Posted in นิทาน, นิทานก่อนนอน, นิทานตลก

ปริศนาปัญหาแมว

สมัยที่ผมแต่งนิทานลงในนิตยสารขวัญเรือน ผมต้องแต่งนิทานให้เสร็จสมบูรณ์ภายในเวลา 15 วันต่อ 1 เรื่อง และต้องแต่งนิทานไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ปีละ 24 เรื่อง เป็นเวลานานถึง 17 ปี

คำถามที่บางคนอาจสงสัยคือ “พี่นำบุญเคยคิดนิทานไม่ออกบ้างไหม” คำตอบก็คือ “เคย”

การคิดนิทานไม่ออก โดยที่เวลากระชั้นเข้ามาเรื่อย ๆ เป็นเรื่องที่ทรมานมาก ผมสาบานกับตัวเองว่า จะไม่ยอมไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีกแล้ว เพราะมันเหมือนตกนรก!

เวลาที่คิดนิทานไม่ได้ บางครั้ง ผมถึงขั้นนอนกลิ้งไปกลิ้งมาที่พื้นห้อง บางครั้ง…พยายามหลับเพื่อที่จะฝันนิทานออกมาเป็นเรื่อง บางครั้ง..พยายามค้นนิทานเก่า ๆ ที่ตัวเองแต่งไม่จบเมื่อเดือนก่อน ๆ เพื่อจะหาทางแต่งต่อให้จบ (แต่ก็แต่งไม่ได้)

และเมื่อเวลาเข้าใกล้เส้นตาย สิ่งเดียวที่ทำได้ คือการนั่งลงที่หน้าคอมพิวเตอร์ แล้วเริ่มพิมพ์ พิมพ์อะไรก็ตามเท่าที่คิดได้ พิมพ์ไปคิดไป ถ้าไปต่อไม่ได้ก็ลบแล้วคิดใหม่ ทำแบบนี้จนกว่าจะได้นิทานที่โอเค (ซึ่งไม่ง่ายเลย)

นิทานเรื่อง ปริศนาปัญหาแมว เป็นหนึ่งในนิทานที่แต่งในภาวะวิกฤต คือพยายามคิดนิทานมาเกือบ 15 วัน แต่ก็คิดไม่ออกจริง ๆ พอถึงโค้งสุดท้าย ผมจึงนึกถึงปริศนาอะไรเอ่ยที่วัยรุ่นขอบเล่นกัน แล้วทดลองนำมาแต่งเป็นนิทานดู แต่งไปแก้ไป จนสุดท้ายได้นิทานที่โอเค พอส่งต้นฉบับเสร็จ ก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก และโล่งใจเมื่อทีมงานขวัญเรือนบอกว่า “นิทานสนุกดี”

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อคุณแม่และเจ้าแมวเหมียวที่แสนน่ารัก แม้เด็กน้อยจะเป็นลูกคนเดียว แต่เขากลับไม่เคยเหงาเลย เพราะเขาสนิทสนมกับเจ้าแมวเหมียวจนสามารถพูดคุยกันรู้เรื่อง ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงหาเรื่องสนุก ๆ เล่นกับเจ้าแมวเหมียวได้ไม่รู้จบ

วันหนึ่ง ในขณะที่เด็กน้อยกำลังเล่นทายปัญหาอะไรเอ่ยอยู่กับเจ้าแมวเหมียวเพื่อนรัก จู่ ๆ คุณแม่ก็นำข่าวร้ายมาบอกให้เด็กน้อยได้ทราบว่า คุณพ่อของเด็กน้อยโดนแมลงพิษต่อยอาการสาหัส เด็กน้อยอยากช่วยให้คุณพ่อหายป่วย ดังนั้น เมื่อคุณแม่ออกจากบ้าน เด็กน้อยจึงชวนเจ้าแมวเหมียวเข้าป่าเพื่อไปหาสมุนไพรวิเศษมารักษาคุณพ่อ

สมุนไพรวิเศษเป็นพืชที่ใครต่อใครต่างเล่าลือกันว่ามันมีสรรพคุณที่สามารถแก้พิษได้ทุกชนิดในโลก แม้คุณสมบัติของสมุนไพรวิเศษจะเป็นเรื่องจริง แต่มันเป็นพืชที่หายากและไม่ค่อยมีใครได้พบเห็น ด้วยเหตุนี้เอง เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวจึงได้แต่มะงุมมะงาหราไม่รู้ว่าควรเก็บสมุนไพรต้นใดกลับบ้านกันแน่

