Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนานาชาติ, นิทานสอนใจ

มารุชกา กับเดือนทั้งสิบสอง : นิทานพื้นบ้านเช็ก สอนใจเรื่องความดีและความอดทน

สาธารณรัฐเช็ก (Czech Republic) เป็นประเทศเล็ก ๆ ในยุโรปกลาง ที่อาจไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยนัก แต่กลับเป็นแผ่นดินที่อุดมไปด้วยนิทานพื้นบ้าน วรรณกรรม และตำนานที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี ชาวเช็กมีวัฒนธรรมการเล่าเรื่องที่ลึกซึ้งและจริงจัง นิทานไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความบันเทิงสำหรับเด็กเท่านั้น หากยังทำหน้าที่อธิบายโลก ธรรมชาติ และคุณค่าของการเป็นมนุษย์ในสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกับฤดูกาลอันโหดร้ายของยุโรปกลาง

นิทานเรื่อง “มารุชกา กับเดือนทั้งสิบสอง” (The Twelve Months / Dvanáct měsíčků) เป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านคลาสสิกของชนชาติเช็ก ซึ่งคนเช็กจำนวนมากเติบโตมากับเรื่องเล่านี้ตั้งแต่วัยเด็ก นิทานสะท้อนชีวิตของผู้คนในอดีตที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ ป่าเขา และฤดูกาลอย่างใกล้ชิด ฤดูหนาวที่ยาวนานและรุนแรงไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของเรื่อง แต่เป็นหัวใจสำคัญที่หล่อหลอมความคิด ความเชื่อ และศีลธรรมของสังคมเช็กในยุคนั้น

จุดเด่นของนิทานเช็กคือการมอง ธรรมชาติเป็นผู้ตัดสินความถูกผิด ไม่ใช่มนุษย์ เดือนทั้งสิบสองในเรื่องไม่ได้เป็นเพียงตัวละครแฟนตาซี แต่เป็นสัญลักษณ์ของ “กาละ” และ “ความสมดุลของโลก” ผู้ที่สุภาพ อดทน และรู้จักเคารพจังหวะของชีวิต จะได้รับความเมตตา ส่วนผู้ที่โลภ หยาบคาย และพยายามฝืนธรรมชาติ ย่อมต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวคิดเช่นนี้สะท้อนโลกทัศน์แบบยุโรปกลางที่เห็นว่ามนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล

สำหรับผู้อ่านชาวไทย นิทานเช็กอาจเป็นดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ทั้งในแง่ภูมิประเทศ วัฒนธรรม และฤดูกาล แต่ยิ่งไม่คุ้นเคย นิทานเรื่องนี้ยิ่งมีคุณค่า เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ว่า ผู้คนต่างวัฒนธรรมใช้เรื่องเล่าอธิบายชีวิตอย่างไร และแม้โลกจะต่างกันเพียงใด คุณค่าพื้นฐานอย่างความสุภาพ ความอดทน และการรู้จักรอคอย “เวลาที่เหมาะสม” ก็ยังเป็นภาษาสากลที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยเข้าใจร่วมกันได้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีเด็กสาวชื่อ มารุชกา (มา-รุช-ก้า : Maruška) เธอเป็นเด็กสาวที่มีหัวใจอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความอดทนสู้ชีวิต มารุชกาอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงและน้องสาวชื่อ โฮลีนา (Holena) ทั้งสองใจร้ายและมักสั่งงานหนัก ๆ ให้มารุชกาทำอยู่เสมอ

ทุกเช้า มารุชกาต้องออกไปหาฟืนในป่าลึก หลังจากนั้น เธอต้องตักน้ำจากบ่อน้ำเย็นเฉียบ และกลับมาทำงานบ้านจนเหนื่อยล้า แม้จะยากลำบากสักเพียงไหน แต่มารุชกาไม่เคยบ่น เพราะเธอเชื่อว่า “ความดีและความอดทน” จะนำพาเธอไปสู่สิ่งที่งดงามในชีวิต

เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงฤดูหนาว หิมะสีขาวตกลงมาปกคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้านและป่าใหญ่ ต้นไม้ที่เคยเขียวชอุ่มกลับยืนต้นเปลือยเปล่าไร้ใบ ดอกไม้ที่เคยบานสะพรั่งก็ปลิดปลิวหายไปจนหมด โลกทั้งใบดูเหมือนถูกคลุมด้วยผ้าขาวหนา ๆ ที่เย็นยะเยือก

วันหนึ่งในฤดูหนาว โฮลีนานึกสนุกจึงออกคำสั่งกับมารุชกาว่า “ฉันต้องการดอกไม้สวย ๆ มาแต่งบ้าน เธอออกไปหาดอกไม้มาให้ฉันเดี๋ยวนี้” มารุชกาตกใจ เพราะในฤดูหนาวที่มีหิมะตก ไม่มีทางที่ดอกไม้จะบานได้เลย แต่มารุชกาไม่กล้าขัดคำสั่งของแม่เลี้ยงและน้องสาว เธอจึงหยิบตะกร้าเก่า ๆ แล้วเดินออกไปสู่ป่าลึก

ป่าที่มารุชกาเดินเข้าไปนั้นเป็นป่าที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวพัดผ่านกิ่งไม้ที่ไร้ใบ และเสียงรองเท้าของเธอกระทบหิมะดังกรอบแกรบทุกย่างก้าว ความหนาวทำให้แก้มของมารุชกาแดงจัด และลมหายใจของเธอก็กลายเป็นไอสีขาวลอยออกมาในอากาศ

มารุชกาเดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าจะหาดอกไม้ได้จากที่ไหน แต่หัวใจของเธอยังคงอ่อนโยนและดีงาม (ทั้ง ๆ ที่น่าจะโกรธหรือรู้สึกไม่ดีต่อแม่เลี้ยงและน้องสาว) สิ่งเดียวที่มารุชกาทำ คือการภาวนาในใจว่า “ขอให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น เพื่อที่ฉันจะได้ทำตามคำสั่งและกลับบ้านโดยไม่ถูกดุด่า”

ระหว่างที่มารุชกาเดินเข้าไปในป่าลึกจนมืดค่ำ จู่ ๆ มารุชกาก็เห็นแสงไฟสว่างวาบอยู่ไกล ๆ ท่าม กลางความมืดและหิมะ มารุชกาจึงรีบเดินเข้าไปยังแสงไฟนั้น โดยหวังว่าอาจได้พบผู้ที่พอจะช่วยเหลือเธอได้บ้าง

เมื่อเดินไปถึง มารุชกาพบชายชรา 12 คน นั่งล้อมรอบกองไฟที่แสนอบอุ่นอยู่เงียบ ๆ พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่พวกเขาคือ เดือนทั้งสิบสอง (The Twelve Months) ที่ปรากฏกายในร่างชายชรา ซึ่งแต่ละคนมีรูปลักษณ์แตกต่างกันตามฤดูกาลที่ตนเป็นตัวแทน

เดือนมกราคม (January) เป็นชายชราผมขาวผู้นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงที่สุด เขามองมารุชกาด้วยสายตาเข้มงวดและถามว่า “เจ้ามาที่นี่ทำไม”

มารุชกาก้มศีรษะอย่างอ่อนน้อมแล้วตอบอย่างสุภาพว่า “น้องสาวและแม่เลี้ยงสั่งให้หนูหาดอกไม้ในป่าไปให้ แต่อากาศหนาวแบบนี้ หนูไม่รู้ว่าจะหาดอกไม้ได้ที่ไหน”

เดือนมกราคมฟังคำตอบและมองทีท่าของเด็กสาวก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เดือนมกราคมจึงพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันไปบอกเดือนมีนาคม (March) ให้ช่วยเหลือเด็กสาวหากคิดว่าสมควรช่วย มารุชกามองชายชราในนามเดือนมีนาคมอย่างมีความหวัง และในทันใดนั้น เดือนมีนาคมก็โบกไม้เท้า ทำให้หิมะละลาย และดอกไม้ก็ผลิบานไปทั่วทุ่งหิมะที่เคยว่างเปล่า

มารุชกาตาโตด้วยความดีใจ เธอรีบเก็บดอกไม้ใส่ตะกร้าจนเต็มใบ แล้วกล่าวขอบคุณชายชราอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่อบอุ่น

มารุชกาเดินกลับบ้านพร้อมตะกร้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้อย่างมีความสุข เธอดีใจที่สามารถทำตามคำสั่งได้สำเร็จ แต่เมื่อแม่เลี้ยงและโฮลีนาเห็นดอกไม้ สองแม่ลูกกลับไม่พอใจนัก

วันต่อมา โฮลีนานึกหมั่นไส้อยากแกล้งมารุชกาอีก เธอจึงออกคำสั่งว่า “ฉันอยากกินสตรอว์เบอร์รี เธอจงไปหาสตรอว์เบอร์รีมาให้ฉันเดี๋ยวนี้” มารุชกาตกใจอีกครั้ง เพราะในฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมทั่วทุกแห่ง ไม่มีทางที่จะมีสตรอว์เบอร์รีผลิดอกออกผลได้เลย แต่มารุชกาไม่กล้าขัดคำสั่ง เธอจึงจำเป็นต้องเดินเข้าไปยังป่าลึกอีกครั้ง

เมื่อมารุชกาหยิบตะกร้าแล้วเดินออกไปสู่ป่าใหญ่ ความหนาวทำให้แก้มและมือของเธอเย็นจนเจ็บไปหมด ครั้นเมื่อมารุชกาเดินไปถึงกลางป่าอีกครั้ง เธอเห็นแสงไฟสว่างวาบอยู่ไกล ๆ เช่นเดิม มารุชกาจึงรีบเดินเข้าไป และพบชายชรา 12 คนที่นั่งล้อมรอบกองไฟ พวกเขาคือเดือนทั้งสิบสอง (The Twelve Months) ที่เธอเคยพบมาแล้ว

เมื่อเดือนมกราคม (January) เห็นมารุชกา เขามองเธอด้วยสายตาเข้มงวดและถามว่า “เจ้ามาที่นี่อีกแล้วหรือ มารุชกา เจ้าต้องการอะไรในครั้งนี้”

มารุชกาก้มศีรษะและตอบอย่างสุภาพว่า “น้องสาวและแม่เลี้ยงสั่งให้หนูหาสตรอว์เบอร์รีไปให้ แต่อากาศหนาวแบบนี้ หนูไม่รู้ว่าจะหาสตรอว์เบอร์รีได้ที่ไหน”

เดือนมกราคมฟังคำตอบก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เขาจึงส่งไม้เท้าให้เดือนมิถุนายน (June) จากนั้นเดือนมิถุนายนก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วโบกไม้เท้าเล็กน้อย ทันใดนั้น หิมะก็ละลาย ทำให้ดินกลับมาอุ่นขึ้นอีกครั้ง แล้วต้นสตรอว์เบอร์รีก็ผลิดอกออกผลแดงสดไปทั่วทั้งทุ่ง

มารุชกาตาโตด้วยความดีใจ เธอรีบเก็บสตรอว์เบอร์รีจนเต็มตะกร้า แล้วกล่าวขอบคุณชายชราอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินกลับบ้าน

เมื่อแม่เลี้ยงและโฮลีนาเห็นว่ามารุชกาหาสตรอว์เบอร์รีกลับมาได้ พวกเขาก็ตกใจอีกครั้ง และเริ่มมีความโลภเกิดขึ้น วันต่อมา พวกเขาจึงสั่งมารุชกาว่า “ไปหาแอปเปิ้ลมาให้เรา”

มารุชกาถอนหายใจเบา ๆ แต่ก็ยังหยิบตะกร้าแล้วเดินออกไปสู่ป่าใหญ่ โดยเธอได้แต่หวังว่าปาฏิหาริย์อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง

ในคืนนั้น มารุชกาได้พบชายชรา 12 คนเหมือนเช่นเคย เดือนมกราคมมองเด็กสาวแล้วถามว่า “ครั้งนี้เจ้าต้องการอะไรอีก มารุชกา”

มารุชกาตอบอย่างสุภาพว่า “น้องสาวและแม่เลี้ยงสั่งให้หนูหาแอปเปิ้ลไปให้ แต่อากาศหนาวแบบนี้ หนูไม่รู้ว่าจะหาแอปเปิ้ลได้ที่ไหน”

เดือนมกราคมฟังคำตอบก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เขาจึงส่งไม้เท้าให้เดือนกันยายน (September) จากนั้น เดือนกันยายนก็ยิ้ม แล้วโบกไม้เท้าเพื่อเนรมิตสิ่งมหัศจรรย์ ทันใดนั้น ต้นแอปเปิ้ลสูงใหญ่ก็ปรากฏขึ้น ซึ่งบนต้นมีผลแอปเปิ้ลสีแดงสดห้อยระย้าเต็มไปหมด

มารุชการีบเก็บแอปเปิ้ลใส่ตะกร้า แล้วกล่าวขอบคุณชายชราอย่างจริงใจ หลังจากนั้น เธอก็เดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข

เมื่อมารุชกานำแอปเปิ้ลเต็มตะกร้ากลับมาถึงบ้าน แม่เลี้ยงและโฮลีนาต่างก็ตกใจที่มารุชกาหาแอปเปิ้ลมาได้ทั้ง ๆ ที่อากาศหนาวขนาดนี้ แม่เลี้ยงและโฮลีนารู้สึกโมโหที่แกล้งมารุชกาไม่สำเร็จ สองแม่ลูกไม่เข้าใจว่ามารุชกาหาดอกไม้ สตรอว์เบอร์รี และแอปเปิ้ลมาได้อย่างไร แต่พวกนางเชื่อว่า ถ้ามารุชกาทำได้ พวกนางก็ต้องทำได้

ในคืนนั้น แม่เลี้ยงและโฮลีนาจึงตัดสินใจออกเดินทางไปในป่าด้วยตนเอง สองแม่ลูกไม่สนใจความหนาวเหน็บที่เสียดแทงผิว ไม่สนใจว่าพื้นหิมะจะหนาสักเพียงใด ความริษยาที่อยากดีกว่าเหนือกว่าทำให้หัวใจของพวกนางมืดบอด

เมื่อแม่เลี้ยงและโฮลีนาเดินไปถึงกลางป่า พวกนางเห็นแสงไฟสว่างวาบอยู่ไกล ๆ เช่นเดียวกับที่มารุชกาเคยเห็น สองแม่ลูกจึงรีบเดินเข้าไป และพบชายชรา 12 คนที่นั่งล้อมรอบกองไฟอยู่ แน่นอนว่า พวกเขาคือเดือนทั้งสิบสอง (The Twelve Months)

เมื่อเดือนมกราคม (January) เห็นสองแม่ลูก เดือนมกราคมจึงมองทั้งคู่ด้วยสายตาเข้มงวดและถามว่า “พวกเจ้ามาที่นี่ทำไม”

แทนที่แม่เลี้ยงและโฮลีนาจะตอบด้วยความสุภาพ แม่เลี้ยงและโฮลีนา กลับพูดด้วยน้ำเสียงที่กระด้างว่า “พวกชั้นอยากได้ผลไม้เยอะ ๆ พวกชั้นอยากได้มากกว่าที่นังมารุชกาเคยได้ เอาผลไม้มาให้พวกชั้นเดี๋ยวนี้”

ชายชรา 12 คนต่างนิ่งเงียบ ความขุ่นเคืองค่อย ๆ ฉายแววขึ้นในดวงตาของเดือนต่าง ๆ และเมื่อความไม่พอใจกลายเป็นความโกรธ เดือนมกราคมก็ลุกขึ้นแล้วโบกไม้เท้า ทันใดนั้น พายุหิมะก็โหมกระหน่ำ และทำให้หิมะปลิวว่อนไปทั่วป่า

แม่เลี้ยงและโฮลีนาตกใจและพยายามวิ่งหนี แต่หิมะหนาและลมแรงทำให้พวกนางไม่สามารถหนีไปที่ไหนได้ เสียงลมหนาวดังหวีดหวิวเหมือนคำเตือนจากธรรมชาติ แล้วก็หิมะก็กลืนร่างของสองแม่ลูกให้ถูกผนึกอยู่ในความหนาวเย็นของป่าใหญ่ไปตลอดกาล

Posted in นิทานสอนใจ, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

นักเล่านิทานมือใหม่ : นิทานเด็กสอนใจเรื่องความขี้ลืมและบทเรียนชีวิต

นักเล่านิทาน คือคนที่ทำหน้าที่เล่าเรื่องราวให้ผู้ฟังได้เพลิดเพลิน ได้ข้อคิด และได้แรงบันดาลใจ นิทานไม่ใช่แค่เรื่องสนุกสำหรับเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสอนคุณค่าในชีวิต ถ่ายทอดประสบการณ์ และสร้างความอบอุ่นในครอบครัว

ในอดีต นักเล่านิทานถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เพราะพวกเขาเป็นผู้เชื่อมโยงเรื่องราวกับผู้คน ไม่ว่าจะในราชสำนักหรือในหมู่บ้าน ทุกครั้งที่มีการเล่านิทาน ผู้ฟังจะได้ทั้งความสุขและความรู้ไปพร้อมกัน ทำให้นักเล่านิทานเป็นเหมือนผู้สืบทอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรม

นิทานเรื่อง “นักเล่านิทานมือใหม่” จึงเป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเล่าเรื่อง และการเรียนรู้ของคนที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางนี้ เรื่องราวจะพาผู้อ่านไปสัมผัสบรรยากาศแห่งจินตนาการ ความอบอุ่น และข้อคิดที่มีคุณค่า ซึ่งเหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่รักการฟังนิทาน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีนักเล่านิทานมือใหม่คนหนึ่งเป็นคนขี้หลงขี้ลืมมาก พ่อของเขาเป็นนักเล่านิทานในราชสำนักผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง  เมื่อพ่อของเขาเฒ่าชะแรแก่ชรา  เขาจึงต้องทำหน้าที่เล่านิทานแทนพ่อ

วันแรกของการทำงาน ชายหนุ่มต้องแต่งนิทานเรื่องใหม่ไปเล่าให้เจ้าชายและเจ้าหญิงองค์น้อยฟัง ชายหนุ่มพยายามคิดนิทานเรื่องใหม่อย่างสุดความสามารถ แต่จนแล้วจนรอด เขาก็คิดไม่ออก เมื่อพ่อของเขาเห็นลูกชายกลุ้มใจ  พ่อจึงแนะนำว่า “ถ้าลูกคิดนิทานไม่ออกจริง ๆ ลองนอนพักสักหน่อย บางทีตอนที่หลับ ลูกอาจฝันถึงเรื่องสนุก ๆ ที่เอามาแต่งเป็นนิทานเรื่องใหม่ก็ได้นะ”

ชายหนุ่มเชื่อฟังคำแนะนำของพ่อ  เขาจึงเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ  หลังจากนั้น เขาก็ฝันถึงเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย 

ชายหนุ่มฝันถึงการผจญภัยของเจ้าชายกับเจ้าหญิง, เรื่องของมังกรบินที่ต่อสู้กับมังกรน้ำ, เรื่องยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก, เรื่องแมวนั่งตากลมกับหมูนั่งตากลม ฯลฯ เขาค่อย ๆ รวบรวมความคิดจนมั่นใจว่าเขาสามารถนำเรื่องที่ฝันมาแต่งเป็นนิทานได้แน่ ๆ

ครั้นเมื่อชายหนุ่มตื่นนอน แทนที่เขาจะรีบจดบันทึกความฝัน เขากลับลุกขึ้นจากที่นอนด้วยความดีใจ, แปรงฟันด้วยความดีใจ, อาบน้ำด้วยความดีใจ, ร้องเพลงด้วยความดีใจ จนเวลาผ่านไปครึ่งค่อนวัน นิทานที่เขาแต่งจากความฝันก็ค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ชายหนุ่มลืมเรื่องที่เขาฝันไปจนหมด เขาโมโหตัวเองที่ลืมว่าตนเองเป็นคนขี้ลืม เขาโกรธตัวเองที่ไม่รีบจดสิ่งที่คิดเอาไว้ทันทีที่คิดได้

ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังโทษตัวเองว่าโง่เขลาเบาปัญญาอยู่นั้น พ่อของเขาที่นั่งมองอยู่ห่าง ๆ ก็เดินมาให้สติ นักเล่านิทานผู้เป็นพ่อบอกกับลูกชายว่า “ถ้าลูกนำเรื่องที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียนเตือนใจ พร้อมกับแต่งนิทานเล่าถึงความพลาดพลั้งครั้งนี้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ทุก ๆ คนได้ข้อคิด บางทีลูกอาจได้นิทานเรื่องใหม่ไปเล่าให้เจ้าหญิงและเจ้าชายฟังก็ได้นะ”

ชายหนุ่มฟังคำของบิดาก็เห็นทางสว่าง เขาขอบคุณพ่อแล้วรีบลงมือเขียนนิทานเล่าเรื่องของนักเล่านิทานขี้ลืมที่เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำเพื่อฝันถึงเรื่องราวที่จะนำมาแต่งเป็นนิทาน 

ในฝันชายหนุ่มพบเจอสิ่งต่าง ๆ มากมาย ทั้งการผจญภัยของเจ้าชายกับเจ้าหญิง, มังกรบินสู้กับมังกรน้ำ, ยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก, แมวนั่งตากลมกับหมูนั่งตากลม ฯลฯ  จนเขาคิดนิทานสนุก ๆ ได้หลายเรื่อง  ครั้นเมื่อตื่นขึ้นมา ชายผู้นั้นกลับชะล่าใจไม่รีบจดบันทึก  ท้ายที่สุดเขาก็ลืมเรื่องราวทั้งหลายไปจนหมด

เมื่อชายหนุ่มเล่านิทานให้เจ้าชาย, เจ้าหญิง, พระราชาและพระราชินีฟังจนจบ ทุกพระองค์ต่างก็ชอบนิทานที่เขาเล่า  เจ้าชายกับเจ้าหญิงบอกว่านิทานสนุกดี  ส่วนพระราชากับพระราชินีก็ชอบที่นิทานให้ข้อคิด

นับจากวันนั้น  นักเล่านิทานหนุ่มก็แก้ปัญหาความขี้ลืมของเขาด้วยการจดทุกสิ่งทุกอย่างลงในสมุดบันทึกทันทีที่เขาคิดได้ 

หลายปีผ่านไป ชายหนุ่มแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ ออกมาอีกมากมาย และเขาก็กลายเป็นนักเล่านิทานในตำนานที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไม่แพ้พ่อของเขาเลย

Young storyteller reading to royal children in a flower-filled room with golden curtains and fantasy decor

Royal storytelling scene in a grand palace hall with children and nobles listening
Posted in Uncategorized

สรุปปี 2568 และทิศทางปี 2569

ทุกปี พี่นำบุญมักเขียนบทความเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปีนั้น ๆ และทิศทางในปีต่อไปให้ได้อ่านกัน อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นบันทึกส่วนตัวที่ใช้เตือนความจำของตัวเอง

เดือนมกราคม 2568 – คดีละเมิดลิขสิทธิ์นิทาน คดีเดียวที่ฟ้องร้องไว้ – ยุติลงด้วยการไกล่เกลี่ยในชั้นศาล – ผู้ละเมิดต้องเสียเงินมากถึง 750,000 บาท (เจ็ดแสนห้าหมื่นบาท) เพราะมีการนำนิทานนำบุญ 3 เรื่อง ไปใช้ทำคลิปในยูทูบและกระจายไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต

ราวเดือนกุมภา-มีนา พี่นำบุญตัดสินใจ “เตรียมยุติการเผยแพร่นิทานนำบุญประมาณ 200 เรื่อง” เพื่อลดโอกาสการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ – แต่ด้วยความที่พี่นำบุญอยากให้มี “สื่อนิทานดี ๆ ให้ทุกคนได้อ่านฟรีทางออนไลน์” – – พี่นำบุญจึงตัดสินใจเขียนโครงการขอทุนทำ “เว็บไซต์รวมนิทาน” ที่ไม่มีลิขสิทธิ์ จากกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อเป็นเสมือนห้องสมุดนิทาน ให้ทุกครอบครัวเข้ามาใช้งานได้เหมือนกับเว็บนิทานนำบุญ ก่อนที่ตัวเองจะถอยออกไปจากวงการนี้ (ผลการพิจารณาคือ ไม่ผ่าน)

เดือนกรกฎาคม (ช่วงรอผลการขอทุน) พี่นำบุญไม่อยากเสียเวลา จึงเริ่มเรียบเรียงนิทานระดับโลกที่ไม่มีลิขสิทธิ์ เตรียมไว้เผื่อจะได้ใช้ – – – ในขณะเดียวกัน พี่นำบุญก็เริ่มจัดระเบียบเว็บไซต์นิทานนำบุญใหม่ เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์จากเว็บสำหรับเด็ก – – เป็นเว็บสำหรับบุคคลทั่วไป (ทุกเพศ ทุกวัย) มีการสร้างหมวดหมู่เนื้อหาใหม่ – – – ทำภาพประกอบใหม่ – – และทำ SEO หลังบ้านให้นิทานทุกเรื่อง – – – ผลที่ตามมาคือ ยอดผู้ชมเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ

การปรับปรุงเว็บไซต์ ในหลายส่วนถือว่าประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะนิทานนำบุญที่มีการปรับปรุงภาพปก และนิทานเรื่องใหม่ที่เรียบเรียงมาจากนิทานระดับโลก – – นิทานเหล่านี้มียอดผู้อ่านสูงมาก – – ส่วนคอนเทนต์ในกลุ่มความรู้ (ซึ่งใช้เวลาทำนาน) – – หรือเพลงเล่านิทาน (ที่พี่นำบุญมีความสุขในการทำมาก) เป็นคอนเทนต์ที่ไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องยอดการรับชม

