Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานเด็ก

ตำนานรัก 1+1

นิทานเรื่อง “ตำนานรักหนึ่งบวกหนึ่ง” เป็นนิทานที่ผมแต่งในช่วงปีท้าย ๆ ของการเขียนนิทานในนิตยสารขวัญเรือน ซึ่งนั่นหมายความว่า ผมเคยแต่งนิทานความรักมาหลายเรื่องแล้ว และการคิดนิทานความรักเรื่องใหม่ ๆ กลายเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ

นิทานความรักเรื่องนี้ อาจไม่ใช่นิทานที่มีเนื้อเรื่องซับซ้อนจนคาดเดาเรื่องได้ยาก แต่โดยรวม ผมเชื่อว่านิทานเรื่องนี้เป็นนิทานเด็กที่ผู้ใหญ่อ่านได้ และคนที่ชอบอ่านนิทานให้แฟนฟังน่าจะมีรอยยิ้มเมื่อได้อ่านนิทานจนจบ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นคนที่รักปลาหางนกยูงมาตั้งแต่ยังเด็ก การเลี้ยงปลาหางนกยูงทำให้เขามีจิตใจอ่อนโยนและมีความสุขมาก ครั้นเมื่อเขาโตเป็นหนุ่ม เขาจึงตัดสินใจเปิดร้านขายปลาหางนกยูงและคอยดูแลปลาหางนกยูงด้วยความเอาใจใส่

วันหนึ่ง มีทหารป่าวประกาศว่าพระราชาปรารถนาจะหาของขวัญวันเกิดที่แสนพิเศษให้แก่เจ้าหญิงผู้เป็นลูกสาวสุดที่รัก พระองค์จึงอยากให้ชาวเมืองนำของขวัญไปให้เจ้าหญิงเลือก ซึ่งถ้าเจ้าหญิงชอบของขวัญของใคร  พระราชาก็จะมอบรางวัลให้ตามแต่ผู้นั้นจะร้องขอ

เมื่อชายหนุ่มทราบข่าว  ชายหนุ่มผู้แอบหลงรักเจ้าหญิงมานาน จึงเลือกปลาหางนกยูงคู่หนึ่งซึ่งเขารักมากที่สุดเป็นของขวัญแทนใจ โดยเขาอธิษฐานว่าหากเขาและเจ้าหญิงมีดวงชะตาเป็นเนื้อคู่กัน ขอให้เจ้าหญิงเลือกปลาของเขาเป็นของขวัญ และเมื่อพระราชาให้ขอรางวัล ชายหนุ่มก็ตั้งใจจะขอแต่งงานกับเจ้าหญิงที่เขาแอบหลงรัก    

ในวันคล้ายวันเกิดของเจ้าหญิง เหล่าทหารนำของขวัญต่าง ๆ จัดเรียงไว้บนโต๊ะที่ตั้งเป็นแถวยาวเพื่อให้เจ้าหญิงเลือก โดยเจ้าของของขวัญจะยืนอยู่ที่ด้านหลังของโต๊ะเพื่อรับเสด็จและคอยตอบคำถามหากเจ้าหญิงมีข้อสงสัย 

เมื่อถึงเวลา เจ้าหญิงกับพระราชาทรงเดินดูของขวัญทีละชิ้น ๆ  เจ้าหญิงทรงเดินไปเรื่อย ๆ จนมาถึงโต๊ะตัวสุดท้ายซึ่งมีโหลปลาหางนกยูงตั้งอยู่ 

ครั้นเมื่อเจ้าหญิงก้มดูปลาหางนกยูงในโหล พระองค์ก็สังเกตเห็นว่าโหลใบนั้นมีการจัดแต่งอย่างเอาใจใส่เป็นที่สุด ส่วนปลาหางนกยูงสองตัวในโหล (ซึ่งรู้ว่าชายหนุ่มแอบชอบเจ้าหญิงอยู่) ก็พยายามว่ายน้ำคล้ายการเริงระบำเพื่อให้เจ้าหญิงประทับใจในท่วงท่าลีลาและหางแสนสวยของพวกมันให้ได้มากที่สุด 

เจ้าหญิงมองปลาหางนกยูงตาไม่กะพริบ  พระองค์ทรงเอ่ยปากถามชายหนุ่มทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ละสายตาจากโหลแก้วว่า “ปลาตัวเมียคือตัวที่มีหางสวย ๆ คล้ายกระโปรงใช่ไหมจ๊ะ” 

ชายหนุ่มยิ้มแล้วตอบเจ้าหญิงอย่างสุภาพว่า “ปลาหางนกยูงตัวผู้จะมีหางสวยกว่าปลาหางนกยูงตัวเมียขอรับ”

น้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนของชายหนุ่มทำให้เจ้าหญิงเงยหน้ามองเจ้าของของขวัญชิ้นพิเศษ และเมื่อเจ้าหญิงได้สบตากับชายหนุ่ม พระองค์ก็ทรงรู้สึกหวั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ครั้นเมื่อถึงเวลาที่เจ้าหญิงต้องตัดสินใจเลือกของขวัญ เจ้าหญิงก็ทรงเลือกปลาหางนกยูงที่ชายหนุ่มนำมาถวาย ชายหนุ่มดีใจมาก และเมื่อพระราชาถามว่าชายหนุ่มต้องการสิ่งใดตอบแทน ชายหนุ่มจึงไม่รีรอที่จะขอรางวัลเป็นเจ้าหญิงที่เขาแอบหลงรัก

พระราชาทรงโมโหที่ชายหนุ่มบังอาจขอเจ้าหญิงแทนที่จะขอแก้วแหวนเงินทองต่าง ๆ แต่เมื่อพระราชาทรงลั่นวาจาไว้แล้ว พระองค์จึงผิดคำพูดไม่ได้  พระราชาใช้เวลาคิดนิดหนึ่ง จากนั้น พระองค์จึงเอ่ยกับชายหนุ่มด้วยเสียงอันดังว่า “ข้ายินดีจะมอบลูกสาวให้แก่เจ้า แต่มีเงื่อนไขอยู่เพียงข้อเดียวคือ ข้าจะยกลูกสาวให้เจ้าในวันที่ 1+1 ไม่เท่ากับ 2 เท่านั้น  ฮ่า ๆ ๆ”

แม้คำพูดของพระราชาจะทำให้พระองค์ยกเจ้าหญิงให้แต่งงานกับใคร ๆ ไม่ได้อีก (เพราะถือว่าได้มอบให้แก่ชายหนุ่มไปแล้วตามคำสัญญา) แต่พระองค์ก็ไม่มีวันต้องเสียเจ้าหญิงให้แก่ชายหนุ่มหรือใครที่ไหน เพราะถึงอย่างไร 1+1 ก็ต้องเท่ากับ 2 ไม่มีทางได้ผลลัพธ์เป็นอื่นไปได้