ทันใดนั้นเอง มีภูตน้อยจอมซนตนหนึ่งบังเอิญมาเห็นเหตุการณ์เข้า ภูตน้อยตนนี้อาศัยอยู่ในป่าและชอบหาเรื่องเล่นสนุกอยู่เสมอ เมื่อภูตน้อยทราบว่าคู่หูทั้งสองต้องการความช่วยเหลือ มันจึงได้โอกาสชวนเด็กน้อยเล่นเกม ซึ่งถ้าเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเอาชนะมันได้ มันก็จะช่วยหาสมุนไพรวิเศษให้แก่เด็กน้อยและเจ้าแมวเหมียวเป็นรางวัลแห่งชัยชนะ

เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเห็นว่าภูตจอมซนรู้จักต้นไม้ต่าง ๆ ในป่าเป็นอย่างดี ดังนั้น พวกเขาจึงตกปากรับคำที่จะเล่นเกมกับภูตจอมซนโดยแทบไม่ต้องคิด

แต่เกมของภูตแห่งป่านั้นไม่ใช่เกมที่ใคร ๆ จะสามารถเอาชนะได้อย่างง่าย ๆ เพราะกติกาของเกมมีอยู่ว่า เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวจะต้องคิดและตั้งคำถามอะไรเอ่ยเกี่ยวกับต้นไม้ใบหญ้าหรือธรรมชาติต่าง ๆ เพื่อใช้ถามภูตน้อย โดยคู่หูทั้งสองมีโอกาสตั้งคำถามได้ถึง 3 ครั้ง ซึ่งหากมีคำถามข้อใดแม้แต่เพียงข้อเดียวที่ภูตแห่งป่าตอบไม่ได้ มันก็จะถือว่าเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวเอาชนะมันได้สำเร็จ

การที่ภูตจอมซนกล้ากำหนดกติกาเอาไว้เช่นนี้ก็เป็นเพราะมันเชื่อมั่นว่า ไม่มีใครรู้เรื่องของต้นไม้ใบหญ้าและธรรมชาติทั้งหลายดีไปกว่ามันเป็นแน่ แต่ถึงแม้ว่าภูตจอมซนจะมีความรอบรู้สักเพียงใด เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวก็ไม่อยาก ปล่อยโอกาสในการหาสมุนไพรวิเศษให้ผ่านไปอย่างไร้ค่า เพราะฉะนั้นคู่หูทั้งสองจึงช่วยกันคิดคำถามอย่างสุดความสามารถ

“ต้นอะไรเอ่ย ต้นเท่าแขนใบแล่นเสี้ยว?” เด็กน้อยยืมคำถามโบราณมาถามภูตจอมซน

ภูตน้อยอมยิ้มอย่างรู้ทัน แล้วจึงตอบคำถามกลับไปว่า “ต้นอ้อยใช่ไหมล่ะ ง่ายชะมัด”

เมื่อภูตแห่งป่าตอบคำถามข้อแรกได้อย่างง่ายดาย เด็กน้อยจึงตั้งใจเลือกคำถามที่ยากขึ้น

“แล้วต้นอะไรเอ่ย ต้นเท่าครก ใบปรกดิน?” เด็กน้อยถามคำถามที่เขาคิดว่ายากมาก ๆ

ภูตน้อยหัวเราะแล้วจึงตอบกลับไปว่า “ก็ต้นตะไคร้ยังไงล่ะ ถามให้มันยาก ๆ หน่อยสิ”

เมื่อภูตน้อยตอบคำถามได้ถูกต้องทั้ง 2 ข้อ เด็กน้อยกับแมวเหมียวจึงต้องคิดหนัก

คำถามอะไรหนอที่ภูตแห่งป่าจะตอบไม่ได้ เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวตรึกตรองกันอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดเจ้าแมวเหมียวก็เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นในใจ

