Posted in นิทานนำบุญ, นิทานโลก, บทความ

นักแต่งนิทานที่ถูกลืม: เรื่องจริงของโลกนิทาน

ตอนที่ผมเป็นเด็ก ผมเข้าใจมาตลอดว่า นิทานอีสปคือนิทานที่แต่งโดย Aesop และนิทานกริมส์ก็คือนิทานที่แต่งโดย Brothers Grimm

แต่เมื่อผมเติบโตขึ้น ได้มาเป็นนักแต่งนิทาน และเริ่มค้นคว้านิทานนานาชาติเพื่อนำมาลงในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” ผมจึงพบว่า…ความเข้าใจนั้นอาจไม่ถูกต้องนัก

นักวิชาการจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า อีสปอาจไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง นิทานอีสปจึงอาจเป็นเพียงชื่อที่ใช้เรียกนิทานกรีกโบราณ ซึ่งถูกเล่าขานและถ่ายทอดต่อกันมา ก่อนจะมีผู้รวบรวมและเรียบเรียงในภายหลัง

ในขณะที่นิทานกริมส์ Brothers Grimm เองก็ไม่ได้ “แต่ง” นิทานเหล่านั้นขึ้นใหม่ หากแต่เป็นผู้รวบรวมนิทานพื้นบ้านของเยอรมนี แล้วนำมาเรียบเรียงให้เป็นหนังสือที่ผู้คนอ่านกันมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อค้นคว้าต่อไป ผมก็พบว่า ยังมีนักเขียนนิทานอีกจำนวนมากที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน คือการรวบรวมนิทานพื้นบ้านของตนเอง แล้วนำมาเรียบเรียงเผยแพร่

ส่วนนิทานจากเอเชียจำนวนมากที่เราคุ้นเคย ก็มักถูกระบุเพียงว่าเป็น “นิทานพื้นบ้าน” โดยไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง

ไป ๆ มา ๆ นิทานอมตะที่เรารู้จักกันดี เช่น ซินเดอเรลล่า สโนว์ไวท์ หนูน้อยหมวกแดง เจ้าหญิงนิทรา ราพันเซล แฮนเซลกับเกรเทล เจ้าชายกบ ลูกหมูสามตัว หรือแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ กลับเป็นนิทานที่เราไม่รู้ว่าใครคือผู้สร้างสรรค์ขึ้นเป็นคนแรก

นักแต่งนิทานจึงดูเหมือนเป็นบุคคลที่ถูกมองข้าม ราวกับไม่มีตัวตนอยู่เบื้องหลังเรื่องเล่าเหล่านั้น

แต่ก็ยังมีนักเขียนบางคน ที่เป็นทั้ง “ผู้แต่ง” และ “ผู้เขียน” นิทานของตนเองอย่างชัดเจน ทำให้นิทานของพวกเขามีลายเซ็นทางความคิดและจิตวิญญาณที่เด่นชัด

Hans Christian Andersen คือหนึ่งในนั้น เขาเขียนนิทานมากกว่า 150 เรื่อง และนิทานของเขาเต็มไปด้วยมุมมอง ความรู้สึก และสำนวนเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น เงือกน้อย ลูกเป็ดขี้เหร่ ราชินีหิมะ หรือ เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ ล้วนสะท้อนตัวตนของผู้เขียนอย่างชัดเจน

นอกจากนั้น ยังมีนักเขียนอย่าง Oscar Wilde และ Ivana Brlić-Mažuranić ที่แม้จะมีผลงานไม่มากนัก แต่ผลงานของพวกเขาก็ได้รับการยอมรับ และยังคงมี “ตัวตนของผู้แต่ง” ฝังอยู่ในนิทานอย่างชัดเจน

ในช่วงที่ผมได้อ่านนิทานของนักเขียนเหล่านี้ ผมรู้สึกเหมือนได้พบเพื่อนร่วมอาชีพ ได้เห็นวิธีคิด วิธีเล่า และบางครั้งก็ได้สังเกต “สิ่งที่ถูกซ่อนเอาไว้” ในรายละเอียดของนิทาน

นอกจากนี้ ผมยังได้อ่านบทวิเคราะห์จากนักวิชาการหลายคน บางคนพยายามเชื่อมโยงนิทานเข้ากับชีวิตของผู้แต่ง บางคนตีความว่านิทานแต่ละเรื่องสะท้อนความคิดหรือประสบการณ์บางอย่างของผู้เขียน

ผมอ่านแล้วก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

แต่เมื่อย้อนกลับมามองตัวเอง ในฐานะนักแต่งนิทานที่เขียนผลงานมากกว่า 400 เรื่อง สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจคือ “ไม่มีใครเข้าใจที่มาของนิทานได้ดีเท่ากับคนที่แต่งมันขึ้นมา” เพราะนิทานแต่ละเรื่อง อาจมีที่มาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บางเรื่องเกิดจากประสบการณ์ชีวิต บางเรื่องเกิดจากมุมมองต่อโลก บางเรื่องหยิบยืมจากชีวิตของคนอื่น และบางเรื่องก็เป็นเพียงการสร้างขึ้นจาก “แก่นความคิด” ที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น

น่าเสียดายที่นักเขียนอย่าง Hans Christian Andersen ไม่ได้บันทึกไว้ว่า นิทานแต่ละเรื่องของเขามีที่มาอย่างไร

ผมจึงคิดว่า ในเมื่อผมเองก็เป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง ที่มีผลงานจำนวนไม่น้อย การได้เขียนเล่าถึง “เบื้องหลัง” ของนิทานที่ผมแต่ง ก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนอ่าน

แม้ว่าวันนี้ “นิทานนำบุญ” จะยังไม่ได้เป็นนิทานที่โด่งดังในระดับโลก แต่สำหรับผม นิทานเหล่านี้มีตัวตน มีที่มา และมีความหมาย และผมก็คงเป็นคนเดียวที่สามารถเล่าเรื่องเหล่านั้นได้

หากวันหนึ่ง นิทานสักเรื่องสามารถสร้างความประทับใจให้เด็กคนหนึ่งได้ เรื่องเล่าเบื้องหลังเหล่านี้ ก็อาจช่วยเติมเต็มความเข้าใจ และคลายความสงสัยบางอย่างในใจของเขา

ผมจึงตั้งใจจะค่อย ๆ เล่าเรื่องราวของนิทานนำบุญแต่ละเรื่อง…ไปเรื่อย ๆ ถ้าใครอยากฟังเรื่องของนิทานเรื่องไหน ก็สามารถบอกผมไว้ได้ แล้วผมจะลองกลับไปค้นความทรงจำ และนำมันมาเล่าให้ฟังครับ

เผื่อว่าวันหนึ่ง ผมจะเป็นนักแต่งนิทาน…ที่ไม่ถูกลืม

เมื่อพูดถึงนิทานเรื่องแรก หลายคนอาจคิดว่า นิทานเรื่องแรกที่ผมแต่งคือนิทานเรื่องแรกที่ตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน แต่ในความเป็นจริง ก่อนที่จะมีโอกาสได้เป็นนักเขียนนิทานให้กับนิตยสารขวัญเรือน ผมเคยแต่งนิทานมาแล้ว 1 เรื่อง

นิทานเรื่องแรกที่ผมแต่ง มีชื่อว่า “อัศวินกระดาษวิเศษ”

ที่มาของนิทานเรื่องนี้ เริ่มขึ้นในช่วงปี 2537-2538 ตอนนั้นผมทำงานเป็นพิธีกรใส่ชุดหุ่นแมสคอตในรายการโทรทัศน์ชื่อ “บ้านน้อยซอยเก้า” รายการนี้เป็นรายการเด็กที่มีงบประมาณจำกัด ผมเห็นพี่ ๆ ทีมงานทำงานกันอย่างหนัก จึงอาสาช่วยแต่งนิทานสำหรับใช้เล่าในรายการ เพื่อแบ่งเบาภาระงานของพี่ ๆ

เมื่อเริ่มคิดจะแต่งนิทาน ผมก็นั่งคิดว่า เราควรแต่งนิทานเกี่ยวกับอะไรดี ที่เด็ก ๆ ฟังแล้วชอบ และสามารถนำไปต่อยอดเป็นกิจกรรมในช่วงต่อไปของรายการได้

ตอนนั้น ผมคิดถึงกิจกรรมพับกระดาษ หรือออริกามิ เพราะกระดาษเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย และเล่นสนุกได้หลายอย่าง การพับกระดาษจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนิทานเรื่องนี้

เมื่อได้สารตั้งต้นแล้ว ผมก็เริ่มคิดโครงเรื่องแบบง่าย ๆ ตามประสามือใหม่หัดแต่งนิทาน เป็นนิทานแนวบุกตะลุยผจญภัย ประเภทที่เจ้าหญิงถูกจับ แล้วมีพระเอกตามไปช่วย นิทานแนวนี้แต่งอย่างไรเด็กก็ชอบ ผมจึงตัดสินใจเลือกแต่งนิทานแนวนี้

เมื่อรู้แล้วว่านิทานจะเป็นแนวผจญภัยฝ่าด่านไปช่วยเจ้าหญิง และสิ่งสำคัญในการช่วยเจ้าหญิงคือ “การพับกระดาษ” ผมจึงเริ่มคิดต่อว่า พระเอกควรพับอะไรดี ที่จะช่วยให้เรื่องดำเนินต่อไปได้

ขั้นตอนนี้ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย

ถ้าคิดแบบง่ายที่สุด แค่ให้พระเอกพับกระดาษเป็นดาบวิเศษ แล้วใช้ดาบวิเศษจัดการกับผู้ร้าย เรื่องก็คงจบได้ไม่ยาก แต่ผมกลับรู้สึกว่า นิทานแบบนั้นมันยังไม่น่าสนใจพอ

แม้ตอนนั้นผมจะเป็นมือใหม่ในการแต่งนิทาน แต่ผมก็อยากแต่งนิทานที่เด็กฟังแล้วสนุก และมีอะไรบางอย่างที่น่าจดจำ

ผมคิดว่า ความสนุกของนิทานเรื่องนี้ น่าจะอยู่ตรง “การลุ้น” ว่าพระเอกจะพับกระดาษเป็นอะไร และสิ่งที่พับขึ้นมาจะช่วยแก้ปัญหาหรือฝ่าด่านได้อย่างไร นี่น่าจะเป็นจุดที่ทำให้เด็ก ๆ อยากติดตามเรื่องราวไปจนจบ

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มวางโครงเรื่องให้ชัดขึ้น

เรื่องเริ่มจากมียักษ์มาจับเจ้าหญิงไป พระราชาจึงประกาศหาคนมาช่วยเจ้าหญิง แต่พอคิดมาถึงตรงนี้ ผมก็เกิดคำถามขึ้นว่า “ทำไมพระราชาไม่ยกทัพไปช่วยเอง?”

คำตอบที่ผมคิดได้คือ ยักษ์ตัวนี้ต้องดุร้ายมาก แข็งแกร่งมาก หรือมีเวทมนตร์บางอย่างที่ทำให้ไม่มีใครสามารถจัดการได้ง่าย ๆ

การพยายามคิดให้เนื้อเรื่องมีเหตุผลรองรับ ทำให้นิทานเริ่มมีความแข็งแรงขึ้น และเมื่อผมกำหนดให้ยักษ์เป็นตัวร้ายที่เก่งและน่ากลัวจริง ๆ นิทานผจญภัยเรื่องนี้ก็เริ่มมีความท้าทายมากขึ้นตามไปด้วย

ต่อมาคือการสร้างพระเอก

ตอนแรกผมคิดจะให้พระเอกเป็นเจ้าชาย แต่คิดไปคิดมา ผมกลับรู้สึกว่า ถ้าให้พระเอกเป็นคนธรรมดา ที่มีกระดาษวิเศษเพียงแผ่นเดียว ซึ่งสามารถพับให้กลายเป็นอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา น่าจะน่าสนใจกว่า

แต่ผมก็ใส่เงื่อนไขเพิ่มเข้าไปว่า พระเอกจะต้อง “ใช้ความคิด” ในการพับกระดาษ ไม่ใช่พับแบบมั่ว ๆ

และตรงนี้เอง ที่ทำให้นิทานเริ่มมีแก่นเรื่องขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ “การใช้ความคิด สามารถช่วยให้เราแก้ปัญหาได้”

พอคิดได้แบบนี้ ผมก็รู้สึกว่านิทานเรื่องนี้เริ่มมีคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าสนุก ๆ ที่ฟังแล้วผ่านไป

เมื่อได้โครงเรื่องหลักแล้ว ผมก็เริ่มวางเส้นทางการผจญภัย ให้พระเอกเดินทางจากวังไปยังถ้ำของยักษ์บนภูเขา

สิ่งแรกที่พระเอกพับ คือเครื่องบินกระดาษ เพื่อใช้บินไปยังภูเขา แต่ผมไม่อยากให้เรื่องจบง่ายเกินไป จึงเพิ่มอุปสรรคระหว่างทาง เพื่อให้พระเอกได้พับกระดาษหลายครั้ง และเด็ก ๆ จะได้ลุ้นไปด้วยว่า ครั้งต่อไปพระเอกจะพับอะไร

ครั้งที่สอง ผมให้พระเอกพับกระดาษเป็นกบภูเขา เพื่อขี่ขึ้นไปยังปากถ้ำของยักษ์ จากนั้นก็เพิ่มอุปสรรคอีกอย่าง คือสุนัขต้องคำสาปที่เฝ้าปากถ้ำอยู่ เพื่อให้พระเอกได้พับกระดาษอีกครั้ง ซึ่งผมเลือกให้พับเป็น “ปืนสามเหลี่ยม”

