Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคลาสสิก, นิทานสอนใจ, นิทานสอนใจเด็ก

ชุดใหม่ของพระราชา: นิทานคลาสสิกสอนใจที่ทั้งเสียดสีและขบขัน

“ชุดใหม่ของพระราชา” หรือ The Emperor’s New Clothes เป็นนิทานคลาสสิกที่แต่งโดย ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน นักเขียนชาวเดนมาร์กในปี ค.ศ. 1837 นิทานเรื่องนี้ได้รับการแปลและเล่าขานไปทั่วโลก ด้วยเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยบทเรียนลึกซึ้งเกี่ยวกับความหลงตัวเอง การหลอกลวง และความกล้าหาญในการพูดความจริง

นักวรรณกรรมและนักวิจารณ์ต่างยกย่อง “ชุดใหม่ของพระราชา” ว่าเป็นนิทานที่ทรงพลังในการสะท้อนสังคมและจิตวิทยามนุษย์ ด้วยโครงเรื่องเรียบง่ายแต่แฝงด้วยการวิพากษ์อำนาจ ความกลัวการถูกตัดสิน และการยอมจำนนต่อกระแสกลุ่ม นักจิตวิทยาเด็กชี้ให้เห็นว่า ตัวละครเด็กชายผู้กล้าพูดความจริงคือสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และความกล้าหาญทางจริยธรรม ขณะที่นักการศึกษาใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือในการสอนเรื่องการคิดเชิงวิพากษ์และการยืนหยัดในความถูกต้อง แม้จะขัดแย้งกับเสียงส่วนใหญ่ นิทานเรื่องนี้จึงยังคงร่วมสมัยและมีคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างยิ่งในทุกยุคสมัย

นิทานนี้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ละครเวที หนังสือเด็ก และใช้เป็นบทเรียนในห้องเรียนทั่วโลก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่งที่ทรงโปรดปรานการแต่งกายเป็นอย่างยิ่ง พระองค์มิได้ใส่ใจเรื่องการปกครองบ้านเมืองเท่าใดนัก หากแต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเลือกชุดใหม่ ๆ เพื่อสวมใส่ในแต่ละวัน

ทุกเช้า พระราชาจะเปลี่ยนชุดก่อนเสด็จออกจากห้อง และทุกเย็นก็จะเปลี่ยนอีกชุดก่อนเสด็จเข้านอน พระองค์มีชุดมากมายจนตู้เสื้อผ้าแน่นขนัด และยังไม่เคยหยุดแสวงหาชุดใหม่ที่งดงามกว่าเดิม

วันหนึ่ง มีชายแปลกหน้าสองคนเดินทางมาถึงเมือง พวกเขาอ้างตนว่าเป็นช่างทอผ้าผู้มีฝีมือวิเศษ และสามารถทอผ้าที่งดงามที่สุดในโลกได้

“ผ้าของเรามีคุณสมบัติพิเศษ” ชายคนหนึ่งกล่าว “ผู้ที่โง่เขลา หรือไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ จะมองไม่เห็นผ้าของเราเลย”

เมื่อพระราชาได้ยินเช่นนั้น พระองค์ก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง “หากข้าได้ชุดที่ตัดจากผ้าวิเศษมาครอบครอง ข้าจะรู้ได้ทันทีว่าใครในราชสำนักไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่” ด้วยเหตุนี้เอง พระองค์จึงสั่งให้ช่างทอผ้าทั้งสองเริ่มงานทันที

ช่างทอผ้าได้รับเส้นไหมทองคำมากมายเพื่อใช้ในห้องทำงานที่พระราชาจัดไว้ให้ แต่แทนที่ช่างจะทอผ้าจริง ๆ พวกเขากลับนั่งเฉย ๆ แล้วแกล้งทำเป็นกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น

พระราชาอยากรู้ว่าผ้าสวยแค่ไหน แต่ก็กลัวว่าตนเองอาจจะมองไม่เห็นผ้า (ซึ่งหมายถึงพระองค์อาจไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่) พระราชาจึงส่งขุนนางคนหนึ่งไปดูแทน

