Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคลาสสิก, นิทานนานาชาติ

เจ้าหญิงกับเมล็ดถั่ว – นิทานคลาสสิกจากฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน

“เจ้าหญิงกับเมล็ดถั่ว” (The Princess and the Pea) หรือในชื่อภาษาเดนมาร์กว่า Prinsessen på ærten เป็นนิทานสั้นที่แต่งโดย ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน (Hans Christian Andersen) นักเล่านิทานผู้เปลี่ยนโลกแห่งวรรณกรรมเด็กด้วยเรื่องเล่าที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง นิทานเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1835 และกลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดของเขา

แม้เนื้อเรื่องจะดูเรียบง่าย คือเป็นเรื่องของเจ้าชายที่ตามหาเจ้าหญิงผู้มีความเป็นเจ้าหญิงอย่างแท้จริง และใช้เมล็ดถั่วเล็ก ๆ เป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นเจ้าหญิง แต่นิทานเรื่องนี้กลับได้รับการวิเคราะห์อย่างกว้างขวางในแวดวงวรรณกรรมเด็กและจิตวิทยา นักวิชาการหลายท่านมองว่า “เจ้าหญิงกับเมล็ดถั่ว” เป็นนิทานที่ยกย่องความอ่อนไหว ความละเอียดอ่อน และความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ซึ่งมักถูกมองข้ามในโลกที่ให้คุณค่ากับความแข็งแกร่งและรูปลักษณ์ภายนอก

เมล็ดถั่วในเรื่องจึงไม่ใช่แค่สิ่งของเล็ก ๆ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของ “ความจริงเล็ก ๆ” ที่สามารถเปิดเผยตัวตนของคนเราได้อย่างน่าทึ่ง และเตียงที่สูงลิบก็ไม่ใช่เพียงฉากในนิทาน แต่เป็นบททดสอบที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลกแห่งนิทาน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีเจ้าชายองค์หนึ่งที่กำลังตามหาเจ้าหญิงผู้มีความเป็นเจ้าหญิงอย่างแท้จริง เพื่อมาเป็นคู่ครองของพระองค์

เจ้าชายเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ มากมาย พบหญิงสาวมากหน้าหลายตา บางคนแต่งกายงดงามราวกับเจ้าหญิง บางคนพูดจาอ่อนหวานราวกับเจ้าหญิง แต่ไม่ว่าใครจะแสดงออกอย่างไร ก็ไม่อาจทำให้เจ้าชายมั่นใจได้ว่า คน ๆ นั้นเป็นเจ้าหญิงผู้มีความเป็นเจ้าหญิงอย่างแท้จริง เจ้าชายจึงกลับมายังปราสาทของพระองค์ด้วยหัวใจที่ว่างเปล่า

คืนหนึ่ง เกิดพายุฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก ลมพัดแรงจนต้นไม้โยกไหว ฝนตกกระหน่ำไม่หยุด และฟ้าร้องเสียงดังจนปราสาทสะเทือน ทุกคนต่างหลบอยู่ในห้องของตนเอง ไม่มีใครกล้าออกไปไหน

ทันใดนั้น มีเสียงเคาะประตูปราสาทดังขึ้น เจ้าชายและพระราชินีต่างแปลกใจ เมื่อเปิดประตูออกดูเจ้าชายกับพระราชินีก็พบหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่กลางสายฝน เสื้อผ้าเปียกโชก ผมเปียกชุ่ม และรองเท้าก็เต็มไปด้วยโคลน

หญิงสาวกล่าวอย่างสุภาพว่า “ข้าพเจ้าเป็นเจ้าหญิงจากแดนไกล ขออภัยที่มาขอพักพิงในยามค่ำคืนเช่นนี้”

ราชินีมองหญิงสาวด้วยความสงสัย แม้เธอจะพูดจาอ่อนโยน แต่รูปลักษณ์ภายนอกของเธอไม่เหมือนเจ้าหญิงเลย

ราชินีจึงคิดจะทดสอบว่าเธอเป็นเจ้าหญิงผู้มีความเป็นเจ้าหญิงอย่างแท้จริงหรือไม่ พระองค์สั่งให้คนรับใช้จัดเตียงนอนให้หญิงสาว โดยวางเม็ดถั่วหนึ่งเมล็ดไว้ใต้ฟูกที่นอน จากนั้นก็ซ้อนฟูกอีกถึงยี่สิบชั้น และปูผ้านวมอีกยี่สิบผืนไว้ด้านบน

เตียงนั้นสูงจนต้องใช้บันไดปีนขึ้นไป หญิงสาวขึ้นไปนอนบนเตียงนั้น ทุกคนในปราสาทต่างเฝ้ารอคำตอบในเช้าวันรุ่งขึ้น ว่าการทดสอบของราชินีจะได้ผลหรือไม่

เมื่อรุ่งเช้า ราชินีถามหญิงสาวว่าเธอนอนหลับสบายหรือไม่

หญิงสาวตอบด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ข้าพเจ้านอนไม่หลับเลยตลอดคืน มีบางสิ่งแข็ง ๆ อยู่ใต้ที่นอน มันทำให้ข้าพเจ้าปวดหลังจนแทบขยับตัวไม่ได้”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ราชินีก็ยิ้มอย่างพอใจ เพราะมีเพียงเจ้าหญิงผู้มีความเป็นเจ้าหญิงอย่างแท้จริงเท่านั้น ที่มีความอ่อนไหวและละเอียดอ่อนมากพอจะรู้สึกถึงเมล็ดถั่วเล็ก ๆ ใต้ฟูกหนานุ่มถึงยี่สิบชั้น

เจ้าชายดีใจอย่างยิ่งที่พบเจ้าหญิงผู้มีความเป็นเจ้าหญิงอย่างแท้จริง พระองค์ขอเธอแต่งงานทันที และเจ้าหญิงก็ตอบรับด้วยความยินดี

พิธีแต่งงานจัดขึ้นอย่างงดงาม และทั้งสองก็ครองรักกันอย่างมีความสุข

ในที่สุด เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ก็กลายเป็นนิทานที่เล่าขานกันมาจนถึงปัจจุบัน

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความฉลาดของผู้ใหญ่คือการรู้จักใช้วิธีอ่อนโยนในการพิสูจน์ความจริง
  • การอบรมเลี้ยงดูที่ดีจะหล่อหลอมให้คนมีความละเอียดอ่อนโดยธรรมชาติ
  • ความละเอียดอ่อนคือคุณสมบัติที่ไม่สามารถแสร้งทำได้
ภาพเจ้าหญิงนอนบนเตียงสูงในนิทานเจ้าหญิงกับเมล็ดถั่ว
Posted in นิทานคลาสสิก, นิทานนานาชาติ, นิทานผจญภัย

สาวน้อย เปโตรซิเนลลา: นิทานคลาสสิกจากอิตาลีที่เป็นต้นแบบของราพันเซล

นิทานเปโตรซิเนลลา (Petrosinella) เป็นนิทานพื้นบ้านจากอิตาลีที่มีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี โดยปรากฏครั้งแรกในหนังสือ Lo cunto de li cunti หรือ The Tale of Tales ซึ่งเขียนโดย Giambattista Basile นักเขียนและนักสะสมนิทานพื้นบ้านชาวอิตาลีในช่วงศตวรรษที่ 17

นิทานเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบของนิทาน ราพันเซล ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี แม้ว่าเวอร์ชันของ Brothers Grimm จะได้รับความนิยมมากกว่าในยุคหลัง แต่ Petrosinella กลับมีโครงเรื่องที่ลึกซึ้งและมีรายละเอียดที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การที่นางเอกเรียนรู้เวทมนตร์จากนางยักษ์ และใช้ไหวพริบในการหลบหนีด้วยของวิเศษสามชิ้น

นักวิชาการด้านวรรณกรรมเปรียบเทียบมักชื่นชม Petrosinella ในฐานะนิทานที่ให้บทเรียนเรื่อง “การเติบโตผ่านการเรียนรู้” และ “ชัยชนะของสติปัญญาเหนืออำนาจ” โดยเฉพาะในเวอร์ชันของ Basile ที่เน้นความกล้าหาญและความรักที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา

ในแง่ของวัฒนธรรม นิทานเรื่องนี้สะท้อนความเชื่อของชาวอิตาลีในยุคนั้นเกี่ยวกับเวทมนตร์ ความอยากในช่วงตั้งครรภ์ และการต่อรองกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งเป็นธีมที่พบได้บ่อยในนิทานยุโรปตอนใต้

การนำเสนอเรื่อง สาวน้อยเปโตรซิเนลลา ในเว็บไซต์นิทานนำบุญ จึงไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องเพื่อความบันเทิง แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงวรรณกรรมคลาสสิกกับบทเรียนชีวิตที่เข้าถึงใจเด็กและผู้ใหญ่ได้อย่างลึกซึ้ง

ในเมืองเล็กแห่งหนึ่งของอิตาลี มีหญิงสาวชื่อปัสกาโดซเซียอาศัยอยู่กับสามีอย่างยากจน วันหนึ่งเธอตั้งครรภ์ และเกิดความอยากกินผักชีฝรั่งที่ปลูกอยู่ในสวนของนางยักษ์ข้างบ้าน ความอยากนั้นรุนแรงจนเธอขอให้สามีแอบเข้าไปเก็บมาให้

สามีแม้จะลังเล แต่ก็ยอมทำตามคำขอของภรรยา เขาแอบเข้าไปในสวนของนางยักษ์และเด็ดผักชีฝรั่งมาให้ภรรยากิน เมื่อภรรยากินแล้วก็ยิ่งอยากกินอีก เขาจึงกลับไปเก็บอีกครั้ง แต่คราวนี้นางยักษ์จับได้

นางยักษ์โกรธมากและขู่ว่าจะลงโทษเขา แต่เมื่อเห็นว่าเขาทำไปเพราะความรักต่อภรรยา นางจึงยื่นข้อเสนอว่า หากเขายอมมอบลูกในครรภ์ให้เมื่อคลอดออกมา นางจะไม่ลงโทษและจะให้อภัย เขาจำใจตกลง

