Posted in ธรรมะและการเจริญสติ, บทเรียนชีวิตจริง, บุคคลต้นแบบ

กำพล ทองบุญนุ่ม: ชายผู้ลาออกจากความทุกข์ ด้วยการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว

บทความนี้ยาวมาก แต่มันมีค่ามีความหมายต่อผมมาก เพราะมันเป็นเรื่องราวของบุคคลที่ต้องพบกับความท้าทายในชีวิต ชนิดที่ผมคิดว่า ถ้าเกิดขึ้นกับผม ผมจะรับมือได้ไหม? ผมอยากให้ทุกคนได้อ่านบทความนี้ เพราะมันอาจทำให้คุณยิ้มและมีกำลังใจ ในวันที่คุณต้องเผชิญกับความทุกข์

ใครที่กำลังมีความทุกข์มาก เครียดมาก และรู้สึกว่าทุกข์ที่ตัวเองพบเจอ เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัส ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ ป่วยกาย ป่วยใจ ทุกข์จากการสูญเสีย พลัดพราก ทุกข์จากความรัก ทุกข์จากความผิดหวัง ฯลฯ ผมคิดว่า ความทุกข์ที่อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม ต้องเผชิญ “หนักหนาสาหัสไม่แพ้ใคร” และวิธีการที่ทำให้อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม จัดการกับความทุกข์ได้สำเร็จ  รวมถึง “การลาออกจากความพิการ” จนกลายมาเป็น “อุปกรณ์สอนธรรม” ที่ให้ความสว่างและความอบอุ่นแก่คนที่กำลังทุกข์ อาจทำให้หลาย ๆ คน เกิดกำลังใจและเห็นหนทางของการหลุดพ้นจากความทุกข์ที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ได้

ผมรู้จัก “ชื่อ” ของอาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม ครั้งแรก ในช่วงที่ผมเริ่มฝึกการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ โดยรู้จักจากการฟัง mp3 ที่อาจารย์เล่าประสบการณ์การเจริญสติ การฟัง mp3 ทำให้ผมทราบว่า อ.กำพล ทองบุญนุ่ม เป็นอัมพาตเพราะอุบัติเหตุ และต้องทนทุกข์ทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างหนักหน่วงยาวนาน จนกระทั่งอาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ จ.ชัยภูมิ  และได้ฝึกการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวทางหลวงพ่อเทียน (ซึ่งถือเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อคำเขียน) จนท้ายที่สุด อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม ได้ลาออกจากความทุกข์ และได้นำเรื่องราวของตนเองและประสบการณ์ที่ตนเองได้จากการเจริญสติ มาแบ่งปันให้แก่ผู้ที่สนใจทั้งคนไทยและคนต่างชาติได้รับรู้

เรื่องราวของอาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม พอสรุปได้ดังนี้ คือ อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม เกิดเมื่อปี 2498 ที่จังหวัดนครสวรรค์ จบการศึกษาปริญญาตรีด้านพลศึกษา แล้วได้รับราชการเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยพลศึกษา จังหวัดอ่างทอง เมื่ออายุได้ 24 ปี อาจารย์กำพลได้ประสบอุบัติเหตุในขณะสอนว่ายน้ำ โดยการกระโดดพุ่งหลาวลงไปในสระน้ำแล้วศีรษะกระแทกพื้นทำให้เป็นอัมพาต ชีวิตที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยอมรับ การเปลี่ยนแปลงจากคนที่แข็งแรง กลายเป็นผู้พิการที่แขนทั้ง 2 ข้างอ่อนแรง นิ้วมือและขาทั้ง 2 ข้างใช้ไม่ได้  ตั้งแต่คอลงไปถึงปลายเท้าแทบไม่มีความรู้สึก ร่างกายชา คุมการขับถ่ายไม่ได้ ต้องนอนอยู่บนเตียงเป็นส่วนใหญ่ การนั่งบนรถเข็ญทำได้บ้าง (เมื่อมีคนช่วยยกลงนั่ง) แต่ถ้านั่งนานจะหายใจไม่สะดวก ส่วนเรื่องอาชีพและอนาคตก็เหมือนสิ้นสุดไปพร้อม ๆ กับเหตุร้ายที่เกิดขึ้น เพราะด้วยสภาพร่างกาย ทำให้อาจารย์กำพลต้องลาออกจากงาน อนาคตที่ทำท่าว่าจะสดใสกลับกลายเป็นมืดมนไปในชั่วพริบตา

