Posted in ข้อคิดชีวิต, นิทานก่อนนอนสััน ๆ, นิทานครอบครัว, นิทานสอนใจ

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด : นิทานครอบครัวอบอุ่น สอนใจเรื่องคุณค่าของ “ปัจจุบัน”

ครอบครัวคือรากฐานสำคัญของชีวิตที่หล่อหลอมความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจให้กับทุกคนในบ้าน นิทานเรื่อง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ถ่ายทอดบรรยากาศครอบครัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความห่วงใยระหว่างคุณพ่อ คุณแม่ คุณยาย และลูกชายตัวน้อย ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นนี้ไม่เพียงสร้างความสุขในแต่ละวัน แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างจริงใจและเต็มไปด้วยความรัก

ข้อคิดเชิงธรรมะที่แทรกอยู่ในเรื่องนี้คือการใช้ชีวิตกับ “ปัจจุบัน” เพราะอดีตนั้นผ่านไปแล้ว และอนาคตยังมาไม่ถึง สิ่งที่เรามีอยู่ตรงหน้าคือเวลาปัจจุบันที่มีค่าอย่างยิ่ง การตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุดจึงเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีสติและไม่ปล่อยให้วันเวลาผ่านไปโดยไร้ความหมาย นิทานนี้จึงไม่เพียงเป็นเรื่องเล่าครอบครัว แต่ยังเป็นบทเรียนชีวิตที่สอนให้เรารู้จักคุณค่าของเวลา

การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าไม่ได้หมายถึงการทำสิ่งใหญ่โตเสมอไป แต่คือการใส่ใจในสิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการดูแลกันและกัน การแบ่งปันความรัก หรือการทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ทุกการกระทำที่ตั้งใจในวันนี้จะกลายเป็นความทรงจำที่งดงามในวันข้างหน้า นิทาน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด จึงเป็นเรื่องราวที่อบอุ่นและทรงคุณค่า เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ต้องการแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

ผมชื่อสติ ผมเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายที่ผมรักมากที่สุด

คุณพ่อของผมมีหน้าที่ทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว  คุณพ่อเป็นพนักงานบริษัทที่ทำงานอย่างเต็มที่เต็มกำลังเสมอ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณพ่อก็เป็นพ่อของบ้านที่ให้ความรักความอบอุ่นกับทุกคนอย่างทั่วถึง  ผมเคยถามว่า “คุณพ่อเหนื่อยบ้างไหม”  คุณพ่อตอบผมว่า “บางทีพ่อก็เหนื่อยนะ แต่พ่อไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร พ่อจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

คุณแม่ของผมเป็นแม่บ้านที่มีหน้าที่ดูแลงานบ้านต่าง ๆ รวมทั้งดูแลผมกับคุณยายตอนที่คุณพ่อออกไปบริษัท และเมื่อคุณพ่อกลับมาถึงบ้าน  คุณแม่ก็จะเตรียมอาหารอร่อย ๆ ไว้ให้คุณพ่ออย่างไม่เคยขาด ผมเคยถามว่า “คุณแม่เหนื่อยบ้างไหม”  คุณแม่ยิ้มแล้วตอบผมว่า “บางทีแม่ก็เหนื่อยนะ แต่แม่ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร  แม่จึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

คุณยายของผมเป็นแม่ของคุณแม่  คุณตาจากคุณยายไปนานแล้ว  แต่คุณยายก็ยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึงคุณตาที่รอท่านอยู่บนสรวงสวรรค์   คุณยายอยู่บ้านในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ที่แค่อยู่เฉย ๆ ก็ทำให้พวกเราทุกคนอุ่นใจและมีความสุข แต่คุณยายไม่เคยอยู่เฉย ๆ เลย  คุณยายมักช่วยคุณแม่ทำนู่นทำนี่ทั้งวัน และที่สำคัญ ท่านคอยช่วยดูแลผมแทนคุณแม่  ผมรักคุณยายมาก ผมเคยถามว่า “คุณยายเหนื่อยบ้างไหม”  คุณยายยิ้มอย่างใจดี แล้วตอบผมว่า “บางทียายก็เหนื่อยนะ แต่ยายไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร  ยายจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด” 

คุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายสอนให้ผมรู้ว่า เวลา ณ ปัจจุบันนี้เป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากเพียงไหน  เพราะอดีตนั้นผ่านไปแล้ว  อนาคตยังมาไม่ถึง  ปัจจุบันจึงเป็นช่วงเวลาเดียวที่เราทำสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นจริงได้ คุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายจึงตั้งใจทำวันนี้…เวลานี้ให้ดีที่สุด  ซึ่งผมก็ตั้งใจจะทำตามตัวอย่างที่ได้เห็นเช่นกัน

