Posted in การรู้เท่าทันสื่อ, นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ

เจ้าหญิงกับกระจกวิเศษ : นิทานก่อนนอนสอนให้เด็ก ๆ รู้เท่าทันสื่อ

ในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยสื่อออนไลน์และข้อมูลมากมาย นิทานก่อนนอนยังคงเป็นสื่อที่ทรงพลังในการสอนใจเด็กและผู้ใหญ่ นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงกับกระจกวิเศษ” ไม่ได้เป็นเพียงนิทานเด็กที่เล่าเพื่อความสนุก แต่เป็นนิทานสอนใจที่ช่วยให้ผู้อ่านทุกวัยตระหนักถึงความสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อ และการใช้วิจารณญาณก่อนเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ได้ยินหรือเห็นในโลกออนไลน์

หลายครั้งเราพบโฆษณาขายของที่บรรยายสรรพคุณอย่างน่าเชื่อถือ หรือข้อความที่ชวนให้ทำตามโดยอ้างเหตุผลที่ดูสมจริง แต่หากตรวจสอบลึกลงไป อาจพบว่าเป็นข้อมูลที่บิดเบือนหรือมีเจตนาแอบแฝง นิทานเรื่องนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนความจริงในสังคมปัจจุบัน ผ่านการเล่าเรื่องที่สนุกสนานและเข้าถึงง่าย เหมาะสำหรับใช้เป็นนิทานก่อนนอน นิทานเด็กดี และนิทานสอนใจที่ช่วยให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน

คุณค่าของนิทาน เจ้าหญิงกับกระจกวิเศษ อยู่ที่การสอนให้เด็กกล้าใช้วิจารณญาณ กล้าที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และรู้จักปรึกษาพ่อแม่เมื่อพบสิ่งที่น่าสงสัย ขณะเดียวกันก็เตือนผู้ใหญ่ให้รู้บทบาทของตนเองในการเป็นที่พึ่งที่ลูกไว้ใจได้ นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงนิทานแฟนตาซี แต่เป็นนิทานอมตะที่เหมาะกับทุกวัย และควรค่าแก่การอ่านและแบ่งปันต่อ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้กับสังคมในยุคดิจิทัล

กาลครั้งหนึ่ง  มีเจ้าหญิงองค์หนึ่ง  เป็นเจ้าหญิงที่ทั้งสวย ทั้งฉลาด และเชื่อฟังพ่อแม่เป็นที่สุด 

วันหนึ่ง  มีแม่มดสาวตนหนึ่ง ค้นพบกระจกวิเศษประจำตระกูล  นางจึงถามกระจกวิเศษว่า   “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี”    เมื่อกระจกวิเศษตอบว่า   “ก็ต้องเป็นเจ้าหญิงน่ะสิ ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครดีและงามเกิน”

ทันทีที่ได้ฟัง  แม่มดก็โกรธจัด  เพราะนางคิดว่าตนสวยที่สุด   เมื่อกระจกวิเศษเห็นเช่นนั้น   แทนที่มันจะปรามให้สงบ  กระจกวิเศษกลับยุให้แม่มด  หาทางจัดการกับเจ้าหญิงเสีย

แม่มดสาวคิดอยู่สักพัก  ในที่สุด   นางจึงวางแผนส่งกระจกวิเศษไปเป็นของขวัญให้เจ้าหญิงเพื่อให้กระจกยุให้เจ้าหญิงทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งามต่าง ๆ  เพื่อให้เจ้าหญิงกลายเป็นคนไม่ดี

เมื่อถึงวันเกิดของเจ้าหญิง  แม่มดก็ทำตามแผนโดยแกล้งทำทีเป็นมีไมตรีจิต  แล้วมอบกระจกให้เจ้าหญิงโดยบอกว่า กระจกที่มอบให้  เป็นกระจกวิเศษที่ตอบคำถามได้ทุกอย่าง  (ราวกับอินเตอร์เน็ตหรือเอไอในสมัยนี้)

เจ้าหญิงตื่นเต้นและพอใจมาก  จึงนำกระจกวิเศษไปไว้ที่ห้อง  ครั้นเมื่อกระจกวิเศษ ได้อยู่กับเจ้าหญิงตามลำพัง กระจกก็เริ่มยุให้เจ้าหญิงทดลองทำสิ่งไม่ดีไม่งาม  โดยอ้างว่า เรามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ เพราะมันเป็นชีวิตของเรา!

กระจกแนะให้เจ้าหญิงนอนดึก  ๆ  หรือหนีออกไปเที่ยวเล่นนอกวังในตอนกลางคืน  รวมทั้งชักชวนให้สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เล่นการพนัน ตามแบบที่วัยรุ่นชอบทำกัน

คำแนะนำของกระจกวิเศษ ทำให้เจ้าหญิงรู้สึกแปลก ๆ  เพราะคำพูดของกระจกวิเศษต่างจากคำสอนของพ่อกับแม่โดยสิ้นเชิง

เจ้าหญิงคิดว่ากระจกวิเศษ น่าจะมีเจตนาร้ายแอบแฝงอยู่ แต่เพื่อความแน่ใจ  เจ้าหญิงจึงแกล้งถามว่า “กระจกวิเศษจ๋า ถ้าหญิงทำตามที่พี่กระจกบอก แล้วเสด็จพ่อกับเสด็จแม่จับได้ หญิงควรทำอย่างไรดีล่ะจ๊ะ”

เมื่อกระจกวิเศษได้ฟัง  มันจึงแกล้งตอบว่า  “ถ้าพระราชากับพระราชินีจับได้  เจ้าหญิงก็แค่แต่งเรื่องโกหกเพื่อเอาตัวรอด  เดี๋ยวท่านก็หลงเชื่อเองแหละ”

การโกหกพ่อแม่เป็นเรื่องที่ไม่ดี  เจ้าหญิงจึงมั่นใจว่า กระจกวิเศษ  ต้องคิดร้ายกับพระองค์แน่ ๆ  (รวมทั้งแม่มดที่นำกระจกมาให้ก็คงมีแผนการร้ายซ่อนอยู่) ด้วยเหตุนี้ เจ้าหญิงจึงนำเรื่องทั้งหมดไปเล่าให้พ่อกับแม่ฟัง ซึ่งเมื่อทั้งสองพระองค์ได้ฟัง  ทั้งสองก็นำกระจกมาสอบสวน  จากนั้น ก็จัดการทำลายกระจกตัวร้ายเพื่อไม่ให้มันไปเสี้ยมสอนใคร ๆ ให้ทำเรื่องเลวร้ายได้อีก  นอกจากนี้  พระราชากับพระราชินีก็ให้พ่อมดหลวง ไปจับแม่มดมาขังไว้  เพื่อรอการลงโทษ

โชคดีเหลือเกินที่เจ้าหญิง ไม่ได้มีหน้าตาที่งดงามเท่านั้น  แต่พระองค์ยังเฉลียวฉลาด  และรู้จักนำเรื่องที่ได้พบได้ฟัง ไปปรึกษาหารือพ่อกับแม่  เพื่อให้ท่านช่วยคิด   คุณสมบัติต่าง ๆ นี้เองที่ทำให้เจ้าหญิงรอดจากผู้ประสงค์ร้าย

ในที่สุด  กระจกวิเศษของตระกูลแม่มดก็หมดโอกาสไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่ใคร ๆ อีก   ส่วนแม่มดที่มีจิตใจชั่วร้าย ก็ต้องรับโทษอยู่ในคุกเวทมนตร์ และได้ใช้เวลาสำนึกผิดอยู่ในคุกไปอีกนานแสนนาน

หมายเหตุ : หากชอบนิทานเรื่องนี้ รบกวนคลิกชมแบนเนอร์โฆษณาสักนิด เพื่อสนับสนุนให้เว็บไซต์นิทานนำบุญมีรายได้นะครับ ขอบคุณมากครับ 💛

เจ้าหญิงสวมมงกุฎและผ้าคลุมแดงยืนมองกระจกวิเศษที่สะท้อนใบหน้าปีศาจท่ามกลางเปลวไฟ ในห้องนอนกลางคืนพร้อมแมวน้อยและแสงเทียน
Posted in นิทานก่อนนอนเรื่องยาว, นิทานนานาชาติ, นิทานโครเอเชีย

ป่าแห่งเทพผู้พิทักษ์ (Stribor’s Forest) : นิทานแห่งรักแท้และความลวง

Ivana Brlić-Mažuranić คือหนึ่งในนักเขียนหญิงที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในประวัติศาสตร์วรรณกรรมโครเอเชีย ผลงานของเธอได้รับการเปรียบเทียบกับ Hans Christian Andersen และ J.R.R. Tolkien ด้วยความสามารถในการสร้างโลกแห่งนิทานที่ทั้งลึกซึ้งและเปี่ยมด้วยจินตนาการ เธอเกิดในปี ค.ศ. 1874 และเติบโตในครอบครัวนักคิดและนักการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในประเทศ Ivana เขียนนิทานด้วยภาษาที่ละเมียดละไมและแฝงปรัชญาอย่างแนบเนียน ผลงานชุด Priče iz davnine (“Tales of Long Ago”) ซึ่งรวมถึงเรื่อง Stribor’s Forest ได้รับการบรรจุในหลักสูตรการศึกษาของโครเอเชีย และยังถูกนำไปดัดแปลงเป็นละคร ภาพยนตร์ และงานศิลปะหลากหลายแขนง