เมื่อเด็กหญิงเกิดมา นางยักษ์มารับตัวไปเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็ก และตั้งชื่อว่า เปโตรซิเนลลา ซึ่งหมายถึง “ผักชีฝรั่งน้อย” เด็กหญิงเติบโตขึ้นในบ้านของนางยักษ์ ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี แต่ถูกห้ามไม่ให้ออกไปข้างนอก

เมื่อเปโตรซิเนลลาโตขึ้น เธอมีผมยาวสลวยและเสียงร้องเพลงไพเราะ วันหนึ่งชายหนุ่มคนหนึ่งเดินผ่านบ้านของนางยักษ์และได้ยินเสียงร้องเพลงของเธอ เขาหลงใหลในเสียงนั้นและแอบดูเธอจากหน้าต่าง

ชายหนุ่มพยายามหาทางเข้าไปหาเปโตรซิเนลลา แต่บ้านของนางยักษ์ไม่มีประตู มีเพียงหน้าต่างสูงที่นางยักษ์ใช้ปีนขึ้นโดยจับผมของเปโตรซิเนลลา เขาจึงเลียนแบบวิธีของนางยักษ์และเรียกให้เธอปล่อยผมลงมา

เมื่อเปโตรซิเนลลาเห็นชายหนุ่ม เธอตกใจแต่ก็รู้สึกอบอุ่น ทั้งสองพูดคุยกันและเริ่มมีความรักต่อกัน พวกเขาแอบพบกันทุกวันโดยใช้ผมของเธอเป็นทางขึ้นลง

นางยักษ์เริ่มสงสัยและจับได้ว่าเปโตรซิเนลลาแอบพบชายหนุ่ม เธอโกรธมากและวางแผนจะจับตัวเปโตรซิเนลลากลับไปขังไว้ในหอคอยกลางป่า เพื่อไม่ให้ใครเข้าถึงได้อีก

แต่เปโตรซิเนลลาไม่ยอมแพ้ เธอใช้ไหวพริบและเวทมนตร์ที่เรียนรู้จากนางยักษ์ แอบเตรียมของวิเศษไว้สามอย่าง ได้แก่ หวี หิน และกระจก ซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งกีดขวางได้

คืนหนึ่ง เปโตรซิเนลลาแอบหลบหนีออกจากหอคอยพร้อมชายหนุ่ม โดยนำของวิเศษติดตัวไปด้วย นางยักษ์รู้ทันและรีบตามทั้งคู่ไปด้วยความโกรธจัด

เปโตรซิเนลลาโยนหวีลงพื้น หวีกลายเป็นป่าหนามขวางทาง นางยักษ์ใช้เวทมนตร์ฝ่าผ่านไปได้

เปโตรซิเนลลาจึงโยนหินลงไป หินกลายเป็นภูเขาสูง นางยักษ์ปีนข้ามไปอย่างยากลำบาก

สุดท้าย เปโตรซิเนลลาโยนกระจกลงพื้น กระจกกลายเป็นทะเลกว้าง นางยักษ์ไม่สามารถข้ามไปได้ และจมน้ำหายไปในที่สุด

เมื่อพ้นภัย เปโตรซิเนลลาและชายหนุ่มกลับไปยังเมืองของเขา ทั้งสองแต่งงานกันอย่างมีความสุข และใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความรักและความกล้าหาญที่ฝ่าฟันอุปสรรคมาได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความรักและสติปัญญาสามารถเอาชนะอำนาจที่กักขังได้ แม้จะต้องเผชิญกับความกลัวและอุปสรรคมากมาย หากมีความกล้าและความจริงใจ ก็สามารถสร้างชีวิตใหม่ได้อย่างงดงาม

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความรักแท้ต้องมาพร้อมความกล้าหาญในการเผชิญอุปสรรค
  • สติปัญญาและการเตรียมตัวสามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากสถานการณ์ที่ดูเหมือนไม่มีทางออก
  • การกักขังไม่อาจหยุดยั้งจิตใจที่โหยหาอิสรภาพและความรัก
ภาพประกอบนิทานสาวน้อยเปโตรซิเนลลา เด็กหญิงผมแดงกำลังหลบหนีจากนางยักษ์ในฉากป่า สื่อถึงความกล้าหาญและการหลุดพ้น
เปโตรซิเนลลาใช้ไหวพริบและเวทมนตร์หลบหนีจากนางยักษ์ เพื่อค้นหาอิสรภาพและความรักแท้
Posted in นิทานคลาสสิก, นิทานนานาชาติ, นิทานยุโรป, นิทานเด็ก

เจ้าชาย Boots ปราบยักษ์ : นิทานพื้นบ้านนอร์เวย์

นิทานเรื่อง “Jetten uten hjerte” เป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านนอร์เวย์ที่ทรงคุณค่าที่สุดของชาวนอร์ส ถูกเก็บรวบรวมโดยนักเล่านิทานชื่อดังของนอร์เวย์คือ Peter Christen Asbjørnsen และ Jørgen Moe ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการรวบรวมและเผยแพร่นิทานพื้นบ้านในศตวรรษที่ 19 ผ่านชุดนิทานชื่อ Norske Folkeeventyr

นิทานเรื่องนี้ในเวอร์ชันต้นฉบับของนอร์เวย์ มีจุดเด่นที่สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมและปรัชญาชีวิตอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง “การตอบแทนความดี” ผ่านสัตว์ที่เจ้าชาย Boots เคยช่วยไว้ (อีกา ปลาแซลมอน และหมาป่า) ซึ่งต่อมาได้กลับมาช่วยเหลือเจ้าชายในยามคับขัน นอกจากนี้ ยังจะเห็นได้ว่า เจ้าชายไม่ได้ใช้เวทมนตร์ในการฝ่าฟันอุปสรรค แต่ใช้ความเมตตา ความกล้าหาญ และความเสียสละ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมของชาวนอร์ส และท้ายที่สุด นิทานเรื่องนี้ยังสะท้อนคุณธรรมแบบนอร์สที่เน้นความรักต่อครอบครัว ความกล้าหาญ และการเสียสละเพื่อผู้อื่นอย่างงดงาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่งมีพระโอรสเจ็ดพระองค์ พระราชารักลูกชายทั้งเจ็ดสุดหัวใจจนไม่อาจทนอยู่ได้โดยอยู่ไกลจากลูก ดังนั้น จึงต้องมีลูกชายอย่างน้อยหนึ่งคนอยู่เคียงข้างเสมอ

เมื่อเจ้าชายทั้งเจ็ดเติบโตขึ้น พระราชาจึงอนุญาตให้เจ้าชายหกพระองค์ออกเดินทางเพื่อไปหาคู่ครอง ส่วนเจ้าชายองค์สุดท้อง พระราชาทรงขอให้อยู่ที่วัง และสั่งให้พี่ชายทั้งหกหาเจ้าหญิงกลับมาให้เขา

เจ้าชายทั้งหกออกจากวังไปได้สักพัก ก็มีข่าวเล่าลือว่า เจ้าชายทั้งหกถูกยักษ์จับและสาปให้กลายเป็นหิน พระราชาทรงเป็นห่วงลูกชายทั้งหกมาก ในที่สุด พระราชาจึงขอให้เจ้าชายองค์สุดท้องออกเดินทางไปช่วยพี่ ๆ

เมื่อเจ้าชายองค์สุดท้องซึ่งมีชื่อว่า Boots (บู๊ท) ได้รับอนุญาตจากพระราชาให้ออกเดินทางตามหาพี่ชายทั้งหก ม้าที่เหลืออยู่ในวังก็มีแค่ม้าแก่ ๆ ที่โรยแรงและใกล้หมดสภาพ แต่เจ้าชายบู๊ทไม่ได้ใส่ใจ เขาอยากไปช่วยพี่ ๆ เขาจึงกระโดดขึ้นขี่ม้าตัวนั้น แล้วกล่าวว่า “หม่อมฉันจะกลับมาแน่นอน และจะพาพี่ชายทั้งหกกลับมาด้วย!”

ระหว่างทางเจ้าชายบู๊ทพบอีกาที่หิวโซจนบินไม่ไหว มันร้องขออาหาร เจ้าชายบู๊ทจึงตอบไปว่า “ข้าไม่มีอาหารมากนัก แต่ข้าจะมอบอาหารให้เจ้า เพราะเห็นว่าเจ้าต้องการมันจริง ๆ” เจ้าชายบู๊ท มอบอาหารทั้งหมดให้อีกา ส่วนอีกาก็สัญญาว่าจะช่วยเหลือเจ้าชายหากเจ้าชายร้องขอ

ต่อมาเจ้าชายบู๊ทพบปลาแซลมอนตัวใหญ่พลัดติดอยู่บนพื้นแห้ง มันดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง “ช่วยพาข้ากลับลงน้ำด้วยเถิด แล้วข้าจะช่วยเจ้าในยามจำเป็น” เจ้าชายบู๊ทสงสาร จึงช่วยนำปลาแซลมอนกลับลงน้ำ ปลาแซลมอนจึงเอ่ยปากสัญญาว่าจะช่วยเหลือเจ้าชายหากเจ้าชายร้องขอ

หลังจากนั้น เจ้าชายบู๊ทก็เดินทางต่อไปอีกสักพัก และพบหมาป่าที่หิวโซจนหมดแรง เมื่อหมาป่าเห็นเจ้าชาย มันจึงพูดขึ้นว่า “ขอม้าของท่านได้ไหม ข้าหิวจนลมพัดผ่านซี่โครงได้แล้ว”

เจ้าชายบู๊ทตอบว่า “ข้าให้อาหารอีกาจนหมด แถมช่วยปลาแซลมอนกลับลงน้ำ และตอนนี้เจ้าจะเอาม้าของข้าอีกเหรอ ข้าจะไม่มีอะไรเหลือเลยนะ”

แต่หมาป่ากล่าวว่า “ข้าสัญญาว่าจะให้ท่านขี่หลังข้าแทน และข้าจะช่วยเจ้าชายหากเจ้าชายร้องขอ

