Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคลาสสิก, นิทานฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน

ลูกเป็ดขี้เหร่: นิทานคลาสสิกของ Hans Christian Andersen ที่เด็กไทยควรรู้จัก

นิทานเรื่อง “ลูกเป็ดขี้เหร่” (The Ugly Duckling) เป็นผลงานของ Hans Christian Andersen นักเขียนชาวเดนมาร์กผู้ทรงอิทธิพลในโลกวรรณกรรมเยาวชน เขาเขียนเรื่องนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1843 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยถูกมองว่าแตกต่างและไม่เป็นที่ยอมรับ นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสัตว์ตัวหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของการเติบโต การค้นพบตัวตน และการยอมรับในคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต

ความโดดเด่นของนิทานเรื่องนี้อยู่ที่การเล่าเรื่องอย่างเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครผ่านฉากธรรมชาติและเหตุการณ์ที่ใกล้ตัวเด็กๆ ได้อย่างมีพลัง ทั้งยังใช้สัญลักษณ์อย่าง “หงส์” เพื่อสื่อถึงความงามที่แท้จริงซึ่งอาจไม่ได้ปรากฏในช่วงแรกของชีวิต นิทานเรื่องนี้จึงเป็นมากกว่านิทานสัตว์ แต่เป็นวรรณกรรมที่สื่อสารเรื่องอัตลักษณ์และการยอมรับอย่างงดงาม

ผู้อ่านทั่วโลกต่างยกย่อง “ลูกเป็ดขี้เหร่” ว่าเป็นนิทานที่ให้กำลังใจและสร้างแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะเด็กที่รู้สึกว่าตนเองแตกต่าง นักวิจารณ์วรรณกรรมมองว่า Andersen ได้สร้างตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์สูง แม้จะเป็นสัตว์ก็ตาม ขณะที่นักวิชาการด้านวรรณกรรมเยาวชนชี้ว่า นิทานเรื่องนี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสอนเรื่องความหลากหลาย การไม่ตัดสินคนจากภายนอก และการเติบโตทางจิตใจ

แม้เวลาจะผ่านไปกว่าร้อยปี “ลูกเป็ดขี้เหร่” ยังคงเป็นนิทานที่ร่วมสมัย และได้รับการดัดแปลงในรูปแบบต่างๆ ทั้งหนังสือภาพ ละครเวที และสื่อดิจิทัลทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย นิทานเรื่องนี้จึงไม่เพียงเป็นมรดกทางวรรณกรรม แต่ยังเป็นบทเรียนชีวิตที่เด็กทุกคนควรได้สัมผัส

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ริมสระน้ำในชนบทอันเงียบสงบ แม่เป็ดตัวหนึ่งกำลังฟักไข่อย่างตั้งใจ ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความหวังและความรัก มันเฝ้ารอวันที่ลูกๆ จะออกมาลืมตาดูโลก ท่ามกลางแสงแดดอ่อนและเสียงนกร้องเบาๆ

ไม่นานนัก ไข่เป็ดก็เริ่มฟักทีละฟอง ลูกเป็ดตัวน้อยสีเหลืองสดใสทยอยออกมาเจี๊ยวจ๊าวกันอย่างน่ารัก แม่เป็ดยิ้มด้วยความปลื้มใจ แต่ยังมีไข่ใบหนึ่งที่ใหญ่กว่าปกติยังไม่ฟัก มันจึงนั่งฟักต่อไปด้วยความอดทน

ในที่สุด ไข่ใบใหญ่ก็ฟักเป็ดตัวหนึ่งออกมา มันดูแตกต่างจากพี่น้อง สีขนหม่นเทา ตัวโตเทอะทะ และเดินเก้งก้าง แม่เป็ดตกใจเล็กน้อย แต่ก็ยังต้อนรับมันด้วยความรัก “ลูกของแม่ทุกตัวมีค่าทั้งนั้น” มันกล่าวอย่างอ่อนโยน

เมื่อแม่เป็ดพาลูกๆ ไปแนะนำตัวกับสัตว์อื่นๆ ที่สระน้ำ ทุกตัวต่างชื่นชมลูกเป็ดตัวน้อยที่น่ารัก ยกเว้นลูกเป็ดตัวสุดท้ายที่ดูไม่เข้าพวก เป็ดตัวอื่นกระซิบกระซาบ “ทำไมถึงดูแปลกแบบนั้นนะ” ลูกเป็ดขี้เหร่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น มันก้มหน้าด้วยความเศร้า

วันเวลาผ่านไป ลูกเป็ดขี้เหร่พยายามเล่นกับพี่น้อง แต่มักถูกผลักไสและล้อเลียน “เจ้าเป็ดเทาๆ ไปเล่นที่อื่นเถอะ!” เสียงหัวเราะเยาะทำให้มันรู้สึกโดดเดี่ยว แม้แม่เป็ดจะคอยปลอบ แต่มันก็ยังเจ็บปวดในใจ