อยู่มาวันหนึ่ง คุณยายของผมล้มป่วยลงด้วยความชรา คุณพ่อ, คุณแม่และตัวผมต่างช่วยกันดูแลคุณยายอย่างเต็มที่ การดูแลคุณยายทำให้พวกเราเหนื่อยกว่าปกติบ้าง แต่พวกเราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร พวกเราจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด

เมื่อเวลาผ่านไป คุณยายค่อย ๆ อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ จากที่เคยประคองให้ท่านเดินเล่นกับพวกเราได้ กลายเป็นต้องดูแลท่านอยู่ที่เตียงเท่านั้น

บางวัน ที่พวกเราเห็นคุณยายอ่อนแรงมาก ๆ คุณพ่อ, คุณแม่และผมก็จะรู้สึกหดหู่จนแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว

แต่เมื่อคุณยายเห็นพวกเราเผลอคิดไปไกล ทั้ง ๆ ที่วันนี้…ตอนนี้ คุณยายยังนอนอยู่ใกล้ ๆ ตรงนี้ (แค่มีแรงเหลือน้อยไปหน่อย)  คุณยายก็จะเตือนสติพวกเราว่า “ไม่มีอะไรต้องเสียใจหรอกนะ ถ้าเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด และทุกครั้งที่เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด  ยายก็ยังคงอยู่ใกล้ ๆ พวกเราเสมอ”

………………………………..

…………………..

………….

….

หลายปีต่อมา  คุณพ่อ, คุณแม่และผมยังคงทำทุกวันอย่างดีที่สุดเหมือนที่พวกเราทำอยู่เป็นประจำซึ่งทุกครั้งก็ทำให้พวกเรารู้สึกว่าคุณยายยังคงอยู่ใกล้ ๆ กับพวกเรา ไม่ได้ห่างหายไปไหน  แม้ในบางวัน พวกเราอาจแอบเห็นคุณยายอยู่ไกลพวกเราออกไปสักหน่อย คืออยู่ที่ก้อนเมฆบนท้องฟ้ากับคุณตาที่คุณยายรัก  แต่พวกเราก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นบ้าง เพราะกลัวว่าคุณยายจะอาย โดยเฉพาะตอนที่คุณตาจับมือน้อย ๆ ของคุณยายพร้อมกับหอมแก้มคุณยายเสียงดัง “จุ๊บ” ด้วยความรัก

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานก่อนนอนสััน ๆ, นิทานความรัก

นิทานก่อนนอน : ความรักของหุ่นไล่กา

นิทานก่อนนอนเรื่อง ความรักของหุ่นไล่กา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีหุ่นไล่กาตัวหนึ่งยืนตากแดดตากฝนเฝ้านาโดยไม่เคยปริปากบ่น  แม้มันจะเหนื่อยที่ต้องคอยไล่อีกาซึ่งชอบเข้ามาขโมยกินข้าวในนา แต่หุ่นไล่กาก็ตั้งใจทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เพราะมันรักงานของมัน และที่สำคัญ…มันแอบหลงรักลูกสาวชาวนาซึ่งเป็นผู้หญิงที่ขยันขันแข็งและมีนิสัยแสนน่ารัก

บ่อยครั้งที่หุ่นไล่กาเผลอมองลูกสาวชาวนาจนเหล่าอีกาเริ่มรู้สึกผิดสังเกต  ครั้นเมื่อพวกอีกาจอมเจ้าเล่ห์ทราบว่าหุ่นไล่กาแอบหลงรักหญิงสาวผู้เป็นมนุษย์  เหล่าอีกาจึงวางแผนหลอกหุ่นไล่กาให้ออกไปจากนา เพื่อที่พวกมันจะได้ขโมยกินข้าวได้อย่างสบายใจไร้ปัญหา

อีกาตัวหนึ่งเคยบินผ่านป่าเวทมนตร์และพบบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสามารถเนรมิตให้สิ่งไม่มีชีวิตกลายร่างเป็นมนุษย์ได้  เมื่ออีการู้ว่าหุ่นไล่กาหลงรักลูกสาวชาวนา  พวกมันจึงแกล้งบินคุยกันให้เสียงดังไปเข้าหูของหุ่นไล่กาว่า  “ในป่าเวทมนตร์ทางตะวันตก มีบ่อน้ำที่เนรมิตให้สิ่งไม่มีชีวิตกลายร่างเป็นมนุษย์ได้  ถ้าใครมีรักแท้ต่อมนุษย์ก็น่าจะลองเดินทางไปที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ดูนะ”

