Posted in นิทานคลาสสิก, นิทานนานาชาติ, นิทานแฟนตาซี

เจ้าหญิงกับก็อบลิน นิทานแฟนตาซีเหนือกาลเวลาของ George MacDonald

ราวหนึ่งเดือนก่อน ผมตั้งใจค้นหาชื่อนักแต่งนิทานคลาสสิกที่แต่งนิทานเอง ไม่ใช่การนำนิทานพื้นบ้านมาเรียบเรียงใหม่ ผมจึงลองขอคำแนะนำจาก A.I. ซึ่งแนะนำรายชื่อนักแต่งนิทานสำคัญของโลกมาหลายคน หนึ่งในนั้นคือ จอร์จ แมกโดนัลด์ (George MacDonald) นักเขียนชาวสกอตแลนด์ที่ผมไม่คุ้นชื่อมาก่อนเลย

เมื่อเริ่มค้นข้อมูลเพิ่มเติม ผมจึงพบว่า George MacDonald เป็นนักเขียนที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงในวงการวรรณกรรมแฟนตาซีสำหรับเด็กและเยาวชน หลายคนมองว่าเขาเป็นผู้บุกเบิกวรรณกรรมแฟนตาซีสมัยใหม่ และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักเขียนชื่อดังในยุคต่อมา ผลงานที่เป็นที่รู้จักของเขา ได้แก่ The Princess and the Goblin (เจ้าหญิงกับก็อบลิน), The Princess and Curdie (เจ้าหญิงกับเคอร์ดี) และ At the Back of the North Wind (หลังสายลมเหนือ)

ในตอนแรก ผมเข้าใจว่านิทานของเขาน่าจะเป็นเรื่องสั้นขนาดไม่กี่หน้า สามารถอ่านจบได้ภายในเวลาไม่นาน แต่เมื่อได้ลองอ่านจริง ผมกลับพบว่างานของเขามีความยาวมากกว่าที่คิด และมีรายละเอียดมาก บางช่วงอ่านค่อนข้างยากสำหรับผู้อ่านในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับสำนวนวรรณกรรมอังกฤษในศตวรรษที่สิบเก้า

แม้จะรู้สึกว่างานของเขาอ่านยากอยู่บ้าง แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้อยากอ่านต่อไปเรื่อย ๆ ตัวละครมีชีวิต มีความลึก และมีความหมายซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องราวการผจญภัย จนในที่สุดผมตัดสินใจเลือก The Princess and the Goblin ซึ่งถือเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา มาเรียบเรียงใหม่ในรูปแบบนิทานสำหรับเว็บไซต์นิทานนำบุญ

การเรียบเรียงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าถึงเรื่องราวได้ง่ายขึ้น โดยยังคงเคารพเนื้อหาดั้งเดิมให้มากที่สุด ผมพยายามรักษาเหตุการณ์ ตัวละคร และลำดับของเรื่องตามต้นฉบับเดิม เพียงปรับวิธีการเล่าให้ต่อเนื่องขึ้น ลดรายละเอียดบางส่วนที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินเรื่อง และเปลี่ยนรูปแบบจากการแบ่งเป็นตอนจำนวนมาก ให้กลายเป็นนิทานที่สามารถอ่านได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม งานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด แม้จะมี A.I. ช่วยอ่านต้นฉบับและสรุปเนื้อหาในแต่ละส่วน แต่ก็ยังมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นอยู่เสมอ หลายครั้งผมต้องกลับไปตรวจสอบต้นฉบับใหม่ทีละตอน และเรียบเรียงซ้ำหลายรอบเพื่อให้เนื้อหาตรงกับงานดั้งเดิมมากที่สุด ผมหวังว่าฉบับเรียบเรียงนี้จะช่วยให้ผู้อ่านได้รู้จัก George MacDonald มากขึ้น และหากชื่นชอบเรื่องราวของเจ้าหญิงไอรีนและเคอร์ดี ก็อยากชวนให้ลองกลับไปอ่านต้นฉบับฉบับเต็ม ซึ่งปัจจุบันสามารถค้นหาอ่านได้ฟรี เพราะงานต้นฉบับมีเสน่ห์และสมบูรณ์กว่าฉบับเรียบเรียงใหม่หลายเท่าเลยครับ

มาอ่านนิทานเรื่อง “เจ้าหญิงกับก็อบลิน” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่ง บนภูเขาสูง มีคฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ คฤหาสน์แห่งนั้นเป็นที่พำนักของเจ้าหญิงน้อยพระองค์หนึ่งชื่อว่า ไอรีน

เจ้าหญิงไอรีนมีอายุเพียงแปดปี พระองค์เป็นเด็กน่ารัก อ่อนโยน และฉลาด แต่สุขภาพของเจ้าหญิงไม่แข็งแรงนัก พระราชาผู้เป็นพระบิดาจึงให้เจ้าหญิงมาพำนักอยู่บนภูเขาแห่งนี้ เพื่อจะได้รับอากาศที่บริสุทธิ์และเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง

พระราชาทรงรักเจ้าหญิงมาก แต่พระองค์ไม่อาจอยู่ด้วยได้ตลอดเวลา เพราะมีภาระในการดูแลอาณาจักร ดังนั้น เจ้าหญิงจึงอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์กับแม่นม คนรับใช้ และทหารรักษาการณ์จำนวนหนึ่ง

แม้ว่าคฤหาสน์จะกว้างใหญ่และมีผู้คนคอยดูแล แต่บางครั้งเจ้าหญิงก็รู้สึกเหงา พระองค์จึงชอบเดินสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในคฤหาสน์และบริเวณโดยรอบ

วันหนึ่ง เจ้าหญิงออกไปเดินเล่นบนไหล่เขาตามลำพัง พระองค์เดินชมนกชมไม้อย่างเพลิดเพลิน จนไม่ทันสังเกตว่าตนเองเดินห่างจากคฤหาสน์ออกมาไกลเพียงใด และเมื่อเจ้าหญิงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เจ้าหญิงก็พบว่าพระองค์ได้หลงทางจนหาทางกลับไม่เจอเสียแล้ว

ในขณะที่เจ้าหญิงกำลังยืนมองรอบตัวด้วยความกังวลอยู่นั้น พระองค์ก็ได้ยินเสียงร้องเพลงแว่วมาจากที่ไกล ๆ เมื่อเจ้าหญิงหันไปตามเสียง พระองค์เห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินลงมาตามทางลาดของภูเขา เด็กชายคนนั้นมีใบหน้าสดใส สวมเสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นจากการทำงาน และสะพายเครื่องมือของคนงานเหมืองติดตัวมาด้วย

เด็กผู้ชายคนนั้นมีชื่อว่า เคอร์ดี

เคอร์ดีเป็นลูกชายของคนงานเหมืองที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเชิงเขา เขาเติบโตขึ้นท่ามกลางภูเขา ทางเดินหิน และอุโมงค์ใต้ดิน จนรู้จักภูเขาลูกนี้ดีกว่าเด็กคนอื่น ๆ เมื่อเคอร์ดีทราบว่าเจ้าหญิงหลงทาง เคอร์ดีจึงอาสาพาเจ้าหญิงกลับคฤหาสน์

ระหว่างทาง เด็กทั้งสองพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง แม้คนหนึ่งจะเป็นเจ้าหญิง ส่วนอีกคนเป็นลูกคนงานเหมือง แต่ทั้งคู่กลับเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด และเมื่อเดินมาถึงคฤหาสน์อย่างปลอดภัย พวกเขาก็แยกจากกันในฐานะเพื่อนใหม่

หลังจากนั้น เจ้าหญิงมักนึกถึงเด็กชายผู้ร่าเริงคนนั้นอยู่เสมอ ส่วนเคอร์ดีเองก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ เขาช่วยงานในเหมืองและใช้เวลาอยู่ท่ามกลางภูเขาเช่นเดิม

ภูเขาที่เคอร์ดีอาศัยอยู่ เต็มไปด้วยอุโมงค์และทางเดินใต้ดินมากมาย คนงานเหมืองขุดแร่จากภายในภูเขามาหลายชั่วอายุคน แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีพื้นที่อีกมากที่มนุษย์ยังเข้าไม่ถึง

นอกจากความลึกลับซับซ้อนของอุโมงค์ในภูเขาแล้ว ผู้คนในแถบนั้นยังมักเล่าขานเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตลึกลับที่อาศัยอยู่ใต้ภูเขาด้วย พวกเขาเรียกสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นว่า “ก็อบลิน”

ว่ากันว่า….พวกก็อบลินไม่ชอบมนุษย์นัก และพวกมันจะคอยหาโอกาสสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนอยู่เสมอ บางคนเชื่อว่าพวกมันมีอาณาจักรของตนเองซ่อนอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก แต่บางคนคิดว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงนิทานที่ผู้ใหญ่เล่าให้เด็กฟัง

เคอร์ดีเองก็เคยได้ยินเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก แต่เขาไม่ค่อยเชื่อนัก เขาคิดว่าเรื่องก็อบลินคงเป็นเพียงเรื่องเล่าที่แต่งขึ้นเพื่อให้ผู้คนสนุกสนานเท่านั้น

……

ในขณะเดียวกัน ที่คฤหาสน์บนยอดเขา เจ้าหญิงไอรีนยังคงชอบเดินสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ในคฤหาสน์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น วันหนึ่ง ขณะที่ฝนตกพรำอยู่ภายนอก พระองค์เดินไปตามทางเดินและบันไดที่ไม่ค่อยมีใครใช้ เจ้าหญิงเดินขึ้นบันไดไปเรื่อย ๆ พระองค์เดินผ่านชั้นต่าง ๆ ของคฤหาสน์ที่สูงมาก จนในที่สุด พระองค์ก็มาถึงส่วนบนสุดของคฤหาสน์

ณ ที่แห่งนั้น มีทางเดินแคบ ๆ ซึ่งเจ้าหญิงไม่เคยเห็นมาก่อน ด้วยความสงสัย เจ้าหญิงจึงเดินต่อไปจนพบประตูบานเล็กบานหนึ่ง เมื่อพระองค์เปิดประตูเข้าไป พระองค์ก็พบห้องเล็ก ๆ ที่ดูอบอุ่นมากห้องหนึ่งอยู่ที่ใต้หลังคา

ภายในห้องนั้นมีหญิงชราผู้หนึ่งกำลังนั่งปั่นด้ายอยู่ข้างวงล้อปั่นด้ายอย่างสงบ สิ่งที่ทำให้เจ้าหญิงประหลาดใจก็คือ หญิงชราดูไม่ตกใจเลยที่มีเด็กคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในห้องลับแห่งนี้ ราวกับว่าท่านรู้มาก่อนแล้วว่าเจ้าหญิงจะมาถึง

หญิงชราเงยหน้าขึ้น ยิ้มอย่างอ่อนโยน และเชื้อเชิญให้เจ้าหญิงเข้ามานั่งใกล้ ๆ เจ้าหญิงไม่รู้ว่าหญิงชราคนนี้เป็นใคร และไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมท่านจึงอาศัยอยู่ในห้องที่ไม่มีใครเคยพูดถึงมาก่อน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง พระองค์กลับไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เจ้าหญิงกลับรู้สึกอบอุ่นและไว้วางใจราวกับกำลังนั่งอยู่กับญาติผู้ใหญ่ที่รักพระองค์มานานแล้ว

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความลับที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเจ้าหญิงไอรีน

หลังจากวันนั้น เจ้าหญิงไอรีนก็อดคิดถึงห้องเล็ก ๆ ใต้หลังคาไม่ได้

คฤหาสน์ทั้งหลังมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่น้อย ทั้งแม่นม คนรับใช้ และทหารรักษาการณ์ แต่ไม่มีใครเคยพูดถึงหญิงชราผู้ปั่นด้ายบนหอคอยเลย ราวกับว่าห้องนั้นเป็นความลับที่ไม่มีใครรู้จัก

ในวันต่อมา เจ้าหญิงจึงตัดสินใจกลับขึ้นไปยังห้องนั้นอีกครั้ง พระองค์เดินผ่านบันไดแคบ ๆ และทางเดินคดเคี้ยวที่จำได้อย่างแม่นยำ จนมาถึงประตูบานเล็กใต้หลังคา เมื่อผลักประตูเข้าไป ภาพที่เห็นก็แทบไม่ต่างจากวันก่อน หญิงชรายังคงนั่งอยู่ข้างวงล้อปั่นด้าย กงล้อหมุนช้า ๆ ส่งเสียงเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ ขณะที่เส้นด้ายสีเงินละเอียดถูกดึงออกมาอย่างไม่สิ้นสุด

หญิงชรายิ้มเมื่อเห็นเจ้าหญิงและพูดอย่างอ่อนโยนว่า “ฉันรู้ว่าเจ้าหญิงจะกลับมา”

เจ้าหญิงยิ้มและรู้สึกอบอุ่นใจราวกับได้อยู่กับคนในครอบครัว เมื่อเจ้าหญิงมองหน้าของหญิงชราชัด ๆ เจ้าหญิงรู้สึกว่า บางครั้งท่านดูชรามาก ราวกับผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปี แต่บางครั้ง ท่านกลับดูอ่อนเยาว์จนแทบเหมือนหญิงสาว ดวงตาของท่านเปล่งประกายสดใส และเส้นผมสีเงินก็สะท้อนแสงงดงามราวกับเส้นไหมที่กำลังปั่นอยู่ในมือ

วันแล้ววันเล่า เจ้าหญิงเริ่มไปหาหญิงชราบ่อยครั้งขึ้น ทั้งสองพูดคุยกันในเรื่องต่าง ๆ ทั้งเรื่องธรรมดาอย่างดอกไม้ นก หรือสภาพอากาศ รวมทั้งเรื่องที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เด็กอายุแปดขวบจะเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ไม่ว่าหญิงชราจะพูดเรื่องอะไร เจ้าหญิงก็มีความสุขที่ได้ฟัง

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เจ้าหญิงสงสัยก็คือ ห้องนี้ดูเหมือนจะมีสิ่งแปลก ๆ อยู่มากมาย เจ้าหญิงเห็นนกพิราบตัวเล็ก ๆ หลายตัว ของเล่นเก่าแก่ที่งดงามกว่าของเล่นใด ๆ ในคฤหาสน์ และมีเส้นด้ายจำนวนมหาศาลเรียงรายอยู่รอบห้อง แต่ไม่ว่าหญิงชราจะปั่นด้ายมากเพียงใด ด้ายเหล่านั้นก็ไม่เคยหมดลงเลย

วันหนึ่ง เจ้าหญิงตัดสินใจถามคำถามที่ติดอยู่ในใจมานาน เจ้าหญิงถามหญิงชราว่า “ท่านเป็นใครหรือคะ?”