คืนหนึ่ง ลูกเป็ดขี้เหร่แอบร้องไห้ใต้พุ่มไม้ มันเฝ้าถามตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงไม่เหมือนใครเลยนะ” ความเศร้าทำให้มันตัดสินใจหนีออกจากบ้าน มันเดินลุยฝน ลุยโคลน ไปอย่างไร้จุดหมาย หวังเพียงจะหาที่ที่ไม่ถูกเกลียด

มันเดินทางผ่านทุ่งนา ผ่านป่า และในที่สุดก็พบบ้านหลังหนึ่ง เจ้าของบ้านใจดีให้มันพักพิงในโรงนา “เจ้าตัวน้อย ดูเหนื่อยมากเลยนะ” เขากล่าวพร้อมยื่นอาหารให้ ลูกเป็ดขี้เหร่รู้สึกอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย

แต่ไม่นานนัก สัตว์ในโรงนาเริ่มรังแกมัน “เจ้าไม่ใช่เป็ดจริงๆ หรอก!” พวกมันตะโกนใส่ ลูกเป็ดขี้เหร่จึงหนีอีกครั้ง มันเดินทางต่อไปในความหนาวเหน็บของฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้ปลิวว่อน และลมเย็นพัดแรงจนมันต้องซุกตัวใต้พุ่มไม้

เมื่อฤดูหนาวมาเยือน สระน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ลูกเป็ดขี้เหร่แทบไม่มีอาหาร มันเหน็บหนาวจนแทบขยับตัวไม่ได้ โชคดีที่ชายคนหนึ่งพบเข้าและพามันไปดูแลในบ้าน ลูกเป็ดขี้เหร่ได้พักผ่อนในอ้อมกอดอุ่นอีกครั้ง

แต่เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง มันรู้สึกว่าต้องออกไปเผชิญโลกอีกครั้ง มันโบยบินออกจากบ้าน และมุ่งหน้าไปยังสระน้ำแห่งใหม่ ที่นั่นมันเห็นนกสวยงามกลุ่มหนึ่งว่ายน้ำอย่างสง่างาม ขนสีขาวบริสุทธิ์ ปีกเรียวยาว พวกมันคือหงส์

ลูกเป็ดขี้เหร่รู้สึกประทับใจในความงามของหงส์ มันเดินเข้าไปใกล้ด้วยความเกรงใจ “อย่าทำร้ายฉันเลย ฉันรู้ว่าฉันขี้เหร่” มันกล่าวอย่างเศร้า แต่หงส์กลับมองมันด้วยสายตาอ่อนโยน และพามันส่องเงาตัวเองในน้ำ

เมื่อมันมองลงไปในน้ำ มันตกใจมาก! เงาที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่ลูกเป็ดขี้เหร่ แต่เป็นหงส์ตัวงาม ขนสีขาวสะอาด ดวงตาเปล่งประกาย มันโตขึ้นและเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว มันไม่ใช่เป็ดขี้เหร่อีกต่อไปแล้ว

หงส์ตัวอื่นกล่าวว่า “เจ้าคือหนึ่งในพวกเรา มาร่วมว่ายน้ำด้วยกันเถอะ” ลูกเป็ดขี้เหร่ที่กลายเป็นหงส์รู้สึกตื้นตันใจ มันไม่เคยได้รับการยอมรับเช่นนี้มาก่อน หัวใจมันเต็มไปด้วยความสุขและความภาคภูมิใจ

มันว่ายน้ำอย่างสง่างามท่ามกลางหงส์ตัวอื่น เด็กๆ ที่มาเที่ยวสระน้ำต่างชี้ชม “ดูสิ! หงส์ตัวนั้นสวยที่สุดเลย!” มันได้ยินเสียงชื่นชมเหล่านั้นด้วยหัวใจที่เบิกบาน ไม่ใช่เพราะรูปลักษณ์เท่านั้น แต่เพราะมันรู้ว่ามันเป็นที่รัก

ลูกเป็ดขี้เหร่ในวันนั้น กลายเป็นหงส์ที่งดงามในวันนี้ มันเรียนรู้ว่าความอดทนและความดีงามภายในจะนำพาไปสู่สิ่งที่งดงามที่สุด แม้จะต้องผ่านความเจ็บปวดและความโดดเดี่ยวมากมาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าตัดสินใครจากรูปลักษณ์ภายนอก และอย่ายอมแพ้ต่อคำดูถูก เพราะทุกชีวิตมีคุณค่า และความงามที่แท้จริงอยู่ในใจที่เข้มแข็งและเมตตา