เจ้าชายบู๊ทสงสารหมาป่า และเห็นว่าม้าชราจนใกล้สิ้นอายุขัย เจ้าชายจึงมอบม้าให้หมาป่าใช้ประทังชีวิต

ครั้นเมื่อหมาป่ากลับมามีเรี่ยวแรง เจ้าชายขอให้หมาป่าพาไปหาพี่ชายทัังหกที่ปราสาทของยักษ์ หมาป่ามีความรอบรู้เรื่องราวในป่า มันจึงให้เจ้าชายบู๊ทนั่งบนหลัง แล้ววิ่งไปยังปราสาทของยักษ์อย่างรวดเร็วราวกับสายลม

หลังจากหมาป่าพาเจ้าชายบู๊ทเดินทางมาได้พักใหญ่ ในที่สุด มันก็หยุดและกล่าวว่า “ดูนั่นสิ นั่นคือปราสาทของเจ้ายักษ์ และนั่นคือพี่ชายทั้งหกของท่านที่ถูกสาปให้กลายเป็นหิน”

เจ้าชายบู๊ทมองไปยังลานหน้าปราสาท พระองค์เห็นรูปปั้นหินของชายหนุ่มหกคนยืนเรียงกันอยู่ พวกเขาคือพี่ชายทั้งหกของเจ้าชายจริง ๆ และข้าง ๆ คือเจ้าหญิงหกองค์ที่ถูกสาปเช่นกัน

เจ้าชายบู๊ทรู้สึกเจ็บปวดในใจ แต่พระองค์ไม่ยอมแพ้ หมาป่ากล่าวว่า “ท่านต้องเข้าไปในปราสาท และตามหาเจ้าหญิงที่ถูกกักขังอยู่ข้างใน เจ้าหญิงอาจช่วยท่านได้”

เจ้าชายบู๊ทลอบเข้าไปในปราสาท และพบเจ้าหญิงผู้เลอโฉมพระองค์หนึ่งนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ เจ้าหญิงสะดุ้งเมื่อเห็นเขา แต่เมื่อเจ้าชายบู๊ทบอกว่าพระองค์มาเพื่อช่วยพี่ชายและจะช่วยเจ้าหญิงด้วย เจ้าหญิงจึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่มีใครสามารถจัดการเจ้ายักษ์ได้หรอก เพราะมันไม่มีหัวใจอยู่ในร่างกาย”

เจ้าชายบู๊ทตกใจ “ไม่มีหัวใจอยู่ในร่างกายงั้นหรือ?”

เจ้าหญิงพยักหน้า “ใช่ ยักษ์ซ่อนหัวใจของมันเอาไว้ที่อื่น และไม่มีใครรู้ว่ามันซ่อนหัวใจไว้ที่ไหน”

เจ้าชายบู๊ทจึงขอร้องให้เจ้าหญิงช่วยหาทางล้วงความลับจากยักษ์ให้ เจ้าหญิงตกลงจะช่วยเจ้าชายบู๊ท เมื่อยักษ์กลับมาถึงปราสาท เจ้าหญิงจึงแกล้งกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ข้าฝันถึงท่านเมื่อคืน และในฝัน ข้าเห็นหัวใจของท่านอยู่ใต้ธรณีประตู”

ยักษ์หัวเราะเสียงดัง พลางคิดในใจว่า “โง่จริง ใครจะเอาหัวใจไปซ่อนไว้ตรงนั้น”

เจ้าหญิงแสร้งทำเป็นคนใสซื่อ วันรุ่งขึ้น เจ้าหญิงจึงนำดอกไม้ไปโปรยไว้ที่ธรณีประตู เมื่อยักษ์กลับมาอีกครั้ง มันถามว่า “เจ้าทำอะไร?” เจ้าหญิงตอบว่า “ข้าโปรยดอกไม้ไว้ตรงที่หัวใจของท่านอยู่ เพื่อให้มันมีความสุข”

ยักษ์หัวเราะอีกครั้ง “เจ้าก็ยังเชื่ออยู่นั่นเอง หัวใจของข้าไม่ได้อยู่ตรงนั้นหรอก มันอยู่ที่ตู้ในห้องนอนของข้า”

วันต่อมา เจ้าหญิงจึงนำดอกไม้ไปโปรยที่ตู้อีก เมื่อยักษ์เห็น ยักษ์จึงถามว่า “เจ้าทำอะไรอีกแล้ว?”

“ข้าอยากให้หัวใจของท่านมีความสุข” เจ้าหญิงตอบ

ยักษ์หัวเราะอีกครั้ง “เจ้าช่างไร้เดียงสาเสียจริง ข้าบอกเจ้าตามตรงนะ หัวใจของข้าอยู่ไกลจากที่นี่มาก มันอยู่ในไข่ ไข่อยู่ในเป็ด เป็ดอยู่ในบ่อน้ำใต้โบสถ์ บนเกาะกลางทะเลสาบที่ไม่มีใครหาเจอ”

เจ้าหญิงจำคำพูดนั้นไว้ และเมื่อยักษ์หลับ พระองค์จึงแอบไปบอกเจ้าชายบู๊ทถึงที่ซ่อนหัวใจของยักษ์

เมื่อเจ้าชายบู๊ทได้ฟัง เจ้าชายก็ยิ้มอย่างมีความหวัง แล้วพระองค์ก็รีบขี่หลังหมาป่าเพื่อออกเดินทางไปยังเกาะกลางทะเลสาบตามคำบอกของเจ้าหญิง

เมื่อหมาป่าพาเจ้าชายไปถึงเกาะ บนเกาะมีโบสถ์เก่าแก่ตั้งอยู่ และในโบสถ์ก็มีบ่อน้ำซึ่งมีเป็ดตัวหนึ่งว่ายน้ำอยู่ เมื่อเจ้าชายเห็นเช่นนั้น เจ้าชายบู๊ทจึงส่งสัญญาณเรียกอีกาที่พระองค์เคยช่วยไว้ให้มาหา จากนั้น เจ้าชายก็ขอให้อีกาช่วยบินเข้าไปในโบสถ์และนำกุญแจมาให้

เมื่อเจ้าชายเข้าไปในโบสถ์ได้ เจ้าชายก็เห็นเป็ดว่ายอยู่ในบ่อน้ำ เจ้าชายเพยายามจับเป็ดเพื่อเอาไข่ของเป็ดออกมาจากท้อง แต่เป็ดตกใจ จึงปล่อยไข่ออกมาทำให้ไข่จมลงไปที่ก้นบ่อน้ำซึ่งลึกมาก

เจ้าชายบู๊ทไม่สามารถดำน้ำลงไปเก็บไข่นั้นมาได้ พระองค์จึงส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากปลาแซลมอนที่พระองค์เคยช่วยไว้ เมื่อปลาแซลมอนรู้ว่าเจ้าชายต้องการความช่วยเหลือ มันจึงหาทางว่ายน้ำผ่านซอกหลืบต่าง ๆ จนเข้าไปถึงก้นบ่อน้ำ แล้วนำไข่ขึ้นมาให้เจ้าชายได้สำเร็จ

เมื่อเจ้าชายบู๊ทได้ไข่มา พระองค์จึงถามหมาป่าว่า “ข้าควรทำอย่างไร?”

หมาป่าผู้รอบรู้จึงแนะนำว่า “บีบมัน”

เจ้าชายบู๊ทจึงบีบไข่เบา ๆ และทันใดนั้น ยักษ์ที่อยู่ในปราสาทก็ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด

เสียงร้องของยักษ์ดังมาถึงโบสถ์ที่เจ้าชายยืนอยู่ หมาป่ารู้ในทันทีว่าในไข่มีหัวใจของยักษ์ซ่อนอยู่จริง ๆ มันจึงแนะนำเจ้าชายว่า “ขว้างไข่ลงที่พื้นให้ไข่แตก”

เมื่อเจ้าชายทำตามโดยขว้างไข่ลงที่พื้นจนไข่แตกกระจาย หัวใจของยักษ์ก็แตกสลายไปพร้อมกับร่างของมัน

เมื่อร่างของยักษ์ล้มลง พลังเวทมนตร์ทั้งหมดที่มันใช้สาปเจ้าชายและเจ้าหญิงทุกพระองค์ก็สลายไปสิ้น พี่ชายทั้งหกของเจ้าชายบู๊ทและเจ้าหญิงทั้งหกจึงได้กลับคืนสู่ร่างปกติ ทุกคนต่างโผเข้ากอดกันด้วยความดีใจ

เมื่อเจ้าชายบู๊ทกลับไปที่ปราสาทของยักษ์ เจ้าหญิงที่ช่วยเจ้าชายบู๊ทยิ้มอย่างอ่อนโยนและกล่าวกับเจ้าชายว่า “ท่านคือผู้กล้าที่ช่วยเหลือพวกเรา”

เจ้าชายบู๊ทตอบอย่างถ่อมตัวว่า “ข้าแค่ทำในสิ่งที่ควรทำ คือทำเพื่อครอบครัวและทำเพื่อความยุติธรรม”

หลังจากเรื่องราวทั้งหมดสิ้นสุดลง เจ้าชายบู๊ทและพี่ชายทั้งหก พร้อมกับเจ้าหญิงทุกพระองค์เดินทางกลับสู่อาณาจักร เมื่อพระราชาเห็นลูกชายทั้งหมดกลับมาอย่างปลอดภัย พระองค์ก็ทรงหลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปีติ

“ข้าภูมิใจในตัวเจ้ายิ่งนัก” พระราชาตรัสกับเจ้าชายบู๊ท

หลังจากนั้น พระราชาก็จัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ โดยเจ้าชายบู๊ทได้แต่งงานกับเจ้าหญิงที่พระองค์ช่วยไว้ และเจ้าชายทั้งหกก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิงของตนเช่นกัน