หญิงชรายิ้มแล้วตอบว่า “ฉันเป็นญาติของเจ้าหญิง”

เจ้าหญิงพยายามนึกถึงญาติทุกคนที่รู้จัก แต่ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า มีญาติคนใดอาศัยอยู่บนหอคอยของคฤหาสน์หลังนี้ เมื่อเจ้าหญิงถามต่อ หญิงชรากลับตอบเพียงว่า วันหนึ่งเจ้าหญิงจะเข้าใจเอง

คำตอบเช่นนี้ ไม่น่าจะทำให้เด็กคนหนึ่งพอใจได้ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เจ้าหญิงกลับไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองอะไร พระองค์ได้แต่เก็บความสงสัยนั้น…เอาไว้ในใจ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะเชื่อเรื่องหญิงชราบนหอคอย เมื่อเจ้าหญิงเล่าเรื่องนี้ให้แม่นมฟัง แม่นมกลับยืนยันว่า บนหอคอยไม่มีใครอาศัยอยู่ และเมื่อเจ้าหญิงพยายามพาแม่นมไปดู แม่นมก็มองไม่เห็นห้องที่เจ้าหญิงพูดถึง

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเจ้าหญิงเล่าเรื่องหญิงชราให้คนอื่นฟัง หลายคนมักบอกว่า เจ้าหญิงคงจินตนาการเรื่องราวขึ้นมาเอง คำพูดเหล่านั้นทำให้เจ้าหญิงสับสนอยู่บ้าง บางครั้งพระองค์ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ตนเองกำลังฝันไปหรือเปล่า แต่ทุกครั้งที่เจ้าหญิงกลับขึ้นไปบนหอคอย พระองค์ก็พบห้อง ๆ นั้น และพบหญิงชราคนเดิมที่กำลังรออยู่ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน ดังนั้น แม้คนอื่นจะไม่เชื่อ แต่เจ้าหญิงก็ยังคงเชื่อในสิ่งที่พระองค์ได้พบเห็น

วันหนึ่ง ขณะที่เจ้าหญิงไอรีนและหญิงชรากำลังสนทนากันตามปกติ หญิงชราได้หยิบสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ออกมาจากโต๊ะข้างตัว มันเป็นแหวนวงเล็กที่มีความลับซ่อนอยู่

หญิงชราเรียกเจ้าหญิงเข้ามาใกล้ แล้วสวมแหวนวงนั้นให้ “เก็บมันเอาไว้ให้ดี สักวันหนึ่ง เจ้าจะต้องใช้มัน”

เจ้าหญิงก้มมองแหวนบนมือด้วยความสงสัย มันดูเป็นแหวนธรรมดา ไม่มีอัญมณีล้ำค่า แต่เมื่อพระองค์สวมแหวนและได้ลองสัมผัสด้านในของแหวน เจ้าหญิงกลับรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งที่นุ่มนวลอยู่ตรงนั้น มันเล็กจิ๋วและละเอียดอ่อนราวกับเส้นใยที่ปลายนิ้วแทบจับไม่ได้

หญิงชราอธิบายว่า ภายในแหวนมีเส้นด้ายเส้นหนึ่งซ่อนอยู่ หากวันใดที่เจ้าหญิงตกอยู่ในอันตราย หรือไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ให้สอดนิ้วเข้าไปในแหวน แล้วจับเส้นด้ายเส้นนั้นเอาไว้ มันจะช่วย…นำทางเจ้าหญิง!

“นำทางไปที่ไหนหรือ?” เจ้าหญิงถาม

“ไปยังที่ที่เจ้าหญิงควรไป”

คำตอบนั้น ฟังประหลาดพอ ๆ กับหลายสิ่งที่หญิงชราเคยพูด แต่ครั้งนี้ หญิงชรากล่าวเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า “จงจำไว้ให้ดี เมื่อเจ้าหญิงจับเส้นด้ายแล้ว อย่าปล่อยมือเด็ดขาด ไม่ว่ามันจะพาเจ้าหญิงไปทางใดก็ตาม แม้ว่าทางนั้นจะดูผิด แม้ว่ามันจะพาอ้อม หรือแม้ว่ามันจะดูพาออกห่างจากสิ่งที่เจ้าหญิงต้องการก็ตาม”

เจ้าหญิงพยายามทำความเข้าใจ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน หากเส้นด้ายพาไปผิดทาง เหตุใดจึงต้องเดินตามมัน? หากมันพาไปสู่อันตราย เหตุใดจึงไม่เลือกไปในทางที่ปลอดภัยกว่า?

หญิงชราเพียงยิ้ม แล้วบอกว่า “เมื่อถึงเวลา เจ้าหญิงจะเข้าใจเอง”

เจ้าหญิงยังคงไม่เข้าใจคำพูดของหญิงชรา แต่เพราะพระองค์รักหญิงชราและเชื่อใจท่านอย่างหมดหัวใจ เจ้าหญิงจึงรับแหวนวงนั้นเอาไว้โดยไม่โต้แย้ง

หลังจากได้พบเจ้าหญิงไอรีน เคอร์ดีก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง เขาเดินเข้าออกอุโมงค์ใต้ภูเขาทุกวัน จนคุ้นเคยกับทางเดินต่าง ๆ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของบ้านตนเอง คนงานเหมืองรู้จักเขาเป็นอย่างดี และมักพาเขาไปทำงานในส่วนต่าง ๆ ของเหมืองอยู่บ่อย ๆ

แม้จะยังเป็นเด็ก แต่เคอร์ดีเป็นคนช่างสังเกตและกล้าหาญ เขาชอบสำรวจเส้นทางใหม่ ๆ และมักจำเส้นทางซับซ้อนใต้ภูเขาได้ดีกว่าผู้ใหญ่หลายคน

ในบริเวณภูเขาลูกนั้น มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพวกก็อบลินสืบต่อกันมานาน ผู้ใหญ่บางคนเชื่อว่าพวกมันอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้ภูเขา ในขณะที่บางคนคิดว่าเป็นเพียงนิทานสำหรับหลอกเด็ก

เคอร์ดีเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับก็อบลิน พวกมันไม่ชอบมนุษย์ แต่ชอบซ่อนตัวอยู่ในความมืด และคอยสร้างปัญหาให้คนงานเหมือง แต่เด็กชายไม่เคยเห็นก็อบลินสักครั้ง เขาจึงไม่แน่ใจว่าควรเชื่อเรื่องเล่าเหล่านั้นหรือไม่

จนกระทั่งวันหนึ่ง ในขณะที่ เคอร์ดีกำลังทำงานอยู่ในอุโมงค์ลึกใต้ภูเขา เขาได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากหลังกำแพงหิน ในตอนแรก เขาคิดว่ามันเป็นเสียงของคนงานเหมืองอีกกลุ่มหนึ่ง แต่เมื่อตั้งใจฟัง เขาก็พบว่าเสียงเหล่านั้นแปลกเกินกว่าจะเป็นมนุษย์

เคอร์ดีจึงดับตะเกียงให้มืดลงเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ แนบหูเข้ากับผนังหิน หลังผนังหินมีเสียงพูดคุยกันจริง ๆเด็กชายพยายามตั้งใจฟัง แต่จับใจความได้เพียงบางคำเท่านั้น

แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เคอร์ดีมั่นใจว่า เสียงเหล่านั้นไม่ได้มาจากคนงานเหมืองอย่างแน่นอน หลังจากวันนั้น เขาจึงตั้งใจสังเกตความผิดปกติต่าง ๆ มากขึ้น บางครั้ง เขาได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวดังมาจากส่วนลึกของภูเขาในช่วงเวลาที่ไม่ควรมีใครอยู่ที่นั่น บางครั้งพบร่องรอยแปลก ๆ บนพื้นอุโมงค์ และบางครั้ง เขาก็ได้ยินเสียงพูดลอดผ่านกำแพงหิน

ยิ่งสังเกตมากเท่าไร เขาก็ยิ่งเชื่อว่า เรื่องเล่าเกี่ยวกับพวกก็อบลินอาจเป็นความจริง

คืนหนึ่ง ขณะที่เคอร์ดีกำลังฟังเสียงที่ผนังหินอยู่ตามลำพัง เขาได้ยินเสียงการสนทนาที่ชัดเจนกว่าที่เคย แม้เคอร์ดีจะยังจับความได้ไม่ทั้งหมด แต่คำบางคำกลับดังชัดเจน และไม่น่าจะมีความหมายเป็นอื่นไปได้

เคอร์ดีได้ยิน คำว่า “เจ้าหญิง” “แต่งงาน” “เจ้าชาย” เขาไม่เข้าใจว่าคำเหล่านั้นมาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร แต่เมื่อฟังต่อไป ความกังวลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ๆ เพราะดูเหมือนว่า บุคคลที่พวกสิ่งมีชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ภูเขากำลังพูดถึง ก็คือ “เจ้าหญิงไอรีน”

ด้วยเหตุนี้เอง เคอร์ดีจึงยิ่งตั้งใจติดตามความเคลื่อนไหวของพวกก็อบลิน จนได้ข้อมูลมากพอที่ทำให้เชื่อได้ว่า ลึกลงไปใต้ภูเขา มีอาณาจักรลับของพวกก็อบลินอยู่จริง พวกมันมีบ้านเรือน มีครอบครัว มีราชา มีราชินี และมีเจ้าชายของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันกำลังวางแผนให้เจ้าชายแห่งพวกก็อบลินแต่งงานกับเจ้าหญิงไอรีน และพาตัวพระองค์ลงไปอยู่ในอาณาจักรใต้ดินตลอดกาล

เมื่อได้รู้เป้าหมายของพวกก็อบลิน เคอร์ดีก็เริ่มตระหนักว่า ปัญหานี้ร้ายแรงกว่าที่เขาคิด เขาจึงพยายามเก็บหลักฐานต่อไป แต่ยิ่งเข้าใกล้ความลับมากเท่าไร อันตรายก็ยิ่งเข้าใกล้ตัวเขามากขึ้นเท่านั้น เพราะในขณะที่เด็กชายกำลังเฝ้าสังเกตพวกก็อบลิน เขาไม่รู้เลยว่า พวกก็อบลินเองก็เริ่มสังเกตเห็นเขาเช่นกัน

คืนหนึ่ง ในขณะที่เคอร์ดีกำลังแอบฟังเสียงของพวกก็อบลินอยู่ที่ทางเดินใต้ดินแห่งหนึ่ง เขาก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวดังขึ้นที่เหนือศีรษะ และก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว ก้อนหินจำนวนมหาศาลได้พังถล่มลงมาจากเพดาน พร้อม ๆ กับเสียงครืนที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วอุโมงค์

เคอร์ดีรีบกระโดดหลบอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อฝุ่นควันจางลง เขาก็พบว่า ทางเดินทั้งด้านหน้าและด้านหลังของเขาถูกปิดตายด้วยกองหินถล่ม

เด็กชายต้องติดอยู่ตามลำพังในความมืด เขาพยายามเคลื่อนย้ายหินออกทีละก้อน พยายามร้องเรียกความช่วยเหลือ และพยายามหาทางออกทุกวิถีทาง แต่ยิ่งเวลาผ่านไป เขาก็ยิ่งตระหนักว่า ตนเองไม่สามารถออกไปได้ด้วยกำลังของตนเองแน่ ๆ ในที่สุด เคอร์ดีก็นั่งลงท่ามกลางความเงียบอันมืดมิดอย่างหมดหวัง

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ที่คฤหาสน์บนภูเขา เจ้าหญิงไอรีนเริ่มรู้สึกกังวล เพราะไม่ได้พบเคอร์ดีนานหลายวัน เมื่อเจ้าหญิงให้ทหารไปสอบถาม ชาวเหมืองต่างไม่ทราบว่าเคอร์ดีหายไปไหน บางคนคิดว่าเขาอาจทำงานอยู่ในเหมืองอีกส่วนหนึ่ง บางคนคิดว่าเขาคงกลับบ้านไปแล้ว แต่เจ้าหญิงกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

ในที่สุด เจ้าหญิงจึงตัดสินใจขึ้นไปยังห้องเล็ก ๆ บนหอคอยอีกครั้ง ณ ที่แห่งนั้น หญิงชรายังคงนั่งปั่นด้ายอยู่เช่นเดิม เมื่อเจ้าหญิงเล่าความกังวลทั้งหมดให้หญิงชราฟัง หญิงชราก็รับฟังอย่างสงบ ก่อนจะกล่าวว่า “ลองสอดนิ้วเข้าไปในแหวนสิ”

เจ้าหญิงทำตามคำของหญิงชราด้วยความเชื่อใจ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสด้านในของแหวน พระองค์ก็รับรู้ได้ถึงเส้นด้ายเส้นเล็ก ๆ เส้นหนึ่ง

“จับมันไว้นะ แล้วเดินตามมันไป” หญิงชรากล่าว

“มันจะพาไปหาเคอร์ดีเหรอคะ” เจ้าหญิงถาม

หญิงชราเพียงยิ้มแล้วพูดว่า “จงเชื่อมัน”

เจ้าหญิงไม่ได้ถามอะไรอีก พระองค์แค่เดินออกจากห้องบนหอคอย แล้วเริ่มเดินตามเส้นด้ายที่พระองค์จับอยู่

ในช่วงแรก เส้นด้ายพาเจ้าหญิงไปตามทางเดินปกติภายในคฤหาสน์ แต่ไม่นาน มันก็พาเจ้าหญิงออกจากตัวอาคาร ลงไปตามทางบนภูเขา ผ่านพุ่มไม้ ผ่านโขดหิน และมุ่งตรงไปยังบริเวณที่เจ้าหญิงไม่เคยไปมาก่อน หลายครั้ง เจ้าหญิงรู้สึกว่าเส้นด้ายกำลังพาอ้อม บางครั้ง เจ้าหญิงรู้สึกเหมือนมันพาเดินย้อนกลับ บางครั้งมันคล้ายกับพาเจ้าหญิงไปในทิศทางที่ดูห่างไกลจากจุดหมาย แต่ทุกครั้งที่เกิดความลังเลสงสัย เจ้าหญิงก็นึกถึงคำเตือนของหญิงชราทันที

“จับมันไว้นะ แล้วเดินตามมันไป”

ด้วยเหตุนี้เอง เจ้าหญิงจึงก้าวต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยความเชื่อมั่น จนในที่สุด เส้นด้ายก็นำเจ้าหญิงลงสู่ทางเดินใต้ดินอันมืดมิด

ณ อุโมงค์ใต้ภูเขาที่ทอดยาวลึกเข้าไป ความเงียบรอบตัวทำให้สถานที่นั้นน่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง แต่เจ้าหญิงยังคงเดินตามเส้นด้ายต่อไปโดยไม่ลังเล เจ้าหญิงเดิน…เดิน…แล้วก็เดิน ในที่สุด พระองค์ก็ได้ยินเสียงของใครบางคนดังออกมาจากอีกฟากหนึ่งของกองหิน

“มีใครอยู่ตรงนั้นไหม?” เสียงนั้นร้องถาม

เจ้าหญิงจำเสียงนั้นได้ทันที มันเป็นเสียงของเคอร์ดี เจ้าหญิงจึงรีบเข้าไปใกล้กับกองหินถล่ม และพบว่า เคอร์ดีติดอยู่ที่ด้านหลังของกองหินจริง ๆ