และนับจากวันนั้น หงส์ตัวนั้นก็ใช้ชีวิตอย่างสง่างามในสระน้ำแห่งใหม่ ท่ามกลางมิตรภาพ ความรัก และความเข้าใจที่มันเฝ้ารอมานานแสนนาน

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความแตกต่างไม่ใช่ข้อด้อย แต่คือจุดเริ่มต้นของการเติบโต
  • การยอมรับตนเองคือกุญแจสู่ความสุขที่แท้จริง
  • อย่าตัดสินใครจากรูปลักษณ์ภายนอก
  • ทุกชีวิตมีคุณค่า แม้จะยังไม่เปล่งประกายในวันนี้


Posted in ครอบครัว, เด็ก

ประวัติ : ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน

ในโลกของนิทาน ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เชื่อว่า ชื่อของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน (บางคนออกเสียงว่า แอนเดอร์สัน หรือ แอนเดอร์เซน) รวมทั้งผลงานนิทานของเขา เช่น นิทานก่อนนอนเรื่อง ลูกเป็ดขี้เหร่ (The Ugly Duckling) หรือ เงือกน้อย (The Little Mermaid) น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นหูของเด็ก ๆ และนักอ่านอยู่พอสมควร และในฐานะที่ผมเป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง การได้เขียนบทความเกี่ยวกับนักแต่งนิทานระดับโลกอย่างฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เพื่อเผยแพร่ในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” นี้ ถือว่าเป็นเกียรติและเป็นการแสดงความคารวะต่อนักแต่งนิทานชั้นครู ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ไปพร้อม ๆ กันนะครับ

ข้อมูลจากหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” (Hans Christian Andersen and The True Story of My Life) ซึ่ง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขียนเล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง ระบุว่า ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เกิดในประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1805 (หรือเทียบเท่ากับ พ.ศ. 2348 ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 1 ในประเทศไทย ) เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน มีคุณพ่อเป็นช่างทำรองเท้า ที่ชอบงานด้านกวี และรักลูกมาก ในวันอาทิตย์ พ่อของแอนเดอร์เสนมักเล่นสนุกกับลูกชาย ทั้งการทำแว่นสามมิติให้เล่น ทำโรงละครที่เปลี่ยนฉากได้ให้เล่น รวมทั้งอ่านบทละครและนิทานอาหรับราตรีให้ลูกชายฟัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ (รวมทั้งธรรมชาติในบ้านชนบทของแอนเดอร์เสน) หล่อหลอมให้เขามีความสนใจในเรื่องละคร การเขียน รวมถึงการแต่งนิทานในที่สุด

เมื่อมองชีวิตของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในชนบทของเดนมาร์กเมื่อราว 200 ปีก่อน ชีวิตของเขาน่าจะเป็นชีวิตแบบ “ปกติ” ของคนส่วนใหญ่ในยุคนั้น คือ มีฐานะยากจน มีความศรัทธาในศาสนาสูงและมีการศึกษาน้อย (เพราะโอกาสที่คนเมื่อ 200 กว่าปีก่อนจะได้เรียนหนังสือต้องเป็นเรื่องที่พิเศษจริง ๆ) แต่นิสัยของแอนเดอร์เสนที่พิเศษกว่าใคร น่าจะเป็นเรื่องความเป็นคนที่มีจินตนาการสูง มีความฝันอยากเป็นนักแสดงละคร เป็นคนรักการอ่าน มีความจำที่ดีถึงขนาดที่สามารถจำบทละครฉากต่าง ๆ ได้ขึ้นใจ และที่น่าสนใจมากคือ มีความกล้าในการแต่งกลอนหรือเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีความรู้เรื่องภาษาไม่มากนัก และมีความกล้าที่จะออกเดินทางไกลเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

คุณสมบัติต่าง ๆ ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ทำให้เขาได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่ยินดีให้ความรู้ด้านภาษาแก่เขา แต่ในขณะเดียวกัน ผลงานในช่วงแรก ๆ ของเขาก็โดนดูถูกและเย้ยหยันในเรื่องคุณภาพของงานและการใช้ภาษาที่ผิดพลาดอยู่เสมอ ๆ

การสร้างสรรค์ผลงานด้านการเขียนทั้ง ๆ ที่มีความรู้ที่จำกัด รวมทั้งการต้องเผชิญกับการดูถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนให้เห็นชีวิตทั้งในด้านความมุ่งมั่นและความขมขื่นของแอนเดอร์เสน

