บทนำ
ตอนที่ผมเป็นเด็ก ผมเข้าใจมาตลอดว่า นิทานอีสปคือนิทานที่แต่งโดย Aesop และนิทานกริมส์ก็คือนิทานที่แต่งโดย Brothers Grimm
แต่เมื่อผมเติบโตขึ้น ได้มาเป็นนักแต่งนิทาน และเริ่มค้นคว้านิทานนานาชาติเพื่อนำมาลงในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” ผมจึงพบว่า…ความเข้าใจนั้นอาจไม่ถูกต้องนัก
นักวิชาการจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า อีสปอาจไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง นิทานอีสปจึงอาจเป็นเพียงชื่อที่ใช้เรียกนิทานกรีกโบราณ ซึ่งถูกเล่าขานและถ่ายทอดต่อกันมา ก่อนจะมีผู้รวบรวมและเรียบเรียงในภายหลัง
ในขณะที่นิทานกริมส์ Brothers Grimm เองก็ไม่ได้ “แต่ง” นิทานเหล่านั้นขึ้นใหม่ หากแต่เป็นผู้รวบรวมนิทานพื้นบ้านของเยอรมนี แล้วนำมาเรียบเรียงให้เป็นหนังสือที่ผู้คนอ่านกันมาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อค้นคว้าต่อไป ผมก็พบว่า ยังมีนักเขียนนิทานอีกจำนวนมากที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน คือการรวบรวมนิทานพื้นบ้านของตนเอง แล้วนำมาเรียบเรียงเผยแพร่
ส่วนนิทานจากเอเชียจำนวนมากที่เราคุ้นเคย ก็มักถูกระบุเพียงว่าเป็น “นิทานพื้นบ้าน” โดยไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
ไป ๆ มา ๆ นิทานอมตะที่เรารู้จักกันดี เช่น ซินเดอเรลล่า สโนว์ไวท์ หนูน้อยหมวกแดง เจ้าหญิงนิทรา ราพันเซล แฮนเซลกับเกรเทล เจ้าชายกบ ลูกหมูสามตัว หรือแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ กลับเป็นนิทานที่เราไม่รู้ว่าใครคือผู้สร้างสรรค์ขึ้นเป็นคนแรก
นักแต่งนิทานจึงดูเหมือนเป็นบุคคลที่ถูกมองข้าม ราวกับไม่มีตัวตนอยู่เบื้องหลังเรื่องเล่าเหล่านั้น
แต่ก็ยังมีนักเขียนบางคน ที่เป็นทั้ง “ผู้แต่ง” และ “ผู้เขียน” นิทานของตนเองอย่างชัดเจน ทำให้นิทานของพวกเขามีลายเซ็นทางความคิดและจิตวิญญาณที่เด่นชัด
Hans Christian Andersen คือหนึ่งในนั้น เขาเขียนนิทานมากกว่า 150 เรื่อง และนิทานของเขาเต็มไปด้วยมุมมอง ความรู้สึก และสำนวนเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น เงือกน้อย ลูกเป็ดขี้เหร่ ราชินีหิมะ หรือ เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ ล้วนสะท้อนตัวตนของผู้เขียนอย่างชัดเจน
นอกจากนั้น ยังมีนักเขียนอย่าง Oscar Wilde และ Ivana Brlić-Mažuranić ที่แม้จะมีผลงานไม่มากนัก แต่ผลงานของพวกเขาก็ได้รับการยอมรับ และยังคงมี “ตัวตนของผู้แต่ง” ฝังอยู่ในนิทานอย่างชัดเจน
ในช่วงที่ผมได้อ่านนิทานของนักเขียนเหล่านี้ ผมรู้สึกเหมือนได้พบเพื่อนร่วมอาชีพ ได้เห็นวิธีคิด วิธีเล่า และบางครั้งก็ได้สังเกต “สิ่งที่ถูกซ่อนเอาไว้” ในรายละเอียดของนิทาน
