นิทานตลก ๆ ก่อนนอน

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก, เรื่องสนุก, family, Kid

นิทานก่อนนอนเรื่อง คุณพ่อนักแปลงกาย

นิทานก่อนนอนสั้นๆ  พร้อมภาพประกอบ เรื่อง คุณพ่อนักแปลงกาย  เป็นนิทานสนุก ๆ   ที่สะท้อนความรักของพ่อกับลูกได้เป็นอย่างดี   ลองอ่านนิทานเรื่องนี้ให้ลูกฟัง  แล้วเล่นตามดูนะครับ  รับรองว่า ครอบครัวจะมีความสุขมากขึ้นอีกเยอะเลยล่ะ

Continue reading “นิทานก่อนนอนเรื่อง คุณพ่อนักแปลงกาย”

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ความตั้งใจของชายหนุ่ม

นิทานเรื่อง “ความตั้งใจของชายหนุ่ม” เป็นนิทานก่อนนอนที่มีแนวทางคล้ายกับนิทานเรื่อง “เจ้าหญิงผู้เมตตา” ซึ่งผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เคยแต่งเอาไว้ นิทานทั้งสองเรื่อง เป็นนิทานที่เด็ก ๆ บอกว่าสนุกมาก โดยเนื้อหาของนิทานก่อนนอนเรื่องความตั้งใจของชายหนุ่ม มีการสอดแทรกแนวคิดเรื่องความรักความเมตตาต่อสัตว์ การสงวนรักษาพื้นที่ซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์ และเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อผืนดิน เข้าไปในนิทาน ดังนั้น นิทานเรื่องนี้จึงเหมาะที่จะนำไปใช้ในการเรียนการสอนด้วย หวังว่าทุก ๆ ท่านจะมีความสุขและได้ประโยชน์จากนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง ความตั้งใจของชายหนุ่ม

            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีชายหนุ่มผู้หนึ่งเป็นคนที่รักสัตว์มาก   เขาพยายามเรียนรู้ภาษาสัตว์  ต่าง ๆ ด้วยความมุมานะอยู่หลายปี  จนในที่สุด  เขาก็สามารถสื่อสารกับสัตว์ได้ทุกชนิด

            หลังจากที่ชายหนุ่มได้พูดคุยกับสัตว์ทั้งหลาย  ชายหนุ่มก็พบว่า สัตว์ต่าง ๆ ฝันอยากมีพื้นที่สักแห่งเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยอันปลอดภัย โดยไม่มีมนุษย์เข้าไปรุกรานหรือรังควานพวกมันอย่างที่เป็นอยู่  ชายหนุ่มเห็นใจและอยากให้พวกสัตว์สมหวัง  เขาจึงคิดหาทางทำความฝันของสัตว์ให้กลายเป็นความจริง

            วันหนึ่ง เจ้าหญิงผู้เป็นพระธิดาของพระราชาได้พลาดพลาดทำแหวนตกลงไปในท้องทะเลลึก พระราชาผู้ตระหนี่ถี่เหนียว…แต่รักลูกสาวปานดวงใจ จึงประกาศจะมอบรางวัลตามแต่จะร้องขอให้แก่คนที่นำแหวนของเจ้าหญิงมาคืนได้  ชายหนุ่มเห็นว่าเป็นโอกาสอันดี เขาจึงไปขอร้องสัตว์ทะเลต่าง ๆ ให้ช่วยกันหาแหวนของเจ้าหญิงที่ตกลงไปในห้วงสมุทร

            ไม่กี่วันต่อมา  เต่าทะเลก็พบแหวนของเจ้าหญิง  เมื่อชายหนุ่มนำแหวนไปคืนให้แก่เจ้าหญิง  เจ้าหญิงทรงดีใจมาก เพราะมันเป็นแหวนที่พระราชินีมอบให้ก่อนที่พระองค์จะจากไปยังสรวงสวรรค์  ชายหนุ่มยินดีที่เห็นเจ้าหญิงมีความสุข  และเมื่อถึงเวลาที่เขาต้องการขอของรางวัลจากพระราชา  ชายหนุ่มผู้มีจิตใจดีงามจึงเอ่ยปากขอที่ดิน 1000 ไร่เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายใช้เป็นที่พำนัก

            พระราชาไม่อยากเสียที่ดินจำนวนมากให้แก่ชายหนุ่ม  พระองค์จึงแกล้งยกที่ดินซึ่งแห้งแล้งและมีผืนดินแข็งราวกับหินให้  นอกจากนี้ พระองค์ยังตั้งเงื่อนไขอีกว่า  ภายใน 1 สัปดาห์…หากชายหนุ่มสามารถทำให้ที่ดินผืนนี้สามารถเพาะปลูกได้  พระองค์ก็จะมอบรางวัลให้อีกตามแต่ชายหนุ่มจะปรารถนา  แต่หากชายหนุ่มชายหนุ่มทำไม่สำเร็จ  พระองค์ก็จะยึดที่ดินทั้งหมดคืนทันที

            แม้ชายหนุ่มจะไม่อยากรับเงื่อนไข  แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้  ดังนั้น  ชายหนุ่มจึงจำใจต้องรับคำท้าทาย พร้อมกับคิดหาทางไม่ให้พระราชายื่นเงื่อนไขใด ๆ อีก

            การปรับปรุงที่ดินที่มีขนาดพอ ๆ กับสนามฟุตบอลนับพัน ๆ สนามโดยมีเวลาจำกัดเพียงแค่ 1สัปดาห์  หนำซ้ำ ยังต้องปลูกพืชลงไปอีก เป็นเรื่องที่ยากเกินความสามารถของมนุษย์ตัวเล็ก ๆ  แต่ชายหนุ่มเชื่อว่า  สิ่งที่เขากำลังทำอยู่เป็นสิ่งที่ดี  เขาจึงหวังว่าสัตว์ต่าง ๆ คงยินดีช่วยให้เขาฝ่าฟันอุปสรรคไปได้

            ชายหนุ่มเริ่มปรับปรุงที่ดินด้วยการไปขอร้องให้นกทั้งหลายช่วยหาไส้เดือนจากทุกหนทุกแห่งมาปล่อยยังที่ดินผืนนี้  เมื่อพวกนกได้ฟังคำขอร้อง  นกทั้งหลายจึงรีบบินออกไปหาไส้เดือนพร้อมกับบอกกันปากต่อปาก

            เมื่อฝูงนกนำไส้เดือนมาปล่อยยังที่ดินของชายหนุ่มนับแสนนับล้านตัว  ชายหนุ่มก็ขอร้องไส้เดือนเหล่านั้นให้ช่วยกันชอนไชผืนดินอย่างเต็มกำลัง  กองทัพไส้เดือนร่วมแรงร่วมทำตามที่ชายหนุ่มขอร้อง  ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปได้ราว 3 วัน พื้นดินที่แข็งเหมือนหินก็ค่อย  ๆ ร่วมซุยและพร้อมสำหรับการเพาะปลูก

            เมื่อผืนดินมีสภาพดีขึ้น  ชายหนุ่มจึงไปขอร้องให้พวกสัตว์ต่าง ๆ เช่น หมู หมา กา ไก่ ช้าง ม้า วัว ควาย เสือ สิงห์ กระทิง แรด ฯลฯ ช่วยกันเอาน้ำมารดในที่ดินให้ชุ่มชื้น  จากนั้น เขาก็ไปขอร้องลิง ค่าง บ่าง ชะนี ให้ช่วยกันหาเมล็ดพืชที่ขึ้นง่ายโตง่ายมาปลูกในที่ดินผืนนี้

            สามวันผ่านไป  ที่ดินที่แห้งแล้งก็ค่อย ๆ มีต้นอ่อนของพืชชนิดต่าง ๆ ขึ้นปกคลุมจนเขียวชอุ่มอย่างไม่น่าเชื่อ  พระราชาทรงโมโหที่ชายหนุ่มปรับปรุงผืนดินและปลูกพืชได้เป็นผลสำเร็จ  พระองค์ตั้งท่าจะยื่นเงื่อนไขอีก  แต่ชายหนุ่มรู้ทันจึงขอรางวัลก่อน ซึ่งสิ่งที่ชายหนุ่มขอก็คือการขอแต่งงานกับเจ้าหญิง!

            ในตอนแรก พระราชาทรงโกรธจนควันออกหู  แต่เมื่อพระราชาใจเย็นลงแล้วใคร่ครวญอยู่สักพัก  ท้ายสุด…พระองค์ก็ตัดสินใจยอมให้เจ้าหญิงแต่งงานกับชายหนุ่ม  ทั้งนี้เพราะพระราชาทรงเชื่อว่าชายหนุ่มผู้มีจิตใจดีงามคงทำให้เจ้าหญิงมีความสุขได้ไม่ยาก  และเมื่อเจ้าหญิงแต่งงานกับชายหนุ่ม  ที่ดิน 1000 ไร่ก็จะยังคงถือว่าเป็นสมบัติของเจ้าหญิงด้วย  นอกจากนี้  หากวันใดบ้านเมืองถูกรุกราน  ชายหนุ่มก็น่าจะขอความช่วยเหลือจากบรรดาสัตว์ต่างๆ  ให้มาช่วยเป็นกำลังเสริมปกป้องบ้านเมืองได้อีก

            ในที่สุด ชายหนุ่มก็สามารถหาพื้นที่ให้สัตว์อยู่อย่างปลอดภัยได้  และเมื่อเขาแต่งงานกับเจ้าหญิง  เจ้าหญิงก็ช่วยชายหนุ่มดูแลสัตว์ต่าง ๆ ให้มีความสุขอีกแรงหนึ่งด้วย

#นิทานนำบุญ

…………………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ความรักของหนุ่มชาวไร่

นิทานเรื่อง “ความรักของหนุ่มชาวไร่” มีชื่อเดิมตอนที่พิมพ์ลงนิตยสารขวัญเรือนว่า “หนุ่มชาวไร่กับชายสูงศักดิ์” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรักที่มีคติสอนใจ และมีเนื้อเรื่องสนุกมากเรื่องหนึ่ง เมื่ออ่านจนจบแล้ว ผู้แต่งเชื่อว่าเด็ก ๆ จะชอบนิทานเรื่องนี้ครับ