เจ้าแมวเหมียวรีบหันไปซุบซิบกับเด็กน้อยด้วยภาษาที่ไม่มีใครฟังรู้เรื่อง ซึ่งเมื่อเด็กน้อยได้ฟังคำถามของเจ้าแมวเหมียวแล้ว เขาก็ตกลงใจที่จะเสี่ยงถามคำถามนั้นกับภูตน้อยจอมซน

“ต้นอะไรเอ่ย ออกลูกเป็นแมว?” เด็กน้อยถามคำถามอย่างชัดถ้อยชัดคำ

ทันทีที่ภูตน้อยได้ฟังคำถาม มันก็พยายามคิดถึงต้นไม้ต่าง ๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับแมว

ภูตน้อยรู้จักต้นนมแมว แต่ต้นนมแมวก็ไม่ได้ออกลูกเป็นแมวสักหน่อย ภูตแห่งป่าใช้ความคิดจนปวดหัวไปหมด และแล้ว…ภูตน้อยก็ยอมแพ้และขอให้คู่หูเจ้าปัญหาช่วยเฉลยคำตอบให้มันได้รู้

เด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวดีใจที่ภูตแห่งป่าตอบคำถามของพวกเขาไม่ได้ ซึ่งเมื่อคู่หูทั้งสองเฉลยคำตอบให้ภูตจอมซนได้ทราบ ภูตน้อยก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความที่คาดไม่ถึง

“ต้นที่ออกลูกเป็นแมวก็คือ ……………………………. ต้นตระกูลของแมวยังไงล่ะ ฮิฮิ”

ภูตแห่งป่าพอใจกับคำเฉลยของคู่หูเจ้าปัญหา แม้ว่าคำถามดังกล่าวออกจะติงต๊องอยู่สักหน่อย แต่มันก็เป็นคำถามไม่ได้ผิดไปจากกติกาที่กำหนดเอาไว้ เพราะแมวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ ภูตจอมซนจึงรักษาสัญญาด้วยการหาสมุนไพรวิเศษมาให้แก่เด็กน้อยและเจ้าแมวเหมียว

ในที่สุด เด็กน้อยก็สามารถนำสมุนไพรวิเศษมาช่วยรักษาคุณพ่อได้เป็นผลสำเร็จ

ไม่ช้าไม่นานนัก คุณพ่อก็กลับมาแข็งแรงดังเดิมอีกครั้ง และความสงบสุขก็กลับคืนสู่ครอบครัวของเด็กน้อยกับเจ้าแมวเหมียวดังเดิม

ภาพประกอบนิทาน ปริศนาปัญหาแมว เด็กชายอุ้มแมวพร้อมภูตน้อยในบรรยากาศแฟนตาซี
ภาพประกอบนิทานเรื่อง “ปริศนาปัญหาแมว” เด็กชายกับเจ้าแมวเหมียวและภูตน้อย
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานตลก, นิทานเด็ก

ช่างตัดผมผู้มีพรสวรรค์ : นิทานนำบุญตลก ๆ สำหรับเด็กและครอบครัว

ในการแต่งนิทานเรื่องต่าง ๆ นิทานเรื่อง “ช่างตัดผมผู้มีพรสวรรค์” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ไม่มั่นใจเลยว่า เด็ก ๆ จะเข้าใจคำสำคัญบางคำในเรื่องหรือเปล่า!

จริง ๆ แล้ว คำดังกล่าวไม่ใช่คำที่ยาก แต่เด็ก ๆ อาจจะไม่เคยใช้หรืออาจไม่เคยได้ยิน ซึ่งการนำคำดังกล่าวมาใช้ในการแต่งนิทาน จึงต้องลุ้นว่าเด็ก ๆ จะเข้าใจไหม (ถ้าเข้าใจก็จะขำ แต่ถ้าไม่เข้าใจ นิทานเรื่องนี้อาจกลายเป็นนิทานธรรมดา ๆ ไปเลย) ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่ที่อ่านนิทานให้ลูกฟังรู้สึกว่า ลูกไม่เข้าใจ “คำ” ที่อยู่ในเรื่อง การช่วยอธิบายสักเล็กน้อย ก็จะช่วยเติมคำศัพท์ให้ลูกรู้จักการใช้คำในภาษาไทยมากขึ้น และน่าจะฟังนิทานได้สนุกขึ้น

