Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, หลวงพระบาง

นักปักผ้าตัวน้อย : นิทานนำบุญที่ได้แรงบันดาลใจจากการไปเที่ยวหลวงพระบาง

นานมาแล้ว ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มีโอกาสได้แบกเป้ไปเที่ยวที่หลวงพระบาง ประเทศลาว ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมเดินทางไปเที่ยวลาวแทบทุกปี ทั้งลาวเหนือและลาวใต้ และทุกครั้งก็มักได้รับความรู้สึกดี ๆ กลับมาเสมอ

ปีหนึ่ง ผมแวะไปเที่ยวหลวงพระบางและพักอยู่หลายวัน ซึ่งในช่วงนั้นเอง ผมได้พบเด็กผู้หญิงที่นั่งขายผ้าปักอยู่ที่ตลาดกลางคืน งานปักของเธอไม่ได้สวยงามเป็นพิเศษ แต่กลับมีความซื่อและเรียบง่ายที่น่าประทับใจ วันนั้นผมได้ขอให้เธอช่วยปักภาพเจ้าชายน้อยลงบนผ้า และได้มอบหนังสือนิทานของผมให้เธอเพิ่มเติมจากค่าจ้าง (ซึ่งเด็กผู้หญิงคนนั้นดีใจที่ได้หนังสือนิทานมาก ๆ)

ความทรงจำที่อบอุ่นนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากแต่งนิทานสักเรื่อง เพื่อระลึกถึงช่วงเวลาที่ได้พบเจอเด็กหญิงนักปักผ้าในหลวงพระบาง และหวังว่าผู้อ่านจะชื่นชอบนิทานเรื่องนี้เช่นเดียวกับที่ผมประทับใจในวันนั้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมไม่เคยขาด อนิจจา…แม้ร้านรวงจะค้าขายได้เงินจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก แต่ชาวเมืองส่วนใหญ่กลับยากจนและต้องทำงานหนัก…ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก ๆ

อยู่มาวันหนึ่ง มีสาวน้อยคนหนึ่งเดินทางเข้ามาในเมือง ระหว่างที่เธอเดินชมเมืองอย่างมีความสุขอยู่นั้น จู่ ๆ เธอก็พบเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเอาผ้ามาปูที่พื้นริมทางเดิน แล้วนำข้าวของต่างๆ ทั้งสร้อยข้อมือถัก, ผ้าปัก, ของเล่นที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ฯลฯ มาวางขายอยู่ที่ริมถนน

ในตอนแรก หญิงสาวคิดว่าเด็กน้อยเป็นแม่ค้ามืออาชีพ แต่เมื่อหญิงสาวเดินเข้าไปคุย เธอก็พบว่า เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นเพียงเด็กนักเรียนธรรมดา ๆ แต่เพราะครอบครัวของเธอยากจนมาก เธอจึงต้องทำของมาขายหลังเลิกเรียน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่

ระหว่างที่หญิงสาวพูดคุยกับเด็กคนนั้น เธอสังเกตเห็นว่าเด็กหญิงตัวน้อยคุยกับเธอพร้อมกับปักผ้าไปด้วย เมื่อหญิงสาวถามว่าทำไมไม่พักบ้าง เด็กน้อยได้แต่ตอบว่า งานที่ต้องทำมีมากเหลือเกิน เธอมีเวลาขายของแค่สองชั่วโมง แล้วก็ต้องกลับไปทำงานบ้าน ก่อนจะมีเวลาปักผ้าแล้วรีบเข้านอน

หญิงสาวสงสารเด็กน้อยจับใจ หญิงสาวคิดจะช่วยเด็กหญิงด้วยการอุดหนุนงานของเธอสักชิ้น ครั้นเมื่อหญิงสาวหยิบงานผ้าปักลายชาวเขาและสัตว์นานาชนิดขึ้นมาดู เธอก็ต้องแปลกใจ เพราะเด็กหญิงตัวน้อยปักผ้าได้ประณีตเกินอายุ หนำซ้ำ ภาพต่าง ๆ ยังแตกต่างจากงานที่ขายตามท้องตลาด แถมราคาของผ้าที่มีภาพคนและสัตว์รวม 20 ภาพก็ถูกแสนถูกเพียง 100 บาทเท่านั้น ถ้าเธอปักผ้าให้ประณีตน้อยลงหรือปักภาพแบบเดียวกับคนอื่น บางทีเธออาจไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้