นิทานเรื่อง ความรักของหนุ่มชาวไร่

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีที่น่าเคารพผู้หนึ่งเป็นบิดาของหญิงสาวซึ่งงดงามราวกับนางฟ้า  เมื่อเศรษฐีเฒ่าชะแรแก่ชรา  ท่านเศรษฐีจึงคิดให้ลูกสาวแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝากับชายหนุ่มสักคนที่สามารถดูแลลูกสาวและกิจการต่าง ๆ สืบต่อไปได้

หลังจากที่เศรษฐีพิจารณาคุณสมบัติของชายหนุ่มนับร้อย ๆ คนที่ปรารถนาจะเป็นลูกเขยของท่าน  เศรษฐีผู้แสนดีก็ตัดสินใจเลือกชายหนุ่มสองคนที่ดูเหมาะสมที่สุดแล้วแนะนำให้ลูกสาวของท่านได้รู้จัก

ชายคนแรกเป็นหนุ่มชาวไร่ผู้เป็นที่รักของชาวบ้านทั้งหลาย   แม้เขาจะมีฐานะไม่สู้ดีนัก  แต่ด้วยความขยันขันแข็งและความเมตตาต่อสัตว์ต่าง ๆ ที่เขาเลี้ยง  ลูกสาวของเศรษฐีซึ่งเป็นคนรักการเลี้ยงปลาสวยงามจึงถูกอัธยาศัยกับหนุ่มชาวไร่ผู้นี้มากเป็นพิเศษ     

ในขณะเดียวกัน  เมื่อเศรษฐีแนะนำให้ลูกสาวสุดที่รักได้รู้จักกับชายหนุ่มคนที่สอง ซึ่งเป็นหนุ่มรูปงามผู้เกิดในตระกูลดีและมีสติปัญญาเฉียบแหลมเข้าขั้นอัจฉริยะ   หญิงสาวจึงเริ่มลังเลใจว่าตนควรเลือกชายหนุ่มคนใดเป็นคู่ครองกันแน่ 

เมื่อชายหนุ่มทั้งสองต่างมีข้อดีอันโดดเด่นที่แตกต่างกัน  ลูกสาวเศรษฐีจึงตัดสินใจใช้วิธีเลือกคู่ครองโดยขอร้องให้บิดาสั่งปลาสวยงามจากต่างแดนมาให้  จากนั้น เธอก็มอบปลาที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อนให้ชายหนุ่มคนละสองตัวเพื่อให้พวกเขานำมันไปเพาะเลี้ยง ซึ่งในเวลาสามเดือน หากใครสามารถเพาะพันธุ์จนเกิดลูกปลาได้มากกว่า  เธอก็จะยินยอมแต่งงานด้วยอย่างไม่มีเงื่อนไข

ทันทีที่ชายหนุ่มทั้งสองคนได้รับปลาสวยงามจากหญิงสาว  ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปเพาะเลี้ยงปลาเพื่อเอาชนะคู่แข่งให้จงได้

แม้หนุ่มชาวไร่จะมีความคุ้นเคยในการเลี้ยงสัตว์เป็นอย่างดี  แต่การเพาะพันธุ์ปลาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  ชายหนุ่มชาวไร่เฝ้าดูแลเจ้าปลาน้อยทั้งสองตัวตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย  แต่จนแล้วจนรอด  ปลาทั้งสองก็ไม่ยอมให้กำเนิดลูกเลยแม้แต่ตัวเดียว  หนุ่มชาวไร่จึงจำต้องยอมรับสภาพว่า เขาคงไม่มีวาสนาได้แต่งงานกับหญิงสาวที่เขารักเป็นแน่

ฝ่ายชายหนุ่มอีกคนที่ทั้งเฉลียวฉลาดและมีชาติตระกูลสูงนั้น  หลังจากที่ตัวเขาและบ่าวไพร่ช่วยกันเลี้ยงปลาสวยงามของลูกสาวเศรษฐีจนครบสามเดือน ท้ายที่สุด…เขาก็ยังไม่สามารถผสมพันธุ์ปลาได้เช่นกัน  อย่างไรก็ตาม…ชายหนุ่มสูงศักดิ์ผู้เฉลียวฉลาดไม่อยากพลาดโอกาสเป็นเจ้าบ่าวของลูกสาวเศรษฐี  ด้วยเหตุนี้  เขาจึงสั่งให้บ่าวไพร่ไปจับลูกปลาตัวกระจิ๋วหลิวจากแม่น้ำลำคลองต่าง ๆ แล้วเอามาใส่ในอ่างปลาเพื่อลวงให้เศรษฐีกับลูกสาวหลงเชื่อว่าเขาเพาะพันธุ์ปลาได้เป็นผลสำเร็จ

เมื่อถึงวันตัดสิน  เศรษฐีกับลูกสาวต่างส่งยิ้มให้กันเมื่อเห็นชายหนุ่มสูงศักดิ์สามารถเพาะพันธุ์ปลาสวยงามได้มากมาย ส่วนหนุ่มชาวไร่ก็ได้แต่มองตาปริบ ๆ และยอมรับว่าตนเองเป็นผู้พ่ายแพ้     

และแล้ว…เศรษฐีก็ประกาศว่า ผู้ที่จะได้แต่งงานกับลูกสาวของตนก็คือ หนุ่มชาวไร่ที่เพาะพันธุ์ปลาไม่ได้เลยแม้แต่ตัวเดียว!

ทั้งหนุ่มชาวไร่และชายหนุ่มสูงศักดิ์ต่างแปลกใจจนอ้าปากค้าง  แต่เมื่อเศรษฐีกับลูกสาวชี้แจงให้ชายหนุ่มทั้งสองคนทราบว่า สาเหตุที่ทำให้การตัดสินเป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากปลาสวยงามที่ชายหนุ่มที่สองคนได้รับไปล้วนแต่เป็นปลาตัวผู้ด้วยกันทั้งคู่

การที่ชายหนุ่มสูงศักดิ์ใช้ความฉลาดแกมโกงทำให้ดูเหมือนว่าปลาที่ได้ไปออกลูกมามากมายนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง   ด้วยเหตุนี้  หนุ่มชาวไร่ผู้ซื่อสัตย์จึงสมควรที่จะได้แต่งงานกับลูกสาวเศรษฐีและดูแลกิจการต่างๆ อย่างมีคุณธรรมสืบไป

ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์อับอายมากที่ถูกจับกลโกงได้  ส่วนหนุ่มชาวไร่ก็รู้สึกปลื้มปีติที่เขามีวาสนาได้เป็นคู่ครองของหญิงสาวที่เขาหลงรัก 

และหลังจากที่ชายหนุ่มแต่งงานกับลูกสาวของเศรษฐีแล้ว  นอกจากทั้งคู่จะช่วยกันดูแลกิจการของท่านเศรษฐีเป็นอย่างดี  ทั้งคู่ยังร่วมกันทำบุญทำทานและช่วยเหลือสัตว์ที่น่าสงสารทั้งหลายอย่างไม่รู้เบื่อ  ซึ่งจากความดีของคู่บ่าวสาวทั้งสองนี้เอง  ผลบุญจึงทำให้ทั้งคู่ครองรักกันอย่างมีความสุขสืบมา

#นิทานนำบุญ

………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นักมองเมฆ

นิทานแต่ละเรื่องที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่ง มักมีที่มาจากสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว ซึ่งนิทานก่อนนอนเรื่อง “นักมองเมฆ” นี้ ก็มีที่มาในลักษณะเดียวกัน คือมาจาก “นิสัยของผมเอง” ถ้าให้สารภาพตามจริง ผมเองไม่รู้ตัวว่าเป็นคนที่มีนิสัยแบบตัวละครต่าง ๆ ในนิทานเรื่องนี้ จนกระทั่งช่วงชีวิตที่ได้ไปเจริญสติและปฎิบัติธรรมในวัด ผมก็ค่อย ๆ เห็นความจริงของตัวเองมากขึ้น ๆ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ได้เห็น ก็คือ “นิสัยของผมเอง” ที่จริงจังกับทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่ต้องจริงจังก็ได้ แม้คนที่มีนิสัยแบบนี้อาจประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจล้มเหลว คือ ล้มเหลวในการมีความสุข ดังนั้น ผมจึงแต่งนิทานเรื่องนี้และใช้ตัวละคร “นักมองเมฆ” เป็นสื่อในการเตือนจิตสะกิดใจให้ทุก ๆ คน ได้กลับมาเข้าใกล้กับ “ความสุข” อีกครั้งด้วยการรู้จักปล่อยวาง และทำกิจต่าง ๆ เป็นหน้าที่ ซึ่งในมุมมองของผม นิทานเรื่องนี้น่าจะจัดว่าเป็นนิทานธรรมะก่อนนอน ที่อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ผู้อ่านอาจมีความเข้าใจในเรื่องราวที่ลึกซึ้งแตกต่างกัน

นิทานเรื่อง นักมองเมฆ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเมือง ๆ หนึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคนเก่ง ๆ มากมาย ทั้งนี้เพราะชาวเมืองเกือบทั้งหมดเอาจริงเอาจังกับทุกสิ่งที่ทำ พวกเขาจึงเชี่ยวชาญในงานด้านต่าง ๆ อย่างหาตัวจับได้ยาก

คุณ A เป็นนักทำอาหาร เขาฝึกทำอาหารกับคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก แถมยังเข้าเรียนวิชาทำอาหารนานถึง 10 ปี พอเรียนจบ เขาก็เปิดร้านอาหารและทำอาหารขายอย่างเอาจริงเอาจัง อาหารที่เขาทำอร่อยจนได้รับคำชมจากลูกค้าไม่หยุดหย่อน คุณ A ร่ำรวยขึ้น แต่ตลอดเวลา…เขากลับรู้สึกว่าเขาไม่มีความสุขอย่างที่เคยนึกฝันเลย