และแล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน อาจกลายเป็นพลังช่วยชีวิตในยามคับขัน
  • ความกล้าหาญและความเสียสละ คือคุณสมบัติของผู้กล้าที่แท้จริง
  • สติปัญญาและไหวพริบสามารถเอาชนะพลังอำนาจที่ดูน่ากลัวได้
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานสำหรับผู้ใหญ่

นิทานสอนใจ: ฮันส์กับเจ้าของโรงสี – มิตรภาพที่ไม่เท่ากัน

นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นโดยนักเขียนชื่อก้องโลก ออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wilde) ผู้เปี่ยมด้วยสายตาเสียดสี และสำนวนที่ลึกซึ้งจนหลายคนเข้าใจผิดว่า “แค่เรื่องเด็ก”… แท้จริงแล้ว นิทานของเขา โดยเฉพาะ The Devoted Friend ที่เขียนขึ้นเมื่อปี 1888 คือบทเรียนแห่งชีวิต และคำถามที่สะเทือนใจคนอ่านทุกวัย

Wilde เริ่มเรื่องนี้ด้วยวิธีที่ไม่ธรรมดา เขาให้สัตว์สามตัวในสวน ได้แก่ นกกระเรียน เม่น และหนูน้ำ (Water-rat) สนทนาถกเถียงกันเรื่อง “คุณธรรม” และ “มิตรภาพที่แท้จริง” ก่อนจะเล่าเรื่องราวของชายชื่อ “ฮันส์” กับเจ้าของโรงสีที่พูดจาอ่อนหวาน แต่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ในหัวใจ

คุณจะเห็นว่า ทุกฉาก ทุกคำพูด ไม่ใช่เพียงการเล่าเรื่อง แต่คือการตั้งคำถามถึง ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่ากัน ความดีที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ ความอ่อนโยนที่กลายเป็นจุดอ่อน และมิตรภาพ…ที่ไม่มีความยุติธรรม

นิทานเรื่องนี้แต่งมาแล้วกว่า 135 ปี แต่ประเด็นยังคงสดใหม่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน อ่านจบแล้ว คุณอาจอดไม่ได้ที่จะถามตัวเองว่า เราเป็นเหมือนฮันส์ไหม หรือเราเป็นเจ้าของโรงสีที่อ้างคำว่าเพื่อนเพื่อใช้คนอื่นให้คุ้ม หรือแย่กว่านั้น…เราเคยเป็น “หนูน้ำ” ที่ตัดสินทุกอย่างจากความเชื่อของตัวเอง โดยไม่เข้าใจความจริงเลยสักนิด?

หวังว่าเรื่องเล่าก่อนนอนเรื่องนี้จะทำให้คุณ ๆ ได้แง่คิดดี ๆ นะครับ

วันหนึ่ง ในช่วงเย็นที่สระน้ำใหญ่ นกกระเรียนผู้เงียบขรึมเดินเข้ามาที่ริมสระ เม่นขดตัวอยู่บนดินพลางมองโลกผ่านหนามของตน หนูน้ำ (Water-rat) ออกมาเดินข้ามท่อนซุงด้วยท่าทีทะนง เมื่อหนูน้ำเห็นนกกระเรียนและเม่น มันจึงนั่งลงอย่างลำพอง

“ฉันคิดว่าคนดีควรเสียสละอย่างเต็มใจเพื่อเพื่อน” หนูน้ำเอ่ยขึ้น “เพื่อนที่ดีไม่ควรถามว่าจะได้อะไรตอบแทนจากความดี นั่นคือมิตรภาพที่แท้จริง”

นกกระเรียนไม่ได้ตอบอะไรในทันที มันได้แต่มองหนูน้ำด้วยสายตาเรียบเฉย แล้วกล่าวว่า “เรื่องหนึ่งที่ฉันเคยฟัง อาจช่วยให้เธอเข้าใจ ‘ความดี’ และ ‘มิตรภาพ’ ได้ชัดเจนขึ้น”

หนูน้ำตกลงให้เล่าเรื่อง และเรื่องนั้นก็คือ “ฮันส์กับเจ้าของโรงสี”

……..

เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน โลกช่างงดงามเหลือเกิน ดอกไม้แย้มบานทั่วแปลงสวนเล็กของลิตเติลฮันส์ ชูสีชมพู แดง และขาวเหมือนผ้าปักอันละเอียด เสียงนกขับขานจากพุ่มไม้ และผีเสื้อบินวนจากดอกหนึ่งสู่อีกดอกหนึ่ง

เจ้าของโรงสีผู้มั่งคั่งมาที่บ้านของฮันส์พร้อมตะกร้าใบใหญ่

“ฮันส์เพื่อนรัก” เขากล่าว “ดูสิว่าดอกไม้ของนายสวยเพียงใดในฤดูนี้ ขอดอกไม้สักช่อได้ไหม? ฉันอยากนำไปตกแต่งโต๊ะให้ภรรยาของฉันมีความสุข”

“ได้สิครับคุณฮิวจ์” ฮันส์ตอบ “ผมดีใจที่ดอกไม้เล็ก ๆ ของผมจะได้ทำให้คุณนายมีรอยยิ้ม”

เมื่อเวลาผ่านไป เจ้าของโรงสีได้มายืมสิ่งต่าง ๆ จากฮันส์เป็นระยะ ทั้งกระถาง ปุ๋ย พลั่ว พร้อมกับคำว่า “เพื่อนแท้ย่อมช่วยเหลือกันได้เสมอ”

บางครั้ง เจ้าของโรงสีจะมาเยี่ยมฮันส์ พร้อมกับข้อเสนอใหม่ ๆ

“ฉันจะมอบล้อเกวียนเก่าของฉันให้เธอ เผื่อเธอจะเอาไปสร้างรถไว้ขนผลผลิต แต่ในฐานะเพื่อนที่ดี เธอช่วยฉันก่อนนะ ช่วยเอากระถาง 50 ใบใส่รถเข็น แล้วลากไปส่งที่โรงสีของฉันก่อน”

ฮันส์รับปาก แม้เขาจะต้องใช้เวลาทั้งวันในการนำกระถางไปส่ง แต่เขาก็ยินดีทำให้

ฮันส์ทำงานหนักเพื่อช่วยเหลือเจ้าของโรงสีทุกวัน จนไม่ได้วางแปลงสวนใหม่อย่างที่หวัง แต่เขาก็ยิ้มอยู่เสมอ ด้วยความเชื่อว่า “ความดีคือสิ่งมีคุณค่า”

คืนหนึ่งฝนตกหนัก ลมพัดแรง และท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆสีเข้ม เจ้าของโรงสีนึกถึงล้อเกวียนที่เขาเคยให้ฮันส์ไว้เมื่อหลายเดือนก่อน แต่เขาต้องใช้ล้อเกวียนเพื่อขนของไปตลาดในวันพรุ่งนี้ เขาจึงเดินไปบ้านของฮันส์ แล้วเคาะประตูด้วยความรีบร้อน

“ฮันส์!” เขาตะโกน “ฉันมีเรื่องด่วน พรุ่งนี้ฉันต้องใช้ล้อเกวียนของฉัน อยากให้นายเอามันข้ามภูเขาไปไว้ที่โรงสีของฉันคืนนี้เลย”

“คืนนี้หรือครับ?” ฮันส์ถาม ขณะที่เปิดประตูและเห็นสายฝนเทอย่างต่อเนื่อง “ขอโทษนะครับคุณฮิวจ์ ฝนตกหนักมาก และทางก็ลื่น มันอันตรายนะครับ”

“เหลวไหล” เจ้าของโรงสีตะโกนกลับ “นายลืมไปหรือว่านายตกลงจะคืนมันแก่ฉันเมื่อฉันต้องการเพื่อนแท้ย่อมไม่ลังเลเมื่ออีกฝ่ายขอความช่วยเหลือนะ”

ฮันส์ก้มหน้าเงียบ ไม่กล้าเถียง เขาสวมเสื้อกันฝนเก่า ๆ แล้วก้าวออกไปในความมืด พร้อมนำล้อเกวียนขึ้นรถลาก

กลางทาง มีลมกรรโชก ฮันส์เดินฝ่าความมืดอย่างมุ่งมั่น แต่ถนนเฉอะแฉะ น้ำท่วมขัง แล้วเขาก็ลื่นเสียหลัก

ล้อเกวียนหล่นจากรถลาก กระแทกหิน แล้วร่างของฮันส์ก็จมหายไปในกระแสน้ำเชี่ยว

ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครได้ยินเสียงร้อง และฝนยังก็ยังคงตกต่อไป

เช้าวันถัดมา เจ้าของโรงสีจิบกาแฟอย่างสบายใจ เขาเล่าเรื่องการเสียสละของฮันส์ให้ภรรยาฟังด้วยน้ำเสียงที่แฝงความภาคภูมิ

“เขาคือเพื่อนแท้ ยอมฝ่าฝนเพื่อนำล้อไปให้ฉัน แม้สุดท้ายเขาจะจมน้ำตาย…แต่ก็เป็นเพราะเขาทำหน้าที่ของคนดีอย่างสมบูรณ์”

ภรรยาไม่ได้กล่าวอะไร เธอแค่มองสามี ด้วยสายตาที่ไร้ความรู้สึกใด ๆ

……….