แต่เมื่อหญิงสาวแนะนำเด็กน้อย เด็กน้อยกลับยิ้มเขิน ๆ แล้วตอบอย่างซื่อตรงว่า “หนูรู้ว่าการปักผ้าให้สวยและการออกแบบให้ภาพไม่เหมือนใครทำให้หนูต้องใช้เวลามาก แต่ไหน ๆ จะทำงานทั้งที หนูก็อยากทำอย่างเต็มที่ คนที่ซื้อจะได้ดีใจไงคะ”

หญิงสาวยิ้มเมื่อได้ฟังคำตอบ เด็กหญิงผู้ยากจนแต่มีความเป็นศิลปินอยู่เต็มหัวใจ บางทีเธออาจต้องการใครสักคนช่วยให้เธอทำงานที่เธอรักได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยมากขนาดนี้

หญิงสาวครุ่นคิด สักพัก เธอก็เอ่ยปากขอให้เด็กน้อยช่วยทำสิ่งที่พิเศษมาก ๆ ให้เธอ

“น้องสาวจ๊ะ พี่อยากให้หนูปักรูปตัวพี่ที่เสื้อของพี่ หนูพอจะทำให้ได้ไหมและจะคิดราคาเท่าไหร่”.

เด็กน้อยแปลกใจเพราะไม่เคยมีใครขอให้เธอทำเช่นนี้มาก่อน เธอลังเลนิด ๆ แต่เมื่อหญิงสาวยืนยัน เด็กหญิงตัวน้อยจึงยอมทำโดยคิดราคาค่าปัก 20 บาท และขอใช้เวลาปักประมาณ 2 ชั่วโมง

หญิงสาวยิ้มด้วยความพอใจ เพราะปกติเด็กน้อยต้องปักผ้าเป็นภาพคนและสัตว์ถึง 20 ตัวจึงจะขายได้เงิน 100 บาท แต่เมื่อมาปักเสื้อให้เธอ เด็กน้อยได้เงินเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่ไม่เลวเลย อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของหญิงสาวยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะในระหว่างที่เด็กน้อยนั่งปักเสื้อ หญิงสาวก็จัดแจงนำป้ายเล็ก ๆ มาแขวนไว้ใกล้ ๆ กับที่ขายของของเด็กน้อย พร้อมกับเขียนข้อความบอกนักท่องเที่ยวว่า

“เด็กคนนี้ตั้งใจหาเงินเรียนหนังสือ เธอมีฝีมือในการออกแบบและปักผ้า ลองให้เธอปักภาพที่เสื้อของคุณสิคะ”

นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างสนใจป้ายที่หญิงสาวเขียนไว้ และไม่นาน เด็กน้อยก็เริ่มมีลูกค้ามาเข้าแถวรอให้เธอออกแบบและปักเสื้อให้มากขึ้นเรื่อย ๆ

หญิงสาวดีใจที่เธอมีส่วนช่วยเด็กน้อยผู้ยากจนได้บ้าง แต่เธอไม่รู้ว่าเด็กน้อยจะมีอนาคตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น หญิงสาวก็ต้องออกเดินทางไปที่เมืองอื่น

………

สิบปีต่อมา หญิงสาวมีโอกาสกลับไปที่เมือง ๆ นั้นอีกครั้ง คราวนี้ เธอตั้งใจเดินกลับไปยังสถานที่ที่เธอเคยพบเด็กหญิงตัวน้อยผู้ขยันขันแข็ง แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เธอไม่เห็นเด็กหญิงคนนั้นอีกแล้ว

หญิงสาวหดหู่ใจเล็กน้อย ครั้นเมื่อเธอหันไปมองอีกฟากของถนน ภาพที่เธอเห็นก็ทำให้เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

เพราะตรงนั้น…มีเรือนหลังหนึ่ง ที่หน้าเรือนมีป้ายผ้าปักขนาดใหญ่ ซึ่งปักเป็นรูปหญิงสาวใจดีกำลังส่งยิ้มให้เด็กหญิงนักปักผ้า และมีป้ายเก่า ๆ ที่หญิงสาวจำลายมือได้ดีใส่กรอบติดอยู่ที่หน้าร้าน พร้อมกับมีข้อความเขียนอยู่ที่หน้ากรอบกระจกนั้นว่า

“ถ้าพี่กลับมา…อย่าลืมแวะเข้ามาหาหนูนะคะ หนูอยากปักผ้าให้พี่อีกสักครั้งค่ะ”

เด็กหญิงสองคนในชุดประเพณี นั่งอ่านและวาดภาพที่โต๊ะเล็กในตลาดกลางคืนหลวงพระบาง ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นด้วยแสงไฟและผู้คน
Posted in นิทานครอบครัว, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