เมื่อขุนนางเดินเข้าไปในห้องทอผ้า เขามองไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นอะไรเลย หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความหวาดหวั่น เขาคิดในใจว่า “หรือข้าจะไม่เหมาะกับตำแหน่งหน้าที่?” แต่ด้วยความกลัว ขุนนางจึงกล่าวออกมา ทั้ง ๆ ที่มองไม่เห็นผ้าว่า “งดงามเหลือเกิน ลวดลายละเอียด สีสันสดใสจริง ๆ”

เมื่อขุนนางกลับมารายงาน พระราชาทรงดีใจและตื่นเต้น “ยอดเยี่ยม! ข้าต้องไปดูด้วยตาตัวเอง” พระองค์จึงเสด็จไปเยี่ยมช่างทอผ้าในวันถัดมา

เมื่อพระราชาเสด็จมาที่ห้องทอผ้า พระองค์ทรงมองไปยังกี่ทอผ้า แต่ก็ไม่เห็นอะไรเลย พระองค์รู้สึกตกใจ แต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา เพราะกลัวจะถูกมองว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่

พระราชาจึงแสร้งยิ้มแล้วพูดว่า “งดงามจริง ๆ ข้าชอบลายนี้มาก” ช่างทอผ้ายิ้มอย่างพอใจ แล้วกล่าวว่า “เราจะตัดชุดให้พระองค์ใส่ในขบวนพาเหรดพรุ่งนี้”

วันรุ่งขึ้น ช่างทอผ้านำชุดที่มองไม่เห็นมาให้พระราชา พระองค์ทรงถอดเสื้อผ้าเดิมออก และแกล้งทำเป็นสวมชุดใหม่อย่างภาคภูมิใจ

ข้าราชบริพารทุกคนต่างชมว่า “ชุดใหม่ของพระราชางดงามจริง ๆ” แม้จะไม่มีใครเห็นชุดเลยสักคน แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดความจริงเลย

เมื่อพระราชาออกเดินขบวนไปทั่วเมือง ประชาชนต่างพากันชมชุดใหม่ของพระองค์ แม้ในใจจะสงสัยว่าทำไมพระราชาดูเหมือนไม่ใส่อะไรเลย

ทันใดนั้น เด็กชายคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นมาว่า “พระราชาใส่แต่งกางเกงในกับผ้าคลุม พระองค์ไม่ได้ใส่ชุดอะไรเลย”

เสียงของเด็กชายทำให้ผู้คนเริ่มตาสว่างและพากันหัวเราะ พร้อมกับพูดว่า “จริงด้วย พระราชาไม่ได้ใส่ชุดใหม่อะไรเลยนี่นา”

พระราชารู้สึกอายมาก แต่ก็ยังคงเดินต่อไปอย่างสง่างาม เพราะพระองค์ไม่อยากยอมรับความจริงว่าถูกหลอก และนี่คือบทเรียนสำคัญที่ทุกคนในเมืองไม่มีวันลืม

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • การหลงตัวเองอาจทำให้มองไม่เห็นความผิดพลาดของตน
  • การตามกระแสโดยไม่ใช้วิจารณญาณอาจนำไปสู่ความงมงาย
  • การกล้าพูดความจริงคือความกล้าหาญที่แท้จริง
  • ความจริงมีพลังเหนือการหลอกลวง




Posted in ครอบครัว, เด็ก

ประวัติ : ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน

ในโลกของนิทาน ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เชื่อว่า ชื่อของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน (บางคนออกเสียงว่า แอนเดอร์สัน หรือ แอนเดอร์เซน) รวมทั้งผลงานนิทานของเขา เช่น นิทานก่อนนอนเรื่อง ลูกเป็ดขี้เหร่ (The Ugly Duckling) หรือ เงือกน้อย (The Little Mermaid) น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นหูของเด็ก ๆ และนักอ่านอยู่พอสมควร และในฐานะที่ผมเป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง การได้เขียนบทความเกี่ยวกับนักแต่งนิทานระดับโลกอย่างฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เพื่อเผยแพร่ในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” นี้ ถือว่าเป็นเกียรติและเป็นการแสดงความคารวะต่อนักแต่งนิทานชั้นครู ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ไปพร้อม ๆ กันนะครับ