นอกจากนี้ ผมยังได้อ่านบทวิเคราะห์จากนักวิชาการหลายคน บางคนพยายามเชื่อมโยงนิทานเข้ากับชีวิตของผู้แต่ง บางคนตีความว่านิทานแต่ละเรื่องสะท้อนความคิดหรือประสบการณ์บางอย่างของผู้เขียน
ผมอ่านแล้วก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
แต่เมื่อย้อนกลับมามองตัวเอง ในฐานะนักแต่งนิทานที่เขียนผลงานมากกว่า 400 เรื่อง สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจคือ “ไม่มีใครเข้าใจที่มาของนิทานได้ดีเท่ากับคนที่แต่งมันขึ้นมา” เพราะนิทานแต่ละเรื่อง อาจมีที่มาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บางเรื่องเกิดจากประสบการณ์ชีวิต บางเรื่องเกิดจากมุมมองต่อโลก บางเรื่องหยิบยืมจากชีวิตของคนอื่น และบางเรื่องก็เป็นเพียงการสร้างขึ้นจาก “แก่นความคิด” ที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น
น่าเสียดายที่นักเขียนอย่าง Hans Christian Andersen ไม่ได้บันทึกไว้ว่า นิทานแต่ละเรื่องของเขามีที่มาอย่างไร
ผมจึงคิดว่า ในเมื่อผมเองก็เป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง ที่มีผลงานจำนวนไม่น้อย การได้เขียนเล่าถึง “เบื้องหลัง” ของนิทานที่ผมแต่ง ก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนอ่าน
แม้ว่าวันนี้ “นิทานนำบุญ” จะยังไม่ได้เป็นนิทานที่โด่งดังในระดับโลก แต่สำหรับผม นิทานเหล่านี้มีตัวตน มีที่มา และมีความหมาย และผมก็คงเป็นคนเดียวที่สามารถเล่าเรื่องเหล่านั้นได้
หากวันหนึ่ง นิทานสักเรื่องสามารถสร้างความประทับใจให้เด็กคนหนึ่งได้ เรื่องเล่าเบื้องหลังเหล่านี้ ก็อาจช่วยเติมเต็มความเข้าใจ และคลายความสงสัยบางอย่างในใจของเขา
ผมจึงตั้งใจจะค่อย ๆ เล่าเรื่องราวของนิทานนำบุญแต่ละเรื่อง…ไปเรื่อย ๆ ถ้าใครอยากฟังเรื่องของนิทานเรื่องไหน ก็สามารถบอกผมไว้ได้ แล้วผมจะลองกลับไปค้นความทรงจำ และนำมันมาเล่าให้ฟังครับ
เผื่อว่าวันหนึ่ง ผมจะเป็นนักแต่งนิทาน…ที่ไม่ถูกลืม
#นิทานนำบุญ

บทที่ 1 : นิทานเรื่องแรก
เมื่อพูดถึงนิทานเรื่องแรก หลายคนอาจคิดว่า นิทานเรื่องแรกที่ผมแต่งคือนิทานเรื่องแรกที่ตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน แต่ในความเป็นจริง ก่อนที่จะมีโอกาสได้เป็นนักเขียนนิทานให้กับนิตยสารขวัญเรือน ผมเคยแต่งนิทานมาแล้ว 1 เรื่อง
นิทานเรื่องแรกที่ผมแต่ง มีชื่อว่า “อัศวินกระดาษวิเศษ”
ที่มาของนิทานเรื่องนี้ เริ่มขึ้นในช่วงปี 2537-2538 ตอนนั้นผมทำงานเป็นพิธีกรใส่ชุดหุ่นแมสคอตในรายการโทรทัศน์ชื่อ “บ้านน้อยซอยเก้า” รายการนี้เป็นรายการเด็กที่มีงบประมาณจำกัด ผมเห็นพี่ ๆ ทีมงานทำงานกันอย่างหนัก จึงอาสาช่วยแต่งนิทานสำหรับใช้เล่าในรายการ เพื่อแบ่งเบาภาระงานของพี่ ๆ
เมื่อเริ่มคิดจะแต่งนิทาน ผมก็นั่งคิดว่า เราควรแต่งนิทานเกี่ยวกับอะไรดี ที่เด็ก ๆ ฟังแล้วชอบ และสามารถนำไปต่อยอดเป็นกิจกรรมในช่วงต่อไปของรายการได้