ในส่วนของการเปิดโฆษณาอัตโนมัติเพื่อหารายได้ (บางคนเห็น บางคนไม่เห็น) – – หากผู้ชมกดดูโฆษณา จะมีรายได้เข้ามายังเว็บไซต์ (เล็ก ๆ น้อย ๆ) – – – แม้ในปัจจุบัน พี่นำบุญจะยังสมัคร PayPal ไม่สำเร็จ จึงถอนเงินออกมาไม่ได้ – – – แต่ก็พอมองเห็นโอกาสที่เว็บไซต์นี้จะอยู่ได้ แม้ในวันที่ตัวเองไม่อยู่แล้ว – – – (การไม่ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการที่ขอทุนไป จึงไม่ใช่ปัญหา แถมยังทำให้มีอิสระในการทำงานมากกว่า)

เดือนสิงหาคม พี่นำบุญเริ่มยุติการเผยแพร่นิทานนำบุญจำนวนมาก โดยใช้วิธีตั้งค่าเป็นส่วนตัว ไม่เป็นสาธารณะ เผื่อว่าสักวัน อาจได้นำกลับมาเผยแพร่ใหม่ หากจัดการเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ได้สำเร็จ

……

ช่วงปลายปี – – พี่นำบุญกลับมาติดตามกรณีละเมิดลิขสิทธิ์ที่พบใหม่ และคดีละเมิดลิขสิทธิ์ที่แจ้งความไปแล้ว โดยพยายาม “จัดการ” ให้ผู้ละเมิดบอบช้ำน้อยทึ่สุด เพราะตอนนี้ พี่นำบุญได้เห็นความจริงว่า ถ้ามีการฟ้องร้อง ผู้ละเมิดจะลำบากมากขนาดไหน ตัวอย่างต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างเคสที่น่าเป็นห่วง

  • เคสช่องนิทานยูทูบ (เจ้าของช่องทำกิจการอาหารทะเลที่เชียงใหม่) : ละเมิดนิทาน 4 เรื่อง 8 คลิป ยอดวิวหลักล้าน – – – พี่นำบุญส่งอีเมลให้มาเจรจาแต่นิ่งเฉย – – – พี่นำบุญแจ้งความไปปีกว่าแต่คดีไม่คืบหน้า – – ปัจจุบัน พี่นำบุญพยายามให้ตำรวจเชิญตัวมาไกล่เกลี่ย จะได้ไม่หนัก เพราะจำนวนนิทานที่ละเมิดและยอดวิว สูงกว่าเคสที่เคยฟ้องร้องมาก ถ้าขึ้นศาล ผู้ละเมิดอาจเสียเงินมากกว่า – – – อย่างไรก็ตาม หากทุกอย่างไม่คืบหน้า ปี 69 พี่นำบุญก็คงจำเป็นต้องฟ้อง

  • เคสช่องนิทานยูทูบ (เจ้าของช่องอยู่อุดรธานี) : ละเมิดนิทาน 4 เรื่อง 4 คลิป – ทักให้มาเจรจา มีการติดต่อมา แต่โกหกว่าไม่ใช่คนไทย เมื่อถูกจับโกหกได้ พี่นำบุญให้โอกาสโดยคิดค่าเสียหายที่น้อยกว่าค่าลิขสิทธิ์ แต่เพิกเฉย – – – หลังแจ้งความ ตำรวจโทรตาม แต่เพิกเฉยอีก – – – พี่นำบุญหาหลักฐานยืนยันตัวตนอยู่ 2 ปี จนได้หลักฐานชัดเจนว่าเป็นใคร บ้านอยู่ที่ไหน และเป็นเจ้าของช่องตัวจริง – – ตอนนี้ ให้ตำรวจเชิญตัวมา หากไม่สำเร็จ ก็จำเป็นต้องฟ้อง (พฤติกรรมของเคสนี้ ถ้าขึ้นศาล คงหนักมาก)
  • เคสช่องการศึกษาทางไกล : ละเมิดนิทาน 1 เรื่อง ทั้งเนื้อเรื่อง ถ้อยคำ และ ภาพประกอบแบบ 100% – – – ซ้ำยังนำนิทานกับภาพประกอบ – ไปทำสื่อให้ผู้ชมดาวน์โหลด (การขายลิขสิทธิ์จะไม่มีการขายแล้วอนุญาตให้ใครเปิดดาวน์โหลด เพราะเป็นการทำลายโอกาสในการขายลิขสิทธิ์ในอนาคต) – – เคสนี้…พี่นำบุญแจ้งไปเพื่อขอคิดค่านำนิทานไปใช้ เท่ากับค่าลิขสิทธิ์ (ไม่คิดค่าละเมิด) และให้ยุติการเผยแพร่ – แต่ผู้ละเมิดซึ่งเป็นครู และหน่วยงาน ขอทำจดหมายขอโทษ แต่ไม่สะดวกชดใช้ค่านำผลงานอันมีลิขสิทธิ์ไปใช้ – – – การพูดคุยมีถึง 3 ครั้ง ซึ่งในความจริง พี่นำบุญแค่ต้องการยื่นข้อเสนอ ที่ทำให้เขาเสียหายน้อยที่สุดไปให้ ไม่ใช่การยื่นข้อเสนอเพื่อต่อรอง (แต่ดูเหมือนผู้กระทำผิดและหน่วยงานไม่เข้าใจ) หลังจากนั้น ผู้กระทำผิดยังติดต่อให้ศูนย์ไกล่เกลี่ยเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยเป็นครั้งที่ 4 – – – พี่นำบุญเห็นว่า….ความใจดีของพี่นำบุญ คงไม่ช่วยให้ผู้กระทำผิดและหน่วยงานนี้รู้สึกตัวแน่ ๆ เคสนี้จึงตั้งใจที่สุด ที่จะฟ้องร้องให้เป็นกรณีตัวอย่าง

  • เคสหน่วยงานด้านสื่อในมหาวิทยาลัยของรัฐ : ละเมิดนิทาน 1 เรื่อง โดยนักศึกษาเป็นผู้ผลิตสื่อ – มีการเผยแพร่ในช่องยูทูบและเพจของหน่วยงานนี้ – – เคสนี้เป็นเคสเล็ก เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลยอมรับว่าผิดจริง – – หน่วยงานเคยขอให้อาจารย์และนักศึกษาทำคลิปมาลงในช่อง แต่ลืมตรวจสอบเรื่องลิขสิทธิ์! – – – พี่นำบุญเห็นใจ จึงเสนอทางเลือกในการชดใช้ไป 3 ทาง ทางที่เบาที่สุด เสียค่าปรับราว 5000 บาท และให้ทำคลิปให้ความรู้เพื่อประโยชน์สาธารณะ – แต่แอดมินแจ้งว่า ไม่มีอำนาจตัดสินใจ จึงไม่สามารถจ่ายค่าเสียหายหรือลงขอโทษในสื่อของมหาวิทยาลัยได้ ต้องให้ทำจดหมายแจ้งไปยังมหาวิทยาลัยเอง! พี่นำบุญแปลกใจ เพราะการละเมิดเกิดขึ้นที่หน่วยงานนี้ การหารือกันแล้วรีบยุติปัญหาน่าจะเป็นทางที่ง่ายที่สุด แต่การให้ผู้ถูกละเมิด “ต้องมีภาระเพิ่ม” คือการปิดโอกาส ที่จะจบคดีได้แบบเบาที่สุด (ถ้าคำนวณค่าปรับ 5000 บาท กับการที่ต้องเดินทางมาศาลไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง พี่นำบุญมองเคสในลักษณะนี้แล้ว พูดไม่ออกเลย)

  • เคสอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชน : นำนิทานไปทำคลิปยูทูบ 2 เรื่องลงในช่องยูทูบส่วนตัว และไม่มีการระบุที่มาของนิทาน พี่นำบุญติดต่อให้มาเจรจา โดยคิดค่าเสียหายน้อยมาก แต่อาจารย์อ้างว่าทำเพื่อการศึกษา! เคสนี้จึงจำเป็นต้องแจ้งความและค่าเสียหายก็จะสูงขึ้นตามค่าเสียเวลาและภาระที่เพิ่มขึ้น

  • เคสนักศึกษาสาขาภาษาญี่ปุ่น : นำนิทานไปทำคลิปแนว ASMR ในช่องยูทูบ 1 เรื่อง ยอดวิวหลายหมื่น เมื่อติดต่อให้มาเจรจา นักศึกษาติดต่อกลับมา โดยอ้างว่า ไม่รู้ว่านิทานมีลิขสิทธิ์ คลิปที่ละเมิดนี้สร้างรายได้ได้เพียงไม่กี่ร้อยบาท และตัวเองมีฐานะยากจน ต้องกู้ยืมเงินเรียน พี่นำบุญสงสารจึงคิดค่าเสียหายในหลักพัน – – แต่ตกลงกันไม่ได้ – – – ผ่านไปราว 1 เดือน นักศึกษาไลฟ์แจ้งผู้ชมในช่องว่า ตัวเองเพิ่งไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น จะอยู่ที่นั่นราว 1 ปี – – – พี่นำบุญคิดในใจว่า ค่าปรับที่เรียกไป…น่าจะอยู่ญี่ปุ่นได้แค่สัปดาห์เดียว เมื่อดูคลิปอื่น ๆ ในช่อง นักศึกษามีสินค้าที่เป็นสปอนเซอร์ไม่น้อย ทั้งยังเป็นช่องที่เปิดสร้างรายได้! เคสนี้แจ้งความไปเรียบร้อย รอกลับมาไทยเมื่อไหร่ ก็คงต้องโดนเรียกตัว

เคสเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วน ที่รบกวนจิตใจ และทำให้พี่นำบุญหมดกำลังใจ ในการทำอาชีพเป็นนักเขียนนิทานต่อไป – – – (ปีนี้เป็นปีที่พี่นำบุญตัดสินใจเลิกการทำงานเด็กและเลิกแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ – – ทั้ง ๆ ที่ยังสามารถแต่งนิทานดี ๆ ได้ แต่ไม่อยากแต่งนิทานแล้วต้องโดนละเมิดซ้ำ ๆ แบบนี้อีก – – มันเป็นเรื่องที่เศร้ามาก ๆ ซึ่งพี่นำบุญตั้งใจจะไม่เขียนเล่าความรู้สึกลงในเว็บ)

นอกจากนี้ ความใจดีของพี่นำบุญที่พยายามติดต่อให้ผู้กระทำผิดมาเคลียร์กันเอง (โทษจะได้เบา) กลายเป็นภาระที่ทำให้ต้องเสียเวลาติดตาม – – ต้องเหนื่อยเก็บหลักฐานไปแจ้งความ – – – และต้องทำอะไรสารพัดแบบไม่รู้จบ – – รวมทั้ง บางครั้งยังเหมือนเป็นคนบาป ที่ทำให้ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ต้องลำบาก!

ปี 2569 พี่นำบุญจึงตั้งใจว่า จะเก็บหลักฐานให้แน่นหนา แล้วแจ้งทนายทันที โดยต้องหัดไม่ห่วงใยผู้กระทำผิดอีก – – ส่วนการปรับหรือการฟ้อง ก็ขึ้นกับแต่ละกรณีไป แต่คงหนักมากทุกราย เพราะจริง ๆ แล้ว เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าแต่ละคน “ไม่มักง่าย….นำผลงานของคนอื่นไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต” มันเท่านี้จริง ๆ

ในส่วนของเว็บไซต์ พี่นำบุญตั้งใจที่จะเรียบเรียงนิทานเรื่องใหม่ ๆ เพิ่มเติมให้ได้อย่างน้อย 50 เรื่อง คือ สัปดาห์ละ 1 เรื่อง เพื่อให้นิทานเหล่านี้ เข้ามาทดแทนนิทานนำบุญที่นำออกไปจากเว็บ (ช่วงเดือนกรกฏา-ตุลา ปี 2568 พี่นำบุญเรียบเรียงนิทานเรื่องใหม่ ๆ ลงในเว็บติดต่อกันเกือบทุกวัน ถ้าสังเกตจะพบว่ามีนิทานเรื่องใหม่มากกว่า 50 เรื่องเลยทีเดียว) เป้าหมายคือ พี่นำบุญอยากให้เว็บนิทานนำบุญมีนิทานหลายร้อยเรื่องไว้ให้เลือกอ่านกันเหมือนเดิม (แม้จะมีนิทานที่พี่นำบุญแต่งน้อยลงก็ตาม)

ในเรื่องการขายลิขสิทธิ์ – – ปี 2569 พี่นำบุญจะตั้งใจขายลิขสิทธิ์ผลงานมากขึ้น ทั้งในไทยและในต่างประเทศ โดยจะมีการแปลนิทานเป็นภาษาอังกฤษด้วย

ส่วนการฟ้องลิขสิทธิ์ การฟ้องร้องน่าจะมีราว 4-5 คดี ซึ่งคงทำให้หมดเวลาไปกับการขึ้นศาลจนแทบไม่เหลือเวลาทำอย่างอื่น