คุณพ่อคณิตศาสตร์และการบวกเลขที่ชาญฉลาดของคุณแม่ : นิทานสนุกก่อนนอน

นิทานเรื่อง คุณพ่อคณิตศาสตร์และการบวกเลขที่ชาญฉลาดของคุณแม่ เป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมถึงมีชื่อยาวจัง ชื่อที่ฟังดูจริงจังปนขำนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ความลับที่ทำให้นิทานเรื่องนี้น่าสนใจมาก ๆ ก็คือ รายละเอียดทุกอย่างในเรื่อง (รวมทั้งชื่อเรื่อง) ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้แต่งตั้งใจวางไว้เช่นนั้น เพื่อชวนให้ผู้อ่านตั้งคำถามตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดหน้าแรก

เมื่อเริ่มอ่าน ผู้อ่านจะพบว่าความตั้งใจนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ชื่อ ตัวละครอย่าง “คุณพ่อคณิตศาสตร์” และโจทย์ง่าย ๆ อย่างการบวกเลข (1+1) ถูกเลือกมาอย่างชาญฉลาด เพราะเป็นสิ่งที่เด็กคุ้นเคยเหมือนเกมทายปัญหา ขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพครอบครัวในยุคที่การเรียนและการแข่งขันกลายเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตประจำวัน นิทานจึงเดินอยู่กึ่งกลางระหว่างความสนุกแบบเด็ก ๆ กับประเด็นที่ผู้ใหญ่เข้าใจได้ลึกกว่า

นี่ไม่ใช่นิทานแนวเจ้าหญิงเจ้าชาย หรือโลกเวทมนตร์แบบใน Harry Potter หากเป็นนิทานร่วมสมัยที่ใช้เรื่องใกล้ตัวเป็นเวทีเล่าเรื่อง ยิ่งอ่าน ยิ่งสังเกต ผู้อ่านจะยิ่งเห็นชั้นเชิงของผู้แต่งที่ซ่อนความคิดไว้ในความเรียบง่าย และทำให้นิทานที่ดูธรรมดา กลับมีเสน่ห์และชวนคิดอย่างน่าประหลาดใจ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคุณพ่อคนหนึ่งชื่อว่า “คณิตศาสตร์” คุณพ่อคณิตศาสตร์ฝันอยากให้ลูกชายเติบโตขึ้นเป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญในการนำความรู้วิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ และวางแผนให้ลูกสาวเติบโตขึ้นเป็นคุณหมอที่ทำคะแนนสอบได้สูงลิ่วเกินกว่าใคร ๆ

คุณพ่อคณิตศาสตร์คำนวณเอาไว้ในใจว่า ถ้าเขายอมเสียเงินลงทุนให้ลูกเรียนพิเศษทุกวันเสาร์อาทิตย์และหลังเลิกเรียนในวันปกติตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อลูก ๆ เรียนจบ…ลูก ๆ ก็จะทำเงินกลับคืนมาอย่างมากมายมหาศาลคุ้มค่ากว่าเงินที่เสียไปหลายร้อยหลายพันเท่านัก เมื่อคิดคำนวณเสร็จ คุณพ่อคณิตศาสตร์ก็หัวเราะออกมาเป็นเสียงเหมือนตัวเลขว่า “ห้า ห้า ห้า ห้า ห้า” แล้วดำเนินการตามแผนที่วางไว้โดยไม่ถามความสมัครใจของลูก ๆ เลย

เมื่อลูก ๆ ของคุณพ่อคณิตศาสตร์ต้องเรียนหนังสือทุกวันตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ เด็กทั้งสองก็ค่อย ๆ มีความรู้เพิ่มขึ้น, ทำโจทย์ได้ไวขึ้น, ทำคะแนนสอบได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เด็กทั้งคู่กลับมีร่างกายที่เหนื่อยล้าจนหมดแรงที่จะยิ้ม และโลกรอบตัวก็ช่างดูหม่นหมองเสียเหลือเกิน

คุณแม่ของเด็ก ๆ ไม่ชอบแผนของคุณพ่อคณิตศาสตร์ที่ทำให้ลูก ๆ ต้องมีชีวิตแบบนี้เลย แม้มันดูเหมือนว่าจะดีต่ออนาคตของลูก ๆ แต่หากปัจจุบันลูก ๆ ไม่มีความสุข อนาคตของลูก ๆ จะดีได้อย่างไร!