นิทานเรื่อง Stribor’s Forest ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าของแม่และลูกชาย แต่เป็นภาพสะท้อนของแนวคิดพื้นบ้าน ความเชื่อทางศาสนา และคุณค่าทางศีลธรรมที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมสลาฟ นักวิชาการด้านวรรณกรรมชี้ว่าเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึง “ความรักแท้ที่กล้าหาญ” และ “การเลือกความทุกข์เพื่อรักษาความผูกพัน” ซึ่งเป็นหัวใจของความเป็นแม่ในบริบทของสังคมโครเอเชีย เทพแห่งป่าสตรีบอร์ในเรื่องไม่ได้เป็นเพียงตัวละครแฟนตาซี แต่เป็นตัวแทนของธรรมชาติที่มีจิตวิญญาณ และเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมเหนือมนุษย์ นิทานเรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนทางจริยธรรมที่แฝงอยู่ในโครงสร้างของนิทานพื้นบ้านอย่างงดงาม

การเรียบเรียงใหม่ในครั้งนี้จัดทำขึ้นด้วยความเคารพอย่างสูงต่อต้นฉบับ โดยคงไว้ซึ่งโครงเรื่อง ตัวละคร และอารมณ์หลัก พร้อมปรับภาษาให้ร่วมสมัยและเข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้อ่านไทยได้สัมผัสเสน่ห์ของวรรณกรรมคลาสสิกในรูปแบบที่เข้าถึงได้มากขึ้น เราแบ่งเรื่องออกเป็น 6 ตอนเพื่อให้ผู้อ่านค่อย ๆ ซึมซับอารมณ์และความหมายอย่างลึกซึ้ง และพยายามรักษาสัญลักษณ์และปรัชญาเดิมให้มากที่สุด เราขอเชิญชวนให้ผู้อ่านลองค้นหาต้นฉบับมาอ่านเพิ่มเติม หรือศึกษาวัฒนธรรมโครเอเชียและประเทศอื่น ๆ เพราะในโลกใบนี้มีภูมิปัญหาที่มีค่าซ่อนอยู่มากมายในนิทาน เรื่องเล่า และความเชื่อของแต่ละชนชาติ ซึ่งล้วนเป็นประตูสู่ความเข้าใจในความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

ตอนที่ 1: บ้านกลางป่าที่เงียบงัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงชราผู้หนึ่งอาศัยอยู่กับลูกชายในบ้านไม้หลังเล็กที่ตั้งอยู่ริมป่าลึก บ้านของพวกเขาเรียบง่าย ไม่มีสิ่งหรูหรา แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นจากความรักที่แม่มีต่อลูกชาย และความกตัญญูที่ลูกมีต่อแม่ ทั้งสองใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ไม่เคยขาดสิ่งจำเป็น พวกเขาแบ่งปันทุกสิ่งที่มี และพึ่งพากันด้วยความเข้าใจที่ไม่ต้องเอ่ยเป็นคำพูด

หญิงชราเป็นคนใจดีและอดทน แม้จะมีอายุมากแล้ว แต่เธอยังทำงานบ้านด้วยตนเองทุกวัน เธออบขนมปัง ปลูกผัก และดูแลลูกชายด้วยความรักที่ไม่เคยลดน้อยลง ส่วนลูกชายก็เป็นชายหนุ่มที่ขยันขันแข็ง เขาออกไปทำงานในหมู่บ้านใกล้เคียง และกลับบ้านทุกเย็นพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้แม่รู้สึกว่าชีวิตยังมีความหมาย

วันหนึ่ง ลูกชายตัดสินใจเดินทางเข้าเมืองใหญ่เพื่อซื้อของใช้บางอย่างที่หายากในหมู่บ้าน เขาออกเดินทางแต่เช้าตรู่ โดยสัญญากับแม่ว่าจะกลับมาในอีกไม่กี่วัน หญิงชราจัดห่ออาหารให้เขาอย่างเงียบ ๆ และส่งเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย

หลายวันผ่านไป หญิงชรานั่งรออยู่หน้าบ้านทุกเย็น เธอเฝ้ามองเส้นทางที่ทอดยาวเข้าสู่ป่าอย่างเงียบงัน หวังว่าจะเห็นลูกชายกลับมาในไม่ช้า และแล้ว ในเย็นวันหนึ่ง ลูกชายก็กลับมาจริง ๆ แต่เขาไม่ได้กลับมาคนเดียว…

ตอนที่ 2: เงาลวงในรูปลักษณ์งดงาม

ลูกชายของหญิงชราเดินทางกลับมาถึงบ้านในยามเย็น พร้อมกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เขาแนะนำว่าเป็นภรรยาของเขา หญิงสาวผู้นั้นมีรูปร่างบอบบาง ผิวขาวราวหิมะ และดวงตาสีดำสนิทที่ดูทั้งลึกลับและเย็นชา เธอสวมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านแต่เรียบง่าย และมีท่าทีสงบเสงี่ยมเมื่ออยู่ต่อหน้าสามี แต่ในแววตาของเธอกลับมีบางสิ่งที่ทำให้หญิงชรารู้สึกไม่สบายใจ

ลูกชายเล่าว่าเขาพบหญิงสาวคนนี้ระหว่างเดินทางในเมืองใหญ่ เธอเล่าให้เขาฟังว่าเคยเป็นลูกสาวของพ่อค้าที่มั่งคั่ง แต่ครอบครัวของเธอล่มสลายจนต้องระหกระเหินมาเพียงลำพัง เขารู้สึกสงสารและประทับใจในความงามและความอ่อนโยนของเธอ จึงตัดสินใจแต่งงานและพากลับมาบ้านโดยไม่ลังเล

หญิงชราฟังเรื่องราวทั้งหมดด้วยใจที่หนักอึ้ง แม้เธอจะไม่พูดอะไรออกมาตรง ๆ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความกังวล เธอรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติในตัวหญิงสาวผู้นี้ แม้จะไม่มีหลักฐานใด ๆ แต่สัญชาตญาณของแม่บอกเธอว่า ความสงบสุขที่เคยมีอาจกำลังถูกคุกคาม

หลังจากนั้นไม่นาน ความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มปรากฏชัด หญิงสาวแสดงท่าทีไม่เคารพหญิงชราอย่างเปิดเผย เธอมักพูดจาเสียดสี ใช้น้ำเสียงเย้ยหยัน และแสดงความรำคาญต่อการมีอยู่ของแม่สามี แม้ต่อหน้าลูกชาย เธอจะทำตัวอ่อนหวานและวางท่าทางเรียบร้อย แต่เมื่ออยู่ตามลำพังกับหญิงชรา เธอกลับกลายเป็นคนละคน

หญิงชราพยายามอดทนต่อพฤติกรรมเหล่านั้น เธอไม่อยากให้ลูกชายต้องลำบากใจ และยังคงหวังว่าสักวันหนึ่งหญิงสาวจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ความหวังนั้นก็ยิ่งเลือนรางลง หญิงสาวเริ่มแสดงความไม่พอใจแม้แต่เรื่องเล็กน้อย และบางครั้งก็พูดจาให้ลูกชายเข้าใจผิดแม่ของเขา

หญิงชรารู้สึกเหมือนกำลังอยู่ร่วมกับเงาลวงที่แฝงตัวในรูปลักษณ์งดงาม เธอเริ่มสังเกตเห็นบางสิ่งที่แปลกประหลาดในตัวหญิงสาว เช่น แววตาที่เย็นชาจนผิดธรรมชาติ และเสียงลมหายใจที่บางครั้งฟังดูคล้ายเสียงขู่ของสัตว์ร้ายในเงามืดของป่า

คืนหนึ่ง ขณะที่หญิงชราตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะได้ยินเสียงกระซิบแปลก ๆ จากนอกบ้าน เธอแอบเดินตามเสียงนั้นไปจนถึงชายป่า และได้เห็นหญิงสาวกำลังพูดคุยกับบางสิ่งบางอย่างที่เธอมองไม่เห็นชัดเจน เสียงของหญิงสาวในยามนั้นไม่ใช่เสียงที่เธอเคยได้ยินมาก่อน มันเย็นชาและแฝงด้วยความเย้ยหยันที่ทำให้หญิงชราขนลุก

เมื่อกลับถึงบ้าน หญิงชรานั่งนิ่งอยู่หน้ากองไฟที่ใกล้จะมอด เธอรู้แล้วว่าหญิงสาวผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา และสิ่งที่เธอหวาดกลัวอาจเป็นความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าฝันร้าย

ตอนที่ 3: ความรักที่ไม่ถูกมองเห็น

หลังจากหญิงชราได้เห็นพฤติกรรมและความเปลี่ยนแปลงในบ้านของตน เธอเริ่มรู้สึกว่าความสงบสุขที่เคยมีนั้นกำลังถูกกลืนหายไปทีละน้อย แม้เธอจะพยายามอดทนและไม่พูดอะไรออกมาตรง ๆ แต่ความเจ็บปวดในใจกลับเพิ่มขึ้นทุกวัน หญิงสาวที่ลูกชายพามาอยู่ด้วยไม่เพียงแค่หยาบคายและไม่เคารพ แต่ยังพยายามทำให้ลูกชายเข้าใจผิดแม่ของเขาอยู่บ่อยครั้ง