กาลครั้งหนึ่งในเมืองที่แสนจะยากจน ยังมีช่างตัดผมคนหนึ่งเป็นช่างตัดผมที่ไม่มีใครอยากจะไป ตัดผมด้วย  ไม่ใช่เป็นเพราะเขาไม่มีความสามารถในการตัดผมหรือมีนิสัยที่ไม่น่าคบหา  แต่เหตุผลจริง ๆ ที่ทำให้ใครต่อใครไม่อยากจะไปตัดผมกับเขา ก็เป็นเพราะพรสวรรค์ของช่างตัดผมคนนี้ที่ลงมือตัดผมครั้งใด ผมของลูกค้ามีอันต้องยาวขึ้นกว่าตอนก่อนตัดถึงสองเท่าทุกครั้ง  ช่างตัดผมไม่รู้ว่าพรสวรรค์ในการตัดผมให้ยาวขึ้นนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร  แต่เขารู้ดีว่าเขาคงไม่เหมาะกับอาชีพตัดผมนี้เสียแล้ว

ช่างตัดผมจึงเปลี่ยนอาชีพไปเป็นช่างตัดเสื้อ เขาคิดว่าอาชีพตัดเสื้อเป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับเขาไม่ใช่น้อย เพราะอย่างน้อยที่สุด เขาก็สามารถนำกรรไกรตัดผมที่เขามีอยู่มาใช้ในการตัดเสื้อได้โดยไม่ต้องซื้อหาของใหม่

เมื่อชาวบ้านรู้ว่าช่างตัดผมผู้น่าสงสาร (เพราะมีพรสวรรค์ผิดประเภท) เปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างตัดเสื้อ  ชาวบ้านจึงพากันนำเสื้อผ้ามาให้ช่างช่วยตัดช่วยแก้เป็นการใหญ่  ช่างตัดผมซาบซึ้งในน้ำใจของชาวบ้านจึงพยายามวัดตัวและตัดเสื้อผ้าอย่างประณีตที่สุด  แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะทั้งๆ ที่ช่างตัดผมวัดขนาดและตัดเสื้อผ้าให้ชาวบ้านอย่างพอดิบพอดีแล้วก็ตาม แต่เมื่อถึงวันรับของ เสื้อผ้าของชาวบ้านกลับยาวยืดเกินขนาดออกไปถึงสองเท่า ช่างตัดผมรู้ตัวทันทีว่า เขาคงไม่เหมาะกับอาชีพนี้เสียแล้ว

ช่างตัดผมจึงคิดหาอาชีพใหม่ ซึ่งควรจะเป็นอาชีพที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก ช่างตัดผมมองดูกรรไกรที่อยู่ในมือพลางคิดกลับไปกลับมาอยู่หลายตลบ  ในที่สุด เขาก็คิดได้ว่าเขาควรจะลองเป็นช่างตัดหญ้าดูสักครั้ง 

ช่างตัดผมเริ่มต้นงานตัดหญ้าด้วยการรับอาสาตัดหญ้าให้ชาวบ้านโดยไม่คิดเงิน ช่างตัดผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดก็เพื่อเป็นการขอโทษที่เขาทำให้เสื้อผ้าของใครต่อใครยาวผิดขนาดกันไปหมด

การตัดหญ้าเป็นไปด้วยดีตั้งแต่เช้าจรดเย็น ช่างตัดผมตัดหญ้าได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเพราะเขามีทักษะในการตัดผมมาก่อน  ทุกๆ คนต่างพากันชื่นชมในผลงานของช่างตัดผม  ส่วนช่างตัดผมเองก็คิดว่านี่คงเป็นงานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา

แต่น่าเสียดายที่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อช่างตัดผมและชาวบ้านตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น สิ่งที่พวกเขาเห็นได้นำความประหลาดใจมาให้พวกเขาเป็นอันมาก เพราะสนามหญ้าที่ช่างตัดผมเพิ่งจะตัดหญ้าไปเมื่อวานนี้กลับมีหญ้าขึ้นรกเต็มไปหมด แถมหญ้ายังยาวกว่าตอนก่อนตัดถึงสองเท่า  ช่างตัดผมรู้ทันทีว่านี่คงเป็นผลมาจากพรสวรรค์ของเขาแน่ๆ  พรสวรรค์ที่เมื่อเขาตัดอะไรก็ตาม มันก็จะยาวขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่าเสมอ  ช่างตัดผมรู้สึกท้อแท้และไม่ชอบพรสวรรค์ของเขาเอาเสียเลย