ชายหนุ่มเสียใจมากที่พระราชายื่นเงื่อนไขเช่นนั้น  ส่วนเจ้าหญิงซึ่งเพิ่งรู้ตัวว่าพระองค์หลงรักชายหนุ่มก็รู้สึกเสียใจเช่นกัน 

แต่ราวกับโชคชะตาได้กำหนดเอาไว้ เพราะเมื่อทหารนำโหลปลาหางนกยูงมามอบให้แก่เจ้าหญิง  เจ้าหญิงก็ทรงยิ้ม แล้วเอ่ยถามทหารที่นำโหลปลามาให้ว่า “ทหาร…ท่านช่วยดูในบัญชีของขวัญสักหน่อยว่าชายหนุ่มผู้นี้นำปลามามอบให้เรากี่ตัวกันนะ” 

“สองตัวน่ะสิลูก” พระราชาชิงตอบ “เมื่อครู่นี้เราก็เห็นปลาในโหลมีอยู่แค่สองตัวยังไงล่ะ”

เจ้าหญิงทรงยิ้มหวานให้พระราชา  แล้วค่อย ๆ ยกโหลไปให้พระบิดาพร้อมกับพูดว่า “เห็นทีลูกจะต้องไปอยู่กับชายหนุ่มผู้นี้เสียแล้ว  เพราะในโหลปลาที่เคยมีปลาเพียง 2 ตัว  บัดนี้ ปลา 1 ตัวบวกกับปลาอีก 1 ตัว มันได้ลูกปลาออกมาอีกถึง 8 ตัวเชียวเพคะ”

พระราชา, เหล่าทหาร, ชาวเมือง รวมทั้งชายหนุ่มต่างประหลาดใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  แม้ตามปกติ 1+ 1 จะต้องเท่ากับ 2  แต่ในบางกรณี มันก็อาจเกิดเหตุการณ์อันแสนวิเศษที่เกินกว่าใคร ๆ จะคาดคิด

พระราชาทรงยอมรับต่อโชคชะตา บางทีมันอาจเป็นพรหมลิขิตที่ต้องการให้ชายหนุ่มได้แต่งงานกับเจ้าหญิงก็เป็นได้ 

ในที่สุด พระราชาจึงตัดสินใจยกเจ้าหญิงให้แต่งงานกับชายหนุ่ม แล้วทั้งคู่ก็ได้ครองรักกัน โดยชายหนุ่มกับเจ้าหญิงเริ่มต้นเพาะเลี้ยงปลาหางนกยูงร่วมกันนับจากนั้น  ซึ่งในเวลาต่อมา…ปลาหางนกยูงของทั้งสองก็กลายเป็นปลาหางนกยูงที่สวยที่สุดในโลกและสร้างรายได้ให้แก่เมืองของพวกเขาอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน

Posted in นิทานคลาสสิก, นิทานต่างประเทศ, The Gingerbread boy

เจ้าหนูขนมปังขิง (The Gingerbread Boy)

เด็ก ๆ รู้ไหมว่า นิทานเรื่อง “เจ้าหนูขนมปังขิง” (The Gingerbread Boy) เป็นนิทานเก่าแก่ที่เด็ก ๆ ในหลายประเทศรู้จักกันมานานมากแล้ว นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับขนมที่กระโดดออกมาจากเตาอบ แล้ววิ่งหนีคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย ๆ

นิทานเรื่อง เจ้าหนูขนมปังขิง มีหลักฐานการตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ ค.ศ. 1875 หรือเมื่อประมาณ 150 ปีก่อน และตอนจบของนิทานฉบับที่พิมพ์ครั้งแรก กับนิทานในฉบับที่พิมพ์ต่อ ๆ มา อาจมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับผู้เรียบเรียงในแต่ละยุคแต่ละสมัย

สำหรับนิทานเรื่องนี้ เว็บไซต์นิทานนำบุญตั้งใจนำ นิทานฉบับที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1875 มาเรียบเรียงให้เด็ก ๆ ได้อ่าน โดยคงเนื้อหาและตอนจบของเรื่องไว้ตามสำนวนดั้งเดิม ไม่เปลี่ยนเรื่องให้เป็นตอนจบแบบใหม่ ซึ่งเนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง และตอนจบอาจแตกต่างไปจากนิทานที่พวกเราคุ้นเคย (เพราะเป็นนิทานเมื่อ 150 ปีก่อน) แต่รับรองว่าสนุก และมีข้อคิดที่ดีมาก ๆ เลยครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงชราและชายชราคู่หนึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านหลังเล็ก ๆ แค่สองคนอย่างเหงา ๆ

วันหนึ่ง ในขณะที่หญิงชรากำลังทำขนมปังขิงอยู่ในครัว จู่ ๆ เธอเกิดความคิดสนุก ๆ จึงลองปั้นแป้งสาลีผสมกับน้ำให้เป็นรูปเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ แล้วนำลูกเกดมาตกแต่งเป็นตาและปาก นำน้ำตาลกรวดมาเรียงเป็นกระดุมเสื้อ และใช้เปลือกมะนาวเชื่อมมาทำเป็นเสื้อโค้ตให้ หลังจากนั้น หญิงชราก็วางแป้งปั้นรูปเด็กผู้ชายวางลงในถาด แล้วนำถาดเข้าไปอบในเตาอบ

หลังจากนั้นไม่นาน หญิงชราได้ยินเสียงเคาะเบา ๆ ดังมาจากด้านในของเตาอบ หญิงชราแปลกใจจึงเดินไปเงี่ยหูฟัง แต่ทันใดนั้นเอง หญิงชราก็ได้ยินเสียงเล็ก ๆ ดังแว่วออกมาว่า “เปิดประตูให้ฉันหน่อย เปิดประตูให้ฉันที”

หญิงชราตกใจแกมดีใจ เธอจึงรีบเปิดประตูเตาอบให้ แต่ทันทีที่ประตูเตาอบแง้มออก เจ้าหนูขนมปังขิงตัวน้อยก็กระโจนตัวออกจากเตาอบ แล้ววิ่งผ่านหน้าหญิงชรา ทะลุห้องครัว แล้วพุ่งออกไปทางประตูด้านหลังบ้านที่เปิดทิ้งไว้ จากนั้น มันก็วิ่งตรงไปยังถนนใหญ่อย่างไม่รอช้า

ในขณะนั้นเอง ชายชราได้ยินเสียงหญิงชราร้องเรียกให้เจ้าหนูขนมปังขิงหยุดวิ่ง เมื่อชายชราหันไปดูและเห็นเจ้าหนูขนมปังขิงกำลังวิ่งหนีหญิงชรา ชายชราจึงรีบวิ่งไล่ตามไป แต่เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งเร็วมาก มันวิ่งไปพร้อม ๆ กับหันมาตะโกนบอกชายชราว่า “ฉันหนีหญิงชรามาได้ และฉันก็หนีคุณได้เหมือนกัน”