หญิงชราพยายามเตือนลูกชายด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน เธอเล่าให้เขาฟังถึงสิ่งที่เธอเห็นและรู้สึก แต่ลูกชายกลับไม่เชื่อ เขามองแม่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป และกล่าวหาว่าแม่ไม่ยอมรับภรรยาของเขาเพียงเพราะอคติ หญิงชรานิ่งฟังคำพูดเหล่านั้นด้วยหัวใจที่เจ็บปวด แต่เธอก็ไม่โต้เถียง เพราะเธอรู้ว่าการเถียงจะยิ่งทำให้ลูกชายห่างไกลจากความจริง

วันต่อมา หญิงชราเริ่มสังเกตเห็นบางสิ่งที่แปลกประหลาดยิ่งขึ้นในตัวหญิงสาว เช่น เสียงลมหายใจที่คล้ายเสียงขู่ของงู และแววตาที่เปลี่ยนไปในยามค่ำคืน เธอเริ่มแน่ใจว่าหญิงสาวผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา และอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่แฝงตัวมาในคราบของมนุษย์

คืนหนึ่ง ขณะที่หญิงสาวออกไปเดินในป่า หญิงชราตัดสินใจแอบสะกดรอยตามอย่างเงียบ ๆ เธอเดินตามแสงจันทร์ที่ลอดผ่านยอดไม้ และเสียงฝีเท้าที่เบาแต่มั่นคงของหญิงสาว จนกระทั่งถึงบริเวณที่เงียบงันที่สุดของป่า ที่นั่น หญิงชราได้เห็นหญิงสาวกำลังพูดคุยกับบางสิ่งบางอย่างที่เธอมองไม่เห็นชัดเจน เสียงของหญิงสาวในยามนั้นไม่ใช่เสียงที่เธอเคยได้ยินมาก่อน มันเย็นชาและแฝงด้วยความเย้ยหยันที่ทำให้หญิงชราขนลุก

เมื่อกลับถึงบ้าน หญิงชรานั่งนิ่งอยู่หน้ากองไฟที่ใกล้จะมอด เธอรู้แล้วว่าหญิงสาวผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา และสิ่งที่เธอหวาดกลัวอาจเป็นความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าฝันร้าย เธอไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เพราะลูกชายของเธอยังคงหลงใหลในหญิงสาวอย่างหมดใจ และไม่ยอมฟังคำเตือนใด ๆ จากแม่ของเขาเลย

สามเดือนผ่านไป หญิงชรายังคงอดทนอยู่ในบ้านหลังเดิมกับลูกชายและหญิงสาวผู้ลึกลับ เธอเฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเงียบงัน และภาวนาให้มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งช่วยเปิดเผยความจริงที่เธอไม่อาจพิสูจน์ได้ด้วยคำพูดเพียงลำพัง

ตอนที่ 4: ป่าแห่งการทดสอบ

หลังจากหญิงชราแน่ใจแล้วว่าหญิงสาวที่ลูกชายแต่งงานด้วยไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา เธอเริ่มรู้สึกหมดหนทางในการปกป้องลูกชายจากสิ่งที่เขาไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทุกคำเตือนของเธอถูกปฏิเสธด้วยความไม่เชื่อ และทุกความพยายามกลับกลายเป็นความเจ็บปวดที่สะสมอยู่ในใจอย่างเงียบงัน

วันหนึ่ง ขณะที่หญิงชรานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมป่า เธอหลับตาและอธิษฐานด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักและความหวัง เธอไม่ได้ขอให้ลูกชายเปลี่ยนใจทันที ไม่ได้ขอให้หญิงสาวหายไป แต่ขอเพียงให้มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งช่วยเปิดเผยความจริง เพื่อให้ลูกชายได้เห็นด้วยตนเอง

ในยามค่ำคืนที่เงียบงัน ขณะที่ลมพัดผ่านใบไม้ด้วยเสียงที่แผ่วเบา หญิงชรานั่งอยู่คนเดียวในป่าลึก เธอไม่ได้ร้องไห้ด้วยเสียง หากแต่หยดน้ำตาไหลลงบนมือที่สั่นเทาอย่างเงียบ ๆ และแล้ว ท่ามกลางความเงียบของธรรมชาติ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง เป็นเสียงที่ไม่ใช่เสียงของสัตว์ หรือเสียงของมนุษย์ แต่เป็นเสียงที่แฝงด้วยพลังและความสงบในคราเดียวกัน

เทพแห่งป่าสตรีบอร์ปรากฏตัวขึ้นในแสงจันทร์ที่สาดผ่านหมู่ไม้ ท่านมีรูปลักษณ์ที่งดงามและน่าเกรงขาม ผิวของท่านเปล่งประกายราวกับแสงของใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง และดวงตาของท่านเต็มไปด้วยความเมตตาที่ลึกซึ้ง ท่านมองหญิงชราด้วยสายตาที่ไม่ต้องการคำอธิบาย และกล่าวว่า “เจ้ามีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ ความรักของเจ้าทำให้ข้าต้องมาหาเจ้าในคืนนี้”

หญิงชรานั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าขยับตัวหรือเอ่ยคำใดออกมา เทพแห่งป่าจึงกล่าวต่อว่า “ข้าจะให้เจ้าได้กลับสู่วัยเยาว์อีกครั้ง ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกที่ปราศจากความทุกข์ระทม เจ้าจะลืมความเศร้าทั้งหมด และได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอีกครั้ง”

หญิงชรานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้าขอบคุณสำหรับความเมตตาของท่าน แต่ข้ารักลูกชายของข้า ข้าจะไม่ทิ้งเขาไป แม้ต้องทนทุกข์ หากข้าละทิ้งความเจ็บปวดนี้เสีย ข้าจะเป็นแม่ได้อย่างไร”

คำตอบนั้นทำให้เทพแห่งป่าหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “เจ้าช่างมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ ความรักของเจ้าทำให้ข้าต้องจัดการกับเรื่องนี้ให้ดีที่สุด”

ตอนที่ 5: ทางเลือกของแม่

หลังจากเทพแห่งป่ารับรู้ถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของหญิงชรา ท่านจึงตัดสินใจช่วยเปิดเผยความจริงที่ถูกปกปิดไว้ ท่านไม่ได้ใช้พลังเพื่อทำลาย หากแต่ใช้เพื่อปลดเปลื้องสิ่งลวงที่บดบังสายตาและหัวใจของผู้คน ท่านกล่าวกับหญิงชราว่า “เจ้าจงพาลูกชายของเจ้ามายังป่าแห่งนี้ แล้วข้าจะให้เขาได้เห็นความจริงด้วยตาของเขาเอง”

วันต่อมา หญิงชราตัดสินใจพาลูกชายเข้าไปในป่า แม้เขาจะลังเล แต่ก็ยอมตามแม่ไปด้วยความเคารพ เมื่อเดินลึกเข้าไปในป่า พวกเขาก็พบกับสถานที่ที่เงียบงันและงดงามราวกับอยู่ในโลกอื่น แสงแดดลอดผ่านยอดไม้ลงมาเป็นลำแสงอ่อน ๆ และเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้ก็ฟังดูคล้ายเสียงกระซิบของธรรมชาติ

เมื่อทั้งสองมาถึงจุดที่เทพแห่งป่ารออยู่ ท่านปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ ลูกชายได้เห็นด้วยตาตนเอง และรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง เทพแห่งป่ามองเขาด้วยสายตาที่สงบ และกล่าวว่า “เจ้าจะได้เห็นสิ่งที่แม่ของเจ้ารู้มาโดยตลอด”

ทันใดนั้น ลมในป่าก็พัดแรงขึ้นราวกับเสียงโหยหวน เทพแห่งป่ายกมือขึ้น แล้วร่ายมนตร์เพื่อเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่ในร่างของหญิงสาว ครั้นเมื่อเวลาผ่านไปได้เพียงครู่หนึ่ง หญิงสาวที่เคยดูงดงามก็สะดุ้งตื่นจากการหลับใหล เธอร้องเสียงแหลมด้วยความเจ็บปวด และร่างของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไปต่อหน้าต่อตาทุกคน

ผิวของเธอเริ่มเปลี่ยนเป็นเกล็ดสีดำ ดวงตากลายเป็นดวงตาของสัตว์เลื้อยคลาน และร่างของเธอก็ยืดยาวออกจนกลายเป็นงูพิษที่น่ากลัว งูตัวนั้นเลื้อยหนีเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว และไม่เคยกลับมาอีกเลย

ลูกชายยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นด้วยความตกใจ เขาไม่อาจพูดอะไรออกมาได้ในทันที เพราะสิ่งที่เขาเห็นนั้นเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ เขาหันไปมองแม่ของเขา และเห็นน้ำตาที่ไหลลงบนใบหน้าที่อ่อนล้าแต่เปี่ยมด้วยความรัก

เขาคุกเข่าลงต่อหน้าแม่ และกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ “แม่…ข้าขอโทษ ข้าไม่เคยฟังคำเตือนของแม่เลย ข้าไม่เคยเห็นความจริงจนกระทั่งวันนี้ ข้าทำให้แม่ต้องเจ็บปวดมากมายโดยไม่รู้ตัว”