ถ้าพี่นำบุญเหลือเวลา โครงการเล็ก ๆ ที่อยากทำมากที่สุด คือ การแต่งเพลงสำหรับเด็ก แบบที่ตัวเองเคยฟังจากรายการเด็กอย่าง “ผึ้งน้อย” (พี่นำบุญดูโทรทัศน์และร้องตามได้เยอะมาก ตอนนี้ก็ยังร้องได้) นี่คือ…งานที่อยากทำที่สุดในปี 2569

ขอบคุณทุก ๆ คนที่ติดตามเว็บไซต์นิทานเล็ก ๆ เว็บไซต์นี้นะครับ พี่นำบุญ (ที่แก่มากแล้ว) พยายามทำเว็บไซต์นี้เต็มที่ ด้วยความรู้ด้านเทคโนโลยีที่จำกัด แต่สิ่งที่มั่นใจว่ามีไม่แพ้ใคร คือ ความปรารถนาดีต่อผู้อ่าน ขอบคุณอีกครั้งสำหรับกำลังใจมากมายที่ส่งมาให้ ขอให้ทุกคนมีความสุขทั้งกายและใจตลอดปีและตลอดไป สวัสดีปีใหม่ครับ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

อสุรกายมอมแมม : นิทานสอนใจเกี่ยวกับความสะอาดและมิตรภาพแสนที่อบอุ่น

นานมาแล้ว ในช่วงปีแรก ๆ ที่ผมเริ่มเขียนนิทานให้นิตยสารขวัญเรือน ผมจำได้ว่า ตอนที่เขียนนิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” ได้สักพัก ผมก็รู้สึกเสียดายตัวละครเด็กผู้หญิงในนิทานเรื่องนั้น และแอบฝันว่าหากเป็นไปได้ จะพยายามเขียนนิทานตอนต่อของ “สกปรกที่สุดในโลก” เผื่อว่าสักวันจะนำนิทานเหล่านั้นมารวมเป็นเล่มได้แบบหนังสือเรื่อง “ปิ๊ปปี้ถุงเท้ายาว” ของประเทศสวีเดน (ผมฝันไปไกลเลย)

เมื่อเวลาผ่านมาอีกนานพอสมควร ผมจึงแต่งนิทานเรื่อง “อสุรกายมอมแมม” เป็นนิทานภาคต่อของนิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” แถมยังนำตัวละครจากนิทานอีกสองเรื่องมาร่วมแสดงในนิทานเรื่องนี้ด้วย

หากมีใครสงสัยว่า นิทานเรื่อง อสุรกายมอมแมม นอกจากจะให้ความเพลิดเพลินแล้ว มันมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง คำตอบก็คือ นิทานเรื่องนี้เป็นเสมือนบทเรียนเล็ก ๆ ที่ชวนให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของการอาบน้ำและการดูแลความสะอาดของตนเอง ผ่านการผจญภัยที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ ความอบอุ่น และความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อเราเรียนรู้ที่จะรักและยอมรับกัน หวังว่าคุณผู้อ่านจะมีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

มอมแมมเป็นอสูรกายที่เกิดในกองขยะ  บ้านของมอมแมมเป็นภูเขาขยะขนาดมหึมา   มอมแมมชอบบ้านกองขยะของมันมาก  มันชอบคุ้ยหาข้าวของในกองขยะแล้วนำมันมาสร้างเป็นของเล่นแปลก ๆ ใหม่ ๆ อยู่เสมอ  มอมแมมสร้างของเล่นเอาไว้มากมายเต็มไปหมด  ความฝันอันยิ่งใหญ่ของมอมแมมก็คือ มันอยากจะสร้างของเล่นเพื่อทำให้เด็ก ๆ ทุกคนมีความสุข

แม้มอมแมมจะสร้างของเล่นแสนสนุกเอาไว้สารพัดอย่าง  แต่ด้วยเนื้อตัวที่แสนสกปรกของมอมแมม  เด็ก ๆ จึงไม่ยอมเฉียดกายเข้าใกล้มอมแมมเลยแม้แต่นิดเดียว  มอมแมมทั้งเหงาทั้งเศร้า  มันอยากจะเป็นเพื่อนกับเด็ก ๆ มากจริง ๆ   แต่จนแล้วจนรอด  มอมแมมก็ไม่รู้ว่ามันควรจะทำอย่างไรดี

วันหนึ่ง  มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านกองขยะของมอมแมม   แต่เดิม…เด็กผู้หญิงคนนี้เคยได้ชื่อว่าเป็น “เด็กผู้หญิงที่สกปรกที่สุดในโลก”  (เธอสกปรกถึงขนาดที่มีกลิ่นเหม็นตุ ๆ ลอยคลุ้งออกมาจากตัวเลยทีเดียว)  แต่หลังจากที่เธอชวนแมวเหมียวเพื่อนรักที่สกปรกไม่แพ้กันไปเล่นเป่าฟองสบู่กลางสายฝน  เมื่อสายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่  เด็กผู้หญิงที่เคยมีกลิ่นเหม็นตุ ๆ ก็กลับกลายมาเป็นเด็กผู้หญิงที่มีกลิ่นสบู่หอมสะอาดราวกับเป็นคนละคน

เมื่อเด็กผู้หญิงที่หอมกลิ่นสบู่เห็นเจ้าอสูรกายมอมแมมนั่งหน้าเศร้าอยู่ที่ภูเขากองขยะ เด็กหญิงใจดีจึงเอ่ยปากถามเจ้าอสูรกายว่าเกิดอะไรขึ้น? 

มอมแมมเล่าเรื่องทั้งหมดให้เด็กน้อยที่มีกลิ่นสบู่หอมฟุ้งฟัง  และเมื่อเด็กหญิงได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด  เธอจึงรับอาสาช่วยทำให้มอมแมมกลายเป็นอสูรกายที่หอมสะอาดเหมือนกับตัวของเธอ 

จริง ๆ แล้ว การทำให้มอมแมมหอมสะอาดคงจะไม่วุ่นวายสักเท่าไหร่…ถ้าหากมอมแมมเป็นอสูรกายตัวเล็ก ๆ เหมือนกับเด็ก ๆ   แต่ด้วยร่างกายของมอมแมมที่ใหญ่โตเกือบเท่าช้าง เด็กหญิงผู้ใจดีจึงจำเป็นต้องไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนของเธอในการทำให้มอมแมมหอมสะอาด

เจ้าชายสายลมกับคุณฟันนักทำฟองเป็นคนที่เด็กหญิงขอร้องให้มาช่วยเหลือ  เด็กหญิงขอให้เจ้าชายสายลมใช้พลังบังคับให้ฝนมาตกตรงที่บ้านกองขยะของมอมแมม  จากนั้น เธอก็ขอให้คุณฟันนักทำฟองช่วยปีนขึ้นไปยืนบนยอดของภูเขาขยะ แล้วเป่าฟองสบู่ให้ล่องลอยออกมาเคล้ากับสายฝน

แน่นอน…เมื่อสายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่ ความสะอาดเอี่ยมอ่องจึงเกิดขึ้น  แต่เพราะคุณฟันเพลินกับการทำฟองมากไปหน่อย  ดังนั้น  แทนที่มอมแมมจะกลายเป็นอสูรกายแสนสะอาดที่มีกลิ่นหอมของสบู่ลอยฟุ้งออกมาจากตัวแต่เพียงผู้เดียว  ฟองสบู่กับสายฝนยังช่วยทำให้ของเล่นและภูเขาขยะขนาดมหึมากลับกลายเป็นดินแดนที่หอมฟุ้งไปกลิ่นสบู่หอมสะอาด

หลังฝนตก  เจ้าชายสายลมใช้สายลมเป่าขนสีขาว ๆ ของมอมแมมให้ฟูนุ่มดูน่ารัก  ส่วนเด็กหญิงกับคุณฟันก็ช่วยกันจัดทรงผมและผูกโบว์ที่ขนของมอมแมมจนไม่เหลือเค้าของอสูรกายให้เด็ก ๆ กลัวอีกต่อไป  

เมื่อมอมแมมกลายเป็นอสูรกายแสนน่ารักที่มีกลิ่นหอมสะอาดลอยฟุ้งออกมาจากตัว  เด็ก ๆ ที่เคยรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้มอมแมมก็พากันเปลี่ยนใจแย่งกันเข้ามากอดมอมแมมจนมอมแมมแทบตั้งตัวไม่ติด  เด็ก ๆ มีความสุขมากที่ได้เล่นของเล่นแสนสนุกที่มอมมอมสร้างขึ้น   ส่วนมอมแมมเองก็มีความสุขที่เด็ก ๆ ชอบของเล่นของมัน

มอมแมมขอบคุณเด็กหญิงใจดี เจ้าชายสายลมและคุณฟันนักทำฟองที่ช่วยทำให้มันเป็นที่รักของเด็ก ๆ  และแล้ว เรื่องวุ่น ๆ ของมอมแมมก็จบลงอย่างมีความสุข

เด็กหญิงกับอสุรกายมอมแมมเล่นฟองสบู่กลางสายฝน พร้อมแมวดำในฉากนิทานอบอุ่นเรื่องความสะอาดและมิตรภาพ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

สกปรกที่สุดในโลก : นิทานอบอุ่นที่เหมาะสำหรับอ่านก่อนนอน

นิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” ถือเป็นหนึ่งในนิทานเรื่องแรก ๆ ที่ผมได้มีโอกาสเขียนลงในนิตยสาร ขวัญเรือน (ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นเรื่องที่สอง) ตอนนั้นผมยังเป็นนักเขียนนิทานมือใหม่ ทุกคำ ทุกประโยคที่เขียนลงไปเต็มไปด้วยความยากและความท้าทาย ผมค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ เลือกคำ เหมือนกำลังต่อจิ๊กซอว์ทีละชิ้น ๆ จนกลายเป็นภาพที่สมบูรณ์ แม้นิทานเรื่องนี้จะเป็นเพียงนิทานสั้น ๆ แต่ผมใช้เวลานานมากในการสร้างมันขึ้นมา

หากสังเกตการใช้ภาษาในเรื่อง จะเห็นการเล่นคำซ้ำ ๆ ที่ซ่อนอยู่ในแต่ละย่อหน้า ซึ่งเป็นความตั้งใจเพื่อสร้างจังหวะและความรู้สึกพิเศษให้กับผู้อ่าน ตัวละครเองก็มีความแปลกอยู่นิด ๆ เพราะทุกตัวละครมีกลิ่นตุ ๆ ติดตัว นั่นคือความพยายามของผมที่จะสร้างตัวละครที่แตกต่างจากนิทานเด็กทั่วไปในยุคนั้น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ และการแก้ปมปัญหาที่ดูเหมือนง่าย แต่จริง ๆ แล้วซ่อนความคิดที่ดึงเอาสิ่งที่เด็ก ๆ ชอบมาเป็นฉากสำคัญของเรื่อง

แรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง คือ การอยากให้นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่เล่าก่อนชวนเด็ก ๆ ไปอาบน้ำ เพราะมีภาพของสายฝนและฟองสบู่ที่เชื่อมโยงกับความสะอาดและความสนุก แต่หากจะอ่านก่อนนอนก็ไม่ว่ากัน เพราะนิทานเรื่องนี้ยังคงอบอุ่นและน่าจะสร้างรอยยิ้มได้เสมอ ไม่ว่าจะอ่านในเวลาใดก็ตาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแมวอยู่ตัวหนึ่งเป็นแมวที่สกปรกที่สุดในโลก ไม่มีใครอยาก เข้าใกล้แมวน้อยตัวนี้เลย เพราะเพียงแค่เดินผ่าน กลิ่นเหม็นตุๆ ก็ลอยคลุ้งออกมาจากตัวของเจ้าแมวน้อยเสียแล้ว แต่เจ้าแมวน้อยก็ไม่เคยสนใจ เพราะเจ้าของของมัน ก็มีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยคลุ้งออกมาจากตัวเหมือนกัน

เจ้าของของแมวน้อยเป็นเด็กผู้หญิงที่ตัวสกปรกที่สุดในโลก เธอเคยอาบน้ำบ้างเหมือนกัน แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเธออาบน้ำครั้งสุดท้ายตั้งแต่เมื่อไร ถึงเธอจะมีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยคลุ้งออก มาจากตัวเหมือนกับแมวของเธอ แต่เธอก็ไม่เคยสนใจ เพราะที่อยู่ของเธอเองก็มีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยคลุ้งออกมาเหมือนกัน

ที่อยู่ของเด็กผู้หญิงคนนี้ เป็นบ้านที่สกปรกที่สุดในโลก แต่เดิมบ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่น่าอยู่มาก จนกระทั่งเจ้าของบ้าน ซึ่งก็คือคุณพ่อและคุณแม่ของเด็กผู้หญิงที่น่าสงสารคนนี้ ด่วนขึ้นสวรรค์ไปเสียก่อน บ้านจึงไม่มีใครดูแล เด็กผู้หญิงจึงไม่มีใครดูแล และแมวน้อยจึงไม่มีใครดูแล ดังนั้น พวกเค้าจึงมีกลิ่นเหม็นตุๆ ลอยคลุ้งออกมาจากตัวเหมือนๆ กัน

วันหนึ่งในฤดูฝน ฝนตกลงมาดังเปาะแปะ เปาะแปะ แมวน้อยนึกสนุกจึงวิ่งออกไปเล่นน้ำฝน เด็กผู้หญิงนึกสนุกบ้าง จึงเอากระป๋องกับสบู่ ไปเล่นเป่าลูกโป่งกลางสายฝน ส่วนบ้านหลังน้อยไม่ต้องวิ่งไปไหน เพราะฝนตกทีไร บ้านหลังน้อยได้ยืนเล่นน้ำฝนทุกที

สนุกกับสายฝนกันอยู่นาน ลูกโป่งฟองสบู่ก็เลยล่องลอยไปติดตามเนื้อตามตัวของทุกๆ คน สายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่ ก็เลยกลายเป็นความสะอาดเอี่ยมอ่อง

ถึงตอนนี้ แมวที่เคยสกปรกที่สุดในโลก ก็กลายเป็นแมวน้อยตัวสะอาดที่มีกลิ่นสบู่ติดอยู่ด้วย เด็กผู้หญิงที่เคยตัวสกปรกที่สุดในโลกก็กลายเป็นเด็กผู้หญิงตัวสะอาดที่มีกลิ่นสบู่ติดตัวอยู่ด้วยเหมือนกัน ส่วนบ้านที่เคยสกปรกที่สุดในโลก ก็กลับกลายเป็นบ้านหลังเล็กแสนสะอาดที่มีกลิ่นสบู่หอมฟุ้งอยู่ทั้งหลัง

นับจากนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครเคยเห็นแมวน้อย, เด็กผู้หญิงและบ้านที่สกปรกที่สุดในโลกอีกเลย.