“เจ้าหญิงไอรีน!” เคอร์ดีร้องออกมาด้วยความตกใจ เขาแทบไม่เชื่อเลยว่า คนที่มาพบเขาในอุโมงค์ลึกใต้ภูเขาเช่นนี้จะเป็นเจ้าหญิงองค์น้อย

เจ้าหญิงไอรีนไม่ยอมเสียเวลาอธิบาย พระองค์เริ่มยกหินออกทีละก้อน ทีละก้อน อย่างไม่ลังเล

ก้อนหินหลายก้อนหนักเกินกำลังของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ บางก้อนทำให้มือของเจ้าหญิงถลอกและเจ็บปวด แต่เพื่อช่วยเคอร์ดี พระองค์จึงพยายามต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

เมื่อเคอร์ดีเห็นเช่นนั้น เคอร์ดีจึงช่วยผลักหินจากอีกด้านหนึ่งเท่าที่ทำได้ จนในที่สุด กองหินก็เปิดเป็นช่องกว้างพอให้เด็กชายคลานออกมาได้

เมื่อออกมาได้สำเร็จ เคอร์ดีมองเจ้าหญิงด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เข้าใจเลยว่าเจ้าหญิงตามหาเขาพบได้อย่างไร ระหว่างทางกลับ ไอรีนจึงเล่าเรื่องแหวนและเส้นด้ายให้ฟังเคอร์ดีฟัง

เคอร์ดีฟังเจ้าหญิงอย่างเงียบ ๆ เขาอยากเชื่อเจ้าหญิง แต่ก็ยังไม่อาจเข้าใจได้ว่า เส้นด้ายจะนำทางคนได้อย่างไร

เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ เจ้าหญิงจึงพาเคอร์ดีขึ้นไปยังห้องบนหอคอย เพื่อให้หญิงชราผู้เป็นเจ้าของเส้นด้ายอธิบายเรื่องทั้งหมดให้เคอร์ดีฟัง แต่เมื่อทั้งสองเข้าไปในห้อง สิ่งประหลาดก็เกิดขึ้น เพราะในขณะที่เจ้าหญิงเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนดังปกติ คือ เห็นหญิงชรานั่งอยู่ข้างวงล้อปั่นด้าย เห็นบรรยากาศอันอ่อนโยนภายในห้อง และได้ยินเสียงหญิงชราพูดอย่างชัดเจน แต่สำหรับเคอร์ดี ห้องนั้นกลับว่างเปล่า เขาไม่เห็นหญิงชราไม่เห็นวงล้อปั่นด้าย ไม่เห็นสิ่งใดเลยนอกจากห้องธรรมดาห้องหนึ่ง

เด็กชายพยายามมองไปรอบ ๆ ห้องหลายครั้ง แต่เขาก็ยังไม่เห็นสิ่งที่เจ้าหญิงกำลังชี้ให้ดู เขาไม่ได้คิดว่าเจ้าหญิงโกหก เพราะเจ้าหญิงเพิ่งช่วยชีวิตเขาเอาไว้ แต่เขาไม่อาจเข้าใจได้ว่า เพราะเหตุใด…ตนเองจึงมองไม่เห็นสิ่งที่เจ้าหญิงเห็น ในขณะเดียวกัน เจ้าหญิงเองก็ไม่เข้าใจว่า เพราะเหตุใดคนที่เพิ่งได้รับความช่วยเหลือจากเส้นด้ายจนออกมาจากกองหินถล่มได้จริง ๆ จึงมองไม่เห็นว่าหญิงชรามีตัวตนอยู่จริง ๆ

เมื่อเจ้าหญิงและเคอร์ดีออกมาจากห้อง เจ้าหญิงมีความเชื่อมั่นในหญิงชรามากขึ้นกว่าเดิม ส่วนเคอร์ดี แม้จะยังไม่เข้าใจทุกอย่าง แต่เขาเริ่มตระหนักเป็นครั้งแรกว่า บางทีโลกอาจมีความจริงบางอย่าง ที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมองเห็นได้ในเวลาเดียวกัน

หลังจากเหตุการณ์ที่เจ้าหญิงไอรีนช่วยเคอร์ดีออกมาจากอุโมงค์ใต้ภูเขา เด็กชายก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง แต่ภายในใจของเขา มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

เคอร์ดียังคงไม่เข้าใจเรื่องหญิงชราบนหอคอย และเหตุผลว่าเจ้าหญิงตามหาเขาพบได้อย่างไร แต่จากเรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้เขาเริ่มเปิดใจยอมรับว่า บางครั้งอาจมีความจริงบางอย่างซ่อนอยู่เหนือสิ่งที่ดวงตามองเห็น

ในขณะเดียวกัน เคอร์ดียังคงเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของพวกก็อบลินอยู่ตลอด ยิ่งเวลาผ่านไป เคอร์ดีก็ยิ่งมั่นใจว่า พวกก็อบลินยังไม่ละทิ้งแผนการเกี่ยวกับเจ้าหญิงไอรีนแน่ ๆ เพราะเขายังคงได้ยินเสียงขุดเจาะดังมาจากส่วนลึกของภูเขาอยู่บ่อย ๆ และเขาก็พบว่าพวกมันกำลังสร้างอุโมงค์สายใหม่ขึ้นอย่างลับ ๆ ใต้ภูเขา

คืนหนึ่ง ในขณะที่เคอร์ดีเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวเหล่านั้น เคอร์ดีก็พบความจริงที่น่าตกใจว่า พวกก็อบลินไม่ได้วางแผนแค่จะลักพาตัวเจ้าหญิงเท่านั้น แต่พวกมันกำลังขุดอุโมงค์มุ่งตรงไปยังคฤหาสน์บนภูเขาด้วย

เมื่อทราบแผนของพวกก็อบลิน เด็กชายจึงพยายามเตือนให้ผู้ใหญ่ได้รู้ถึงการมีอยู่จริงของพวกก็อบลินและแผนที่พวกมันต้องการจะจับตัวเจ้าหญิง แต่อนิจจา…ไม่มีใครสนใจคำพูดของเด็กอย่างเขา ทุกคนยังไม่ตระหนักถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

……

แล้วคืนที่เคอร์ดีหวาดกลัวก็มาถึง ในขณะที่ ทุกคนในคฤหาสน์กำลังหลับใหล พวกก็อบลินก็ขุดอุโมงค์ทะลุขึ้นมาถึงห้องใต้ดินได้สำเร็จ จากนั้น พวกมันก็พากันกรูออกมาจากความมืดและบุกเข้าสู่ส่วนต่าง ๆ ของคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว

เสียงตะโกนดังขึ้นทั่วอาคาร คนรับใช้แตกตื่นและพากันวิ่งวุ่นวายไปหมด ทหารและคนงานพยายามต่อสู้ป้องกันคฤหาสน์ เคอร์ดีเองก็เข้าร่วมการต่อสู้ทันที เขารู้จุดอ่อนของพวกก็อบลินจากการเฝ้าติดตามเก็บข้อมูลมาอย่างยาวนาน เขาจึงใช้ความรู้นั้นช่วยป้องกันผู้คนภายในคฤหาสน์ ด้วยการตะโกนบอกให้ทุกคนมุ่งจัดการกับ “จุดอ่อน” ของพวกก็อบลิน ซึ่งอยู่ที่เท้าอันบอบบางของพวกมัน

ท่ามกลางความวุ่นวาย เคอร์ดีได้เผชิญหน้ากับราชินีของก๊อบลินที่ทั้งดุร้ายและเต็มไปด้วยความอาฆาต นางพยายามนำพวกของตนบุกฝ่าเข้าไปยังส่วนในของคฤหาสน์ให้ได้ แต่เคอร์ดีก็ขัดขวางเอาไว้อย่างสุดกำลัง

เมื่อความวุ่นวายสงบลง และพวกก๊อบลินได้ล่าถอยไป ทุกคนได้พบข่าวร้ายที่สุด นั่นคือ เจ้าหญิงไอรีนได้หายตัวไปจากคฤหาสน์

……..

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาแห่งความสับสนนั้น ไม่มีใครเห็นว่าพระองค์ถูกพาตัวไปทางใด แต่เคอร์ดีมั่นใจว่าพวกก็อบลินต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน

ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในใจของเด็กชายทันที เขารู้ว่าพวกก็อบลินกำลังวางแผนอยู่ เขารู้ว่าพวกมันต้องการตัวเจ้าหญิง แต่เขาก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งเหตุการณ์ทั้งหมดได้

ในขณะที่ทุกคนกำลังสับสนและไม่รู้จะเริ่มค้นหาจากที่ใด เคอร์ดีกลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่ปลายนิ้ว มันเป็นความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับมีเส้นบาง ๆ แตะอยู่ในมือของเขา

ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงเรื่องที่เจ้าหญิงเคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับแหวนและเส้นด้ายวิเศษ หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงหัวเราะกับความคิดเช่นนี้ แต่หลังจากทุกสิ่งที่ได้ประสบมา เด็กชายกลับไม่ลังเลเลย เขาจับเส้นด้ายเอาไว้แน่น แล้วเริ่มเดินตามมันไปด้วยความเชื่อมั่น

เส้นด้ายพาเขาเดินออกจากคฤหาสน์ ลงจากภูเขา ผ่านทางเดินมืดมิดหลายสาย ยิ่งเดินตามไปไกลเท่าไร เคอร์ดีก็ยิ่งมั่นใจว่าตนเองกำลังได้รับความช่วยเหลือจากพลังเดียวกับที่เคยช่วยเจ้าหญิงตามหาเขาในอุโมงค์ใต้ภูเขา

ในที่สุด เส้นด้ายก็นำเคอร์ดีมาถึงกระท่อมเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่เขารู้จักดี…เพราะมันคือบ้านของเขาเอง และเมื่อเคอร์ดีเปิดประตูเข้าไป เขาก็พบว่า เจ้าหญิงไอรีนกำลังนอนหลับอยู่ โดยมีแม่ของเคอร์ดีดูแลอยู่ใกล้ ๆ

ในวินาทีนั้น เคอร์ดีไม่ต้องการหลักฐานใด ๆ อีกแล้ว เขาไม่เคยเห็นเส้นด้ายด้วยดวงตา เขาไม่เคยเห็นหญิงชราบนหอคอยเช่นเดียวกับที่เจ้าหญิงเห็น แต่เส้นด้ายได้พาเขามาถึงที่นี่จริง ๆ และนี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เด็กชายยอมรับอย่างเต็มหัวใจว่า มีความจริงบางอย่างในโลกนี้ที่ตาอาจมองไม่เห็น แต่ยังคงเป็นความจริงอยู่ดี

ในขณะที่เคอร์ดีกำลังยินดีกับการได้พบเจ้าหญิงไอรีนอีกครั้ง ความทรงจำบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในใจของเขาอย่างกะทันหัน

เขานึกถึงบทสนทนาที่เคยแอบได้ยินจากพวกก็อบลินในอุโมงค์ใต้ภูเขา ในตอนนั้นเขามัวแต่กังวลเรื่องการลักพาตัวเจ้าหญิง จนเกือบลืมแผนการอีกอย่างหนึ่งที่พวกมันกำลังเตรียมเอาไว้ เมื่อคิดได้เช่นนั้น สีหน้าของเด็กชายก็เปลี่ยนไปทันที

เขาจึงรีบนำเรื่องไปเล่าให้พวกผู้ใหญ่ฟังว่า นอกจากแผนลักพาตัวเจ้าหญิง พวกก็อบลินยังได้ขุดอุโมงค์ไปยังแหล่งน้ำขนาดมหึมาที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขา และตั้งใจจะปล่อยน้ำเหล่านั้นให้ไหลทะลักเข้าสู่เหมืองและหมู่บ้านของมนุษย์

ครั้งนี้ ผู้ใหญ่ทุกคนรับฟังคำเตือนของเคอร์ดีอย่างจริงจัง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทำให้ทุกคนเชื่อว่าพวกก็อบลินมีอยู่จริงและเคอร์ดีรู้เรื่องของพวกก็อบลินมากกว่าใคร ๆ เมื่อคนงานเหมืองจำนวนหนึ่งลงไปตรวจสอบในอุโมงค์ พวกเขาก็พบว่า พวกก็อบลินกำลังขุดอุโมงค์เข้าใกล้กำแพงหิน ที่กั้นมวลน้ำมหาศาลเอาไว้จริง ๆ ทันทีที่รู้เช่นนั้น คนงานเหมืองทั้งหมดจึงร่วมมือกันหาทางป้องกันภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้น

ชาวเหมืองจึงช่วยกันสร้างกำแพงกั้นน้ำเพิ่มเติมในจุดสำคัญ พวกเขาเร่งมือขนหินและดินจำนวนมากลงไปเสริมความแข็งแรงให้กับอุโมงค์ และเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

…….

ไม่นานหลังจากนั้น วันที่ทุกคนหวาดกลัวก็มาถึง ลึกลงไปใต้ภูเขา พวกก็อบลินขุดเจาะอุโมงค์มาถึงจุดหมายของพวกมันในที่สุด ทันใดนั้นเอง เสียงปริแตกก็ดังสนั่น กำแพงหินที่กั้นมวลน้ำมหาศาลเริ่มแตกร้าว จากรอยแตกเล็ก ๆ ในตอนแรก กลายเป็นรูโหว่ที่มวลน้ำมหาศาลพากันพุ่งทะลักออกมาด้วยแรงอันน่าหวาดหวั่น ราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากที่คุมขัง

กระแสน้ำไหลบ่าเข้าสู่อุโมงค์ต่าง ๆ ด้วยความเร็วมหาศาล อุโมงค์จำนวนมากพังทลายลงอย่างรวดเร็ว ทางเดินที่เคยเชื่อมต่อกันถูกตัดขาด ห้องโถงใต้ดินหลายแห่งจมอยู่ใต้น้ำ

ในขณะเดียวกัน แม้มวลน้ำบางส่วนจะไหลเข้ามาสู่ที่พักอาศัยของผู้คน แต่สิ่งกีดขวางที่คนงานเหมืองสร้างขึ้นก็ช่วยเปลี่ยนทิศทางของกระแสน้ำ ทำให้หมู่บ้านและคฤหาสน์บนภูเขาได้รับความเสียหายน้อยกว่าที่พวกก็อบลินคาดหวังไว้มาก

ตลอดทั้งคืน เสียงน้ำคำรามดังก้องอยู่ใต้ภูเขา ผู้คนต่างเฝ้ารอด้วยความกังวล เพราะไม่รู้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นเช่นไร จนกระทั่งรุ่งเช้ามาถึง เมื่อคนงานกลุ่มแรกลงไปสำรวจอุโมงค์ในภูเขาอีกครั้ง พวกเขาก็พบว่าอาณาจักรของพวกก็อบลินแทบไม่เหลือสภาพเดิมอีกต่อไป

……..