หญิงชราลูบหลังลูกชายเบา ๆ และยิ้มทั้งน้ำตา “ลูกกลับมาแล้ว แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว”

ตอนที่ 6: การคืนสู่ความจริง

หลังจากเหตุการณ์ในป่า ลูกชายของหญิงชราได้เห็นความจริงที่เขาเคยปฏิเสธด้วยตาของตนเอง ร่างของหญิงสาวที่เขาหลงรักกลายเป็นงูพิษ และเลื้อยหายเข้าไปในเงามืดของป่าโดยไม่มีวันย้อนกลับมาอีก ความเงียบที่ตามมาหลังจากนั้นไม่ใช่ความสงบ แต่เป็นความสำนึกที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของชายหนุ่ม

เขาหันไปมองแม่ของเขาอีกครั้ง และเห็นใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยน แม้จะมีรอยน้ำตา แต่ในแววตานั้นกลับไม่มีความโกรธหรือตำหนิ มีเพียงความรักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เขากอดแม่แน่น และกล่าวด้วยเสียงที่สั่นเครือ “แม่…ข้าทำผิดไปมาก ข้าไม่เคยฟังแม่เลย ข้าทำให้แม่ต้องเจ็บปวดโดยไม่รู้ตัว”

หญิงชราลูบหลังลูกชายเบา ๆ และยิ้มทั้งน้ำตา “ลูกกลับมาแล้ว แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว”

หลังจากนั้น ทั้งสองกลับไปใช้ชีวิตในบ้านหลังเล็กที่เงียบงันริมป่า แม้จะไม่มีหญิงสาวคนนั้นอีกต่อไป แต่ความสงบสุขที่เคยหายไปก็กลับคืนมาอย่างช้า ๆ พวกเขาเรียนรู้ที่จะรักและปกป้องกันและกันมากยิ่งขึ้น และเข้าใจว่าความรักแท้ไม่ใช่การครอบครอง แต่คือการยืนหยัดอยู่เคียงข้าง แม้ในวันที่อีกฝ่ายหลงทาง

ในป่าสตรีบอร์ เสียงลมที่พัดผ่านต้นไม้ยังคงดังราวกับเสียงเพลง เป็นเสียงที่ไม่ใช่เพียงธรรมชาติ แต่เป็นเสียงของความรักที่ไม่ยอมแพ้ต่อความลวง เป็นเสียงของแม่ผู้เลือกความเจ็บปวดเพื่อรักษาความผูกพัน และเป็นเสียงของความจริงที่ไม่อาจถูกกลบด้วยรูปลักษณ์หรือคำพูดใด ๆ

นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าของหญิงชราและลูกชาย แต่เป็นบทเรียนของความรักที่กล้าหาญ ความอดทนที่ไม่หวังผลตอบแทน และความจริงที่รอคอยการเปิดเผยในเวลาที่เหมาะสม.

Posted in นิทานก่อนนอนเรื่องยาว, นิทานคลาสสิก, นิทานความรัก

ตำนานรักทะเลสาบหงส์ : สวอนเลค | นิทานความรักคลาสสิกจากยุโรปที่งดงามเหนือกาลเวลา

“เจ้าหญิงหงส์” (The Swan Princess) เป็นนิทานพื้นบ้านที่ปรากฏในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปตะวันออกและแถบสแกนดิเนเวีย เรื่องราวของหญิงสาวผู้ถูกสาปให้กลายเป็นหงส์ และชายหนุ่มผู้มอบความรักแท้เพื่อปลดปล่อยนาง นิทานเรื่องนี้ได้รับการเล่าขานผ่านบทกวี นิทานพื้นบ้าน และการแสดงศิลปะหลากรูปแบบ ซึ่งนิทานเรื่องนี้ในเวอร์ชั่นที่โด่งดังที่สุด ได้แก่บทของบัลเลต์เรื่อง Swan Lake ซึ่งประพันธ์ดนตรีโดย พีทอร์ อิลิช ไชคอฟสกี คีตกวีเอกแห่งรัสเซียในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19

เนื้อเรื่องของ Swan Lake ถ่ายทอดเรื่องราวของเจ้าชายซิกฟรีด ผู้พบหญิงสาวชื่อโอเดตต์ที่ถูกสาปให้เป็นหงส์ขาวในยามกลางวัน และกลับเป็นมนุษย์เมื่อแสงจันทร์ส่องถึง ความรักของทั้งสองถูกทดสอบเมื่อแม่มดส่งหญิงสาวอีกคนมาแอบอ้างเป็นโอเดตต์ ทำให้เจ้าชายประกาศรักผิดคน และคำสาปกลายเป็นนิรันดร์

ในการเรียบเรียงนิทานเวอร์ชั่นนี้ ผมยึดโครงสร้างและอารมณ์ของเรื่องราวตามบทของการแสดงบัลเลต์ โดยถ่ายทอดเป็นร้อยแก้วที่อ่านง่ายสำหรับผู้อ่านร่วมสมัย แต่ยังคงรักษาความเศร้า ความงาม และความลึกซึ้งของต้นฉบับไว้อย่างครบถ้วน หากท่านต้องการสัมผัสความงดงามของนิทานฉบับดั้งเดิม สามารถค้นหาบัลเลต์ Swan Lake โดย Pyotr Ilyich Tchaikovsky ได้จากแหล่งข้อมูลออนไลน์ เช่น วิดีโอบันทึกการแสดงใน YouTube, เว็บไซต์ของโรงละครบัลเลต์ระดับโลก หรือบทวิเคราะห์ทางดนตรีและวรรณกรรมในหอสมุดดิจิทัล

ณ อาณาจักรอันเงียบสงบที่ล้อมรอบด้วยป่าอันเขียวชอุ่มและทะเลสาบที่มีน้ำใสกระจ่าง มีเจ้าชายองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “ซิกฟรีด” (Siegfried) ผู้เติบโตมาในวังที่งดงาม พระราชินีทรงรักพระโอรสยิ่งนัก และเมื่อเจ้าชายเติบโตเป็นเจ้าชายหนุ่มรูปงาม พระราชินีจึงจัดงานเลี้ยงใหญ่เพื่อให้เจ้าชายเลือกคู่ครอง

เจ้าชายซิกฟรีดทรงยิ้มรับข้อเสนอของพระราชินีด้วยความเคารพ แต่ในพระทัยกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่า เจ้าชายมิได้ปรารถนาการครองราชย์หรือพิธีอภิเษก หากแต่ปรารถนาความรักแท้ที่มิได้ถูกกำหนดด้วยหน้าที่หรือชาติกำเนิด

คืนนั้น เจ้าชายเสด็จออกจากวังพร้อมธนูคู่ใจ แล้วมุ่งหน้าสู่ป่าลึกที่ทอดตัวไปจนถึงทะเลสาบกลางหุบเขา พระองค์มิได้ทรงล่าสัตว์ หากแต่ทรงล่าความเงียบ เพื่อฟังเสียงของหัวใจตนเอง

แสงจันทร์สาดส่องลงบนผิวน้ำ เจ้าชายทรงยืนเงียบอยู่ริมทะเลสาบ ทันใดนั้น พระองค์ทอดพระเนตรเห็นหงส์ขาวตัวหนึ่งลอยอยู่กลางน้ำอย่างสง่างาม ดวงตาของหงส์สะท้อนแววเศร้าและความโดดเดี่ยวที่พระองค์ไม่เคยพบในสัตว์ใดมาก่อน

เมื่อเจ้าชายยกธนูขึ้น หงส์ขาวกลับว่ายน้ำเข้าใกล้โดยไม่แสดงความหวาดกลัว และในชั่วขณะนั้น แสงจันทร์ก็เปลี่ยนรูปร่างของหงส์ให้กลายเป็นหญิงสาวผู้เลอโฉม ผิวขาวดุจหิมะ ดวงตาเศร้าดุจดวงดาว นางยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าชาย ราวกับเป็นภาพฝันที่หลุดออกมาจากบทกวี

เจ้าชายซิกฟรีดทอดพระเนตรหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่อาจละสายตาได้ พระองค์สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่า “ความงาม” นางมิใช่เพียงภาพฝัน หากเป็นความเศร้าที่มีชีวิต ความเงียบที่เปล่งเสียง และความโดดเดี่ยวที่เรียกร้องการเข้าใจ

“อย่ากลัวเลยเพคะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่วเบา “หม่อมฉันชื่อโอเดตต์ (Odette) เป็นเจ้าหญิงผู้ถูกสาปให้เป็นหงส์ในยามกลางวัน และกลับเป็นมนุษย์เมื่อแสงจันทร์ส่องถึง” เจ้าชายมิได้ทรงหวาดกลัว หากแต่พระทัยเต็มไปด้วยความสงสารและความใคร่รู้ พระองค์ทรงถามอย่างอ่อนโยนว่า “ใครเป็นผู้สาปนาง?”