ใครที่กำลังมีความทุกข์ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม หากลองเปรียบเทียบความทุกข์ที่ตัวเองต้องเผชิญกับกรณีที่อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม ต้องพบเจอ ผมเชื่อว่า ทุกข์ของเราอาจกลายเป็นเรื่องเล็ก ๆ และไม่มีใครอยากแลกความทุกข์กับอาจารย์กำพลแน่ ๆ ดังนั้น หากใครท้อกับความทุกข์ของตัวเอง ลองอ่านบทความนี้ต่อไปนะครับ เพราะในตอนท้าย อาจารย์กำพลลาออกจากความทุกข์ที่หนักหน่วงนี้ได้สำเร็จ!

กลับมาที่เรื่องราวของอาจารย์กำพลกันต่อ ในช่วงเวลานั้น อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม ผิดหวังกับชีวิตมาก ความทุกข์ที่บีบคั้นทางร่างกาย (ที่เหมือนตายทั้งเป็น) ทำให้อาจารย์คิดฟุ้งซ่านถึงขั้นอยากเป็นคนฟั่นเฟือน เพื่อให้ลืมทุกสิ่งที่เกิดขึ้น อาจารย์กำพลรู้สึกท้อแท้ ว้าเหว่ เหมือนเป็นคนเดียวในโลกที่ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ อาจารย์กำพลเชื่อว่าตนเองคงมีอายุไม่ยืนยาวนัก จึงตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตให้เป็นประโยชน์และมีคุณค่ามากกว่าการคิดฟุ้งซ่านไปวัน ๆ ในขณะที่อาจารย์กำพลทุกข์ คุณพ่อคุณแม่ของอาจารย์เองก็ทุกข์ไม่แพ้กัน แต่นับว่าอาจารย์กำพลโชคดี เพราะคุณพ่อคุณแม่ รวมทั้งญาติพี่น้อง ช่วยกันดูแลอาจารย์กำพล รวมถึงนำพาอาจารย์กำพลให้สนใจในเรื่องธรรมะ

ในช่วงแรก คุณพ่อของอาจารย์มักไปวัดและกลับมาพร้อมเทปธรรมะกับหนังสือธรรมะ รวมทั้งเล่าเรื่องราวที่ได้ไปพบเจอให้อาจารย์กำพลได้ฟัง ส่วนคุณแม่ซึ่งมีศรัทธาในธรรมะอยู่ก่อนแล้ว ได้แนะนำให้อาจารย์กำพลภาวนาพุทโธตามลมหายใจเข้าออก และคุณแม่ยังสวดมนต์แผ่เมตตาให้อาจารย์ทุกวัน ซึ่งสิ่งที่คุณพ่อกับคุณแม่ทำให้อาจารย์กำพล ส่งผลให้อาจารย์เกิดความคิดที่จะศึกษาธรรมะจากหนังสือและเทปที่คุณพ่อหามาให้ โดยหวังให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิต ดีกว่าการปล่อยจิตใจให้เลื่อนลอยฟุ้งซ่านอย่างหาสาระอะไรไม่ได้