อสุรกายขนฟูยิ้มกว้างถือของเล่นอยู่ท่ามกลางฟองสบู่และของเล่นหลากสี
มอมแมมกับของเล่นแสนสนุกในดินแดนฟองสบู่ อสุรกายผู้มีหัวใจอ่อนโยน กำลังสร้างความสุขให้เด็ก ๆ ด้วยของเล่นที่มันประดิษฐ์ขึ้นเอง

เด็กหญิงผมสีส้มถือไม้เป่าฟองสบู่ วิ่งเล่นกลางสายฝนกับแมวดำหน้าบ้านหลังเล็ก
Posted in กฎหมาย, การจัดการลิขสิทธิ์นิทาน, คดีลิขสิทธิ์

ความน่ากลัวของคดีลิขสิทธิ์ : ทางเลือกและบทเรียนราคาแพง

บทนำ: ละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ในยุคที่สื่อออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้คนใช้มันเพื่อความบันเทิง หาความรู้ ทำการค้า หรือสร้างสรรค์เนื้อหาในฐานะ “คอนเทนต์ครีเอเตอร์”

แต่ในโลกดิจิทัลที่ทุกอย่างรวดเร็ว บางคนกลับเลือกทางลัดด้วยการ “หยิบฉวย” ผลงานของผู้อื่นจากอินเทอร์เน็ตไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน และอาจนำไปสู่การฟ้องร้องที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึงหลักแสน

ประสบการณ์จริงจากเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ”

นิทานในเว็บไซต์นิทานนำบุญถูกละเมิดลิขสิทธิ์อย่างต่อเนื่องยาวนาน ในช่วงแรกผมใช้วิธีตักเตือนและให้ลบออก แต่ไม่นานก็มีผู้ละเมิดรายใหม่ ๆ ทำซ้ำไม่รู้จบ

กรณีที่ทำให้ผมตัดสินใจเลิกใจดี คืออาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนคนหนึ่งที่นำนิทานเรื่อง “การเดินทางของความสุข” ไปเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ชื่อดัง เมื่อถูกจับได้ก็เพียงโทรมาขอโทษ อ้างสารพัด และแก้ตัวว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”

เหตุการณ์นั้นทำให้ผมเข้าใจว่า หลายคนไม่ได้รู้สึกผิดที่ขโมยงานไปใช้ พวกเขาแค่กลัวว่าจะถูกลงโทษหรือเสียเงิน การเตือนแล้วปล่อยจึงไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย

ขั้นตอนการปกป้องลิขสิทธิ์นิทาน

เมื่อพบการละเมิด ผมดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

  • เก็บหลักฐาน: บันทึกหน้าจอเป็นวิดีโอ พร้อมบรรยายวันเวลาและลักษณะการละเมิด
  • ให้โอกาส: ติดต่อผู้ละเมิดเพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายในอัตราที่เบาที่สุด (มักเริ่มที่หลักพัน หรือไม่เกินค่าลิขสิทธิ์)
  • แจ้งความ: หากเพิกเฉย ผมต้องแจ้งความภายใน 3 เดือน ก่อนหมดอายุความ
  • ไกล่เกลี่ย: หากตำรวจแนะนำให้ไกล่เกลี่ย ผมจะไกล่เกลี่ย แต่ค่าชดเชยจะสูงขึ้น
  • ฟ้องร้อง: หากคดีไม่คืบหน้า ผมต้องจ้างทนายฟ้อง ซึ่งเป็นขั้นที่หนักที่สุด

ความแตกต่างระหว่าง “การยอมจ่ายเงินชดใช้” กับ “การถูกฟ้องร้อง”

การจ่ายชดใช้ตั้งแต่แรก เป็นทางออกที่เบาที่สุด ไม่เกินค่าลิขสิทธิ์ และจบเรื่องได้เร็ว

แต่หากเพิกเฉยและถูกฟ้องร้อง ค่าใช้จ่ายจะพุ่งสูงทันที เช่น

  • ค่าทนาย: 30,000–200,000 บาท
  • ค่าปรับตามศาล: ไม่น้อยกว่าค่าลิขสิทธิ์ (33,000 บาทต่อเรื่อง)
  • ค่าเดินทางและที่พัก: ประมาณ 5,000 บาทต่อครั้ง (ต้องไปหลายครั้ง)
  • ความวุ่นวาย: ต้องขึ้นศาลหลายรอบ ทั้งคดีแพ่งและอาญา หากผู้ละเมิดเป็นบุคลากรขององค์กรหรือหน่วยงาน ผู้เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าของ, ผู้ถือหุ้น, ผํู้อำนวยการ, เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ก็อาจถูกเรียกขึ้นศาลเพื่อสืบพยานทั้งหมด (คนทำผิด 1 คนจึงส่งผลกระทบไปทั้งองค์กร)

หากเป็นข้าราชการ อาจต้องออกจากราชการ และชื่อเสียงที่เสียไปก็ยากจะกู้คืน

บทเรียนชีวิต

ในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ หากผู้ถูกฟ้องไม่ได้ละเมิดจริง ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ถ้ามีการนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์ไปทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่สู่สาธารณะในทุกรูปแบบ โดยเจ้าของลิขสิทธิ์มีหลักฐานชัดเจน การถูกฟ้องจะถือว่าเป็นเรื่องน่ากลัวที่สุด เพราะเมื่อถึงขั้นศาลแล้ว การกลับไปขอจ่ายค่าเสียหายตามข้อเสนอแรกก็ไม่ทันเสียแล้ว

คดีละเมิดลิขสิทธิ์จึงเป็นเรื่องร้ายแรง มีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ค่าใช้จ่ายอาจสูงถึงหลักแสน ผู้ที่เลือกไม่ชำระค่าเสียหายตั้งแต่แรก จึงอาจต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่หนักหน่วง ซึ่งเป็นบทเรียนราคาแพง!

สรุป

ในมุมมองของผู้ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ผมได้ทำทุกวิถีทางเพื่อเตือนและให้โอกาส ทั้งการติดแบนเนอร์แจ้งเตือนในเว็บไซต์ (เสียเวลาไปมาก) , การเขียนบทความเตือนซ้ำ ๆ และ การเรียกค่าชดเชยในอัตราที่ไม่เกินค่าลิขสิทธิ์

แต่เมื่อผู้ละเมิดเลือกที่จะเพิกเฉย หรืออ้างเหตุผลให้ตนเองไม่ต้องรับผิดชอบ ผมก็จำเป็นต้องปล่อยวาง และให้พวกเขาเรียนรู้บทเรียนที่เจ็บปวดในชั้นศาลด้วยตัวเอง

หมายเหตุ :

การใช้งานนิทานที่มีลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์เป็นเรื่องปกติ (33,000 บาท) หากนำไปใช้โดยไม่ขออนุญาต ก็ต้องเสียเงินเช่นกัน

บางรายผมปรับน้อยมาก เพียงเพื่อให้เป็นบทเรียน แต่ผู้กระทำผิดก็ยังเพิกเฉย พร้อมมีข้ออ้างสารพัด สุดท้าย การถูกฟ้องร้องจนต้องขึ้นศาล และเห็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาล อาจเป็นวิธีเดียวที่ทำให้พวกเขาได้เห็นความจริงว่า…การละเมิดลิขสิทธิ์น่ากลัวขนาดไหน

นักเขียนนั่งทำงานกลางคืนกับแมวดำ สื่อถึงความเครียดจากคดีละเมิดลิขสิทธิ์
“บันทึกจากประสบการณ์จริงที่ไม่คิดว่าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้” – ภาพสะท้อนความรู้สึกของผู้ถูกละเมิดลิขสิทธิ์

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานผจญภัย, นิทานสร้างแรงบันดาลใจ

สวนปริศนา : นิทานผจญภัยอบอุ่นใจ ที่จะปลุกพลังรักการอ่านให้แก่เด็ก ๆ

ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งล่อใจและความวุ่นวาย นิทานเรื่อง สวนปริศนา คือบทบันทึกแห่งความรัก ความรู้ และการเติบโตที่ซ่อนอยู่ในสวนธรรมดา ๆ ที่ไม่ธรรมดา คุณตานักเขียนนิทานและคุณยายบรรณารักษ์ผู้รักหนังสือ ได้เนรมิตสวนระหว่างบ้านกับห้องสมุดให้กลายเป็น “สวนปริศนา” เพื่อปลุกพลังรักการอ่านในใจของหลานชายที่ไม่เคยสนใจหนังสือเลย

เรื่องราวของซาร่าผู้รักการอ่าน และปีเตอร์ผู้ไม่เคยเปิดใจให้กับหนังสือ พาผู้อ่านเข้าสู่การผจญภัยผ่านด่านปริศนาอันแสนสร้างสรรค์ ทุกด่านล้วนออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความคิด ความร่วมมือ และการเรียนรู้ในรูปแบบที่สนุก อบอุ่น และเปี่ยมด้วยจินตนาการ

สวนปริศนา ไม่ใช่แค่นิทานสำหรับเด็ก แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านอย่างแนบเนียน ผ่านการเล่าเรื่องที่นุ่มนวลและภาพประกอบที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ เหมาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ครู และนักเล่านิทานที่ต้องการสื่อสารคุณค่าของการเรียนรู้ด้วยหัวใจ นิทานเรื่องนี้จะทำให้ผู้อ่านทุกวัยได้เห็นว่า “การอ่าน” ไม่ใช่แค่การเปิดหนังสือ แต่คือการเปิดโลกแห่งความสุข ความรู้ และความรักที่แท้จริง

กาลครั้งหนึ่ง มีคุณตากับคุณยายคู่หนึ่งเป็นคนที่รักหนังสือมาก  คุณตาเป็นนักเขียนนิทาน ส่วนคุณยายทำงานในห้องสมุด คุณตากับคุณยายมีหลานสองคนที่มักมาเยี่ยมในช่วงปิดเทอมเสมอ ๆ หลานคนเล็กชื่อซาร่าเป็นเด็กผู้หญิงที่รักการอ่าน ส่วนหลานคนโตชื่อปีเตอร์เป็นเด็กผู้ชายที่ไม่เคยสนใจการอ่านหนังสือเลย คุณตาอยากให้ปีเตอร์เห็นความสำคัญของการอ่านหนังสือบ้าง คุณตาจึงดัดแปลงสวนที่อยู่ระหว่างบ้านกับห้องสมุดให้กลายเป็นสวนปริศนาและรอเวลาที่หลาน ๆ จะมาเยี่ยม

เมื่อถึงช่วงปิดเทอม  ปีเตอร์กับซาร่ามาหาคุณตาคุณยายเหมือนเช่นทุกครั้ง เมื่อหลาน ๆ มาถึง คุณตาจึงชวนหลานให้เล่นเกมผจญภัยโดยเดินทางจากบ้านผ่านสวนปริศนาไปยังห้องสมุดที่คุณยายดูแลซึ่งถ้าหลาน ๆ ไขปริศนาและไปถึงห้องสมุดได้สำเร็จ คุณตากับคุณยายก็จะให้รางวัลตามแต่จะร้องขอ

เมื่อปีเตอร์รู้ว่าจะได้ผจญภัยแถมยังมีรางวัลให้ เขาจึงยินดีเล่นเกมด้วย แต่คุณตามีข้อแม้ว่าปีเตอร์กับซาร่าต้องร่วมผจญภัยไปด้วยกัน ซึ่งแม้ปีเตอร์จะรู้สึกว่าซาร่าอาจเป็นตัวถ่วงอยู่บ้าง แต่เขาก็ยอมตกลง