คุณ ฺB เป็นนักจัดดอกไม้  คุณตากับคุณยายของคุณบีมีสวนดอกไม้ขนาดใหญ่  ท่านทั้งสองสอนให้หลานสาวรู้จักดอกไม้นานาชนิด  คุณ B คิดว่าการเป็นนักจัดดอกไม้เป็นอาชีพที่จะทำให้เธอมีความสุข เธอจึงเลือกเรียนวิชาจัดดอกไม้นานถึง 10 ปี คุณ ฺB เอาจริงเอาจังกับการจัดดอกไม้มาก พอเธอมีฝีมือดีพอ เธอก็เปิดร้านรับจัดดอกไม้ แล้วทุ่มเทจัดดอกไม้ช่อสวย ๆ อย่างสุดกำลัง ลูกค้าชอบช่อดอกไม้ที่คุณฺ B จัด คุณ ฺB จึงมีงานล้นมือแทบไม่ได้หยุดพัก คุณ B ร่ำรวยจากการจัดดอกไม้ แต่ตลอดเวลา…เธอกลับรู้สึกว่าเธอไม่มีความสุขอย่างที่เคยคิดฝันเลย

คุณ C เป็นหญิงสาวที่ฝันอยากเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็ก เธอฝึกฝนร้องเพลงทุกวันไม่เคยหยุด แถมยังเรียนร้องเพลงอย่างเอาจริงเอาจังนานถึง 10 ปี ครั้นเมื่อเธอมีผลงานเพลง ผู้คนต่างก็ชื่นชอบเพลงที่เธอร้อง คุณ C เป็นนักร้องที่มีงานร้องเพลงทุกวัน และมีคนติดตามผลงานจนเธอกลายเป็นนักร้องแถวหน้า แต่ตลอดเวลา…เธอกลับรู้สึกว่าเธอไม่มีความสุขอย่างที่เคยนึกฝันเลย

นอกจากคุณ A คุณ ฺB และคุณ C แล้ว ชาวเมืองคนอื่น ๆ ที่เอาจริงเอาจัง ล้วนเก่งกาจ ร่ำรวยและได้รับคำชื่นชมไม่แพ้กัน แต่พวกเขากลับไม่มีความสุขเลยสักคน

วันหนึ่ง  ชาวเมืองสังเกตเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งเรียกตัวเองว่า “Z…นักมองเมฆ”  

Z เป็นเด็กที่รักการมองเมฆเป็นชีวิตจิตใจ  ชาวเมืองมักเห็น Z นอนมองดูก้อนเมฆที่อยู่บนท้องฟ้าพลางยิ้มให้ก้อนเมฆทุกวันไม่เคยเบื่อ  Z มองเมฆบ้าง พักบ้าง ดูเหมือนไม่เอาจริงเอาจังสักเท่าไหร่  บางทีเขาอาจเป็นนักมองเมฆที่ไม่น่าชื่นชมนัก แต่ชาวเมืองกลับแปลกใจที่แซดดูสดใสและเหมือนมีความสุขมากกว่าชาวเมืองคนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

รอยยิ้มบนใบหน้า การทำสิ่งที่รักแบบทีเล่นทีจริงและความสุขที่คนอื่น ๆ ไม่มี ทำให้ชาวเมืองที่เป็นนักอะไรต่อมิอะไรเริ่มครุ่นคิด  พวกเขาคิดว่า บางทีการทุ่มเทแบบสุดกำลังและเอาจริงเอาจังมากเกินไป อาจเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องนักในการทำสิ่งที่รักที่ชอบ เพราะหากมันเป็นวิธีที่ถูก พวกเขาก็คงมีความสุขไปนานแล้ว

ชาวเมืองจึงตัดสินใจลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ  นั่นคือการทำสิ่งที่รักที่ฝันแบบไม่เอาจริงเอาจังจนเกินไป  ทำแบบเหนื่อยก็พักหนักก็วาง

เมื่อชาวเมืองทดลองเปลี่ยนวิธีทำงานเลียนแบบ Z นักมองเมฆ  เพียงวันแรก…พวกเขาก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

คุณ A รู้สึกว่าการทำอาหารอย่างสบาย ๆ  พักบ้าง ยิ้มบ้าง ช่วยทำให้เขามีความสุขมากขึ้น

คุณ ฺB รู้สึกว่าการค่อย ๆ จัดดอกไม้ แล้วพักชื่นชมความงามของดอกไม้ ทำให้เธอมีความสุขมากขึ้นจริง ๆ

คุณ C รู้สึกว่าการร้องเพลงแบบสบาย ๆ  เลือกร้องเพลงที่ชอบ ในสถานที่ที่ชอบ ทำให้การร้องเพลงเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขอย่างวิเศษสุด

ส่วนชาวเมืองคนอื่น ๆ ที่ลดความจริงจังขึงขังในการทำสิ่งที่ชอบลง แล้วเติมรอยยิ้มให้ตัวเองในขณะทำสิ่งเหล่านั้น  ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ผลงานที่ได้แทบไม่ต่างกับตอนที่ทำแบบจริงจังขึงขัง แต่รู้สึกมีความสุขมากกว่าเยอะ”

Z นักมองเมฆดีใจที่เห็นชาวเมืองมีความสุขในสิ่งที่ทำมากขึ้นกว่าเดิม  และเมื่อเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาก็อดยิ้มกว้างไม่ได้  เพราะเมฆที่นักมองเมฆอย่างเขาเห็น มีรูปร่างเหมือนผู้คนในเมืองที่กำลังทำสิ่งที่รักด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุขแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย

#นิทานนำบุญ

…………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คู่หูคู่บ๊วย

นิทานสั้นพร้อมข้อคิด เรื่อง “คู่หูคู่บ๊วย” เรื่องนี้ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นผู้แต่ง โดยตั้งใจแต่งให้เด็ก ๆ ที่อาจเรียนหนังสือไม่เก่งนัก ทั้ง ๆ ที่พยายามแล้ว ซึ่งประสบการณ์นี้เคยเกิดขึ้นกับผมสมัยเรียนชั้นมัธยม 4 และ 5 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวคือ ผมเป็นคนที่ชอบวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่เนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ ม.4 และฟิสิกส์ ม.5 ยากมากสำหรับผม อย่างไรก็ตาม ด้วยความชอบ ผมจึงตั้งใจเรียนและฝึกหัดทำโจทย์ที่บ้านอย่างเต็มที่ (หนังสือรวมโจทย์หนามาก ๆ) เมื่อผลการสอบออกมา ปรากฏว่า ผมทำคะแนนทั้งสองวิชาได้ไม่ดีนัก (ส่วนวิชาอื่น ๆ ดีมาก) แม้จะพยายามมากขึ้น ๆ แต่คะแนนที่ได้ก็ไม่ดีขึ้นตามไปด้วย บทเรียนจากชีวิตจริงนี้ ทำให้ผมอยากแต่งนิทานเรื่อง “คู่หูคู่บ๊วย” เพื่อให้กำลังใจเด็ก ๆ ที่พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังทำบางสิ่งบางอย่างไม่สำเร็จ หวังว่าคุณพ่อคุณแม่และเด็ก ๆ จะได้ข้อคิดบางอย่างและชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานเรื่อง คู่หูคู่บ๊วย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ โรงเรียนลูกสัตว์กลางป่าใหญ่ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ลูกสัตว์ต่าง ๆ เรียนหนังสือเก่งมาก  ยังมีลูกหมีขาวกับลูกฮิปโปตัวน้อยคู่หนึ่งเพิ่งเข้ามาเป็นนักเรียนใหม่ของโรงเรียนได้ไม่นาน 

ลูกหมีขาวกับลูกฮิปโปเรียนหนังสืออยู่ในห้องเดียวกัน  ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกัน  แถมยังตั้งใจเรียนทุก ๆ วิชาอย่างเต็มกำลังเหมือน ๆ กัน นับวัน…เพื่อนรักทั้งสองจึงยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ครั้นเมื่อถึงช่วงเวลาของการสอบ ลูกหมีขาวกับลูกฮิปโปตั้งใจอ่านหนังสือและทบทวนตำรับตำราอย่างเต็มที่ พวกมันขยันจนไม่สามารถจะขยันมากกว่านี้ไปได้ แต่เมื่อคุณครูประกาศผลสอบ  ลูกหมีขาวกลับได้คะแนนเป็นที่รองสุดท้ายของห้อง โดยมีลูกฮิปโปได้คะแนนเป็นที่สุดท้าย

วันต่อมา  คุณครูจัดให้นักเรียนวิ่งแข่งเก็บคะแนนในวิชาพละศึกษา  จริง ๆ แล้ว  ทั้งลูกหมีขาวและลูกฮิปโปเตรียมตัวและซ้อมวิ่งอย่างเต็มที่มาตั้งแต่เริ่มเปิดเทอม  พวกมันพยายามซ้อมอย่างสุดกำลังจนไม่สามารถจะขยันซ้อมมากกว่านี้ไปได้ แต่อนิจจา…เมื่อลูกหมีขาวกับลูกฮิปโปลงสนามแข่งวิ่งกับเพื่อน ๆ ในห้อง  พวกมันกลับเข้าเส้นชัยเป็นที่สุดท้ายด้วยกันทั้งคู่  ลูกหมีขาวเสียใจมาก แต่มันก็แอบเป็นห่วงความรู้สึกของลูกฮิปโปด้วยเช่นกัน

หลายวันต่อมา  คุณครูศิลปะมอบหมายให้นักเรียนวาดรูปเพื่อเก็บเป็นคะแนนสอบ  ลูกหมีขาวเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะเรียกความมั่นใจกลับคืนมา มันจึงชวนลูกฮิปโปให้ตั้งใจวาดรูปอย่างเต็มที่  ด้วยเหตุนี้ ลูกหมีขาวและลูกฮิปโปจึงใช้ทักษะความสามารถด้านศิลปะที่มีอยู่ทั้งหมด แล้วทุ่มเทวาดรูปอย่างสุดกำลังความสามารถเพื่อสร้างผลงานให้ออกมาดีที่สุด แต่เมื่อคุณครูประกาศคะแนน  ลูกหมีขาวและลูกฮิปโปกลับทำคะแนนอยู่ในกลุ่มท้าย ๆ เพราะเพื่อน ๆ มีความสามารถเหนือชั้นกว่าคู่หูทั้งสองหลายเท่านัก  ลูกหมีขาวเสียใจมาก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อดห่วงความรู้สึกของลูกฮิปโปเพื่อนรักไม่ได้