เมื่ออันตรายผ่านพ้นไป พระราชาก็เสด็จมายังคฤหาสน์ด้วยความห่วงใยเจ้าหญิง ผู้คนทั่วทั้งหุบเขาต่างเฉลิมฉลองให้กับการรอดพ้นจากหายนะครั้งใหญ่ ส่วนเคอร์ดีได้รับคำชื่นชมจากทุกคน เพราะหากไม่มีความกล้าหาญของเขา หลายชีวิตอาจไม่รอดพ้นจากภัยพิบัติในครั้งนั้น

เจ้าหญิงไอรีนเองก็ไม่ลืมเพื่อนผู้กล้าหาญคนนี้เช่นกัน ครั้งหนึ่งพระองค์เคยสัญญาเอาไว้ว่าหากเคอร์ดีช่วยเหลือพระองค์ได้สำเร็จ พระองค์จะมอบจุมพิตให้เป็นรางวัล และเจ้าหญิงก็รักษาสัญญานั้น

ท่ามกลางรอยยิ้มของทุกคน เจ้าหญิงจุมพิตเคอร์ดีตามที่เคยรับปากไว้ ทำให้เด็กชายหน้าแดงด้วยความเขินอาย จนกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนพูดถึงกันด้วยความเอ็นดูไปอีกนาน

…….

หลังจากวันนั้น ชีวิตในหุบเขาก็ค่อย ๆ กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง เหมืองกลับมาเปิดทำงานตามปกติ ผู้คนซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้น และเรื่องราวของพวกก็อบลินก็ค่อย ๆ กลายเป็นตำนานที่เล่าขานต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น

แต่สำหรับเจ้าหญิงไอรีนและเคอร์ดี สิ่งสำคัญที่สุดที่เหลืออยู่ไม่ใช่ชัยชนะเหนือพวกก็อบลิน หากเป็นบทเรียนที่ทั้งสองได้รับจากการผจญภัยครั้งนั้น

เจ้าหญิงได้เรียนรู้ว่าความเชื่อมั่นสามารถนำทางผู้คนผ่านความมืดมิดและอันตรายได้ ส่วนเคอร์ดีได้เรียนรู้ว่า โลกนี้มีความจริงบางอย่างที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยดวงตาเพียงอย่างเดียว บางครั้ง สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจเป็นสิ่งที่ต้องมองด้วยหัวใจ

และแม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ทั้งสองก็ไม่เคยลืมหญิงชราผู้ลึกลับบนหอคอย ผู้ซึ่งคอยดูแลและชี้นำพวกเขาอยู่เสมอ

และนั่นคือเรื่องราวของ เจ้าหญิงกับก็อบลิน ที่ผู้คนยังคงเล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้.

Posted in นิทานก่อนนอนเรื่องยาว, นิทานคลาสสิก, นิทานเชคสเปียร์

เจ้าชายแฮมเล็ต (Hamlet) : นิทานก่อนนอนจากบทละครอมตะของเชคสเปียร์

Hamlet คือบทละครโศกนาฏกรรมที่เขียนโดย วิลเลียม เชคสเปียร์ (William Shakespeare) กวีและนักเขียนบทละครชาวอังกฤษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์วรรณกรรมโลก ผลงานชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นราวปี ค.ศ. 1600–1601 และถือเป็นหนึ่งในบทละครที่ลึกซึ้งและทรงพลังที่สุดของเชคสเปียร์ ถ่ายทอดเรื่องราวของเจ้าชายแห่งเดนมาร์กผู้ต้องเผชิญกับความจริงอันเจ็บปวด การสูญเสีย และความลังเลในการแก้แค้น

นักวิชาการด้านวรรณกรรมทั่วโลกยกย่อง Hamlet ว่าเป็นบทละครที่สะท้อนความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างหน้าที่ ความรู้สึก และความจริง ตัวละครแฮมเล็ตกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยวเหงา ความคิดลึก และการตั้งคำถามต่อชีวิตและความตาย บทละครเรื่องนี้ยังเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญในวงการปรัชญา จิตวิทยา และศิลปะการละครทั่วโลก

เราได้นำวรรณกรรมเรื่องนี้มาเรียบเรียงใหม่ในรูปแบบนิทาน โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้อ่านทุกวัย โดยเฉพาะเยาวชน วรรณกรรมต้นฉบับเล่าในรูปแบบบทละคร (play) ที่แบ่งเป็นฉากและใช้บทสนทนาเป็นหลัก เราจึงปรับเป็นการเล่าเรื่องแบบนิทานที่มีบรรยายฉาก เหตุการณ์ และอารมณ์ของตัวละครอย่างละเมียดละไม โดยยังคงรักษาเนื้อหาและอารมณ์ตามต้นฉบับอย่างเคร่งครัด การได้รู้เรื่องราวของวรรณกรรมระดับโลกเช่นนี้จะช่วยเปิดโลกทัศน์ เสริมความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ และปลูกฝังความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ หากใครสนใจอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถหาอ่านได้จาก Shakespeare’s Hamlet – Project Gutenberg หรือแหล่งวรรณกรรมคลาสสิกอื่นๆ ที่เผยแพร่แบบสาธารณะ

ณ ราชอาณาจักรเดนมาร์ก อากาศหนาวเย็นและเงียบงันในยามค่ำคืน ทหารยามสองนาย ชื่อว่า ฟรานซิสโก (Francisco) และบาร์นาร์โด (Bernardo) ยืนเฝ้าบนกำแพงปราสาทเอลซินอร์ (Elsinore) พวกเขาสลับเวรอย่างเคร่งครัด แต่ในคืนหนึ่ง มีบางสิ่งปรากฏขึ้นที่ทำให้ทุกคนหวาดกลัว

“มันมาอีกแล้ว” บาร์นาร์โดกล่าวเสียงสั่น “เงาร่างนั้น…เหมือนพระราชาองค์ก่อนทุกประการ”

วิญญาณเงียบงัน ไม่พูดจา เพียงเดินผ่านกำแพงด้วยท่าทีสงบแต่เยือกเย็น ทหารยามรีบไปแจ้ง ฮอเรชิโอ (Horatio) เพื่อนของเจ้าชายแฮมเล็ต (Hamlet) ผู้มีสติปัญญาและไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ

เมื่อฮอเรชิโอเห็นวิญญาณ เขาก็เปลี่ยนใจทันที “มันคือพระราชาแน่ ข้าต้องบอกแฮมเล็ต”

ในปราสาทเอลซินอร์ เจ้าชายแฮมเล็ต เศร้าโศกอย่างหนัก พระบิดาของเขาเพิ่งสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน และพระมารดาผู้มีพระนามว่า ราชินีเกอร์ทรูด (Gertrude) ได้แต่งงานใหม่กับ คลอเดียส (Claudius) พระอนุชาของพระราชาองค์ก่อน ซึ่งตอนนี้ขึ้นครองราชย์แทน

แฮมเล็ตไม่อาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดทุกอย่างจึงเปลี่ยนไปเร็วเช่นนี้ เขาเฝ้าถามตัวเอง “เหตุใดแม่จึงแต่งงานกับเขา? เหตุใดข้ารู้สึกว่ามีบางสิ่งผิดปกติ?”

เมื่อฮอเรชิโอแจ้งเรื่องวิญญาณ แฮมเล็ตรีบไปยังกำแพงปราสาทในคืนถัดมา และแล้ว…วิญญาณก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

วิญญาณหยุดอยู่ตรงหน้าแฮมเล็ต และกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ข้าคือบิดาของเจ้า…ข้าถูกฆาตกรรม”

แฮมเล็ตตกใจ “ใครทำเช่นนั้น?”

วิญญาณตอบ “คลอเดียส น้องของข้า เขาเทยาพิษลงในหูข้าขณะหลับ และแย่งบัลลังก์ไป เขาแต่งงานกับแม่ของเจ้า และปิดบังความจริงไว้ทั้งหมด”

แฮมเล็ตนิ่งงัน โลกทั้งใบเงียบลงในใจของเขา

“จงแก้แค้นให้ข้า…แต่อย่าทำร้ายแม่ของเจ้า” วิญญาณกล่าวก่อนจะจางหายไปในความมืด

แฮมเล็ตยืนอยู่ลำพังในราตรีอันหนาวเย็น ดวงตาเต็มไปด้วยคำถามและความเจ็บปวด “ข้าจะทำเช่นไร…ข้าจะเชื่อสิ่งที่ข้าเห็นหรือไม่?”

…………

หลังจากคืนที่วิญญาณของพระราชาองค์ก่อนปรากฏตัวต่อหน้าแฮมเล็ต (Hamlet) และเปิดเผยความจริงอันน่าสะพรึง แฮมเล็ตกลับสู่ปราสาทเอลซินอร์ด้วยจิตใจที่สับสน เขาไม่อาจแน่ใจได้ว่า สิ่งที่เขาเห็นคือความจริง หรือเป็นภาพลวงจากความเศร้าและความแค้น

“ข้าต้องรู้ให้แน่ชัดก่อนจะลงมือ” เขาพึมพำกับตนเอง “ข้าจะไม่ฆ่าใครด้วยความสงสัย”

เพื่อปกปิดความตั้งใจและสังเกตพฤติกรรมของคลอเดียส แฮมเล็ตจึงเริ่มแสร้งทำเป็นเสียสติ เขาพูดจาแปลกประหลาด เดินไปมาอย่างไร้ทิศทาง และตั้งคำถามกับสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจ

ราชินีเกอร์ทรูดและคลอเดียสเริ่มวิตก พวกเขาเชิญเพื่อนเก่าของแฮมเล็ต คือ โรเซนแครนซ์ (Rosencrantz) และกิลเดนสเติร์น (Guildenstern) ให้มาสังเกตพฤติกรรมของเขา และรายงานกลับ

“ข้ารู้ว่าเขาไม่บ้า” คลอเดียสกล่าว “แต่ข้าไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่”

ในขณะเดียวกัน แฮมเล็ตเริ่มตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัว เขาเฝ้าสังเกตผู้คน และเริ่มเห็นความหลอกลวงที่แฝงอยู่ในรอยยิ้มและคำพูด

เขาเดินไปยังห้องว่าง และกล่าวกับตัวเองในความเงียบ “To be, or not to be—that is the question…”

แฮมเล็ตครุ่นคิดถึงความหมายของชีวิต ความตาย และความเจ็บปวดที่มนุษย์ต้องเผชิญ

“การมีชีวิตอยู่คือการทนทุกข์ หรือการสิ้นใจคือการหลุดพ้น?” เขาถามโดยไม่มีคำตอบ

แฮมเล็ตไม่เพียงสงสัยในความจริงของโลกภายนอก แต่ยังสงสัยในความจริงภายในใจของตนเอง เขาเริ่มวางแผนเพื่อเปิดโปงคลอเดียส โดยไม่ใช้ดาบ แต่ใช้การแสดง

“ข้าจะให้คณะละครมาแสดงเรื่องราวของการฆาตกรรม…เหมือนที่วิญญาณเล่าให้ข้าฟัง หากเขามีความผิด เขาจะเผยออกมาเอง”

………….

แฮมเล็ต (Hamlet) เรียกคณะละครเร่ที่เดินทางผ่านเมืองให้มาแสดงในปราสาทเอลซินอร์ เขาเลือกเรื่องที่มีฉากการฆาตกรรมของกษัตริย์โดยน้องชาย เหมือนกับสิ่งที่วิญญาณเล่าให้เขาฟัง และขอให้พวกนักแสดงเพิ่มฉากสำคัญเข้าไป เพื่อให้คลอเดียสได้เห็นภาพสะท้อนของความผิด

“ข้าจะดูปฏิกิริยาของเขา หากเขาสะดุ้งหรือหลบตา ข้าจะรู้ว่าเขามีความผิด” แฮมเล็ตกล่าวกับฮอเรชิโอ (Horatio) ซึ่งนั่งข้างเขาในค่ำคืนแห่งการแสดง

เมื่อการแสดงเริ่มขึ้น แขกในราชสำนักต่างนั่งชมอย่างสงบ ฉากแรกผ่านไปด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ แต่เมื่อถึงฉากที่กษัตริย์หลับในสวน และน้องชายเทยาพิษลงในหูของเขา คลอเดียสเริ่มขยับตัวอย่างไม่สบายใจ สักพัก คลอเดียสลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว สีหน้าตระหนก และกล่าวเสียงดัง “หยุดการแสดงนี้!”

ทุกคนในห้องเงียบงัน คลอเดียสเดินออกจากห้องอย่างรีบร้อน ทิ้งความสงสัยไว้เบื้องหลัง


แฮมเล็ตหันไปหาฮอเรชิโอ “เจ้าก็เห็นแล้วใช่ไหม? เขาไม่อาจทนดูฉากนั้นได้”

“ข้าเห็นชัดเจน” ฮอเรชิโอตอบ “เขามีความผิดในใจแน่นอน”

แฮมเล็ตมั่นใจแล้วว่า วิญญาณพูดความจริง เขาเริ่มวางแผนต่อไป แต่ความลังเลยังคงอยู่ในใจของเขา เขาไม่ใช่ชายที่ฆ่าโดยไม่คิด เขาเป็นชายที่ต้องเข้าใจทุกสิ่งก่อนลงมือ

ในขณะเดียวกัน คลอเดียสเองก็เริ่มหวาดกลัว เขารู้ว่าแฮมเล็ตสงสัย และอาจลงมือเมื่อใดก็ได้ เขาจึงวางแผนส่งแฮมเล็ตไปยังอังกฤษ โดยอ้างว่าเพื่อความปลอดภัย

“ข้าจะส่งเขาไปพร้อมกับโรเซนแครนซ์และกิลเดนสเติร์น…และข้าจะให้จดหมายลับไปด้วย” คลอเดียสกล่าวกับราชินี

แฮมเล็ตรู้ทันแผนนี้ และเริ่มเตรียมใจสำหรับการเดินทางที่อาจไม่มีวันกลับ

……

แฮมเล็ต (Hamlet) ออกเดินทางไปอังกฤษตามคำสั่งของคลอเดียส แม้จะรู้ว่ามีบางสิ่งซ่อนอยู่ในแผนนี้ เขายังลังเลว่าจะลงมือแก้แค้นหรือไม่ เขาไม่ใช่ชายที่ฆ่าเพราะโกรธ แต่เป็นผู้ที่ต้องเข้าใจความจริงอย่างลึกซึ้งก่อนจะตัดสินใจ

ในขณะเดียวกันนั้น โอฟีเลีย (Ophelia) หญิงสาวผู้เคยใกล้ชิดกับแฮมเล็ต กำลังเผชิญความเจ็บปวดจากการสูญเสียโปลอเนียส (Polonius) ผู้เป็นบิดา ซึ่งถูกแฮมเล็ตแทงโดยไม่ตั้งใจขณะซ่อนตัวอยู่หลังม่านในห้องของราชินี

โอฟีเลียไม่อาจรับมือกับความเศร้าได้ นางเริ่มพูดจาเลื่อนลอย ร้องเพลงเศร้า และเดินไปมาในสวนอย่างไร้จุดหมาย

“เขาฆ่าพ่อข้า…แต่ข้าก็ยังรักเขา” นางพึมพำกับดอกไม้ในมือ

เมื่อ ลาร์ทีส (Laertes) พี่ชายของโอฟีเลีย กลับมาจากต่างเมืองและรู้ข่าวการตายของบิดา รวมทั้งเรื่องอาการของน้องสาว เขาโกรธแฮมเล็ตอย่างรุนแรง ดังนั้น เขาจึงไปหาคลอเดียสเพื่อขอความยุติธรรม

“ข้าจะสู้กับเขา…ข้าจะล้างแค้นให้พ่อข้า” ลาร์ทีสกล่าวด้วยดวงตาแข็งกร้าว

คลอเดียสเห็นโอกาส จึงเสนอให้จัดการประลองดาบระหว่างลาร์ทีสกับแฮมเล็ต โดยแอบชโลมพิษไว้ที่ปลายดาบของลาร์ทีส และเตรียมถ้วยไวน์ผสมยาพิษไว้ให้แฮมเล็ตดื่ม หากเขารอดจากดาบ

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น จู่ ๆ ข่าวการตายของโอฟีเลียก็แพร่ไปทั่วปราสาท นางจมน้ำในลำธารขณะเก็บดอกไม้ แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุหรือความตั้งใจ

เมื่อแฮมเล็ตทราบข่าว เขารับกลับมาที่เดนมาร์ก…ทันเวลาเห็นพิธีฝังศพของโอฟีเลีย เขายืนอยู่ข้างหลุมศพด้วยหัวใจที่แตกสลาย

“ข้ารักนางมากกว่าที่ใครเคยรัก…ไม่มีใคร แม้แต่พี่ชาย ที่จะรักนางได้เท่าข้า” เขากล่าวเสียงสั่น

ลาร์ทีสซึ่งอยู่ในพิธีด้วย โกรธแฮมเล็ตอย่างสุดขั้ว ทั้งสองเผชิญหน้ากัน และการประลองได้ถูกกำหนดให้จัดขึ้นในวันถัดไป

……………………..