ไม่นานหลังจากนั้น คุณตาก็พาเด็ก ๆ ไปที่ทางเข้าสวนปริศนา จากนั้น คุณตาก็ให้เด็ก ๆ เดินทาง เข้าไปในสวนเพื่อเผชิญหน้ากับปริศนาด่านต่าง ๆ ที่รออยู่

เมื่อเด็ก ๆ เดินไปได้สักพัก พวกเขาก็พบหนองน้ำซึ่งมีตัวอักษรภาษาอังกฤษลอยอยู่เต็มไปหมด  สองพี่น้องเดินลุยลงไปที่กลางหนองน้ำแล้วอ่านป้ายคำสั่งความว่า “จงสังเกตตัวอักษรภาษาอังกฤษในหนองน้ำ แล้วเขียนตัวอักษรที่หายไปในช่องว่างที่ป้ายให้ถูกต้อง”

ปีเตอร์กุมขมับ เพราะเขาไม่มีความรู้เรื่องภาษาอังกฤษเลย  ส่วนหนอนหนังสืออย่างซาร่าได้แต่ยิ้ม เธอค่อย ๆ สังเกตตัวอักษรที่ลอยอยู่ในน้ำ จากนั้น เธอก็เขียนตัวอักษรที่หายไปบนแผ่นป้าย

ปีเตอร์ทึ่งที่น้องสาวแก้ปริศนาได้สำเร็จ  หลังจากนั้น  สองพี่น้องก็เดินทางกันต่อ

ไม่นานนัก  ปีเตอร์กับซาร่าก็พบปริศนาด่านที่สอง ด่านนี้คุณตาปลูกดอกไม้เอาไว้หลายชนิด พร้อมกับมีป้ายคำสั่งเขียนไว้ว่า “จงจับคู่ดอกไม้ประจำชาติเหล่านี้ให้ถูกต้อง”

Two children stand in a flower garden divided into sections labeled with country flags, including Japan, Canada, Romania, and the Netherlands. Each section contains colorful flowers and signs with numbers and fractions. The girl holds a book while the boy explores the garden. The scene is bright and educational, blending geography, math, and nature.

ปีเตอร์ไม่รู้จักดอกไม้สักชนิด แถมเขายังไม่เคยสนใจว่าดอกไม้ชนิดใดเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศไหน  ฝ่ายซาร่าผู้รักการอ่านยืนคิดอยู่สักพัก จากนั้น เธอก็นำธงชาติมาปักที่แปลงดอกไม้แต่ละแปลงได้อย่างถูกต้องจนปีเตอร์ถึงกับอ้าปากค้าง

หลังจากผ่านด่านปริศนามาได้ทั้งสองด่าน ปีเตอร์กับซาร่าก็เดินทางต่อจนมาถึงเส้นทางปริศนาซึ่งวกวนเหมือนเขาวงกต  ทางเข้าเขาวงกตมี 2 ช่องทาง แต่ละช่องทางมีรอยเท้าสัตว์ปรากฏอยู่ที่หน้าทางเข้า พร้อมกับมีป้ายเขียนไว้ว่า “จงตามรอยเท้ากระต่ายไป แต่ถ้าโชคร้ายเลือกตามรอยเท้าผิดจะติดอยู่ในเขาวงกตตลอดกาล” 

ปีเตอร์ไม่รู้ว่ารอยเท้ากระต่ายมีลักษณะอย่างไร ส่วนซาร่าได้แต่ยิ้มแล้วเดินนำหน้าพี่ชายผ่านช่องทางที่เธอมั่นใจว่า “ใช่” อย่างไม่ลังเล

A boy and girl stand near a green hedge maze filled with rabbits. The girl holds an open book and stands by a white picket fence, while the boy follows her. Nearby are a bookshelf and a basket of books, one with a celestial cover. Quaint houses, trees, and flowers surround the scene, evoking a whimsical and adventurous atmosphere in a storybook garden.

ตลอดทาง ปีเตอร์คิดกลับไปกลับมาว่า ทำไมน้องสาวของเขาจึงแก้ปริศนาได้อย่างสบาย  ปีเตอร์ครุ่นคิดอย่างจริงจัง และหลังจากที่สองพี่น้องเดินทางในเขาวงกตได้สักพัก พวกเขาก็มาถึงห้องสมุดซึ่งมีคุณยายกับคุณตายืนรอพวกเขาอยู่

เด็กทั้งสองเดินทางและแก้ปริศนาต่าง ๆ ได้สำเร็จทุกประการ ดังนั้น คุณยายกับคุณตาจึงเอ่ยปากให้เด็ก ๆ เลือกของขวัญที่อยากได้

แน่นอนว่าซาร่าขอใช้เวลาอ่านหนังสือในห้องสมุดของคุณยายเป็นของขวัญ เพราะการอ่านทำให้เธอมีความสุขและได้ความรู้มากมาย  

ส่วนปีเตอร์ที่ครุ่นคิดมาตลอดทางก็เอ่ยปากบอกคุณตากับคุณยายว่า “ผมเพิ่งรู้ว่าการอ่านหนังสือนั้นวิเศษขนาดไหน  ผมอยากมีความรู้เหมือนกับซาร่า  ผมขออ่านหนังสือในห้องสมุดด้วยคนได้ไหมครับ”

คุณตากับคุณยายมีความสุขมากที่ปีเตอร์เล็งเห็นความสำคัญของการอ่านหนังสือ ด้วยเหตุนี้เอง

ตลอดช่วงปิดเทอมของปีเตอร์กับซาร่า พวกเขาจึงใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่ในห้องสมุดและได้อ่านหนังสือสนุก ๆ นับร้อย ๆ เล่ม.

Posted in การรู้เท่าทันสื่อ, นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ

เจ้าหญิงกับกระจกวิเศษ : นิทานก่อนนอนสอนให้เด็ก ๆ รู้เท่าทันสื่อ

ในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยสื่อออนไลน์และข้อมูลมากมาย นิทานก่อนนอนยังคงเป็นสื่อที่ทรงพลังในการสอนใจเด็กและผู้ใหญ่ นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงกับกระจกวิเศษ” ไม่ได้เป็นเพียงนิทานเด็กที่เล่าเพื่อความสนุก แต่เป็นนิทานสอนใจที่ช่วยให้ผู้อ่านทุกวัยตระหนักถึงความสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อ และการใช้วิจารณญาณก่อนเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ได้ยินหรือเห็นในโลกออนไลน์

หลายครั้งเราพบโฆษณาขายของที่บรรยายสรรพคุณอย่างน่าเชื่อถือ หรือข้อความที่ชวนให้ทำตามโดยอ้างเหตุผลที่ดูสมจริง แต่หากตรวจสอบลึกลงไป อาจพบว่าเป็นข้อมูลที่บิดเบือนหรือมีเจตนาแอบแฝง นิทานเรื่องนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนความจริงในสังคมปัจจุบัน ผ่านการเล่าเรื่องที่สนุกสนานและเข้าถึงง่าย เหมาะสำหรับใช้เป็นนิทานก่อนนอน นิทานเด็กดี และนิทานสอนใจที่ช่วยให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน

คุณค่าของนิทาน เจ้าหญิงกับกระจกวิเศษ อยู่ที่การสอนให้เด็กกล้าใช้วิจารณญาณ กล้าที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และรู้จักปรึกษาพ่อแม่เมื่อพบสิ่งที่น่าสงสัย ขณะเดียวกันก็เตือนผู้ใหญ่ให้รู้บทบาทของตนเองในการเป็นที่พึ่งที่ลูกไว้ใจได้ นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงนิทานแฟนตาซี แต่เป็นนิทานอมตะที่เหมาะกับทุกวัย และควรค่าแก่การอ่านและแบ่งปันต่อ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้กับสังคมในยุคดิจิทัล

กาลครั้งหนึ่ง  มีเจ้าหญิงองค์หนึ่ง  เป็นเจ้าหญิงที่ทั้งสวย ทั้งฉลาด และเชื่อฟังพ่อแม่เป็นที่สุด 

วันหนึ่ง  มีแม่มดสาวตนหนึ่ง ค้นพบกระจกวิเศษประจำตระกูล  นางจึงถามกระจกวิเศษว่า   “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี”    เมื่อกระจกวิเศษตอบว่า   “ก็ต้องเป็นเจ้าหญิงน่ะสิ ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครดีและงามเกิน”

ทันทีที่ได้ฟัง  แม่มดก็โกรธจัด  เพราะนางคิดว่าตนสวยที่สุด   เมื่อกระจกวิเศษเห็นเช่นนั้น   แทนที่มันจะปรามให้สงบ  กระจกวิเศษกลับยุให้แม่มด  หาทางจัดการกับเจ้าหญิงเสีย

แม่มดสาวคิดอยู่สักพัก  ในที่สุด   นางจึงวางแผนส่งกระจกวิเศษไปเป็นของขวัญให้เจ้าหญิงเพื่อให้กระจกยุให้เจ้าหญิงทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งามต่าง ๆ  เพื่อให้เจ้าหญิงกลายเป็นคนไม่ดี

เมื่อถึงวันเกิดของเจ้าหญิง  แม่มดก็ทำตามแผนโดยแกล้งทำทีเป็นมีไมตรีจิต  แล้วมอบกระจกให้เจ้าหญิงโดยบอกว่า กระจกที่มอบให้  เป็นกระจกวิเศษที่ตอบคำถามได้ทุกอย่าง  (ราวกับอินเตอร์เน็ตหรือเอไอในสมัยนี้)

เจ้าหญิงตื่นเต้นและพอใจมาก  จึงนำกระจกวิเศษไปไว้ที่ห้อง  ครั้นเมื่อกระจกวิเศษ ได้อยู่กับเจ้าหญิงตามลำพัง กระจกก็เริ่มยุให้เจ้าหญิงทดลองทำสิ่งไม่ดีไม่งาม  โดยอ้างว่า เรามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ เพราะมันเป็นชีวิตของเรา!

กระจกแนะให้เจ้าหญิงนอนดึก  ๆ  หรือหนีออกไปเที่ยวเล่นนอกวังในตอนกลางคืน  รวมทั้งชักชวนให้สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เล่นการพนัน ตามแบบที่วัยรุ่นชอบทำกัน

คำแนะนำของกระจกวิเศษ ทำให้เจ้าหญิงรู้สึกแปลก ๆ  เพราะคำพูดของกระจกวิเศษต่างจากคำสอนของพ่อกับแม่โดยสิ้นเชิง

เจ้าหญิงคิดว่ากระจกวิเศษ น่าจะมีเจตนาร้ายแอบแฝงอยู่ แต่เพื่อความแน่ใจ  เจ้าหญิงจึงแกล้งถามว่า “กระจกวิเศษจ๋า ถ้าหญิงทำตามที่พี่กระจกบอก แล้วเสด็จพ่อกับเสด็จแม่จับได้ หญิงควรทำอย่างไรดีล่ะจ๊ะ”

เมื่อกระจกวิเศษได้ฟัง  มันจึงแกล้งตอบว่า  “ถ้าพระราชากับพระราชินีจับได้  เจ้าหญิงก็แค่แต่งเรื่องโกหกเพื่อเอาตัวรอด  เดี๋ยวท่านก็หลงเชื่อเองแหละ”

การโกหกพ่อแม่เป็นเรื่องที่ไม่ดี  เจ้าหญิงจึงมั่นใจว่า กระจกวิเศษ  ต้องคิดร้ายกับพระองค์แน่ ๆ  (รวมทั้งแม่มดที่นำกระจกมาให้ก็คงมีแผนการร้ายซ่อนอยู่) ด้วยเหตุนี้ เจ้าหญิงจึงนำเรื่องทั้งหมดไปเล่าให้พ่อกับแม่ฟัง ซึ่งเมื่อทั้งสองพระองค์ได้ฟัง  ทั้งสองก็นำกระจกมาสอบสวน  จากนั้น ก็จัดการทำลายกระจกตัวร้ายเพื่อไม่ให้มันไปเสี้ยมสอนใคร ๆ ให้ทำเรื่องเลวร้ายได้อีก  นอกจากนี้  พระราชากับพระราชินีก็ให้พ่อมดหลวง ไปจับแม่มดมาขังไว้  เพื่อรอการลงโทษ

โชคดีเหลือเกินที่เจ้าหญิง ไม่ได้มีหน้าตาที่งดงามเท่านั้น  แต่พระองค์ยังเฉลียวฉลาด  และรู้จักนำเรื่องที่ได้พบได้ฟัง ไปปรึกษาหารือพ่อกับแม่  เพื่อให้ท่านช่วยคิด   คุณสมบัติต่าง ๆ นี้เองที่ทำให้เจ้าหญิงรอดจากผู้ประสงค์ร้าย

ในที่สุด  กระจกวิเศษของตระกูลแม่มดก็หมดโอกาสไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่ใคร ๆ อีก   ส่วนแม่มดที่มีจิตใจชั่วร้าย ก็ต้องรับโทษอยู่ในคุกเวทมนตร์ และได้ใช้เวลาสำนึกผิดอยู่ในคุกไปอีกนานแสนนาน

