจ้าหญิงแล้ว

            เจ้าหญิงทรงดีใจมากเพราะเจ้าชายทั้ง 4 พระองค์ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าชายที่มีหน้าตาหล่อเหลาที่สุดในบรรดาเจ้าชายทั้งหลาย หนำซ้ำ เจ้าชายทุกพระองค์ยังนำขนมมามอบให้เจ้าหญิงเป็นของขวัญวันเกิดด้วย

            เจ้าหญิงทรงตื่นเต้นและรีบลุกขึ้นจากที่นอน จากนั้น พระองค์ก็บอกให้พี่เลี้ยงนำชุดราตรีแสนสวยที่สั่งตัดเอาไว้มาให้พระองค์สวมใส่

            แต่อนิจจา! เมื่อพี่เลี้ยงนำชุดราตรีชุดใหม่ที่ประดับประดาด้วยเพชนพลอยสีต่าง ๆ มาให้เจ้าหญิงสวมใส่ชุดที่วัดและตัดมาอย่างพอดิบพอดีก็กลับคับติ้วจนเจ้าหญิงแทบจะยัดตัวเข้าไปในชุดไม่ได้

            ขนมเค้ก โดนัท และขนมนานาชาติที่เจ้าหญิงแอบกินโดยไม่แบ่งใคร ๆ ทำให้พระองค์ทรงอ้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ซ้ำร้าย…หลังจากที่เจ้าหญิงพยายามใส่ชุดราตรีที่มีขนาดเล็กกว่าตัวของพระองค์อยู่นานเกือบ 1 ชั่วโมง (จนกระทั่งใส่ชุดได้สำเร็จ)  ชุดที่คับกระชับสัดส่วนก็ทำให้พระองค์ขยับตัวแทบไม่ได้และหายใจแทบไม่ออก

            เจ้าหญิงทรงเดินออกไปร่วมงานวันเกิดของตัวเองโดยพยายามวางท่าให้สง่างามที่สุด  แต่ด้วยความคับของชุดราตรี  เจ้าหญิงก็เริ่มเหงื่อตกและหายใจไม่ออกจนหน้าเขียวขึ้นเรื่อย ๆ   จนกระทั่งเจ้าหญิงทรงอดทนแขม่วพุงต่อไปไม่ไหว  ตะเข็บของชุดราตรีที่แน่นเปรี๊ยะก็ปริออก ทำให้ชุดขาดจนโป๊ และเพชรพลอยต่างๆ  ก็ร่วงกระจายเต็มพื้นไปหมด

            เจ้าชายทั้ง 4 พระองค์รวมทั้งแขกรับเชิญทั้งหลายต่างตกใจและนึกขำไปในเวลาเดียวกัน  ส่วนเจ้าหญิงผู้เห็นแก่กินก็ทรงอายเกินกว่าจะทำอะไรต่อไปได้   พระองค์จึงตัดสินใจแกล้งสลบ เพื่อให้เรื่องราวทั้งหมดจบ ๆ ไป

            เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้เจ้าหญิงได้รับบทเรียนครั้งสำคัญว่า  การชอบกินขนมไม่ใช่เรื่องผิด  แต่การกินขนมอย่างเกินพอดี และการไม่รู้จักแบ่งปันขนมให้แก่ผู้อื่นเป็นนิสัยที่มีแต่เสียกับเสีย

            นับจากวันนั้นเป็นต้นมา  เจ้าหญิงก็ปรับปรุงตัวเสียใหม่ ซึ่งเมื่อพระองค์แบ่งปันขนมให้แก่เพื่อน ๆ  พระองค์ก็ไม่ต้องกินขนมเกินขนาด ทั้งยังได้เป็นที่รักของเพื่อน ๆ  ทุกคนอีกด้วย

            หลายปีต่อมา  เจ้าหญิงผู้มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ก็เติบโตขึ้นเป็นเจ้าหญิงแสนสวยและกลายเป็นที่รักของคนทุกคนที่ได้พบเห็น 