ตอนนั้น ผมคิดถึงกิจกรรมพับกระดาษ หรือออริกามิ เพราะกระดาษเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย และเล่นสนุกได้หลายอย่าง การพับกระดาษจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนิทานเรื่องนี้
เมื่อได้สารตั้งต้นแล้ว ผมก็เริ่มคิดโครงเรื่องแบบง่าย ๆ ตามประสามือใหม่หัดแต่งนิทาน เป็นนิทานแนวบุกตะลุยผจญภัย ประเภทที่เจ้าหญิงถูกจับ แล้วมีพระเอกตามไปช่วย นิทานแนวนี้แต่งอย่างไรเด็กก็ชอบ ผมจึงตัดสินใจเลือกแต่งนิทานแนวนี้
เมื่อรู้แล้วว่านิทานจะเป็นแนวผจญภัยฝ่าด่านไปช่วยเจ้าหญิง และสิ่งสำคัญในการช่วยเจ้าหญิงคือ “การพับกระดาษ” ผมจึงเริ่มคิดต่อว่า พระเอกควรพับอะไรดี ที่จะช่วยให้เรื่องดำเนินต่อไปได้
ขั้นตอนนี้ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย
ถ้าคิดแบบง่ายที่สุด แค่ให้พระเอกพับกระดาษเป็นดาบวิเศษ แล้วใช้ดาบวิเศษจัดการกับผู้ร้าย เรื่องก็คงจบได้ไม่ยาก แต่ผมกลับรู้สึกว่า นิทานแบบนั้นมันยังไม่น่าสนใจพอ
แม้ตอนนั้นผมจะเป็นมือใหม่ในการแต่งนิทาน แต่ผมก็อยากแต่งนิทานที่เด็กฟังแล้วสนุก และมีอะไรบางอย่างที่น่าจดจำ
ผมคิดว่า ความสนุกของนิทานเรื่องนี้ น่าจะอยู่ตรง “การลุ้น” ว่าพระเอกจะพับกระดาษเป็นอะไร และสิ่งที่พับขึ้นมาจะช่วยแก้ปัญหาหรือฝ่าด่านได้อย่างไร นี่น่าจะเป็นจุดที่ทำให้เด็ก ๆ อยากติดตามเรื่องราวไปจนจบ
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มวางโครงเรื่องให้ชัดขึ้น
เรื่องเริ่มจากมียักษ์มาจับเจ้าหญิงไป พระราชาจึงประกาศหาคนมาช่วยเจ้าหญิง แต่พอคิดมาถึงตรงนี้ ผมก็เกิดคำถามขึ้นว่า “ทำไมพระราชาไม่ยกทัพไปช่วยเอง?”
คำตอบที่ผมคิดได้คือ ยักษ์ตัวนี้ต้องดุร้ายมาก แข็งแกร่งมาก หรือมีเวทมนตร์บางอย่างที่ทำให้ไม่มีใครสามารถจัดการได้ง่าย ๆ
การพยายามคิดให้เนื้อเรื่องมีเหตุผลรองรับ ทำให้นิทานเริ่มมีความแข็งแรงขึ้น และเมื่อผมกำหนดให้ยักษ์เป็นตัวร้ายที่เก่งและน่ากลัวจริง ๆ นิทานผจญภัยเรื่องนี้ก็เริ่มมีความท้าทายมากขึ้นตามไปด้วย
ต่อมาคือการสร้างพระเอก
ตอนแรกผมคิดจะให้พระเอกเป็นเจ้าชาย แต่คิดไปคิดมา ผมกลับรู้สึกว่า ถ้าให้พระเอกเป็นคนธรรมดา ที่มีกระดาษวิเศษเพียงแผ่นเดียว ซึ่งสามารถพับให้กลายเป็นอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา น่าจะน่าสนใจกว่า
แต่ผมก็ใส่เงื่อนไขเพิ่มเข้าไปว่า พระเอกจะต้อง “ใช้ความคิด” ในการพับกระดาษ ไม่ใช่พับแบบมั่ว ๆ
และตรงนี้เอง ที่ทำให้นิทานเริ่มมีแก่นเรื่องขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ “การใช้ความคิด สามารถช่วยให้เราแก้ปัญหาได้”
พอคิดได้แบบนี้ ผมก็รู้สึกว่านิทานเรื่องนี้เริ่มมีคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าสนุก ๆ ที่ฟังแล้วผ่านไป
เมื่อได้โครงเรื่องหลักแล้ว ผมก็เริ่มวางเส้นทางการผจญภัย ให้พระเอกเดินทางจากวังไปยังถ้ำของยักษ์บนภูเขา