หมายเหตุ : หากชอบนิทานเรื่องนี้ รบกวนคลิกชมแบนเนอร์โฆษณาสักนิด เพื่อสนับสนุนให้เว็บไซต์นิทานนำบุญมีรายได้นะครับ ขอบคุณมากครับ 💛

เจ้าหญิงสวมมงกุฎและผ้าคลุมแดงยืนมองกระจกวิเศษที่สะท้อนใบหน้าปีศาจท่ามกลางเปลวไฟ ในห้องนอนกลางคืนพร้อมแมวน้อยและแสงเทียน
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานเจ้าชายเจ้าหญิง

เจ้าชายหมีถัก – นิทานแฟนตาซีความรักอบอุ่น ซาบซึ้งใจสำหรับเด็กและผู้ใหญ่

นิทานความรักคือหนึ่งในรูปแบบนิทานที่งดงามและเป็นอมตะที่สุดในโลกวรรณกรรม จาก “เจ้าชายกบ” ถึง “โฉมงามกับเจ้าชายอสูร” นิทานความรักได้ถ่ายทอดคุณค่าของความเสียสละ ความกล้าหาญ และความรักแท้ที่ไม่ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอก นิทานเหล่านี้ไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ แต่ยังปลอบโยนหัวใจของผู้ใหญ่ที่เคยผ่านความรักและการสูญเสียมาแล้ว นิทานความรักจึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างวัย และเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการปลูกฝังความเมตตาและความเข้าใจในมนุษย์

แต่การแต่งนิทานความรักเรื่องใหม่ให้มีคุณค่าเทียบเท่านิทานอมตะนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้แต่งต้องสร้างเรื่องราวที่ทั้งสนุก ชวนติดตาม และซาบซึ้งใจ โดยไม่ซ้ำกับนิทานคลาสสิกที่ผู้คนคุ้นเคย การออกแบบตัวละครต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเนื้อเรื่องต้องมีจังหวะที่พาให้ผู้อ่านอยากรู้ว่า “ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น” โดยเฉพาะเมื่อต้องแต่งนิทานที่เหมาะกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ความสมดุลระหว่างความเรียบง่ายกับความลึกซึ้งคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับนักเล่าเรื่อง

นิทานเรื่อง “เจ้าชายหมีถัก” คือหนึ่งในนิทานความรักร่วมสมัยที่กล้าฉีกกรอบเดิมอย่างน่าทึ่ง ตัวเอกฝ่ายชายไม่ใช่เจ้าชายรูปงาม แต่เป็นตุ๊กตาหมีที่ถักจากไหมพรม ส่วนเจ้าหญิงก็ไม่ใช่หญิงสาวเรียบร้อยอ่อนหวานตามแบบฉบับนิทานคลาสสิก แต่เป็นเจ้าหญิงผู้ชาญฉลาดที่กล้าทดสอบหัวใจของผู้ชายทุกคน เรื่องราวเต็มไปด้วยความตื่นเต้น การเสียสละ และความรักที่งดงามเหนือรูปลักษณ์ภายนอก ตอนจบของนิทานนี้ชวนให้ประทับใจอย่างลึกซึ้ง และองค์ประกอบทั้งหมดนี้ทำให้นิทานเรื่อง “เจ้าชายหมีถัก” กลายเป็นนิทานแฟนตาซีอบอุ่นที่เหมาะสำหรับทุกวัย และควรค่าแก่การจดจำ

นานมาแล้ว มีเจ้าหญิงผู้ชาญฉลาดองค์หนึ่ง ทรงวางแผนเพื่อค้นหาเจ้าชายที่รักพระองค์ยิ่งชีวิตมาเป็นคู่ครอง เจ้าหญิงขอร้องให้พระบิดาเชื้อเชิญเจ้าชายผู้กล้าหาญเข้าร่วมในพิธีเลือกคู่ของพระองค์ และในขณะเดียวกัน เจ้าหญิงก็ทรงขอร้องให้พ่อมดหลวงกับเทพธิดาตัวจิ๋ว ร่วมมือกับพระองค์ในการเฟ้นหาเจ้าชายผู้มีจิตใจมั่นในรัก

เจ้าชายหมีถักแห่งอาณาจักรไหมพรมเป็นเจ้าชายอีกองค์หนึ่งที่ตัดสินใจเข้าร่วมในพิธีเลือกคู่ จริง ๆ แล้ว เจ้าชายหมีถักไม่เคยคิดที่จะเข้าร่วมในพิธีเลือกคู่ใดใดมาก่อนเลย ( เพราะเจ้าชายหมีถักทรงคิดอยู่ตลอดเวลาว่า คงไม่มีเจ้าหญิงองค์ใดอยากแต่งงานกับเจ้าชายที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนตุ๊กตาหมีอย่างพระองค์เป็นแน่) แต่ด้วยความรู้สึกพิเศษบางอย่างที่ดลใจเจ้าชายจนมิอาจอยู่เฉยได้ เจ้าชายจึงตัดสินใจกระโดดขึ้นขี่ม้าแกลบคู่ชีพ แล้วควบม้าตรงไปยังงานเลือกคู่ของเจ้าหญิง…ทันในวินาทีสุดท้ายก่อนที่พิธีจะเริ่มขึ้น

ทันทีที่เจ้าหญิงปรากฏกายให้เจ้าชายทุก ๆ องค์ได้ยลโฉม เจ้าชายต่างก็ถึงกับตกตะลึงในความงามของเจ้าหญิงจนเกือบจะลืมหายใจไปตาม ๆ กัน เจ้าชายหมีถักเองก็ไม่แตกต่างไปจากเจ้าชายองค์อื่น ๆ พระองค์ทรงรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หัวใจของเจ้าชายหมีถักเต้นตูมตามอยู่ภายในร่างไหมพรมที่แสนอ่อนนุ่ม เจ้าชายหมีถักทรงบอกกับตัวเองว่า พระองค์ทรงตกหลุมรักเจ้าหญิงองค์นี้เข้าให้เสียแล้ว

เจ้าหญิงผู้ชาญฉลาดทรงกล่าวทักทายเจ้าชายทุก ๆ พระองค์ที่ให้เกียรติมาร่วมในพิธีเลือกคู่ จากนั้น เจ้าหญิงก็ประกาศอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า เจ้าชายที่พระองค์ต้องการจะเลือกเป็นคู่ครองนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเก่งกาจฉลาดเฉลียวหรือมีบุคลิกที่สง่างามแต่อย่างใด พระองค์ทรงปรารถนาที่จะแต่งงานกับเจ้าชายธรรมดา ๆ ที่รักพระองค์อย่างสุดหัวใจ…ก็เพียงเท่านั้น

ไม่ทันที่เจ้าชายแต่ละพระองค์จะมีโอกาสพรรณนาถึงความรักที่ตนเองมีต่อเจ้าหญิง จู่ ๆ พ่อมดหลวงซึ่งแปลงร่างเป็นมังกรยักษ์ก็ปรากฏตัวขึ้น และจัดการคาบเจ้าหญิงบินตรงไปยังหุบเหวมังกร แล้วปล่อยเจ้าหญิงให้ร่วงลงไปในเหวลึกตามแผนที่เจ้าหญิงทรงวางเอาไว้

เจ้าชายหมีถักทรงตกใจมากจึงรีบกระโดดขึ้นขี่ม้า แล้วตามไปช่วยเจ้าหญิงเป็นคนแรก แต่ด้วยความที่พระองค์ตัวเล็กกว่าเจ้าชายองค์อื่น ๆ ดังนั้น กว่าที่เจ้าชายหมีถักจะเดินทางไปถึงหุบเหวมังกร เจ้าชายองค์อื่น ๆ ก็สามารถไล่มังกรยักษ์ซึ่งเฝ้าปากเหวให้บินหนีไปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ไม่มีเจ้าชายองค์ใดรู้เลยว่า ที่ด้านล่างของหุบเหวมังกร มีเทพธิดาตัวจิ๋วแอบเตรียมฟูกหนา ๆ เอาไว้รองรับตัวของเจ้าหญิงตามแผนที่เจ้าหญิงได้เตรียมการเอาไว้ เมื่อเจ้าหญิงรู้ว่ามีเจ้าชายติดตามมาช่วยพระองค์เป็น    จำนวนมาก เจ้าหญิงจึงดำเนินการตามแผนขั้นสุดท้ายเพื่อวัดใจเจ้าชายผู้มีรักแท้

เจ้าหญิงทรงแกล้งร้องไห้โอดครวญให้เจ้าชายที่อยู่บนปากเหวลงมาช่วยพระองค์โดยเร็วที่สุด แน่นอน…เจ้าชายทั้งหลายทรงอยากช่วยเจ้าหญิงด้วยกันทั้งนั้น แต่เมื่อเจ้าชายทั้งหลายก้มลงไปมองในเหวลึกที่มืดมิดราวกับว่ามันเป็นหุบเหวไร้ก้น เจ้าชายแต่ละองค์ต่างก็จนใจและไม่มีใครคิดที่จะเสี่ยงปีนลงไปเพื่อช่วยเจ้าหญิงเลยแม้แต่คนเดียว

ในขณะที่เจ้าชายทั้งหลายยอมพ่ายแพ้ เจ้าชายหมีถักกลับตัดสินใจปีนขึ้นไปบนต้นไม้ที่ยื่นกิ่งอยู่เหนือกึ่งกลางของปากเหว จากนั้น พระองค์ก็ใช้มือซ้ายกำกิ่งไม้ไว้แน่น พลางใช้มือขวาแก้ปมไหมที่ส่วนเท้าของตนเอง แล้วค่อย ๆ ปลดเส้นไหมพรมจากร่างของพระองค์ เพื่อหย่อนลงไปช่วยเจ้าหญิงที่พระองค์ทรงรักยิ่งชีวิต

เจ้าหญิงไม่รู้เลยว่า เส้นไหมพรมที่พระองค์ทรงใช้ไต่ขึ้นมาที่ปากเหวคือชีวิตของเจ้าชายผู้มีหัวใจเปี่ยมด้วยรัก

ทันทีที่เจ้าหญิงโผล่ขึ้นมายังพื้นดิน สิ่งที่เจ้าหญิงเห็นก็คือภาพของมือไหมพรมน้อย ๆ ที่เกาะกิ่งไม้เอาไว้แน่น…อย่างไม่มีวันปล่อย

เจ้าหญิงทรงร้องไห้และกอดเส้นไหมพรมเอาไว้ในอ้อมแขนด้วยความเสียใจอย่างที่สุด พระองค์ทรงเชื่อแล้วว่าเจ้าชายองค์นี้รักพระองค์ด้วยความจริงใจ แต่เจ้าหญิงไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า แผนการของพระองค์จะทำให้เกิดเรื่องที่เลวร้ายได้ถึงเพียงนี้ เจ้าหญิงเสียใจมากและคิดที่จะไม่ยอมให้อภัยตัวเองไปตลอดชั่วชีวิต

เรื่องราวทั้งหมดเกือบจะจบลงด้วยความโศกเศร้า แต่โชคยังดี…เพราะเมื่อน้ำตาของเจ้าหญิงสัมผัสกับเส้นไหมพรมสีน้ำตาลของเจ้าชายหมีถัก ปาฏิหาริย์แห่งความรักที่ไม่มีใครคาดฝันก็เกิดขึ้น! เส้นไหมพรมทั้งหมดค่อย ๆ รวมตัวกันอีกครั้ง โดยมีแสงสว่างวูบวาบตลอดเวลาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ และหลังจากที่เวลาผ่านไปเพียงครู่เดียว เจ้าชายหมีถักก็กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา แต่คราวนี้ พระองค์ไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเดิมอีกแล้ว เจ้าชายหมีถักกลายสภาพเป็นเจ้าชายรูปงามด้วยอานุภาพแห่งความรักที่แท้จริง

เจ้าหญิงทรงกล่าวคำขอโทษเจ้าชายด้วยความรู้สึกผิดที่ติดค้างอยู่ในใจ แต่ในขณะเดียวกัน เจ้าชายกลับไม่คิดติดใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย เจ้าชายทรงให้อภัยเจ้าหญิงทุก ๆ อย่าง และหลังจากนั้นไม่นาน เจ้าหญิงและเจ้าชายก็ได้แต่งงานอย่างมีความสุข

หมายเหตุ : ถ้าชอบนิทานเรื่องนี้ ช่วยกดแบนเนอร์โฆษณาต่าง ๆ ที่ขึ้นมาให้เห็น เพื่อทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญมีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนำบุญ, นิทานอบอุ่นหัวใจ

ถุงเก็บแดด : นิทานก่อนนอนอบอุ่นหัวใจสำหรับทุกครอบครัว

นิทานเรื่อง ถุงเก็บแดด เป็นหนึ่งในนิทานที่ผม นำบุญ นามเป็นบุญ มักนำมาเล่าให้ทุกคนได้อ่านกันในช่วงฤดูหนาว เพราะมันเป็นนิทานที่ผมแต่งเองและรักมาก ทั้งในแง่ของเรื่องราว อารมณ์ความรู้สึก และที่มาของแรงบันดาลใจ นิทานเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นนิทานก่อนนอนที่อบอุ่นหัวใจ แต่ยังสะท้อนคุณค่าของความรักในครอบครัวและความหมายของแสงแดดที่ช่วยให้เรามีความหวังท่ามกลางความหนาวเหน็บ

