Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสร้างแรงบันดาลใจ, นิทานสอนใจ

นักพับระดับโลก : นิทานเด็กสอนเรื่องจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

นิทานเรื่อง นักพับระดับโลก เป็นนิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องที่ 2 ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นผู้แต่ง โดยก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนนิทานเรื่อง อัศวินกระดาษวิเศษ ซึ่งเป็นนิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องแรกของผม ที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านว่าเป็นเรื่องที่สนุก แปลกใหม่ และมีเอกลักษณ์ในยุคที่ผมแต่งขึ้นมา ดังนั้น การจะสร้างสรรค์นิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องที่ 2 ให้มีความน่าสนใจและสนุกไม่แพ้เรื่องแรก จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายผมมาก ๆ

นิทานเรื่อง นักพับระดับโลก เป็นนิทานที่พูดถึงพลังของจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และคุณค่าของพรสวรรค์เล็ก ๆ ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ได้ ผมตั้งใจเขียนเรื่องนี้ให้เป็นนิทานที่อบอุ่น อ่านง่าย และช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อ่าน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ซึ่งผมจะไม่เล่ารายละเอียดของเนื้อเรื่องในที่นี้ เพราะอยากให้ทุกท่านได้สัมผัสความสนุกและความมหัศจรรย์ด้วยตนเองจากการอ่านนิทานจริง ๆ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านจะชื่นชอบนิทานเรื่องนี้

ก่อนเริ่มอ่านนิทาน ผมอยากแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า นิทานเรื่องนี้เคยถูกละเมิดลิขสิทธิ์บ่อยครั้ง โดยมีการเปลี่ยนชื่อเป็น “เจ้าชายนักพับกระดาษ” และบางแห่งได้นำไปเผยแพร่ในลักษณะคล้ายเป็นนิทานพื้นบ้าน ทั้งที่ในความเป็นจริง นิทานเรื่องนี้เป็นผลงานที่ผมแต่งและตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารขวัญเรือน หลังจากเผยแพร่ได้ไม่นาน ก็มีเว็บไซต์หนึ่งนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต และเกิดการคัดลอกต่อ ๆ กันจนแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันผมได้มอบหมายให้ทนายดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม การอ่านเพื่อความเพลิดเพลินผ่านเว็บไซต์นิทานนำบุญนั้นไม่มีปัญหาใด ๆ สามารถอ่านได้อย่างสบายใจครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคนหนึ่ง เป็นคนที่มีความสามารถในการพับอย่างน่าอัศจรรย์   แม้ครอบครัวของเด็กน้อยคนนี้จะเป็นครอบครัวที่มีฐานะยากจน  แต่ตัวเขาก็หวังว่าสักวันหนึ่ง   พรสวรรค์น้อย ๆ ของเขาจะช่วยให้พ่อกับแม่มีชีวิตที่สุขสบายขึ้นได้บ้าง

อยู่มาวันหนึ่ง  เจ้าชายองค์น้อยซึ่งเป็นโอรสของพระราชา ทรงนึกอยากได้ของเล่นแปลก ๆ ใหม่ ๆ เป็นของขวัญวันเกิด  พระราชาผู้เป็นพ่อจึงป่าวประกาศให้ประชาชนนำของเล่นสุดวิเศษมาประกวดประขันกัน ซึ่งหากของเล่นของใครเป็นที่ถูกใจเจ้าชายมากที่สุด  พระราชาก็จะปูนบำเหน็จให้แก่คน ๆ นั้นเป็นรางวัลอย่างงาม 

เมื่อวันประกวดของเล่นมาถึง  ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างก็นำของเล่นที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจมาให้เจ้าชายทรงตัดสิน   แต่หลังจากที่เจ้าชายทรงทดลองเล่นของเล่นจนเกือบครบทุกชิ้นแล้ว   สายตาของทุก ๆ คนในงานต่างก็จับจ้องไปที่เจ้าของของเล่นชิ้นสุดท้าย ซึ่งก็คือเด็กน้อยที่ยืนกอดกระดาษแผ่นใหญ่เอาไว้แนบอก

ผู้เข้าร่วมงานเกือบทุกคนพากันหัวเราะเยาะเมื่อทราบว่า กระดาษที่เด็กน้อยกอดอยู่นั้น ก็คือของเล่นที่เด็กน้อยตั้งใจจะส่งเข้าประกวด  แต่ทันทีที่เด็กน้อยลงมือพับกระดาษของเขา    กระดาษที่แสนธรรมดาก็กลายสภาพเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทุกคนต่างคาดไม่ถึง