คุณแม่จึงขอคุยกับคุณพ่อเพื่อโน้มน้าวให้เปลี่ยนใจ แต่คุณพ่อคณิตศาสตร์เป็นคนดื้อรั้นและยึดหลักเหตุผลในการตัดสินใจเสมอ คุณพ่อคณิตศาสตร์บอกกับคุณแม่ว่า “ถ้าไม่ให้ลูกเรียนหนังสือเยอะ ๆ ลูกของเราจะไปเก่งกว่าเด็กคนอื่นได้ยังไง? ถ้าเก่งสู้คนอื่นไม่ได้ อีกหน่อยก็สอบแข่งกับเค้าไม่ได้ นี่เป็นเรื่องของเหตุและผลนะแม่ เหมือน 1+1 ยังไงก็ต้องได้เท่ากับ 2 แม่อย่าใช้อารมณ์มาทำลายโครงการของพ่อกับอนาคตของลูกเลย”

คำอธิบายของคุณพ่อมีเหตุมีผลจนยากจะโต้แย้ง ถ้าเรียนไม่เก่ง, มีสติปัญญาไม่ดี ก็สอบแข่งขันกับคนอื่นไม่ได้แน่ แต่สิ่งที่คุณพ่อคณิตศาสตร์ลืมคิดไปก็คือ นอกจากการส่งเสริมให้ลูกเรียนเก่งแล้ว พ่อกับแม่ยังควรส่งเสริมเรื่องสุขภาพร่างกาย, อารมณ์และจิตใจ รวมทั้งทักษะการเข้าสังคมให้ลูกด้วย คุณแม่ของเด็ก ๆ คิดว่าการจะทำให้คุณพ่อคณิตศาสตร์เปลี่ยนใจได้นั้นมีเพียงวิธีเดียว คือต้องทำให้คุณพ่อยอมจำนนในเหตุผลว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป คุณแม่จึงบอกคุณพ่อว่า “ที่พ่อพูดมาก็ไม่ผิดหรอก แต่พ่อรู้ไหมว่า บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้องแน่นอน มันอาจไม่ถูกแบบนั้นเสมอไปในทุกกรณีก็ได้ อย่าง 1+1 มันก็ไม่จำเป็นต้องได้คำตอบเท่ากับ 2 เสมอไปหรอกนะจ๊ะ”

คุณพ่อทำหน้างุนงงเมื่อได้ฟังคำของคุณแม่ แต่คุณพ่อคณิตศาสตร์เป็นคนที่มีความมั่นใจในความคิดของตัวเองมาก คุณพ่อคณิตศาสตร์จึงพูดว่า “ถ้าแม่พิสูจน์ว่า 1+1 ไม่เท่ากับ 2 ได้จริง ๆ พ่อจะยอมเปลี่ยนใจและให้แม่เป็นคนจัดการเรื่องเรียนของลูกโดยที่พ่อจะไม่ไปบังคับลูกอีกดีไหม”

ทันทีที่คุณแม่ได้ฟัง คุณแม่ก็ยิ้มแล้วรีบตอบว่า “พ่อให้สัญญาแล้วนะจ๊ะ คำไหนคำนั้นนะ” เมื่อพูดจบ คุณแม่ก็ไปหยิบแก้วใส่น้ำมา 2 ใบกับอ่างน้ำเปล่า ๆ มาอีก 1 ใบ จากนั้น คุณแม่ก็ยกแก้วน้ำให้คุณพ่อดูพร้อมกับพูดว่า “นี่คือน้ำหนึ่งแก้วและนี่ก็คือน้ำอีก 1 แก้ว มาดู 1+1 กันนะจ๊ะ” เมื่อพูดจบ คุณแม่ก็เทน้ำทั้งสองแก้วลงในอ่างน้ำแล้วบอกคุณพ่อที่มองดูอยู่แบบตั้งตัวไม่ติดว่า “1+1 บางครั้งก็เท่ากับ 1 นะจ๊ะ”

คุณแม่หัวเราะเป็นเสียงเหมือนตัวเลขว่า “ห้า ห้า ห้า ห้า ห้า” ส่วนคุณพ่อคณิตศาสตร์ได้แต่มองน้ำในอ่างตาปริบ ๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่คุณพ่อได้เรียนรู้ว่าในบางกรณี 1+1 อาจไม่ได้คำตอบเท่ากับ 2 และสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าถูก หากมองในแง่มุมอื่นหรือมองหลาย ๆ ด้าน มันก็อาจไม่ได้ถูกเสมอไปก็ได้ ด้วยเหตุนี้ คุณพ่อคณิตศาสตร์จึงยอมรับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ (แต่ในใจลึก ๆ ก็อดนึกดีใจไม่ได้ว่าตนเองได้แต่งงานกับสุภาพสตรีที่ชาญฉลาดและน่ารักเหลือเกิน)