หญิงชราและชายชราพากันวิ่งตามเจ้าหนูขนมปังขิงไปจนสุดกำลัง แต่ก็ไม่สามารถไล่ตามได้ทัน

เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งต่อไปจนเจอกับ คนงานนวดข้าว (Threshers) กลุ่มหนึ่งที่กำลังทำงานอยู่ในโรงนา เมื่อคนงานเห็นเจ้าหนูขนมปังขิงที่ดูน่าอร่อยวิ่งผ่านไป พวกเขาจึงพากันวางไม้ตีข้าวลงแล้ววิ่งไล่ตาม

เจ้าหนูขนมปังขิงเหลียวหลังกลับมาหัวเราะ แล้วตะโกนว่า “ฉันหนีหญิงชรามาได้ ฉันหนีชายชรามาได้ และฉันก็หนีพวกคุณได้เหมือนกัน”

คนงานนวดข้าวพยายามวิ่งไล่ตามสุดชีวิต แต่เท้าของพวกเขาก็สู้ความเร็วของเจ้าหนูขนมปังขิงไม่ได้เลย

เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ จนผ่านทุ่งหญ้าที่มี คนตัดหญ้า (Mowers) กำลังใช้เคียวเกี่ยวหญ้าอยู่ เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นเจ้าหนูขนมปังขิง พวกเขาก็โยนเคียวทิ้งและเข้าร่วมการวิ่งไล่จับนี้ด้วย

เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งพลางร้องตะโกนท้าทายว่า “ฉันหนีหญิงชรา ชายชรา และคนงานนวดข้าวมาได้ ฉันก็หนีพวกคุณได้เหมือนกัน”

คนตัดหญ้าพยายามวิ่งไล่ตามสุดกำลัง แต่พวกเขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความเร็วของเจ้าหนูขนมปังขิงเช่นกัน

เจ้าหนูขนมปังขิงเริ่มรู้สึกภาคภูมิใจและลำพองใจในความเร็วของตนเอง มันรู้สึกว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะวิ่งไล่จับมันได้อีกแล้ว จนกระทั่ง เจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งมาเจอกับสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งที่นอนหมอบอยู่ริมทาง

จริง ๆ แล้ว สุนัขจิ้งจอกเห็นเจ้าหนูขนมปังขิงวิ่งมาแต่ไกล แต่เพราะความฉลาด มันจึงไม่ได้รีบร้อนวิ่งไล่ตามเหมือนคนอื่น ๆ มันเลือกที่จะมองเจ้าหนูขนมปังขิงด้วยสีหน้าซื่อ ๆ แล้วร้องถามเจ้าหนูขนมปังขิงว่า “เกิดอะไรขึ้น” ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

เจ้าหนูขนมปังขิงที่กำลังลำพองใจจึงหันไปตะโกนบอกสุนัขจิ้งจอกทันทีว่า “ฉันหนีหญิงชรา ชายชรา คนงานนวดข้าว และคนตัดหญ้ามาได้ ฉันก็หนีเธอได้เหมือนกัน”

สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ทำเป็นหูตึง มันเอียงหูแล้วพูดว่า “อะไรนะจ๊ะ? ฉันไม่ได้ยินเลย ช่วยขยับเข้ามาพูดใกล้ ๆ หูของฉันหน่อยสิ”

เจ้าหนูขนมปังขิงหลงกล มันอยากจะอวดความเก่งกาจของตัวเองให้สุนัขจิ้งจอกได้ยินชัด ๆ มันจึงวิ่งเข้าไปใกล้ ๆ หน้าของสุนัขจิ้งจอก

ทันใดนั้นเอง สุนัขจิ้งจอกก็อ้าปากกว้างแล้วงับเข้าไปที่ตัวของเจ้าหนูขนมปังขิงทันที

“อ๊ะ! ฉันหายไปหนึ่งในสี่แล้ว…” เจ้าหนูขนมปังขิงร้องอุทาน

“ตอนนี้ฉันหายไปครึ่งตัวแล้ว…” เสียงของมันเริ่มเบาลง

“อ๊ะ! ตอนนี้ฉันหายไปสามส่วนสี่แล้ว…”

และในที่สุด… เจ้าหนูขนมปังขิงก็ร้องคำสุดท้ายออกมาว่า “และตอนนี้ฉันหายไปทั้งหมดแล้ว”

หลังจากนั้น เจ้าหนูขนมปังขิงก็ไม่เคยได้พูดอะไรอีกเลย

Posted in Children’s Literature, Thai Folktales

ขอขอบคุณผู้อ่านจากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้อ่านที่ Koeln

หลายปีที่ผ่านมา เว็บไซต์นิทานนำบุญได้มีโอกาสต้อนรับผู้อ่านจากหลากหลายประเทศ

ในแต่ละวัน จะมีผู้อ่านประมาณ 100-200 คนจากประเทศต่าง ๆ ที่แวะเข้ามาอ่านนิทานในเว็บไซต์นี้ ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันเป็นกำลังใจที่มีค่ามา

แต่เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้พบสิ่งที่คาดไม่ถึง นั่นคือ..มีผู้อ่านจากเมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี เข้ามาอ่านนิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญเป็นจำนวนมาก (ประมาณวันละ 2000 วิว) แม้ผมจะไม่ทราบว่าผู้อ่านแต่ละท่านเป็นใคร เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ และไม่รู้ว่าแต่ละท่านรู้จักเว็บไซต์นี้ได้อย่างไร แต่การที่ทุกท่านให้เกียรติเข้ามาอ่านนิทานในเว็บไซต์นี้ ทำให้ผมรู้สึกขอบคุณและมีกำลังใจมาก ๆ

ตอนที่ผมสังเกตเห็นจำนวนผู้อ่านที่มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมแปลกใจจนต้องนำภาพและข้อมูลไปถาม A.I. ว่า “เกิดอะไรขึ้น”

A.I. คาดเดาว่า “จากข้อมูล เราไม่สามารถสรุปได้ว่ามีผู้อ่านที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์กี่คน เป็นคนไทยหรือคนประเทศไหน แต่ในเมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี มีคนไทยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงอาจมีใครสักคนที่ปรารถนาดี แนะนำเว็บไซต์นิทานนำบุญลงในกลุ่ม Facebook หรือชุมชนใดชุมชนหนึ่ง จนทำให้มีคนรู้จักเว็บไซต์มากขึ้น และทำให้ยอดวิวเพิ่มขึ้น หรืออีกทางหนึ่ง อาจมีโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา ให้นักเรียนนักศึกษาอ่านนิทานจากเว็บไซต์นิทานนำบุญ จึงทำให้ยอดวิวเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ในฐานะนักเขียนนิทานที่ไม่โด่งดัง ซึ่งแต่งนิทานแบบเงียบ ๆ มาเกือบยี่สิบปีในนิตยสารขวัญเรือน และทำเว็บไซต์แบบเงียบ ๆ มาเกือบ 10 ปี การได้เห็นว่ามีคนสละเวลาเข้ามาอ่านนิทาน (แม้เพียงคนเดียว) ก็ถือว่าเป็นรางวัลที่มีความหมายที่สุด