เมื่อนกกระเรียนเล่าเรื่องจบ หนูน้ำเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า:

“ฮันส์โง่เอง ไม่ใช่ความผิดของเพื่อนเขาหรอก ถ้าฮันส์ใช้สมองมากกว่านี้ เขาก็คงไม่มีต้องจมน้ำตาย ฉันไม่เห็นว่าจะได้บทเรียนอะไรจากเรื่องนี้เลย” หนูน้ำกล่าว แล้วเดินจากไป

นกกระเรียนไม่พูดอะไร เม่นพลิกตัวและกลับสู่ความเงียบ เหลือเพียงเสียงน้ำกระเซ็นเบา ๆ และดอกไม้แห้งหนึ่งดอกที่ร่วงลงจากท้องฟ้า

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความดีที่ไม่มีขอบเขต อาจทำร้ายตัวเอง
  • มิตรภาพที่แท้จริงต้องมีความเกื้อกูลกันทั้งสองฝ่าย
  • การกระทำสำคัญกว่าคำพูดหวาน ๆ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานจากทั่วโลก, นิทานญี่ปุ่น, นิทานสอนใจ

นิทานก่อนนอนจากญี่ปุ่น เรื่อง โมโมทาโร่ เจ้าหนูลูกท้อ | นิทานสอนใจจากทั่วโลก

โมโมทาโร่ หรือที่แปลว่า “เจ้าหนูลูกท้อ” เป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่นที่เล่าขานกันมานานหลายร้อยปี เป็นเรื่องราวของเด็กชายที่เกิดจากลูกท้อ และมีจิตใจกล้าหาญ ออกเดินทางไปปราบเหล่าปีศาจด้วยความมุ่งมั่น พร้อมด้วยเพื่อนสัตว์ผู้ซื่อสัตย์ เรื่องนี้ไม่เพียงสนุกและชวนติดตาม แต่ยังแฝงข้อคิดเกี่ยวกับความกล้าหาญ ความเสียสละ และพลังของมิตรภาพ เหมาะสำหรับเล่าเป็นนิทานก่อนนอนให้เด็ก ๆ หรือผู้ใหญ่ที่รักการอ่านนิทานจากทั่วโลก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีตากับยายคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ณ หมู่บ้านอันห่างไกล ทุกวัน คุณตาจะขึ้นเขาไปเก็บฟืนเพื่อนำไปขาย ส่วนคุณยายจะทำหน้าที่ดูแลงานบ้านต่าง ๆ ให้บ้านเรียบร้อยและน่าอยู่ที่สุด คุณตากับคุณยายรักกันมาก ทั้งคู่ใช้ชีวิตเล็ก ๆ อย่างมีความสุขร่วมกันมาตลอดตั้งแต่แต่งงานกัน สิ่งเดียวที่คุณตากับคุณยายเฝ้ารอแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ คือ การได้มีลูกสักคนเพื่อเป็นพยานแห่งความรัก แต่หลังจากที่เฝ้ารอมานาน ทั้งคู่ก็ได้แต่ทำใจว่าพวกตนคงไม่มีวาสนาที่จะมีลูก

อยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่คุณตาขึ้นเขาไปเก็บฟืน ส่วนคุณยายไปซักผ้าริมลำธารตามปกติ จู่ ๆ คุณยายก็สังเกตเห็นลูกท้อลูกหนึ่งลอยมาตามกระแสน้ำ ลูกท้อมีขนาดใหญ่กว่าปกติและดูน่ากินมาก คุณยายจึงลุยน้ำไปเก็บลูกท้อโดยตั้งใจจะเก็บไว้กินกับคุณตาผู้เป็นที่รัก แต่เมื่อคุณยายลุยน้ำไปเก็บลูกท้อ คุณยายก็พบว่าลูกท้อลูกนั้นหนักกว่าที่คุณยายคาดไว้หลายเท่า

หลังจากเก็บลูกท้อได้แล้ว คุณยายก็หอบลูกท้อกลับบ้าน จากนั้น คุณยายก็จัดโต๊ะอาหาร แล้วรอให้คุณตาลงมาจากภูเขา

ตกบ่าย เมื่อคุณตากลับมาถึงบ้าน คุณยายก็จูงคุณตามาที่โต๊ะอาหาร แล้วชี้ชวนให้คุณตาดูลูกท้อที่เก็บได้ จากนั้น ทั้งคู่ก็ลงมือผ่าลูกท้อ

แต่ทันทีที่คุณตากับคุณยายผ่าลูกท้อจนแยกออกเป็นสองส่วน สิ่งที่คุณตากับคุณยายได้เห็นก็คือ มีเด็กทารกเพศชายคนหนึ่งนอนร้องไห้อยู่ในลูกท้อ คุณตากับคุณยายมองเด็กน้อยที่อยู่ในลูกท้อด้วยความประหลาดใจ คุณตารำพึงว่า “หรือนี่คือลูกที่สวรรค์ส่งมาให้พวกเรานะยาย” คุณยายมองคุณตาแล้วน้ำก็ไหลออกมา จากนั้น คุณยายก็พูดว่า “ต้องใช่แน่ ๆ ต้องใช่แน่ ๆ” เมื่อทั้งคู่เห็นพ้องต้องกัน ความแปลกใจจึงแปรเปลี่ยนเป็นความ ปลื้มปีติ คุณตากับคุณยายอุ้มเด็กทารกตัวน้อยออกมาจากลูกท้อ แล้วขนานนามให้ลูกชายของพวกเขาว่า “โมโมทาโร่” ซึ่งมีความหมายว่า “เด็กชายลูกท้อ” หรือ “เจ้าหนูลูกท้อ” ตามลูกท้อที่คุณยายเก็บมาได้

นับจากวันนั้น คุณตากับคุณยายก็เฝ้าดูแลโมโมทาโร่ด้วยความรัก คุณยายทำข้าวปั้นแสนอร่อยให้โมโมทาโร่กินทุกวัน โมโมทาโร่ก็ชอบกินข้าวปั้นฝีมือคุณยายมาก เมื่อเวลาผ่านไป โมโมทาโร่ค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นเด็กที่มีจิตใจดีงาม มีร่างกายแข็งแรง และที่สำคัญ เขามีพละกำลังมหาศาลมากกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งเท่ากับว่า โมโมทาโร่คือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่บ้าน

อยู่มาวันหนึ่ง โมโมทาโร่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับปีศาจแห่งเกาะโอนิงาชิม่า ที่คอยรังควานผู้คนในหมู่บ้านจนทุกคนหวาดกลัวกันไปทั่ว โมโมทาโร่ผู้มีจิตใจดีงามและมีร่างกายแข็งแกร่ง จึงขออนุญาตคุณตาคุณยายเดินทางไปปราบปิศาจ

ในตอนแรก คุณตากับคุณยายเป็นห่วงโมโมทาโร่มาก แต่เมื่อโมโมทาโร่ขอร้องและยกเหตุผลว่า “การช่วยเหลือผู้คนที่กำลังเดือดร้อนเป็นสิ่งที่ควรกระทำมิใช่หรือ” ในที่สุด คุณตากับคุณยายจึงอนุญาต โดยคุณตากำชับให้โมโมทาโร่ระวังตัว ส่วนคุณยายได้ทำข้าวปั้นแสนอร่อยให้โมโมทาโร่นำไปกินระหว่างทางด้วย

เมื่อโมโมทาโร่ออกเดินทาง เขามุ่งหน้าไปยังเกาะโอนิงาชิม่าด้วยจิตใจที่กล้าหาญ แต่ก่อนที่โมโมทาโร่จะเดินพ้นจากหมู่บ้าน จู่ ๆ ก็มีหมาตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นแล้วถามโมโมทาโร่ว่า “ท่านกำลังจะไปไหนน่ะ แล้วท่านพอจะมีของกินติดตัวมาบ้างไหม”

โมโมทาโร่ตอบว่า “ฉันกำลังจะไปปราบปิศาจที่เกาะโอนิงาชิ ส่วนของกินก็มีข้าวปั้นแสนอร่อยที่คุณยายทำไว้ให้ เอาอย่างนี้ไหม ถ้าเธอยินดีไปปราบปิศาจกับฉัน ฉันจะแบ่งข้างปั้นแสนอร่อยให้เธอชิ้นนึง”

เจ้าหมาอยากชิมรสชาติของข้าวปั้นแสนอร่อย และมันก็คิดว่า การไปปราบปิศาจเพื่อช่วยเหลือผู้คนเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้น เจ้าหมาจึงขอกินข้าวปั้นด้วย แล้วมันก็ร่วมเดินทางไปปราบปิศาจกับโมโมทาโร่

ในเวลาต่อมา โมโมทาโร่ได้พบกับไก่ฟ้าตัวหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับถามเขาว่า “ท่านกำลังจะไปไหนน่ะ แล้วท่านพอจะมีของกินติดตัวมาบ้างไหม”

โมโมทาโร่ตอบว่า “ฉันกำลังจะไปปราบปิศาจที่เกาะโอนิงาชิ ส่วนของกินก็มีข้าวปั้นแสนอร่อยที่คุณยายทำไว้ให้ เอาอย่างนี้ไหม ถ้าเธอยินดีไปปราบปิศาจกับฉัน ฉันจะแบ่งข้างปั้นแสนอร่อยให้เธอชิ้นนึง”

ไก่ฟ้าอยากชิมรสชาติของข้าวปั้นแสนอร่อย และมันก็คิดว่า การไปปราบปิศาจเพื่อช่วยเหลือผู้คนเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้น ไก่ฟ้าจึงขอกินข้าวปั้นด้วย แล้วมันก็ร่วมเดินทางไปปราบปิศาจกับโมโมทาโร่และเจ้าหมา

ก่อนถึงเกาะโอนิงาชิ โมโมทาโร่ได้พบกับลิงตัวหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับถามเขาว่า “ท่านกำลังจะไปไหนน่ะ แล้วท่านพอจะมีของกินให้ติดตัวมาบ้างไหม”

โมโมทาโร่ตอบว่า “ฉันกำลังจะไปปราบปิศาจที่เกาะโอนิงาชิ ส่วนของกินก็มีข้าวปั้นแสนอร่อยที่คุณยายทำไว้ให้ เอาอย่างนี้ไหม ถ้าเธอยินดีไปปราบปิศาจกับฉัน ฉันจะแบ่งข้างปั้นแสนอร่อยให้เธอชิ้นนึง”

เจ้าลิงอยากชิมรสชาติของข้าวปั้นแสนอร่อย และมันก็คิดว่า การไปปราบปิศาจเพื่อช่วยเหลือผู้คนเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้น เจ้าลิงจึงขอกินข้าวปั้นด้วย แล้วมันก็ร่วมเดินทางไปปราบปิศาจกับโมโมทาโร่ เจ้าหมาและไก่ฟ้า