นับจากวันนั้น คุณแม่ก็จัดการให้ลูก ๆ เรียนหนังสือเท่าที่จำเป็น แต่ส่งเสริมให้ลูกเล่นของเล่นและเล่นท่ามกลางธรรมชาติกับเด็กคนอื่น ๆ เพราะคุณแม่เชื่อว่าการเล่นเป็นวิธีการอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้และเติบโตโดยมีร่างกายที่แข็งแรง, มีจิตใจและอารมณ์ที่ดีงาม และสามารถเข้าสังคมได้อย่างไม่มีปัญหา เด็กน้อยทั้งสองคนชอบวิธีที่คุณแม่จัดการเวลาให้พวกเขามาก ในที่สุด รอยยิ้มก็กลับคืนมาสู่ใบหน้าของสองพี่น้องอีกครั้ง

ครอบครัวกำลังคุยกันเรื่องการบวกเลข 1+1 คุณพ่อชูสองนิ้วถือแก้วน้ำสองใบ เด็กสองคนทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานสำหรับเด็กและผู้ใหญ่

ชะนีน้อยกลอยใจ : นิทานก่อนนอนสอนใจเรื่องความกตัญญู

สัตว์ทุกตัวมีชีวิต มีหัวใจ และมีความรู้สึกไม่ต่างจากมนุษย์ พวกมันรู้จักความเจ็บปวด ความคิดถึง ความหวัง และความรัก การปลูกฝังให้เด็ก ๆ ตระหนักถึงความรู้สึกของสัตว์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยหล่อหลอมให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีเมตตาและเคารพในชีวิตของผู้อื่น

นิทานเรื่อง “ชะนีน้อยกลอยใจ” เป็นนิทานก่อนนอนที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยคุณธรรม ถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของสัตว์ตัวหนึ่งที่เผชิญเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และเลือกใช้ความสุภาพ ความอดทน และความกตัญญูเป็นเข็มทิศนำทางชีวิต

ภายในนิทานแฝงข้อคิดสำคัญหลายประการ ทั้งเรื่องการไม่เบียดเบียนผู้อื่น การมีมารยาทที่ช่วยคุ้มครองตัวเอง ความเมตตาระหว่างคนกับสัตว์ และความกตัญญูที่งดงาม นอกจากนี้ยังมีแง่มุมสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับทักษะในศตวรรษที่ 21 เช่น การสร้างแบรนด์ การคิดเชิงอาชีพ และการใช้จินตนาการอย่างมีคุณค่า

หลังจากอ่านนิทานจบ คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูสามารถชวนเด็ก ๆ ทำกิจกรรมต่อยอด เช่น ออกแบบยี่ห้อสินค้า วาดโลโก้ หรือระบายสีถุงใส่ผลไม้แปรรูป เพื่อเสริมทักษะอาชีพและจิตใจที่งดงามไปพร้อมกัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกชะนีตัวหนึ่งหนีตายจากเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ จนหลงทางเข้าไปในหมู่บ้านของมนุษย์   เจ้าชะนีน้อยคิดถึงแม่และพี่น้องของมันมาก  มันทั้งเสียขวัญและเหนื่อยอ่อน  แต่ลูกชะนียังมีโชคอยู่บ้าง  เพราะหมู่บ้านที่มันพลัดหลงเข้าไปนั้นมีบ้านหลายหลังที่แวดล้อมไปด้วยสวนผลไม้

แม้เจ้าชะนีน้อยจะหิวโซ  แต่แม่ของมันเคยสอนว่าการขโมยของของผู้อื่นเป็นสิ่งที่น่าละอาย   ด้วยเหตุนี้เอง  เจ้าชะนีน้อยจึงเดินไปเคาะประตูบ้านหลังหนึ่งเพื่อขออนุญาตเก็บผลไม้กินประทังชีวิต

เจ้าของบ้านหลังนั้นคือตากับยายที่อาศัยอยู่กันตามลำพังเพราะลูกหลานย้ายไปอยู่ในเมืองใหญ่จนหมด  เมื่อตากับยายเห็นเจ้าชะนีน้อยที่มีมารยาทดีงาม  ตากับยาย (ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ค่อยมีแรงเก็บผลไม้ในสวนของตัวเองกินสักเท่าไร) จึงอนุญาตให้ลูกชะนีเก็บผลไม้ได้ตามใจชอบ   เจ้าชะนีน้อยขอบพระคุณตากับยายผู้มีเมตตา  จากนั้น  มันก็ปีนไปเก็บผลไม้ในสวนกินอย่างเอร็ดอร่อย

เมื่อลูกชะนีมีเรี่ยวแรงกลับคืนมาอีกครั้ง  สิ่งที่มันคิดว่าควรทำก่อนการเดินทางตามหาแม่ก็คือการตอบแทนความกรุณาของตากับยายผู้มีพระคุณ