ข้อมูลจากหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” (Hans Christian Andersen and The True Story of My Life) ซึ่ง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขียนเล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง ระบุว่า ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เกิดในประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1805 (หรือเทียบเท่ากับ พ.ศ. 2348 ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 1 ในประเทศไทย ) เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน มีคุณพ่อเป็นช่างทำรองเท้า ที่ชอบงานด้านกวี และรักลูกมาก ในวันอาทิตย์ พ่อของแอนเดอร์เสนมักเล่นสนุกกับลูกชาย ทั้งการทำแว่นสามมิติให้เล่น ทำโรงละครที่เปลี่ยนฉากได้ให้เล่น รวมทั้งอ่านบทละครและนิทานอาหรับราตรีให้ลูกชายฟัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ (รวมทั้งธรรมชาติในบ้านชนบทของแอนเดอร์เสน) หล่อหลอมให้เขามีความสนใจในเรื่องละคร การเขียน รวมถึงการแต่งนิทานในที่สุด

เมื่อมองชีวิตของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในชนบทของเดนมาร์กเมื่อราว 200 ปีก่อน ชีวิตของเขาน่าจะเป็นชีวิตแบบ “ปกติ” ของคนส่วนใหญ่ในยุคนั้น คือ มีฐานะยากจน มีความศรัทธาในศาสนาสูงและมีการศึกษาน้อย (เพราะโอกาสที่คนเมื่อ 200 กว่าปีก่อนจะได้เรียนหนังสือต้องเป็นเรื่องที่พิเศษจริง ๆ) แต่นิสัยของแอนเดอร์เสนที่พิเศษกว่าใคร น่าจะเป็นเรื่องความเป็นคนที่มีจินตนาการสูง มีความฝันอยากเป็นนักแสดงละคร เป็นคนรักการอ่าน มีความจำที่ดีถึงขนาดที่สามารถจำบทละครฉากต่าง ๆ ได้ขึ้นใจ และที่น่าสนใจมากคือ มีความกล้าในการแต่งกลอนหรือเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีความรู้เรื่องภาษาไม่มากนัก และมีความกล้าที่จะออกเดินทางไกลเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

คุณสมบัติต่าง ๆ ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ทำให้เขาได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่ยินดีให้ความรู้ด้านภาษาแก่เขา แต่ในขณะเดียวกัน ผลงานในช่วงแรก ๆ ของเขาก็โดนดูถูกและเย้ยหยันในเรื่องคุณภาพของงานและการใช้ภาษาที่ผิดพลาดอยู่เสมอ ๆ

การสร้างสรรค์ผลงานด้านการเขียนทั้ง ๆ ที่มีความรู้ที่จำกัด รวมทั้งการต้องเผชิญกับการดูถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนให้เห็นชีวิตทั้งในด้านความมุ่งมั่นและความขมขื่นของแอนเดอร์เสน

ผลงานในยุคแรก ๆ ของเขา (ราวปลายปี 1828 -1839) ไม่ใช่นิทานเด็กอย่างที่หลาย ๆ คนคิด แต่งานในยุคแรก ๆ ของเขา เป็นการแต่งบทละครและนวนิยาย ซึ่งกว่าที่ผลงานของเขาจะเริ่มได้รับการยอมรับ มันก็ใช้เวลานับ 10 ปีเลยทีเดียว