ในวันแห่งการประลอง แฮมเล็ตและลาร์ทีส ยืนเผชิญหน้ากันกลางห้องโถงของปราสาทเอลซินอร์ ผู้คนในราชสำนักต่างมาชมด้วยความตึงเครียด คลอเดียสและราชินีเกอร์ทรูดนั่งอยู่บนบัลลังก์ โดยมีถ้วยไวน์วางอยู่ข้างกาย

แฮมเล็ตกล่าวอย่างสงบ “ข้าขอโทษสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อของเจ้า…ข้าไม่ได้ตั้งใจ”

ลาร์ทีสพยักหน้าเล็กน้อย แต่ความแค้นยังคงอยู่ในดวงตา “ข้าจะสู้เพื่อเกียรติของครอบครัวข้า”

การประลองเริ่มขึ้น ดาบฟาดกันอย่างรวดเร็ว เสียงเหล็กกระทบกันดังก้องไปทั่วห้อง ทั้งสองสู้กันอย่างดุเดือด และในจังหวะหนึ่ง ลาร์ทีสแทงแฮมเล็ตด้วยดาบที่ชโลมพิษไว้

แต่แล้ว ดาบหลุดจากมือของลาร์ทีส และแฮมเล็ตหยิบขึ้นมาแทงกลับโดยไม่รู้ว่ามีพิษเช่นกัน

ราชินีเกอร์ทรูดซึ่งไม่รู้เรื่องยาพิษในไวน์ ดื่มถ้วยที่คลอเดียสเตรียมไว้ให้แฮมเล็ต และล้มลงทันที

“ไวน์นั้นมีพิษ!” ลาร์ทีสร้องขึ้นด้วยความสำนึก “ข้าถูกหลอก…ข้ากับเจ้า…เราทั้งคู่กำลังจะตาย”

แฮมเล็ตหันไปหาคลอเดียสด้วยดวงตาแข็งกร้าว “เจ้าคือผู้วางแผนทั้งหมดนี้” แล้วแฮมเล็ตก็แทงคลอเดียสด้วยดาบพิษ และบังคับให้เขาดื่มไวน์ถ้วยนั้น

คลอเดียสสิ้นใจ ราชินีสิ้นใจ ลาร์ทีสสิ้นใจ และแฮมเล็ตเองก็ล้มลงเช่นกัน

ก่อนสิ้นลมหายใจ แฮมเล็ตเรียกฮอเรชิโอ “อย่าตายตามข้า…จงเล่าเรื่องของข้าให้โลกฟัง…ให้คนรู้ว่าความจริงคืออะไร”

ฮอเรชิโอพยักหน้า น้ำตาไหล “ข้าจะเล่า…ข้าสัญญา”

…….

เสียงแตรดังขึ้น และม่านแห่งโศกนาฏกรรมก็ปิดลง

Posted in นิทานก่อนนอนเรื่องยาว, นิทานความรัก, นิทานตลกก่อนนอน, นิทานเชคสเปียร์

ราตรีลวงใจ (Twelfth Night) : นิทานความรัก ความลวง ตลกโรแมนติกจากเชคสเปียร์

Twelfth Night หรือชื่อเต็มว่า Twelfth Night, or What You Will คือบทละครแนวตลกโรแมนติกที่เขียนโดย วิลเลียม เชคสเปียร์ (William Shakespeare) กวีและนักเขียนบทละครชาวอังกฤษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์วรรณกรรมโลก ผลงานชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นราวปี ค.ศ. 1601–1602 เพื่อแสดงในช่วงเทศกาลฉลองหลังคริสต์มาส โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการปลอมตัว ความรักที่ซับซ้อน และความเข้าใจผิดอันแสนสนุก

นักวิชาการด้านวรรณกรรมยกย่อง Twelfth Night ว่าเป็นหนึ่งในบทละครที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเชคสเปียร์ในการสร้างตัวละครที่มีชีวิตชีวาและซับซ้อน โดยเฉพาะไวโอลา (Viola) ซึ่งปลอมตัวเป็นชายเพื่อเอาตัวรอด และกลายเป็นศูนย์กลางของความรักที่พันกันอย่างน่าทึ่ง บทละครเรื่องนี้ยังสะท้อนประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ ความเท่าเทียม และการให้อภัยอย่างงดงาม จึงเป็นที่นิยมทั้งในวงการละครเวทีและการศึกษาวรรณกรรมทั่วโลก

เราได้นำวรรณกรรมเรื่องนี้มาเรียบเรียงใหม่ในรูปแบบนิทาน โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้อ่านทุกวัย โดยเฉพาะเยาวชน วรรณกรรมต้นฉบับเล่าในรูปแบบบทละคร (play) ที่แบ่งเป็นฉากและใช้บทสนทนาเป็นหลัก เราจึงปรับเป็นการเล่าเรื่องแบบนิทานที่มีบรรยายฉาก เหตุการณ์ และอารมณ์ของตัวละครอย่างละเมียดละไม โดยยังคงรักษาเนื้อหาและอารมณ์ตามต้นฉบับอย่างเคร่งครัด การได้รู้เรื่องราวของวรรณกรรมระดับโลกเช่นนี้จะช่วยเปิดโลกทัศน์ เสริมความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ และปลูกฝังความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ หากใครสนใจอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถหาอ่านได้จาก Shakespeare’s Twelfth Night – Project Gutenberg

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงสาวชื่อไวโอลา (Viola) และเซบาสเตียน (Sebastian) ซึ่งเป็นฝาแฝด พวกเขารักกันมากและเดินทางร่วมกันบนเรือลำหนึ่งที่แล่นข้ามทะเลอันกว้างใหญ่ แต่แล้ววันหนึ่ง พายุใหญ่ก็พัดกระหน่ำจนเรือแตกกลางทะเล

ไวโอลารอดชีวิตมาได้โดยมีชาวประมงช่วยพาขึ้นฝั่งที่เมืองอิลลีเรีย (Illyria) นางเสียใจอย่างสุดซึ้ง เพราะคิดว่าเซบาสเตียนพี่ชายของตนจมน้ำไปแล้ว

“ข้าคงเหลือตัวคนเดียวในโลกนี้แล้ว…” นางพึมพำกับตนเองขณะมองทะเลที่เงียบงัน

…….

เมืองอิลลีเรียมีผู้ปกครองคือ ดยุก ออร์ซิโน (Duke Orsino) ขุนนางผู้สูงศักดิ์และมีชื่อเสียง เขาเป็นชายหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยความรักและความฝัน เขาหลงรักหญิงสาวชื่อเลดี้โอลิเวีย (Lady Olivia) ซึ่งเป็นหญิงสูงศักดิ์ผู้เพิ่งสูญเสียพี่ชาย และยังไม่เปิดใจรับรักใคร

“ข้ารักนาง…แต่ดูเหมือนนางไม่เคยเห็นข้าเลย” ดยุกออร์ซิโนกล่าวกับข้ารับใช้

…….

ไวโอลาได้ยินเรื่องราวของ ดยุก ออร์ซิโน และรู้ว่านางไม่อาจใช้ชีวิตในเมืองนี้ในฐานะหญิงสาวได้อย่างปลอดภัย นางจึงตัดสินใจปลอมตัวเป็นชายหนุ่ม และตั้งชื่อใหม่ว่าเซซาริโอ (Cesario)

“ข้าจะเป็นข้ารับใช้ของ ดยุก ออร์ซิโน ข้าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่” นางกล่าวอย่างแน่วแน่

……

ด้วยความเฉลียวฉลาดและความอ่อนโยน ไวโอลาในนามเซซาริโอได้รับความไว้วางใจจากดยุกออร์ซิโนอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นผู้สนิทที่ดยุกใช้ให้ไปส่งสารรักถึงเลดี้โอลิเวีย

“เจ้ามีถ้อยคำที่อ่อนโยน…จงไปพูดแทนข้าเถิด” ดยุกกล่าว

ไวโอลาแม้จะเจ็บปวดในใจ เพราะนางเริ่มหลงรักดยุกออร์ซิโน แต่ก็ยอมทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์

……..

เมื่อเซซาริโอ ซึ่งแท้จริงคือไวโอลาในร่างชายหนุ่ม ไปส่งสารรักจาก ดยุก ออร์ซิโน ถึงเลดี้โอลิเวีย นางกลับรู้สึกประหลาดใจกับความอ่อนโยนและความจริงใจของผู้ส่งสารมากกว่าคำพูดของ ดยุก

“เจ้าพูดได้นุ่มนวล…แต่แฝงความเศร้าในดวงตา” เลดี้โอลิเวียกล่าวขณะมองเซซาริโอ

ไวโอลาไม่กล้าสบตานางนานนัก เพราะรู้ดีว่าตนกำลังปลอมตัว และหัวใจของตนก็รัก ดยุก ออร์ซิโนอย่างสุดหัวใจ

“ข้าเพียงทำหน้าที่…ข้าไม่อาจพูดแทนหัวใจของข้าเอง” นางตอบเบาๆ

แต่คำพูดนั้นกลับทำให้เลดี้โอลิเวียรู้สึกหวั่นไหว นางเริ่มหลงรักเซซาริโอ โดยไม่รู้เลยว่าเขาไม่ใช่ชายหนุ่มจริงๆ

…….

“ข้าจะไม่รับรักจากดยุก…แต่ข้าจะส่งคนไปหาเซซาริโอแทน” นางกล่าวกับข้ารับใช้

……

ในขณะเดียวกัน เซบาสเตียน (Sebastian) พี่ชายของไวโอลา ซึ่งไม่ได้จมน้ำตามที่นางเข้าใจ กลับรอดชีวิตมาได้ และเดินทางมาถึงเมืองอิลลีเรียพร้อมกับอันโตนิโอ (Antonio) กะลาสีผู้ช่วยชีวิตเขา

“ข้าจะตามหาน้องสาวข้า…หากนางยังมีชีวิตอยู่” เซบาสเตียนกล่าวอย่างมุ่งมั่น

อันโตนิโอเตือนว่าเมืองนี้ไม่ปลอดภัยสำหรับเขา เพราะเคยมีเรื่องกับทางการมาก่อน แต่เขายอมเสี่ยงเพื่อช่วยเซบาสเตียน

“ข้าจะอยู่ใกล้ๆ เจ้า…แม้จะต้องหลบซ่อนก็ตาม” เขากล่าว

เมื่อเซบาสเตียนเดินในเมือง ผู้คนต่างเข้าใจผิดว่าเขาคือเซซาริโอ เพราะทั้งสองเป็นฝาแฝดที่หน้าตาเหมือนกันอย่างมาก

ความเข้าใจผิดเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ และความรักก็เริ่มพันกันอย่างไม่อาจคลี่คลายได้ง่าย ๆ

……..

ในวันหนึ่ง เซซาริโอ ซึ่งแท้จริงคือไวโอลา ได้รับคำสั่งจาก ดยุก ออร์ซิโน ให้ไปส่งสารรักอีกครั้งถึงเลดี้โอลิเวีย เซซาริโอไปด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เพราะทุกครั้งที่นางพูดแทนดยุก นางก็ยิ่งรักดยุก มากขึ้น

“ข้าพูดแทนท่าน…แต่ข้าอยากให้ท่านรู้ว่าข้าเองก็มีหัวใจ” ไวโอลาพึมพำขณะเดินทางไปยังคฤหาสน์ของเลดี้โอลิเวีย

เมื่อเลดี้โอลิเวียเห็นเซซาริโออีกครั้ง นางยิ่งแน่ใจว่าตนหลงรักชายหนุ่มผู้นี้อย่างสุดหัวใจ แม้เขาจะพูดถึงความรักของดยุก แต่นางกลับมองเห็นความอ่อนโยนในดวงตาของเขา

“เจ้ามีหัวใจของตนเองหรือไม่…หรือเจ้าคือเงาของชายอื่น?” นางถามอย่างอ่อนโยน

ไวโอลานิ่งงัน นางไม่อาจตอบคำถามนั้นได้ เพราะความจริงของนางยังถูกซ่อนไว้ใต้เสื้อผ้าของชายหนุ่ม

………

ในเวลาต่อมา ขณะที่เซบาสเตียนผู้เป็นพี่ชายของไวโอลา เดินเล่นอยู่ในเมืองอิลลีเรีย เขาบังเอิญพบกับเลดี้โอลิเวียโดยไม่รู้จักนางมาก่อน เลดี้โอลิเวียเข้าใจผิดว่าเขาคือเซซาริโอ และพูดกับเขาด้วยความรักที่เต็มเปี่ยม

“ข้าไม่อาจรออีกแล้ว…เจ้าคือผู้ที่ข้ารัก” นางกล่าวอย่างแน่วแน่

เซบาสเตียนตกใจ แต่ก็รู้สึกประทับใจในความจริงใจของนาง เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยอมรับคำเชิญของนางอย่างสุภาพ

“ข้าไม่เข้าใจ…แต่ข้าก็ไม่อาจปฏิเสธความเมตตาของเจ้า” เขาตอบ

ในเวลาไม่นาน เลดี้โอลิเวียก็ขอเซบาสเตียนแต่งงาน โดยนางยังเข้าใจว่าเขาคือเซซาริโอ ซึ่งเซบาสเตียนก็ตอบตกลงด้วยความเคารพ

“ข้าจะเป็นสามีของเจ้า…แม้ข้ายังไม่รู้ว่าทำไมเจ้าจึงรักข้าเช่นนี้” เขากล่าวอย่างอ่อนโยน

ความรักเริ่มเบ่งบาน แต่ความจริงยังคงซ่อนอยู่ และความเข้าใจผิดก็เริ่มพันกันแน่นขึ้นทุกขณะ

……..