การกำหนดให้พระเอกต้องพับกระดาษหลายครั้ง กลายเป็นลูกเล่นสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสนุกให้กับนิทาน และผมยังใช้คำซ้ำอย่าง “พับ…พับ…แล้วก็พับ” ในช่วงที่ตัวละครพับกระดาษ เพื่อให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการพูดตาม หรืออย่างน้อยก็ช่วยเพิ่มจังหวะลุ้นให้กับการเล่าเรื่อง

จริง ๆ แล้ว เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตอนที่พระเอกไปถึงปากถ้ำและจัดการสุนัขเฝ้าถ้ำได้แล้ว ฉากต่อไปก็ควรจะเป็นฉากสำคัญ คือการเผชิญหน้ากับยักษ์เพื่อช่วยเจ้าหญิง

แต่ตอนนั้น ผมจำได้ว่า ตัวเองถามตัวเองว่า

“ถ้าให้พระเอกพับกระดาษเป็นอาวุธวิเศษไปสู้กับยักษ์ นิทานเรื่องนี้ก็คงไม่ต่างจากนิทานทั่วไป”

ผมจึงเริ่มคิดว่า เราอยากแต่งนิทานธรรมดาเหมือนคนอื่น หรือเราอยากแต่งนิทานที่พิเศษไม่เหมือนใคร

แน่นอนว่า…ผมเลือกอย่างหลัง

แล้วจู่ ๆ ความทรงจำวัยเด็กเกี่ยวกับหนังสือปริศนาท้าสมองก็ผุดขึ้นมาในหัว ผมจำได้ว่า เคยมีเกมที่ท้าทายให้พับกระดาษให้เกิน 7 หรือ 8 ทบ ซึ่งตอนเด็ก ๆ ผมรู้สึกตื่นเต้นกับมันมาก

ผมจึงคิดว่า ถ้านำสิ่งนี้มาใส่ไว้ในนิทาน เด็ก ๆ ที่ฟังก็น่าจะตื่นเต้นเหมือนกัน และที่สำคัญ มันจะทำให้นิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องนี้ แตกต่างจากนิทานเรื่องอื่นทันที

ถ้าสังเกตให้ดี วิธีแก้ปัญหาด้วยการท้าทายให้ยักษ์พับกระดาษให้เกิน 8 ทบ ก็ยังสอดคล้องกับแก่นเรื่องเดิม คือ “การใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหา”

นั่นหมายความว่า ทุกอย่างในนิทานเริ่มเชื่อมโยงกันโดยธรรมชาติ ทั้งโครงเรื่อง ตัวละคร วิธีแก้ปัญหา และข้อคิดของเรื่อง

เมื่อผมแต่งนิทานเสร็จและนำไปเล่าในรายการโทรทัศน์ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเด็ก ๆ ฟังจบ คือเด็กทุกคนอยากลองพับกระดาษให้เกิน 8 ทบด้วยตัวเอง

และเมื่อพวกเขาทำไม่ได้แบบเดียวกับยักษ์ เด็ก ๆ ก็จะรู้สึกทึ่งกับสติปัญญาของพระเอกในเรื่อง

หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสเล่านิทานเรื่องนี้ให้เด็กฟัง สิ่งที่เกิดขึ้นก็มักจะเหมือนเดิม คือเด็ก ๆ จะขอลองพับกระดาษตามเสมอ

ต่อมา เมื่อผมได้เขียนนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน ผมจึงนำนิทานเรื่องนี้กลับมาเขียนและเผยแพร่อีกครั้งในวงกว้าง

ในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ผมเพิ่งสังเกตว่า ตัวเองมีความเพี้ยนไม่ใช่เล่น

จริง ๆ แล้ว การแต่งนิทานในฐานะมือสมัครเล่น มันไม่จำเป็นต้องเล่นท่ายากขนาดนี้ก็ได้ แค่แต่งนิทานแนวพระเอกบุกฝ่าด่านไปช่วยเจ้าหญิง ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

แต่พอมองย้อนกลับไป ผมกลับเห็นวิธีคิดของตัวเองชัดมาก ว่าผมไม่ได้คิดแค่ “เล่าเรื่องให้จบ”

ผมคิดทั้งแนวเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร แก่นเรื่อง จังหวะลุ้นของเด็ก การมีส่วนร่วมของคนฟัง การใช้คำซ้ำ รวมถึงท่าไม้ตายเรื่อง “พับกระดาษ 8 ทบ” ที่ทำให้นิทานเรื่องนี้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นกับนิทานเรื่องแรกที่ผมแต่ง

ทั้งที่ในวันนั้น ผมยังไม่รู้เลยว่า วันหนึ่งตัวเองจะกลายมาเป็นนักแต่งนิทานอาชีพ

ตอนที่ผมเป็นเด็ก ทุกครั้งที่ครอบครัวซื้อนิตยสารขวัญเรือนเข้าบ้าน ผมจะรีบเปิดไปอ่านนิทานที่อยู่ท้ายเล่มทันที เหมือนมันเป็น “ของขวัญสุดพิเศษสำหรับเด็ก” ที่ต้องรอนานถึง 15 วันกว่าจะได้อ่านสักครั้ง

ผมสารภาพตรง ๆ ว่า ทุกวันนี้จำเนื้อเรื่องนิทานที่อ่านตอนเด็กไม่ได้เลยสักเรื่อง แต่ผมจำความรู้สึกได้ มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นขวัญเรือนฉบับใหม่มาวางอยู่ในบ้าน แล้วเรารีบคว้านิตยสารไปนั่งเปิดอ่านนิทานในนั้น

ตอนที่ผมเรียนจบปริญญาตรีและเริ่มสนใจงานด้านเด็กอย่างจริงจัง ผมเคยคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งตัวเองได้แต่งนิทานลงขวัญเรือนก็คงดีนะ แต่ตอนนั้นมันเป็นเพียงความฝัน เพราะสำหรับผม ขวัญเรือนคือนิตยสารอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย การจะได้เขียนนิทานลงในนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม

แต่แล้วจู่ ๆ ในช่วงที่ผมเริ่มทำงานเป็นผู้สอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กประถม (และเป็นผู้จัดการ) ในบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งซื้อแฟรนไชส์หลักสูตรจากแคนาดามาใช้สอนเด็ก ผมกลับได้รับการชักชวนจากนิตยสารขวัญเรือน ให้เป็นนักเขียนนิทานที่ต้องส่งต้นฉบับทุก ๆ 15 วัน

โอกาสครั้งนั้นเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันมาก แม้ผมจะกังวลว่าตัวเองจะเขียนนิทานได้ไหม และยิ่งคิดว่าต้องส่งต้นฉบับทุก 15 วัน ทั้งที่งานประจำก็หนักมาก ผมก็ยิ่งไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะทำไหวหรือเปล่า

แต่เมื่อใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจรับงาน และเริ่มต้นการเป็นนักเขียนนิทานให้ขวัญเรือนในปี พ.ศ. 2542

การเป็นนักเขียนนิทานให้ขวัญเรือน เป็นเรื่องที่ทำให้ผมกังวลมาก เพราะขวัญเรือนเต็มไปด้วยผลงานของนักเขียนชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ขณะที่ตัวผมเองเป็นคนถนัด “พูด” มากกว่า “เขียน”

แม้จะเรียนจบจากคณะวารสารศาสตร์ฯ ธรรมศาสตร์ แต่สิ่งที่เราเรียนกันส่วนใหญ่คือการเขียนบทด้วยภาษาพูด ไม่ใช่ภาษาเขียนแบบงานวรรณกรรม ดังนั้น พอผมต้องมาเขียนในฐานะ “นักเขียนจริง ๆ” สิ่งที่กังวลจึงไม่ใช่แค่การคิดนิทานเรื่องใหม่ ๆ เท่านั้น แต่คือการเขียนออกมาให้เป็นภาษาเขียนที่ถูกต้องด้วย

เมื่อเริ่มรับงาน ผมก็เข้าสู่วงจรของ “หนุ่มรายปักษ์” ทันที คือใช้เวลาทั้ง 15 วันคิดและเขียนนิทานเรื่องใหม่ เพื่อให้นิตยสารสามารถปิดเล่มและตีพิมพ์ได้ทันเวลา

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ในช่วง 10 ปีแรก ผมใช้เวลาเกือบทั้ง 15 วันไปกับนิทานแต่ละเรื่อง ทั้งที่นิทานยาวเพียงประมาณ 2 หน้ากระดาษ A4 เท่านั้น

ผมพยายามใช้แทบทุกนาทีที่มีอยู่กับการคิดนิทานและเขียนมันออกมาให้ดีที่สุด เหมือนผมต้องแบกนิทานติดตัวไปทุกที่…ทุกลมหายใจ

เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงนิทานเรื่องแรกที่เขียนให้ขวัญเรือน นิทานเรื่องนั้นมีชื่อว่า “แม่มดใจดี”

ผมจำได้ว่า ตอนเริ่มคิดนิทานเรื่องนี้ ผมเริ่มจากการอยากแต่งนิทานที่มี “แม่มด” เป็นตัวเอก

เมื่ออยากให้แม่มดเป็นตัวเอก ผมก็คิดต่อว่า แม่มดคนนี้น่าจะเป็น “คนดี” และถ้าเป็นแม่มดที่ดี เธอก็ควรแตกต่างจากภาพจำของแม่มดทั่วไป ที่มักแก่ น่ากลัว และใจร้าย

พอคิดได้แบบนี้ ตัวละคร “แม่มดใจดี” จึงค่อย ๆ ถือกำเนิดขึ้น เธอเป็นแม่มดสาวแสนสวย ใจดี และชอบใส่ชุดสีขาว

เมื่อได้ตัวละครหลักแล้ว ผมก็คิดต่อว่า แม่มดต้องอยู่คู่กับเวทมนตร์ แม่มดทั่วไปใช้เวทมนตร์ทำเรื่องชั่วร้าย แล้วแม่มดใจดีควรใช้เวทมนตร์ทำอะไรดีนะ?

แน่นอนว่า ถ้าแม่มดใจร้ายใช้เวทมนตร์ทำร้ายคน แม่มดใจดีก็ควรใช้เวทมนตร์ช่วยเหลือคน

แต่แค่นั้นยังไม่พอ เพราะสิ่งที่แม่มดทำควรเป็นสิ่งที่เด็กอ่านแล้วรู้สึกสนุกด้วย

ผมคิดไปคิดมา จนมาลงตัวที่ “การทำขนม” เพราะขนมเป็นสิ่งที่เด็กส่วนใหญ่ชอบอยู่แล้ว

เมื่อเริ่มเห็นภาพตัวละครชัดขึ้น ขั้นต่อไปคือการคิดโครงเรื่อง

ผมเริ่มจากการวางให้แม่มดสาวแสนสวยคนนี้ เป็นแม่มดที่ชอบทำแต่สิ่งดี ๆ และชอบทำขนม

แต่เมื่อเธอแตกต่างจากแม่มดตนอื่น สิ่งที่ตามมาจึงน่าจะเป็นความอิจฉา การนินทา หรือการถูกมองว่าแปลกแยก

ผมจึงคิดต่อว่า แม่มดใจดีควรตอบสนองต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร เธอควรปะทะกลับ หรือควรทำในสิ่งที่ตัวเองรักต่อไปโดยไม่สนใจคำพูดของคนอื่น

สุดท้าย ผมเลือกให้แม่มดยังคงทำขนมต่อไป โดยไม่สนใจคำว่าร้ายของแม่มดตนอื่น และผมก็เลือกให้ขนมของเธอน่ากินมาก จนแม่มดที่เคยนินทาอยากกินขนมจนตัวสั่น

เมื่อแต่งมาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มมองเห็นว่า ถ้าเราให้แม่มดใจดีตั้งเงื่อนไขว่า “ใครอยากชิมขนม ต้องทำความดีมาแลก” และเมื่อเหล่าแม่มดใจร้ายได้ลองทำความดี พวกเธอก็ค้นพบความสุขบางอย่างขึ้นมา

ตรงนี้เอง ที่ผมเริ่มเห็นแก่นเรื่องของนิทาน “การทำความดี ทำให้เกิดความสุข” ว้าว…มันเป็นแก่นเรื่องธรรมดา ๆ แต่ผมรู้สึกว่ามันดีมากเลยนะ

เมื่อเห็นภาพรวมของนิทานชัดขึ้น ผมจึงเริ่มเติมรายละเอียดเพื่อให้เด็ก ๆ สนุกมากขึ้น โดยเฉพาะการตั้งชื่อขนมแปลก ๆ ที่ฟังแล้วทั้งขำและชวนสงสัย

วิธีนี้เป็นสิ่งที่ผมเคยสัมผัสจากงานของโรอัลด์ ดาห์ล เขามักสร้างคำประหลาด ๆ ที่อ่านแล้วไม่เข้าใจทั้งหมด แต่รู้สึกสนุก เช่น scrumdiddlyumptious หรือ whizzpopping

แต่ในการแต่งนิทานของผม ผมไม่ได้เปิดหนังสือของเขาเพื่อลอกเลียนอะไรนะครับ ผมเพียงได้รับแรงบันดาลใจจาก “ความรู้สึกสนุกของภาษา” แล้วนำมาคิดต่อในแบบของตัวเอง โดยเลือกตั้งชื่อขนมหรืออาหารให้เกี่ยวกับผีหรือเรื่องสยองขวัญแทน

เมื่อคิดโครงเรื่องได้แล้ว สิ่งที่ยากที่สุดกลับไม่ใช่การคิดนิทาน แต่คือ “การเขียน”