โอเดตต์เล่าเรื่องราวของแม่มดผู้ชั่วร้ายที่สาปนางและเหล่าสหายให้กลายเป็นหงส์ขาว ล่องลอยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้โดยไม่มีวันหลุดพ้น เว้นแต่จะมีชายผู้ซื่อสัตย์ ประกาศรักแท้ต่อหน้านาง และไม่หันไปหาหญิงอื่นอีกเลย เจ้าชายทรงฟังด้วยหัวใจที่สั่นไหว เพราะความรักเริ่มผลิบานในความเงียบของค่ำคืน

คืนแล้วคืนเล่า เจ้าชายเสด็จกลับมายังทะเลสาบ เพื่อพบโอเดตต์ในยามจันทร์ส่อง ทั้งสองสนทนากันด้วยถ้อยคำอ่อนโยน บางครั้งก็เพียงนั่งเงียบ ๆ เคียงข้างกัน ฟังเสียงน้ำกระเพื่อมและเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ความผูกพันค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างลึกซึ้งและมั่นคง

แต่ในเงามืดของป่า แม่มดผู้ชั่วร้ายเฝ้ามองอยู่ด้วยความโกรธเกรี้ยว นางล่วงรู้ถึงความรักที่กำลังเบ่งบานระหว่างเจ้าชายกับโอเดตต์ และรู้ดีว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ คำสาปจะถูกทำลาย นางจึงวางแผนส่งบุตรสาวของตนชื่อ โอดีล (Odile) หญิงสาวผู้มีรูปลักษณ์คล้ายโอเดตต์ ไปยังงานเลี้ยงในวัง เพื่อหลอกลวงให้เจ้าชายหลงเชื่อ

เมื่อถึงวันงานเลี้ยงในวัง เจ้าชายซิกฟรีดทรงจำต้องเลือกพระชายาต่อหน้าขุนนางและพระราชินี พระองค์มิได้ทรงปรารถนาให้ถึงวันนั้น แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ขณะงานเริ่มขึ้น หญิงสาวผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นในฉลองพระองค์สีดำสนิท ดวงตาและรอยยิ้มของนางช่างคล้ายโอเดตต์อย่างน่าประหลาด

หญิงสาวผู้นั้นคือโอดีล บุตรสาวของแม่มดผู้ชั่วร้าย นางได้รับคำสั่งให้หลอกลวงเจ้าชายให้หลงเชื่อว่านางคือโอเดตต์ เพื่อทำลายคำมั่นแห่งรักแท้ โอดีลมิได้เพียงแค่เลียนแบบรูปลักษณ์ของโอเดตต์ หากแต่ฝึกฝนถ้อยคำ ท่าทาง และแม้แต่แววตาให้เหมือนที่สุดเท่าที่จะทำได้

เจ้าชายซิกฟรีดทรงทอดพระเนตรโอดีลด้วยความลังเล พระองค์รู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่เหมือนเดิม แต่ความคล้ายคลึงนั้นก็ทำให้พระทัยสั่นไหว โอดีลยิ้มอย่างอ่อนโยน พูดด้วยน้ำเสียงที่ชวนให้เชื่อ “หม่อมฉันมาแล้วเพคะ คืนนี้ หงส์ขาวมิได้อยู่ในน้ำอีกต่อไป”

เจ้าชายทรงหลงเชื่อว่าหญิงตรงหน้าคือโอเดตต์ และเมื่อถึงเวลาประกาศเลือกคู่ พระองค์ตรัสต่อหน้าทุกคนว่า “ข้าขอเลือกนางเป็นพระชายา” เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วท้องพระโรง แต่ในห้วงเวลานั้นเอง แสงจันทร์ก็ส่องผ่านหน้าต่าง และเจ้าชายทรงเห็นภาพของโอเดตต์ที่แท้จริงปรากฏขึ้นกลางอากาศ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

เจ้าชายซิกฟรีดทรงตกตะลึง พระทัยแตกสลายเมื่อทรงรู้ว่าพระองค์ได้ทำลายคำสัญญาโดยไม่ตั้งใจ คำสาปที่พันธนาการโอเดตต์จึงกลายเป็นนิรันดร์ ในภาพฝัน โอเดตต์กลายร่างเป็นหงส์ขาวอีกครั้ง แล้วลอยห่างออกไปจากพระองค์ด้วยความเศร้าและความสิ้นหวัง ในขณะที่โอดีลหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหายไปในเงามืดของงานเลี้ยง

เมื่อเจ้าชายซิกฟรีดทรงตั้งสติได้ พระองค์รีบเสด็จออกจากงานเลี้ยง แล้วมุ่งหน้าสู่ทะเลสาบด้วยใจที่แตกสลาย พระองค์ทรงเรียกชื่อโอเดตต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่มีเพียงเสียงลมและคลื่นน้ำที่ตอบกลับ พระองค์ทรงรู้ดีว่าไม่มีสิ่งใดสามารถย้อนคืนคำสัญญาที่ผิดพลาดนั้นได้

แสงจันทร์สาดส่องลงบนผิวน้ำอีกครั้ง เจ้าชายทอดพระเนตรเห็นหงส์ขาวว่ายน้ำอยู่กลางทะเลสาบอย่างเงียบงัน ดวงตาของหงส์สะท้อนแววเศร้าและความเจ็บปวดที่พระองค์จำได้ดี พระองค์ทรงก้าวลงสู่ผิวน้ำอย่างสงบ หงส์ขาวว่ายน้ำเข้าใกล้ริมฝั่งราวกับรับรู้ถึงความจริงในถ้อยคำที่พระองค์กำลังจะเอื้อนเอ่ย

“โอเดตต์… ฉันขอโทษ” เจ้าชายตรัสเสียงแผ่วเบา “ฉันมิได้ตั้งใจจะผิดคำสัญญา ฉันถูกหลอก… แต่ความรักของฉันยังคงเป็นของเธอเพียงผู้เดียว” หงส์ขาวมิได้ตอบ หากแต่โน้มคอลงอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเปล่งแสงจาง ๆ รอบกาย ราวกับยอมรับความรักนั้น แม้จะสายเกินไป

เจ้าชายซิกฟรีดทรงรู้ดีว่าไม่มีเวทมนตร์ใดสามารถลบล้างความผิดพลาดได้ แต่พระองค์ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่สามารถมอบให้นางได้ นั่นคือการเสียสละ เจ้าชายจึงตัดสินใจก้าวลงสู่ทะเลสาบอย่างสงบโดยมีหงส์ขาวว่ายน้ำเคียงข้างพระองค์ แสงจันทร์สาดส่องลงบนร่างของทั้งสอง และในชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่ง คำสาปก็สลายไป ไม่ใช่ด้วยเวทมนตร์ หากด้วยความรักแท้ที่ไม่หวั่นไหวต่อความผิดพลาดและความตาย

รุ่งเช้า ชาวบ้านพบว่าทะเลสาบเงียบงันกว่าทุกวัน ไม่มีหงส์ขาว ไม่มีเจ้าชาย ไม่มีเสียงใดนอกจากสายลมที่พัดผ่านเบา ๆ บางคนกล่าวว่าเห็นหงส์คู่โบยบินขึ้นสู่ฟากฟ้า บางคนกล่าวว่าได้ยินเสียงเพลงแผ่วเบาในสายลม แต่ทุกคนรู้ว่า ณ ที่แห่งนั้น ความรักแท้ได้เกิดขึ้น และยังคงอยู่ตลอดไป

เจ้าชายซิกฟรีดอยู่ระหว่างเจ้าหญิงโอเดตต์ในชุดขาวและหญิงสาวในชุดดำ โอดีล ตัวแทนความรักและการหลอกลวง จากนิทานตำนานรักทะเลสาบหงส์ Swan Lake
ภาพประกอบนิทาน “ตำนานรักทะเลสาบหงส์ : Swan Lake” แสดงเจ้าชายซิกฟรีดกับเจ้าหญิงโอเดตต์และโอดีล ผู้เป็นเงาของกันและกันภายใต้คำสาปแห่งความรัก
Posted in #นิทานอมตะ, นิทานกริมม์, นิทานสอนใจ

เจ้าชายติ๋มติ๋ม – นิทานกริมส์ The Queen Bee ฉบับเรียบเรียงใหม่

นิทานเรื่อง The Queen Bee หรือที่รู้จักกันว่า “ราชินีผึ้ง” เป็นหนึ่งในนิทานกริมส์ (Grimm’s Fairy Tales) ที่ถูกรวบรวมโดยพี่น้องกริมส์ในศตวรรษที่ 19 นิทานเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นแนวคิดเรื่อง “ความอ่อนโยน เมตตา และความนอบน้อม” ซึ่งตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ของความกล้าหาญที่มักถูกยกย่องในนิทานยุโรปโบราณ จุดเด่นของเรื่องคือการที่ตัวละครเอก ไม่ได้ใช้กำลังหรือความห้าวหาญเอาชนะอุปสรรค แต่กลับใช้หัวใจที่อ่อนโยนต่อสัตว์และสิ่งเล็กน้อยรอบตัว จนได้รับความช่วยเหลือและสามารถแก้คำสาปได้สำเร็จ

นิทานกริมส์หลายเรื่องถูกเล่าในโครงสร้างคล้ายกัน เช่น The Golden Goose (ห่านทองคำ), The Three Feathers (ขนนกสามเส้น) หรือ The Simpleton (เจ้าชายซื่อ) ซึ่งล้วนสะท้อนมุมมองว่า “คนที่ดูอ่อนแอหรือถูกมองข้าม” มักจะเป็นผู้ไขปริศนาหรือทำภารกิจสำเร็จ เรื่องเหล่านี้กลายเป็นต้นแบบของ “นิทานอมตะ” ที่คนทั่วโลกจดจำ เพราะนอกจากจะมีความแฟนตาซีและปริศนาแล้ว ยังให้ข้อคิดเรื่องความดีงามที่ซ่อนอยู่ในตัวคนธรรมดา