สิ่งแรกที่พระเอกพับ คือเครื่องบินกระดาษ เพื่อใช้บินไปยังภูเขา แต่ผมไม่อยากให้เรื่องจบง่ายเกินไป จึงเพิ่มอุปสรรคระหว่างทาง เพื่อให้พระเอกได้พับกระดาษหลายครั้ง และเด็ก ๆ จะได้ลุ้นไปด้วยว่า ครั้งต่อไปพระเอกจะพับอะไร
ครั้งที่สอง ผมให้พระเอกพับกระดาษเป็นกบภูเขา เพื่อขี่ขึ้นไปยังปากถ้ำของยักษ์ จากนั้นก็เพิ่มอุปสรรคอีกอย่าง คือสุนัขต้องคำสาปที่เฝ้าปากถ้ำอยู่ เพื่อให้พระเอกได้พับกระดาษอีกครั้ง ซึ่งผมเลือกให้พับเป็น “ปืนสามเหลี่ยม”
การกำหนดให้พระเอกต้องพับกระดาษหลายครั้ง กลายเป็นลูกเล่นสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสนุกให้กับนิทาน และผมยังใช้คำซ้ำอย่าง “พับ…พับ…แล้วก็พับ” ในช่วงที่ตัวละครพับกระดาษ เพื่อให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการพูดตาม หรืออย่างน้อยก็ช่วยเพิ่มจังหวะลุ้นให้กับการเล่าเรื่อง
จริง ๆ แล้ว เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตอนที่พระเอกไปถึงปากถ้ำและจัดการสุนัขเฝ้าถ้ำได้แล้ว ฉากต่อไปก็ควรจะเป็นฉากสำคัญ คือการเผชิญหน้ากับยักษ์เพื่อช่วยเจ้าหญิง
แต่ตอนนั้น ผมจำได้ว่า ตัวเองถามตัวเองว่า
“ถ้าให้พระเอกพับกระดาษเป็นอาวุธวิเศษไปสู้กับยักษ์ นิทานเรื่องนี้ก็คงไม่ต่างจากนิทานทั่วไป”
ผมจึงเริ่มคิดว่า เราอยากแต่งนิทานธรรมดาเหมือนคนอื่น หรือเราอยากแต่งนิทานที่พิเศษไม่เหมือนใคร
แน่นอนว่า…ผมเลือกอย่างหลัง
แล้วจู่ ๆ ความทรงจำวัยเด็กเกี่ยวกับหนังสือปริศนาท้าสมองก็ผุดขึ้นมาในหัว ผมจำได้ว่า เคยมีเกมที่ท้าทายให้พับกระดาษให้เกิน 7 หรือ 8 ทบ ซึ่งตอนเด็ก ๆ ผมรู้สึกตื่นเต้นกับมันมาก
ผมจึงคิดว่า ถ้านำสิ่งนี้มาใส่ไว้ในนิทาน เด็ก ๆ ที่ฟังก็น่าจะตื่นเต้นเหมือนกัน และที่สำคัญ มันจะทำให้นิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องนี้ แตกต่างจากนิทานเรื่องอื่นทันที
ถ้าสังเกตให้ดี วิธีแก้ปัญหาด้วยการท้าทายให้ยักษ์พับกระดาษให้เกิน 8 ทบ ก็ยังสอดคล้องกับแก่นเรื่องเดิม คือ “การใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหา”
นั่นหมายความว่า ทุกอย่างในนิทานเริ่มเชื่อมโยงกันโดยธรรมชาติ ทั้งโครงเรื่อง ตัวละคร วิธีแก้ปัญหา และข้อคิดของเรื่อง
เมื่อผมแต่งนิทานเสร็จและนำไปเล่าในรายการโทรทัศน์ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเด็ก ๆ ฟังจบ คือเด็กทุกคนอยากลองพับกระดาษให้เกิน 8 ทบด้วยตัวเอง
และเมื่อพวกเขาทำไม่ได้แบบเดียวกับยักษ์ เด็ก ๆ ก็จะรู้สึกทึ่งกับสติปัญญาของพระเอกในเรื่อง
หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสเล่านิทานเรื่องนี้ให้เด็กฟัง สิ่งที่เกิดขึ้นก็มักจะเหมือนเดิม คือเด็ก ๆ จะขอลองพับกระดาษตามเสมอ