เย็นวันนั้น  ลูกหมีขาวเดินตามหาลูกฮิปโปไปทั่วทั้งโรงเรียน  จนในที่สุด ลูกหมีขาวก็พบลูกฮิปโปหลบไปนั่งอยู่ที่สะพานข้ามลำธารซึ่งอยู่บริเวณหลังโรงเรียนตามลำพัง   ลูกหมีขาวคิดว่าลูกฮิปโปคงเสียใจมากจึงแอบหลบมาร้องไห้อยู่คนเดียว  ลูกหมีขาวสงสารเพื่อนจับใจ  มันจึงเดินตรงไปหาและตั้งใจจะปลอบให้เพื่อนรักของมันคลายความทุกข์ลงไปบ้าง

แต่เมื่อลูกหมีขาวไปถึงที่สะพานและได้เห็นสีหน้าของลูกฮิปโป  ลูกหมีขาวกลับพบว่าลูกฮิปโปกำลังนั่งเล่นกังหันลมที่ทำจากกระดาษด้วยสีหน้าสบาย  ๆ ไม่ทุกข์ร้อนอย่างที่มันคิด  ลูกหมีขาวแปลกใจมาก  มันจึงถามเพื่อนรักว่า  “เธอไม่เสียใจเลยเหรอที่ทำคะแนนสอบสู้เพื่อนคนอื่น ๆ ไม่ได้”

เมื่อลูกฮิปโปได้ยินคำถามจากเพื่อนรัก  มันก็ส่งยิ้มให้ลูกหมีขาว  พลางบอกกับเพื่อนของมันว่า “ตอนแรกฉันก็ผิดหวังนะ แต่พอย้อนกลับมาคิดว่าตัวเองขยันและพยายามอย่างสุดกำลังจนทำอะไรมากกว่านี้ไปไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร  มันก็เป็นผลที่ดีที่สุดของการสอบครั้งนี้ ซึ่งคงต้องยอมรับและพยายามให้มากขึ้นในครั้งต่อ ๆ ไปน่ะ”

จริงอย่างที่ลูกฮิปโปพูด ถ้าทำเต็มที่เต็มกำลังจนทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือต้องยอมรับ

ลูกหมีขาวถอนหายใจแล้วยิ้มกว้างอย่างโล่งอก  “คราวหน้ายังมี ๆ”  ลูกหมีขาวคิด  จากนั้น มันก็บอกกับลูกฮิปโปเพื่อนรักว่า  “ขอบใจมากนะสำหรับแง่คิดดี ๆ ของเธอ  งั้นวันนี้เรามาพักสมองกัน  แล้วพรุ่งนี้เรามาเริ่มต้นขยันกันใหม่  ฉันเชื่อว่าถ้าเราพยายามอย่างเต็มที่เต็มกำลังทุกครั้ง สักวัน…เราจะต้องเก่งทันเพื่อน ๆ ได้แน่ ๆ”

ลูกฮิปโปพยักหน้าเห็นด้วยกับลูกหมีขาว  จากนั้น คู่หูคู่บ๊วยทั้งสองก็เล่นกังหันลมกันอย่างมีความสุขและพร้อมที่จะเริ่มต้นพยายามกันอีกครั้งสำหรับการสอบในคราวต่อ ๆ ไป

#นิทานนำบุญ

………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เจ้าหญิงผู้เมตตา

นิทานก่อนนอนเรื่อง “เจ้าหญิงผู้เมตตา” เป็นนิทานคุณธรรม ที่แถมข้อคิดสอนใจคน เกี่ยวกับ ความเมตตาต่อสัตว์ ซึ่งแนวทางการแต่งนิทานเรื่องนี้ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ใช้แนวทางการแต่งเรื่องในลักษณะของนิทานคลาสสิกหรือนิทานอมตะ (แบบนิทานเรื่อง สโนว์ไวท์) โดยใส่ภาพจำที่น่าจะประทับใจเด็ก ๆ เอาไว้ในฉากสำคัญของเรื่อง และที่สำคัญ เนื้อหาหลักของเรื่องราวทั้งหมด เป็นเรื่องของความเมตตาที่มีต่อสัตว์ และผลของการทำความดี ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่ควรปลูกฝังให้แก่เด็ก

นิทานเรื่อง เจ้าหญิงผู้เมตตา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งทรงเป็นเจ้าหญิงผู้มีจิตใจเมตตาต่อสัตว์จนเป็นที่เลื่องลือ  ทุกวัน…เจ้าหญิงมักหาเวลาทำสิ่งดี ๆ ให้สัตว์ต่าง ๆ เช่น การนำหญ้าไปเลี้ยงม้าที่โรงฝึก, การปลูกดอกไม้ให้แมลงมีแหล่งน้ำหวาน, การเอาเมล็ดพืชใส่ถุงตาข่ายไปแขวนตามต้นไม้เป็นอาหารสำรองสำหรับนก และการสร้างเพิงพักตามชายป่าให้สัตว์น้อยใหญ่ได้ใช้หลบฝนในยามฉุกเฉิน  เจ้าหญิงทรงตั้งใจช่วยเหลือสัตว์อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน พวกสัตว์จึงมักจับตามองพระองค์ด้วยความชื่นชมอยู่เสมอ ๆ

วันหนึ่ง มีแม่มดซึ่งเชี่ยวชาญวิชาแปลงโฉมได้แอบเข้ามาในเมือง  แม่มดอิจฉาที่เจ้าหญิงมีชื่อเสียงและเป็นที่หมายปองของเจ้าชายรูปงามทั่วทุกสารทิศ  นางแม่มดจึงลอบเข้าไปในห้องนอนของเจ้าหญิง แล้วร่ายมนตร์แปลงร่างเป็นเจ้าหญิงพร้อมกับเสกให้เจ้าหญิงกลายเป็นหญิงใบ้ที่มีหน้าตาแสนอัปลักษณ์

เมื่อแม่มดจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว  แม่มดในร่างเจ้าหญิงก็แกล้งร้องเรียกให้ทหารเข้ามาจับผู้บุกรุกไปขังในคุกหลวง จากนั้น  นางก็สั่งให้ทหารเตรียมประหารชีวิตหญิงแปลกหน้าคนนี้ทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น

หลังจากที่เจ้าหญิงตัวจริงถูกจับไปขัง  นกฮูกซึ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็รีบบินไปเล่าเรื่องให้เพื่อนสัตว์ทั้งหลายฟัง  สัตว์ทุกตัวต่างเป็นห่วงเจ้าหญิงมาก  ตัวตุ่นยอดนักขุดดินจึงตัดสินใจขุดอุโมงค์ไปโผล่ในคุกหลวง  แล้วขอให้เจ้าหญิงรีบมุดอุโมงค์หนีตามมันออกมา

ในตอนเช้า เมื่อทหารพบว่านักโทษได้หลบหนีไปจากคุก  พวกทหารจึงตามล่าหาคนร้ายกันอย่างจ้าละหวั่น  แต่เมื่อทหารจะขี่ม้าออกติดตามคนร้าย  ม้าทุกตัวกลับไม่ยอมทำตามคำสั่งของเหล่าทหาร  ทั้งนี้เพราะพวกมันรักเจ้าหญิงและอยากให้เจ้าหญิงหนีไปให้ได้ไกลมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม เมื่อทหารเห็นว่าม้าดื้อดึงผิดปกติ  ทหารจึงใช้แส้ฟาดม้าจนทำให้พวกม้าจำใจออกวิ่งตามคำสั่งของเหล่าทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

เหล่าทหารขี่ม้าติดตามคนร้ายจนมืดค่ำ พวกเขาแกะรอยผู้หลบหนีเข้าไปในป่าลึก ในที่สุด พวกทหารก็พบที่ซ่อนตัวของเจ้าหญิง

ทันทีที่ทหารกระโดดลงจากม้าแล้วตรงเข้าไปหมายจะจับกุมคนร้าย พวกทหารก็ต้องแปลกใจมากเมื่อสัตว์ป่าสารพัดชนิดพากันออกมาจากที่ซ่อน แล้วเอาตัวเข้ากำบังเป็นเกราะป้องกันให้นักโทษ!

ในขณะที่เหล่าทหารยังคงงุนงงอยู่นั้น ฝูงหิ่งห้อยก็บินไปที่เหนือศีรษะของเจ้าหญิง แล้วเรียงตัวเป็นรูปมงกุฎพร้อมกับส่องแสงวิบวับเพื่อสื่อสารให้เหล่าทหารรู้ว่า นี่คือเจ้าหญิงที่ถูกสาป…ไม่ใช่คนร้ายอย่างที่ทหารทั้งหลายเข้าใจผิด

ทหารเริ่มเอะใจต่อสิ่งที่ได้เห็น  เมื่อทหารนำเรื่องทั้งหมดมาประติดประต่อกัน รวมทั้งนึกถึงถ้อยคำของเจ้าหญิงตัวปลอมที่สั่งให้นำผู้บุกรุกไปประหารชีวิต  เหล่าทหารจึงมั่นใจว่าคนที่ออกคำสั่งดังกล่าวต้องไม่ใช่เจ้าหญิงผู้มีจิตใจเมตตาเป็นแน่ 

ครั้นเมื่อเหล่าทหารได้รู้ความจริง  พวกเขาจึงพาตัวเจ้าหญิงกลับวังโดยตั้งใจจะจัดการกับแม่มดที่บังอาจปลอมตัวมาเป็นเจ้าหญิง

แต่อนิจจา! เมื่อเหล่าทหารกลับไปถึงวัง สิ่งที่ทหารพบก็ทำให้พวกเขาต้องแปลกใจจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองอีก เพราะนางแม่มดที่นอนอยู่บนเตียงในห้องของเจ้าหญิงนั้น ถูกแมงมุมนับร้อย ๆ ตัวชักใยมัดติดกับเตียงจนกระดุกกระดิกไม่ได้เลยแม้สักนิด