ในเวอร์ชันเรียบเรียงใหม่ เว็บไซต์ นิทานนำบุญ พยายามคงโครงเรื่องและอารมณ์ตามต้นฉบับเดิมไว้ แต่เพิ่มการตีความใหม่ให้สอดคล้องกับภาษาและวัฒนธรรมไทย ตัวอย่างเช่น แต่เดิมในฉบับแปลไทยมักใช้คำว่า “เจ้าชายซื่อ” แต่ในการตีความครั้งนี้เลือกใช้คำว่า “เจ้าชายติ๋ม ๆ” เพราะคำว่า “ติ๋ม ๆ” ในภาษาไทยสื่อถึงคนที่ค่อนข้างเรียบร้อย สุภาพ อ่อนโยน ไม่โลดโผน และอาจถูกมองว่าเชื่องช้า ไม่ทันคน แต่แท้จริงแล้วสะท้อนบุคลิกที่สงบและเมตตา ซึ่งสอดคล้องกับแก่นแท้ของนิทานกริมส์เรื่องนี้มากกว่า การเรียบเรียงใหม่จึงไม่ใช่เพียงการแปลแบบตรงตัว แต่เป็นการ “ทำความเข้าใจ” ความหมายดั้งเดิม และถ่ายทอดออกมาในแบบที่ผู้อ่านชาวไทยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

กาลครั้งหนึ่ง มีพระราชาองค์หนึ่ง มีพระโอรสอยู่สามพระองค์ เจ้าชายองค์โตเป็นคนห้าวหาญและชอบความท้าทาย เจ้าชายองค์รองมีนิสัยคล้ายพี่ชาย คือ ชอบผจญภัยและไม่กลัวสิ่งใดทั้งสิ้น ส่วนเจ้าชายองค์เล็กกลับมีนิสัยที่แตกต่าง คือพระองค์เป็นคนสุภาพ เรียบร้อย อ่อนโยน และมีจิตใจเมตตาต่อสัตว์ จนผู้คนแอบตั้งสมญาให้เจ้าชายว่า “เจ้าชายติ๋ม ๆ”

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าชายองค์โตกับเจ้าชายองค์รองทรงออกเดินทางเพื่อผจญภัย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติแต่การเดินทางนี้ ทั้งคู่หายไปนานโดยไม่ส่งข่าวกลับมา ทำให้พระราชาทรงเป็นกังวล พระราชาจึงมีรับสั่งให้เจ้าชายองค์เล็กออกติดตาม

เมื่อเหล่าเสนาบดีได้ทราบพระบัญชา เสนาบดีต่างก็ซุบซิบกันว่า “เจ้าชายติ๋ม ๆ คงไม่มีทางตามตัวพี่ชายทั้งสองได้แน่ หนำซ้ำยังอาจเอาตัวไม่รอดจากป่า”

แม้เจ้าชายองค์เล็กจะได้ยินคำพูดเหล่านั้น แต่พระองค์ก็ไม่เสียกำลังใจ เพราะพระองค์เชื่อว่า เจ้าชายที่มีนิสัยอย่างพระองค์ก็สามารถทำภารกิจต่าง ๆ ให้สำเร็จได้ไม่ต่างจากคนอื่น

เจ้าชายองค์เล็กออกเดินทางโดยใช้ความกล้าหาญ ความอ่อนน้อม และหัวใจที่ดีงามเป็นเกราะคุ้มครองตัว พระองค์เลือกเดินตามเส้นทางที่พี่ชายเคยเปรยไว้ และค่อย ๆ สอบถามชาวบ้านด้วยความสุภาพ คำพูดที่อ่อนโยนและสายตาที่จริงใจ ทำให้ผู้คนยินดีให้เบาะแส จนพระองค์ตามตัวพี่ชายทั้งสองได้สำเร็จ

เมื่อเจ้าชายองค์โตและเจ้าชายองค์รองเห็นน้องเล็กตามมา ต่างก็ประหลาดใจ แต่ลึก ๆ แล้ว ทั้งสองพระองค์ก็แอบภูมิใจในตัวน้อง ครั้นเมื่อเจ้าชายองค์เล็กขอให้พี่ทั้งสองรีบกลับวังตามพระบัญชา พี่ชายทั้งสองได้บอกว่า ยังมีภารกิจที่ปราสาทแห่งหนึ่งซึ่งอยากทำมาก ๆ หากทำสำเร็จแล้วก็จะกลับแต่โดยดี

เจ้าชายองค์เล็กเห็นว่าคงพาพี่ชายกลับวังในทันทีไม่ได้ จึงขอติดตามไปด้วย โดยตั้งใจที่จะเตือนให้พี่ชายกลับวังเมื่อภารกิจสิ้นสุด

เจ้าชายองค์โตและองค์รองไม่ขัดข้องที่น้องเล็กจะร่วมเดินทาง แต่ทั้งคู่ก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อเจ้าชายองค์เล็กอยู่เป็นระยะ บางครั้งก็แกล้งถามว่า “เจ้าจะกลัวเสียงนกกลางคืนไหม” บางครั้งก็แกล้งให้เดินนำในทางรก เจ้าชายองค์เล็กไม่โต้ตอบ ได้แต่ยิ้มและเดินตามไปอย่างเงียบ ๆ เพราะพระองค์รู้ดีว่า พี่ชายทั้งสองหยอกพระองค์ด้วยความรัก

วันหนึ่ง เจ้าชายทั้งสามเดินผ่านเนินดินที่มีฝูงมดตัวเล็ก ๆ กำลังขนไข่ของพวกมันอย่างขะมักเขม้นเจ้าชายองค์โตหัวเราะแล้วพูดว่า “ลองเหยียบรังมันดูสิ จะได้เห็นพวกมันวิ่งกันวุ่น” เจ้าชายองค์เล็กรีบยกมือห้าม “อย่ารบกวนพวกมันเลย ปล่อยให้พวกมันอยู่กันอย่างสงบเถิด” เจ้าชายองค์โตชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็หัวเราะเบา ๆ จากนั้น ก็ยอมเดินจากไปโดยไม่แตะต้องรังมด

อีกวันหนึ่ง พวกเขาเดินผ่านทะเลสาบที่เงียบสงบ มีฝูงเป็ดว่ายน้ำอย่างสบายใจ เจ้าชายองค์รองพูดขึ้นว่า “จับมาสักสองตัวไปย่างกินกันเถอะ” เจ้าชายองค์เล็กส่ายหน้า “อย่าฆ่าพวกมันเลย ให้พวกมันว่ายน้ำอย่างสงบเถิด” เจ้าชายองค์รองถอนใจ “เจ้าช่างอ่อนโยนเกินไป” แต่ก็ยอมถอยห่างจากฝูงเป็ด

เมื่อเดินทางต่อไปอีก เจ้าชายทั้งสามก็พบต้นไม้ใหญ่ที่มีรังผึ้งอยู่เต็มโพรง น้ำผึ้งไหลลงมาตามลำต้นจนชวนให้ลิ้มลอง เจ้าชายองค์โตพูดขึ้นว่า “จุดไฟรมควันเถอะ จะได้เอาน้ำผึ้งมากิน” แต่เจ้าชายองค์เล็กยืนขวาง “อย่าทำลายบ้านของพวกมันเลย ปล่อยให้ผึ้งอยู่กันอย่างสงบเถิด” เจ้าชายทั้งสองมองหน้ากันอย่างเสียดาย แต่ก็วางไฟลง และเดินจากไปโดยไม่แตะต้องรังผึ้ง

เมื่อเจ้าชายทั้งสามเดินทางมาถึงปราสาทกลางหุบเขา ซึ่งเป็นจุดหมายของเจ้าชายองค์โตและองค์รอง พวกเขายืนอยู่หน้าประตูหินสูงใหญ่ที่ปิดสนิท เจ้าชายองค์โตและเจ้าชายองค์ทรงร้องตะโกนเรียกให้ผู้ที่อยู่ด้านในเปิดประตูด้วยน้ำเสียงห้าวหาญราวกับเป็นการออกคำสั่ง แต่ไม่ว่าเจ้าชายจะตะโกนดังสักเพียงใด ประตูก็ยังคงปิดอยู่เช่นนั้น เจ้าชายองค์เล็กจึงก้าวไปข้างหน้า แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า “ขออภัยเถิด หากเป็นไปได้ พวกเราอยากขอเข้าไปพักในปราสาทได้ไหม” เสียงพูดที่นอบน้อมของเจ้าชายองค์เล็กไม่ได้ดังมากนัก แต่มันกลับก้องกังวาลอยู่ในความเงียบ และเพียงครู่เดียว ประตูปราสาทก็ค่อย ๆ เปิดออก

ทันทีที่ประตูเปิด เจ้าชายทั้งสามก็เห็นชายชราร่างเล็กนั่งอยู่ในห้องโถงตามลำพัง ชายชราไม่พูดอะไร เขาเพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินนำเจ้าชายทั้งสามไปยังโต๊ะอาหารที่จัดไว้อย่างเรียบง่าย และหลังอาหาร ชายชราก็พาเจ้าชายแต่ละพระองค์ไปยังห้องพักโดยไม่เอ่ยคำใด