ในเวลานั้น ผมไม่มั่นใจเลยว่าสิ่งที่ตัวเองเขียนถูกต้องตามหลักภาษาหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจว่า สิ่งที่คิดอยู่ในหัวควรถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน รูปประโยคที่ผมมีในหัวก็ยังจำกัดมาก

ผมจึงค่อย ๆ เขียนนิทานทีละคำ ทีละประโยค พยายามทำให้มันเป็นภาษาเขียนที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้

ผมอยากให้ทุกคนลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราต้องเขียนงานลงในนิตยสารที่เต็มไปด้วยนักเขียนระดับประเทศ นักเขียนชั้นครู และนักเขียนอาชีพ ทั้งที่ตัวเราเองยังเป็นเพียง “มือใหม่หัดเขียน” เราจะรู้สึกเกร็งขนาดไหน

และนั่นก็คือสิ่งที่ผมรู้สึกอยู่ตลอดเวลา

ผมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้นานหลายปี ความอ่อนหัดของตัวเอง ทำให้ผมพยายามเขียนนิทานทุกเรื่องอย่างสุดชีวิต ก่อนจะยอมส่งต้นฉบับให้ขวัญเรือน ผมจะแก้แล้วแก้อีก แก้จนถึงวันสุดท้าย เรียกได้ว่า ผมทุ่มเต็มที่กับนิทานทุกเรื่องจริง ๆ

และในช่วง 10 ปีแรกของการเขียนนิทาน ผมไม่เคยกล้าเรียกตัวเองว่า “นักเขียน” เลย เพราะผมรู้ดีว่า ตัวเองยังไม่เก่งพอสำหรับคำนั้น

นี่คือเรื่องราวเท่าที่ผมนึกได้ เกี่ยวกับนิทานเรื่องแรกที่ผมเขียนลงในนิตยสารขวัญเรือน รวมถึงความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น

ตอนนั้น ผมเองก็ไม่มั่นใจว่า นิทานที่เขียนจะถูกใจกองบรรณาธิการหรือเปล่า และไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะได้เขียนต่ออีกกี่ฉบับ สิ่งเดียวที่ผมทำได้ในวันนั้น คือ “ทำให้ดีที่สุด”

และนี่คือผลงานเรื่องแรกของนักเขียนนิทานมือใหม่คนนั้น

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานสอนใจ

บทเรียนของลิงขาว : นิทานสอนใจอ่านสนุกก่อนนอน

นิทานเรื่อง “บทเรียนของลิงขาว” เป็นนิทานสอนใจอ่านสนุกก่อนนอน ที่เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ด้วยเนื้อหาที่เข้าใจง่ายแต่แฝงข้อคิดลึกซึ้งเกี่ยวกับนิสัยของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความเย่อหยิ่ง การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น และการมองข้ามคุณค่าของสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว เรื่องเล่าผ่านตัวละคร “ลิงขาว” ที่มีความโดดเด่นเหนือใคร จึงทำให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับตัวเองได้ตั้งแต่ต้นว่า ความเก่งหรือความเหนือกว่านั้นเพียงพอจริงหรือไม่ในการใช้ชีวิต

ตลอดเรื่อง ผู้อ่านจะได้ติดตามการเดินทางของลิงขาวในป่าลึก ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ชวนให้นึกภาพตาม ทั้งบรรยากาศของธรรมชาติ การเลือกตัดสินใจในแต่ละช่วงเวลา และการเผชิญหน้ากับ “คู่เปรียบเทียบ” อย่างลิงดำ นิทานเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าสำหรับความเพลิดเพลิน แต่ยังสะท้อนแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การวางแผน และการรู้จักคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน

“บทเรียนของลิงขาว” จึงเป็นนิทานที่เหมาะสำหรับการอ่านก่อนนอน เพื่อช่วยปลูกฝังแนวคิดเรื่องความถ่อมตน การไม่ดูถูกผู้อื่น และการพัฒนาตนเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยสำนวนเรียบง่าย อ่านลื่นไหล และให้ข้อคิดที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทำให้นิทานเรื่องนี้ยังคงน่าจดจำและมีคุณค่าในทุกช่วงวัย

นานมาแล้ว มีลิงขาวตัวหนึ่งเป็นลิงที่มีนิสัยเย่อหยิ่งคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ ด้วยความที่เจ้าลิงขาวมีรูปร่างหน้าตาดีกว่าลิงทั่วไป แถมยังปีนต้นไม้ได้ว่องไวเป็นพิเศษ มันจึงเชื่อมั่นว่าตัวของมันเก่งกาจเกินกว่าที่ลิงตัวอื่น ๆ จะเทียบเทียมได้

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าลิงขาวเกิดไปตกหลุมรักลิงสาวแสนสวยเข้า เมื่อถึงวันเกิดของลิงสาว เจ้าลิงขาวจึงคิดอยากมอบของขวัญให้นางในดวงใจของมัน ดังนั้น มันจึงเดินทางเข้าไปในป่าลึกเพื่อหาผลไม้ที่เลอเลิศที่สุดมามอบให้แก่ยอดหญิงที่มันรัก

ในขณะที่ลิงขาวเดินทางเข้าไปในป่า เจ้าลิงขาวพบว่ามีลิงดำตัวหนึ่งกำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังป่าลึกเช่นเดียวกับมัน ลิงขาวเชื่อว่าลิงดำคงตั้งใจไปเก็บผลไม้มาให้ลิงสาวแน่ ๆ

มันจึงพูดจาดูถูกลิงดำว่าไม่รู้จักเจียมตัว เพราะนอกจากลิงดำจะมีหน้าตาหล่อสู้มันไม่ได้แล้ว ความสามารถของลิงดำก็ไม่อาจเทียบกับมันได้อีก ว่าแล้วเจ้าลิงขาวก็รีบเผ่นโผนโจนทะยานเข้าไปในป่าเพื่อแย่งชิงผลไม้ที่ดีที่สุดก่อนที่คู่แข่งของมันจะไปถึง

ระหว่างทาง ลิงขาวพบผลไม้มากมาย ทั้งมะม่วง มะละกอ กล้วย ส้ม น้อยหน่า มังคุดละมุด ลำไย มะเฟือง มะไฟ ฯลฯ แต่เมื่อมันตั้งท่าจะเก็บผลไม้เหล่านั้น มันก็คิดว่าผลไม้ที่มัน เห็นดูเล็กเกินไปบ้าง แก่เกินไปบ้าง หรือมีข้อเสียอื่น ๆ ที่อาจด้อยกว่าผลไม้ของเจ้าลิงดำคู่แข่ง เมื่อลิงขาวเชื่อว่าผลไม้ที่มันพบไม่ใช่ผลไม้ที่ดีที่สุด มันจึงไม่ยอมเก็บผลไม้เหล่านั้น แต่มันกลับดั้นด้นเดินทางต่อเพราะหวังว่าในป่าลึกเบื้องหน้าอาจจะมีผลไม้ที่สมบูรณ์แบบรอมันอยู่

ฝ่ายเจ้าลิงดำที่เดินทางตามมาทีหลัง เนื่องจากมันวางแผนเกี่ยวกับสิ่งที่มันต้องทำในวันนี้มาเป็นอย่างดีแล้ว เมื่อมันพบผลไม้ที่พอใช้ได้ (ซึ่งก็คือผลไม้ที่เจ้าลิงขาวไม่ยอมเก็บไปนั่นเอง) มันก็จัดการเก็บผลไม้เหล่านั้นใส่ตะกร้าแล้วนำกลับบ้านไปโดยไม่นึกรังเกียจ

ส่วนเจ้าลิงขาวที่เดินทางลึกเข้าไปในป่านั้น มันพยายามหาผลไม้ที่ดีที่สุดผลแล้วผลเล่าแต่ด้วยใจที่มัวกังวลว่าจะแพ้เจ้าลิงดำ ลิงขาวจึงหาข้อติผลไม้ที่มันพบได้ทุกผล จวบจนเมื่อดวงตะวันคล้อยต่ำและเมฆฝนเริ่มตั้งเค้า เจ้าลิงขาวจึงจำใจต้องเก็บผลไม้ใกล้มือใส่ตะกร้า แล้วรีบนำผลไม้ทั้งหมดกลับมาหาลิงสาวก่อนที่จะมืดค่ำจนมองทางไม่เห็น

เมื่อลิงขาวมาถึงบ้านของยอดหญิงมิ่งขวัญ มันพบว่าลิงดำได้นำเอาผลไม้มาให้ลิงสาวดังที่มันคิด แต่นอกจากผลไม้สดที่เจ้าลิงดำเก็บมาฝากลิงสาวแล้ว ลิงดำยังมีเวลาพอในการดัดแปลงผลไม้เป็นไอศกรีมแสนอร่อย, ทำน้ำผลไม้ที่มีประโยชน์, เก็บดอกไม้สวย ๆ จากข้างทางและเหลือเวลาอาบน้ำจนเนื้อตัวหอมฟุ้งอีกด้วย

เจ้าลิงขาวรู้สึกตัวแล้วว่ามันไม่ได้เลิศเลอกว่าลิงตัวอื่น ๆ อย่างที่มันคิด เพราะแม้มันจะหน้าตาดีและมีความว่องไวในการปีนป่ายต้นไม้ แต่ในแง่ของความฉลาดโดยเฉพาะเรื่องการจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จในเวลาที่มีอยู่ มันคงไม่อาจเทียบกับลิงดำที่มันเคยพูดจาดูถูกดูหมิ่นได้

จริงๆ แล้ว ลิงทุกตัวหรือคนทุกคนต่างมีข้อดีที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การเปรียบเทียบและหลงคิดว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น รวมทั้งการพูดจาดูถูกดูหมิ่นผู้อื่นจึงไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก

เจ้าลิงขาวเสียใจที่เห็นลิงดำได้กินของอร่อย ๆ กับลิงสาวแสนสวยอย่างมีความสุข แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ดีใจที่มันได้บทเรียนครั้งสำคัญซึ่งน่าจะช่วยให้มันตาสว่างและได้ข้อคิดในการปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น

หลังจากที่เจ้าลิงขาวได้รับบทเรียนในครั้งนั้น มันก็ค่อย ๆ ปรับปรุงตัวทีละน้อย ๆ จนในที่สุด มันก็เลิกนิสัยไม่ดีต่าง ๆ ได้สำเร็จ ซึ่งทำให้มันกลายเป็นที่รักของเพื่อนลิงทั้งหลาย และกลายเป็นขวัญใจของสาว ๆ ชาวลิงโดยถ้วนหน้า

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

ถุงเก็บแดด : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจสำหรับทุกครอบครัว

นิทานเรื่อง ถุงเก็บแดด เป็นหนึ่งในนิทานที่ผม นำบุญ นามเป็นบุญ มักนำมาเล่าให้ทุกคนได้อ่านกันในช่วงฤดูหนาว เพราะมันเป็นนิทานที่ผมแต่งเองและรักมาก ทั้งในแง่ของเรื่องราว อารมณ์ความรู้สึก และที่มาของแรงบันดาลใจ นิทานเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นนิทานก่อนนอนที่อบอุ่นหัวใจ แต่ยังสะท้อนคุณค่าของความรักในครอบครัวและความหมายของแสงแดดที่ช่วยให้เรามีความหวังท่ามกลางความหนาวเหน็บ

ตอนที่ผมแต่งนิทานเรื่องนี้ ผมจำได้ว่าเป็นช่วงที่อยากเขียนนิทานเกี่ยวกับความรักของพ่อ แต่ในตอนแรกสมองกลับว่างเปล่า ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน จนกระทั่งผมอยากท้าทายตัวเองด้วยการสร้างฉากในดินแดนที่หนาวเย็นมาก ๆ ผมใช้ประสบการณ์ที่เคยไปอยู่ประเทศสวีเดน 1 ปี ซึ่งความหนาวที่นั่นรุนแรงจนพื้นรองเท้าหลุด และกลางวันสั้นเสียจนแสงแดดยามเช้ากลายเป็นสิ่งล้ำค่า ความทรงจำเหล่านี้ทำให้ผมคิดเล่น ๆ ว่า หากมี “ถุง” ที่สามารถ “เก็บแดด” ได้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ภาพชายผู้แบกถุงยักษ์ที่เต็มไปด้วยแสงแดดอุ่น ๆ จึงเกิดขึ้นในหัว และกลายเป็นนิทานแฟนตาซีที่อบอุ่นท่ามกลางฉากหนาวเหน็บ

แม้ผมจะชอบนิทานเรื่องนี้มาก และเคยเผยแพร่ในเว็บไซต์และเพจหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงหรือให้เสียงตอบรับมากนัก ผมจึงลองทำภาพปกและภาพประกอบใหม่ เพื่อให้คนที่ยังไม่เคยอ่านได้ลองเข้ามาสัมผัสนิทานเรื่อง ถุงเก็บแดด ที่อาจช่วยให้ทุกคนรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นอีกนิดในวันที่หนาวเหน็บ และหวังว่าจะเป็นนิทานก่อนนอนที่มอบความสุข ความรัก และความหวังให้กับทุกครอบครัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ท่ามกลางดินแดนหิมะที่หนาวเหน็บ