วันต่อมา  เจ้าชะนีน้อยจึงรีบตื่นตั้งแต่เช้าตรู่  แล้วลงมือเก็บผลไม้ในสวนเพื่อนำไปขายหาเงินให้ตากับยายที่มีฐานะไม่สู้ดีนัก   ส่วนผลไม้ที่ขายไม่หมด  เจ้าชะนีน้อยก็ฉลาดพอที่จะนำมันมาตากหรือกวนจนกลายเป็นผลไม้แปรรูปจำนวนมหาศาลที่ตากับยายสามารถเก็บไว้กินหรือขายได้อีก

สองตายายซาบซึ้งในความกตัญญูของลูกชะนีมาก แม้ทั้งคู่อยากให้เจ้าชะนีน้อยอยู่เป็นเพื่อนที่บ้าน  แต่ตากับยายก็รู้ดีว่าการได้กลับคืนสู่อ้อมอกแม่นั้นเป็นสิ่งที่ลูกชะนีต้องการมากที่สุด  เพราะเหตุนี้  ตากับยายจึงได้แต่อวยพรให้ลูกชะนีพบแม่ของมันโดยเร็ว 

หลังจากที่ลูกชะนีลาตากับยายไปแล้ว  ด้วยความระลึกถึงที่สองตายายมีต่อเจ้าชะนีน้อย  ตากับยายจึงนำผลไม้แปรรูปออกขายโดยตั้งชื่อยี่ห้อว่าชะนีน้อยและวาดภาพของลูกชะนีที่แสนน่ารักติดเอาไว้ด้วย  

ไม่ช้าไม่นานนัก  ผลไม้แปรรูปตราชะนีน้อยก็แพร่หลายไปจนทั่ว  รสชาติของผลไม้แปรรูปที่ลูกชะนีบรรจงทำให้ตากับยายอร่อยจนใครต่อใครติดอกติดใจไปตาม ๆ กัน   และเมื่อลูกค้าทั้งหลายได้ทราบถึงที่มาของผลไม้แสนอร่อย รวมทั้งเรื่องราวของลูกชะนีกตัญญูที่พลัดพรากจากแม่ ทุก ๆ คนจึงคิดที่จะหาทางช่วยเหลือ

หนึ่งเดือนผ่านไป   ลูกชะนียังคงหาแม่ของมันไม่พบ  มันเริ่มท้อและอยากหาที่เติมพลังใจให้กับตัวเองสักนิด  ด้วยเหตุนี้  ลูกชะนีจึงออกจากป่าแล้วมุ่งหน้าไปเยี่ยมตากับยายผู้เป็นเสมือนญาติผู้ใหญ่ของมัน

เมื่อชะนีน้อยเดินทางมาถึงบ้านของตากับยาย มันรู้สึกอบอุ่นใจและคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อมันเคาะประตูและประตูเปิดออก สิ่งที่มันไม่คาดฝันก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า!

ทันทีที่ประตูเปิด   แทนที่เจ้าชะนีน้อยจะเห็นเพียงตากับยายออกมาต้อนรับ  มันกลับพบว่าที่ไหล่และเอวของตากับยายมีแม่ชะนีตัวหนึ่งและลูกชะนีอีกหลายต่อหลายตัวเกาะอยู่

เจ้าชะนีน้อยยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก  เพราะเหล่าชะนีที่มันเห็นก็คือแม่และญาติพี่น้องของมันทั้งนั้น  เจ้าชะนีน้อยร้องไห้โฮด้วยความตื้นตันใจ  ส่วนแม่ชะนีก็รีบโผเข้ากอดลูกด้วยความคิดถึง

ชะนีแม่ลูกกอดกันอยู่นานสองนาน   ตากับยายดีใจที่พวกเขาวาดภาพและตั้งชื่อยี่ห้อผลไม้แปรรูปว่าชะนีน้อย  เพราะหลังจากที่ผู้คนทราบว่าลูกชะนีพยายามตามหาแม่  ใครต่อใครจึงช่วยกันนำรูปของเจ้าชะนีน้อยที่ตากับยายวาดไปสอบถามนายพรานและสัตว์ต่าง ๆ จนในที่สุดก็ทำให้พบกับแม่ชะนีที่กำลังตามหาลูกอยู่เช่นเดียวกัน