เช้าวันรุ่งขึ้น ชายชราพาเจ้าชายทั้งสามไปยังลานหินหน้าปราสาท ที่นั่นมีแผ่นหินสลักข้อความไว้ว่า “ผู้ใดต้องการถอนคำสาปของปราสาทนี้ ต้องทำภารกิจสามอย่างให้สำเร็จ หากล้มเหลว จะถูกสาปให้กลายเป็นหิน” ชายชราอธิบายเงื่อนไขอย่างช้า ๆ ด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า “ข้อหนึ่ง จงเก็บไข่มุกพันเม็ดในป่าให้ครบก่อนพระอาทิตย์ตก ข้อสอง จงนำกุญแจทองคำจากก้นทะเลสาบขึ้นมาเพื่อเปิดหีบสมบัติ ข้อสาม จงเลือกเจ้าหญิงที่แท้จริงจากเจ้าหญิงสามองค์ที่หน้าตาเหมือนกัน ผู้ที่เข้าร่วมในภารกิจเหล่านี้ หากทำสำเร็จก็จะได้รับรางวัล แต่หากทำไม่สำเร็จ ก็จะถูกสาปให้กลายเป็นหินตลอดกาล”

เจ้าชายองค์โตเห็นว่าไม่ใช่เรื่องยาก จึงตัดสินใจทำภารกิจแรก โดยพระองค์ออกเดินเข้าไปในป่าอย่างมั่นใจ แต่เมื่อถึงเวลาเย็น พระองค์กลับเก็บไข่มุกได้เพียงหนึ่งร้อยเม็ดเท่านั้น ร่างของพระองค์จึงแข็งทื่อ และกลายเป็นหินอยู่กลางป่า

เจ้าชายองค์รองอยากช่วยพี่ชาย วันต่อมา เจ้าชายองค์รองจึงขอลองทำภารกิจเดียวกัน ซึ่งเมื่อพระองค์ออกไปค้นหาไข่มุก และพยายามเร่งมืออย่างเต็มที่ แต่ท้ายที่สุด เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน พระองค์ก็ยังทำไม่สำเร็จ ร่างของพระองค์จึงกลายเป็นหินอยู่ข้างพี่ชาย

เจ้าชายองค์เล็กมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่พูดอะไร วันต่อมา พระองค์ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปในป่าอย่างเงียบ ๆ แล้วค่อย ๆ คิดว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะทำภารกิจได้สำเร็จเพื่อที่จะช่วยพี่ ๆ ให้รอดพ้นจากการกลายเป็นหินได้ แต่ในระหว่างนั้นเอง จู่ ๆ ฝูงมดที่เจ้าชายเคยช่วยไว้ก็กรูกันออกมา พวกมันช่วยกันค้นหาไข่มุกอย่างขะมักเขม้น มดตัวเล็ก ๆ วิ่งไปทั่วพื้นป่า คาบไข่มุกทีละเม็ดมาวางรวมกัน และก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน เจ้าชายก็ได้ไข่มุกจำนวนหนึ่งพันเม็ดโดยที่พระองค์ไม่ต้องออกแรงเลย

หลังจากภารกิจแรกสำเร็จ วันต่อมา เจ้าชายองค์เล็กได้ไปยังทะเลสาบใสกลางหุบเขาเพื่อทำภารกิจที่สองคือ การนำกุญแจทองคำจากก้นทะเลสาบขึ้นมาเพื่อเปิดหีบสมบัติ เมื่อไปถึงทะเลสาป เจ้าชายยืนครุ่นคิดหาวิธีเก็บกุญแจทองคำจากก้นทะเลสาบอยู่เงียบ ๆ แต่ทันใดนั้นเอง ฝูงเป็ดที่เจ้าชายเคยช่วยไว้ก็ว่ายน้ำเข้ามา จากนั้น พวกมันก็ผลัดกันดำน้ำอย่างขะมักเขม้น จนในที่สุด เป็ดตัวหนึ่งก็พบกุญแจทองคำ และนำขึ้นมาให้เจ้าชาย

หลังจากเจ้าชายนำกุญแจทองคำไปไขหีบสมบัติที่ปราสาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชายชราก็พาเจ้าชายองค์เล็กไปยังห้องลับของปราสาท ซึ่งที่นั่นมีเจ้าหญิงสามองค์นอนหลับอยู่บนเตียงเรียงกัน และใบหน้าของเจ้าหญิงทั้งสามก็เหมือนกันทุกประการ ภารกิจสุดท้ายที่เจ้าชายต้องทำก็คือ การเลือกเจ้าหญิงที่แท้จริงให้ถูกต้อง ถ้าหากเลือกผิด ทุกสิ่งที่เจ้าชายทำมาก็จะสูญเปล่า

เจ้าชายองค์เล็กยืนลังเลอยู่พักใหญ่ แต่ก่อนที่เจ้าชายจะต้องตัดสินใจ จู่ ๆ ก็มีผึ้งตัวหนึ่งบินเข้ามาในห้องลับแห่งนั้น แล้วค่อย ๆ โบยบินไปเกาะลงที่ริมฝีปากของเจ้าหญิงองค์หนึ่ง เหมือนจงใจที่จะบอกให้เจ้าชายได้รู้ว่าใครคือเจ้าหญิงตัวจริง

เจ้าชายองค์เล็กมองผึ้งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น จากนั้น พระองค์ก็ชี้ไปยังเจ้าหญิงตามที่ผึ้งบอกใบ้

ทันใดนั้น ประกายแสงสีทองก็ส่องสว่างขึ้นในห้อง แล้วเจ้าหญิงทั้งสามก็ลืมตาขึ้นพร้อมกัน ส่วนเจ้าชายทั้งสององค์ที่กลายเป็นหินก็กลับคืนสู่สภาพปกติ

เมื่อเจ้าชายองค์เล็กทำภารกิจได้สำเร็จ ปราสาทที่เคยเงียบงันก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง แสงสว่างสาดส่องผ่านช่องหน้าต่าง เสียงหัวเราะของผู้คนเริ่มกลับมา และดอกไม้ในสวนก็ผลิบานรับแสงอรุณ

เมื่อเจ้าชายองค์เล็กทำภารกิจได้สำเร็จและสามารถช่วยพี่ชายทั้งสองได้ เจ้าชายทั้งสามก็พากันเดินทางกลับสู่พระราชวังทันที

เมื่อเจ้าชายทั้งสามกลับถึงพระราชวัง พระราชาทรงดีใจมาก และยิ่งปลื้มใจขึ้นไปอีกเมื่อได้ทราบว่า เจ้าชายองค์เล็กที่หลายคนมองว่าเป็นเจ้าชายติ๋มติ๋ม แต่พระองค์คือผู้ที่ทำภารกิจสำคัญได้สำเร็จ ทั้งยังเป็นผู้ที่ช่วยพี่ ๆ ให้รอดพ้นจากอันตราย พระราชามีรับสั่งให้จัดงานเฉลิมฉลองทั่วทั้งแผ่นดิน

ตั้งจากนั้นเป็นต้นมา เจ้าชายองค์เล็กก็ได้รับความเคารพจากทุกคนในแผ่นดิน และบุคลิกของพระองค์ก็ทำให้ผู้คนเห็นความสำคัญของคนที่อ่อนโยนไม่แพ้คนที่มีความห้าวหาญ

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความอ่อนโยนและเมตตา อาจนำมาซึ่งพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าความแข็งแกร่ง
  • อย่าดูถูกคนที่ดูเรียบง่ายหรือไม่โดดเด่น เพราะพวกเขาอาจทำสิ่งสำคัญได้
  • การช่วยเหลือสิ่งเล็กน้อยในวันนี้ อาจกลายเป็นความช่วยเหลือครั้งใหญ่ในวันหน้า
  • ความดี ความสุภาพ และความจริงใจ คือกุญแจไขปริศนาและอุปสรรคทั้งปวง


Posted in นิทานกริมม์, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว | นิทานเด็กจากพี่น้องกริมม์ | นิทานนำบุญ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่แพะตัวหนึ่ง มีลูกมากถึง 7 ตัว  

วันหนึ่ง แม่แพะบอกกับลูก ๆ ว่า “ลูกจ๋า ลูกจ๋า แม่จะเข้าป่าไปหาอาหาร พวกหนูอยู่เฝ้าบ้าน  ต้องระวังหมาป่าให้ดี  หมาป่าชอบปลอมตัวมาจับเด็ก ๆ กิน  ถ้ามีใครเสียงห้าว แหบแห้ง และมีเท้าดำปิ๊ดปี๋มาเคาะประตู  นั่นล่ะ…คือหมาป่าที่ปลอมตัวมา”  

เมื่อได้ฟังคำเตือนของแม่  ลูกแพะทั้งเจ็ดก็ตอบว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราทั้งเจ็ดจะช่วยกันระวังตัวให้ดีที่สุด” 

เมื่อแม่แพะได้ฟัง แม่แพะก็สบายใจ  จากนั้น  นางก็ออกเดินทางเข้าไปในป่า 

ในเวลาต่อมา มีเสียงคนมาเคาะประตูหน้าบ้าน พร้อมกับส่งเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