ผมอยากขอขอบคุณทุก ๆ ความปรารถนาดีจากใจจริง และจะดีใจมาก หากได้รู้ว่าผู้อ่านเป็นใคร อ่านนิทานอยู่ที่ไหน และชอบนิทานเรื่องใดบ้าง

ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งที่สละเวลาและให้เกียรติแวะเข้ามาอ่านนิทานในเว็บไซต์นี้ มันเป็นเรื่องที่ชวนชื่นใจมาก ๆ เมื่อได้เห็นว่า มีใครคนหนึ่งจากประเทศนั้นประเทศนี้ ที่ได้อ่านนิทานที่เราแต่ง ขอบคุณจากใจจริงครับ

For many years, the Nitan Nambun website has had the privilege of welcoming readers from various countries. Each day, about 100–200 people from around the world visit to read these stories, which has always been a precious source of encouragement for me.

But last week, I encountered something truly unexpected: readers from Cologne, Germany, came to read Nitan Nambun tales in great numbers — around 2,000 views per day. I do not know who these readers are, whether children or adults, Thai or international, or how they discovered this website. Yet the fact that you have given your time and honored these stories fills me with gratitude and renewed strength. When I noticed this sudden increase in readership, unlike anything before, I was so surprised that I even asked an AI, “What happened?”

The AI suggested: “From the data, we cannot conclude how many individual readers visited, or whether they were Thai or from other countries. But in Cologne, Germany, there is a large Thai community. It is possible that someone kindly recommended the Nitan Nambun website in a Facebook group or community, which led to more people discovering it. Another possibility is that a school or educational institution encouraged students to read stories from the site, resulting in the unusual rise in views.”

As a humble storyteller who has quietly written tales for nearly twenty years in Kwanruen magazine, and maintained this website for almost ten years, even a single reader is already a meaningful reward.

I sincerely thank you for every act of kindness, and I would be delighted to know who you are, where you read from, and which stories you enjoy most.

Once again, thank you to everyone who has taken the time to visit and read these tales. It is truly heartwarming to see that someone, somewhere in the world, has read the stories I wrote. My deepest gratitude to you all.

A warm illustrated postcard showing a storyteller thanking readers around the world, especially from Cologne, Germany, with children reading books and a dove stamp symbolizing peace.
“ขอบคุณผู้อ่านจากทั่วโลก โดยเฉพาะผู้อ่านจากเมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี ที่สละเวลาเข้ามาอ่านนิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญ”
Posted in นิทานนำบุญ, นิทานพื้นบ้านโลก, นิทานรัสเซีย

นิทานลุ่มแม่น้ำอามูร์ – Folktales of the Amur

นิทานลุ่มแม่น้ำอามูร์ : เรื่องเล่าพื้นบ้านจากรัสเซียและจีน

ช่วงนี้ นิทานนำบุญ กำลังจะพานักอ่านไปรู้จักนิทานอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจมาก นั่นคือ “นิทานลุ่มแม่น้ำอามูร์” (Folktales of the Amur)

คำนี้ไม่ได้หมายถึงนิทานเพียงเรื่องเดียว หรือหนังสือของนักเขียนคนใดคนหนึ่ง แต่ใช้เรียกนิทานพื้นบ้านและเรื่องเล่าที่สืบทอดอยู่ในภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำอามูร์ (Amur River Basin) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเอเชีย ดินแดนแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีผู้คนหลายกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ และมีประเพณีการเล่าเรื่องที่หลากหลาย เช่น ชาวนานัย (Nanai), เอเวงก์ (Evenki), อุลชี (Ulchi), อูเดเก (Udege) และนีฟค์ (Nivkh) นักมานุษยวิทยาที่ศึกษาการเล่าเรื่องในภูมิภาคนี้จึงพบทั้งนิทาน ตำนาน เรื่องเล่าของบรรพบุรุษ และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับโลกของวิญญาณและธรรมชาติ

แม่น้ำอามูร์ (Amur River; รัสเซีย: Амур; จีน: 黑龙江, Heilong Jiang) เป็นแม่น้ำสายใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ไหลผ่านหรือเป็นส่วนหนึ่งของพรมแดนระหว่าง รัสเซีย จีน และมองโกเลีย ก่อนออกสู่ทะเลโอค็อตสค์ (Sea of Okhotsk) ตัวแม่น้ำช่วงหลักมีความยาวประมาณ 2,824 กิโลเมตร ขณะที่หากนับตั้งแต่ต้นน้ำของระบบแม่น้ำทั้งหมด ความยาวอยู่ราว 4,400 กิโลเมตร ลุ่มน้ำมีพื้นที่ประมาณ 1.9–2.1 ล้านตารางกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับวิธีการกำหนดขอบเขตลุ่มน้ำ

ภูมิประเทศของลุ่มน้ำอามูร์เปลี่ยนแปลงอย่างมากจากตะวันตกไปตะวันออก มีทั้งที่ราบสูงและภูเขา ป่าเขตอบอุ่น ทุ่งหญ้า พื้นที่ชุ่มน้ำ และที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ แม่น้ำสายนี้จึงไม่ได้มีภาพแบบ “แม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่านป่า” เท่านั้น แต่เป็นระบบภูมิประเทศขนาดมหึมาที่เชื่อมภูเขา ป่า ที่ราบ และพื้นที่ชุ่มน้ำเข้าด้วยกัน

สภาพอากาศก็แตกต่างกันมาก บริเวณตะวันตกมีลักษณะเป็น ภูมิอากาศแบบภาคพื้นทวีป (continental climate) ค่อนข้างแห้ง ขณะที่ทางตะวันออกได้รับอิทธิพลจาก มรสุมเอเชีย (Asian monsoon) มากกว่า ทำให้ฤดูร้อนชื้นและมีฝนมาก ส่วนฤดูหนาวได้รับอิทธิพลจากอากาศหนาวและแห้งจากไซบีเรีย แม่น้ำหลายส่วนจึงมีน้ำแข็งปกคลุมในฤดูหนาว

และที่สำคัญ ลุ่มน้ำแห่งนี้เป็นบ้านของผู้คนจำนวนมาก ทั้งประชากรชาวรัสเซียและจีน รวมถึงชนพื้นเมืองหลายกลุ่มที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสัมพันธ์กับแม่น้ำและผืนป่าอย่างใกล้ชิด สำหรับผู้คนจำนวนมากในอดีต แม่น้ำไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางน้ำ แต่เป็นแหล่งอาหาร เส้นทางเดินทาง และส่วนหนึ่งของโลกทางวัฒนธรรมของพวกเขา การประมง การล่าสัตว์ และการใช้ทรัพยากรจากป่าจึงปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าและคติชนของภูมิภาคนี้ด้วย