เจ้าชะนีน้อยกับครอบครัวของมันขอบพระคุณตากับยายที่ช่วยทำให้พวกมันได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง   และเมื่อตากับยายชวนให้เหล่าชะนีมาอาศัยอยู่ในสวนแทนที่จะกลับไปอยู่ในป่า  ชะนีทั้งหมดจึงตัดสินใจอยู่กับตายายเพื่อช่วยตากับยายเก็บผลไม้และทำให้ชีวิตบั้นปลายของท่านไม่เปลี่ยวเหงา

และแล้ว  เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in นิทานเด็ก, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานหมา

เรื่องเล่าของเจ้าหมูอ้วน : นิทานเพื่อนแท้ที่ถูกลืม

ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน สัตว์เลี้ยงยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนความหมายของคำว่า “รักแท้” สำหรับหลายครอบครัว สัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่เพื่อนเล่น แต่คือสมาชิกในบ้าน ผู้เฝ้ารอ ผู้ฟังเงียบ ๆ และผู้มอบความรักโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

โดยเฉพาะ “หมา” สัตว์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความภักดีและความเสียสละ มันไม่สนว่าเราจะยุ่งแค่ไหน ไม่สนว่าเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร ขอแค่ได้อยู่ใกล้ ๆ ได้เฝ้าดู ได้รอคอย… ก็เพียงพอแล้วสำหรับหัวใจดวงหนึ่งที่เต็มไปด้วยความรัก

สำหรับเด็ก ๆ การมีสัตว์เลี้ยงคือการเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบ ความอ่อนโยน และความผูกพันที่ไม่ต้องใช้คำพูด สัตว์เลี้ยงสอนให้เด็กรู้จักการดูแลผู้อื่น รู้จักความเศร้าเมื่อใครบางคนเจ็บป่วย และรู้จักความสุขจากการได้เห็นใครบางคนฟื้นกลับมา

แต่ในบางครั้ง… เมื่อความสนใจของเด็กเปลี่ยนไป เมื่อของใหม่เข้ามาแทนที่ สัตว์เลี้ยงที่เคยเป็นโลกทั้งใบก็อาจถูกมองข้าม ถูกลืม ถูกปล่อยให้เฝ้ารออยู่เงียบ ๆ โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ความรักจะกลับมา

นิทานเรื่องนี้คือบทบันทึกของ “เพื่อนแท้” ผู้ไม่เคยหายไปจากหัวใจ แม้จะถูกลืมไปจากสายตา…

ผมชื่อ “หมูอ้วน” ผมเป็นหมาของน้องพี ตอนที่ผมเป็นเด็ก น้องพีคอยดูแลผมไม่เคยห่าง เรากินข้าวด้วยกัน นอนด้วยกัน และเล่นสนุกด้วยกัน น้องพีรักผมมาก ส่วนผมก็รักน้องพีสุดหัวใจ

เมื่อน้องพีโตขึ้น ผมก็โตขึ้นด้วย ตอนนี้…ผมไม่ใช่ลูกหมาแล้วนะ แต่ผมเป็นหมาหนุ่มที่แข็งแรงไม่ใช่เล่น ผมคอยเฝ้าบ้านให้น้องพีทุก ๆ คืน ส่วนน้องพีก็ยุ่งกับการบ้านจนเราไม่ค่อยได้เล่นกันสักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม…ผมก็ยังรักน้องพีไม่มีเปลี่ยน

อยู่มาวันหนึ่ง คุณพ่อซื้อหมาหุ่นยนต์มาให้น้องพีเป็นของขวัญวันเกิด น้องพีตื่นเต้นมากเพราะหมาหุ่นยนต์ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวและส่งเสียงโต้ตอบได้ราวกับมันมีชีวิต ผมดีใจที่เห็นน้องพีมีความสุข แต่ในขณะเดียวกัน…ผมก็กลัวว่าน้องพีอาจลืมผมไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง

นับจากวันนั้น น้องพีก็รีบทำการบ้านเพื่อที่จะได้มีเวลาเล่นกับหมาหุ่นยนต์ให้มากที่สุด น้องพีสนุกกับการป้อนข้อมูลให้หมาหุ่นยนต์ทำนู่นทำนี่ เจ้าหมาหุ่นยนต์ชอบหมุนตัวไปรอบ ๆ และเห่าด้วยเสียงประหลาด น้องพีมักจะหัวเราะเมื่อได้เห็น แต่พอผมแกล้งหมุนตัวและเห่าบ้าง น้องพีกลับทำหน้าเบื่อ ๆ แล้วเอาหมาหุ่นยนต์ขึ้นไปเล่นในห้องนอนโดยไม่ให้ผมตามไปด้วย น้องพีหลงเจ้าหมาหุ่นยนต์จนลืมหมาที่มีหัวใจอย่างผมไปเสียแล้ว!