ตอนที่ผมแต่งนิทานเรื่องนี้ ผมจำได้ว่าเป็นช่วงที่อยากเขียนนิทานเกี่ยวกับความรักของพ่อ แต่ในตอนแรกสมองกลับว่างเปล่า ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน จนกระทั่งผมอยากท้าทายตัวเองด้วยการสร้างฉากในดินแดนที่หนาวเย็นมาก ๆ ผมใช้ประสบการณ์ที่เคยไปอยู่ประเทศสวีเดน 1 ปี ซึ่งความหนาวที่นั่นรุนแรงจนพื้นรองเท้าหลุด และกลางวันสั้นเสียจนแสงแดดยามเช้ากลายเป็นสิ่งล้ำค่า ความทรงจำเหล่านี้ทำให้ผมคิดเล่น ๆ ว่า หากมี “ถุง” ที่สามารถ “เก็บแดด” ได้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ภาพชายผู้แบกถุงยักษ์ที่เต็มไปด้วยแสงแดดอุ่น ๆ จึงเกิดขึ้นในหัว และกลายเป็นนิทานแฟนตาซีที่อบอุ่นท่ามกลางฉากหนาวเหน็บ

แม้ผมจะชอบนิทานเรื่องนี้มาก และเคยเผยแพร่ในเว็บไซต์และเพจหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงหรือให้เสียงตอบรับมากนัก ผมจึงลองทำภาพปกและภาพประกอบใหม่ เพื่อให้คนที่ยังไม่เคยอ่านได้ลองเข้ามาสัมผัสนิทานเรื่อง ถุงเก็บแดด ที่อาจช่วยให้ทุกคนรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นอีกนิดในวันที่หนาวเหน็บ และหวังว่าจะเป็นนิทานก่อนนอนที่มอบความสุข ความรัก และความหวังให้กับทุกครอบครัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ท่ามกลางดินแดนหิมะที่หนาวเหน็บ

โยฮัน แคทย่า และเจ้าหนูเอคินเป็นพ่อแม่ลูกชาวน้ำแข็งที่อาศัยอยู่ในบ้านน้ำแข็งหลังเล็ก ๆ หลังนั้น แม้ว่าผู้คนชาวน้ำแข็งจะคุ้นเคยกับความโหดร้ายของอากาศหนาวในแถบขั้วโลกเป็นอย่างดี แต่สำหรับปีนี้ ทั้งกองไฟกองเล็ก ๆ ที่ให้ความอบอุ่นอยู่ภายในบ้าน เสื้อกันหนาวหนาหนักที่พวกเขากำลังสวมใส่กันอยู่ หรือแม้แต่ผ้าคลุมขนสัตว์ที่พวกเขาใช้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ไม่อาจต้านทานความหนาวติดลบของอากาศภายนอกบ้านเอาไว้ได้

พายุหิมะที่พัดกระหน่ำทั้งกลางวันกลางคืน ทำให้โยฮันซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวบอกภรรยาและลูกชายว่า เขาคงจะต้องออกไปนำเอาความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ที่สองสว่างอยู่ในดินแดนทางตอนใต้ มาใช้ต่อสู้กับความหนาวที่เย้นยะเยือกจากพายุหิมะในครั้งนี้ โยฮันขอให้แคทย่าช่วยเย็บถุงเก็บแดดจากหนังของแมวน้ำที่พวกเขาสะสมกันอาไว้ และเขาบอกกับเจ้าหนูเอคินที่นั่งตาแดงด้วยความเป็นห่วงพ่อว่า เขาจะกลับมาอย่างปลอดภัยพร้อมกับแสงแดดและความอบอุ่น

วันรุ่งขึ้น โยฮันหยิบกิ่งไม้ที่ผูกติดกับถุงเก็บแดดขึ้นพาดบ่า แล้วเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังดินแดนทางตอนใต้ตังแต่เช้าตรู่ แม้พายุหิมะในขณะนั้นจะสงบนิ่ง แต่เพียงก้าวแรกที่โยฮันย่ำย่างออกจากบ้าน สายลมหนาวบาง ๆ ก็พัดเอาความหนาวเย็นมาปะทะกับตัวเขาจนเขารู้สึกปวดชาไปทั้งตัว โยฮันกัดฟันทนและยึดเอาความรักที่เขามีต่อลูกและภรรยาเป็นพลังในการต่อสู้กับความหนาวเย็นที่อยู่เบื้องหน้า

โยฮันก้าวย่างทีละก้าวด้วยความระมัดระวัง ความลื่นของพื้นหิมะที่เย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง อาจทำให้เขาหกล้มจนเกิดอันตรายได้ตลอดเวลา โยฮันพยายามควบคุมสติของตัวเอง และค่อย ๆ ย่ำเท้าไปอย่างช้า ๆ ทีละก้าว เขาเดินทางโดยไม่มีการหยุดพัก ข้ามเนินเขาหิมะไปทีละลูก และเมื่อเขาเดินทางมาถึงกลางหุบเขาลูกสุดท้าย ปุยหิมะก็ค่อย ๆ โปรยปรายลงมาจากฟ้าแลดูคล้ายกับขนนกบางเบาที่ปลิดปลิวลงมาพร้อมกับความหนาวเย็น

ทันใดนั้นเอง สายลมวูบใหญ่ก็พัดเข้ามาปะทะกับร่างของโยฮันจนเขารู้สึกปวดไปถึงขั้วกระดูก มันป็นความหนาวเหน็บที่เสียดแทงไปทุกรูขุมขน โยฮันรู้ในทันทีว่า นี่ไม่ใช่ความหนาวเย็นของสายลมหนาวธรรมดา ๆ แต่มันเป็นความเย็นยะเยือกที่มาพร้อมกับปิศาจในตำนานที่ชาวน้ำแข็งทุกคนรู้จักกันดี และก่อนทีโยฮันจะทันตั้งตัว ราชินีหิมะก็ปรากฏกายขึ้น

โยฮันรู้สึกว่าเลือดในตัวของเขากำลังจะกลายเป็นน้ำแข็ง ความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของราชินีหิมะทำให้ร่างกายทุก ๆ ส่วนของโยฮันสั่นสะท้านจนเกินกว่าที่จะควบคุมเอาไว้ได้ โยฮันนึกถึงเจ้าหนูเอคินที่กำลังตั้งตารอเขาอยู่ด้วยความหวัง ดังนั้น โยฮันจึงรวบรวมพลังครั้งสุดท้ายและพูดกับราชินีหิมะอย่างหนักแน่นด้วยแววตาของคนที่เป็นพ่อว่า เขาจะตายไม่ได้!

ราชินีหิมะรู้สึกพิศวงต่อความมุ่งมั่นในการมีชีวิตอยู่ของชายผู้เป็นพ่อ เมื่อเธอทราบว่า โยฮันกำลังจะเดินทางไปยังดินแดนทางตอนใต้เพื่อเก็บแดดกลับมาฝากลูกชายตัวน้อย นางจึงขอให้โยฮันปันแสงแดดส่วนหนึ่งที่เก็บมาได้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการไว้ชีวิตในครั้งนี้ โยฮันสัญญาว่าเขาจะกลับมาพร้อมกับแสงแดดเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการมีชีวิตอยู่ และแล้ว ร่างของราชินีหิมะก็ค่อย ๆ เลือนหายไป

โยฮันทรุดตัวลงนั่งด้วยความเหนื่อยอ่อน เพียงข้ามหุบเขานี้ไป เขาก็จะเดินทางไปถึงสุดเขตดินแดนน้ำแข็งซึ่งติดต่อกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ โยฮันพยายามที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อที่จะเดินทางต่อไป แต่ด้วยความอ่อนล้าของร่างกายและความหนาวเย็นของอากาศ ร่างกายของโยฮันจึงถึงขีดสุด เขาไม่อาจที่จะเดินทางต่อไปได้อีกแล้ว

โชคดีที่ในหุบเขาแห่งนั้นเป็นที่พำนักของหมีขั้วโลกพ่อแม่ลูก พ่อหมีเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ตอนที่โยฮันประกาศว่าเขาจะตายไม่ได้ ด้วยหัวอกของผู้ที่เป็นพ่อเหมือน ๆ กัน พ่อหมีจึงออกมาจากที่จำศีล และรับอาสาพาโยฮันไปส่งที่สุดเขตของดินแดนน้ำแข็ง โดยพ่อหมีมีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือมันอยากขอปันแสงแดดสักส่วนหนึ่ง เพื่อให้ลูกของมันได้ใช้คลายหนาวลงไปบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า โยฮันยินดีที่จะทำเช่นนั้น

เมื่อโยฮันขี่หลังพ่อหมีมาถึงสุดเขตของดินแดนน้ำแข็ง อุปสรรคอย่างสุดท้ายที่โยฮันต้องฝ่าฟันไปให้ได้ก็คือการเดินทางข้ามมหาสมุทรไปยังดินแดนทางตอนใต้ พ่อหมีช่วยโยฮันคิดหาวิธีข้ามฝั่ง โดยมันบอกให้โยฮันขึ้นไปนั่งบนก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ลอยอยู่ใกล้ ๆ กับชายฝั่ง จากนั้น มันก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อนกเพนกวินทั้งหลายฟัง และขอร้องให้พ่อนกเหล่านั้นช่วยกันว่ายน้ำและผลักก้อนน้ำแข็งไปยังดินแดนทางตอนใต้ แน่นอน…ข้อแม้เพียงอย่างเดียวที่พ่อนกทั้งหลายต้องการก็คือ พวกมันอยากให้โยฮันปันแสงแดดที่เก็บมาได้ให้กับลูก ๆ ของพวกมันบ้าง และโยฮันก็รับปากที่จะทำเช่นนั้น

โยฮันเดินทางไปพร้อมกับก้อนน้ำแข็งจนถึงดินแดนแห่งแสงแดดในเช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ดวงอาทิตย์โผล่พ้นจากขอบฟ้า ความอบอุ่นก็ค่อย ๆ ทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าของโยฮันมีพลังเพิ่มขึ้นทีละน้อย โยฮันเริ่มต้นเก็บแสงแดดใส่เข้าไปในถุงหนังแมวน้ำ โดยเลือกเฉพาะแสงแดดที่อุ่นสบายเท่านั้น และเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าในตอนเย็น ถุงเก็บแดดของโยฮันก็อัดแน่นไปด้วยแสงแดดอุ่น ๆ จนถุงมีขนาดพอ ๆ กับลูกบัลลูนเลยทีเดียว

เช้าวันรุ่งขึ้น โยฮันเดินทางกลับมาถึงดินแดนน้ำแข็งอีกครั้ง ลูกนกเพนกวินส่งเสียงร้องกิ๊บกั๊บเมื่อโยฮันนำแสงแดดอุ่น ๆ มาฝากพวกมัน ส่วนครอบครัวหมีก็พากันออกมาจากที่จำศีล เพื่ออาบแสงอาทิตย์อันอบอุ่นที่โยฮันตั้งใจนำมาฝาก สำหรับราชินีหิมะก็ได้แต่ยืนหลับตาพริ้มด้วยความอุ่นสบายเมื่อแสงแดดจากดินแดนทางตอนใต้สัมผัสผิวกายที่ไร้สีเลือดของตัวนาง เมื่อโยฮันทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับทุก ๆ คนแล้ว เขาก็ขอตัวและรีบนำถุงเก็บแดดมุ่งหน้ากลับสู่บ้านของเขาทันที

เจ้าหนูเอคินเฝ้านับวันคืนให้พ่อกลับมาด้วยความเป็นห่วง ทันทีที่เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของพ่อก้าวเข้ามาใกล้ น้ำตาของลูกผู้ชายชาวน้ำแข็งก็ค่อยๆ เอ่อล้นลงมาที่แก้มสีแดงระเรื่อ เจ้าหนูเอคินโผเข้ากอดพ่อทันที่ที่พ่อก้าวพ้นประตูบ้านเข้ามา ส่วนแคทย่าเองก็ดีใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก โยฮันจูงมือเจ้าหนูเอคินตรงเข้าไปหาแม่ แล้วพ่อแม่ลูกชาวน้ำแข็งก็สวมกอดกันด้วยความรัก

แม้ภายนอกบ้านจะยังคงหนาวเหน็บด้วยเกล็ดหิมะ แต่ภายในบ้านหลังเล็ก ๆ หลังนี้กลับอุ่นสบายไปด้วยแสงแดดและไอรักที่ทุก ๆ คนมีให้แก่กัน และแล้ว….นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

ครอบครัวชาวน้ำแข็ง—พ่อแม่ลูก—นั่งกอดกันข้างกองไฟเล็ก ๆ ภายในบ้านน้ำแข็งท่ามกลางพายุหิมะ สื่อถึงความรัก ความอบอุ่น และการปกป้องกันในวันที่หนาวเหน็บ