เมื่อโมโมทาโร่กับเพื่อนสัตว์ทั้งสามเดินทางมาถึงเกาะโอนิงาชิม่า พวกเขาก็พบว่ามีประตูบานใหญ่ขวางทางอยู่ แต่โชคดี ที่โมโมทาโร่มีไก่ฟ้ามาด้วย ไก่ฟ้าจึงบินข้ามประตูไปเปิดกลอนจากด้านใน ซึ่งทำให้ทุกคนผ่านประตูไปได้อย่างง่ายดาย

เมื่อทุกคนเดินผ่านประตูมาแล้ว พวกเขาก็พบว่า เหล่าปิศาจกำลังจัดงานฉลองดื่มสุรายาเมาจนคอพับคออ่อน ขาดสติ และไม่มีใครสังเกตเห็นการมาถึงของพวกโมโมทาโร่เลย

เมื่อโมโมทาโร่เห็นว่าปิศาจกำลังอ่อนแอแถมไม่รู้ตัวว่ามีผู้บุกรุก โมโมทาโร่ผู้แข็งแกร่งและเพื่อนสัตว์ทั้งสามก็ตรงเข้าจู่โจมเหล่าปิศาจที่บังอาจสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ด้วยการ….จิกด้วยจะงอย ต่อยด้วยหมัด กัดด้วยเขี้ยวคม ๆ ถล่มด้วยผลไม้ แถมด้วยท่าไม้ตาย ต่อตัวกระโดดเตะแบบควงสว่าน จนเหล่าปิศาจสิ้นฤทธิ์

เด็กน้อยที่เติบโตและมีพละกำลังมหาศาลจากการกินข้าวปั้นแสนอร่อยฝีมือคุณยาย และเหล่าเพื่อนสัตว์ใจสู้ที่พร้อมใจกันสู้ด้วยความสามัคคี ทำให้พวกเขาเอาชนะเหล่าปิศาจไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ในที่สุด โมโมทาโร่ก็เอาชนะเหล่าปิศาจได้สำเร็จ หัวหน้าของพวกปีศาจยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี เพราะมันรู้ดีว่า จริง ๆ แล้ว โมโมทาโร่ยังเหลือพละกำลังอีกมาก ที่สามารถจัดการกับพวกมันได้อย่างสบาย ด้วยเหตุนี้ หัวหน้าปิศาจจึงพูดว่า

“โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิด พวกเราจะไม่รังแกผู้คนอีกแล้ว และพวกเราขอมอบสมบัติทั้งหมดที่เรามีให้แก่ท่านอีกด้วย”

เมื่อเหล่าปิศาจให้สัญญาและมอบสมบัติทั้งหมดให้ โมโมทาโร่และสัตว์ทั้งสาวก็นำสมบัติเหล่านั้นเดินทางกลับไปยังหมู่บ้าน

และแล้วเรื่องราวทั้งหมดก็จบลงด้วยดี

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • จิตใจที่ดีงามและความกล้าหาญคือพลังที่แท้จริง
  • มิตรภาพและความสามัคคีเปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย
  • น้ำใจเล็กน้อย สร้างผลลัพธ์ยิ่งใหญ่
ภาพโมโมทาโร่ เจ้าหนูลูกท้อ เด็กชายในชุดญี่ปุ่น เดินทางไปปราบปีศาจกับสัตว์ต่าง ๆ
โมโมทาโร่ เจ้าหนูลูกท้อ เด็กผู้กล้าแห่งนิทานญี่ปุ่น
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอีสป

นิทานอีสปสอนใจเรื่อง หมาจิ้งจอกกับพวงองุ่น | นิทานก่อนนอนแสนสนุก

นิทานอีสปเรื่องหมาจิ้งจอกกับพวงองุ่น เป็นนิทานก่อนนอนยอดนิยมที่เล่าขานกันมายาวนานทั่วโลก นิทานสั้น ๆ เรื่องนี้ไม่เพียงสนุกและเข้าใจง่าย แต่ยังแฝงข้อคิดสอนใจลึกซึ้งให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการยอมรับความจริง และการไม่หลอกตัวเองเมื่อผิดหวัง เหมาะสำหรับพ่อแม่ที่กำลังมองหา นิทานสอนใจสำหรับเด็ก เพื่ออ่านให้ลูกฟังก่อนนอน หรือใช้ประกอบการเรียนรู้ในห้องเรียน นิทานเรื่องนี้จึงเป็นอีกหนึ่งนิทานที่ไม่ควรพลาดในคลังนิทานของคุณ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าแห่งหนึ่ง ในวันที่มีแสงแดดแผดเผา มีหมาจิ้งจอกตัวหนึ่งเดินหาของกินเหมือนเช่นทุกวัน หมาจิ้งจอกเดินวนไปเวียนมาอยู่หลายชั่วโมง แต่มันก็ยังไม่พบอะไรที่สามารถกินได้เลย หมาจิ้งจอกหิวยิ่งกว่าหิว แถมมันยังกระหายน้ำจนแทบจะหมดแรงไปกองอยู่กับพื้น

แต่แล้วจู่ ๆ หมาจิ้งจอกก็มองเห็นต้นองุ่น ที่มีพวงองุ่นห้อยลงมาจากเถาไม้ใหญ่ พวงองุ่นสีม่วงเข้มที่สุกงอม เปล่งประกายเหมือนอัญมณีที่แวววาวภายใต้แสงแดด

“โอ้… นั่นมันองุ่นม่วงแสนหวานนี่นา!” สุนัขจิ้งจอกคิดในใจ มันจ้องมองพวงองุ่น แล้วตัดสินใจทันทีว่า “วันนี้ฉันจะได้กินองุ่นอร่อย ๆ สักที!”

เมื่อคิดเช่นนั้น มันจึงรีบสาวเท้าไปที่ต้นองุ่น แล้วกระโดดขึ้นไปงับองุ่นอย่างสุดแรงเกิด แต่เนื่องจากพวงองุ่นอยู่สูงและแกว่งไกวไปมา หมาจิ้งจอกจึงงับองุ่นไม่สำเร็จ

หมาจิ้งจอกพยายามกระโดดงับอีกครั้งและอีกครั้งและอีกครั้ง มันพยายามกระโดดให้สูงขึ้น สูงขึ้น และสูงขึ้น แต่จนแล้วจนรอด มันก็ยังงับองุ่นไม่ได้สักที

“อีกนิดเดียว… แค่กระโดดให้สูงขึ้นอีกนิดเดียว!” สุนัขจิ้งจอกพูดกับตัวเอง

แม้หมาจิ้งจอกจะเริ่มขาสั่นเพราะหมดแรง แถมยังหอบแฮ่ก ๆ ด้วยความเหนื่อย แต่มันก็ยังไม่ยอมแพ้ มันกระโดดอีกครั้งและอีกครั้งและอีกครั้ง แต่มันก็ยังงับองุ่นไม่ได้

หลังจากที่หมาจิ้งจอกพยายามกระโดดงับองุ่นรวมเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าครั้ง หมาจิ้งจอกก็เริ่มหายใจเสียงดังแฮ่กแฮ่กแฮ่ก หมาจิ้งจอกเหนื่อยมาก ขาของมันสั่นเหมือนจะหลุดออกจากกัน ในที่สุด หมาจิ้งจอกก็ล้มตัวลงนอนหอบอยู่ใต้ต้นองุ่น พร้อมกับอ้าปากหายใจเพราะหายใจไม่ทันจริง ๆ

“สุดยอดไปเลย!” หมาจิ้งจอกหายใจหอบแฮ่กแฮ่ก “ทำไมองุ่นถึงได้อยู่สูงขนาดนี้กันนะ…แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แต่… ฉันยังมีแรงกระโดดได้อยู่นะ แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก”

หมาจิ้งจอกพยายามวางมาดเท่ แต่จริง ๆ แล้ว มันเหนื่อยและกระหายน้ำจนแทบจะขาดใจอยู่แล้ว

หมาจิ้งจอกนอนหอบ แล้วพูดต่อไปว่า “แต่องุ่นพวงนี้ ดู ๆ ไปแล้วก็คงไม่อร่อยหรอกนะ!” หมาจิ้งจอกพูดไป ขาสั่นไป “องุ่นสีม่วงแบบนี้….คงเปรี้ยวและฝาดเกินไปแหละ….ไม่เห็นจะน่ากินตรงไหน…..ฉันไม่อยากกินองุ่นแบบนี้หรอก!”

หมาจิ้งจอกเบือนหน้าจากองุ่น แล้วพยายามชันตัวลุกขึ้นจากพื้น หมาจิ้งจอกพยายามยืนให้ตัวเองดูเท่ แต่พอยืนได้ ขาของมันกลับสั่นพั่บ ๆ จนมันเกือบล้มลงไปอีก

หมาจิ้งจอกพยายามทรงตัวยืนให้อยู่เพื่อรักษาความเท่ แล้วมันก็ยืดคอและพูดว่า “ใช่แล้ว! องุ่นม่วงไม่หวานหรอก แหยะ! ไม่เห็นน่ากินตรงไหนเลย”

เมื่อพูดจบ หมาจิ้งจอกก็เดินจากไป พร้อมกับอาการขาสั่น ๆ และเสียงหายหายใจหอบที่ค่อย ๆ จางหายไปในป่า.