ในปี 1835 หลังจากที่นิยายเรื่อง “นักแสดงสด” ที่ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน แต่ง ได้รับการตีพิมพ์ เขาได้เริ่มแต่งและพิมพ์นิทานสำหรับเด็กเล่มแรกออกมา นิทานชุดแรกเกือบทั้งหมดนำมาจากนิทานที่เคยได้ฟังตอนเด็ก ๆ (ยกเว้นเรื่องสุดท้ายที่สนุกที่สุด) ต่อมา เขาก็เริ่มแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เองเกือบทุกเรื่อง โดยออกหนังสือนิทานเล่มใหม่ทุกปีในวันคริสต์มาส ซึ่งทำให้ต้นคริสต์มาสทุกต้นในเดนมาร์กมีหนังสือนิทานเด็กของเขาวางอยู่ด้วยเสมอ (มีข้อมูลระบุว่า นิทานเรื่องแรกที่เขาแต่งมีชื่อว่า “เทียน” ซึ่งแต่งในช่วงปี 1820-1830)

นิทานของแอนเดอร์เสนได้รับความนิยมมาก มีนักแสดงบางคนนำนิทานของเขาไปจัดแสดงบนเวที นอกจากนี้ นิทานเรื่อง ทหารดีบุก คนเลี้ยงหมู และ ลูกข่างกับลูกบอล ก็เคยถูกนำไปเล่าบนเวทีละครหลวงและโรงละครเอกชน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี

ตลอดช่วงชีวิตการทำงานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขาได้พบเจอกับผู้คนมากมาย ผู้คนจำนวนหนึ่งช่วยสนับสนุนและให้กำลังใจเขา ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งดูถูกและพยายามกดเขาให้ต่ำลง แอนเดอร์เสนเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในยูโรปเพื่อพักใจเป็นระยะ ๆ รวมทั้งเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ และพบเจอกับบุคคลสำคัญ ๆ ในแวดวงวรรณกรรมในประเทศต่าง ๆ (รวมทั้งนักแต่งนิทานอย่างพี่น้องตระกูลกริมม์) การทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลงานช่วยเบิกทางให้ผู้คนยอมรับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในหมู่ประชาชนทั่วไป นักเขียน บุคคลสำคัญ รวมถึงพระมหากษัตริย์

หนังสือเรื่อง “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” ทำให้ได้เห็นว่า ชีวิตของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เหมือนการเดินทางไกล ที่ก้าวไปด้วยความศรัทธาที่มั่นคงต่อพระเจ้า และการสร้างผลงานอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งเมื่อเขามุ่งมั่นก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง ท้ายที่สุด เขาก็ได้รับการยอมรับ และกลายเป็นนักเขียนขวัญใจของเด็กหลาย ๆ คนในยุคนั้น รวมถึงเด็กอีกนับล้านคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน กลายเป็นนักเขียนและบุคคลสำคัญของเดนมาร์กและของโลก (ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากที่เย้ยหยันและดูถูกเขา จากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครจดจำได้) แอนเดอร์เสนแต่งนิทานไว้ทั้งหมด 156 เรื่อง โดยได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 125 ภาษา ซึ่งจุดเด่นของนิทานของแอนเดอร์เสนคือ เป็นนิทานที่เหมาะสำหรับเด็ก แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นนิทานที่มีเนื้อหาสอนใจและให้แง่คิดที่ลึกซึ้งสำหรับผู้ใหญ่

หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้อ่านหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” จนจบ ผมก็รู้สึกว่า ชีวิตของนักแต่งนิทาน อาจมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายกัน ทั้งในแง่การเป็นคนที่ต้องมีความมุ่งมั่นมาก ๆ อดทนมาก ๆ และมีจินตนาการมาก ๆ แม้คนจำนวนหนึ่งจะมองว่า อาชีพนักแต่งนิทานเป็นอาชีพที่ไม่มีความหมายอะไรมากนัก (และเป็นอาชีพที่ได้ค่าตอบแทนน้อย) แต่มันก็น่าจะเป็นอาชีพที่มีคุณค่าอยู่พอสมควร เพราะอย่างน้อยที่สุด ผลงานนิทานที่ฝากเอาไว้ ก็น่าจะช่วยสร้างรอยยิ้มและความสุข (รวมทั้งให้ข้อคิดบางอย่าง) แก่ผู้อ่าน แม้ตัวผู้แต่งจะจากโลกนี้ไปแล้ว