เด็กน้อยเริ่มแสดงฝีมือด้วยการพับกระดาษเป็นดอกไม้  จากนั้น เขาก็คลี่กระดาษออกแล้วเปลี่ยนดอกไม้ให้กลายเป็นผีเสื้อ   และเพียงชั่วพริบตาเดียวหลังจากนั้น  เด็กน้อยก็เปลี่ยนผีเสื้อให้กลายเป็นนก  แล้วเขาก็จัดการดัดแปลงนกจนเกิดเป็นไดโนเสาร์มีปีกที่ดูสง่างามได้อย่างน่าพิศวง

เด็กน้อยพับกระดาษอย่างไม่ยอมหยุดพัก  ส่วนผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ต่างก็พากันอ้าปากค้างต่อสิ่งมหัศจรรย์ที่พวกเขาได้เห็นอยู่ตรงหน้า 

และแล้ว…เวลาในการตัดสินก็มาถึง   เจ้าชายทรงถูกใจของเล่นของเด็กน้อยมากที่สุด  พระองค์ทรงชอบที่กระดาษแผ่นเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปตามจินตนาการได้ไม่รู้จบ ในที่สุด  พระราชาก็มอบรางวัลมูลค่ามหาศาลให้แก่เด็กน้อยตามที่พระองค์ได้สัญญาเอาไว้ 

เด็กน้อยนำรางวัลทั้งหมดมอบให้พ่อกับแม่ของเขา   แต่โอกาสในการแสดงความสามารถของเด็กน้อยยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้  เพราะเจ้าชายยังคงขอให้เด็กน้อยมาเป็นผู้สอนการพับกระดาษแบบใหม่ ๆ ให้แก่พระองค์อยู่เสมอ 

และเมื่อเจ้าชายได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระบิดา  พระองค์ก็ไม่ลืมที่จะแต่งตั้ง ‘เพื่อนนักพับ’ของพระองค์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง‘ของเล่น’  เพื่อให้นักพับระดับโลกผู้นี้ มีโอกาสได้ใช้พรสวรรค์น้อย ๆ ของเขา บันดาลความสุขและสร้างสรรค์จินตนาการให้เกิดขึ้นแก่เด็กทุก ๆ คน…เฉกเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงได้สัมผัสมาด้วยตัวของพระองค์เอง.


เจ้าชายกับเด็กผู้ชายที่เก่งเรื่องการพับกระดาษกำลังพับกระดาษเป็นของเล่นต่าง ๆ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานก่อนนอนสั้น ๆ, นิทานนำบุญ

ครอบครัวนักปั้น : นิทานก่อนนอนสั้น ๆ ที่สอนให้รู้คุณค่าของความคิดสร้างสรรค์

นานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่งเป็นครอบครัวที่ชอบการปั้นดินมาก  ทุกวัน  คุณพ่อกับคุณแม่จะชวนลูก ๆ ทั้งสามคนไปขุดดินมาปั้น..ปั้น…แล้วก็ปั้นจนได้เป็นตุ๊กตาดินปั้นรูปสัตว์ต่าง ๆ ที่ดูน่ารักและเหมือนจริงอย่างน่าอัศจรรย์  เมื่อพวกนก, กระต่าย, กระรอกและกระแตได้เห็นตุ๊กตาดินปั้นที่สวยงามอย่างวิเศษ พวกมันจึงมักพากันมาล้อมวงดูครอบครัว ๆ นี้ปั้นดินเป็นผลงานน่ารัก ๆ อยู่เสมอ

ในขณะที่ครอบครัวนักปั้นพากันปั้นดินอย่างมีความสุข  ชาวบ้านต่างก็ซุบซิบและกล่าวหาว่าครอบครัวนี้เป็นพวกสติเฟื่องชอบทำแต่เรื่องไร้สาระ  แม้ทุกคนในครอบครัวนักปั้นจะได้ยินคำนินทาว่าร้าย  แต่พวกเขาก็ปล่อยให้มันลอยผ่านไป  เพราะพวกเขามีความสุขมากที่ได้ปั้น..ปั้น..แล้วก็ปั้น

อยู่มาวันหนึ่ง  ชาวบ้านได้ข่าวว่า มีโจรป่ากลุ่มหนึ่งออกปล้นและเผาหมู่บ้านต่าง ๆ จนผู้คนตื่นกลัวกันไปหมด  ชาวบ้านทั้งหลายจึงรีบซื้อหาอาวุธเตรียมไว้รับมือกับพวกโจรป่า

