Posted in นิทานคลาสสิก, นิทานนานาชาติ, นิทานปรัชญา

ไมโครเมกัส : นิทานเมื่อ 300 ปีก่อนของวอลแตร์

เมื่อพูดถึงนิทานปรัชญาที่ทรงอิทธิพลที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก ชื่อของ ไมโครเมกัส (Micromégas) ผลงานของ วอลแตร์ (Voltaire) มักถูกกล่าวถึงอยู่เสมอ แม้นิทานเรื่องนี้จะเขียนขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แต่มันยังคงมีความร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด ด้วยการผสมผสานจินตนาการแบบนิยายวิทยาศาสตร์ การผจญภัยข้ามดวงดาว และคำถามลึกซึ้งเกี่ยวกับความรู้ ความจริง และธรรมชาติของมนุษย์ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานคลาสสิกที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งยุคภูมิธรรม (Enlightenment) ได้อย่างโดดเด่น

เรื่องราวของนิทานเรื่องนี้ เริ่มต้นจากตัวละครหลักซึ่งต้องออกเดินทางท่องจักรวาล และได้พบกับเพื่อนจากต่างดาว ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมกันสำรวจโลกที่เล็กมากในสายตาของพวกเขา และได้พบสิ่งมีชีวิตที่ดูเล็กจิ๋ว แต่กลับมีความคิด ความเชื่อ และคำอธิบายเกี่ยวกับจักรวาลอย่างน่าทึ่ง นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องผจญภัยในอวกาศ แต่เป็นการชวนผู้อ่านมองโลกและมองตัวเองจากมุมมองที่กว้างไกลกว่าที่เคย

การเรียบเรียงนิทานฉบับนี้ มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้รู้จัก Micromégas ในรูปแบบที่อ่านง่าย สนุก และเข้าถึงได้มากขึ้น โดยยังคงรักษาโครงเรื่อง ตัวละคร และแนวคิดสำคัญของวอลแตร์ไว้ให้มากที่สุด เนื้อหาบางส่วนได้รับการปรับภาษาให้ร่วมสมัย ลดรายละเอียดทางปรัชญาที่ซับซ้อน และเพิ่มความลื่นไหลในการเล่าเรื่อง เพื่อให้ผู้อ่านรุ่นใหม่สามารถติดตามการผจญภัยของตัวละครได้อย่างเพลิดเพลิน

ตลอดการเรียบเรียง ผู้เรียบเรียงพยายามเคารพเจตนารมณ์ของต้นฉบับอยู่เสมอ โดยหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสำคัญหรือสรุปข้อคิดแทนผู้อ่านมากเกินไป (แต่มีการเขียนเป็นหมายเหตุไว้ท้ายเรื่องสำหรับผู้ที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ) เพราะเสน่ห์ของ Micromégas ไม่ได้อยู่ที่การมอบคำตอบสำเร็จรูป แต่อยู่ที่การชวนให้เราตั้งคำถาม เปิดใจรับฟังความเห็นที่แตกต่าง และตระหนักว่า แม้มนุษย์จะเรียนรู้โลกมาไกลเพียงใด จักรวาลแห่งความรู้ก็ยังคงกว้างใหญ่กว่าที่เราคิดเสมอ

กาลครั้งหนึ่ง บนดาวดวงใหญ่ชื่อ “ซีริอัส” มีสิ่งมีชีวิตรูปร่างสูงใหญ่ชื่อว่า “ไมโครเมกัส” เขาเป็นนักคิดและนักเขียนที่รักการเรียนรู้มากที่สุดคนหนึ่งในดาวของตน

วันหนึ่ง ไมโครเมกัสเขียนหนังสือเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากที่อาจมีอยู่ในธรรมชาติ จนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

หนังสือเล่มนั้นทำให้เกิดการถกเถียงขึ้นในหมู่นักวิชาการผู้มีชื่อเสียง หลายคนเชื่อว่าสิ่งที่ไมโครเมกัสเขียนถึงเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงและเป็นไปไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กเช่นนั้นมาก่อน การโต้เถียงดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน จนในที่สุด ไมโครเมกัสก็ถูกสั่งให้ออกไปจากดาวบ้านเกิดของตน