เหนื่อยจะตาย แล้วนี่นา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

เมื่อลูกแพะได้ฟังเสียงของคุณแม่ตัวปลอม ลูกแพะทั้งเจ็ดก็จับได้ว่า เสียงนั้นน่าจะเป็นเสียงของหมาป่า เพราะมันทั้งห้าว ทั้งแหบแห้ง  ลูกแพะจึงตอบกลับไปว่า 

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เสียงแหบห้าว หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

ลูกแพะร้องต่อไปว่า “เสียงของแม่ทั้งสดใสและอ่อนโยน ไม่ใช่เสียงห้าว ๆ แหบแห้งแบบนี้  ไปเถอะไป ไปซะไปสิ ไปให้ไกล ๆ เจ้าหมาป่า”

หมาป่าโมโหที่ถูกลูกแพะไล่  มันจึงไปหาน้ำผึ้งผสมมะนาวมากิน  เพื่อทำให้เสียงใสขึ้นจากนั้น  มันก็กลับมาที่บ้านของลูกแพะ แล้วเคาะประตูพร้อมกับดัดเสียงร้องว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ในขณะที่ร้องเรียก หมาป่าบังเอิญยกขาเกาะที่หน้าต่าง  ทำให้ลูกแพะเห็นเท้าสีดำปิ๊ดปี๋ของมัน  ลูกแพะจึงตอบว่า

“ล็อก ล็อก ล็อก ปิดประตู 

ไม่ต้องดู ก็รู้ว่าใคร 

เท้าดำหนักหนา หมาป่านั่นไง 

พวกเราพร้อมใจ ใส่กลอนประตู”

เมื่อลูกแพะจับได้  หมาป่าจึงวิ่งไปที่ร้านขนมปัง แล้วขโมยแป้งมาโรยที่เท้าจนหนาเตอะ   จากนั้น  มันก็เดินกลับไปที่บ้านของลูกแพะอีกครั้ง แล้วร้องเรียกลูกแพะทั้งเจ็ดว่า

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เปิดประตู

เปิดออกดู  ว่าแม่มา 

มีของกิน ล้นเหลือคณา 

ลูกลูกรีบมา เปิดประตูไวไว”

ลูกแพะเริ่มหิวและคิดว่าแม่แพะน่าจะกลับมาแล้วจึงพูดว่า “ลองยกเท้าขึ้นมาให้ดูหน่อยพวกเราจะได้รู้ว่าเป็นคุณแม่ตัวจริงหรือเปล่า”  หมาป่าจึงยกเท้าเกาะที่หน้าต่าง  ซึ่งเมื่อลูกแพะเห็นเท้าสีขาว  ลูกแพะจึงหลงกลและเปิดประตูให้  แต่ทันทีที่ประตูเปิด  หมาป่าก็กระโจนเข้ามาในบ้าน ทำให้ลูกแพะแตกกระเจิงต้องวิ่งหาที่ซ่อนตัวกันอย่างจ้าละหวั่น  

ลูกแพะบางตัวหนีไปซ่อนใต้โต๊ะ  บางตัวไปหลบใต้เตียง  บางตัวแอบไปอยู่ในเตาผิง  บางตัววิ่งไปซ่อนในห้องครัว  บางตัวรีบหนีไปอยู่ในตู้  บางตัวหนีไปอยู่ใต้อ่างล้างหน้า  ส่วนลูกแพะตัวสุดท้องน้องสุดท้ายหนีไปอยู่ในตู้นาฬิกา

หมาป่าพยายามตามหาลูกแพะทีละตัว  พอเจอลูกแพะตัวไหน มันก็จะจับลูกแพะตัวนั้นกินก่อน  หมาป่าจับลูกแพะกินได้ 6 ตัว  เหลือแต่ลูกแพะตัวสุดท้องเพียงตัวเดียวที่รอดเพราะหมาป่าหาไม่เจอ

เมื่อหมาป่ากินลูกแพะทั้ง 6 ตัวจนหนังท้องตึง  หนังตาของมันก็หย่อน  มันจึงเดินออกไปจากบ้านจนถึงทุ่งหญ้าที่ไม่ไกลนัก จากนั้น มันก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

หลังจากนั้นไม่นาน แม่แพะก็กลับมาถึงบ้าน  เมื่อแม่แพะเห็นประตูเปิดอยู่ และข้าวของในบ้านกระจุยกระจายระเนระนาด แม่แพะก็เดาได้ว่าลูก ๆ คงโดนหมาป่าหลอกให้เปิดประตูและอาจถูกหมาป่าจับกินจนหมด แม่แพะใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่แม่แพะไม่ยอมหมดหวัง  นางจึงเดินเข้าไปสำรวจภายในบ้านเผื่อว่าเหตุการณ์จะไม่เป็นอย่างที่นางคิด

เมื่อแม่แพะเดินมาถึงนาฬิกาที่ลูกแพะตัวสุดท้องซ่อนอยู่ แม่แพะก็ได้ยินเสียงพูดอันสั่นเครือของลูกแพะดังขึ้นว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า หนูซ่อนอยู่ในนาฬิกานี่จ้ะ” 

เมื่อแม่แพะอุ้มลูกแพะออกจากนาฬิกา  ลูกแพะก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่แพะฟัง  เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว แม่แพะซึ่งรักลูก ๆ มาก จึงบอกตัวเองว่า  “ในโลกนิทาน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ”  ดังนั้น แม่แพะจึงฮึดสู้ แล้วเดินออกไปนอกบ้าน เพื่อตามหาหมาป่าที่บังอาจมากินลูก ๆ ของนาง

เมื่อแม่แพะกับลูกน้อยตามหมาป่ามาถึงทุ่งหญ้า  พวกมันก็เห็นหมาป่านอนกรนอยู่  แม่แพะค่อย ๆ ย่องไปดูที่ท้องของหมาป่าที่บวมเป่งแทบปริเพราะอุตริกินลูกแพะเข้าไปถึง 6 ตัว แม่แพะจ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์  นางเห็นว่าท้องของหมาป่ามีอะไรกระดุกกระดิกอยู่ข้างใน  และแล้ว  แม่แพะก็อุทานออกมาว่า  “อุเหม่ ลูก ๆ ของฉันที่ถูกหมาป่ากินเข้าไป ยังคงมีชีวิตอยู่นี่นา  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ” 

เมื่อเห็นดังนั้น  แม่แพะจึงใช้กรรไกรจัดแจงผ่าท้องหมาป่า ซึ่งหลังจากคุณแม่ผ่าได้ไม่ทันไร  ลูกแพะก็กระโจนออกมาจากท้องหมาป่าทีละตัว ทีละตัว ลูกแพะตัวสุดท้องจึงรำพึงว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

หลังจากที่ลูกแพะทั้ง 6 ตัวกระโจนออกมาจากท้องของหมาป่าจนครบ โดยที่ทุกตัว ไม่ได้รับบาดเจ็บเลย  เพราะหมาป่ากลืนลูกแพะข้าไปทั้งตัวโดยไม่ได้เคี้ยว  แม่แพะและลูกแพะทุกตัวต่างดีใจที่ได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง  แต่ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะจบลง  แม่แพะบอกกับลูกแพะว่า  “บางที หมาป่าอาจไม่รู้ว่าพวกเราอยู่ในโลกนิทาน ดังนั้น เพื่อหลอกหมาป่าให้มันไม่สงสัย เราจะต้องหาหินมาใส่เข้าไปท้องหมาป่าก่อนที่มันจะตื่น” 

เมื่อแม่แพะพูดจบ ลูกแพะก็แยกย้ายกันไปหาก้อนหินมาใส่ในท้องของหมาป่า  เมื่อลูกแพะยัดก้อนหินไปจนเต็มท้อง  แม่แพะก็รีบเย็บท้องหมาป่าด้วยการสอยซ่อนด้ายจนแทบไม่เหลือร่องรอยให้หมาป่าสังเกตเห็น จากนั้น  แม่แพะก็พาลูกแพะทั้งเจ็ดกลับบ้านทันที

เมื่อหมาป่าตื่นนอน  มันก็กระหายน้ำ  มันจึงเดินไปที่บ่อน้ำ พลางรำพึงว่า “การกินลูกแพะนี่มันทำให้อิ่มนานดีจัง” 

แต่เมื่อหมาป่าเดินไปถึงบ่อน้ำแล้วก้มลงดื่มน้ำ  ก้อนหินในท้องหมาป่าก็ถ่วงให้หมาป่าเสียหลัก จากนั้น มันก็ตกลงไปในบ่อน้ำ และไม่เคยมีใครได้ยินเรื่องราวของมันอีก

ลูกแพะทุกตัวที่มองดูเหตุการณ์อยู่จึงรำพึงออกมาพร้อม ๆ กันว่า “อุเหม่  นี่มันคือความมหัศจรรย์ของโลกนิทานชัด ๆ”

ในที่สุด “นิทาน” เรื่อง “หมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว” ก็จบลงด้วยดี

“ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้”

  • อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า
  • ฟังคำเตือนของผู้ใหญ่
  • ความกล้าหาญและไหวพริบช่วยให้เอาตัวรอดได้
  • การช่วยเหลือกันในครอบครัวคือพลังที่สำคัญ

#นิทานกริมส์

…………………………..

ลูกแพะเจ็ดตัวเล่นกันในบ้าน หมาป่าแอบมองผ่านหน้าต่าง ภาพในนิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแพะทั้งเจ็ดตัว