ต่อมา เมื่อผมได้เขียนนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน ผมจึงนำนิทานเรื่องนี้กลับมาเขียนและเผยแพร่อีกครั้งในวงกว้าง

ในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ผมเพิ่งสังเกตว่า ตัวเองมีความเพี้ยนไม่ใช่เล่น
จริง ๆ แล้ว การแต่งนิทานในฐานะมือสมัครเล่น มันไม่จำเป็นต้องเล่นท่ายากขนาดนี้ก็ได้ แค่แต่งนิทานแนวพระเอกบุกฝ่าด่านไปช่วยเจ้าหญิง ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
แต่พอมองย้อนกลับไป ผมกลับเห็นวิธีคิดของตัวเองชัดมาก ว่าผมไม่ได้คิดแค่ “เล่าเรื่องให้จบ”
ผมคิดทั้งแนวเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร แก่นเรื่อง จังหวะลุ้นของเด็ก การมีส่วนร่วมของคนฟัง การใช้คำซ้ำ รวมถึงท่าไม้ตายเรื่อง “พับกระดาษ 8 ทบ” ที่ทำให้นิทานเรื่องนี้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นกับนิทานเรื่องแรกที่ผมแต่ง
ทั้งที่ในวันนั้น ผมยังไม่รู้เลยว่า วันหนึ่งตัวเองจะกลายมาเป็นนักแต่งนิทานอาชีพ
#นิทานนำบุญ

บทที่ 2 : นักเขียนนิทานขวัญเรือน
ตอนที่ผมเป็นเด็ก ทุกครั้งที่ครอบครัวซื้อนิตยสารขวัญเรือนเข้าบ้าน ผมจะรีบเปิดไปอ่านนิทานที่อยู่ท้ายเล่มทันที เหมือนมันเป็น “ของขวัญสุดพิเศษสำหรับเด็ก” ที่ต้องรอนานถึง 15 วันกว่าจะได้อ่านสักครั้ง
ผมสารภาพตรง ๆ ว่า ทุกวันนี้จำเนื้อเรื่องนิทานที่อ่านตอนเด็กไม่ได้เลยสักเรื่อง แต่ผมจำความรู้สึกได้ มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นขวัญเรือนฉบับใหม่มาวางอยู่ในบ้าน แล้วเรารีบคว้านิตยสารไปนั่งเปิดอ่านนิทานในนั้น
ตอนที่ผมเรียนจบปริญญาตรีและเริ่มสนใจงานด้านเด็กอย่างจริงจัง ผมเคยคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งตัวเองได้แต่งนิทานลงขวัญเรือนก็คงดีนะ แต่ตอนนั้นมันเป็นเพียงความฝัน เพราะสำหรับผม ขวัญเรือนคือนิตยสารอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย การจะได้เขียนนิทานลงในนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม
แต่แล้วจู่ ๆ ในช่วงที่ผมเริ่มทำงานเป็นผู้สอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กประถม (และเป็นผู้จัดการ) ในบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งซื้อแฟรนไชส์หลักสูตรจากแคนาดามาใช้สอนเด็ก ผมกลับได้รับการชักชวนจากนิตยสารขวัญเรือน ให้เป็นนักเขียนนิทานที่ต้องส่งต้นฉบับทุก ๆ 15 วัน
โอกาสครั้งนั้นเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันมาก แม้ผมจะกังวลว่าตัวเองจะเขียนนิทานได้ไหม และยิ่งคิดว่าต้องส่งต้นฉบับทุก 15 วัน ทั้งที่งานประจำก็หนักมาก ผมก็ยิ่งไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะทำไหวหรือเปล่า
แต่เมื่อใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจรับงาน และเริ่มต้นการเป็นนักเขียนนิทานให้ขวัญเรือนในปี พ.ศ. 2542