ฝ่ายครอบครัวนักปั้นนั้น แทนที่พวกเขาจะเตรียมการแบบเดียวกับชาวบ้านคนอื่น ๆ  พวกเขากลับช่วยกันคิดหาวิธีป้องกันตัวจากโจรป่าด้วยการขุดดินมาปั้น…ปั้น…แล้วก็ปั้น ตามแผนที่พวกเขาได้วางเอาไว้

กลางดึกของคืนวันหนึ่ง  โจรป่าก็พากันเข้ามาในหมู่บ้านตามที่ชาวบ้านหวั่นวิตก  พวกโจรบุกเข้าปล้นบ้านทีละหลังสองหลัง  ซ้ำยังเผาบ้านที่ขัดขืนอีก ชาวบ้านช่วยกันดับไฟอย่างจ้าละหวั่น ส่วนโจรก็บุกปล้นบ้านของชาวบ้านต่อไปไม่ยอมหยุด จนเมื่อพวกโจรมาถึงบ้านหลังสุดท้ายที่อยู่ตรงท้ายหมู่บ้าน พวกโจรก็ถึงกับผงะ เพราะที่บ้านหลังนี้ มีผู้คนตัวใหญ่นั่งผิงไฟกันอยู่มากถึง 20 คน ทุกคนมีขวานและมีดพร้าวางอยู่ข้าง ๆ ตัว หนำซ้ำ พวกเขายังมีสัตว์เลี้ยงคู่กายเป็นสิงโตและสัตว์ดุร้ายต่าง ๆ หมอบอยู่ข้าง ๆ อีกด้วย  พวกโจรตกใจและพากันล่าถอยกลับไปอย่างช้า ๆ  แต่ทันใดนั้นเอง คุณพ่อยอดนักปั้นก็ดัดเสียงให้ดูถมึงทึงที่สุด พร้อมกับตวาดออกไปดังลั่นว่า “นั่นใครบังอาจบุกรุกเข้ามาในบ้านของข้า”

ทันทีที่พวกโจรป่าได้ยินเสียง  พวกโจรก็รีบวิ่งหนีกันอย่างไม่คิดชีวิต  แต่อนิจจา…พวกโจรไม่รู้เลยว่า  บริเวณนั้นมีหลุมลึกที่ครอบครัวนักปั้นขุดเพื่อเอาดินมาใช้อยู่เต็มไปหมด  พวกโจรจึงตกหลุมจนสลบไปและถูกตำรวจตามมาจับตัวได้ในที่สุด

เช้าวันรุ่งขึ้น  แม้ชาวบ้านจะได้ทรัพย์สินคืนเกือบทั้งหมด แต่บ้านช่องที่ถูกเผานั้นก็เสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ เมื่อครอบครัวนักปั้นทราบเรื่อง พวกเขาจึงช่วยกันปั้นดินเป็นก้อนอิฐแล้วเริ่มต้นสร้างบ้านดินเพื่อให้ทุกคนมีที่อยู่อาศัย

เมื่อชาวบ้านเห็นการกระทำของครอบครัวนักปั้น  ชาวบ้านต่างก็สำนึกผิดที่กล่าวหาว่าครอบครัวนักปั้นเป็นพวกสติเฟื่องไร้สาระ เพราะนอกจากครอบครัวนักปั้นจะปั้นดินจนป้องกันตัวจากโจรป่าและจับโจรได้สำเร็จแล้ว พวกเขายังมีน้ำใจที่จะสร้างบ้านดินให้กับคนที่เคยดูถูกดูหมิ่นพวกเขาอีกด้วย ชาวบ้านซาบซึ้งในน้ำใจของครอบครัวนักปั้นมาก  ทุกคนพากันขอโทษในสิ่งที่ได้กระทำลงไป  จากนั้น พวกเขาก็ลงมือสร้างบ้านดินร่วมกัน จนกระทั่งชาวบ้านทุกครอบครัวกลับมามีบ้านเป็นของตัวเองอีกครั้ง

การดูถูกดูหมิ่นหรือว่าร้ายคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเอาเสียเลย เพราะสิ่งที่หลายคนมองว่าไร้สาระ บางครั้งมันก็สร้างประโยชน์ได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

นับจากนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่ครอบครัวนักปั้นออกไปนั่งปั้นดินเล่นกัน  นอกจากรอบตัวของพวกเขาจะมีนก, กระต่าย, กระรอกและกระแตมาล้อมวงดูพวกเขาปั้นดินแล้ว  ชาวบ้านทั้ง หลายยังพาลูกหลานมาหัดปั้นดินกับครอบครัวนักปั้นด้วย 

ในที่สุด เรื่องราวของครอบครัวนักปั้นกับชาวบ้านทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

ครอบครัวพ่อแม่ลูกกำลังปั้นตุ๊กตาดินรูปสัตว์อย่างมีความสุข