ความทุกข์ครั้งใหญ่ในชีวิต และความรักจากคุณพ่อคุณแม่ ทำให้อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม ก้าวเข้าสู่ต้นทางในการรับมือกับความทุกข์ ซึ่งในช่วงแรกเป็นการเรียนรู้ธรรมะจากการอ่านและการฟัง (ไม่ใช่การปฏิบัติ) ที่ส่งผลให้ลืมความทุกข์ไปได้บ้าง ทำให้จิตใจได้ผ่อนคลาย ทำให้สนใจและศรัทธาในหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามากขึ้น อย่างไรก็ตาม การอ่านและการฟังอาจทำให้ได้ความรู้ในเรื่องธรรมะมากขึ้น ได้พักใจในช่วงที่ฟังธรรมหรือขบคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ได้อ่าน แต่เมื่ออาจารย์กำพลหวนคิดถึงเรื่องของตัวเอง ความทุกข์ก็ยังคงอยู่ตรงนั้น อาจารย์กำพลใช้เวลาอ่านและฟังธรรมะนานถึง 16 ปี ในที่สุด อาจารย์กำพลจึงคิดที่จะเริ่มปฏิบัติธรรมะ

ในช่วงเวลานั้น (ราวปี 2525) คุณพ่อของอาจารย์กำพลได้ไปที่วัดสนามใน และได้ปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ จากนั้น คุณพ่อได้นำหนังสือและเทปเกี่ยวกับการเจริญสติแบบเคลื่อน ไหวตามแนวของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ มาให้อาจารย์กำพลได้ศึกษา

การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว เป็นวิธีการเจริญสติที่สบาย ๆ ใช้การเคลื่อนไหวมือ 14 จังหวะ และการให้มีความรู้สึกตัวกับการเคลื่อนไหว โดยหลวงพ่อเทียนยืนยันว่า ถ้าปฏิบัติตามแนวทางนี้แล้ว จะทำให้ความทุกข์ลดน้อยลงได้

ในตอนแรก อาจารย์กำพลทดลองนอนปฏิบัติ และดูความคิด (ตามความเข้าใจจากการอ่านหนังสือและการฟังเทป) แต่อาจารย์เข้าใจผิด เพราะเมื่อดูความคิด ความคิดจึงพาไป-ปรุงแต่งไป จนมีแต่ความหลง เมื่ออาจารย์กำพลสังเกตเห็นความไม่ปกติ จึงคิดอยากมีครูบาอาจารย์ช่วยแนะนำ ซึ่งอาจารย์กำพลโชคดีมากที่ได้รับคำแนะนำจากกลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรมกลุ่มหนึ่ง ให้เขียนจดหมายไปขอคำแนะนำจากหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ  วัดภูเขาทอง จ. ชัยภูมิ  และในเดือนกรกฎาคม 2538 อาจารย์กำพลได้เขียนจดหมายไปกราบถวายตัวเป็นลูกศิษย์และขอคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม (สำหรับผู้พิการ) จากหลวงพ่อคำเขียน ซึ่งหลังจากนั้นราว 12 วัน อาจารย์กำพลก็ได้รับจดหมายตอบกลับจากหลวงพ่อคำเขียนที่ยินดีเป็นกัลยาณมิตรให้ ทั้งยังแนะนำวิธีการเจริญสติ โดยให้อาจารย์กำพลนอนปฏิบัติได้ แต่ในขณะพลิกมือเล่นก็ให้อยู่กับความรู้สึกตัว เวลาเผลอคิด ก็ให้กลับมา “รู้สึกตัว” กับการเคลื่อนไหวของมือ (หลวงพ่อคำเขียนใช้คำว่า กลับมากำหนดรู้อยู่ที่กาย) ให้ขยันรู้สึกตัวอยู่เรื่อย ๆ แต่อย่าเข้าไปในความสงบ เมื่อหมั่นกลับมาที่ความรู้สึกตัวอยู่เสมอ ๆ ความหลงก็จะลดน้อยลงหรือหมดไป แล้วก็จะเห็นความเป็นจริงมากขึ้น ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับกายกับจิตใจ เห็นความสุข ความทุกข์ ความอึดอัดขัดเคือง ว่าเป็นอาการทางจิต เห็นแล้วก็อย่าเข้าไปเป็น ให้เราปฏิบัติไป เจริญสติ สร้างความรู้สึกตัวไป