การเป็นนักเขียนนิทานให้ขวัญเรือน เป็นเรื่องที่ทำให้ผมกังวลมาก เพราะขวัญเรือนเต็มไปด้วยผลงานของนักเขียนชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ขณะที่ตัวผมเองเป็นคนถนัด “พูด” มากกว่า “เขียน”
แม้จะเรียนจบจากคณะวารสารศาสตร์ฯ ธรรมศาสตร์ แต่สิ่งที่เราเรียนกันส่วนใหญ่คือการเขียนบทด้วยภาษาพูด ไม่ใช่ภาษาเขียนแบบงานวรรณกรรม ดังนั้น พอผมต้องมาเขียนในฐานะ “นักเขียนจริง ๆ” สิ่งที่กังวลจึงไม่ใช่แค่การคิดนิทานเรื่องใหม่ ๆ เท่านั้น แต่คือการเขียนออกมาให้เป็นภาษาเขียนที่ถูกต้องด้วย
เมื่อเริ่มรับงาน ผมก็เข้าสู่วงจรของ “หนุ่มรายปักษ์” ทันที คือใช้เวลาทั้ง 15 วันคิดและเขียนนิทานเรื่องใหม่ เพื่อให้นิตยสารสามารถปิดเล่มและตีพิมพ์ได้ทันเวลา
หลายคนอาจไม่รู้ว่า ในช่วง 10 ปีแรก ผมใช้เวลาเกือบทั้ง 15 วันไปกับนิทานแต่ละเรื่อง ทั้งที่นิทานยาวเพียงประมาณ 2 หน้ากระดาษ A4 เท่านั้น
ผมพยายามใช้แทบทุกนาทีที่มีอยู่กับการคิดนิทานและเขียนมันออกมาให้ดีที่สุด เหมือนผมต้องแบกนิทานติดตัวไปทุกที่…ทุกลมหายใจ
เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงนิทานเรื่องแรกที่เขียนให้ขวัญเรือน นิทานเรื่องนั้นมีชื่อว่า “แม่มดใจดี”
ผมจำได้ว่า ตอนเริ่มคิดนิทานเรื่องนี้ ผมเริ่มจากการอยากแต่งนิทานที่มี “แม่มด” เป็นตัวเอก
เมื่ออยากให้แม่มดเป็นตัวเอก ผมก็คิดต่อว่า แม่มดคนนี้น่าจะเป็น “คนดี” และถ้าเป็นแม่มดที่ดี เธอก็ควรแตกต่างจากภาพจำของแม่มดทั่วไป ที่มักแก่ น่ากลัว และใจร้าย
พอคิดได้แบบนี้ ตัวละคร “แม่มดใจดี” จึงค่อย ๆ ถือกำเนิดขึ้น เธอเป็นแม่มดสาวแสนสวย ใจดี และชอบใส่ชุดสีขาว
เมื่อได้ตัวละครหลักแล้ว ผมก็คิดต่อว่า แม่มดต้องอยู่คู่กับเวทมนตร์ แม่มดทั่วไปใช้เวทมนตร์ทำเรื่องชั่วร้าย แล้วแม่มดใจดีควรใช้เวทมนตร์ทำอะไรดีนะ?
แน่นอนว่า ถ้าแม่มดใจร้ายใช้เวทมนตร์ทำร้ายคน แม่มดใจดีก็ควรใช้เวทมนตร์ช่วยเหลือคน
แต่แค่นั้นยังไม่พอ เพราะสิ่งที่แม่มดทำควรเป็นสิ่งที่เด็กอ่านแล้วรู้สึกสนุกด้วย
ผมคิดไปคิดมา จนมาลงตัวที่ “การทำขนม” เพราะขนมเป็นสิ่งที่เด็กส่วนใหญ่ชอบอยู่แล้ว
เมื่อเริ่มเห็นภาพตัวละครชัดขึ้น ขั้นต่อไปคือการคิดโครงเรื่อง
ผมเริ่มจากการวางให้แม่มดสาวแสนสวยคนนี้ เป็นแม่มดที่ชอบทำแต่สิ่งดี ๆ และชอบทำขนม
แต่เมื่อเธอแตกต่างจากแม่มดตนอื่น สิ่งที่ตามมาจึงน่าจะเป็นความอิจฉา การนินทา หรือการถูกมองว่าแปลกแยก
ผมจึงคิดต่อว่า แม่มดใจดีควรตอบสนองต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร เธอควรปะทะกลับ หรือควรทำในสิ่งที่ตัวเองรักต่อไปโดยไม่สนใจคำพูดของคนอื่น
สุดท้าย ผมเลือกให้แม่มดยังคงทำขนมต่อไป โดยไม่สนใจคำว่าร้ายของแม่มดตนอื่น และผมก็เลือกให้ขนมของเธอน่ากินมาก จนแม่มดที่เคยนินทาอยากกินขนมจนตัวสั่น