น่าสนใจที่สุดคือ การที่ธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงแค่ฉากของนิทาน แต่เป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญในนิทาน

แม่น้ำ ป่า ภูเขา สัตว์ และฤดูกาล ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ตัวละครอาศัยอยู่ เราจึงพบเรื่องของหมี เสือ สุนัขจิ้งจอก ชิปมังค์ นก และสัตว์อื่น ๆ อยู่มากมาย บางเรื่องพูดถึงมิตรภาพ บางเรื่องพูดถึงความฉลาดและการเอาตัวรอด บางเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และบางเรื่องก็มีโลกของวิญญาณและความเชื่อแบบดั้งเดิมเข้ามาเกี่ยวข้อง

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ “นิทานอามูร์” ไม่ได้มีเสียงของผู้คนเพียงกลุ่มเดียว งานศึกษาการเล่าเรื่องในภูมิภาคนี้พบประเพณีการเล่าเรื่องของชาวนานัย อุลชี อูเดเก และนีฟค์ รวมถึงกลุ่มอื่น ๆ แต่ละกลุ่มมีภาษา ประวัติศาสตร์ และรูปแบบการเล่าเรื่องของตนเอง

ดังนั้น เมื่อเราอ่าน “นิทานลุ่มแม่น้ำอามูร์” เราจึงไม่ได้กำลังอ่านนิทานรัสเซียธรรมดา ๆ แต่กำลังเปิดประตูเข้าไปสู่ โลกวัฒนธรรมของผู้คนจำนวนมากที่ใช้ชีวิตอยู่รอบแม่น้ำสายใหญ่แห่งนี้

ในโลกของนิทานพื้นบ้าน เราพบการรวบรวมและศึกษานิทานตาม ภูมิภาค ชุมชน ภาษา หรือกลุ่มชาติพันธุ์ อยู่เสมอ เช่น

  • นิทานพื้นบ้านไอริช (Irish Folktales) — มีประเพณีการเล่าเรื่องด้วยปากเปล่าที่เข้มแข็ง และมีการรวบรวมเรื่องเล่าจากพื้นที่ชนบทและชุมชนที่ใช้ภาษาไอริชอย่างเป็นระบบ
  • นิทานพื้นบ้านแอฟริกาตะวันตก (West African Folktales) — เป็นกลุ่มเรื่องเล่าจากประเพณีปากเปล่าของหลายสังคมในแอฟริกาตะวันตก มีทั้งสัตว์พูดได้ ตัวละครเจ้าเล่ห์ และเรื่องราวที่สะท้อนค่านิยมของชุมชน
  • นิทานพื้นบ้านแอปพาเลเชีย (Appalachian Folktales) — เกิดจากประเพณีการเล่าเรื่องในพื้นที่เทือกเขาแอปพาเลเชียของสหรัฐอเมริกา และมีเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนบนภูเขา
  • นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น (Japanese Folktales) — แม้จะเรียกรวมในระดับประเทศ แต่ภายในญี่ปุ่นเองก็มีนิทานท้องถิ่นจำนวนมาก และนิทานที่มีชื่อเสียงหลายเรื่องก็มีสำนวนแตกต่างกันตามพื้นที่

นี่ทำให้เห็นว่า นิทานพื้นบ้านไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เกิดขึ้นจากผู้คนที่มีภูเขา แม่น้ำ ป่า ทะเล อากาศ ภาษา อาชีพ และวิถีชีวิตอยู่รอบตัว นิทานจึงมักเก็บ “ร่องรอยของถิ่นกำเนิด” เอาไว้เสมอ

และนั่นคือเหตุผลที่ นิทานลุ่มแม่น้ำอามูร์ (Folktales of the Amur) น่าสนใจสำหรับนักอ่านไทย เพราะเมื่อเราอ่านนิทานเหล่านี้ เราไม่ได้เพียงถามว่า “นิทานเรื่องนี้สนุกไหม?” แต่ยังสามารถถามต่อได้ว่า “ผู้คนที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้มองโลกอย่างไร และพวกเขาใช้เรื่องเล่าเพื่ออธิบายชีวิตของตัวเองอย่างไร?”

หนังสือที่ช่วยให้ผู้อ่านรู้จักนิทานจากภูมิภาคนี้ได้ดีเล่มหนึ่งคือ Folktales of the Amur: Stories from the Russian Far East โดย Dmitry Nagishkin ซึ่งรวมเรื่องเล่าจากบริเวณลุ่มแม่น้ำอามูร์ไว้ 31 เรื่อง หนังสือภาษาอังกฤษฉบับนี้ตีพิมพ์โดย Harry N. Abrams ในปี 1980

นอกจากนี้ หนังสือ Flying Tiger: Women Shamans and Storytellers of the Amur โดย Kira Van Deusen ยังเป็นงานศึกษาการเล่าเรื่องของผู้คนในภูมิภาคอามูร์ โดยมีบทเกี่ยวกับการเล่าเรื่องของชาวนานัย อุลชี อูเดเก และนีฟค์ ทำให้เห็นชัดเจนว่าโลกของ “นิทานอามูร์” มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากกว่าที่ชื่อเรียกรวมเพียงคำเดียวอาจทำให้เราเข้าใจ

หลังจากผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้ลองอ่านนิทานลุ่มแม่น้ำอามูร์บางเรื่อง ผมรู้สึกว่านิทานเหล่านี้มีความน่าสนใจมากและแตกต่างจากนิทานที่เคยอ่านทั่วไป (นิทานจะมีความคล้ายนิทานอีสปอยู่บ้าง แต่สนุกไม่แพ้กัน) ผมจึงเริ่มเก็บข้อมูลของนิทานกลุ่มนี้ และหากมีผู้อ่านที่อยากอ่านนิทานลุ่มแม่น้ำอามูร์มากพอสมควร ผมจะลองหาเวลาเรียบเรียงมาให้อ่านกัน

ใครอยากอ่านฉบับเรียบเรียงใหม่ก็คอมเมนต์ไว้นะครับ แต่ถ้าใครอยากอ่านฉบับภาษาอังกฤษก็มีให้ดาวน์โหลดได้ในบางเว็บไซต์ (ลองนำชื่อภาษาอังกฤษของนิทานไปค้นหาดูนะครับ)

เด็กชนเผ่าลุ่มแม่น้ำอามูร์กับสัตว์พื้นบ้าน หมี สุนัขจิ้งจอก ชิปมังค์ และนก ริมแม่น้ำอามูร์ พร้อมลวดลายวัฒนธรรม Folktales of the Amur
ภาพประกอบนิทานลุ่มแม่น้ำอามูร์ แสดงเด็กชนเผ่า Nanai, Ulchi, Udege, Nivkh และ Evenki ริมแม่น้ำ พร้อมสัตว์และธรรมชาติที่ปรากฏในเรื่องเล่า

Kira Van Deusen, Flying Tiger: Women Shamans and Storytellers of the Amur (2001); Olga V. Maltseva, “The Amur Fishermen: Their Mythical History in the Oral and Written Dimensions” (2022); United Nations Economic Commission for Europe, Second Assessment of Transboundary Rivers, Lakes and Groundwaters; งานวิจัยด้านภูมิศาสตร์และภูมิอากาศของลุ่มแม่น้ำอามูร์ และ Folktales of the Amur: Stories from the Russian Far East ของ Dmitry Nagishkin.