นางแม่มดในร่างเจ้าหญิงสิ้นฤทธิ์ถึงขั้นน้ำตาตก  นางขอโทษเจ้าหญิงและวิงวอนให้พระองค์ทรงยกโทษให้  เจ้าหญิงสงสารแม่มดมาก พระองค์จึงให้อภัยและช่วยปล่อยนางแม่มดจากใยแมงมุมที่มัดอยู่

เมื่อแม่มดเป็นอิสระ  นางก็ขอบคุณเจ้าหญิงแล้วรีบถอนคำสาปให้พระองค์กลายร่างเป็นเจ้าหญิงคนเดิมทันที   

ในที่สุด  เจ้าหญิงผู้เมตตาก็หลุดพ้นจากคำสาป  สัตว์ทั้งหลายต่างดีใจมากที่พวกมันช่วยเจ้าหญิงได้สำเร็จ  ส่วนนางแม่มดก็รีบออกจากเมืองไปและไม่เคยคิดกลับมารบกวนเจ้าหญิงผู้เป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลายอีกเลย

#นิทานนำบุญ

………………………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นาตาชากับแมวน้อย 12 ตัว

นิทานเรื่อง “นาตาชากับแมวน้อย 12 ตัว” เป็นนิทานเรื่องสั้น ๆ ของแมวกับคน ซึ่งเป็นนิทานที่มีแมวน้อย มากถึง 12 ตัว นิทานเรื่องนี้จัดเป็นนิทานก่อนนอนเรื่องสั้น ๆ ที่จะช่วยปลูกฝังเรื่องความเมตตาให้แก่เด็ก ๆ รวมทั้งสอนใจเกี่ยวกับความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ซึ่งเป็นคุณธรรมพื้นฐานที่เด็ก ๆ ควรมีในหัวใจ

นิทานก่อนนอนเรื่อง นาตาชากับแมวน้อย 12 ตัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนใกล้เขตขั้วโลกอันหนาวเหน็บ  ยังมีเด็กผู้หญิงที่น่าสงสารคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ซึ่งพ่อกับแม่ของเธอทิ้งไว้ให้ก่อนที่ท่านทั้งสองจะด่วนขึ้นสวรรค์ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ  เด็กหญิงคนนี้มีชื่อว่า”นาตาชา” เธอไม่ญาติพี่น้องที่ไหนอีกเลย ดังนั้น เธอจึงต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงชีวิต 

คืนหนึ่งหลังจากเลิกงาน  นาตาชารีบเดินกลับบ้านเพราะอากาศในคืนนั้นหนาวผิดปกติ  ระหว่างทาง…เด็กหญิงมองเห็นแมวสิบสองตัวนอนแข็งทื่ออยู่บนพื้นหิมะราวกับพวกมันกำลังจะจากโลกนี้ไปด้วยภัยแห่งความหนาว  นาตาชาไม่อยากให้แมวน้อยทั้งหลายต้องตายไปต่อหน้า เธอจึงรีบตรงเข้าไปอุ้มแมวแต่ละตัวขึ้นมากอด จากนั้น เธอก็หอบเอาแมวทั้งหมดกลับบ้าน

ตลอดทั้งคืน นาตาชาพยายามให้ความอบอุ่นแก่เจ้าแมวทั้งสิบสองตัวอย่างสุดความ สามารถ เวลาผ่านไปนาน…จนกระทั่งรุ่งสาง ร่างที่เย็นเยียบเหมือนไร้ชีวิตของแมวน้อยทั้งหลายจึงค่อย ๆ อุ่นขึ้น ๆ  จนในที่สุด แมวทั้งสิบสองตัวก็กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง  

นาตาชามีความสุขมากที่เธอช่วยชีวิตแมวน้อยทุกตัวเอาไว้ได้  เด็กหญิงมองแมวน้อยแต่ละตัวที่เข้ามาคลอเคลียเธอด้วยความรัก จากนั้น เธอจึงตัดสินใจที่จะเลี้ยงดูแมวทั้งสิบสองตัวเอาไว้ เพื่อที่พวกมันจะได้ไม่ต้องออกไปเผชิญกับความหนาวอันร้ายกาจอีก  

เมื่อเพื่อนบ้านทราบข่าวว่าเด็กหญิงผู้ยากจนเลี้ยงดูแมวน้อยเอาไว้ในบ้านถึงสิบสองตัว  เพื่อนบ้านต่างก็พากันพูดจาถากถางหาว่านาตาชาไม่รู้จักประมาณตน เพราะเพียงแค่การที่เธอจะต้องหาเลี้ยงตัวเองไปวัน ๆ ก็ยังเป็นเรื่องยาก ดังนั้น การที่เธอเก็บแมวมาเลี้ยงไว้ถึงสิบสองตัวจึงเป็นการเพิ่มภาระที่ดูอย่างไรก็ไร้ประโยชน์

 แม้นาตาชาจะรู้ดีว่าการเลี้ยงแมวทั้งสิบสองตัวจะทำให้เธอต้องลำบากมากกว่าเดิมหลายเท่า แต่เธอก็ยินดีที่จะลำบาก หากมันสามารถช่วยรักษาชีวิตของแมวน้อยทั้งหลายเอาไว้ได้

แมวน้อยทั้งสิบสองตัวต่างซาบซึ้งในความเมตตาของนาตาชาจนบรรยายไม่ถูก พวกมันอยากตอบแทนบุญคุณของเธอบ้าง ด้วยเหตุนี้ เมื่อนาตาชาออกไปทำงานนอกบ้าน พวกแมวจึงประชุมกันเพื่อหาทางทำให้นาตาชามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

หลังจากการปรึกษาหารือกันอย่างรอบคอบ  ในที่สุด แมวน้อยทั้งหมดก็ตัดสินใจแบ่งงานกันทำตามความถนัด

แมวหนุ่มเก้าตัวที่มีความคล่องแคล่วว่องไวตกลงใจที่จะรวมตัวกันเป็นกองทัพรับจ้างกำจัดหนูตามบ้านเรือนต่าง ๆ  ฝ่ายแมวสาวอีกสองตัวที่รักความสะอาดก็อาสาอยู่ดูแลบ้านของนาตาชาให้เรียบร้อยเพื่อแบ่งเบาภาระให้เด็กหญิงที่มันรัก  ส่วนแมวน้อยตัวสุดท้องน้องสุดท้ายที่ยังเล็กกว่าเพื่อน มันมีความสามารถในการวาดภาพและเขียนหนังสือ มันจึงขอทำหน้าที่เขียนป้ายประกาศให้นาตาชาและผู้คนทั้งหลายรู้ว่า เหล่าแมวน้อยที่บ้านหลังนี้ยินดีรับจ้างจัดการกับพวกหนูที่น่ารังเกียจ  

เย็นวันนั้น  เมื่อนาตาชากลับมาถึงบ้าน แมวน้อยทั้งสิบสองตัวพากันคาบป้ายประกาศการรับจ้างกำจัดหนู ซึ่งเจ้าแมวตัวเล็กใช้หางจุ่มซอสมะเขือเทศแล้วบรรจงเขียนเป็นตัวหนังสือมามอบให้แก่นาตาชา  นาตาชาแปลกใจมากต่อสิ่งที่ได้เห็น แต่เธอก็เชื่อว่ามันเป็นฝีมือการเขียนของพวกแมวจริง ๆ เพราะที่หางของเจ้าแมวตัวเล็กยังคงมีคราบซอสมะเขือเทศติดอยู่เกรอะกรังไปหมด

หลังจากที่นาตาชานำป้ายประกาศไปแปะตามที่ต่าง ๆ ได้ไม่นาน  ผู้คนที่ถูกหนูกวนใจก็เริ่มติดต่อว่าจ้างเข้ามา  แมวหนุ่มทั้งเก้าตัวทำงานประสานกันได้อย่างยอดเยี่ยม  ไม่นานนัก…กิจการของพวกแมวน้อยก็กลายเป็นที่นิยมซึ่งทำให้พวกมันต้องทำงานจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน

เมื่องานไล่หนูมีมากขึ้น เงินที่ได้รับจึงเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย  แมวน้อยทั้งหลายนำเงินมากมายที่ได้รับมามอบให้แก่นาตาชาเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลพวกมันและเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวของนาตาชาเอง 

นอกจากนี้ เหล่าแมวน้อยยังเขียนข้อความขอร้องให้นาตาชาเลิกทำงานหารายได้ แต่ขอให้เธอกลับไปเรียนหนังสือและใช้ชีวิตสดใสตามประสาเด็กเหมือนสมัยที่พ่อกับแม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่

นาตาชาตื้นตันใจมากที่เธอได้รับความรักและความปรารถนาดีจากแมวน้อยทั้งหลาย

ในที่สุด เด็กหญิงผู้มีจิตใจเมตตาก็ยอมทำตามความต้องการของแมวน้อยด้วยการเลิกทำงานและกลับเข้าโรงเรียนอีกครั้ง  ส่วนแมวน้อยทั้งสิบสองตัวต่างก็ดีใจมากที่พวกมันสามารถทำให้เด็กหญิงผู้มีพระคุณมีความสุขและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้เป็นผลสำเร็จ

#นิทานนำบุญ

………………………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แม่มดกับพระราชินี

นิทานก่อนนอนเรื่อง “แม่มดกับพระราชินี” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในแนวนิทานคลาสสิก ซึ่งเนื้อหามักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหญิงเจ้าชาย หรือ พระราชาพระราชินี ที่มีตัวร้ายเป็นพ่อมดแม่มด แม้นิทานแนวนี้จะแต่งได้ไม่ยาก แต่การแต่งนิทานให้มีความแตกต่างจากนิทานในอดีต และมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว นิทานเรื่องแม่มดกับพระราชินี น่าจะเป็นนิทานเรื่องหนึ่ง ที่สนุก ชวนติดตาม และมีภาพจำที่น่าจะทำให้เด็ก ๆ ประทับใจได้ไม่ยาก

นิทานเรื่อง แม่มดกับพระราชินี

เมื่อร้อยวันพันปีก่อน  มีพระราชินีองค์หนึ่งทรงเป็นพระราชินีที่งามพร้อมทั้งกายและใจ ทุกวัน…พระองค์จะพยายามทำงานต่าง ๆ เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ  เพราะพระองค์ทรงเชื่อว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ใครสร้างประโยชน์ได้มาก ก็จะยิ่งมีค่ามาก  ด้วยเหตุนี้ พระราชาและประชาชนจึงรักพระราชินีเป็นที่สุด