โยฮัน แคทย่า และเจ้าหนูเอคินเป็นพ่อแม่ลูกชาวน้ำแข็งที่อาศัยอยู่ในบ้านน้ำแข็งหลังเล็ก ๆ หลังนั้น แม้ว่าผู้คนชาวน้ำแข็งจะคุ้นเคยกับความโหดร้ายของอากาศหนาวในแถบขั้วโลกเป็นอย่างดี แต่สำหรับปีนี้ ทั้งกองไฟกองเล็ก ๆ ที่ให้ความอบอุ่นอยู่ภายในบ้าน เสื้อกันหนาวหนาหนักที่พวกเขากำลังสวมใส่กันอยู่ หรือแม้แต่ผ้าคลุมขนสัตว์ที่พวกเขาใช้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ไม่อาจต้านทานความหนาวติดลบของอากาศภายนอกบ้านเอาไว้ได้

พายุหิมะที่พัดกระหน่ำทั้งกลางวันกลางคืน ทำให้โยฮันซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวบอกภรรยาและลูกชายว่า เขาคงจะต้องออกไปนำเอาความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ที่สองสว่างอยู่ในดินแดนทางตอนใต้ มาใช้ต่อสู้กับความหนาวที่เย้นยะเยือกจากพายุหิมะในครั้งนี้ โยฮันขอให้แคทย่าช่วยเย็บถุงเก็บแดดจากหนังของแมวน้ำที่พวกเขาสะสมกันอาไว้ และเขาบอกกับเจ้าหนูเอคินที่นั่งตาแดงด้วยความเป็นห่วงพ่อว่า เขาจะกลับมาอย่างปลอดภัยพร้อมกับแสงแดดและความอบอุ่น

วันรุ่งขึ้น โยฮันหยิบกิ่งไม้ที่ผูกติดกับถุงเก็บแดดขึ้นพาดบ่า แล้วเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังดินแดนทางตอนใต้ตังแต่เช้าตรู่ แม้พายุหิมะในขณะนั้นจะสงบนิ่ง แต่เพียงก้าวแรกที่โยฮันย่ำย่างออกจากบ้าน สายลมหนาวบาง ๆ ก็พัดเอาความหนาวเย็นมาปะทะกับตัวเขาจนเขารู้สึกปวดชาไปทั้งตัว โยฮันกัดฟันทนและยึดเอาความรักที่เขามีต่อลูกและภรรยาเป็นพลังในการต่อสู้กับความหนาวเย็นที่อยู่เบื้องหน้า

โยฮันก้าวย่างทีละก้าวด้วยความระมัดระวัง ความลื่นของพื้นหิมะที่เย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง อาจทำให้เขาหกล้มจนเกิดอันตรายได้ตลอดเวลา โยฮันพยายามควบคุมสติของตัวเอง และค่อย ๆ ย่ำเท้าไปอย่างช้า ๆ ทีละก้าว เขาเดินทางโดยไม่มีการหยุดพัก ข้ามเนินเขาหิมะไปทีละลูก และเมื่อเขาเดินทางมาถึงกลางหุบเขาลูกสุดท้าย ปุยหิมะก็ค่อย ๆ โปรยปรายลงมาจากฟ้าแลดูคล้ายกับขนนกบางเบาที่ปลิดปลิวลงมาพร้อมกับความหนาวเย็น

ทันใดนั้นเอง สายลมวูบใหญ่ก็พัดเข้ามาปะทะกับร่างของโยฮันจนเขารู้สึกปวดไปถึงขั้วกระดูก มันป็นความหนาวเหน็บที่เสียดแทงไปทุกรูขุมขน โยฮันรู้ในทันทีว่า นี่ไม่ใช่ความหนาวเย็นของสายลมหนาวธรรมดา ๆ แต่มันเป็นความเย็นยะเยือกที่มาพร้อมกับปิศาจในตำนานที่ชาวน้ำแข็งทุกคนรู้จักกันดี และก่อนทีโยฮันจะทันตั้งตัว ราชินีหิมะก็ปรากฏกายขึ้น

โยฮันรู้สึกว่าเลือดในตัวของเขากำลังจะกลายเป็นน้ำแข็ง ความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของราชินีหิมะทำให้ร่างกายทุก ๆ ส่วนของโยฮันสั่นสะท้านจนเกินกว่าที่จะควบคุมเอาไว้ได้ โยฮันนึกถึงเจ้าหนูเอคินที่กำลังตั้งตารอเขาอยู่ด้วยความหวัง ดังนั้น โยฮันจึงรวบรวมพลังครั้งสุดท้ายและพูดกับราชินีหิมะอย่างหนักแน่นด้วยแววตาของคนที่เป็นพ่อว่า เขาจะตายไม่ได้!

ราชินีหิมะรู้สึกพิศวงต่อความมุ่งมั่นในการมีชีวิตอยู่ของชายผู้เป็นพ่อ เมื่อเธอทราบว่า โยฮันกำลังจะเดินทางไปยังดินแดนทางตอนใต้เพื่อเก็บแดดกลับมาฝากลูกชายตัวน้อย นางจึงขอให้โยฮันปันแสงแดดส่วนหนึ่งที่เก็บมาได้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการไว้ชีวิตในครั้งนี้ โยฮันสัญญาว่าเขาจะกลับมาพร้อมกับแสงแดดเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการมีชีวิตอยู่ และแล้ว ร่างของราชินีหิมะก็ค่อย ๆ เลือนหายไป

โยฮันทรุดตัวลงนั่งด้วยความเหนื่อยอ่อน เพียงข้ามหุบเขานี้ไป เขาก็จะเดินทางไปถึงสุดเขตดินแดนน้ำแข็งซึ่งติดต่อกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ โยฮันพยายามที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อที่จะเดินทางต่อไป แต่ด้วยความอ่อนล้าของร่างกายและความหนาวเย็นของอากาศ ร่างกายของโยฮันจึงถึงขีดสุด เขาไม่อาจที่จะเดินทางต่อไปได้อีกแล้ว

โชคดีที่ในหุบเขาแห่งนั้นเป็นที่พำนักของหมีขั้วโลกพ่อแม่ลูก พ่อหมีเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ตอนที่โยฮันประกาศว่าเขาจะตายไม่ได้ ด้วยหัวอกของผู้ที่เป็นพ่อเหมือน ๆ กัน พ่อหมีจึงออกมาจากที่จำศีล และรับอาสาพาโยฮันไปส่งที่สุดเขตของดินแดนน้ำแข็ง โดยพ่อหมีมีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือมันอยากขอปันแสงแดดสักส่วนหนึ่ง เพื่อให้ลูกของมันได้ใช้คลายหนาวลงไปบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า โยฮันยินดีที่จะทำเช่นนั้น

เมื่อโยฮันขี่หลังพ่อหมีมาถึงสุดเขตของดินแดนน้ำแข็ง อุปสรรคอย่างสุดท้ายที่โยฮันต้องฝ่าฟันไปให้ได้ก็คือการเดินทางข้ามมหาสมุทรไปยังดินแดนทางตอนใต้ พ่อหมีช่วยโยฮันคิดหาวิธีข้ามฝั่ง โดยมันบอกให้โยฮันขึ้นไปนั่งบนก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ลอยอยู่ใกล้ ๆ กับชายฝั่ง จากนั้น มันก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อนกเพนกวินทั้งหลายฟัง และขอร้องให้พ่อนกเหล่านั้นช่วยกันว่ายน้ำและผลักก้อนน้ำแข็งไปยังดินแดนทางตอนใต้ แน่นอน…ข้อแม้เพียงอย่างเดียวที่พ่อนกทั้งหลายต้องการก็คือ พวกมันอยากให้โยฮันปันแสงแดดที่เก็บมาได้ให้กับลูก ๆ ของพวกมันบ้าง และโยฮันก็รับปากที่จะทำเช่นนั้น

โยฮันเดินทางไปพร้อมกับก้อนน้ำแข็งจนถึงดินแดนแห่งแสงแดดในเช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ดวงอาทิตย์โผล่พ้นจากขอบฟ้า ความอบอุ่นก็ค่อย ๆ ทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าของโยฮันมีพลังเพิ่มขึ้นทีละน้อย โยฮันเริ่มต้นเก็บแสงแดดใส่เข้าไปในถุงหนังแมวน้ำ โดยเลือกเฉพาะแสงแดดที่อุ่นสบายเท่านั้น และเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าในตอนเย็น ถุงเก็บแดดของโยฮันก็อัดแน่นไปด้วยแสงแดดอุ่น ๆ จนถุงมีขนาดพอ ๆ กับลูกบัลลูนเลยทีเดียว

เช้าวันรุ่งขึ้น โยฮันเดินทางกลับมาถึงดินแดนน้ำแข็งอีกครั้ง ลูกนกเพนกวินส่งเสียงร้องกิ๊บกั๊บเมื่อโยฮันนำแสงแดดอุ่น ๆ มาฝากพวกมัน ส่วนครอบครัวหมีก็พากันออกมาจากที่จำศีล เพื่ออาบแสงอาทิตย์อันอบอุ่นที่โยฮันตั้งใจนำมาฝาก สำหรับราชินีหิมะก็ได้แต่ยืนหลับตาพริ้มด้วยความอุ่นสบายเมื่อแสงแดดจากดินแดนทางตอนใต้สัมผัสผิวกายที่ไร้สีเลือดของตัวนาง เมื่อโยฮันทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับทุก ๆ คนแล้ว เขาก็ขอตัวและรีบนำถุงเก็บแดดมุ่งหน้ากลับสู่บ้านของเขาทันที

เจ้าหนูเอคินเฝ้านับวันคืนให้พ่อกลับมาด้วยความเป็นห่วง ทันทีที่เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของพ่อก้าวเข้ามาใกล้ น้ำตาของลูกผู้ชายชาวน้ำแข็งก็ค่อยๆ เอ่อล้นลงมาที่แก้มสีแดงระเรื่อ เจ้าหนูเอคินโผเข้ากอดพ่อทันที่ที่พ่อก้าวพ้นประตูบ้านเข้ามา ส่วนแคทย่าเองก็ดีใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก โยฮันจูงมือเจ้าหนูเอคินตรงเข้าไปหาแม่ แล้วพ่อแม่ลูกชาวน้ำแข็งก็สวมกอดกันด้วยความรัก

แม้ภายนอกบ้านจะยังคงหนาวเหน็บด้วยเกล็ดหิมะ แต่ภายในบ้านหลังเล็ก ๆ หลังนี้กลับอุ่นสบายไปด้วยแสงแดดและไอรักที่ทุก ๆ คนมีให้แก่กัน และแล้ว….นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

ครอบครัวชาวน้ำแข็ง—พ่อแม่ลูก—นั่งกอดกันข้างกองไฟเล็ก ๆ ภายในบ้านน้ำแข็งท่ามกลางพายุหิมะ สื่อถึงความรัก ความอบอุ่น และการปกป้องกันในวันที่หนาวเหน็บ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานก่อนนอนสั้น ๆ, นิทานนำบุญ

ก้าวก้าวก้าว

นิทานเรื่อง “ก้าวก้าวก้าว” เป็นนิทานแนว “การเดินทางผจญภัย” ที่เล่าถึงการออกเดินทางของเด็กชายตัวน้อยผู้มีหัวใจกล้าหาญ เพื่อไปตามหาสิ่งสำคัญบางอย่างมาช่วยเหลือคนที่เขารักที่สุดในชีวิต นิทานแนวนี้มักมีโครงเรื่องคล้ายกัน คือการฝ่าฟันอุปสรรค บุกตะลุยผ่านด่านต่าง ๆ จนสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ แต่ “ก้าวก้าวก้าว” เป็นนิทานที่ต่างออกไป… ต่างอย่างไรนั้น คงต้องลองอ่านดู

นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นเพื่อลงในนิตยสาร “ขวัญเรือน” ฉบับที่ 999 ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) จึงตั้งใจใช้เลข 999 เป็นโจทย์ในการคิดนิทาน จนสุดท้ายมาลงตัวที่คำว่า “ก้าวก้าวก้าว” ซึ่งมีเสียงคล้ายกับ “เก้าเก้าเก้า” (999)

จุดหนึ่งที่อยากชวนให้ผู้อ่านสังเกต คือ “เทคนิคการคลี่คลายเรื่องในช่วงท้าย ๆ ของนิทาน” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์บางอย่างของนิทานนำบุญที่ต่างจากนิทานแนวเดียวกันของที่อื่น หวังว่าทุกคนจะมีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่อง “ก้าวก้าวก้าว” นะครับ

“มรรค” เป็นเด็กผู้ชายตัวน้อยที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อคุณแม่ที่เขารัก 

วันหนึ่ง ในช่วงที่คุณพ่อต้องเข้าไปทำงานในเมืองติดต่อกันนานหลายเดือน  คุณแม่ของมรรคเกิดล้มป่วย ซึ่งสิ่งที่จะใช้ปรุงยารักษาคุณแม่ได้มีเพียง “ผลไม้ดวงดาว” เท่านั้น

ผลไม้ดวงดาวเป็นผลไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าลึก ต้องเดินขึ้นภูเขา, เผชิญหน้ากับสัตว์ป่า และอาจต้องพบกับภูตผู้พิทักษ์ที่คอยปกป้องผลไม้ดวงดาวไม่ให้ผู้คนแอบมาเก็บเอาไปขาย

มรรคอยากให้คุณแม่หายป่วย เขาจึงรวบรวมความกล้า แล้วตัดสินใจเดินทางเข้าป่าโดยบอกกับตัวเองว่า “ถึงจะลำบากแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว…ก้าว”

เมื่อมรรคเริ่มเดินทางเข้าป่าไปได้ไม่นาน  หนทางในป่าก็ค่อย ๆ ลาดชันขึ้น ๆ  ยิ่งนานเด็กน้อยก็ยิ่งอ่อนล้า แต่เมื่อมรรคคิดถึงแม่ เขาจึงกัดฟันสู้แล้วบอกกับตัวเองว่า “ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว….ก้าว”

มรรคเดินทางขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ จนเข้าเขตป่าที่ทั้งมืดและวังเวง มรรคกลัวสัตว์ร้ายและภูตผีปิศาจ แต่เมื่อมรรคคิดถึงแม่ เขาจึงกัดฟันสู้แล้วบอกกับตัวเองว่า “ถึงจะกลัวแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว….ก้าว”

มรรคก้าวต่อไปเรื่อย ๆ จนมองเห็นต้นไม้ใหญ่ซึ่งน่าจะเป็นต้นของผลไม้ดวงดาว  เด็กน้อยรีบมุ่งหน้าไปยังต้นไม้ต้นนั้น แต่แล้วเขากลับพบว่าเส้นทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยไม้หนามที่ขึ้นกั้นขวางทำให้เขาเดินทางต่อไปไม่ได้

โชคดีที่มรรคเห็นถ้ำเล็ก ๆ ถ้ำหนึ่ง แม้ถ้ำจะดูลึกลับน่ากลัว แต่มรรคเชื่อว่ามันน่าจะมีทางทะลุไปยังต้นไม้ดวงดาวได้ เขาจึงเดินตรงไปที่ถ้ำแล้วบอกตัวเองว่า “ถึงจะเสี่ยงแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว….ก้าว”

หลังจากที่มรรคเดินเข้าไปในถ้ำได้สักพัก  เขาก็พบประตูหินและภูตผู้พิทักษ์ยืนขวางทางไม่ให้เขาไปต่อ  มรรครีบทำความเคารพภูตผู้พิทักษ์แล้วเล่าให้ภูตฟังว่า เขาตั้งใจมาเก็บผลไม้ดวงดาวไปรักษาแม่

ภูตผู้พิทักษ์ฟังคำของมรรคก็เห็นใจ เพราะการที่เด็กสักคนจะดั้นด้นเข้าป่าและขึ้นมายังภูเขาที่เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่การจะมอบผลไม้ดวงดาวให้เด็กน้อยในทันทีก็คงไม่เหมาะ  ภูตผู้พิทักษ์จึงให้มรรคเลือกเลข 3 ตัวเพื่อไขรหัสที่ประตูหิน ถ้ามรรคเลือกตัวเลขได้ถูกต้อง ประตูก็จะเปิดออก และเขาก็จะมีโอกาสเก็บผลไม้ดวงดาวได้ตามที่ปรารถนา แต่ถ้ามรรคเลือกเลขผิด เขาจะต้องออกจากถ้ำแล้วกลับบ้านในทันที

มรรคขอบคุณภูตผู้พิทักษ์ แล้วเริ่มคิดถึงตัวเลข 3 ตัวที่น่าจะเป็นไปได้ เขาใช้ความคิดอยู่นาน แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากเดาตัวเลขใด ๆ ออกมาเลย

โอกาสที่มีเพียงครั้งเดียว ถ้าเดาถูก คุณแม่ก็น่าจะหายป่วย แต่ถ้าเดาผิด เขาก็คงช่วยคุณแม่ให้หายป่วยไม่ได้  มรรคคิดกลับไปกลับมาจนเริ่มท้อ  แต่เมื่อมรรคคิดถึงแม่ เขาจึงกัดฟันสู้ แล้วพูดกับตัวเองเบา ๆ ว่า  “ถึงโอกาสจะน้อยแค่ไหน ยังไงก็ต้องก้าว…ก้าว….ก้าว”

ทันใดนั้นเอง ประตูหินก็เปิดออกทั้ง ๆ ที่มรรคยังไม่ได้เลือกตัวเลขใด ๆ เลย!

มรรคงงจนพูดอะไรไม่ถูก  ส่วนภูตผู้พิทักษ์ซึ่งเป็นผู้ดูแลการเปิดปิดประตูหินก็ส่งยิ้มให้มรรคพลางกล่าวแสดงความยินดีว่า  “ดีใจด้วยนะ เก้าเก้าเก้าคือรหัสในการเปิดประตูบานนี้  เจ้าจงไปเก็บผลไม้ดวงดาวแล้วนำไปรักษาแม่เถิด”

ภูตผู้พิทักษ์รีบดันหลังให้มรรคเดินผ่านประตูไปยังต้นไม้ แล้วให้เวลาเด็กน้อยเก็บผลไม้ดวงดาวอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้น ภูตผู้พิทักษ์ก็เสกให้มรรคเดินทางข้ามมิติมาปรากฏตัวที่ชายป่าโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินย้อนกลับทางเก่าอีก

มรรคไม่รู้เลยว่าภูตผู้พิทักษ์ฟังคำว่า “ก้าวก้าวก้าว” ที่เขาพูดออกมาแล้วเข้าใจผิดคิดว่าเป็นตัวเลข “เก้าเก้าเก้า” หรือภูตผู้พิทักษ์จงใจฟังผิดเพื่อหาทางช่วยเขาให้ได้ผลไม้ดวงดาวมารักษาคุณแม่ 

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม มรรคก็รู้สึกขอบคุณภูตผู้พิทักษ์และดีใจที่เขาเก็บผลไม้ดวงดาวมาได้สมดังที่ตั้งใจเอาไว้  หลังจากนั้น  มรรคก็รีบนำผลไม้ดวงดาวมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยการ “ก้าว…ก้าว…ก้าว”

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานก่อนนอนสั้น ๆ, นิทานนำบุญ

ครอบครัวนักปั้น : นิทานก่อนนอนสั้น ๆ ที่สอนให้รู้คุณค่าของความคิดสร้างสรรค์

นานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่งเป็นครอบครัวที่ชอบการปั้นดินมาก  ทุกวัน  คุณพ่อกับคุณแม่จะชวนลูก ๆ ทั้งสามคนไปขุดดินมาปั้น..ปั้น…แล้วก็ปั้นจนได้เป็นตุ๊กตาดินปั้นรูปสัตว์ต่าง ๆ ที่ดูน่ารักและเหมือนจริงอย่างน่าอัศจรรย์  เมื่อพวกนก, กระต่าย, กระรอกและกระแตได้เห็นตุ๊กตาดินปั้นที่สวยงามอย่างวิเศษ พวกมันจึงมักพากันมาล้อมวงดูครอบครัว ๆ นี้ปั้นดินเป็นผลงานน่ารัก ๆ อยู่เสมอ

ในขณะที่ครอบครัวนักปั้นพากันปั้นดินอย่างมีความสุข  ชาวบ้านต่างก็ซุบซิบและกล่าวหาว่าครอบครัวนี้เป็นพวกสติเฟื่องชอบทำแต่เรื่องไร้สาระ  แม้ทุกคนในครอบครัวนักปั้นจะได้ยินคำนินทาว่าร้าย  แต่พวกเขาก็ปล่อยให้มันลอยผ่านไป  เพราะพวกเขามีความสุขมากที่ได้ปั้น..ปั้น..แล้วก็ปั้น

อยู่มาวันหนึ่ง  ชาวบ้านได้ข่าวว่า มีโจรป่ากลุ่มหนึ่งออกปล้นและเผาหมู่บ้านต่าง ๆ จนผู้คนตื่นกลัวกันไปหมด  ชาวบ้านทั้งหลายจึงรีบซื้อหาอาวุธเตรียมไว้รับมือกับพวกโจรป่า

ฝ่ายครอบครัวนักปั้นนั้น แทนที่พวกเขาจะเตรียมการแบบเดียวกับชาวบ้านคนอื่น ๆ  พวกเขากลับช่วยกันคิดหาวิธีป้องกันตัวจากโจรป่าด้วยการขุดดินมาปั้น…ปั้น…แล้วก็ปั้น ตามแผนที่พวกเขาได้วางเอาไว้

กลางดึกของคืนวันหนึ่ง  โจรป่าก็พากันเข้ามาในหมู่บ้านตามที่ชาวบ้านหวั่นวิตก  พวกโจรบุกเข้าปล้นบ้านทีละหลังสองหลัง  ซ้ำยังเผาบ้านที่ขัดขืนอีก ชาวบ้านช่วยกันดับไฟอย่างจ้าละหวั่น ส่วนโจรก็บุกปล้นบ้านของชาวบ้านต่อไปไม่ยอมหยุด จนเมื่อพวกโจรมาถึงบ้านหลังสุดท้ายที่อยู่ตรงท้ายหมู่บ้าน พวกโจรก็ถึงกับผงะ เพราะที่บ้านหลังนี้ มีผู้คนตัวใหญ่นั่งผิงไฟกันอยู่มากถึง 20 คน ทุกคนมีขวานและมีดพร้าวางอยู่ข้าง ๆ ตัว หนำซ้ำ พวกเขายังมีสัตว์เลี้ยงคู่กายเป็นสิงโตและสัตว์ดุร้ายต่าง ๆ หมอบอยู่ข้าง ๆ อีกด้วย  พวกโจรตกใจและพากันล่าถอยกลับไปอย่างช้า ๆ  แต่ทันใดนั้นเอง คุณพ่อยอดนักปั้นก็ดัดเสียงให้ดูถมึงทึงที่สุด พร้อมกับตวาดออกไปดังลั่นว่า “นั่นใครบังอาจบุกรุกเข้ามาในบ้านของข้า”

ทันทีที่พวกโจรป่าได้ยินเสียง  พวกโจรก็รีบวิ่งหนีกันอย่างไม่คิดชีวิต  แต่อนิจจา…พวกโจรไม่รู้เลยว่า  บริเวณนั้นมีหลุมลึกที่ครอบครัวนักปั้นขุดเพื่อเอาดินมาใช้อยู่เต็มไปหมด  พวกโจรจึงตกหลุมจนสลบไปและถูกตำรวจตามมาจับตัวได้ในที่สุด

เช้าวันรุ่งขึ้น  แม้ชาวบ้านจะได้ทรัพย์สินคืนเกือบทั้งหมด แต่บ้านช่องที่ถูกเผานั้นก็เสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ เมื่อครอบครัวนักปั้นทราบเรื่อง พวกเขาจึงช่วยกันปั้นดินเป็นก้อนอิฐแล้วเริ่มต้นสร้างบ้านดินเพื่อให้ทุกคนมีที่อยู่อาศัย

เมื่อชาวบ้านเห็นการกระทำของครอบครัวนักปั้น  ชาวบ้านต่างก็สำนึกผิดที่กล่าวหาว่าครอบครัวนักปั้นเป็นพวกสติเฟื่องไร้สาระ เพราะนอกจากครอบครัวนักปั้นจะปั้นดินจนป้องกันตัวจากโจรป่าและจับโจรได้สำเร็จแล้ว พวกเขายังมีน้ำใจที่จะสร้างบ้านดินให้กับคนที่เคยดูถูกดูหมิ่นพวกเขาอีกด้วย ชาวบ้านซาบซึ้งในน้ำใจของครอบครัวนักปั้นมาก  ทุกคนพากันขอโทษในสิ่งที่ได้กระทำลงไป  จากนั้น พวกเขาก็ลงมือสร้างบ้านดินร่วมกัน จนกระทั่งชาวบ้านทุกครอบครัวกลับมามีบ้านเป็นของตัวเองอีกครั้ง

การดูถูกดูหมิ่นหรือว่าร้ายคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเอาเสียเลย เพราะสิ่งที่หลายคนมองว่าไร้สาระ บางครั้งมันก็สร้างประโยชน์ได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

นับจากนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่ครอบครัวนักปั้นออกไปนั่งปั้นดินเล่นกัน  นอกจากรอบตัวของพวกเขาจะมีนก, กระต่าย, กระรอกและกระแตมาล้อมวงดูพวกเขาปั้นดินแล้ว  ชาวบ้านทั้ง หลายยังพาลูกหลานมาหัดปั้นดินกับครอบครัวนักปั้นด้วย 

ในที่สุด เรื่องราวของครอบครัวนักปั้นกับชาวบ้านทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

ครอบครัวพ่อแม่ลูกกำลังปั้นตุ๊กตาดินรูปสัตว์อย่างมีความสุข
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานสอนใจ

เด็กน้อยกับปิศาจ : นิทานสอนใจเรื่องความรอบคอบ

นิทานเรื่องนี้เล่าถึง “เด็กน้อยผู้มีน้ำใจ” ที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางคำสอนของแม่ให้รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อเขาได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากใต้พื้นดิน เด็กน้อยไม่ลังเลที่จะเข้าไปช่วยทันทีโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา แต่สิ่งที่เขาช่วยกลับไม่ใช่คนตกทุกข์ได้ยาก หากแต่เป็น “ปิศาจร้าย” ที่ถูกขังไว้ในหม้อมนตรา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เด็กน้อยต้องเผชิญบทเรียนสำคัญของชีวิต ความใจดีที่ขาดความรอบคอบอาจกลายเป็นอันตรายต่อตัวเองและคนที่รักได้ เด็กน้อยต้องใช้ไหวพริบเอาตัวรอดจากปิศาจผู้เนรคุณ ด้วยความกล้า ความฉลาด และความรักที่มีต่อแม่ของเขา

นิทานเรื่อง “เด็กน้อยกับปิศาจ” ไม่ได้สอนเพียงเรื่องของความกล้าและความดีเท่านั้น แต่ยังสอนให้เด็กรู้จักใช้ “สติ” และ “การคิดไตร่ตรอง” ก่อนลงมือทำสิ่งใด เพื่อให้ความดีที่ทำกลายเป็นพลังแห่งปัญญา ไม่ใช่ความประมาทที่นำภัยมาสู่ตนเอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับแม่ผู้เป็นที่รักของเขา

อยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่เด็กน้อยสะพายย่ามออกไปเก็บผักและหาหน่อไม้ในป่าเพื่อนำมาให้แม่ทำกับข้าว จู่ ๆ เด็กน้อยก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากใต้พื้นดิน

เด็กน้อยนึกถึงคำที่แม่เคยสอนให้เขารู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เด็กน้อยจึงตัดสินใจขุดดินจนกระทั่งพบหม้อดินซึ่งมีปิศาจถูกขังอยู่ในนั้น

เมื่อเจ้าปิศาจรู้ว่าเด็กน้อยแสนซื่อเป็นคนขุดดินจนเจอหม้อมนตรา มันจึงแกล้งทำเสียงน่าสงสารแล้วร้องขอให้เด็กน้อยช่วยปล่อยมันออกไปจากหม้อ

เด็กน้อยฟังคำของเจ้าปิศาจก็นึกเห็นใจจนลืมคิดให้รอบคอบ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงหลงกลแกะผ้ายันต์ที่ปิดปากหม้อออก แล้วปล่อยให้เจ้าปิศาจร้ายได้เป็นอิสระ

เมื่อเจ้าปิศาจออกมาสู่โลกภายนอก มันก็ส่งเสียงหัวเราะดังลั่น หลังจากนั้น มันก็คว้าตัวเด็กน้อยเอาไว้ด้วยมืออันใหญ่ยักษ์ของมัน พร้อมกับอ้าปากกว้างทำท่าจะจับเด็กน้อยกินให้หายหิว

เด็กน้อยตกใจมากที่เห็นเจ้าปิศาจคิดเนรคุณ แต่เด็กน้อยก็ยังพอมีสติ เขาจึงรีบตะโกนบอกเจ้าปิศาจให้ใจเย็น ๆ แล้วขอร้องเจ้าปิศาจว่า “หากท่านคิดจะกินหนู อย่างน้อย…ในฐานะที่หนูช่วยท่านเอาไว้ หนูอยากขออนุญาตไปลาแม่และขอกินอาหารแสนอร่อยฝีมือแม่อีกสักครั้งจะได้ไหม”

เมื่อเด็กน้อยพูดถึงแม่และอาหารฝีมือแม่ เจ้าปิศาจซึ่งจากแม่มานานก็เห็นใจ มันจึงยอมปล่อยตัวเด็กน้อยเป็นการชั่วคราว โดยมันขอตามไปชิมอาหารที่แม่ของเด็กน้อยทำด้วย

เด็กน้อยโล่งใจที่เขารอดพ้นจากการถูกกินมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ในขณะเดียวกัน การพาปิศาจกลับบ้านก็เป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะมันอาจจับแม่ของเขากินเสียอีกคนหนึ่ง เด็กน้อยไม่อยากให้แม่ได้รับอันตราย เขาจึงคิดแผนจัดการกับเจ้าปิศาจด้วยการสืบหาจุดอ่อนของมัน

หลังจากที่เด็กน้อยพาเจ้าปิศาจเดินวนอยู่ในป่าและหลอกถามสลับกับเยินยอต่าง ๆ นานา ในที่สุด เด็กน้อยก็ได้รู้ว่าบุคคลที่เจ้าปิศาจกลัวจนหัวหดก็คือฤาษีจอมขมังเวทย์ผู้ซึ่งเป็นคนเนรมิตหม้อมนตราและจับเจ้าปิศาจขังเอาไว้นานนับร้อย ๆ ปี

แม้ตอนนี้เด็กน้อยจะไม่รู้ว่าท่านฤาษียังคงมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่เขาก็มีแผนดี ๆ ที่น่าจะทำให้เขาจัดการกับเจ้าปิศาจได้สำเร็จ

เมื่อเด็กน้อยคิดแผนการได้ เขาก็พาปิศาจเดินวนกลับไปยังจุดที่เขาขุดเจอหม้อมนตรา เด็กน้อยรอจังหวะที่เจ้าปิศาจเผลอแล้วจึงรีบทำตามแผนที่วางไว้ จากนั้น เด็กน้อยก็พาปิศาจเดินตรงไปยังชายป่าซึ่งเป็นเส้นทางสู่บ้านของเขา…ในช่วงที่แม่กำลังทำอาหารอยู่พอดี

กลิ่นหอมของอาหารฝีมือแม่ทำให้เจ้าปิศาจท้องร้องจ๊อก ๆ เมื่อเด็กน้อยเห็นเจ้าปิศาจหิวจนขาดสมาธิ เด็กน้อยจึงแกล้งบอกเจ้าปิศาจว่า “ท่านปิศาจจ๋า หนูเพิ่งนึกได้ว่าที่ปากทางก่อนออกจากป่า มีอาศรมของฤาษีตั้งอยู่ตรงนั้นด้วย บางทีอาจจะเป็นที่พักของฤาษีจอมขมังเวทย์ก็ได้ หนูว่าท่านน่าจะแปลงร่างให้เล็กลงแล้วเข้าไปซ่อนอยู่ในย่ามของหนูเสียก่อนนะ”

เจ้าปิศาจที่หิวจัดเห็นว่าการเข้าไปหลบอยู่ในย่ามของเด็กน้อยแสนซื่อไม่ใช่เรื่องเสียหาย มันจึงแปลงกายแล้วกระโจนเข้าไปในย่ามของเด็กน้อยอย่างไม่รอช้า

ทันทีที่เจ้าปิศาจกระโดดเข้าไปในย่าม เด็กน้อยก็รีบหยิบผ้ายันต์ที่เขาแอบซุกเอาไว้ออกมา แล้วจัดการนำมันปิดปากหม้อมนตราที่เขาซ่อนเอาไว้ในย่ามตามแผนที่วางไว้

เมื่อเด็กน้อยใช้ยันต์ของฤาษีจอมขมังเวทย์ปิดปากหม้อมนตราแล้ว เจ้าปิศาจจึงถูกขังอยู่ในหม้อใบนั้นดังเดิม

เจ้าปิศาจเพิ่งรู้ตัวว่ามันโดนเด็กน้อยหลอกให้หลงกลอย่างคาดไม่ถึง มันพยายามโอด-ครวญสุดชีวิต แต่คราวนี้เด็กน้อยไม่เชื่อคารมของมันอีกแล้ว มิหนำซ้ำ…เด็กน้อยยังเขียนข้อความเตือนไว้ไม่ให้ใครเผลอแกะผ้ายันต์ออกจากปากหม้ออีกเป็นอันขาด

เด็กน้อยดีใจเหลือเกินที่เขาสามารถจัดการกับเจ้าปิศาจได้สำเร็จ แม้การช่วยเหลือผู้อื่นจะเป็นสิ่งที่ดี แต่เด็กน้อยก็ได้เรียนรู้แล้วว่า เขาควรคิดให้รอบคอบและช่วยแต่คนที่ควรได้รับความช่วยเหลือจริง ๆ เท่านั้น

เด็กน้อยยิ้มและถอนหายใจเฮือกใหญ่ หลังจากนั้น เขาก็จัดการฝังหม้อมนตราให้พ้นหูพ้นตาของผู้คนทั้งหลาย

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความดีต้องมาพร้อมกับสติและการไตร่ตรองเสมอ
  • อย่าตัดสินใจช่วยใครเพียงเพราะคำพูดหรือความสงสารในชั่วขณะ
  • คนฉลาดคือคนที่เรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง
  • ความรักและความห่วงใยในครอบครัวเป็นพลังให้เราฝ่าฟันอันตรายได้
ภาพเด็กน้อยถือย่ามยืนมองหม้อดินที่มีปิศาจถูกขังอยู่ เป็นฉากในนิทานเรื่องเด็กน้อยกับปิศาจ
เด็กน้อยผู้มีน้ำใจเผชิญหน้ากับปิศาจร้ายจากหม้อมนตรา
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานสอนใจ

แผนลับปราบแผนร้าย : นิทานคุณธรรมเรื่องความร่วมมือและพลังแห่งศิลปะ

ในโลกของนิทาน พ่อมดมักเป็นตัวแทนของเล่ห์กลและอำนาจลึกลับที่สามารถพลิกให้สิ่งดีงามกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายได้ในพริบตา แต่ในขณะเดียวกัน พ่อมดก็เป็นภาพสะท้อนของ “ใจมนุษย์” ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้ หากมีแสงแห่งปัญญาและความงามคอยส่องนำทาง

“แผนลับปราบแผนร้าย” เป็นนิทานแนวศิลปะที่งดงามและลึกซึ้ง ถ่ายทอดเรื่องราวของความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อแข่งขันเอาชนะกัน แต่มีไว้เพื่อเชื่อมใจผู้คนให้เข้าใจซึ่งกันและกัน ผ่านพลังแห่งภาพวาดและหัวใจที่อ่อนโยนของศิลปิน

นิทานเรื่องนี้จะพาผู้อ่านไปสัมผัสกับเวทมนตร์อีกแบบหนึ่ง เวทมนตร์ที่ไม่ได้เกิดจากคาถาในตำรา แต่เกิดจาก “ความงาม” ที่ปลุกความดีในใจของทุกคนให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง

นานมาแล้ว มีพ่อมดเจ้าเล่ห์ตนหนึ่ง ปรารถนาที่จะปลูกฝังนิสัยชอบชิงดีชิงเด่นให้เกิดขึ้นในใจของมนุษย์  ด้วยเหตุนี้  พ่อมดจึงแปลงกายเป็นนักจัดการประกวด  แล้วเนรมิตสนามประลองฝีมือขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่ในการแข่งขันชิงชัยต่าง ๆ

พ่อมดเจ้าเล่ห์ยืนบนเวทีประกวดศิลปะในนิทานเรื่อง แผนลับปราบแผนร้าย ท่ามกลางผู้ชมและผู้เข้าแข่งขัน
พ่อมดเจ้าเล่ห์ผู้ใช้กลอุบายจัดการแข่งขันศิลปะ เพื่อปลุกความริษยาในใจมนุษย์ จากนิทาน “แผนลับปราบแผนร้าย”

พ่อมดพยายามจัดการประกวดสำหรับทุกเพศทุกวัย เพื่อปลุกเร้าให้ผู้คนเกิดความรู้สึกที่อยากจะเอาชนะผู้อื่น   พ่อมดจัดการแข่งขันคิดเลขเร็วสำหรับเด็ก ๆ    จัดการประกวดความงามสำหรับหนุ่มสาว   จัดงานแข่งตำหมากสำหรับผู้สูงอายุ  พ่อมดคิดการประกวดได้สารพัดรูปแบบ 

ผู้ชนะซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า ต่างพอใจที่ตนมีความสามารถเหนือกว่าคู่แข่งขัน   ฝ่ายผู้แพ้ที่มีจำนวนมากกว่า ก็พาลนึกเคียดแค้นและรอโอกาสที่จะได้กลับมาแก้มือกับผู้ชนะอีกสักครั้ง   ไม่ช้าไม่นานนัก  คนที่ติดบ่วงแห่งเล่ห์กลของพ่อมดก็ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นจนน่าเป็นห่วง

วันหนึ่ง  พ่อมดเกิดนึกสนุกอยากจัดการแข่งขันประชันฝีมือทางศิลปะ   ดังนั้น  มันจึงวางแผนยุยงให้ผู้คนส่งนักวาดรูปฝีมือดีมาแข่งกันเพื่อค้นหาผู้ชนะ

ครูไม้เป็นศิลปินใจดีที่ชาวเมืองสีน้ำขอร้องให้เข้าร่วมการแข่งขัน  ส่วนครูอ้อยเป็นนักวาดรูปสาวแสนสวยที่เมืองคู่แข่งส่งเข้าร่วมชิงชัยในงานนี้   ทั้งครูไม้และครูอ้อยต่างไม่อยากเข้าแข่งขันเลยสักนิด  เพราะศิลปะไม่ใช่สิ่งที่มีไว้เพื่อใช้ต่อสู้เอาชนะกัน  แต่ศิลปะมีไว้เพื่อกล่อมเกลาจิตใจให้ทุกคนรักกันต่างหาก   อย่างไรก็ดี  ครูไม้และครูอ้อยกลับตกลงเข้าร่วมการแข่งขันโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะทั้งคู่มีแผนลับบางอย่างที่ตั้งใจจะต้องทำให้ได้

ครูไม้และครูอ้อยกำลังวาดภาพอย่างตั้งใจในนิทานเรื่อง แผนลับปราบแผนร้าย แสดงพลังแห่งศิลปะและความร่วมมือ
สองศิลปินใจดีเริ่มวาดภาพเพื่อใช้แผนลับปราบพ่อมดเจ้าเล่ห์ ด้วยพลังแห่งศิลปะและความเมตตา

เมื่อวันประกวดมาถึง  ครูไม้ซึ่งชอบวาดรูปสัตว์ก็ตวัดพู่กันวาดรูปช้างพ่นน้ำได้อย่างมีชีวิตชีวาที่สุด   ในขณะเดียวกัน  เมื่อครูอ้อยเห็นภาพช้างของลุงอุ้ยอ้าย  เธอจึงบรรจงวาดรูปดอกไม้สี หวาน ชูกิ่งก้านอาบสายฝนที่แสนสดชื่น   พ่อมดดีใจที่เห็นศิลปินสองคนหลงกลเข้ามาปะทะฝีมือกัน   ไม่ว่าใครจะแพ้หรือชนะ…คนที่เอาใจช่วยนักวาดภาพทั้งสองก็ย่อมต้องเกิดความรู้สึกที่อยากจะดีเด่นเหนืออีกฝ่ายหนึ่งแน่ ๆ    พ่อมดนึกกระหยิ่มอยู่ในใจ  และเมื่อศิลปินทั้งสองวาดรูปเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  พ่อมดก็ส่งข่าวป่าวร้องให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศเข้าร่วมลงคะแนนตัดสินศึกศิลปะในครั้งนี้