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานตลก, นิทานสอนใจ

ลาน้อยกับโรคโง่

เวลาที่เราอ่านนิทาน เรามักพบว่า ตัวละครที่มักถูกยัดเยียดให้รับบท “คนไม่ฉลาด” ก็คงหนีไม่พ้น เจ้าลาผู้น่าสงสาร เมื่อผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มาเป็นนักแต่งนิทาน ผมจึงตั้งใจที่จะแต่งนิทานให้ลากลายเป็นตัวละครที่ฉลาดดูบ้าง แต่พอลงมือแต่ง อ้าว!เจ้าลาดันคิดว่า ความโง่เป็นโรคชนิดหนึ่ง แล้วแบบนี้ เจ้าลาจะเป็นตัวละครที่ฉลาดได้ไหม? นิทานสั้น พร้อมข้อคิดที่ผมเป็นผู้แต่งเรื่องนี้ น่าจะเป็นนิทานที่มีแง่มุมบางอย่าง ที่ช่วยให้เด็ก ๆ ได้สาระที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาตัวเอง หวังว่าทุก ๆ คนจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่ลากับลูกลาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านไร่ชายทุ่งอย่างสงบสุข ทุก ๆ คืน แม่ลามักเล่านิทานให้ลูกน้อยฟังเสมอ แต่ลูกลากลับไม่ชอบเรื่องราวในนิทานเอาเสียเลย เพราะคนแต่งนิทานมักกล่าวหาว่าลาเป็นสัตว์ที่โง่เขลา

ลูกลาเชื่อว่าความโง่ก็เหมือนกับการเป็นหวัด หากรักษาให้ดี…ลาทั้งหลายก็มีสิทธิ์หายจากโรคโง่ได้ เมื่อลูกลาถามหาที่รักษาโรคโง่จากแม่ลา แม่ลาจึงบอกให้ลูกลองเดินเลี้ยวขวาออกจากบ้านเพื่อตรงไปยังโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในเมือง ทั้งนี้เพราะแม่ลาเชื่อว่าผู้ที่น่าจะรักษาโรคต่าง ๆ ได้ก็คงมีแต่คุณหมอเท่านั้น

วันรุ่งขึ้น ลูกลารีบตื่นแต่เช้าแล้วออกเดินทางตามที่แม่บอก แต่เนื่องจากลูกลามีความจำไม่ดีนัก แทนที่มันจะเดินเลี้ยวขวา มันกลับเดินเลี้ยวซ้ายเข้าไปในป่าโดยที่มันไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วจุดหมายปลายทางของมันคือที่ใดกันแน่

ระหว่างทาง ลูกลาเดินฮัมเพลงไปเรื่อย ๆ พลางบอกใครต่อใครว่ามันกำลังจะไปรักษาโรคโง่ สัตว์ต่าง ๆ พากันหัวเราะขบขัน เพราะความโง่ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บจึงไม่น่าจะรักษาให้หายได้แต่เนื่องจากลูกลาสมองช้า มันจึงเข้าใจว่าที่สัตว์ทั้งหลายหัวเราะเป็นเพราะยินดีที่มันกำลังจะหายป่วย

ลูกลาเดินทางลึกเข้าไปในป่า จนในที่สุด มันก็ได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง เจ้าลาน้อยไม่รู้เลยว่า มันโชคดีมากที่เลี้ยวผิดจนหลงมายังโรงเรียนของคุณครูนกฮูก

คุณครูนกฮูกเป็นคุณครูที่ฉลาดปราดเปรื่องและมีเมตตา เมื่อลูกลาแจ้งความจำนงว่าอยากหายจากการเป็นสัตว์ที่โง่เขลา คุณครูนกฮูกจึงรับลูกลาให้เข้าเรียนที่โรงเรียนและกำชับให้คุณครูช่วยกันดูแลลูกลาเป็นกรณีพิเศษ

ลูกลาเริ่มเรียนคณิตศาสตร์กับคุณครูลิงจ๋อเป็นวิชาแรก เมื่อคุณครูลิงจ๋อบอกให้ลูกลาออกไปทำโจทย์เลขบนกระดาน ลูกลากลับแก้โจทย์ผิด โดยบวกเลขหนึ่งกับหนึ่งได้ผลลัพธ์เป็นสิบเอ็ดอย่างหน้าตาเฉย เพื่อน ๆ ในห้องพากันหัวเราะจนปวดท้อง ส่วนคุณครูลิงจ๋อก็ได้แต่เกาหัวแกรก ๆ เพราะไม่เคยเจอนักเรียนคนไหนบวกเลขได้ ก้าวหน้า ถึงขนาดนี้มาก่อน

ในชั่วโมงภาษาอังกฤษ คุณครูฮิปโปบอกนักเรียนให้ท่องศัพท์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ครั้นเมื่อถึงตอนทดสอบ คุณครูฮิปโปช่วยลูกลาด้วยการเขียนคำศัพท์ง่าย ๆ บนกระดาน แต่เนื่องจากลูกลาไม่ค่อยฉลาดนัก มันจึงตอบว่า DOG หมายถึงแมว ส่วน CAT แปลว่าหมา! ซึ่งทำให้คุณครูฮิปโปตกใจจนแทบจะหงายหลัง

ไม่ว่าลูกลาจะเรียนวิชาอะไร คำตอบของลูกลาก็ทำให้เพื่อน ๆ และคุณครูหัวเราะในความเปิ่นและความทึ่มของมันได้เสมอ แต่ถึงแม้ว่าลูกลาจะฉลาดน้อยกว่าลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ (ซึ่งทำให้มันต้องใช้เวลามากสักหน่อยในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ) แต่มันก็มีความอดทนสมกับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเหล่าลา…เจ้าแห่งสัตว์นักบรรทุกของ