#นิทานนำบุญ

…………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ฟูฟูกับเด็กเกเร

ในยุคปัจจุบัน กระแสต่อต้านการกลั่นแกล้งกัน เหยียดหยามกัน หรือบูลลี่กัน มีมากขึ้นเรื่อย ๆ นิทานเรื่องนี้ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งลงในนิตยสารขวัญเรือนนานมาก ๆ แล้ว แต่ก็ยังคงเป็นนิทานที่ไม่ล้าสมัย ผมหวังว่าข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ จะสร้างภูมิคุ้มใจให้เด็ก ๆ ได้บ้าง ขอให้มีความสุขในการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง ฟูฟูกับเด็กเกเร

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่า “ฟูฟู” 

ฟูฟูเป็นเด็กตุ้ยนุ้ย  ผิวคล้ำ  แถมยังมีผมหยิกหยองฟูฟ่องสมชื่อ  ตลอดเวลา  ฟูฟูไม่เคยรู้สึกผิดแปลกกับรูปร่างของตัวเองเลย  เพราะฟูฟูถอดแบบมาจากคุณพ่อคุณแม่จนคนที่เห็นมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่บอกก็รู้ว่าหนูลูกใคร”

อยู่มาวันหนึ่ง  ฟูฟูต้องย้ายไปเรียนในโรงเรียนแห่งใหม่  เพื่อน ๆ ในโรงเรียนแห่งนี้มีทั้งเด็กดีและเด็กเกเร  หลังจากฟูฟูเข้าเรียนได้ไม่นาน  ฟูฟูก็ถูกกลุ่มเด็กผู้ชายจอมเกเรล้อเลียนว่า “ฟูฟูหัวเหมือนรังนก  สุดแสนสกปรกมีรังนกอยู่บนหัว ฮ่าฮ่าฮ่า”

ฟูฟูเสียใจทุกครั้งที่ถูกเพื่อนล้อ  แม้ฟูฟูจะพยายามเดินหนี  แต่กลุ่มเด็กเกเรก็มักจะตามไปส่งเสียงล้อเลียนฟูฟูอยู่เสมอ  ยิ่งได้ฟัง…ฟูฟูก็ยิ่งรู้สึกว่าผมของเธอคงเหมือนรังนกจริง ๆ แถมมันยังดูสกปรกรกรุงรังขึ้นเรื่อย ๆ  ในที่สุด  ฟูฟูจึงไปปรึกษาคุณแม่ว่า เธอควรทำอย่างไรดี

คุณแม่ของฟูฟูเคยเปิดร้านเสริมสวย  เมื่อฟูฟูมาปรึกษา คุณแม่จึงค้นเครื่องมือที่เก็บไว้ แล้วยืดผมให้ฟูฟูจนเส้นผมตรงสลวยสวยเก๋

ฟูฟูดีใจที่เธอมีผมตรงสวยเหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่น ๆ  ซึ่งเด็กผู้ชายคงล้อเลียนเธอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แต่กลุ่มเด็กเกเรปล่อยให้ฟูฟูสบายใจได้ไม่กี่วัน  มานานหลังจากนั้น  เด็กผู้ชายกลุ่มเดิมก็ส่งเสียงแกล้งฟูฟูว่า “ฟูฟูตัวดำเหมือนถ่าน  มองผ่าน ๆ นึกว่าถ่านเดินได้ ฮ่าฮ่าฮ่า”

เสียงล้อเลียนของเด็กเกเรทำให้ฟูฟูเสียใจมาก  ยิ่งได้ฟัง…ฟูฟูก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวของเธอดำขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุด  ฟูฟุจึงไปปรึกษาคุณแม่อีกครั้งว่า เธอควรทำอย่างไรดี

คุณแม่สงสารลูกสาวที่ถูกพวกเด็กผู้ชายรังแก  คุณแม่จึงนำสมุนไพรที่เคยใช้บำรุงผิวให้ลูกค้าในร้านเสริมสวยมาทาตัวให้ฟูฟู  ซึ่งหลังจากอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณแล้ว  เนื้อตัวของฟูฟูก็ดูผุดผ่องเป็นยองใยจนเจ้าตัวอดยิ้มออกมาไม่ได้