เมื่ออาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม ได้หลวงพ่อคำเขียนเป็นครูบาอาจารย์ อาจารย์กำพลก็เริ่มต้นฝึกการเจริญสติที่บ้าน โดยการนอนพลิกมือคว่ำและหงายให้มีสติเข้าไปรู้ แน่นอนว่าในการเจริญสติใหม่ ๆ ผู้ปฏิบัติมักถูกความคิดนำพาออกไปจากความรู้สึกตัวอยู่เกือบตลอดเวลา ความไม่ก้าวหน้ามักทำให้หลาย ๆ คนท้อและเลิกการเจริญสติไปในที่สุด แต่อาจารย์กำพลไม่คิดที่จะท้อถอย (อาจท้อ แต่ถอยไม่ได้ เพราะทุกข์ที่มีอยู่มันหนักหนาสาหัสมาก) อาจารย์กำพลจึงหมั่นฝึกไปเรื่อย ๆ ใช้คำแนะนำของหลวงพ่อคำเขียนเรื่องที่ให้ดูกายเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียวเป็นแนวทาง จนสติคุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวของกายมากขึ้น มีสติมากขึ้น มีความคิดปรุงแต่งน้อยลง มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน  ไม่คิดเรื่องอดีตหรืออนาคต  จิตใจจึงผ่อนคลายและได้สัมผัสกับ “ของจริง” จากการปฏิบัติธรรม ซึ่งหาไม่ได้จากการอ่านหนังสือหรือการฟังเทปธรรมะใด ๆ

อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม เห็นความสำคัญของการเจริญสติมาก เพราะตระหนักว่ามันเป็นทางออก-ทางรอดของชีวิตที่ไม่มีทุกข์ อาจารย์กำพลจึงปรารภความเพียร โดยเจริญสติอย่างต่อเนื่องทั้งวัน เมื่อติดขัดหรือมีข้อสงสัย ก็จะเขียนจดหมายไปถามหลวงพ่อคำเขียน ซึ่งท่านแนะนำให้สังเกตดูอาการ โดยเน้น “ให้เป็นผู้ดู  อย่าเข้าไปอยู่ ไปเป็น”  ซึ่งจะทำให้เกิดปัญญาที่เป็นปัญญาจากการภาวนา ไม่ใช่ปัญญาจากการใช้ความคิดหาเหตุผลประกอบ

ยิ่งเจริญสติมากขึ้น ๆ อาจารย์กำพลก็ยิ่งรู้แจ้ง-รู้จริงว่า กายและจิตอยู่กันคนละส่วน ส่วนตัวเราทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ดูเท่านั้น ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราเข้าไปเป็นผู้ทุกข์ แต่ทุกข์จะหายไปทันทีที่เราออกมาเป็นผู้ดู ไม่ใช่ผู้เป็น เมื่ออาจารย์กำพลรู้แจ้งในสิ่งนี้ จิตใจของอาจารย์กำพลจึงลาออกจากความทุกข์และความพิการได้อย่างถาวร และกลายมาเป็นกัลยาณมิตรผู้ให้คำแนะนำและเป็นกำลังใจแก่ผู้ที่กำลังปฏิบัติธรรมจำนวนมาก

หากพิจารณาชีวิตของอาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม ที่พลิกผันจากคนที่มีความแข็งแรง มีอนาคต กลายมาเป็นผู้พิการ ที่มองไม่เห็นอนาคตใด ๆ แต่แล้วจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะในเรื่องของการเจริญสติ อาจารย์กำพลก็พลิกชีวิตจากคนที่ดูเหมือนไม่มีคุณค่า กลายมาเป็น “อุปกรณ์สอนธรรม” ที่มีค่ายิ่งสำหรับคนที่ทุกข์และพยายามจะฝ่าฟันให้พ้นจากทุกข์ไปให้ได้