เมื่อลูกลาเห็นว่ามันเก่งสู้เพื่อน ๆ ไม่ได้ มันจึงพยายามปรับปรุงตัวด้วยการฝึกท่องศัพท์โดยคัดคำศัพท์ลงในสมุดเป็นร้อย ๆ จบ มิหนำซ้ำ…มันยังซ้อมบวกเลขด้วยการเข้าไปนับผลไม้ใน ตลาดจนมันบวกเลขได้อย่างคล่องแคล่ว ลูกลาทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันฉลาดทัดเทียมกับเพื่อน ๆ ซึ่งเมื่อคุณครูในโรงเรียนเห็นว่าลูกลามีใจสู้ คุณครูทั้งหมดจึงทุ่มเทให้ความรู้แก่ลูกลาอย่างเต็มที่

หลังจากเวลาผ่านไปหลายปี ลูกลาซึ่งขยันหมั่นเพียรทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียนก็มีความรู้เพิ่มพูนมากขึ้นอย่างที่ใคร ๆ ก็คาดไม่ถึง และแล้ว…ลูกลาก็กลายเป็นตัวแทนนักเรียน ที่คุณครูนกฮูกและคุณครูท่านอื่น ๆ มักส่งไปแข่งขันด้านวิชาการในที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ

ลูกลาคว้ารางวัลให้แก่โรงเรียนได้ไม่เคยขาด และมันก็ค้นพบว่าการอดทนเล่าเรียนอย่างไม่ย่อท้อ สามารถรักษาโรคโง่ให้หายไปได้เป็นปลิดทิ้ง

ในที่สุด ทุกคนก็ยอมรับว่าลาไม่ใช่สัตว์ที่โง่ไปเสียทุกตัว ลูกลาดีใจมากที่มันกู้ชื่อเสียงของเหล่าลาคืนมาได้สำเร็จ หลังจากนั้นเป็นต้นมา คนเขียนนิทานจึงไม่กล้าแต่งเรื่องโดยกล่าวหาว่าลาเป็นสัตว์ที่โง่เขลาอีกเลย

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

รอยยิ้มของเด็กน้อย : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจ

คืนวันก่อน มีข้อความสอบถามมาทางกล่องข้อความว่า “ขออนุญาตสอบถามหน่อยนะคะ นิทานเรื่อง รอยยิ้มของเด็กน้อย ที่เคยลงให้อ่าน หายไปไหนแล้วเหรอคะ พอดีลองหาแล้วไม่เจอเลยค่ะ”

ผมเลยตอบไปยาวเหยียดว่า “สวัสดีครับ ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ คือ หลายปีที่ผ่านมา นิทานนำบุญโดนละเมิดลิขสิทธิ์มากขึ้นเรื่อย ๆ (ทำให้ผมต้องใช้เวลาเก็บหลักฐานเบื้องต้น , ติดต่อผู้ละเมิด , (ถ้าไม่จบก็ต้อง) ไปโรงพักเพื่อแจ้งความ, ไปสอบปากคำ, หาหลักฐานยืนยันตัวตนว่าผู้ละเมิดเป็นใคร, จ้างทนายเคสละ 50000-80000 บาท, ขึ้นศาล) ผมพบว่า คนละเมิดมักเข้ามาในเว็บ แล้ว copy นิทานไปใช้แบบมักง่าย ยิ่งลงนิทานเยอะ เขาก็จะมีตัวเลือกในการขโมยเยอะ ผมเลยยุติการเผยแพร่นิทานไป 200 เรื่อง เหลือไว้ในเว็บ 100 เรื่อง – – นิทานเรื่อง รอยยิ้มของเด็กน้อย จึงมีการหยุดเผยแพร่ไป – – แต่ผมจะนำกลับมาลง ให้คุณ Chalisa ได้อ่านนะครับ (นิทาน 100 เรื่องที่ลงอยู่ ยังไม่ครบ 100 – – ผมจะนำมาลงให้นะครับ ) แตีอีกราว 1 ปีเศษ ผมอาจนำนิทานนำบุญออกจากเว็บทั้งหมด เหลือแต่นิทานนานาชาติ เพราะถึงตอนนี้ ผมรู้สึกว่า ตัวเองในวัย 56 ปี ไม่สามารถติดตามคดีต่าง ๆ ได้สะดวกนัก ชีวิตไม่ได้ทำอะไรเลยครับ ต้องเสียเวลาเก็บหลักฐานและไปโรงพักตลอด (วันนี้ก็ไป) และพอจะฟ้อง ก็ต้องเอาเงินเก็บมาจ่ายค่าทนาย ไป ๆ มา ๆ เงินที่ตั้งใจจะใช้ตอนบั้นปลายชีวิต เริ่มที่จะน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ วิธีที่จะหยุดคนมักง่ายได้ ก็คงเหลือแค่ ไม่เผยแพร่นิทานออกไป มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวด แต่…วันนี้ ตอนเจอตำรวจและบอกตำรวจว่า จะฟ้องคดีนึง เป็นนักศึกษา จะฟ้องเป็นคดีอาญา เพราะให้โอกาสหลายครั้ง แต่ไม่สำนึกในความผิดเลย – – ตำรวจบอก น้องเขาจะเสียอนาคตนะ อย่าเลย (ผมอึ้งไปเลย) ไป ๆ มา ๆ เหมือนกับว่า การถูกละเมิดเป็นเรื่องธรรมดา ปล่อยคนละเมิดไปเถอะ อะไรทำนองนี้ – – – เล่าซะยาว รอนิดนึงนะครับ ขอทำภาพประกอบแล้วจะนำนิทานมาลงให้นะครับ”

จากข้อความที่ส่งมา และคำสัญญาที่พี่นำบุญให้ไว้ วันนี้ ผมทำภาพปกเสร็จแล้ว เลยนำนิทานที่ถามถึงกลับมาให้อ่านนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าเมืองคนหนึ่งเป็นชายสูงวัยที่ไม่ค่อยชอบเด็กสักเท่าไหร่ เจ้าเมืองผู้นี้เชื่อว่า เด็กคือต้นเหตุที่ทำให้เมืองของเขายากจน ดังคำที่กล่าวว่า “การมีลูกหนึ่งคนจะทำให้จนไปเจ็ดปี” ด้วยเหตุนี้ เจ้าเมืองจึงกำชับให้ชาวเมืองทุก ๆ หลีกเลี่ยงการมีลูกโดยเด็ดขาด

อยู่มาวันหนึ่ง คุณนกกระสาบุรุษไปรษณีย์ผู้มีหน้าที่ส่งเด็กกำพร้าไปยังครอบครัวใหม่ที่เหมาะสมได้พาเด็กชายวัยยังไม่ถึงหนึ่งขวบคนหนึ่ง บินมาส่งยังห้องนอนของภรรยาท่านเจ้าเมือง โชคดีที่ภรรยาท่านเจ้าเมืองเป็นคนรักเด็ก เมื่อคุณนายเห็นเด็กน้อยส่งยิ้มให้ เธอก็ตกหลุมรักและตั้งใจจะเลี้ยงดูเด็กน้อยเป็นลูกบุญธรรมแม้จะต้องขัดใจท่านเจ้าเมืองบ้างก็ตาม