แทนที่ไมโครเมกัสจะโกรธหรือเสียใจ เขากลับมองว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ออกเดินทางเรียนรู้จักรวาลอันกว้างใหญ่ เขาเดินทางผ่านดวงดาวนับไม่ถ้วน ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์มากมายที่ไม่เคยมีใครบนดาวซีริอัสเล่าให้ฟัง จนในที่สุด เขาก็มาถึงดาวเสาร์

ที่นั่น เขาได้พบกับนักปราชญ์ผู้หนึ่ง เมื่อเทียบกับไมโครเมกัสแล้ว ชาวดาวเสาร์ผู้นี้ตัวเล็กกว่ามาก แต่ไมโครเมกัสไม่ได้สนใจเรื่องขนาดของร่างกาย เขาสนใจแต่เรื่องความคิด

เมื่อทั้งสองเริ่มพูดคุยกัน นักปราชญ์แห่งดาวเสาร์ชอบตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต “เหตุใดเราจึงเกิดมา” “เหตุใดทุกชีวิตจึงต้องแก่และตาย” ส่วนไมโครเมกัสชอบตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติ “ดวงดาวเคลื่อนที่อย่างไร”

“จักรวาลมีขอบเขตหรือไม่” “ยังมีสิ่งมีชีวิตแบบอื่นอยู่อีกหรือเปล่า”

แม้พวกเขาจะสนใจเรื่องที่ต่างกัน แต่ทั้งคู่กลับคุยกันได้อย่างสนุกสนาน

ยิ่งตั้งคำถาม ก็ยิ่งอยากรู้คำตอบ ยิ่งได้พบคำตอบ ก็ยิ่งได้รู้ว่าตนเองยังมีเรื่องที่ไม่รู้

หลังจากสนทนากันเป็นเวลานาน ไมโครเมกัสกับนักปราชญ์แห่งดาวเสาร์ก็มองเห็นดาวดวงเล็กดวงหนึ่งอยู่ไกลลิบ ดาวดวงนั้นคือโลก “บนดาวดวงนั้นจะมีใครอาศัยอยู่หรือไม่” นักปราชญ์แห่งดาวเสาร์ตั้งคำถาม “เราไปดูกันเถอะ” ไมโครเมกัสตอบ จากนั้น ทั้งคู่ก็ออกเดินทางอีกครั้ง

เมื่อมาถึงโลก พวกเขาพบปัญหาแปลกประหลาด คือ พวกเขามองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใด ๆ เลย โลกทั้งใบดูเงียบงันราวกับไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ แต่หลังจากใช้เครื่องมือที่ช่วยในการสังเกตอย่างแว่นขยาย ในที่สุด พวกเขาก็พบสิ่งมีชีวิตตัวเล็กจิ๋ว….ที่เล็กมากจนมองแทบไม่เห็น สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็คือ…มนุษย์

ไมโครเมกัสรู้สึกประหลาดใจ เพราะมนุษย์ตัวเล็กกว่าสิ่งมีชีวิตบนดาวซีริอัสและดาวเสาร์อย่างเทียบกันไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่า พวกมนุษย์จะมีเรื่องให้คิดและพูดคุยกันได้ตลอด ด้วยความอยากรู้ ไมโครเมกัสจึงเข้าไปสนทนากับกลุ่มนักปราชญ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่ามีความรู้มากที่สุดในโลก

ไมโครเมกัสถามพวกนักปราชญ์ว่า “พวกท่านทราบหรือไม่ว่า มนุษย์เกิดมาเพื่ออะไร”

นักปราชญ์คนหนึ่งตอบอย่างมั่นใจว่า “พระเจ้าทรงกำหนดจุดประสงค์นั้นไว้แล้ว” อีกคนกล่าวว่า “เหตุผลและปรัชญาจะนำเราไปสู่คำตอบ” ส่วนอีกคนยืนยันว่า “เราต้องศึกษาโลกด้วยการสังเกตและการพิสูจน์”