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้:

เมื่อเราทำสิ่งใดไม่สำเร็จ บางครั้งเราก็อาจพยายามลดคุณค่าของสิ่งนั้น เพื่อปลอบใจตัวเอง ทั้งที่ลึก ๆ แล้ว เรายังอยากได้มันอยู่ จงกล้ายอมรับความจริงและกล้ายอมรับความล้มเหลว ไม่ควรกล่าวโทษสิ่งรอบข้างหรือแกล้งทำเป็นไม่อยากได้สิ่งนั้น

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน : คนเลี้ยงแกะกับทะเล | นิทานอีสปสอนใจเรื่องความโลภ

ในโลกของนิทานอีสปที่เปี่ยมด้วยข้อคิดและคติสอนใจ มีเรื่องราวมากมายที่เล่าให้เด็ก ๆ ฟังก่อนนอนเพื่อปลูกฝังคุณธรรม เรื่อง “คนเลี้ยงแกะกับทะเล” ก็เป็นอีกหนึ่งนิทานที่สอนเราเกี่ยวกับความโลภและความพอเพียงได้อย่างลึกซึ้ง นิทานเรื่องนี้เล่าถึงชายเลี้ยงแกะผู้มีความฝันอยากรวยจากทะเล แต่เมื่อความโลภเข้าครอบงำ เขากลับต้องพบกับบทเรียนครั้งใหญ่

กาลครั้งหนึ่ง ณ เชิงเขาอันเขียวขจี มีชายเลี้ยงแกะคนหนึ่ง ชื่อว่า “ไคลอส” ไคลอสใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย พออยู่พอกิน โดยเขามีฝูงแกะเล็ก ๆ ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและทรัพย์สินอันมีค่า ไคลอสรักงานของเขา แม้ว่าบางครั้ง…เขาจะรู้สึกโดดเดี่ยวและเหน็ดเหนื่อยมากก็ตาม

เย็นวันหนึ่ง หลังจากไคลอสต้อนแกะกลับคอก เขานั่งพักใต้ต้นโอ๊กใหญ่ แล้วมองไปยังทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้ายามอาทิตย์ตกสะท้อนแสงสีทองส่องประกายอยู่บนผิวน้ำ ทะเลช่างงดงามและลึกลับเสียเหลือเกิน

ทันใดนั้น ไคลอสก็สังเกตเห็นเรือสินค้าลำหนึ่งล่องผ่านไป เรือลำนั้นบรรทุกของมีค่าเอาไว้มากมาย พ่อค้าและลูกเรือดูร่ำรวยและมีความสุขสนุกสนาน เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของพวกเขาดังแว่วมาถึงชายฝั่ง

“ชีวิตของพวกเขาช่างน่าตื่นเต้นและอู้ฟู่เหลือเกิน” ไคลอสคิด “ต่างจากข้าที่มีแต่ฝูงแกะกับชีวิตจำเจ หากข้ามีเรือ ข้าอาจได้ผจญภัยและพบโชคลาภเช่นนั้นบ้างก็ได้”

ด้วยความฝันที่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิต ไคลอสจึงตัดสินใจขายฝูงแกะทั้งหมดของเขา แล้วซื้อเรือขนาดเล็ก ที่แม้มันจะเก่าคร่ำคร่า แต่มันก็เป็นเรือที่ยังใช้งานได้

วันแรกที่ไคลอสออกเดินทาง ท้องทะเลดูสงบ สายลมอุ่น ๆ พัดมาเบา ๆ เสียงคลื่นลูบไล้เรือราวกับเชื้อเชิญให้คนช่างฝันเกิดความฮึกเหิมในการเดินทางครั้งใหม่ของชีวิต

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ท้องฟ้ากลับมืดครึ้ม เมฆฝนก่อตัว พายุใหญ่พัดกระหน่ำ น้ำซัดกระแทกเรือให้โคลงเคลง จนในที่สุด เรือก็ล่ม ไคลอสจมลงทะเล ส่วนเรือที่เขาคิดว่าจะนำความร่ำรวยมาให้ก็จมหายไปในพริบตา

แต่โชคยังดี ไคลอสพาตัวเองขึ้นฝั่งได้สำเร็จ เนื้อตัวของเปียกปอนและไร้ทรัพย์สินใด ๆ คนเลี้ยงแกะที่เคยมีฝูงแกะเล็ก ๆ เป็นทรัพย์สินอันมีค่า กลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว

ไคลอสมองทะเลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขมขื่นแล้วรำพึงว่า “เจ้าช่างงดงามและยั่วยวน แต่เจ้าแสนหลอกลวงและกลืนกินทุกสิ่ง”

ไคลอสกลับไปที่บ้านบนภูเขา แม้ไคลอสจะไม่มีฝูงแกะอีกแล้ว แต่บทเรียนครั้งนี้ทำให้เขารู้คุณค่าของสิ่งที่เขาเคยมี

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

“ความโลภมักทำให้เรามองข้ามสิ่งที่มีอยู่แล้ว จนสูญเสียทุกอย่างไปในที่สุด”

Posted in นิทานสอนใจ, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

มดกับตั๊กแตน นิทานอีสปก่อนนอน | สอนใจเรื่องความขยันและการเตรียมความพร้อม

นิทานอีสปสอนใจ เรื่อง “มดกับตั๊กแตน” (The Ant and the Grasshopper) เป็นนิทานสั้น ๆ แต่ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการวางแผนชีวิต การใช้เวลาอย่างฉลาด และคุณค่าของความขยันหมั่นเพียร นิทานเรื่องนี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มพ่อแม่และครูที่นำมาเล่าให้เด็ก ๆ ฟัง เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการทำงาน และรู้จักเตรียมตัวล่วงหน้า

ในเวอร์ชันนิทานนำบุญที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ เราได้ขยายเนื้อหาให้สนุกมากยิ่งขึ้น โดยคงสาระสำคัญของต้นฉบับไว้ พร้อมเพิ่มสีสันของบทสนทนาและบรรยากาศ เพื่อให้เด็ก ๆ เพลิดเพลินและเข้าใจบทเรียนชีวิตที่แฝงอยู่ในนิทานได้อย่างชัดเจน

ในฤดูร้อนที่ทุ่งหญ้าเขียวขจี เสียงจิ้งหรีดขับกล่อมยามเช้า ผีเสื้อเต้นรำอยู่เหนือดอกไม้ และท้องฟ้าสดใสราวกับไม่เคยมีเมฆฝนมาก่อน

ท่ามกลางความสุขนั้น มีมดตัวหนึ่งกำลังแบกเมล็ดข้าวโพดเม็ดเท่าหัวของมันเอง เดินอย่างมุ่งมั่นบนเส้นทางแคบ ๆ สู่รังของมัน มันหยุดหอบหายใจเป็นพัก ๆ แต่ไม่เคยบ่น มันทำงานหนักทั้งวัน ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย แต่มดก็ยิ้มในใจ เพราะมันรู้ว่า… ฤดูหนาวกำลังจะมา

บนใบหญ้าไม่ไกลนัก ตั๊กแตนสีเขียวสดตัวหนึ่งนอนหงายดีดขาเล่น เป่าใบไม้เป็นทำนองเหมือนเป่าฟลุต และหัวเราะเสียงใสดังไปทั่วทุ่ง

“เฮ้! เจ้ามดน้อย ทำไมต้องเหนื่อยยากขนาดนั้น?” ตั๊กแตนร้องขึ้น พลางตีลังกาอย่างสนุกสนาน “อากาศก็ดี อาหารก็หาได้ทั่วไป เจ้าควรจะมาเต้นรำกับข้า หรืออย่างน้อยก็นั่งพักใต้เงาไม้สักหน่อย!”

มดหอบเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเรียบว่า “ข้ากำลังเตรียมอาหารไว้สำหรับฤดูหนาว… เจ้าเองก็ควรเก็บสะสมไว้บ้างนะ เวลาฤดูหนาวมา เจ้าอาจไม่มีอะไรจะกิน”

ตั๊กแตนหัวเราะเสียงดังยิ่งกว่าเดิม “ฮะฮะฮ่า! เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ฤดูหนาวยังมาไม่ถึง ข้ามีเวลาสนุกอีกตั้งหลายวัน!”

หลังจากวันนั้น ตั๊กแตนก็ยังคงเต้นรำ เล่นดนตรี และร้องเพลงตลอดฤดูร้อน ในขณะที่มดก็ยังคงทำงานแบบไม่หยุดพัก

และแล้ววันหนึ่ง สายลมเย็นก็เริ่มพัดมา ใบไม้เปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง และในที่สุด… หิมะก็โปรยปรายลงมาจากฟ้า

ทุ่งหญ้าที่เคยเขียวกลับกลายเป็นสีขาวโพลน ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีเสียงหัวเราะ มีเพียงเสียงลมครวญครางในความว่างเปล่า

ในรังใต้ดินที่อบอุ่น มดนั่งกินเมล็ดธัญพืชที่สะสมไว้ รู้สึกอิ่ม อุ่น และปลอดภัย ในขณะที่ตั๊กแตน… ได้แต่ตัวสั่นอยู่ใต้กิ่งไม้ โดยไม่มีอาหาร ไม่มีที่ซ่อน และไม่มีเพื่อน

สุดท้าย เมื่ออากาศหนาวเหน็บจนเกินจะรับไหว ตั๊กแตนจึงตัดสินใจไปเคาะประตูรังของมด

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก เจ้ามด… ข้า… ข้าหิว… ข้าหนาว… ข้าผิดไปแล้ว ข้าควรฟังเจ้าตั้งแต่ตอนนั้น…”

มดมองเขาผ่านช่องประตู แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดประตูออกช้า ๆ จากนั้น มดก็พูดว่า “เข้ามาก่อนเถอะ ตั๊กแตน” มดพูดอย่างอ่อนโยน “ตอนนี้ เธอคงได้เรียนรู้แล้วว่า… เวลาแห่งการทำงานมีค่าไม่แพ้เวลาแห่งความสนุก”

และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ตั๊กแตนก็เปลี่ยนไป แม้มันจะยังคงเล่นดนตรี แต่มันแบ่งเวลาเอาไว้สะสมอาหารด้วย และเมื่อฤดูหนาวกลับมาอีกครั้ง มันก็สามารถรับมือกับความหนาวได้ด้วยกำลังของมันเอง

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

“คนที่ขยันหมั่นเพียรและรู้จักเตรียมพร้อมในเวลาที่เหมาะสม จะไม่ลำบากในภายหลัง ต่างจากคนที่มัวแต่สนุกสนานโดยไม่คิดถึงอนาคต”


Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคลาสสิก, นิทานสอนใจ

นิทานหมีสามตัวกับเด็กหญิงผมทอง | นิทานก่อนนอนสอนใจ

  • การใช้ของของผู้อื่นโดยพลการเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม
  • หากเราทำผิด ควรยอมรับและขอโทษอย่างจริงใจ
  • เด็กดีต้องรู้จักแยกแยะสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ แม้จะไม่มีใครเห็น
  • การให้อภัยเป็นสิ่งที่งดงาม เมื่อเราพร้อมจะเรียนรู้จากความผิดพลาด
ฉากที่หมีสามตัวกลับบ้านมาพบว่า มีเด็กผู้หญิงผมทองเข้ามานอนบนเตียงของลูกหมีโดยไม่ได้รับอนุญาต







Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนานาชาติ, วรรณกรรมคลาสสิก

นิทานสะใภ้งูพิษ | นิทานสอนใจสำหรับเด็กและผู้ใหญ่”

“สะใภ้งูพิษ” เป็นนิทานสอนใจที่เรียบเรียงจาก Stribor’s Forest นิทานพื้นบ้านของโครเอเชียที่เขียนโดย Ivana Brlić-Mažuranić นักเขียนหญิงผู้ทรงคุณค่าซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “แอนเดอร์เซนแห่งโครเอเชีย” ผลงานของเธอสะท้อนความงดงามของวัฒนธรรมพื้นบ้าน ความเชื่อทางศาสนา และคุณค่าทางศีลธรรมที่ลึกซึ้ง

นิทานเรื่องนี้ถูกเรียบเรียงใหม่ในบริบทไทย เพื่อให้ผู้อ่านชาวไทยสามารถเข้าถึงแก่นสารของเรื่องได้ง่ายขึ้น โดยยังคงรักษาโครงเรื่องและข้อคิดดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน ถ่ายทอดเรื่องราวของหญิงชราผู้เสียสละเพื่อปกป้องลูกชายจากภรรยาผู้มีจิตใจอำมหิต ซึ่งแท้จริงแล้วคือ “………………….”

นิทานนี้ไม่เพียงมอบความบันเทิง แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างวรรณกรรมยุโรปตะวันออกกับภูมิปัญญาไทย เหมาะสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่แสวงหาความลึกซึ้งของความรักและคุณธรรมในรูปแบบที่เหนือกาลเวลา

กาลครั้งหนึ่ง ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ มีหญิงชราคนหนึ่งอาศัยอยู่กับลูกชายซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจของเธอ ทั้งสองคนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและมีความสุขในบ้านไม้เล็ก ๆ ที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม

จนกระทั่งวันหนึ่ง ความสงบสุขของครอบครัวได้ถูกทำลายลง เมื่อลูกชายของหญิงชราพาภรรยากลับมาที่บ้านของพวกเขาหลังจากการเดินทางไกล ชายหนุ่มเล่าให้หญิงชราฟังว่า ระหว่างที่เขาเดินทางไปยังเมืองใหญ่เพื่อซื้อสินค้าและหาโอกาสทางการค้า เขาได้พบสาวสวยผู้นี้ในตลาด เธอดูโดดเด่นท่ามกลางฝูงชน ผิวขาวเนียน รูปร่างบอบบางราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย ดวงตาสีดำสนิทของเธอดูลึกลับน่าค้นหา

หญิงสาวบอกชายหนุ่มว่า ตนเองเป็นลูกสาวของพ่อค้าที่ร่ำรวย แต่ต้องระหกระเหินมาเพียงลำพังหลังจากที่ครอบครัวของเธอล่มสลาย ชายหนุ่มรู้สึกสงสารและหลงรักเธอในทันที เขาใช้เวลาไม่นานนักก่อนจะตัดสินใจแต่งงานกับเธอ หลังจากนั้น ก็พากันกลับมาที่บ้าน

หญิงชราได้ยินดังนั้นก็เกิดความกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะในสายตาของเธอ หญิงสาวผู้นี้ไม่ได้มีจิตใจที่บริสุทธิ์เหมือนรูปร่างหน้าตาที่ปรากฏ

เมื่อหญิงสาวก้าวเข้ามาในบ้าน เธอได้แสดงความเย่อหยิ่งและความไม่เคารพต่อหญิงชราผู้เป็นแม่สามี แม้ต่อหน้าสามี เธอจะทำตัวอ่อนหวาน แต่เมื่ออยู่ลับหลัง เธอกลับเผยให้เห็นถึงความหยาบกระด้างและไม่แยแสต่อผู้อื่น หญิงสาวมักพูดจาเสียดสีและใช้ถ้อยคำรุนแรงกับหญิงชราอยู่เสมอ หญิงชราอดทนต่อพฤติกรรมเช่นนี้เพราะรักลูกชายมาก แต่เธอเริ่มสังเกตเห็นบางอย่างที่แปลกประหลาดในตัวลูกสะใภ้ ทั้งแววตาอันเย็นชาที่ปรากฏให้เห็นในบางช่วงเวลา และเสียงลมหายใจที่บางครั้งฟังดูคล้ายเสียงขู่ของงูพิษ

วันหนึ่งหญิงชราแอบได้ยินบทสนทนาแปลก ๆ ระหว่างหญิงสาวกับบางสิ่งบางอย่างในป่า เธอจึงตัดสินใจแอบสะกดรอยตามหญิงสาวเข้าไปในป่า จนกระทั่งได้พบว่า หญิงสาวที่ลูกชายแต่งงานด้วยแท้จริงแล้วเป็นงูที่ถูกสาป หญิงชราจึงรีบกลับบ้านและอธิษฐานขอความช่วยเหลือจากเทพแห่งป่าสตรีบอร์ เพื่อให้ท่านช่วยปกป้องลูกชายของเธอ

ระหว่างที่หญิงชราเฝ้ารอคอยให้เทพแห่งป่าเมตตาช่วยเหลือ หญิงชราต้องอดทนเฝ้ามองลูกชายหลงสะใภ้งูพิษอย่างหัวปักหัวปำ แม้หญิงชราจะเล่าความจริงเพื่อเตือนลูกชายอยู่หลายครั้ง แต่ลูกชายกลับไม่ฟัง ซ้ำยังกล่าวหาว่าหญิงชราเป็นแม่ที่ใจร้าย

หญิงชรารู้สึกเจ็บปวด แต่เธอก็พยายามอดกลั้นความรู้สึกต่าง ๆ ไว้ โดยไม่เคยคิดทอดทิ้งลูกชายให้อยู่กับสะใภ้งูพิษตามลำพัง

และแล้วคืนหนึ่ง เทพแห่งป่าสตรีบอร์ก็ปรากฏตัวขึ้นในขณะที่หญิงชรากำลังร้องไห้ด้วยความระทมทุกข์ เทพแห่งป่ามีรูปลักษณ์ที่น่าเกรงขามและงดงามในคราเดียวกัน เทพแห่งป่ามองหญิงชราด้วยความเมตตา เทพแห่งป่าจึงยื่นข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธให้แก่หญิงชราที่อยู่ตรงหน้า

“อย่าทนอยู่ในความทุกข์เช่นนี้ต่อไปเลย ข้าจะเนรมิตให้เจ้าได้กลับไปสู่วัยเยาว์อีกครั้ง เจ้าจะได้ใช้ชีวิตใหม่ในฐานะหญิงสาวที่เต็มไปด้วยพละกำลังและความสุข เจ้าจะลืมความเศร้าทั้งหมด และได้เริ่มต้นใหม่ในโลกที่ปราศจากความทุกข์ระทม”

หญิงชรานิ่งคิดก่อนจะตอบด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้าขอบคุณสำหรับความเมตตาของท่าน แต่ข้ารักลูกชายของข้า ข้าจะไม่ทิ้งเขาไปแม้ต้องทนทุกข์ หากข้าละทิ้งความทุกข์นี้เสีย ข้าจะเป็นแม่ได้อย่างไร”

คำตอบนั้นทำให้เทพแห่งป่าพูดกับหญิงชราว่า “เจ้าช่างเป็นแม่ที่ยิ่งใหญ่เสียจริง ความรักของเจ้าทำให้ข้าต้องจัดการกับเรื่องนี้ให้ดีที่สุด”

ทันใดนั้น ลมที่พัดผ่านต้นไม้ในป่าก็ดังขึ้นราวกับเสียงโหยหวน เทพแห่งป่ายกมือขึ้น แล้วร่ายมนตร์เพื่อปลดเปลื้องความลวงจากร่างของหญิงสาว ครั้นเมื่อเวลาผ่านไปได้เพียงครู่หนึ่ง หญิงสาวที่นอนหลับอยู่ข้างชายหนุ่มก็สะดุ้งตื่น แล้วทุรนทุรายกลายร่างเป็นงูพิษ จากนั้น งูพิษก็เลื้อยหายเข้าไปในป่าโดยไม่มีวันย้อนกลับมาอีก

ชายหนุ่มที่เห็นทุกสิ่งทุกอย่างต่อหน้าถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ ชายหนุ่มเพิ่งรู้สึกตัวและสำนึกผิดที่เขาไม่เคยฟังคำเตือนของแม่เลย เขาหันไปหามารดาและกอดเธอแน่น “แม่…ข้าขอโทษที่ทำให้แม่ต้องทุกข์ใจ ข้า่มองไม่เห็นความจริงจนเกือบจะสายเกินไป”

หญิงชราลูบหลังลูกชายเบา ๆ และยิ้มทั้งน้ำตา “ลูกกลับมาแล้ว แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว”

จากนั้น ชายหนุ่มและหญิงชราก็กลับไปใช้ชีวิตในบ้านหลังเล็ก ๆ ของพวกเขาอย่างมีความสุข

แม้ความสงบสุขนี้จะถูกทดสอบด้วยบทเรียนที่ยากลำบาก แต่ทั้งสองก็เรียนรู้ที่จะรักและปกป้องกันและกันมากยิ่งขึ้น

และในป่าสตรีบอร์ เสียงลมที่พัดผ่านต้นไม้ยังคงดังราวกับเสียงเพลง เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละและความรักอันยิ่งใหญ่ของมารดาที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความรักของแม่คือความรักที่ยิ่งใหญ่
  • รูปลักษณ์อาจหลอกสายตา แต่จิตใจจะเปิดเผยความจริงเสมอ

………………………