เช้าวันต่อมา  คุณนายจัดเตรียมรถเข็นเด็กเพื่อพาเด็กน้อยมุ่งหน้าไปยังบ้านของเจ้าเมือง ระหว่างทาง คุณนายบอกให้เด็กน้อยยิ้มสู้กับทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้น พร้อมกับร้องเพลงให้เด็กน้อยฟังด้วยน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนว่า “ยิ้มน้อย ๆ  ยิ้มน้อย ๆ  เจ้าตัวน้อยส่งยิ้มมา   ยิ้มน้อย ๆ  จากดวงตา  มาซิมาส่งยิ้มกัน”

คุณนายร้องเพลงไปพลาง ยิ้มให้เจ้าตัวน้อยไปพลาง จนชาวเมืองวางมือจากงานแล้วเข้ามาชะโงกดูเด็กน้อยในรถเข็นกันอย่างเนืองแน่น ในตอนแรก ชาวเมืองค่อนข้างประหลาดใจที่เห็นเด็กน้อยในรถเข็น แต่เมื่อชาวเมืองได้เห็นรอยยิ้มที่แสนน่ารักของเจ้าหนูน้อย ทุกคนก็ลืมความประหลาดใจ เหลือเพียงความสดชื่นในหัวใจและรู้สึกว่าโลกรอบตัวนั้นงดงามกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก

ชาวเมืองต่างเดินตามคุณนายมายังบ้านของท่านเจ้าเมืองราวกับทุกคนต้องมนตร์สะกด ใจหนึ่งทุกคนรู้สึกดีที่เห็นคุณนายเข็นเด็กน้อยเข้ามาในเมือง แต่อีกใจหนึ่งทุกคนก็กังวลว่าเจ้าเมืองผู้ไม่รักเด็กจะยอมให้คุณนายเลี้ยงดูเด็กน้อยที่แสนน่ารักคนนี้ต่อไปหรือไม่

และแล้ว…สิ่งที่ทุกคนกังวลใจก็เป็นจริง เพราะทันทีที่คุณนายเผชิญหน้ากับท่านเจ้าเมืองและเล่าเรื่องทั้งหมดให้สามีฟัง เจ้าเมืองผู้ไม่รักเด็กก็ถึงกับหนวดกระตุกด้วยความโกรธ แล้วตั้งท่าจะขับไล่เด็กรวมทั้งภรรยาออกจากเมืองทันที

แต่ก่อนที่เจ้าเมืองจะออกคำสั่งขับไล่ บังเอิญเจ้าเมืองเหลือบไปเห็นรอยยิ้มของเด็กน้อยในรถเข็น ที่ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้น เด็กน้อยก็ยังคงยิ้มได้เสมอ

ความน่ารักของเด็กน้อยทำให้เจ้าเมืองเริ่มใจอ่อน แต่ด้วยบทบาทของเจ้าเมืองที่เคยออกคำสั่งให้ชาวเมืองหลีกเลี่ยงการมีลูก เจ้าเมืองจึงแกล้วเฉไฉว่า เรื่องนี้ตนเองอนุญาตไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยส่วนรวมด้วย

เมื่อชาวเมืองเห็นว่าเจ้าเมืองมีทีท่าที่อ่อนลง และทุกคนเห็นว่ารอยยิ้มของเด็กนั้นมีค่าต่อการสร้างกำลังใจมากเพียงไร  ทุกคนจึงพร้อมใจกันร้องเพลงว่า “ยิ้มน้อย ๆ  ยิ้มน้อย ๆ  เจ้าตัวน้อยส่งยิ้มมา   ยิ้มน้อย ๆ  จากดวงตา  มาซิมาส่งยิ้มกัน ๆ ๆ ๆ ๆ”

เสียงร้องเพลงของชาวเมืองเป็นเสมือนคำตอบที่ทำให้เจ้าเมืองเข้าใจได้ในทันทีว่าชาวเมืองต้องการเด็กน้อยคนนี้มากเพียงไร  แต่เจ้าเมืองยังคงห่วงเรื่องความยากจน เพราะหากเขาอนุญาตให้ภรรยาเลี้ยงเด็กคนนี้เป็นลูก  ในอนาคต…ชาวเมืองก็คงขอมีลูกบ้าง  ไป ๆ มา ๆ  ทุกคนในเมืองก็คงยากจนต่อไปแบบไม่รู้จบ  เจ้าเมืองจึงมองหน้าของเด็กน้อยที่ยังคงยิ้มอยู่ในรถเข็น  แล้วพูดด้วยความลำบากใจว่า “ถ้าการเลี้ยงเด็กจะไม่ทำให้บ้านเมืองต้องยากจน ฉันคงตัดสินใจได้ไม่ยากหรอก”

ในขณะนั้นเอง เทวดาผู้คุ้มครองเมืองเห็นว่าเจ้าเมืองและชาวเมืองลืมนึกถึงบางสิ่งมานานแล้ว นั่นคือรอยยิ้มอันแสนสดใสของเด็กสามารถสร้างพลังใจให้ผู้ใหญ่ได้อย่างมากมายไม่รู้จบ ด้วยเหตุนี้ เทวดาผู้คุ้มครองเมืองจึงปรากฏตัวขึ้น แล้วเอ่ยปากว่า ถ้าเจ้าเมืองรวมทั้งชาวเมืองยอมกลับมามีลูกและเลี้ยงดูเด็ก ๆ ให้มีรอยยิ้มที่สดใส เทวดาทั้งหลายก็จะมอบของขวัญให้แก่ชาวเมือง ด้วยการเสกฝนและความอุดมสมบูรณ์ให้กลับมายังเมืองอีกครั้ง

เมื่อเจ้าเมืองได้ฟัง เจ้าเมืองรวมทั้งทุก ๆ คนในเมืองก็น้อมรับเงื่อนไขของเทวดา

ในที่สุด เด็กน้อยก็ได้เติบโตเป็นลูกของเจ้าเมืองและภรรยา ส่วนชาวเมืองก็เริ่มมีลูกกันอีกครั้ง ซึ่งเมื่อทุกคนดูแลให้เด็ก ๆ ยิ้มได้อย่างมีความสุข เทวดาก็มอบของขวัญให้ทุก ๆ คนตามสัญญา

แม้ท้ายที่สุด ชาวเมืองอาจไม่ได้ร่ำรวยมากแบบผู้คนในเมืองอื่น ๆ แต่สิ่งที่พวกเขารู้สึกก็คือ พวกเขามีความสุขมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่พวกเขาได้เห็นรอยยิ้มอันแสนบริสุทธิ์ของเด็กตัวน้อย ๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินทองเป็นไหน ๆ