ในช่วงที่ผมเริ่มฝึกการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว และได้ฟัง MP3 ธรรมะของอาจารย์กำพล สิ่งที่ผมได้จากการฟังคือความสบายใจและกำลังใจบางอย่าง เพราะเหมือนมีรุ่นพี่ที่พบเจอความทุกข์และผ่านมันมาได้ด้วยการเจริญสติ มาเล่าประสบการณ์ให้เราได้ฟัง เสมือนยืนยันว่าเส้นทางนี้เป็นแนวทางที่ถูกต้อง

ต่อมา หลังจากที่ผมได้ฝึกเจริญสติราว 1-2 ปี (โดยที่ยังไม่เคยพบอาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม มาก่อน) อยู่มาวันหนึ่ง พระอาจารย์เอนก เตชะวโร ผู้เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อเทียนและเป็นพระอาจารย์ของผม ได้เดินทางไปเยี่ยมอาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม (แถว ๆ ย่านอรุณอัมรินทร์) เนื่องจากช่วงนั้นอาจารย์กำพลป่วยมาก (หมอวินิจฉัยว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน) แต่เมื่อได้ไปพบ ผมในฐานะผู้ติดตามได้เห็นภาพที่คล้ายกับตอนที่ผมได้ติดตามพระอาจารย์ ไปเยี่ยมหลวงพ่อคำเขียนในช่วงที่ท่านพักฟื้นหลังผ่าตัดมะเร็งที่โรงพยาบาลจุฬาฯ กล่าวคือ ทั้งอาจารย์กำพลและหลวงพ่อคำเขียน ดูเป็นปกติ สดชื่น ไม่มีความทุกข์ร้อนใด ๆ และดูไม่เหมือนคนที่อยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตเลย!

ความจริงที่ผมได้เห็นกับตา ทำให้ผมยิ่งมั่นใจว่า การเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวทางหลวงพ่อเทียน เป็นวิธีภาวนาที่ไม่ผิดทางแน่ แต่ผมเองได้หยุดการเจริญสติไปราว 5 ปี จนกระทั่งคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ควรกลับมาเจริญสติอย่างจริงจังอีกครั้ง ซึ่งในคราวนี้ ผมบังเอิญได้ฟังคลิปเสียงของอาจารย์กำพลจากยูทูบ และได้ดูคลิปวิดีโอที่อาจารย์กำพลไปออกรายการเจาะใจ สิ่งที่ผมคิดคือ ผมอยากนำเรื่องราวของอาจารย์กำพล และนำคลิปที่มีค่าเหล่านี้มาให้เพื่อน ๆ ได้ดูได้ฟังกัน รวมทั้งอยากเขียนบทความเกี่ยวกับอาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม ด้วยความเคารพอย่างสูง เพื่อแบ่งปันเรื่องราวของท่านให้เพื่อน ๆ ได้อ่าน

ผมเชื่อว่า เรื่องราวของอาจารย์กำพล และคลิปที่ผมคัดเลือกมาประกอบในบทความนี้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก ถ้าบุคคลที่มีข้อจำกัดทางร่างกายมากมายยังสามารถเจริญสติจนลาออกจากความทุกข์ได้ พวกเราทุกคนก็ต้องทำให้ได้เช่นกัน

ขอขอบพระคุณอาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม ที่ “ยังอยู่” เป็นกำลังใจในการเจริญสติให้แก่ผู้สนใจในการเจริญสติ และขอบพระคุณที่ทำให้เห็นว่า “ชีวิตของคนเรานั้นมีคุณค่าได้มากมายเพียงไร”

ท่านที่สนใจอ่านเรื่องราวของคุณกำพลในเวอร์ชั่นกระชับ อ่านได้โดยกดลิงค์ที่ภาพนี้

กำพล ทองบุญนุ่ม ชายผู้พิการที่เปลี่ยนความทุกข์ให้กลายเป็นธรรมะ พร้อมรอยยิ้มเบิกบานในสวนดอกไม้
“ทุกข์สาหัส ก็ขจัดไปได้” — กำพล ทองบุญนุ่ม ผู้พิการที่กลายเป็นอุปกรณ์สอนธรรม