ผลงานในยุคแรก ๆ ของเขา (ราวปลายปี 1828 -1839) ไม่ใช่นิทานเด็กอย่างที่หลาย ๆ คนคิด แต่งานในยุคแรก ๆ ของเขา เป็นการแต่งบทละครและนวนิยาย ซึ่งกว่าที่ผลงานของเขาจะเริ่มได้รับการยอมรับ มันก็ใช้เวลานับ 10 ปีเลยทีเดียว

ในปี 1835 หลังจากที่นิยายเรื่อง “นักแสดงสด” ที่ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน แต่ง ได้รับการตีพิมพ์ เขาได้เริ่มแต่งและพิมพ์นิทานสำหรับเด็กเล่มแรกออกมา นิทานชุดแรกเกือบทั้งหมดนำมาจากนิทานที่เคยได้ฟังตอนเด็ก ๆ (ยกเว้นเรื่องสุดท้ายที่สนุกที่สุด) ต่อมา เขาก็เริ่มแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เองเกือบทุกเรื่อง โดยออกหนังสือนิทานเล่มใหม่ทุกปีในวันคริสต์มาส ซึ่งทำให้ต้นคริสต์มาสทุกต้นในเดนมาร์กมีหนังสือนิทานเด็กของเขาวางอยู่ด้วยเสมอ (มีข้อมูลระบุว่า นิทานเรื่องแรกที่เขาแต่งมีชื่อว่า “เทียน” ซึ่งแต่งในช่วงปี 1820-1830)

นิทานของแอนเดอร์เสนได้รับความนิยมมาก มีนักแสดงบางคนนำนิทานของเขาไปจัดแสดงบนเวที นอกจากนี้ นิทานเรื่อง ทหารดีบุก คนเลี้ยงหมู และ ลูกข่างกับลูกบอล ก็เคยถูกนำไปเล่าบนเวทีละครหลวงและโรงละครเอกชน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี

ตลอดช่วงชีวิตการทำงานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขาได้พบเจอกับผู้คนมากมาย ผู้คนจำนวนหนึ่งช่วยสนับสนุนและให้กำลังใจเขา ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งดูถูกและพยายามกดเขาให้ต่ำลง แอนเดอร์เสนเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในยูโรปเพื่อพักใจเป็นระยะ ๆ รวมทั้งเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ และพบเจอกับบุคคลสำคัญ ๆ ในแวดวงวรรณกรรมในประเทศต่าง ๆ (รวมทั้งนักแต่งนิทานอย่างพี่น้องตระกูลกริมม์) การทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลงานช่วยเบิกทางให้ผู้คนยอมรับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในหมู่ประชาชนทั่วไป นักเขียน บุคคลสำคัญ รวมถึงพระมหากษัตริย์

หนังสือเรื่อง “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” ทำให้ได้เห็นว่า ชีวิตของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เหมือนการเดินทางไกล ที่ก้าวไปด้วยความศรัทธาที่มั่นคงต่อพระเจ้า และการสร้างผลงานอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งเมื่อเขามุ่งมั่นก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง ท้ายที่สุด เขาก็ได้รับการยอมรับ และกลายเป็นนักเขียนขวัญใจของเด็กหลาย ๆ คนในยุคนั้น รวมถึงเด็กอีกนับล้านคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน กลายเป็นนักเขียนและบุคคลสำคัญของเดนมาร์กและของโลก (ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากที่เย้ยหยันและดูถูกเขา จากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครจดจำได้) แอนเดอร์เสนแต่งนิทานไว้ทั้งหมด 156 เรื่อง โดยได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 125 ภาษา ซึ่งจุดเด่นของนิทานของแอนเดอร์เสนคือ เป็นนิทานที่เหมาะสำหรับเด็ก แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นนิทานที่มีเนื้อหาสอนใจและให้แง่คิดที่ลึกซึ้งสำหรับผู้ใหญ่

หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้อ่านหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” จนจบ ผมก็รู้สึกว่า ชีวิตของนักแต่งนิทาน อาจมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายกัน ทั้งในแง่การเป็นคนที่ต้องมีความมุ่งมั่นมาก ๆ อดทนมาก ๆ และมีจินตนาการมาก ๆ แม้คนจำนวนหนึ่งจะมองว่า อาชีพนักแต่งนิทานเป็นอาชีพที่ไม่มีความหมายอะไรมากนัก (และเป็นอาชีพที่ได้ค่าตอบแทนน้อย) แต่มันก็น่าจะเป็นอาชีพที่มีคุณค่าอยู่พอสมควร เพราะอย่างน้อยที่สุด ผลงานนิทานที่ฝากเอาไว้ ก็น่าจะช่วยสร้างรอยยิ้มและความสุข (รวมทั้งให้ข้อคิดบางอย่าง) แก่ผู้อ่าน แม้ตัวผู้แต่งจะจากโลกนี้ไปแล้ว