แต่ก่อนที่ผู้คนจะลงคะแนน  ครูไม้กับครูอ้อยก็เริ่มดำเนินการตามแผนลับที่พวกตนแอบเตรียมเอาไว้  โดยทั้งคู่ช่วยกันนำภาพที่ตนเองวาดมาวางลงคู่กัน  ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ มันทำให้เกิดภาพใหม่ เป็นรูปช้างกำลังรดน้ำให้แก่ดอกไม้ มองดูสวยงามและกลมกลืนกันอย่างน่าอัศจรรย์

ครูไม้และครูอ้อยนำภาพของตนมาวางเคียงกัน กลายเป็นภาพช้างรดน้ำดอกไม้จากนิทานเรื่อง แผนลับปราบแผนร้าย

ผู้คนต่างส่งเสียงอื้ออึงเมื่อได้เห็นภาพที่เกิดขึ้นใหม่ซึ่งดูสมบูรณ์แบบ และลงตัวกว่าภาพเดี่ยวของทั้งคู่เป็นไหน ๆ   ภาพดอกไม้ที่ได้รับพลังแห่งความสดชื่นจากเจ้าช้างน้อย  ทำให้ผู้คนได้สติและตระหนักว่า  การแข่งขันเพื่อช่วงชิงชัยชนะมีค่าเทียบไม่ได้กับการร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้น   เมื่อผู้คนคิดได้ดังนั้นแล้ว  แผนร้ายของพ่อมดที่อยากให้ผู้คนนิยมชมชอบการชิงดีชิงเด่นจึงล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่า

หลายคนอาจวิตกว่าพ่อมดคงคิดหาวิธีล่อหลอกให้ผู้คนหลงผิดอีกเป็นแน่  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ  เมื่อพ่อมดได้เห็นภาพของนักวาดภาพทั้งสองท่านแล้ว  ความคิดที่ชั่วร้ายต่าง ๆ ก็กลับสลายไปด้วยพลังแห่งความงามของภาพเขียนและความร่วมมือร่วมใจกันของนักวาดภาพทั้งสอง

ในที่สุด  พ่อมดก็กลับใจเป็นคนดี และขอฝากเนื้อฝากตัวเรียนรู้วิธีการวาดรูปสวย ๆ กับครูไม้และครูอ้อยนั่นเอง   ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานนัก  พ่อมดผู้หลงใหลในศิลปะก็กลายเป็นศิลปินชื่อดัง ที่คอยสร้างสรรค์ผลงานแสนสวย เพื่อกล่อมเกลาหัวใจของคนทั่วทั้งโลกให้อ่อนโยนและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • การร่วมมือกันย่อมมีค่ามากกว่าการแข่งขันเอาชนะกัน
  • ศิลปะมีพลังกล่อมเกลาจิตใจให้ละอายต่อความชั่ว
  • ความงามและความดีสามารถเปลี่ยนใจผู้ที่หลงผิดได้
  • การให้อภัยและการร่วมแรงร่วมใจนำความสุขมาสู่ทุกฝ่าย
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานสอนใจ

คำสอนของแม่ – นิทานก่อนนอนสอนใจที่อบอุ่นและให้พลังใจแก่ทุกคน

นิทานต่อไปนี้ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เคยแต่งลงใน นิตยสารขวัญเรือน และเคยนำลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ นิทานนำบุญ สาขา 2 ซึ่งปัจจุบันได้ปิดตัวไปแล้ว ในโอกาสที่เว็บไซต์ นิทานนำบุญ กำลังปรับปรุงเนื้อหาและยุติการเผยแพร่นิทานบางส่วน ผมจึงอยากนำนิทานเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องที่อาจมีผู้อ่านไม่มากนัก กลับมาเผยแพร่อีกครั้ง

นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยพลังใจของเด็กหญิงคนหนึ่งผู้เติบโตมาท่ามกลางความยากลำบาก แต่เธอมีหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ และเชื่อมั่นในคำสอนของแม่ผู้เปี่ยมด้วยความรักและเมตตา เรื่องราวสะท้อนให้เห็นคุณค่าของความมุ่งมั่น ความกตัญญู และความพยายามในการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยใจจริง เป็นนิทานที่จะทำให้ผู้อ่านได้ทั้งความอบอุ่นและแรงบันดาลใจในเวลาเดียวกัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสาวน้อยคนหนึ่งชื่อว่า “ลินลา” ลินลาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับแม่และน้องอีกสองคน ครอบครัวของลินลามีฐานะไม่สู้ดีนัก หนำซ้ำ แม่ของลินลาก็อายุมากแล้ว ลินลาจึงอยากหางานทำเพื่อนำเงินมาดูแลแม่และน้อง ๆ ให้มีชีวิตสุขสบายกว่าที่เป็นอยู่

วันหนึ่ง ลินลาทราบข่าวว่า พระราชินีทรงต้องการสาวใช้คนใหม่ไปทำงานในวัง แม้ลินลาจะไม่รู้ระเบียบวิธีในการทำงานรับใช้เจ้านายในวังมาก่อน แต่เธอก็คิดว่า นี่คงเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เธอดูแลแม่กับน้อง ๆ ให้สุขสบายได้เร็วขึ้น ลินลาจึงขออนุญาตแม่ไปสมัครทำงาน ทั้ง ๆ ที่เธอก็แอบหวั่นใจอยู่ไม่ใช่น้อย

ก่อนออกเดินทาง แม่ของลินลากอดลูกสาวคนดีเอาไว้ในอ้อมอก พร้อมกับให้กำลังใจว่า “งานทุกอย่าง…ถ้าเราเอาใจใส่ ก็ไม่มีอะไรยากจนเราทำไม่ได้หรอกนะลูก”

คำสอนของแม่ทำให้ลินลาอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ลินลากอดแม่แนบแน่น จากนั้น เธอก็ลาแม่เพื่อเดินทางไปยังพระราชวังตามที่ตั้งใจเอาไว้

เมื่อมาถึงพระราชวัง ลินลาพบว่ามีสาวชาวบ้านแห่แหนกันมาสมัครเป็นสาวใช้ในวังนับได้เกือบหนึ่งร้อยคน แต่เนื่องจากตำแหน่งที่ว่างมีเพียงตำแหน่งเดียว นางข้าหลวงในวังจึงต้องทดสอบเด็กสาวแต่ละคนว่าจะทำงานได้ดีสักแค่ไหน

งานแรกที่ลินลาต้องลองทำคือการดูแลที่นอนในห้องบรรทมของพระราชา ลินลาไม่แน่ใจว่าควรทำอะไรบ้าง เธอค่อย ๆ คิด คิดอย่างเอาใจใส่ ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจเริ่มงานด้วยการซักผ้าปูที่นอนจนสะอาดเอี่ยม แล้วนำมันไปตากให้หอมกลิ่นแดด จากนั้น เธอก็นำผ้ามาปูบนเตียงจนเรียบตึง แล้วนำดอกไม้หอมจัดใส่แจกันตั้งไว้ในห้อง เมื่อพระราชาที่เหนื่อยกับการทำงานมาทั้งวันได้เห็นเตียงที่ปูอย่างเรียบร้อยและหอมสะอาดเป็นพิเศษ แถมยังมีกลิ่นดอกไม้ชวนให้สบายใจ พระองค์จึงนอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน

วันต่อมา ลินลาได้รับมอบหมายให้ดูแลสวนดอกไม้ของพระราชินี ในตอนแรก ลินลาไม่แน่ใจว่าควรทำอะไรบ้าง เธอค่อย ๆ คิด คิดอย่างเอาใจใส่ ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจเริ่มงานด้วยการตัดหญ้าให้เป็นระเบียบ, ตัดแต่งพุ่มไม้ให้ได้รูป, เช็ดถูม้านั่งจนสะอาด, นำก้อนหินน้อยใหญ่มาเรียงเป็นแนวเพิ่มความงามให้กับทางเดินในสวน, หาบ้านนกหลังเล็ก ๆ มาแขวนไว้ตามต้นไม้ แล้วเอาอ่างน้ำมาวางกลางสนามเพื่อให้นกมีน้ำสะอาดดื่มกิน เมื่อพระราชินีผู้มีจิตใจอ่อนโยนเสด็จมาเห็นสวนสวยที่มีชีวิตชีวาด้วยเสียงนกร้อง พระองค์ก็ทรงยิ้มและรู้สึกประทับใจอย่างบอกไม่ถูก

วันสุดท้าย นางข้าหลวงมอบหมายให้ลินลาทำของหวานให้เจ้าชายกับเจ้าหญิงองค์น้อยที่อ้วนตุ้ยนุ้ยเสวยตามสูตรที่ทั้งสองพระองค์ทรงชอบ ลินลาดูสูตรขนมแล้วค่อย ๆ คิด คิดอย่างเอาใจใส่ จากนั้น ลินลาก็ตัดสินใจทำของหวานโดยลดน้ำตาลจากเดิมลงถึงครึ่งหนึ่ง เพราะเธอห่วงสุขภาพของเจ้าชายและเจ้าหญิง ลินลาใช้วิธีจัดแต่งของหวานในจานเป็นรูปสัตว์น่ารัก ๆ เพื่อทำให้เจ้าชายและเจ้าหญิงสนใจในหน้าตาของขนมมากกว่ารสหวานที่ลดน้อยลง ซึ่งเมื่อเจ้าชายกับเจ้าหญิงได้เห็นและชิมขนมที่ลินลาทำ ทั้งคู่ก็นั่งกินขนมแสนน่ารักของลินลากันอย่างมีความสุข

เมื่อถึงวันตัดสินผู้ที่ได้รับเลือกเป็นสาวใช้ในวัง หญิงสาวหลายคนต่างคาดเดาว่าลินลาคงได้เป็นสาวใช้คนใหม่อย่างแทบไม่ต้องสงสัย แต่ทันทีที่นางข้าหลวงประกาศผลผู้ที่ได้รับเลือก ทุกคนก็ต้องตกใจไปตาม ๆ กัน เพราะผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นสาวใช้คนใหม่ กลับไม่ใช่ลินลาอย่างที่หลาย ๆ คนคิด!

ลินลาผิดหวังที่เธอไม่ได้รับเลือกและหมดโอกาสทำงานหาเงินไปดูแลแม่กับน้อง ๆ แต่ในขณะที่ลินลากำลังสิ้นหวังอยู่นั้น จู่ ๆ พระราชินีก็เสด็จเข้ามาในห้อง แล้วเดินตรงมาหาลินลาโดยที่เธอไม่คาดคิดมาก่อน

เมื่อพระราชินีมายืนต่อหน้าลินลา พระองค์ก็ทรงกล่าวกับสาวน้อยผู้แสนดีว่า “คนที่เอาใจใส่ต่อการทำงานอย่างหนู คงไม่เหมาะที่จะเป็นเพียงสาวใช้ในวังเท่านั้น ชั้นอยากให้หนูมาเป็นพระพี่เลี้ยงของเจ้าชายกับเจ้าหญิง และคอยดูแลทั้งสองพระองค์ให้เติบโตอย่างมีความสุขจะได้ไหม”

ลินลาตกใจมากที่พระราชินีทรงเชื่อใจให้เธอดูแลพระโอรสและพระธิดาที่พระองค์รักดั่งแก้วตาดวงใจ แต่เมื่อพระราชินีทรงยืนยันว่าพระองค์เชื่อในความเอาใจใส่ของลินลาที่น่าจะดูแลเจ้าชายกับเจ้าหญิงได้อย่างวิเศษ ลินลาจึงรู้สึกปลาบปลื้มและรับทำงานให้พระราชินีด้วยความ เต็มใจเป็นอย่างยิ่ง

ในที่สุด ลินลาก็มีงานทำและสามารถดูแลแม่กับน้อง ๆ ได้สมดังที่เธอหวังเอาไว้ ลินลามีความสุขมาก เธอนึกขอบคุณคำสอนของแม่ พร้อมกับสัญญากับตัวเองว่า เธอจะทำงานทุกงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความเอาใจใส่ และจะตั้งใจทำงานทั้งหลายอย่างสุดความสามารถ

#นิทานนำบุญ

Posted in นิทานตลกก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

ยักษ์ตุ้มตุ้ยกับลูกชายพระอาทิตย์ : นิทานชวนยิ้มแนว The Lucky Fool

ในโลกของนิทานพื้นบ้านยุโรป มีตัวละครประเภทหนึ่งที่ปรากฏอยู่บ่อยครั้ง คือ “คนโง่ผู้โชคดี” หรือที่เรียกกันว่า the lucky fool ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ “Emelya the Fool” จากนิทานรัสเซียที่ Alexander Afanasyev รวบรวมไว้ ซึ่งเล่าเรื่องชายหนุ่มขี้เกียจที่ดูเหมือนไม่มีอะไรดี แต่กลับได้รับพรวิเศษจากปลาวิเศษ และใช้มันอย่างไม่คาดคิดจนกลายเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด

นิทานแนวนี้มักสะท้อนความเชื่อว่า ความดี ความจริงใจ หรือแม้แต่ความซื่อ อาจนำพาโชคดีมาให้โดยไม่ต้องใช้ไหวพริบหรือความกล้าหาญแบบฮีโร่ทั่วไป ตัวละคร “คนโง่” จึงไม่ใช่คนโง่จริง ๆ หากแต่เป็นตัวแทนของคนเรียบง่ายที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งโลกมักมองข้าม

หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้อ่านนิทานยุโรปเก่า ๆ หลายเรื่อง และพบว่านิทานแนวนี้เป็นนิทานที่ได้รับความนิยมในอดีต ผมจึงนึกสนุกอย่างแต่งนิทานแบบนี้ออกมาบ้าง

นานมาแล้ว ในดินแดนที่แสงอาทิตย์ส่องถึงทุกซอกทุกมุม มียักษ์ตนหนึ่งอาศัยอยู่กลางหุบเขา ยักษ์ตนนั้นมีรูปร่างอ้วนกลมตุ้มตุ้ยจนดูเหมือนลูกบอลยักษ์ และมีนิสัยประหลาด คือ เขาหลงใหลในการชิมของอร่อย ๆ เป็นที่สุด

ถ้าใครบอกว่ามีอะไรอร่อย ยักษ์ตุ้มตุ้ยจะดั้นด้นไปชิมให้ได้ ไม่ว่าจะต้องว่ายน้ำ ปีนเขา ลุยป่า หรือแอบยื่นมือเข้าไปในครัวของชาวบ้านกลางดึก แต่ถ้าไม่มีใครแนะนำอะไรใหม่ ๆ เขาก็จะชิมทุกอย่างที่ขวางหน้า ตั้งแต่ขนม ถุงเท้า ผ้าขาวม้า ไปจนถึง…กางเกงลิง!