ช่างตัดผมพยายามตัดใจที่จะไม่ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการตัดอะไรๆ อีกต่อไป เขารู้แล้วว่าพรสวรรค์ของเขาจะทำให้สิ่งที่เขาคิดจะตัด กลับยืดยาวออกไปเป็นสองเท่าจากที่เขาตั้งใจเสมอ   ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงจากพรสวรรค์ที่เขาไม่ต้องการนี้ก็คือ การตัดใจไม่ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการตัดทุกชนิด

แต่เช้าวันรุ่งขึ้น ช่างตัดผมกลับเกิดความรู้สึกที่อยากจะทำงานเกี่ยวกับการตัดมากขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่า พรสวรรค์ของเขาทำให้การตัดใจไม่ทำอาชีพเกี่ยวกับการตัดกลับพลิกผันไปในทางตรงกันข้าม  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเกิดความรู้สึกที่อยากจะทำงานเกี่ยวกับการตัดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาบอกกับตัวเองว่า เขาต้องคิดให้รอบคอบกว่าเดิมสักหน่อย

ช่างตัดผมคิดทบทวนว่าเขาควรจะตัดอะไรดี   การตัดที่ทำให้สิ่งต่างๆ ยาวขึ้นเป็นสองเท่านี้ มันพอจะมีประโยชน์อะไรบ้างไหมหนอ  ช่างตัดผมคิด คิด แล้วก็คิด  ในที่สุด ช่างตัดผมก็ได้ความคิดดี ๆ

ช่างตัดผมรีบเดินทางไปที่พระราชวังและขอสมัครงานในตำแหน่งคนสร้างถนนซึ่งเรียกว่าพนักงานตัดถนนทันที  แม้งบประมาณในการตัดถนนของเมืองจน ๆ แห่งนี้จะมีไม่มากนัก แต่เมื่อช่างตัดผมผู้ซึ่งมีพรสวรรค์ในการตัดสิ่งต่าง ๆ ให้ยาวขึ้นได้มารับตำแหน่งเป็นพนักงานตัดถนน  ไม่นานนัก เมืองทั้งเมืองก็มีถนนสายยาว ๆ เต็มไปหมด

ชาวบ้านต่างมีความสุขกันถ้วนหน้าที่มีถนนหนทางดีๆ ใช้  ส่วนช่างตัดผมเองก็รู้สึกภูมิใจที่เขาได้ใช้พรสวรรค์ของเขาให้เป็นประโยชน์เสียที  และแล้วนิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

Posted in ทิศทางเว็บไซต์นิทานนำบุญ

หากเราต้องจากกัน : บันทึกในวัย 56 ปี

ชีวิตเป็นสิ่งไม่แน่นอน แต่การพรากจากเป็นสิ่งแน่นอน เมื่อถึงเวลา…ทุกคนก็ต้องจากกัน เวลาจึงเป็นสิ่งมีค่า

ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 พี่นำบุญจะมีอายุ 56 ปีบริบูรณ์ แม้ชีวิตจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่การทำงานด้านเด็กและผลงานนิทานที่สร้างสรรค์ออกมา ถือเป็นความภูมิใจที่ตัวเองได้มีโอกาสสร้างความสุขให้แก่เด็ก ๆ มาอย่างยาวนานมาก

ในมุมมองของพี่นำบุญ การสร้างกิจกรรมที่ดีสำหรับเด็กและการสร้างสื่อที่ดีสำหรับเด็กเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก กิจกรรมเด็กและสื่อเด็กที่มีคุณภาพ นอกจากจะทำให้เด็กได้รับประโยชน์และความสุขแล้ว มันยังเป็น “ต้นแบบ” ให้เด็กได้แรงบันดาลใจในการสร้างสิ่งเหล่านี้ให้แก่เด็กรุ่นต่อ ๆ ไปอีกด้วย

การทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ แม้จะเป็นเรื่องยากมากสำหรับคนวัย 50 ที่ไม่มีความรู้ด้านนี้มาก่อน แต่ความตั้งใจที่อยากให้ เด็ก ๆ มีโอกาสเข้าถึงนิทานดี ๆ และอยากให้พ่อแม่สามารถนำนิทานไปอ่านให้ลูกฟังก่อนนอนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ความตั้งใจนี้ทำให้พี่นำบุญพยายามมาก ๆ ซึ่งผลที่ได้รับถือว่าน่าชื่นใจ เพราะบางวันมีคนเข้าใช้งานเว็บไซต์มากถึง 7,000 คน และมียอดวิวสูงถึง 20,000 วิว

นั่นหมายความว่า “นิทานนำบุญ” น่าจะสร้างประโยชน์หรือทำให้คนมีความสุขได้ตั้ง 7000 คนในหนึ่งวัน

……..

การทำเว็บไซต์นิทานนำบุญด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ ทำโดยไม่ได้หวังผลประโยชน์ตอบแทน (ยกเว้นอยากให้เด็ก ๆ มีความสุข) เมื่อถูกคนที่แวะเข้ามา “ขโมย” งานไปใช้ ทั้ง ๆ ที่พี่นำบุญเขียนขอร้อง ไว้เต็มเว็บไปหมด มันทำให้บางครั้ง ตัวเองรู้สึกเหมือน “ร้องไห้อยู่ข้างใน”

มันไม่ได้เจ็บที่ถูกขโมย แต่มันเจ็บที่ถูกกระทำ โดยคนที่ใจร้ายมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่พี่นำบุญพยายามทำสิ่งที่ดีเพื่อคนอื่นอยู่ (แล้วแบบนี้…จะมีใครอยากทำความดีเพื่อคนอื่นอีก!)

……..

ในการฟ้องคดีแรกที่จบไปนานแล้ว ตอนนั้น พี่นำบุญได้เงินมากถึง 750,000 บาท (เจ็ดแสนห้าหมื่นบาท) จากการละเมิดนิทานจำนวน 3 เรื่อง ซึ่งคดีนั้น….พี่นำบุญต้องแบกความทุกข์ไว้นานถึง 3 ปี

การถูกละเมิดไม่ใช่ความสุข การได้เงินก็ไม่ใช่ความสุข การปล่อยให้คนละเมิดโดยไม่ทำอะไรก็ไม่ใช่ความสุข

ความสุขในวัย 56 ปี คือการได้อยู่อย่างเรียบง่าย สบาย ๆ ไม่ต้องแบกความทุกข์ทางใจมากนัก เพราะทุกข์ทางกายมันมีมากขึ้นทุกวัน

ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พี่นำบุญไม่มีเวลาไปตรวจร่างกายประจำปี ทั้ง ๆ ที่การตรวจครั้งล่าสุด พี่นำบุญพบว่าตัวเองมีเนื้องอกที่ต่อมไทรอยด์ ซึ่งควรตรวจดูความเปลี่ยนแปลง (แต่วุ่นกับคดีต่าง ๆ ตลอด)

ปัจจุบัน มีคดีที่กำลังจะขึ้นศาล 2 คดี รอต่อคิวอีก 2 คดี อยู่ในชั้นตำรวจอีก 2 คดี และอีก 2 คดีที่ดูเหมือนว่าจะต้องฟ้องร้องเป็นคดีอาญา เพราะผู้ละเมิดไม่กลัวกฎหมาย!

นอกจากนี้ ปีนี้มีการละเมิดรูปแบบใหม่ ๆ คือการเข้ามา copy นิทานไปโยนเข้า A.I. เพื่อแต่งเนื้อเพลง หรือสร้างเสียงเล่านิทานในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งนั่นหมายความว่า การเผยแพร่นิทานในเว็บไซต์ เป็นการเปิดช่องให้คนเหล่านี้ เข้ามา copy นิทานไปใช้อย่างง่าย ๆ ซึ่งมันกระทบความรู้สึก, ทำให้เสียเวลาสืบหาตัว, ลดโอกาสในการขายลิขสิทธิ์ และทำให้นิทานนำบุญกลายเป็นงานโหลที่เหมือนไม่มีค่า

คดีละเมิดลิขสิทธิ์ 1 คดี : ใช้เวลาเก็บหลักฐานเพื่อหาตัวคนละเมิด ราว 1 เดือน – 2 ปี และต้องใช้เงินฟ้องร้องคดีละ 50,000 – 100,000 บาท ส่วนการติดตามคดีที่โรงพัก พี่นำบุญใช้เวลามาแล้ว 2 ปีเศษ โดยมีการเข้าไปติดตามคดีที่โรงพักมากกว่า 10 ครั้ง (ทุกครั้งคือเวลาและค่าใช้จ่าย รวมทั้งต้องทำเอกสารซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อใช้ประกอบการให้การ)

………..