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

วันเบิกบาน

นิทานเรื่อง “วันเบิกบาน” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่เพิ่งเรียนรู้ การเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ โดยได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์เอนก เตชวโร เจ้าอาวาสวัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น เป็นพระอาจารย์ผู้คอยชี้แนะ

นิทานเรื่องนี้แต่งขึ้นจากความพยายามในการทำความเข้าใจเรื่อง “การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว” กับการทำให้ความทุกข์คลายลง ซึ่งในเวลาต่อมา เมื่อผมได้ฝึกการเจริญสติมากขึ้น ความเข้าใจในเรื่องนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร

อย่างไรก็ตาม นิทานเรื่องนี้อาจมีประโยชน์ในการเป็นประตูบานแรก ที่จะนำพาเด็ก ๆ ไปรู้จักกับการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ซึ่งจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากหากได้เรียนรู้และฝึกฝนอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง

นิทานเรื่อง วันเบิกบาน

กาลครั้งหนึ่ง ณ ป่าแสนสุข มีลูกลิงช่างคิดตัวหนึ่งกับลูกนกอีกตัวหนึ่งเป็นเพื่อนรักกัน 

ลูกลิงมักใช้เวลาทั้งวันนั่งคิดนู่นคิดนี่ โดยเฉพาะการคิดเปรียบเทียบตัวเองกับสัตว์อื่น ๆ  ส่วนลูกนกมักใช้เวลาว่างขยับปีกเคลื่อนไหวเล่น ๆ เป็นจังหวะไปมาและมีสติอยู่กับปัจจุบันไม่คิดฟุ้งซ่านให้ปวดหัว

อยู่มาวันหนึ่ง  ลูกนกเห็นลูกลิงนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดดูไม่มีความสุขเลย  ลูกนกจึงบินเข้าไปถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

เมื่อลูกลิงเห็นลูกนกบินมาหา  ลูกลิงจึงระบายความอัดอั้นตันใจให้ลูกนกฟัง “คิด ๆ ดูแล้ว ฉันรู้สึกแย่จังเลยนะ ดูหน้าตาของฉันสิ ไม่เห็นน่ารักแบบสัตว์อื่น ๆ เลย  ฉันเกิดมาทำไมนะ ฉันช่างโชคร้ายเสียจริง ๆ” ลูกลิงรำพึง “ไม่ใช่แค่นี้นะ ดูขนของฉันสิ มันไม่อ่อนนุ่มปุกปุยแบบขนของสัตว์ที่น่ารักทั้งหลายเลย ฉันเกิดมาทำไมนะ ฉันช่างโชคร้ายเสียจริง ๆ”  ลูกลิงพูดพลางทำตาแดง ๆ เหมือนจะร้องไห้ “แต่ที่แย่ที่สุดนะ ลองดูก้นของฉันสิ  มันแดงแจ๋น่าเกลียดไม่เหมือนก้นของสัตว์อื่น ๆ เลย ฉันเกิดมาทำไมนะ ฉันช่างโชคร้ายเสียจริง ๆ”  ลูกลิงเริ่มน้ำตาไหลแล้วก็ร้องไห้โฮด้วยความทุกข์ที่เกิดจากความคิดของตัวเอง

ลูกนกสงสารลูกลิงที่หลงอยู่ในห้วงของความคิดโดยไม่รู้สึกตัวเลยว่า ในความเป็นจริงไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ๆ

ลูกนกจึงตัดสินใจอาสาคลายทุกข์ให้ลูกลิงด้วยการชวนลูกลิงเล่นเคลื่อนไหวมือเป็นจังหวะตามที่ลูกนกขยับปีก โดยลูกนกรับประกันว่าลูกลิงจะสบายใจขึ้นแน่ ๆ ถ้าหากลองทำตามโดยรู้ตัวว่าตอนไหนมือกำลังเคลื่อนและตอนไหนที่มือหยุดนิ่ง 