อยู่มาวันหนึ่ง มีแม่มดใจร้ายซึ่งอาศัยอยู่ในป่าเวทมนตร์คิดอยากให้ลูกสาวของตนแต่งงานกับพระราชาเพื่อครอบครองสมบัติต่าง ๆ ที่พระองค์มีอยู่  นางแม่มดจึงออกอุบายให้ค้างคาวลูกสมุนลอบบินเข้าไปในห้องนอนของพระราชินี  แล้วลักพาตัวพระองค์มาขังไว้ในบ้านของแม่มด  พร้อมกับให้ลูกสาวแม่มดปลอมตัวเป็นพระราชินีแทน

เมื่อนางแม่มดจับพระราชินีมาแล้ว นางก็บังคับให้พระราชินีทำงานบ้านต่าง ๆ เสมือนเป็นหญิงรับใช้ พระราชินีทรงทำงานตามคำสั่งของนางแม่มดอย่างว่าง่าย แต่ในขณะเดียวกัน พระองค์ก็ทรงแอบให้อาหารค้างคาว, แมวดำและสัตว์ทั้งหลายในบ้าน  จนทำให้สัตว์เหล่านั้นหลงรักพระราชินีกันโดยถ้วนหน้า

ฝ่ายลูกสาวแม่มดที่ปลอมตัวเป็นพระราชินีนั้น  แม้หน้าตาของเธอจะเหมือนกับพระราชินีทุกประการ แต่นิสัยใจคอกลับแตกต่างจากพระราชินีราวฟ้ากับเหว  วันทั้งวัน…ลูกสาวแม่มดจะเอาแต่สั่งให้ผู้คนในวังทำงานสารพัด  ส่วนตัวเองคอยแต่นั่งกินนอนกินและนำเครื่องประดับมาแต่งองค์ทรงเครื่องโดยปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์  หนำซ้ำ ลูกสาวแม่มดยังออกคำสั่งให้ชาวเมืองทั้งหลายตัดชุดราตรีมาถวาย โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ทุกคนต้องหาผ้าที่มีค่าที่สุดมาใช้ในการตัดเย็บ 

แม้พระราชาจะไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของพระราชินีตัวปลอม แต่พระองค์ก็ขัดความประสงค์ของนางไม่ได้  พระราชาจึงได้แต่กันเงินส่วนหนึ่งไว้มอบให้แก่ชาวเมืองทุกคนที่ตัดเย็บชุดมาให้ 

ครั้นเมื่อทหารนำคำสั่งไปป่าวประกาศ ชาวบ้านชาวเมืองที่จงรักภักดีต่อพระราชินีต่างก็พร้อมใจกันนำผ้าโบราณที่ทอเก็บเอาไว้มาตัดเย็บเป็นชุดสวยเพื่อมอบให้แก่พระราชินีที่พวกเขารัก

แต่เมื่อแมวดำสัตว์เลี้ยงในบ้านของแม่มดนำข่าวไปเล่าให้พระราชินีตัวจริงฟัง  พระราชินีก็ทรงรู้สึกไม่พอใจมากที่ลูกสาวแม่มดสร้างความลำบากให้แก่ประชาชนของพระองค์ พระราชินีจึงตัดสินใจทำชุดราตรีจากผ้าที่มีค่าที่สุด เพื่อส่งสัญญาณให้พระราชาจัดการกับพระราชินีตัวปลอมที่อยู่ในวัง

เด็ก ๆ อาจสงสัยว่าพระราชินีจะหาผ้าที่มีค่ามาตัดเย็บชุดสวยได้อย่างไร   จริงๆ  แล้ว ในความคิดของพระราชินีนั้น ผ้าที่มีค่าก็คือผ้าที่สร้างประโยชน์ได้มาก ด้วยเหตุนี้  ผ้าที่พระราชินีทรงเลือกใช้ในการตัดชุดให้แก่ลูกสาวแม่มดก็คือ “ผ้าขี้ริ้ว” ที่พระองค์ใช้เช็ดถูทำความสะอาดสิ่งต่าง ๆ ในบ้านของนางแม่มดนั่นเอง

พระราชินีทรงบรรจงตัดเย็บชุดสวยอยู่หลายคืน  เมื่อพระองค์แปลงโฉมผ้าขี้ริ้วเป็นชุดราตรีแสนสวยได้สำเร็จ  ค้างคาวที่รู้ทางเข้าออกวังเป็นอย่างดีจึงอาสานำชุดไปส่งมอบให้

ในตอนแรก  ลูกสาวแม่มดรู้สึกสะดุดตากับชุดสีขาวอมเทาดูคล้ายปุยเมฆที่พระราชินีทรงส่งมา แต่เมื่อนางเข้าไปดูใกล้ ๆ และเห็นว่าผ้าที่ใช้ทำชุดทำมาจากผ้าขี้ริ้ว ลูกสาวแม่มดก็ถึงกับร้องกรี๊ดแล้วสั่งให้ทหารไปนำตัวคนทำชุดมาเข้าเฝ้าเพื่อลงโทษเป็นการด่วน

ฝ่ายพระราชากับเหล่าเสนาบดีนั้น  เมื่อทุกคนมองชุดที่ทำจากผ้าขี้ริ้วอย่างพินิจพิเคราะห์   ทุกคนก็นึกเอะใจต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพราะคนที่มองเห็นว่าผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่มีค่าสูง…คงมีเพียงไม่กี่คนในโลก  

ครั้นเมื่อทหารแกะรอยตามไปยังบ้านของคนที่ทำชุด  แล้วบุกเข้าไปจับตัวผู้ทำชุดมายังท้องพระโรง  ทุกคนจึงได้ประจักษ์ต่อสายตาว่า ผู้ที่ทำชุดสวยจากผ้าขี้ริ้วก็คือพระราชินีที่ทุกคนรักนั่นเอง

ในขณะที่ลูกสาวแม่มดกำลังตกตะลึงอยู่นั้น  พระราชาที่คาดเดาเรื่องราวทั้งหมดได้ก่อนใคร ก็สั่งให้พ่อมดหลวงใช้เวทมนตร์ตรึงลูกสาวแม่มดเอาไว้ แล้วสั่งให้นักเวทย์ผู้เชี่ยวชาญในอาคมรีบไปปราบนางแม่มดที่บังอาจคิดร้ายกับพระราชินีผู้เป็นที่รัก

ในที่สุด  นางแม่มดและพระราชินีตัวปลอมก็ถูกส่งไปขังยังคุกเวทมนตร์และไม่มีโอกาสออกมาทำสิ่งชั่วร้ายได้อีก   ข้าราชการ ทหารและประชาชน (รวมทั้งค้างคาว, แมวดำและสัตว์เลี้ยงของแม่มด) ต่างก็ดีใจที่พระราชินีทรงปลอดภัยจากน้ำมือของนางแม่มดผู้ชั่วร้าย  ส่วนพระราชาก็ทรงโล่งอกที่พระองค์ได้พระราชินีผู้แสนดีกลับมาอยู่เคียงข้างกายเหมือนดังเดิมอีกครั้ง  และแล้ว…เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

…………………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

อนุบาลไม่เอาไม่เอา

นิทานเรื่อง อนุบาลไม่เอาไม่เอา

กาลครั้งหนึ่ง ณ โรงเรียนอนุบาลลูกสัตว์ที่เพิ่งเปิดใหม่  มีห้องเรียนเด็กเล็กห้องหนึ่งเป็นห้องที่เต็มไปด้วยลูกแมวแสนซน ที่ไม่เพียงแต่ซนเท่านั้น ยังดื้อจนครูทุกคนต่างปฏิเสธที่จะสอน

เมื่อคุณครูใหญ่ทราบถึงปัญหา  ครูใหญ่กับครูทั้งหมดซึ่งมีความรู้ในระดับปริญญาโทและเอก จึงปรึกษากันจนได้ข้อสรุปว่า  ทางโรงเรียนจำเป็นต้องหาครูคนใหม่มาปราบเด็กดื้อ หรือไม่ก็ต้องไล่เด็กดื้อให้ไปเรียนหนังสือที่อื่น

แม้ครูใหญ่จะไม่เก่งเรื่องการจัดการกับเด็กดื้อ แต่ครูใหญ่มั่นใจว่า การไล่เด็กดื้อออกจากโรงเรียนเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ครูใหญ่จึงรีบประกาศรับครูใหม่ให้มาช่วยจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา  “คุณครูกระต่ายขาว” ซึ่งเป็นคุณครูที่แสนใจดีก็เดินทางจากต่างจังหวัดมาสมัครเป็นคุณครูคนใหม่  แม้คุณครูกระต่ายขาวจะไม่ได้จบสูงแบบคุณครูคนอื่น ๆ แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ครูใหญ่จึงอนุญาตให้ครูจากบ้านนอกคนนี้ได้ทดลองดูแลเด็ก ๆ ที่ครูคนอื่นบอกว่าดื้อจนสอนไม่ไหว

ก่อนเริ่มสอน  คุณครูกระต่ายขาวสอบถามคุณครูคนอื่น ๆ ว่า เด็ก ๆ ในห้องดื้ออย่างไร?