วันหนึ่ง เซซาริโอ ซึ่งแท้จริงคือไวโอลา ถูกขอให้ไปพบเลดี้โอลิเวียอีกครั้ง ไวโอลาลังเล เพราะรู้ดีว่าหญิงผู้นั้นหลงรักตนโดยไม่รู้ความจริง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธคำสั่งของ ดยุก ออร์ซิโนได้

“ข้าจะไป…แม้หัวใจของข้าจะสับสน” นางกล่าวเบาๆ

เมื่อไปถึงคฤหาสน์ของเลดี้โอลิเวีย นางพบว่าเลดี้โอลิเวียมีท่าทีเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน นางพูดถึงการแต่งงานที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน และเรียกเซซาริโอว่า “สามี”

ไวโอลาตกใจ “ข้าไม่เคยแต่งงานกับเจ้า…ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่เจ้าพูด”

เลดี้โอลิเวียเองก็สับสน “เจ้าคือชายที่ข้าแต่งงานด้วย…เจ้าคือเซซาริโอ”

ในขณะเดียวกัน เซบาสเตียน (Sebastian) พี่ชายของไวโอลาเดินเข้ามาในคฤหาสน์ และเมื่อทั้งสองฝาแฝดเผชิญหน้ากัน ทุกคนในห้องต่างตกตะลึง

“เจ้าคือ…ข้า?” เซบาสเตียนถามอย่างงุนงง

ไวโอลาน้ำตาไหล “ข้าไม่คิดว่าจะได้พบเจ้าอีก…ข้าคือไวโอลา…น้องสาวของเจ้า”

ในที่สุด ความจริงก็ถูกเปิดเผยอย่างชัดเจน ทุกคนเริ่มเข้าใจว่าเกิดความเข้าใจผิดจากการปลอมตัว แต่ความรักที่เบ่งบานนั้นเกิดจากความจริงใจ แม้จะมีเงาของความลวงซ้อนอยู่

ดยุก ออร์ซิโน ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วย มองไวโอลาอย่างพินิจพิเคราะห์ “เจ้าคือหญิงสาวที่ข้ารู้จักมาโดยตลอด…แม้ข้าจะไม่เคยเห็นเจ้าในร่างที่แท้จริง”

ไวโอลายิ้มอย่างอ่อนโยน “ข้ารักท่าน…แม้ข้าจะต้องพูดแทนหัวใจของท่านทุกวัน”

…….

เมื่อความจริงถูกเปิดเผยว่าเซซาริโอคือไวโอลา และชายที่เลดี้โอลิเวียแต่งงานด้วยคือเซบาสเตียนพี่ชายฝาแฝดของไวโอลา ทุกคนในเมืองอิลลีเรียต่างตกตะลึง แต่ก็เต็มไปด้วยความยินดี

ดยุก ออร์ซิโนมองไวโอลา แล้วพูดกับนางว่า “เจ้าคือหญิงสาวที่ข้ารู้จักมาโดยไม่รู้ตัว…เจ้าคือผู้ที่ข้าสนิทใจและ….รักที่สุด”

ไวโอลายิ้มด้วยน้ำตา “ข้ารักท่านมาโดยตลอด…แม้ข้าจะต้องซ่อนหัวใจไว้ใต้เสื้อผ้าของชายหนุ่ม”

ดยุกออร์ซิโนจึงขอไวโอลาแต่งงาน และนางก็ตอบตกลงด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข

“ข้าจะเป็นภรรยาของท่าน…ในร่างที่แท้จริงของข้า” นางกล่าวอย่างอ่อนโยน

……

ในขณะเดียวกัน เลดี้โอลิเวียและเซบาสเตียนก็เริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยความเข้าใจและความรักที่เกิดจากความจริงใจ แม้จะเริ่มต้นด้วยความเข้าใจผิด แต่ก็จบลงด้วยความสุขแท้จริง

…….

ส่วนอันโตนิโอ (Antonio) ซึ่งเคยเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเซบาสเตียน ก็ได้รับการให้อภัยจากทางการ และได้รับเกียรติในฐานะผู้มีคุณธรรม

“ข้าไม่เคยหวังสิ่งใด…ข้าเพียงทำในสิ่งที่ถูกต้อง” เขากล่าวอย่างสงบ

ทุกคนในเมืองอิลลีเรียร่วมฉลองการแต่งงานของทั้งสองคู่ด้วยความยินดี เสียงดนตรีและเสียงหัวเราะแผ่ไปทั่วคฤหาสน์

เรื่องราวของไวโอลาและเซบาสเตียนกลายเป็นตำนานแห่งเมืองอิลลีเรีย ที่ผู้คนเล่าขานว่า “ความรักแท้…ย่อมพบทางของมันเสมอ แม้จะต้องผ่านพายุและการปลอมตัว”

Posted in นิทานก่อนนอนเรื่องยาว, นิทานคลาสสิก, นิทานเชคสเปียร์

ความฝันในคืนกลางฤดูร้อน : นิทานตลก ๆ ก่อนนอนจากเชคสเปียร์

A Midsummer Night’s Dream คือบทละครแนวแฟนตาซี-โรแมนติกที่เขียนโดย วิลเลียม เชคสเปียร์ (William Shakespeare) กวีและนักเขียนบทละครชาวอังกฤษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์วรรณกรรมโลก ผลงานชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นราวปี ค.ศ. 1595–1596 และถือเป็นหนึ่งในบทละครที่มีชีวิตชีวาและเป็นที่รักมากที่สุดของเชคสเปียร์ ด้วยฉากป่าเวทมนตร์ ตัวละครภูติ และความรักที่วุ่นวายระหว่างหนุ่มสาวสี่คนในเมืองเอเธนส์

นักวิชาการด้านวรรณกรรมยกย่อง A Midsummer Night’s Dream ว่าเป็นบทละครที่โดดเด่นด้านโครงสร้างและลีลา เพราะสามารถผสมผสานความรัก ความขบขัน และเวทมนตร์เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน โดยไม่ลดทอนความลึกของอารมณ์มนุษย์ เรื่องนี้สะท้อนความเปราะบางของความรัก ความเข้าใจผิด และพลังของจินตนาการอย่างแยบคาย หลายคนมองว่าเป็นบทละครที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้สำรวจความจริงและความฝันไปพร้อมกัน

เราได้นำวรรณกรรมเรื่องนี้มาเรียบเรียงใหม่ในรูปแบบนิทาน โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้อ่านทุกวัย โดยเฉพาะเยาวชน วรรณกรรมต้นฉบับเล่าในรูปแบบบทละคร (play) ที่แบ่งเป็นฉากและใช้บทสนทนาเป็นหลัก เราจึงปรับเป็นการเล่าเรื่องแบบนิทานที่มีบรรยายฉาก เหตุการณ์ และอารมณ์ของตัวละครอย่างละเมียดละไม โดยยังคงรักษาเนื้อหาและอารมณ์ตามต้นฉบับอย่างเคร่งครัด การได้รู้เรื่องราวของวรรณกรรมระดับโลกเช่นนี้จะช่วยเปิดโลกทัศน์ เสริมจินตนาการ และปลูกฝังความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ หากใครสนใจอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถหาอ่านได้จาก Shakespeare’s A Midsummer Night’s Dream – Project Gutenberg หรือแหล่งวรรณกรรมคลาสสิกอื่นๆ ที่เผยแพร่แบบสาธารณะ.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… ณ กรุงเอเธนส์ (Athens) เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรีและความคึกคัก มีเจ้าผู้ครองนครชื่อว่า เธเซอุส (Theseus) กำลังเตรียมพิธีแต่งงานกับหญิงงามผู้กล้าหาญนามว่า ฮิปโปลิตา (Hippolyta) ผู้เป็นราชินีแห่งอเมซอน (Amazon) ทั้งเมืองต่างรอคอยวันแห่งความสุขนี้ด้วยใจเบิกบาน

แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นในหัวใจของหนุ่มสาวอีกสี่คน คือ เฮอร์เมีย (Hermia) ไลแซนเดอร์ (Lysander) เดเมเทรียส (Demetrius) และ เฮเลนา (Helena)

เฮอร์เมียเป็นหญิงสาวผู้รักชายชื่อไลแซนเดอร์ แต่บิดาของเธอกลับต้องการให้เธอแต่งงานกับ เดเมเทรียส ชายอีกคนที่เธอไม่รักเลยแม้แต่น้อย

เฮอร์เมียไม่ยอมทำตามคำสั่งของบิดา เธอจึงวางแผนหนีออกจากเมืองไปพร้อมกับไลแซนเดอร์ เพื่อใช้ชีวิตด้วยกันอย่างอิสระในที่ที่ไม่มีใครขัดขวาง

เมื่อเฮเลนาเพื่อนสาวของเฮอร์เมียรู้เรื่อง เธอเกิดความหวังขึ้นในใจ เพราะเธอเองก็หลงรักเดเมเทรียสมานาน แม้ว่าเขาจะไม่เคยรักเธอกลับเลยก็ตาม เฮเลนาจึงรีบไปบอกเดเมเทรียสว่าเฮอร์เมียหนีไปกับไลแซนเดอร์ เพื่อหวังว่าเขาจะหันมาสนใจเธอแทน

เดเมเทรียสโกรธมากและรีบตามไปยังป่าที่เฮอร์เมียหลบหนีไป เฮเลนาก็ตามไปด้วย หวังว่าจะได้อยู่ใกล้ชายที่เธอรัก แม้จะรู้ว่าเขาไม่เคยเห็นคุณค่าในตัวเธอเลย

และแล้ว…หนุ่มสาวทั้งสี่ก็หลงเข้าไปในป่าลึกที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์ โดยไม่รู้เลยว่าในป่าแห่งนี้ มีสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์อาศัยอยู่ ซึ่งก็คือ…ภูติแห่งความฝันและความรัก

……..

ณ ใจกลางของป่า มีราชาแห่งภูตนามว่า โอเบรอน (Oberon) และราชินีแห่งภูตนามว่า ไททาเนีย (Titania) ทั้งสองมีอำนาจเหนือธรรมชาติ แต่ในเวลานั้น พวกเขากำลังทะเลาะกันเรื่องเด็กคนหนึ่งที่ไททาเนียรับมาเป็นบุตรบุญธรรม

โอเบรอนไม่พอใจที่ไททาเนียไม่ยอมแบ่งปันเด็กคนนั้นให้เขาดูแลเลย เขาจึงวางแผนใช้เวทมนตร์เพื่อทำให้ไททาเนียหลงรักสิ่งที่น่าขันที่สุดเท่าที่จะหาได้ในป่า

เขาเรียกภูติรับใช้ชื่อ พัค (Puck) ซึ่งเป็นภูติจอมซน ให้ไปหา “ดอกไม้แห่งความหลง” ที่เมื่อหยดน้ำจากดอกไม้ลงบนเปลือกตาของผู้ที่หลับใหล จะทำให้ผู้นั้นหลงรักสิ่งแรกที่เห็นเมื่อตื่นขึ้นมา นอกจากนี้ โอเบรอนยังสั่งให้พัคใช้ดอกไม้นี้กับหนุ่มสาวที่หลงทางในป่า เพื่อช่วยให้ความรักของพวกเขาเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น

……..

ในค่ำคืนนั้น ป่าเวทมนตร์เงียบสงบ มีเพียงเสียงใบไม้ไหวและแสงจันทร์ที่ส่องลอดผ่านกิ่งไม้สูงใหญ่ พัคภูติจอมซนบินอย่างว่องไวตามคำสั่งของโอเบรอน พัคพบดอกไม้แห่งความหลงที่มีน้ำวิเศษอยู่ในกลีบ และเขาพยายามมองหาชายหนุ่มที่ควรจะได้รับหยดน้ำจากดอกไม้นี้

แต่เมื่อพัคเห็นชายหนุ่มที่เป็นเป้าหมาย พัคกลับจำหน้าคนผิด เขาเห็นไลแซนเดอร์ นอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ และคิดว่าเขาคือเดเมเทรียส พัคจึงหยดน้ำวิเศษลงบนเปลือกตาของไลแซนเดอร์ แล้วบินจากไปอย่างรวดเร็ว

ไม่นานนัก เฮเลนาก็เดินหลงทางมาใกล้ที่ ๆ ไลแซนเดอร์นอนอยู่ เฮเลนาเห็นไลแซนเดอร์นอนหลับ เธอจึงพยายามปลุกด้วยความเป็นห่วง “ท่านไลแซนเดอร์ ตื่นเถิด ท่านหลับอยู่กลางป่าเช่นนี้ไม่ปลอดภัยเลย”

เมื่อไลแซนเดอร์ตื่นขึ้นมาและเห็นเฮเลนา เขาก็หลงรักเธออย่างไม่มีเหตุผล “โอ เฮเลนา เจ้าเป็นหญิงที่งดงามที่สุดในโลก ข้ารักเจ้า!”

เฮเลนาตกใจและคิดว่าเขากำลังล้อเล่น “ทำไมท่านพูดเช่นนี้ ท่านรักเฮอร์เมียมิใช่หรือ?

“ข้าไม่เคยรักเฮอร์เมียเลย” ไลแซนเดอร์ตอบ “ข้ารักเจ้าเท่านั้น!”

เฮเลนาสับสนและเสียใจ เธอคิดว่าไลแซนเดอร์กำลังล้อเล่นกับเธอ เธอจึงเดินจากไปทั้งน้ำตา

……….