เมื่อแต่งมาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มมองเห็นว่า ถ้าเราให้แม่มดใจดีตั้งเงื่อนไขว่า “ใครอยากชิมขนม ต้องทำความดีมาแลก” และเมื่อเหล่าแม่มดใจร้ายได้ลองทำความดี พวกเธอก็ค้นพบความสุขบางอย่างขึ้นมา
ตรงนี้เอง ที่ผมเริ่มเห็นแก่นเรื่องของนิทาน “การทำความดี ทำให้เกิดความสุข” ว้าว…มันเป็นแก่นเรื่องธรรมดา ๆ แต่ผมรู้สึกว่ามันดีมากเลยนะ
เมื่อเห็นภาพรวมของนิทานชัดขึ้น ผมจึงเริ่มเติมรายละเอียดเพื่อให้เด็ก ๆ สนุกมากขึ้น โดยเฉพาะการตั้งชื่อขนมแปลก ๆ ที่ฟังแล้วทั้งขำและชวนสงสัย
วิธีนี้เป็นสิ่งที่ผมเคยสัมผัสจากงานของโรอัลด์ ดาห์ล เขามักสร้างคำประหลาด ๆ ที่อ่านแล้วไม่เข้าใจทั้งหมด แต่รู้สึกสนุก เช่น scrumdiddlyumptious หรือ whizzpopping
แต่ในการแต่งนิทานของผม ผมไม่ได้เปิดหนังสือของเขาเพื่อลอกเลียนอะไรนะครับ ผมเพียงได้รับแรงบันดาลใจจาก “ความรู้สึกสนุกของภาษา” แล้วนำมาคิดต่อในแบบของตัวเอง โดยเลือกตั้งชื่อขนมหรืออาหารให้เกี่ยวกับผีหรือเรื่องสยองขวัญแทน
เมื่อคิดโครงเรื่องได้แล้ว สิ่งที่ยากที่สุดกลับไม่ใช่การคิดนิทาน แต่คือ “การเขียน”
ในเวลานั้น ผมไม่มั่นใจเลยว่าสิ่งที่ตัวเองเขียนถูกต้องตามหลักภาษาหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจว่า สิ่งที่คิดอยู่ในหัวควรถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน รูปประโยคที่ผมมีในหัวก็ยังจำกัดมาก
ผมจึงค่อย ๆ เขียนนิทานทีละคำ ทีละประโยค พยายามทำให้มันเป็นภาษาเขียนที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้
ผมอยากให้ทุกคนลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราต้องเขียนงานลงในนิตยสารที่เต็มไปด้วยนักเขียนระดับประเทศ นักเขียนชั้นครู และนักเขียนอาชีพ ทั้งที่ตัวเราเองยังเป็นเพียง “มือใหม่หัดเขียน” เราจะรู้สึกเกร็งขนาดไหน
และนั่นก็คือสิ่งที่ผมรู้สึกอยู่ตลอดเวลา
ผมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้นานหลายปี ความอ่อนหัดของตัวเอง ทำให้ผมพยายามเขียนนิทานทุกเรื่องอย่างสุดชีวิต ก่อนจะยอมส่งต้นฉบับให้ขวัญเรือน ผมจะแก้แล้วแก้อีก แก้จนถึงวันสุดท้าย เรียกได้ว่า ผมทุ่มเต็มที่กับนิทานทุกเรื่องจริง ๆ
และในช่วง 10 ปีแรกของการเขียนนิทาน ผมไม่เคยกล้าเรียกตัวเองว่า “นักเขียน” เลย เพราะผมรู้ดีว่า ตัวเองยังไม่เก่งพอสำหรับคำนั้น
นี่คือเรื่องราวเท่าที่ผมนึกได้ เกี่ยวกับนิทานเรื่องแรกที่ผมเขียนลงในนิตยสารขวัญเรือน รวมถึงความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น
ตอนนั้น ผมเองก็ไม่มั่นใจว่า นิทานที่เขียนจะถูกใจกองบรรณาธิการหรือเปล่า และไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะได้เขียนต่ออีกกี่ฉบับ สิ่งเดียวที่ผมทำได้ในวันนั้น คือ “ทำให้ดีที่สุด”
และนี่คือผลงานเรื่องแรกของนักเขียนนิทานมือใหม่คนนั้น