ไมโครเมกัสรับฟังทุกคำตอบอย่างตั้งใจ แต่เขาสังเกตว่า แม้นักปราชญ์เหล่านี้จะพยายามอธิบายความหมายของชีวิต ทว่าพวกเขากลับให้คำตอบไม่เหมือนกันเลย จากนั้น เขาจึงถามต่อว่า “แล้วพวกท่านเข้าใจจักรวาลมากเพียงใด”

นักปราชญ์แต่ละคนต่างให้คำตอบของตน บ้างอธิบายด้วยเหตุผล บ้างอธิบายด้วยความเชื่อ และบ้างอธิบายจากสิ่งที่ตนสังเกตพบ

ไมโครเมกัสรับฟังทุกความคิดเห็นอย่างเงียบ ๆ เขาได้ฟังคำอธิบายมากมายเกี่ยวกับชีวิต โลก และจักรวาล แต่ยิ่งฟังมากเท่าไร เขาก็ยิ่งครุ่นคิดมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อการสนทนาจบลง ไมโครเมกัสจึงมอบหนังสือเล่มหนึ่งให้แก่นักปราชญ์เหล่านั้น

นักปราชญ์ทุกคนต่างตื่นเต้น พวกเขาคิดว่าภายในหนังสือเล่มนั้นคงบรรจุความลับสุดยอดของจักรวาล แต่เมื่อเปิดหนังสือออกดู ทุกหน้ากลับว่างเปล่า ไม่มีตัวอักษรเลยแม้แต่คำเดียว

นักปราชญ์ทั้งหลายมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ บางคนพลิกหน้าหนังสือกลับไปกลับมา บางคนคิดว่าหนังสืออาจมีความหมายซ่อนอยู่ บางคนพยายามอธิบายว่าหน้ากระดาษว่างเปล่านั้นหมายถึงอะไร ส่วนไมโครเมกัสเพียงแค่ยิ้ม แต่เขาไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมเลย

ไม่นานหลังจากนั้น ไมโครเมกัสและเพื่อนจากดาวเสาร์ก็ออกเดินทางต่อไปยังจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิ่งที่พวกเขาไม่รู้

ส่วนหนังสือว่างเปล่าเล่มนั้น…ก็ยังคงอยู่บนโลก

และนับแต่นั้นเป็นต้นมา มนุษย์ก็ยังคงค้นหาคำตอบเกี่ยวกับชีวิต จักรวาล และความจริงต่อไปไม่สิ้นสุด

เนื่องจากเว็บไซต์นิทานนำบุญมีผู้อ่านที่เป็นเด็กอยู่มาก นิทานเรื่องไมโครเมกัสของวอลแตร์มีลักษณะเป็นนิทานเชิงปรัชญา ซึ่งอาจเข้าใจยากอยู่สักนิด ต่อไปนี้ คือการอธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจนิทานมากขึ้น

การที่ไมโครเมกัสมอบหนังสือว่างเปล่าให้แก่นักปราชญ์ (ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการยกย่องว่ามีความรู้มากที่สุดในยุคนั้น) ไม่ได้หมายความว่า ความรู้ของมนุษย์ไม่มีค่า แต่ในทางตรงกันข้าม วอลแตร์ชื่นชมความพยายามของมนุษย์ในการแสวงหาความรู้ แต่เขาต้องการเตือนว่า จักรวาลนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่ใครคนหนึ่งคนใดจะเข้าใจได้ทั้งหมด

หนังสือที่ว่างเปล่าจึงอาจเป็นสัญลักษณ์ว่า ยังมีเรื่องอีกมากมายที่เราไม่รู้ และยิ่งเราเรียนรู้มากขึ้น เราก็อาจยิ่งเห็นชัดขึ้นว่าจักรวาลนั้นกว้างใหญ่เพียงใด บางครั้ง การยอมรับว่า “เราอาจยังไม่รู้คำตอบ” จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญญาได้เช่นกัน

Leave a comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.