ครูหมูอู๊ดเล่าประสบการณ์ที่พบให้ครูกระต่ายขาวฟังว่า   “ตอนนั้น พี่ชวนให้เด็ก ๆ กินผัก  เด็กทั้งห้องก็ตอบพร้อมกันว่า ไม่เอา ไม่เอา  ดูสิคะ ดื้อจริง ๆ เลย”

ครูกวางดาวเล่าให้คุณครูกระต่ายขาวฟังว่า  “ตอนนั้น น้องบอกให้เด็ก ๆ นอนกลางวัน  พอน้องบอกปุ๊บ  เด็กทั้งห้องก็ตอบพร้อม ๆ กันว่า ไม่เอา ไม่เอา  ดูสิคะ ดื้อที่สุดเลย”

คุณครูแพนด้าเล่าให้คุณครูกระต่ายขาวฟังว่า “ตอนนั้น หนูบอกให้เด็ก ๆ เก็บของเพื่อเตรียมกลับบ้าน  พอหนูพูดจบ  เด็กทั้งห้องก็ตอบพร้อม ๆ กันว่า ไม่เอา ไม่เอา  ดูสิคะ  ดื้อไปเสียทุกเรื่องจริง ๆ”

เมื่อคุณครูกระต่ายขาวได้ฟัง คุณครูกระต่ายขาวก็มองไปที่คุณครูแต่ละคนด้วยความแปลกใจ  จากนั้น  คุณครูกระต่ายขาวก็ขอตัวเข้าไปสอนลูกแมวน้อยทั้งหลายที่เฝ้ารอคุณครูคนใหม่ที่พร้อมจะเปิดหัวใจทำความรู้จักกับเด็ก ๆ ในชั้นเรียน ตามธรรมชาติที่เด็กเหล่านั้นเป็นจริง ๆ

คุณครูกระต่ายขาวเริ่มต้นการเรียนการสอนด้วยการแนะนำตัว  แล้วจึงถามลูกแมวทั้งหมดในชั้นเรียนว่า “เด็ก ๆ มาเป็นลูกศิษย์ของครูกันนะคะ”  ซึ่งลูกแมวทั้งหมดก็พร้อมใจกันตอบว่า “ไม่เอา ไม่เอา”

ครั้นเมื่อคุณครูกระต่ายขาวได้ฟังคำตอบ  แทนที่คุณครูกระต่ายขาวจะโกรธและหาว่าเด็ก ๆ ดื้อ คุณครูกลับยิ้ม  แล้วบอกเด็ก ๆ ว่า “ถ้างั้นครูจะขอมาเป็นครูประจำชั้นของห้องนี้…ดีไหมคะ”  ซึ่งทันทีที่ลูกแมวทั้งหมดได้ฟัง  ลูกแมวก็พร้อมใจกันตอบว่า “ไม่เอา ไม่เอา”

คุณครูกระต่ายขาวฟังคำตอบพร้อม ๆ กับมองแววตาของลูกแมวทั้งหมด  แม้คำตอบที่ได้ยินจะมีเสียงว่า “ไม่เอา ไม่เอา”  แต่สายตาของลูกแมวทุกตัวเสมือนกำลังวิงวอนว่า “ได้โปรดมาเป็นครูให้พวกเราเถอะนะ” 

เมื่อคุณครูกระต่ายขาวเห็นในสิ่งนั้น  คุณครูกระต่ายขาวจึงกางอ้อมแขนออกพร้อมกับบอกกับลูกแมวทุกตัวว่า “ถ้าอย่างนั้น  ครูสัญญาว่าจะเป็นคุณครูประจำชั้นที่เปิดหัวใจรับฟังและรักเด็ก ๆ ของครูทุกคน  มามะ มากอดรับขวัญกันสักหน่อยดีไหม”   เมื่อสิ้นเสียงของครู  ลูกแมวทั้งหมดก็พร้อมใจกันตอบว่า “ไม่เอา ไม่เอา”  จากนั้น  ลูกแมวทั้งหมดก็พากันโผเข้ากอดคุณครูกระต่ายขาวด้วยความรัก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ครูใหญ่และคุณครูคนอื่น ๆ ที่แอบดูอยู่นอกห้องต่างประหลาดใจไปตาม ๆ กัน เพราะในขณะที่เด็ก ๆ ตอบคุณครูว่า “ไม่เอา ไม่เอา” แต่พวกเขากลับโผเข้ากอดคุณครูซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำตอบ 

เย็นวันนั้น  เมื่อเด็ก ๆ กลับบ้านกันหมดแล้ว  ครูใหญ่และครูคนอื่น ๆ จึงขอให้คุณครูกระต่ายขาวอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง  คุณครูกระต่ายขาวจึงบอกว่า “ลูกแมวทั้งหมดไม่ได้ดื้อดึงเลย แต่เพราะแมวก็คือแมว ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร แมวก็ร้องว่าเมี๊ยวเมี๊ยวเสมอ  ถ้าเราฟังแบบไม่ใส่ใจ  เราอาจได้ยินคล้ายกับเสียงปฏิเสธว่าไม่เอาไม่เอา  แต่ถ้าเราเปิดหัวใจฟังเด็กจริง ๆ  มองคำตอบที่ซ่อนอยู่ในแววตาของเขาจริง ๆ เราก็จะรู้ได้ว่า แท้จริงแล้ว เด็ก ๆ ของเรารู้สึกนึกคิดอะไรอยู่”

คำตอบของคุณครูกระต่ายขาวทำให้ครูใหญ่และครูคนอื่น ๆ ได้สติ  แม้พวกเขาจะมีความรู้สูงจนได้มาเป็นครูใหญ่และคุณครูในโรงเรียน แต่หากพวกเขาลืมใช้หัวใจในการดูแลเด็ก ความรู้ที่มีก็คงเป็นสิ่งที่เปล่าประโยชน์ 

ในที่สุด ครูทุกคนก็ได้บทเรียนในการก้าวไปสู่การเป็นครูที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น  ส่วนคุณครูกระต่ายขาวก็ได้เป็นคุณครูประจำชั้นผู้เป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคนตามที่ตั้งใจเอาไว้

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานสระอิ : อย่าไปกลัวสิ

นิทานเรื่อง อย่าไปกลัวสิ มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้ดูรายการ Academy Fantasia ซีซั่น 5 และมีนักล่าฝันคนหนึ่ง มีคำพูดติดปากว่า “อย่าไปกลัวดิ” ซึ่งจากคำพูดดังกล่าว ทำให้ผมนึกสนุก อยากลองแต่งนิทานแฝงแง่คิด แนวให้กำลังใจ หรือเป็นนิทานเตือนสติสั้น ๆ ที่ลงท้ายด้วยสระอิตั้งแต่ต้นจนจบ แบบนิทานสระอิ (เงื่อนไขที่ตั้งให้ตัวเอง ทำให้การแต่งนิทานเรื่องนี้ค่อนข้างยาก) และเนื่องจากนิทานเรื่องนี้ควรอ่านแบบมีท่วงทำนอง ซึ่งเป็นท่วงทำนองที่อ่านยาก ผมจึงถ่ายคลิปตัวอย่างการอ่านเอาไว้ให้ชมที่ตอนท้ายของนิทานด้วยครับ ลองดูกันนะครับ

นิทานเรื่อง อย่าไปกลัวสิ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว              มีเหล่าเพื่อนแก้วผู้รักสันติ

อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่            ช่วยเหลือกันไปอย่างไร้ทิฐิ

ทั้งบีเวอร์ หมีพูห์ หนูนา               รักกันหนักหนาน่าปลื้มปีติ

แถมมีหมีขาวอีกตัว                      วัน ๆ ชอบกลั้วหัวเราะอิอิ

ตัวมันนั้นใหญ่กว่าใคร                 แต่งตัวทีไรเสื้อผ้าแทบปริ

แต่หมีขาวมองโลกแง่ดี                มันพูดทุกทีว่า “อย่าไปกลัวสิ”

………

วันหนึ่ง บีเวอร์ หมีขาว                 แวะไปกินข้าวแถวบางกะปิ

ทั้งคู่ลองเดินเข้าวัด                      ผ่านตลาดนัดใกล้ที่ตั้งอัฐิ

ระหว่างเดินบีเวอร์ปวดท้อง          อึราดเป็นกองตรงที่หน้ากุฏิ

บีเวอร์ท้องเสียอย่างแรง               ไม่ได้คิดแกล้งหรืออุตริ

มันกลัวเสียจนตัวสั่น                    เพราะเกรงพระท่านจะออกมาตำหนิ

โชคดีหมีขาวเห็นเข้า                    จึงบอกเพื่อนเรา “อย่าไปกลัวสิ”

ทุกคนผิดพลาดกันได้                  ถ้ารีบแก้ไขก็จะไม่โดนติ

บีเวอร์จึงรีบเช็ดล้าง                     แล้วฉีกยิ้มกว้างจนตาเป็นสระอิ

…………

สักพักหนูนาโทรมา                     บอกหมีขาวว่าอยู่ที่ราชดำริ

ตั้งใจจะซื้อของขวัญ                    ให้พ่อแม่ท่านได้ปลื้มปีติ

แต่ควรจะซื้ออะไร                        ของเล็กของใหญ่มีหลายกระบิ

กลัวซื้อแล้วไม่ถูกใจ                     ยกตัวอย่างได้ไหม ขอเป็นอาทิ

หมีขาวเห็นเพื่อนสับสน                บอกให้เลิกกังวล “อย่าไปกลัวสิ”

ของขวัญไม่จำเป็นต้องซื้อ             ลองใช้ฝีมือและสมาธิ

พยายามตั้งอกตั้งใจ                    ใช้เข็มและด้ายร้อยดอกไม้แรกผลิ

แล้วนำไปกราบตักท่าน                 สานความผูกพันด้วยมาลัยมะลิ

……………

ตกเย็นหมีขาวกลับบ้าน               เห็นหมีพูห์ลนลานผิดปกติ

เพราะหมีพูห์ต้องทำกับข้าว          ไปให้แฟนสาวผู้มีดำริ

อยากกินลูกชิ้นเสียบไม้                 กับอาหารทั้งหลาย และน้ำพริกกะปิ

หมีพูห์ไม่เคยทำครัว                     ถ้าทำมั่วซั่วกลัวจะโดนตำหนิ

หมีขาวเห็นเพื่อนเศร้า ๆ               จึงรีบเดินเข้าไปช่วยเตือนสติ

โลกเรามีเรื่องมากมาย                  เรียนรู้กันได้ “อย่าไปกลัวสิ”

ยิ่งเรียนก็จะยิ่งเก่ง                       ฝึกให้เจ๋ง ๆ จนชำนาญชำนิ

หมีพูห์จึงกล้าฮึดสู้                       เปิดตำราดูแล้วค่อย ๆ ลองริ

เก็บมะพร้าวมาขูดแล้วคั้น            ได้น้ำ มันมัน เรียกว่าน้ำกะทิ 

จากนั้นลงมือทำแกง                    แกงเขียวแกงแดงอร่อยไร้ที่ติ

  แล้วเอาลูกชิ้นเสียบไม้                  ปิ้งบนเตาไฟ ตำน้ำพริกกะปิ

แฟนสาวชิมแล้วชอบใจ                ชูนิ้วโป้งให้บอกว่า “โออิชิ”

……………

แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง                   หมีขาวหน้าบึ้งเหมือนได้กลิ่นอุนจิ

เนื่องจากใกล้วันสอบไล่                เจ้าหมีกลุ้มใจจนแทบเสียสติ

หากเอาหนังสือมาต้ม                  กินแทนขนม…ได้คงดีน่ะสิ

หรือเอามาหนุนแทนหมอน            ให้ซึมซาบตอนนอน แหม!ช่างอุตริ

เพื่อน ๆ เห็นแล้วกังวล                 จึงบอกเพื่อนตนว่า “อย่าไปกลัวสิ”            

ท่องหนังสือทำได้ไม่ยาก               ไม่เห็นลำบากหากมีสมาธิ            

หมีขาวขอบคุณเพื่อน ๆ               ที่ไม่แชเชือนมาเตือนสติ

แถมยังอาสาติวให้                       เจ้าหมีตัวใหญ่จึงยิ้มแก้มปริ

…………..