ชาวบ้านจึงเดือดร้อนกันทั่ว เมื่อพระอาทิตย์ทราบเรื่อง พระอาทิตย์ซึ่งเป็นเทพที่ดูแลผู้คนในดินแดนแห่งนั้นจึงเรียกลูก ๆ ทุกคนมาหารือ

ลูกของพระอาทิตย์แต่ละคนต่างเสนอวิธีจัดการกับเจ้ายักษ์ด้วยวิธีที่รุนแรง บางคนบอกว่าจะใช้เปลวไฟเผาเจ้ายักษ์ บางคนเสนอว่าจะใช้แสงส่องให้แสบตาจนมองอะไรไม่เห็น

พระอาทิตย์ได้ฟังแล้วก็ส่ายหน้า พร้อมกล่าวว่า “เอะอะก็จะใช้แต่ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เขาไม่ใช่ยักษ์ชั่วร้ายสักหน่อย เขาแค่หลงใหลในรสชาติและการกินเท่านั้น”

ในขณะนั้นเอง ลูกชายคนเล็กของพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นเด็กน้อยที่มีผิวสีแดงอมส้มคล้ายเปลวเพลิง ได้อาสาไปจัดการกับยักษ์ โดยสัญญาว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาด

พระอาทิตย์รู้ดีว่าลูกคนเล็กเป็นคนฉลาดและรักษาคำพูด จึงอนุญาตให้เขาไปจัดการเรื่องนี้

เมื่อลูกชายพระอาทิตย์เหาะไปถึงหุบเขา เขาพบยักษ์ตุ้มตุ้ยกำลังเคี้ยวเปลือกไม้อย่างเอร็ดอร่อย เขาจึงเข้าไปกระซิบว่า “ฮัลโหล ตุ้มตุ้ย ฉันคือลูกชายพระอาทิตย์ ฉันเป็นมิตรนะ ฉันมาเพื่อบอกความลับว่า…มีของอร่อยที่สุดในโลกอยู่อย่างหนึ่ง ที่น้อยคนจะรู้จัก นั่นคือ ‘เงาของยักษ์’ ล่ะ”

ยักษ์ตุ้มตุ้ยเบิกตากว้าง “เงาของยักษ์เหรอ…มันอร่อยยังไง?”

“หวาน หอม ละมุนละไม แถมอิ่มเอมใจ เหมือนดั่งรสชาติแห่งความรัก” ลูกชายพระอาทิตย์บอก

ยักษ์ตุ้มตุ้ยมีทีท่าสนใจจนเนื้อตัวสั่น นับตั้งแต่เกิดมา…ยักษ์ยังไม่เคยรู้เลยว่า รสชาติแห่งความรักนั้นเเป็นอย่างไร ลูกชายพระอาทิตย์จึงอาสาช่วย โดยส่องแสงจากร่างกายให้เกิดเงาของยักษ์บนพื้นหญ้า

เมื่อยักษ์เห็นเงาทอดยาวอยู่บนพื้น มันก็รีบวิ่งไล่เพื่อจะจับเงามากิน ยักษ์วิ่ง…วิ่ง…วิ่ง ไล่เงาอย่างไม่ย่อท้อ จากหนึ่งชั่วโมง เป็นหนึ่งวัน จากหนึ่งวัน เป็นหนึ่งสัปดาห์ จากหนึ่งสัปดาห์ กลายเป็นหนึ่งเดือน

ยักษ์ตุ้มตุ้ยวิ่งไม่หยุด เหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนไขมันที่พุง ที่ต้นแขนต้นขา ค่อย ๆ เผาผลาญ พุงค่อย ๆ ยุบ แขนขากระชับ แก้มห้อย ๆ ก็หายไป จนในที่สุด…ยักษ์ตุ้มตุ้ยกลายเป็น “ยักษ์รูปหล่อ” โดยไม่รู้ตัว

ถึงอย่างนั้น ยักษ์ก็ยังคงวิ่ง…วิ่ง…แล้วก็วิ่ง เพราะมันอยากรู้จริง ๆ ว่า “รสชาติของความรัก” เป็นอย่างไรกันแน่ ยักษ์ติดต่อกันยาวนานจนแรงหมด จากนั้น ยักษ์ทรุดตัวลงนอนหอบอยู่ที่สนามหญ้า

ในช่วงเวลานั้นเอง มียักษ์สาวแสนสวยเดินผ่านมา เธอเป็นนางพยาบาล เมื่อเห็นคนที่ไม่สบาย เธอจึงรีบเข้ามาช่วยปฐมพยาบาลด้วยความเมตตา

ยักษ์หนุ่มมองหน้ายักษ์สาวที่สวยเหมือนนางฟ้า แล้วก็ตกหลุมรักทันที แต่เมื่อเธอจากไป เขาก็ได้แต่มองตามอย่างเศร้า ๆ พลางพูดว่า “ถ้าฉันไม่อ้วนตุ้มตุ้ย ฉันคงจีบเธอแน่ ๆ…”

ลูกชายพระอาทิตย์มองแล้วยิ้มเบา ๆ ก่อนจะส่งกระจกให้ยักษ์ดูหน้าตัวเอง

เมื่อยักษ์ดูกระจก เขาก็ตกใจ เหมือนเห็นดาราอย่างเจมส์จิปรากฏอยู่ตรงหน้า “นั่นใครกัน?” เจ้ายักษ์คิด

และทันใดนั้น…เขาก็รู้ตัวว่า ตอนนี้ได้กลายเป็นยักษ์หุ่นดีไปแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ!

ยักษ์หนุ่มจึงมีความกล้า และมีกำลังใจที่จะไปจีบยักษ์สาว เขาสัญญากับตัวเองว่าจะกินแต่อาหารดี ๆ และไม่กินอะไรมั่วซั่วอีกต่อไป

หลังจากวันนั้น ไม่มีใครรู้ว่า ยักษ์หนุ่มจะจีบยักษ์สาวได้สำเร็จไหม แต่ที่ทุก ๆ คนรู้ก็คือ ลูกชายพระอาทิตย์ช่วยให้ชาวบ้านกลับมามีชีวิตที่สงบสุขได้อีกครั้ง

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
  • ความรุนแรงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ควรยอมรับ
  • ความรักเกิดขึ้นได้เสมอ
Posted in นิทานนำบุญ

ค่าลิขสิทธิ์นิทาน และค่าโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญ

เว็บไซต์นิทานนำบุญจัดทำโดย “นำบุญ นามเป็นบุญ” นักเขียนนิทานอาชีพ ผู้มีผลงานมากกว่า 400 เรื่อง และหนังสือภาพกว่า 30 เล่ม โดยได้รับรางวัลระดับประเทศหลายรายการ รวมถึงรางวัลวรรณกรรมดีเด่นในโครงการวรรณกรรมยอดเยี่ยมในสมัยรัชกาลที่ 9 ตามแนวคิดศาสตร์พระราชา จากหนังสือเรื่อง คนต่อเทียน

เว็บไซต์นิทานนำบุญเป็นสื่อออนไลน์ที่นำเสนอ “นิทานอบอุ่น” สำหรับเด็ก ครอบครัว และทุก ๆ คน โดยเน้นเนื้อหาที่ปลอดภัย สร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์

ตั้งแต่เริ่มเปิดเว็บไซต์จนถึงปัจจุบัน มียอดวิวรวมสะสมมากกว่า 20 ล้านวิว โดยในช่วงเดือนล่าสุด (4 ส.ค. – 2 ก.ย. 2568) มีผู้เข้าชม 165,524 คน และมียอดวิวรวม 462,965 ครั้ง

กลุ่มผู้อ่านหลักของเว็บไซต์ ได้แก่:

  • ครอบครัว (พ่อแม่ลูก)
  • โรงเรียน (ครูและนักเรียน)
  • บุคคลทั่วไปที่รักการอ่านนิทาน เช่น คนที่อ่านนิทานให้แฟนฟังก่อนนอน

เว็บไซต์นิทานนำบุญไม่ได้เป็นเพียงสื่อที่เผยแพร่นิทาน แต่เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำที่ดีงามของครอบครัวที่ใช้เวลาก่อนนอนส่งต่อความรักให้ลูกด้วยนิทาน ทั้งยังเป็นแหล่งทรัพยากรที่ครูใช้ในการสอน และเป็นที่พักใจของผู้คนที่ต้องการความอบอุ่นผ่านเรื่องเล่า

ผู้ใช้งานเว็บไซต์ ใช้งานเว็บไซต์ ประมาณ 3 นาที ต่อวัน (ไม่ใช่การเปิดผ่านแล้วออกไป) ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจในการอ่านและการมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาอย่างแท้จริง

ตลอดระยะเวลา 8 ปีของการจัดทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ พบปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์นิทานมากกว่า 400 กรณี และมีการละเมิดที่หนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ

การรับมือกับสถานการณ์นี้ ผู้จัดทำจึงจำเป็นต้องปรับรูปแบบของเว็บไซต์ และเริ่มหารายได้ด้วยการขายลิขสิทธิ์นิทาน รวมถึงการขายพื้นที่โฆษณา เพื่อเตรียมทุนในการดำเนินคดีกับผู้ละเมิด และวางรากฐานของเว็บไซต์ให้มีความมั่นคง

นิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญที่แต่งโดย นำบุญ นามเป็นบุญ เป็นงานสร้างสรรค์ที่มีลิขสิทธิ์ ผู้ที่ต้องการนำไปใช้ต้องได้รับอนุญาตและชำระค่าลิขสิทธิ์

อัตราเริ่มต้น: 33,000 บาท/เรื่อง

หมายเหตุ: อัตรานี้อ้างอิงตามค่าลิขสิทธิ์ที่เคยได้รับจากการพิมพ์หนังสือภาพสำหรับเด็กชุด “ตามรอยพระราชา”

เว็บไซต์นิทานนำบุญ มีผู้เข้าชมเฉลี่ยต่อวันประมาณ 6,000 คน และมียอดวิวเฉลี่ยต่อวันกว่า 18,000 ครั้ง โดยในช่วงเวลา 1 เดือน (4 ส.ค. – 2 ก.ย. 2568) เว็บไซต์มีผู้เข้าชมรวมทั้งสิ้น 165,524 คน และมียอดวิวรวมกว่า 462,965 ครั้ง

เพื่อให้การลงโฆษณาของลูกค้ามีความคุ้มค่า ทางเว็บไซต์ได้คัดเลือก “หน้าโฆษณาที่ดีที่สุด” ซึ่งเป็นหน้าที่มีผู้เข้าชมสูงสุด โดยมียอดวิวหลายหมื่นวิวต่อเดือน ได้แก่:

  • หน้าอันดับ 1: 68,000 วิว/เดือน
  • หน้าอันดับ 2: 51,000 วิว/เดือน
  • หน้าอันดับ 3 + 4 (รวมกัน): 31,000 วิว/เดือน

แบนเนอร์โฆษณาจะปรากฏในตำแหน่งด้านบนสุดของหน้าเหล่านี้ ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ชมเห็นได้ชัดเจน และมีโอกาสสูงในการสร้างการรับรู้และความสนใจ

Man with glasses working on a laptop, with a website mockup and bar graph in the background representing story licensing and advertising on the Nitan Nam Bun website.
A visual overview of how advertising and story licensing work on the Nitan Nam Bun website — a trusted space for families and educators.

ถ้าพิจารณาค่าโฆษณาเฉลี่ยต่อวันจะพบว่า งบโฆษณา 150 บาท จะเข้าถึงผู้ชมประมาณ 2,267 วิว/วัน และเมื่อผู้ชมใช้เวลาเฉลี่ยเกือบ 3 นาทีในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ต่อครั้ง โอกาสในการมองเห็นและสนใจโฆษณาจึงมีสูงมาก

ท่านที่สนใจซื้อลิขสิทธิ์นิทาน หรือต้องการลงโฆษณากับเว็บไซต์นิทานนำบุญ สามารถติดต่อได้ทางกล่องข้อความของเว็บไซต์นิทานนำบุญ

ขอบคุณครับ

อัตราค่าลิขสิทธิ์นิทานและค่าโฆษณาในเว็บไซต์นิทานนำบุญ
ภาพประกอบบทความเกี่ยวกับการจัดการลิขสิทธิ์และโฆษณาในเว็บนิทานอบอุ่น