เช้าวันต่อมา  พวกเด็กผู้ชายพากันตกใจที่ผิวพรรณของฟูฟุดูผุดผ่องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ครั้นจะล้อฟูฟูแบบเก่าก็คงไม่เข้าท่า  แต่จะเลิกล้อเลิกแกล้งเด็กผู้หยิงอย่างฟูฟูก็คงหมดเรื่องสนุก  กลุ่มเด็กผู้ชายจึงคิดใหม่ทำใหม่โดยส่งเสียงล้อเลียนฟูฟูไปว่า  “ฟูฟูหุ่นเหมือนหมูหรือเจ้าหมูหุ่นเหมือนฟูฟูนะ ฮ่าฮ่าฮ่า”

ฟูฟูเสียใจที่กลุ่มเด็กผู้ชายยังคงหาเรื่องล้อเลียนเธออีก  แถมยิ่งฟัง…ฟูฟูก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวของเธออ้วนขึ้นเรื่อย ๆ  ฟูฟูอึดอัดมากจึงไปปรึกษาคุณแม่อีกครั้งว่า เธอควรทำอย่างไรดี

จริง ๆ แล้ว  ถ้าฟูฟูอยากผอมกว่านี้  เธอควรออกกำลังกายและเลือกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม  แต่คุณแม่เห็นว่าฟูฟูเป็นแค่เด็กท้วม ๆ ไม่ใช่เด็กอ้วน  เรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกาย ฟูฟูก็ทำได้อย่างเหมาะสมอยู่แล้ว  คุณแม่จึงทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด แล้วแนะนำลูกสาวว่า

“แก้อะไรไปคนอื่นก็หาเรื่องล้อลูกได้อยู่ดี  เรามาแก้ที่ใจของตัวเองดีกว่าไหม  แก้ที่ใจ…ไม่ให้หวั่นไหวกับคำพูดของคนอื่น  ทำหัวใจให้นิ่ง ๆ กลาง ๆ  คนล้อก็ไม่สนุก  ตัวเราก็ไม่เป็นทุกข์  สุดท้าย  เขาก็จะเลิกล้อเลิกแกล้งเราไปเอง”

เมื่อฟูฟูได้ฟังคำของคุณแม่  ฟูฟูก็ได้คิด

ในความเป็นจริง  ฟูฟูชอบที่ตัวเองมีผมหยิกฟูเหมือนคุณพ่อคุณแม่  ชอบที่ตัวเองมีผิวสีน้ำผึ้งไม่ต่างจากคุณพ่อคุณแม่  และชอบที่ตัวเองมีรูปร่างตุ้ยนุ้ยคล้าย ๆ กับคุณพ่อคุณแม่  ฟูฟูชอบทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ให้เธอมาตั้งแต่เกิด  แล้วเธอจะไปเดือดร้อนกับคำพูดคำล้อเลียนของคนอื่นเพื่ออะไร?

เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยเข้าใจตัวเองอย่างกระจ่างชัด  เธอจึงยิ้มให้คุณแม่และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับกลุ่มเด็กผู้ชายจอมเกเรอย่างไม่หวาดหวั่น

ในวันต่อมา  เมื่อเด็กเกเรล้อเลียนฟูฟูอีก  ฟูฟูจึงทำใจนิ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ยินดียินร้าย  ท้ายที่สุด  พวกเด็กเกเรก็เบื่อ แล้วหันไปแกล้งกันเองแทนที่จะแกล้งคนอื่น

การแก้ที่ใจทำได้ง่าย ๆ และช่วยให้หัวใจไม่เป็นทุกข์

ในที่สุด  เด็กผู้หญิงรูปร่างตุ้ยนุ้ย ผิวคล้ำ แถมยังมีผมหยิกหยองฟูฟ่องก็กลับมาร่าเริงสดใส โดยไม่มีความคิดหรือถ้อยคำของใครมาทำร้ายจิตใจของเธอได้อีก.

#นิทานนำบุญ

………………………………