ผมร้องไห้อยู่หลายวันจนไม่มีน้ำตาจะไหล ในที่สุด ผมก็เริ่มทำใจได้และรู้ตัวดีว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็ยังคงรักน้องพีไม่มีเปลี่ยน ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงยอมอยู่ห่างจากน้องพีและตั้งใจที่จะเฝ้าบ้านให้ดีที่สุดเพื่อปกป้องน้องพีให้นอนหลับฝันดีทุก ๆ คืน

แต่แล้วคืนหนึ่ง (ซึ่งเป็นคืนที่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่บ้าน) จู่ ๆ ผมก็ได้ยินเสียงคนแปลกหน้าปีนกำแพงเข้ามาและแอบลอบเข้าไปในตัวบ้าน ผมตกใจมากเพราะไม่เคยเผชิญหน้ากับโจรเช่นนี้มาก่อน แต่ทันทีที่ผมได้ยินเสียงร้องให้ช่วยของน้องพี ผมก็ได้สติและรีบกระโจนเข้าไปในบ้านอย่างเร็วจี๋

เมื่อผมวิ่งขึ้นบันไดไปจนถึงห้องของน้องพี สิ่งที่ผมเห็นก็คือน้องพีกำลังนั่งตัวสั่นอยู่บนเตียงโดยมีเจ้าโจรร้ายยืนขวางประตูพร้อมกับถือมีดเงาวับอยู่ในมือ

เสี้ยววินาทีนั้น…ผมกลัวจนตัวสั่น แต่เพราะผมรักน้องพียิ่งกว่าชีวิต ผมจึงตัดสินใจกระโดดเข้ากัดเจ้าโจรร้ายอย่างสุดแรงเกิด

แม้เจ้าโจรจะเจ็บและทำมีดหลุดมือ แต่มันก็ยังมีพิษสงรอบตัว เจ้าโจรทั้งทุบทั้งถีบผมเพื่อให้ผมปล่อยมันออกจากคมเขี้ยว ผมถูกโจรทำร้ายจนสะบักสะบอมไปหมด แต่เพื่อปกป้องน้องพีที่ผมรัก ผมจึงยอมสู้ตายถวายชีวิต

และแล้ว…โชคดีก็เป็นของผม เพราะก่อนที่ผมจะหมดแรงเฮือกสุดท้าย คุณพ่อกับคุณแม่ของน้องพีก็ขับรถกลับมาถึงบ้าน ซึ่งทำให้เจ้าโจรตกใจและรีบเผ่นหนีไปในทันที

เมื่อคุณพ่อกับคุณแม่เข้ามาเห็นสภาพภายในห้อง ท่านทั้งสองก็รีบโผเข้ากอดน้องพีที่ได้แต่ร้องไห้และชี้มือมาที่พื้น คุณพ่อมองเห็นหมาหุ่นยนต์ที่พังยับเยินอยู่ตรงนั้น ท่านจึงปลอบน้องพีว่าจะซื้อหมาหุ่นยนต์ให้ใหม่ แต่น้องพีไม่เอา น้องพีกลับร้องไห้ฟูมฟายพร้อม ๆ กับร้องเรียกชื่อผมไม่ยอมหยุด!ในตอนนั้น ผมดีใจเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ น้องพียังห่วงผม น้องพียังจำหมาอย่างผมได้ ผมดีใจได้สักพัก แล้วภาพต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ มืดหายไปจนหมด

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ผมก็ไม่รู้ เมื่อผมตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ผมก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในร้านหมอโดยมีน้องพีคอยลูบตัวของผมเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วง คุณหมอรักษาผมเป็นอย่างดี ท่านยืนยันว่าผมจะต้องหายเป็นปกติได้แน่ ๆ

เมื่อกลับมาถึงบ้าน น้องพีเฝ้าดูแลผมเหมือนตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผมอบอุ่นใจมากเมื่อน้องพีกอดผมเอาไว้ในอ้อมแขน และผมมีความสุขเหลือเกินเมื่อน้องพีบอกผมว่า ขอโทษนะเจ้าหมูอ้วน ฉันจะไม่ลืมเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันอีกแล้ว

ผมดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้ฟังถ้อยคำอันแสนวิเศษของน้องพี ผมจะต้องหายให้เร็วที่สุดเพราะผมไม่อยากให้น้องพีต้องเป็นห่วง

หลังจากนั้นไม่นาน…ผมก็ค่อย ๆ หายวันหายคืนจนแข็งแรงเหมือนเก่าไม่มีผิด ส่วนน้องพีก็ไม่เคยลืมเพื่อนสี่ขาที่แสนดีอย่างผมอีกเลย

#นิทานนำบุญ