ในอีกมุมหนึ่งของป่า เดเมเทรียสยังคงตามหาเฮอร์เมียอย่างไม่ลดละ โอเบรอนซึ่งเฝ้าดูอยู่รู้ทันทีว่าเกิดความผิดพลาดขึ้น โอเบรอนจึงสั่งให้พัคหยดน้ำวิเศษใส่ตาของเดเมเทรียสด้วย เพื่อให้เขาหันมารักเฮเลนาอย่างแท้จริง

พัคทำตามคำสั่ง และเมื่อเดเมเทรียสตื่นขึ้นมา เขาก็เห็นเฮเลนาเดินร้องไห้อยู่ไกลๆ ซึ่งทันใดนั้นเอง เขาก็หลงรักเธออย่างสุดหัวใจ

“เฮเลนา! ข้ารักเจ้า! ข้าขอโทษที่เคยเมินเฉยต่อเจ้า” เดเมเทรียสร้องออกมา

เฮเลนาตกใจยิ่งกว่าเดิม เพราะตอนนี้มีชายสองคน คือทั้งไลแซนเดอร์และเดเมเทรียส ต่างก็กล่าวว่ารักเธอ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครสนใจเธอเลย

เฮอร์เมียซึ่งตามมาเห็นเหตุการณ์ ก็โกรธและเสียใจอย่างมาก “ไลแซนเดอร์! เจ้าเคยสาบานว่าจะรักข้า แล้วเหตุใดจึงเปลี่ยนใจ?”

ไลแซนเดอร์ไม่ฟังเธอเลย เขาหันไปหาเฮเลนาอย่างเดียว เฮอร์เมียจึงหันไปต่อว่าเฮเลนา “เจ้าแย่งคนรักของข้าไป!”

เฮเลนาร้องไห้ “ข้าไม่ได้ตั้งใจเลย ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น!”

ความรักที่เคยเรียบง่าย กลับกลายเป็นความสับสนวุ่นวาย และป่าเวทมนตร์ก็เต็มไปด้วยเสียงโต้เถียง เสียงร้องไห้ และความเข้าใจผิด

โอเบรอนเห็นแล้วรู้สึกเสียใจ เขาไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องราววุ่นวายเช่นนี้เกิดขึ้น เขาจึงวางแผนให้พัคแก้เวทมนตร์ทั้งหมด เพื่อคืนความรักให้เป็นไปตามธรรมชาติ

แต่ก่อนที่เขาจะทำเช่นนั้น ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่เขาต้องจัดการ นั่นคือเรื่องของไททาเนีย (Titania) ราชินีแห่งภูติ ที่กำลังหลับอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ และกำลังจะตื่นขึ้นมาเห็นสิ่งที่น่าขันที่สุดในป่า…

……….

ในอีกมุมหนึ่งของป่าเวทมนตร์ มีกลุ่มชาวบ้านธรรมดาๆ กลุ่มหนึ่ง กำลังซ้อมละครเพื่อแสดงในพิธีแต่งงานของเธเซอุส พวกเขาไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจและความขยันขันแข็ง

หนึ่งในนั้นคือชายชื่อ บอทท่อม ชายผู้มีนิสัยชอบอวดเก่งและมักเสนอให้ตนเองรับบทเด่นเสมอ เขาเสนอว่า “ข้าจะเล่นเป็นพระเอกก็ได้ หรือจะเป็นสิงโตก็ได้ ข้าเล่นได้ทุกบท!”

พัคซึ่งบินผ่านมาพอดี ได้ยินเสียงบอทท่อมอวดตัวเอง พัคจึงคิดจะแกล้งเขา พัคใช้เวทมนตร์แปลงหัวของบอทท่อมให้กลายเป็นหัวลา มีหูยาวและเสียงร้อง “ฮี่ ๆ ๆ” ที่แปลกประหลาด

เมื่อบอทท่อมกลับไปซ้อมละคร เพื่อนๆ ต่างตกใจและวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว บอทท่อมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเพียงรู้สึกว่าทุกคนมองเขาแปลกๆ และเสียงของเขาก็เปลี่ยนไป

ในขณะเดียวกัน ไททาเนีย ราชินีแห่งภูติ กำลังหลับอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ โอเบรอนจึงแอบเข้ามาหยดน้ำวิเศษลงบนเปลือกตาของเธอ และรอให้เธอตื่นขึ้นมา

ไม่นานนัก ไททาเนียก็ลืมตาขึ้น และสิ่งแรกที่เธอเห็นก็คือ บอทท่อมหัวลา เธอจ้องมองเขาอย่างหลงใหล และกล่าวว่า “โอ ชายผู้สง่างาม ข้ารักเจ้าเหลือเกิน!”

บอทท่อมตกใจ “ข้า…ข้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ข้าไม่เข้าใจว่าท่านพูดอะไร”

แต่ไททาเนียไม่ฟัง เธอเรียกภูติรับใช้ให้พาบอทท่อมไปยังที่พักของเธอ ให้อาหารอร่อยๆ และดูแลเขาอย่างดี

บอทท่อมรู้สึกงุนงง แต่ก็ไม่ปฏิเสธ เขาเพลิดเพลินกับการได้รับความสนใจ และพูดกับตัวเองว่า “บางทีข้าอาจจะมีเสน่ห์มากกว่าที่คิดก็ได้”

โอเบรอนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดและหัวเราะเบาๆ เขาไม่ได้ต้องการให้ไททาเนียเจ็บปวด เพียงต้องการให้เธอเรียนรู้ว่า ความดื้อรั้นและการยึดติดอาจทำให้เราหลงรักสิ่งที่ไม่ควรรัก

เมื่อโอเบรอนเห็นว่าไททาเนียหลงรักบอทท่อมอย่างจริงจัง เขาจึงเริ่มรู้สึกสงสาร และวางแผนจะคืนทุกอย่างให้เป็นปกติ

ในขณะเดียวกัน ความรักของหนุ่มสาวมนุษย์ก็ยังคงสับสนวุ่นวาย พัคต้องรีบแก้เวทมนตร์ให้ถูกคน ก่อนที่ทุกอย่างจะยุ่งเหยิงไปมากกว่านี้

…….

เมื่อความวุ่นวายในป่าเวทมนตร์เริ่มเกินควบคุม โอเบรอนราชาแห่งภูติจึงตัดสินใจแก้ไขทุกสิ่งที่เขาและพัคได้ก่อไว้ เขาไม่ได้ต้องการให้ผู้คนเจ็บปวด เพียงต้องการสอนบทเรียนเรื่องความรักและความยึดมั่น

โอเบรอนสั่งให้พัคหยดน้ำวิเศษอีกชนิดหนึ่งลงบนเปลือกตาของไลแซนเดอร์ ขณะที่เขาหลับ เพื่อถอนเวทมนตร์ที่ทำให้เขาหลงรักเฮเลนา เมื่อไลแซนเดอร์ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็กลับมารักเฮอร์เมีย อย่างแท้จริงเหมือนเดิม

เฮอร์เมียดีใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เธอกล่าวว่า “ข้าคิดว่าเจ้าทอดทิ้งข้าไปแล้ว ข้ากลัวเหลือเกิน”

ไลแซนเดอร์จับมือเธอไว้แน่น “ข้าขอโทษ ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้ ข้ารู้แล้วว่าใจของข้าเป็นของเจ้าเท่านั้น”

ในอีกมุมหนึ่ง เดเมเทรียสยังคงหลงรักเฮเลนาอย่างมั่นคง แม้ว่าเวทมนตร์จะเป็นจุดเริ่มต้น แต่ความรู้สึกของเขากลับแน่นแฟ้นขึ้นทุกขณะ เขากล่าวว่า “ข้าเคยมองข้ามเจ้า แต่ตอนนี้ ข้าเห็นแล้วว่าเจ้าเป็นหญิงที่ข้าควรจะรักตั้งแต่แรก”

เฮเลนามองเขาด้วยความลังเล แต่เมื่อเห็นความจริงใจในดวงตา เธอก็ยิ้มออกมา “ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่เปลี่ยนใจอีกนะ”

โอเบรอนเห็นว่าความรักของหนุ่มสาวกลับคืนสู่ความสมดุลแล้ว เขาจึงหันไปจัดการเรื่องสุดท้าย ซึ่งก็คือเรื่องของไททาเนียราชินีแห่งภูติ

โอเบรอนเดินไปหาเธอขณะที่เธอยังหลงรักบอทท่อมผู้มีหัวเป็นลา และกล่าวเบาๆ “ถึงเวลาที่เจ้าจะตื่นจากความฝันแล้ว”

โอเบรอนหยดน้ำแก้เวทมนตร์ลงบนเปลือกตาของไททาเนีย และเมื่อเธอตื่นขึ้นมา เธอก็เห็นบอทท่อมหลับอยู่ข้างๆ ด้วยหัวลา เธอร้องออกมาด้วยความตกใจ “ข้า…ข้าหลงรักสิ่งนี้จริงหรือ?”

โอเบรอนยิ้มและกล่าวว่า “ใช่ และข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจว่า ความรักไม่อาจถูกบังคับ และความดื้อรั้นอาจทำให้เราหลงทาง”

ไททาเนียหัวเราะเบาๆ “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าขอโทษที่เคยดื้อดึง”

โอเบรอนถอนเวทมนตร์ทั้งหมด และบอททอมก็กลับคืนสู่ร่างเดิมโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาคิดว่าเขาแค่ฝันไป และเดินกลับไปหากลุ่มเพื่อนเพื่อเตรียมแสดงละคร

เมื่อทุกอย่างกลับสู่ความสงบ โอเบรอนและไททาเนียก็คืนดีกัน พวกเขาจับมือกันและบินขึ้นสู่ยอดไม้สูง ราวกับธรรมชาติได้คืนความสมดุลอีกครั้ง

ในป่าเวทมนตร์ที่เคยเต็มไปด้วยความสับสน ตอนนี้มีเพียงเสียงหัวเราะ เสียงเพลง และความรักที่แท้จริง

……..

เมื่อรุ่งเช้าเริ่มส่องแสงผ่านยอดไม้ในป่าเวทมนตร์ หนุ่มสาวทั้งสี่ ได้แก่ เฮอร์เมีย, ไลแซนเดอร์, เฮเลนา และเดเมเทรียส ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสงบ พวกเขาไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์เมื่อคืนเป็นความฝันหรือความจริง แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ความรักของพวกเขาได้กลับคืนสู่หัวใจที่ถูกต้อง

เธเซอุส (Theseus) เจ้าผู้ครองนครเอเธนส์ และฮิปโปลิตา (Hippolyta) ว่าที่พระชายา เสด็จมายังป่าเพื่อออกล่าสัตว์ตามธรรมเนียมก่อนพิธีแต่งงาน และพบหนุ่มสาวทั้งสี่นอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เมื่อพระองค์ทราบเรื่องราวทั้งหมด เธเซอุสตัดสินใจให้อภัยและอนุญาตให้ทั้งสองคู่รักได้แต่งงานพร้อมกันในพิธีเดียวกับพระองค์

ทุกคนกลับสู่เมืองเอเธนส์ด้วยหัวใจที่เบิกบาน พิธีแต่งงานจัดขึ้นอย่างงดงามในพระราชวัง มีเสียงดนตรี การตกแต่งด้วยดอกไม้ และผู้คนมากมายมาร่วมแสดงความยินดี

กลุ่มชาวบ้านที่ซ้อมละครในป่า รวมถึงบอทท่อมผู้กลับคืนสู่ร่างเดิมแล้ว ได้ขึ้นแสดงละครตลกเรื่อง “พีระมัสและธิสบี” (Pyramus and Thisbe) ซึ่งเต็มไปด้วยความผิดพลาดน่าขันและความตั้งใจจริงที่น่ารัก เธเซอุสและผู้ชมต่างหัวเราะอย่างมีความสุข และชื่นชมความพยายามของพวกเขา

เมื่อค่ำคืนมาถึง และทุกคนกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม โอเบรอนและไททาเนียบินผ่านเมืองอย่างเงียบงัน พวกเขาโปรยน้ำวิเศษแห่งความสงบลงบนบ้านเรือน เพื่อให้ทุกคนหลับฝันดี

พัคภูติจอมซนปรากฏตัวขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย เขากล่าวเบาๆ กับผู้อ่านว่า “หากเรื่องราวนี้ทำให้ท่านยิ้มได้ ก็จงคิดว่าเป็นเพียงความฝัน หากมีสิ่งใดผิดพลาด ก็ขอให้ท่านให้อภัยแก่ภูติผู้นี้ด้วยเถิด”

และแล้ว…เรื่องราวแห่งความรัก ความเข้าใจผิด และเวทมนตร์ก็จบลงด้วยเสียงหัวเราะและความสุขที่แท้จริง

Posted in นิทานคลาสสิก, นิทานความรัก, นิทานเชคสเปียร์, วรรณกรรมคลาสสิก

โรมิโอกับจูเลียต | นิทานก่อนนอนความรักจากเชคสเปียร์

Romeo and Juliet คือบทละครโศกนาฏกรรมที่เขียนโดย วิลเลียม เชคสเปียร์ (William Shakespeare) กวีและนักเขียนบทละครชาวอังกฤษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์วรรณกรรมโลก ผลงานชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 และกลายเป็นหนึ่งในบทละครที่โด่งดังที่สุดของเชคสเปียร์ ถ่ายทอดเรื่องราวความรักอันเร่าร้อนระหว่างหนุ่มสาวจากสองตระกูลที่เป็นศัตรูกันในเมืองเวโรนา ประเทศอิตาลี

นักวิชาการด้านวรรณกรรมทั่วโลกยกย่อง Romeo and Juliet ว่าเป็นบทละครที่สะท้อนความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์อย่างลึกซึ้ง ทั้งความรัก ความเกลียดชัง ความเข้าใจผิด และความสูญเสีย โดยไม่พยายามสอนหรือชี้นำ แต่ปล่อยให้ผู้อ่านสัมผัสความจริงของชีวิตผ่านชะตากรรมของตัวละคร เชคสเปียร์ใช้บทสนทนาและฉากที่ทรงพลังในการสร้างอารมณ์โศกนาฏกรรมที่ยังคงสะเทือนใจผู้ชมทุกยุคทุกสมัย

เราได้นำวรรณกรรมเรื่องนี้มาเรียบเรียงใหม่ในรูปแบบนิทาน โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้อ่านทุกวัย โดยเฉพาะเยาวชน วรรณกรรมต้นฉบับเล่าในรูปแบบบทละคร (play) ที่แบ่งเป็นฉากและใช้บทสนทนาเป็นหลัก เราจึงปรับเป็นการเล่าเรื่องแบบนิทานที่มีบรรยายฉาก เหตุการณ์ และอารมณ์ของตัวละครอย่างกลมกลืน โดยยังคงรักษาเนื้อหาและอารมณ์ตามต้นฉบับอย่างเคร่งครัด การได้รู้เรื่องราวของวรรณกรรมระดับโลกเช่นนี้จะช่วยเปิดโลกทัศน์ เสริมความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ และปลูกฝังความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ หากใครสนใจอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถหาอ่านได้จาก Shakespeare’s Romeo and Juliet – Project Gutenberg หรือแหล่งวรรณกรรมคลาสสิกอื่นๆ ที่เผยแพร่แบบสาธารณะ.