การทำเว็บไซต์นิทานนำบุญ เป็นงานที่ไม่ได้ทำเพื่อหารายได้ แต่ไป ๆ มา ๆ มันกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ต้องเสียเงิน, เสียเวลา, เสียความรู้สึก อย่างต่อเนื่อง

เมื่อถึงจุดหนึ่ง พี่นำบุญในวัยแบบนี้ อาจจำเป็นต้องยุติการเผยแพร่นิทานนำบุญทั้งหมด เพื่อตัดวงจรละเมิดลิขสิทธิ์ให้หมดไป และตามฟ้องคดีที่ค้างอยู่ ให้ถึงที่สุด ก่อนที่ตัวเองจะอายุมากจนเดินไม่ไหว

……….

มันเป็นความเศร้า เมื่อนึกถึงคำว่า “หากเราต้องจากกัน” เพราะพี่นำบุญรับรู้ได้ถึงความรู้สึกดี ๆ ของผู้อ่านหลาย ๆ คน ที่คอยเล่าเรื่องและส่งความปรารถนาดีมาให้เป็นระยะ ๆ

แต่จากความพยายามหลาย ๆ อย่างที่พี่นำบุญทำเพื่อลดการละเมิด ทั้งการเขียนบทความเตือน การขอร้อง การทำป้ายเตือนเกือบทุกหน้าของเว็บไซต์ การยุติเผยแพร่นิทานหลายร้อยเรื่อง แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล และพบว่า ผู้ละเมิดจำนวนหนึ่งเป็นบุคคลที่มีการศึกษา เช่น อาจารย์, ครู, นักศึกษา, หน่วยงานในมหาวิทยาลัยของรัฐ ฯลฯ

……

อย่างไรก็ตาม แม้ในอนาคตเราอาจต้องจากกัน แต่ในวันนี้ พี่นำบุญก็ตั้งใจที่จะดูแลเว็บไซต์นิทานนำบุญต่อไปให้ครบ 10 ปี (คืออีกราว 1 ปี 3 เดือน)

ขอบคุณทุก ๆ คนที่ให้เกียรติเข้ามาใช้งานเว็บไซต์นิทานนำบุญ ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ ความสุขที่ผู้อ่านเล่าให้ฟัง ทำให้การทำเว็บไซต์นิทานนำบุญมีค่ามีความหมาย ขอบคุณมาก ๆ นะครับ

หมายเหตุ :

1) ปีที่แล้ว พี่นำบุญประกาศเลิกทำงานเด็ก นั่นคือเรื่องที่ใหญ่มาก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากความเสียใจที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ซ้ำ ๆ – – พี่นำบุญรักงานเด็กมาก การตัดสินใจเมื่อปีก่อนจึงเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ มันเหมือนเป็นการจบชีวิตไปแล้ว จะไม่แต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ อีกแล้ว – – ความรู้สึกที่ถูกกระทำต้องรุนแรงและเรื้อรังขนาดไหน พี่นำบุญจึงตัดสินใจพูดคำนี้ออกมา (แต่มันผ่านไปแล้ว วางแล้ว จึงเอามาเล่าได้)

2) การฟ้องและได้ค่าปรับ 750,000 บาท บางคนคิดว่า “รวยเลย” แต่ในความเป็นจริง รายได้ดังกล่าว พี่นำบุญได้ทำการวางแผนภาษี จนกลายเป็นภาระที่ต้องจ่ายค่าประกัน ค่ากองทุนสารพัด (ที่ไม่เคยคิดจะซื้อ) กลายเป็นภาระผูกพันในวัยชรา ที่ต้องหาเงินไปจ่ายเบี้ยในแต่ละปี และกว่าจะนำเงินมาใช้ได้ ตัวเองอาจไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้แล้ว