ในที่สุด..ก็ถึงตอนสุดท้าย             ของนิทานสอนใจที่ลงท้ายสระอิ

นิทานเรื่องนี้มุ่งหวัง                     ที่จะปลูกฝังและให้คติ

ทุกครั้งที่กังวลอะไร                      รีบเตือนหัวใจว่า “อย่าไปกลัวสิ”   

หวังว่าเด็ก ๆ คงสนุก                   หากเห็นใครทุกข์ ลองจี๋พุงกะทิ (ฮิฮิ)

—————————————————————————————————————

คำศัพท์ที่เด็ก ๆ ควรรู้

สันติ   แปลว่า  ความสงบสุข                       

ทิฐิ    แปลว่า  การดื้อรั้นในความเห็นของตน                

ปีติ    แปลว่า  ความปลื้มใจอัฐิ      แปลว่า  กระดูก                        

กุฏิ    แปลว่า  ที่อยู่ของพระ                                        

อุตริ   แปลว่า  แปลก, เพี้ยน

กระบิ  แปลว่า แท่ง, แผ่น, ชิ้น                     

อาทิ     แปลว่า  เช่น, เป็นต้นว่า                                  

ดำริ   แปลว่า คิด       

โออิชิ   แปลว่า อร่อย (มาจากภาษาญี่ปุ่น)    

อุนจิ    แปลว่า ก้อนอึ (มาจากภาษาญี่ปุ่น)

#นิทานนำบุญ

……………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย

ในบรรดานิทานเกี่ยวกับพ่อมดแม่มดที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้แต่งเอาไว้ มีนิทานอยู่ 2 เรื่อง ที่ผมรักมากเป็นพิเศษ เรื่องแรกคือ “จุดจบของแม่มดน้อย” และอีกเรื่องคือนิทานก่อนนอนเรื่องนี้ “เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย” นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนในแนวนิทานรักแม่ คือ ลูก ๆ รักแม่และอยากหาของขวัญวันเกิดให้แม่ แต่ของขวัญที่จะทำให้คุณแม่มีความสุขคืออะไร? คงต้องไปหาคำตอบกันในนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง  เวทมนตร์ของเจ้าตัวน้อย

โมเม มูมมามและมอมแมมเป็นลูก ๆ ของแม่มดสาวพราวเสน่ห์    คุณแม่ของพวกเขาเป็นแม่มดที่อ่อนโยนและใจดีอย่างยากที่จะหาใครเทียบได้    เด็ก ๆ ทุกคนรักคุณแม่ของพวกเขามาก  เมื่อใกล้ถึงวันเกิดของคุณแม่    พี่น้องทั้งสามจึงตกลงกันว่า พวกเขาจะจัดงานฉลองวันเกิดและมอบของขวัญสุดพิเศษให้แก่คุณแม่ผู้เป็นที่รัก

โมเมซึ่งเป็นพี่สาวคนโตตั้งใจที่จะเนรมิตดอกไม้แสนสวยเพื่อมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญวันเกิด ส่วนมูมมามซึ่งเป็นลูกชายคนกลางก็เฝ้าฝึกซ้อมคาถาเพื่อเตรียมเสกขนมเค้กอร่อย ๆ  ให้คุณแม่ผู้ชอบรับประทานขนมหวาน ๆ เป็นชีวิตจิตใจ

ฝ่ายมอมแมมน้องคนเล็กดูน่าเห็นใจเป็นที่สุด  เพราะนอกจากที่เขาจะเด็กกว่าใคร ๆ แล้ว เขายังเพิ่งเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลเวทมนตร์ได้ไม่นานนัก ด้วยเหตุนี้  อำนาจมนตราของเขาจึงมีอยู่จำกัด  ไม่เพียงพอที่จะเนรมิตของขวัญพิเศษใดใดให้แก่คุณแม่ได้ แต่ด้วยความที่เด็กน้อยอยากจะทำให้คุณแม่รู้ว่าเขารักคุณแม่ไม่แพ้พี่ ๆ    มอมแมมจึงบากบั่นไปขอยืมตำราคาถาวิเศษจากห้องสมุด  แล้วเฝ้าฝึกฝนว่าคาถาตามตำราเล่มนั้นทีละบทสองบท   จนในที่สุด  เขาก็พร้อมที่จะเนรมิตของขวัญชิ้นเล็ก ๆ  เพื่อมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิด

และแล้ว..วันที่ทุก ๆ คนรอคอยก็มาถึง   เด็ก ๆ เชิญคุณแม่มานั่งในห้องนั่งเล่นที่พวกเขาช่วยกันตกแต่งจนกลายเป็นห้องที่แสนน่ารัก  เสียงดนตรีอ่อนหวานจากกล่องดนตรีทำให้บรรยากาศในห้องดูอบอุ่นกระจุ๋มกระจิ๋ม   เด็ก ๆ ให้คุณแม่นั่งที่เก้าตัวนุ่ม  จากนั้น พวกเขาก็เริ่มว่าคาถาเพื่อเสกของขวัญให้แก่คุณแม่ทีละคน

โมเมท่องคาถางึมงำว่า “โอมมะลุกกุ๊กกุ๋ยดุกดุ๋ยดุกดุ๋ย…ปลูกต้นไม้อย่าลืมใส่ปุ๋ย”   เมื่อโมเมว่าคาถาจบ  รอบ ๆ ตัวของคุณแม่ก็รายล้อมไปด้วยดอกไม้สีรุ้งเต็มไปหมด!

เมื่อมูมมามเห็นพี่สาวเสกดอกไม้มากมายให้คุณแม่   เขาจึงนึกอยากหาทางทำให้คุณแม่พอใจมากขึ้นไปอีก  ด้วยเหตุนี้  มูมมามจึงตั้งใจรวบรวมสมาธิ แล้วร่ายคาถาด้วยเสียงที่หนักแน่นว่า “โอมมะลุกกุ๊กกิ๊กดุ้กดิ้กดุ้กดิ้ก…อยากกินเผ็ดต้องไปกินพริก”   เมื่อสิ้นเสียง…ขนมเค้กขนาดยักษ์ที่สูงถึงเจ็ดชั้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของคุณแม่ทันที!

มอมแมมมองของขวัญของพี่ ๆ ตาปริบ ๆ  ฝีมืออย่างเขาคงไม่สามารถเสกของขวัญดี ๆ อย่างของพี่ ๆ ได้เป็นแน่    แต่ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่เกินตัว    มอมแมมจึงคิดหาของขวัญชิ้นใหม่เพื่อไม่ให้น้อยหน้าพี่ ๆ  

อำนาจเวทมนตร์อันน้อยนิดของพ่อมดตัวเล็ก ๆ จะเนรมิตอะไรให้ถูกใจคุณแม่ได้บ้างไหมหนอ?   มอมแมมเพ่งมองขนมเค้กเจ็ดชั้นของมูมมามอยู่พักใหญ่   ในที่สุด  ความคิดที่แสนวิเศษก็สว่างวาบขึ้นในใจของเด็กน้อยผู้ไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรค

มอมแมมค่อย ๆ นึกทบทวนถึงคาถาบทหนึ่งที่เขาเฝ้าฝึกฝนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   เมื่อคิดได้ เขาก็เริ่มเอ่ยถ้อยคาถาอย่างช้า ๆ ว่า  “โอมมะลุกกุ๊กก๋อยดุกด๋อยดุกด๋อย…ผัดคะน้าใส่น้ำมันหอย”  เมื่อมอมแมมท่องคาถาจบ    ขนมเค้กเจ็ดชั้นก็สว่างไสวไปด้วยเปลวไฟจากเทียนไขแท่งเล็ก ๆ  ซึ่งมีจำนวนเท่ากับอายุของคุณแม่พอดิบพอดีไม่มีขาด

คุณแม่ปลื้มใจมากที่เห็นความตั้งใจของลูก ๆ ทั้งสาม  ส่วนโมเมกับมูมมามต่างก็ภูมิใจในฝีมือของน้องชายตัวกระเปี๊ยกที่ใช้เวทมนตร์ได้ดีชนิดที่พี่ ๆ คาดไม่ถึง  

ความรักของลูก ๆ ทำให้หัวใจของผู้เป็นแม่อิ่มเอมไปด้วยความสุข   

และในค่ำคืนนั้น   สามพี่น้องก็แย่งกันกอดคุณแม่นัวเนียหนุบหนับ   เวลาแห่งรักดำเนินต่อไปนานแสนนาน   จนกระทั่งท้ายที่สุด   เด็ก ๆ ทั้งสามก็นอนหลับปุ๋ยไปในอ้อมกอดของคุณแม่ ท่ามกลางแสงเทียนอันอบอุ่นในราตรีที่แสนวิเศษ

#อ่านนิทานจบเด็ก ๆ อยากให้ของขวัญด้วยการกอดใครดีนะ

#นิทานนำบุญ

………………