ณ เมืองเวโรนา (Verona) อันงดงามในอิตาลี มีสองตระกูลใหญ่ที่เกลียดชังกันอย่างรุนแรง—มอนตากิว (Montague) และ คาปูเล็ต (Capulet) ความบาดหมางระหว่างพวกเขากินเวลายาวนานจนแม้แต่คนรับใช้ก็พร้อมจะทะเลาะกันกลางถนน

ในเช้าวันหนึ่ง เกิดการวิวาทขึ้นอีกครั้ง ผู้คนต่างแตกตื่น เจ้าชายแห่งเวโรนาต้องออกมาห้ามปราม และประกาศว่า หากมีการต่อสู้กันอีก เขาจะลงโทษอย่างหนัก

ในบ้านมอนตากิว โรมิโอ (Romeo) บุตรชายคนเดียวของตระกูล กำลังเศร้าใจ เขาไม่ได้สนใจความขัดแย้งของครอบครัว แต่กลับหม่นหมองเพราะความรักที่ไม่สมหวัง เขาหลงรักหญิงสาวชื่อ โรซาลีน (Rosaline) ซึ่งไม่สนใจเขาเลย

เพื่อนของโรมิโอ ชื่อเบนโวลิโอ (Benvolio) และ เมอร์คูชิโอ (Mercutio) พยายามปลอบใจ และชวนเขาไปงานเลี้ยงของตระกูลคาปูเล็ต ซึ่งจัดขึ้นในคืนนั้น แม้จะเป็นงานของศัตรู แต่พวกเขาแอบปลอมตัวเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

นบ้านคาปูเล็ต จูเลียต (Juliet) บุตรีวัยเยาว์ของเจ้าบ้าน กำลังเตรียมตัวเข้าร่วมงานเลี้ยงเช่นกัน เธอไม่เคยรู้จักความรักมาก่อน และครอบครัวกำลังวางแผนให้เธอแต่งงานกับชายหนุ่มชื่อ ปารีส (Paris) ซึ่งเป็นญาติของเจ้าชาย

เมื่อค่ำคืนมาถึง งานเลี้ยงเริ่มขึ้นอย่างงดงาม มีเสียงดนตรี แสงเทียน และผู้คนมากมาย โรมิโอซึ่งปลอมตัวเข้ามาในงาน เดินผ่านผู้คนอย่างเงียบๆ และทันใดนั้น เขาก็เห็นจูเลียต

โรมิโอตกตะลึง ราวกับโลกทั้งใบเงียบลง “เธอคือแสงสว่างในราตรีอันมืดมน” เขาพึมพำ

จูเลียตก็เห็นโรมิโอเช่นกัน และรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรงกว่าที่เคย “ข้าไม่เคยเห็นชายใดที่งามเช่นนี้มาก่อนเลย”

ทั้งสองเดินเข้าหากันอย่างช้าๆ และเริ่มพูดคุยกันด้วยถ้อยคำอ่อนโยน ราวกับวิญญาณของพวกเขาเข้าใจกันตั้งแต่แรกพบ

แต่เมื่อจูเลียตกลับไปถามพี่เลี้ยงว่าเขาเป็นใคร คำตอบนั้นทำให้เธอสะเทือนใจ “เขาคือโรมิโอ บุตรของมอนตากิว”

จูเลียตตกใจ “ข้ารักศัตรูของครอบครัวข้าแล้วหรือ?”

โรมิโอก็รู้ความจริงเช่นกัน และกล่าวเบาๆ “ข้าพบรักแท้ในบ้านของศัตรู ข้าจะทำเช่นไรดี?”

……….

หลังจากค่ำคืนแห่งการพบกัน โรมิโอ (Romeo) ไม่อาจหยุดคิดถึงจูเลียต (Juliet) ได้เลย เขาเดินกลับไปยังบ้านคาปูเล็ตในยามค่ำ เพื่อแอบมองนางจากสวนใต้ระเบียง และแล้ว…เขาได้ยินเสียงของจูเลียตพูดกับดวงดาว

“โอ โรมิโอ โรมิโอ เหตุใดเจ้าจึงเป็นโรมิโอ? จงปฏิเสธนามของเจ้าเสีย หรือหากเจ้าไม่ยอม ข้าจะละทิ้งนามของข้าแทน…”

โรมิโอซ่อนตัวอยู่ในเงาไม้ เขาไม่อาจทนฟังคำพูดนั้นโดยไม่ตอบ “ข้าจะละทิ้งนามของข้า หากนั่นคือสิ่งที่เจ้าต้องการ ข้าคือผู้ที่รักเจ้า ไม่ใช่ศัตรูของครอบครัวเจ้า”

จูเลียตตกใจที่เขาอยู่ใกล้เพียงนั้น แต่หัวใจของนางก็เต็มไปด้วยความสุข ทั้งสองพูดคุยกันด้วยถ้อยคำอ่อนโยนและจริงใจ ราวกับโลกทั้งใบมีเพียงพวกเขา

เมื่อรุ่งเช้าใกล้เข้ามา โรมิโอรีบไปหา ลอเรนซ์ (Friar Laurence) นักบวชผู้มีเมตตา และขอให้เขาช่วยจัดพิธีแต่งงานอย่างลับ ๆ ลอเรนซ์ลังเล แต่เมื่อเห็นความรักที่แท้จริงของทั้งสอง เขาก็ยอมช่วย โดยหวังว่าการแต่งงานนี้จะช่วยสมานรอยร้าวระหว่างสองตระกูล

ในวันเดียวกันนั้น จูเลียตส่งพี่เลี้ยงไปพบโรมิโอ เพื่อรับคำตอบเรื่องพิธีแต่งงาน โรมิโอบอกสถานที่และเวลาอย่างแน่นอน และเมื่อถึงเวลา ทั้งสองก็แต่งงานกันอย่างเงียบงันในโบสถ์เล็กๆ โดยมีลอเรนซ์เป็นพยาน

หลังพิธี โรมิโอและจูเลียตต่างกลับบ้านของตน โดยไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองได้กลายเป็นสามีภรรยากันแล้ว

แต่ในเมืองเวโรนา ความขัดแย้งยังคงคุกรุ่น เมอร์คูชิโอ (Mercutio) เพื่อนของโรมิโอ และเดเมโท (Tybalt) ญาติของจูเลียต ต่างมีความแค้นต่อกัน และกำลังจะเผชิญหน้ากันในถนนกลางเมือง

……..

ณ ถนนในเมืองเวโรนา แสงแดดส่องแรงในยามบ่าย เมอร์คูชิโอ (Mercutio) เพื่อนของโรมิโอ (Romeo) เดินไปพร้อมกับเบนโวลิโอ (Benvolio) เขาอารมณ์ขุ่นมัว และกล่าวว่า “อากาศร้อนเช่นนี้ทำให้เลือดเดือดง่าย ข้าไม่อยากเจอใครจากคาปูเล็ตเลย”

แต่แล้ว เดเมโท (Tybalt) ญาติของจูเลียต (Juliet) ก็ปรากฏตัวขึ้น เขาโกรธที่โรมิโอแอบเข้าร่วมงานเลี้ยงของตระกูลคาปูเล็ต และต้องการท้าทายเขาให้สู้

โรมิโอซึ่งเพิ่งแต่งงานกับจูเลียตอย่างลับ ๆ ไม่ต้องการให้เกิดการต่อสู้ เขากล่าวอย่างสงบ “ข้าไม่มีเหตุผลจะสู้กับเจ้า เดเมโท ข้าเคารพเจ้าอย่างที่ญาติควรเคารพกัน”

คำพูดนั้นยิ่งทำให้เดเมโทโกรธ เขาคิดว่าโรมิโอเยาะเย้ยเขา เมอร์คูชิโอจึงเข้ามาขวาง และท้าสู้แทน

การต่อสู้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดาบฟาดกันกลางถนน โรมิโอพยายามห้าม แต่กลับกลายเป็นว่าเขาเข้าไปขวางในจังหวะที่เดเมโทแทงเมอร์คูชิโอเข้าที่ท้อง

เมอร์คูชิโอล้มลง เขาหัวเราะอย่างขมขื่น “ข้าโดนแทงแล้ว…ไม่ใช่แผลลึก แต่ลึกพอจะทำให้ข้าตาย”

โรมิโอตกใจและโกรธอย่างสุดขั้ว เขาไม่อาจอดกลั้นได้อีก เขาหยิบดาบขึ้นและไล่ตามเดเมโท ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือด และในที่สุด โรมิโอก็แทงเดเมโทจนสิ้นใจ

เสียงร้องดังไปทั่วเมือง ผู้คนแตกตื่น เจ้าชายแห่งเวโรนามาถึง และเมื่อรู้ว่าโรมิโอฆ่าเดเมโท เขาจึงสั่งเนรเทศโรมิโอออกจากเมืองทันที

โรมิโอกลับไปหาลอเรนซ์ด้วยหัวใจที่แตกสลาย “ข้าฆ่าญาติของภรรยา ข้าถูกเนรเทศ ข้าจะไม่ได้เห็นจูเลียตอีกแล้ว”

ลอเรนซ์พยายามปลอบ “เจ้าจะได้พบจูเลียตอีกครั้งก่อนจากไป และข้าจะหาทางให้เจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย”

ในบ้านคาปูเล็ต จูเลียตรู้ข่าวการตายของเดเมโท และรู้ว่าโรมิโอเป็นผู้ลงมือ นางร้องไห้ด้วยความสับสน “ข้าควรโกรธเขา…แต่ข้ารักเขา ข้าจะทำเช่นไรดี?”

ในคืนนั้น โรมิโอแอบกลับมาพบจูเลียตเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกจากเมือง ทั้งสองโอบกอดกันด้วยน้ำตา และสัญญาว่าจะหาทางกลับมาหากันอีกครั้ง

…….

เมื่อโรมิโอ (Romeo) ถูกเนรเทศออกจากเวโรนา เขาหลบไปยังเมืองมานทัว (Mantua) ด้วยหัวใจที่แตกสลาย จูเลียต (Juliet) เองก็ถูกบีบให้แต่งงานกับปารีส (Paris) โดยไม่รู้ว่าโรมิโอยังมีชีวิตอยู่ นางพยายามปฏิเสธ แต่ครอบครัวไม่ฟังเสียงใด

จูเลียตจึงไปหาลอเรนซ์ (Friar Laurence) ด้วยความสิ้นหวัง “ข้าไม่อาจแต่งงานกับชายอื่นได้ ข้าเป็นภรรยาของโรมิโอแล้ว”

ลอเรนซ์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเสนอแผนลับ “ข้าจะให้เจ้าดื่มยานี้ มันจะทำให้เจ้าดูเหมือนสิ้นใจไปชั่วคราว เมื่อครอบครัวพบเจ้า พวกเขาจะคิดว่าเจ้าตายแล้ว และจะนำร่างเจ้าไปฝังในสุสานของตระกูล ข้าจะส่งข่าวไปหาโรมิโอให้มารับเจ้าเมื่อเจ้าตื่นขึ้น”

จูเลียตยอมรับแผนด้วยความกล้าหาญ นางกลับบ้านและแสร้งทำเป็นยอมแต่งงานกับปารีส แต่ในคืนก่อนพิธี นางดื่มยาตามที่ลอเรนซ์ให้ไว้ และล้มลงอย่างเงียบงัน

รุ่งเช้า ครอบครัวคาปูเล็ตพบจูเลียตนอนนิ่งไร้ลมหายใจ พวกเขาร้องไห้ด้วยความเศร้า และจัดพิธีฝังศพอย่างเร่งรีบ

แต่ในเมืองมานทัว ข่าวที่ไปถึงโรมิโอไม่ใช่ข่าวจากลอเรนซ์ หากเป็นข่าวลือจากผู้เดินทางผ่าน เขาได้ยินว่า “จูเลียตสิ้นใจแล้ว”

โรมิโอช็อก เขาไม่รู้ถึงแผนลับของลอเรนซ์ และคิดว่าความรักของเขาได้จบลงแล้ว เขาจึงรีบกลับไปยังเวโรนา พร้อมกับยาพิษที่เขาซื้อมาด้วยความตั้งใจแน่วแน่

“หากนางไม่อยู่ ข้าก็ไม่ควรอยู่เช่นกัน” เขาพึมพำขณะเดินเข้าสู่สุสานของตระกูลคาปูเล็ต

ในสุสาน เขาพบจูเลียตนอนอยู่ในความเงียบงัน และกล่าวคำอำลาด้วยน้ำตา “ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ แม้ในความตาย”

แล้วเขาก็ดื่มยาพิษ และล้มลงข้างร่างของนาง

ไม่นานหลังจากนั้น จูเลียตฟื้นขึ้นมา และพบโรมิโอนอนนิ่งอยู่ข้างๆ นางรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น และหัวใจของนางก็แตกสลาย

“โอ โรมิโอ…เจ้าจากข้าไปแล้วจริงหรือ?” นางกล่าวเบาๆ แล้วหยิบกริชของเขาขึ้นมา และจบชีวิตของตนเองเคียงข้างเขา

……….

เมื่อเจ้าชายแห่งเวโรนา (Prince of Verona) มาถึงสุสาน เขาพบร่างของโรมิโอ (Romeo) และจูเลียต (Juliet) นอนเคียงกันอย่างสงบ ข้างๆ มีปารีส (Paris) ผู้ถูกโรมิโอสังหารขณะพยายามปกป้องสุสานของหญิงที่เขารัก

ลอเรนซ์ (Friar Laurence) ซึ่งมาถึงช้าไปเพียงครู่เดียว ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าชายและครอบครัวทั้งสองฟัง ตั้งแต่เรื่องความรักที่เป็นความลับ การแต่งงาน การเนรเทศ และแผนการหลบหนีที่ผิดพลาด

ทุกคนเงียบ ไม่มีเสียงโต้เถียง ไม่มีคำกล่าวโทษ มีเพียงความเศร้าและความเสียใจที่แผ่ไปทั่วสุสาน

ลอร์ดมอนตากิว (Lord Montague) และลอร์ดคาปูเล็ต (Lord Capulet) มองดูร่างของลูกทั้งสอง และรู้ทันทีว่า ความเกลียดชังที่พวกเขาสร้างขึ้นคือสาเหตุของโศกนาฏกรรมนี้

“ข้าจะสร้างรูปปั้นทองคำให้จูเลียต เพื่อให้ผู้คนจดจำความงามและความรักของนาง” ลอร์ดมอนตากิวกล่าว

“และข้าจะทำเช่นเดียวกันกับโรมิโอ” ลอร์ดคาปูเล็ตตอบ

เจ้าชายกล่าวอย่างหนักแน่น “ความรักของหนุ่มสาวสองคนนี้ได้ดับความแค้นของครอบครัวทั้งสองลงแล้ว แต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นสูงเกินไป”

เมื่อพิธีฝังศพจัดขึ้นอย่างเงียบงัน ผู้คนในเวโรนาต่างมาร่วมไว้อาลัย ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีเสียงดนตรี มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านสุสาน และแสงแดดอ่อน ๆ ที่ส่องลงบนหลุมศพของโรมิโอกับจูเลียต

เรื่องราวของพวกเขาไม่ได้จบด้วยความสุข แต่จบด้วยความจริง ความรักที่กล้าหาญ ความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืน และความสงบที่เกิดขึ้นจากการยอมรับ