ลูกลิงไม่เข้าใจว่าการเล่นเคลื่อนไหวมือจะช่วยให้มันหายเศร้าได้อย่างไร แต่อย่างน้อยการได้เล่นในเวลาที่ทุกข์ใจมาก ๆ ก็คงดีกว่าการปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉย ๆ  ด้วยเหตุนี้ ลูกลิงกับลูกนกจึงเริ่มเล่นเคลื่อนไหวมือด้วยกัน

เมื่อลูกนกเริ่มขยับปลายปีกแล้วหยุดคล้ายการพลิกมือ ลูกลิงก็พลิกมือตาม แล้วหยุดนิ่งอย่างมีสติรู้ตัว พอลูกนกยกปีกขึ้นแล้วหยุด ลูกลิงก็ยกมือขึ้นแล้วหยุดบ้าง ครั้นเมื่อลูกนกขยับปีกเปลี่ยนท่าเคลื่อนไหวต่อไปเป็นจังหวะ ลูกลิงก็ยกมือเคลื่อนไหวตามได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน  ลูกนกกับลูกลิงเล่นเคลื่อนไหวมือไปมาทีละท่า ๆ ตามจังหวะของตัวเอง จนเวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง จู่ ๆ ลูกลิงก็เกิดความรู้สึกบางอย่างสว่างวาบขึ้นในใจ!

ความรู้สึกของลูกลิงเป็นความรู้สึกที่โปร่งเบาเบิกบานแตกต่างจากช่วงเวลาก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด  เพราะตลอดเวลาที่ลูกลิงเล่นเคลื่อนไหวมือ สมองของลูกลิงที่เคยอัดแน่นไปด้วยความคิดแย่ ๆ ก็กลายเป็นสมองว่าง ๆ ที่เหลือเพียงแค่การรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของมือเท่านั้น  ซึ่งเมื่อสมองปลอดโปร่ง ความทุกข์ก็ค่อย ๆ จางลง และลูกลิงก็กลับมาอยู่กับความเป็นจริงมากขึ้น

ในชีวิตจริง  ทุกคนมีทั้งจุดดีและจุดด้อย แค่เราพอใจในสิ่งที่เรามีเราเป็น ไม่ปล่อยให้ความคิดมาหลอกให้เราหลงอยากมีแบบคนอื่นหรืออยากเป็นแบบคนอื่น เพียงเท่านี้…ความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น

ลูกลิงยิ้มกว้างแล้วบอกกับลูกนกว่า “ฉันเข้าใจแล้วล่ะ การเล่นเคลื่อนไหวมือแบบนี้ ทำให้สมองปลอดโปร่งและช่วยให้หัวใจของฉันเบิกบานเหมือนดอกไม้ที่บานรับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์เลยนะ”

“นี่แหละ ความมหัศจรรย์ของการเล่นเคลื่อนไหวมือล่ะ เรามาเล่นด้วยกันทุก ๆ วันดีไหมจ๊ะ” ลูกนกชวน

“ได้สิ เล่นเคลื่อนไหวมือแบบนี้ดีกว่านั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนปวดหัวเยอะเลยล่ะ” ลูกลิงตอบ

นับจากวันนั้น เพื่อนรักทั้งสองจึงเล่นเคลื่อนไหวมือด้วยกันทุกวัน ซึ่งทำให้ทั้งคู่มีสติและมีความสุขมากขึ้น ๆ จนใครต่อใครในป่าพากันมาขอเล่นด้วย  และในเวลาต่อมา การเล่นเคลื่อนไหวมือก็กลายเป็นกิจกรรมยอดนิยม ณ ป่าแสนสุขที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายต่างมีความสุขกันโดยถ้วนหน้า

#นิทานนำบุญ

—————————

หมายเหตุ :   

ผู้เขียนขอขอบพระคุณพระอาจารย์เอนก เตชวโร เจ้าอาวาสวัดโมกขวนาราม จังหวัดขอนแก่น ที่เมตตาแนะนำการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภให้ผู้เขียนได้เรียนรู้ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