คำพูดของอีกาทำให้หุ่นไล่กาหูผึ่ง  ถ้ามันกลายเป็นมนุษย์ได้จริง  บางทีมันอาจมีโอกาสได้ทำความรู้จัก, พูดคุยหรือคบหากับหญิงสาวที่มันรักก็เป็นได้  ด้วยเหตุนี้  หุ่นไล่กาจึงวางแผนออกเดินทางไปยังป่าเวทมนตร์ในตอนกลางคืน (ซึ่งพวกอีกาคงหลับแล้ว) และตั้งใจจะรีบกลับมาเฝ้านาให้ทันก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น

อนิจจา! หุ่นไล่กาไม่รู้เลยว่ามันหลงกลของเหล่าอีกาเข้าให้เสียแล้ว เพราะหนทางไปยังป่าเวทมนตร์และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นเส้นทางที่ไกลแสนไกล คนธรรมดาที่มีขาก้าวเดินยังต้องใช้เวลา นานเป็นวันกว่าจะไปถึงได้  แต่หุ่นไล่กามีร่างกายทำจากฟางและไม่มีขาในการก้าวย่าง มันจึงได้แต่ขยับตัวทีละนิด ๆ และมีเพียงพลังใจเท่านั้นที่ทำให้มันเคลื่อนที่ไปได้  ด้วยเหตุนี้เอง  หุ่นไล่กาจึงใช้เวลานานถึง 10 ชั่วโมงกว่าที่มันจะไปถึงทางเข้าป่า ซึ่งในเวลานั้น เหล่าอีกาก็ตื่นนอนและบินไปขโมยกินข้าวในนาได้อย่างสบายใจเสียแล้ว

แม้หุ่นไล่กาจะใช้เวลาเดินทางมากกว่าที่มันคิด  แต่มันก็ไม่ยอมท้อถอย มันยังคงเดินทางเข้าป่าต่อไปทั้ง ๆ ที่มีอุปสรรคมากมายรอมันอยู่  เวลาผ่านไปนาน 3 วัน 3 คืน ในที่สุด หุ่นไล่กาก็ไปถึงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์และกลายร่างเป็นมนุษย์ได้สำเร็จดังที่มันตั้งใจเอาไว้

ครั้นเมื่อหุ่นไล่กาเดินทางออกจากป่าเวทมนตร์ในฐานะของชายพเนจร  เขาก็รีบตรงกลับไปยังนาข้าวด้วยความรู้สึกผิดที่ละทิ้งหน้าที่ 

ทันทีที่ชายหนุ่มไปถึงนา เขาก็พบว่ามีอีกานับร้อย ๆ ตัวบินลงมาขโมยกินข้าว โดยที่พ่อกับแม่และหญิงสาวได้แต่นั่งกุมขมับอย่างหมดสิ้นหนทางที่จะขับไล่อีกาเหล่านั้นให้ออกไปจากนาได้ 

ชายหนุ่มรู้สึกผิดมาก เขาจึงรีบเข้าไปในนา แล้วจัดการรวบรวมฟางข้าวที่มีอยู่ทั้งหมด นำมาทำเป็นหุ่นไล่กาตัวใหญ่ยักษ์สำหรับใช้ไล่ฝูงกาโดยเฉพาะ 

ไม่มีใครทำหุ่นไล่กาได้เก่งเท่ากับอดีตหุ่นไล่กาอีกแล้ว 

ด้วยเหตุนี้  เมื่อฝูงกาเห็นหุ่นไล่กาที่มีหน้าตาถมึงทึงดูน่ากลัว  พวกมันจึงรีบบินหนีและรู้สึกสยองขวัญจนไม่กล้าเข้าใกล้ที่นาผืนนี้อีก

พ่อกับแม่และหญิงสาวมองชายหนุ่มด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก  ใจหนึ่ง…ทุกคนทึ่งกับความสามารถอันแสนวิเศษของชายแปลกหน้าที่ไล่อีกาได้อย่างไม่น่าเชื่อ  แต่อีกใจหนึ่ง…พวกเขากลับรู้สึกคุ้นเคยกับชายแปลกหน้าผู้นี้อย่างประหลาด

อย่างไรก็ตาม  เมื่อชายพเนจรไล่อีกาทั้งหมดไปแล้ว  พ่อกับแม่และหญิงสาวจึงชวนชายหนุ่มกินข้าวเพื่อเป็นการตอบแทน  ครั้นเมื่อชายหนุ่มกินข้าวจนอิ่ม เขาก็อาสาปลูกข้าวให้ชาวนาเพื่อเป็นการขอบคุณ

พ่อกับแม่และหญิงสาวเห็นว่าชายหนุ่มมีเจตนาดีจึงอนุญาต  ครั้นเมื่อทุกคนเห็นชายหนุ่มทำงานในนาด้วยความขยันขันแข็ง  พวกเขาก็ยิ่งประทับใจชายหนุ่มมากขึ้นไปอีก 

ในเวลาต่อมา  เมื่อพ่อกับแม่และหญิงสาวทราบว่าชายหนุ่มเป็นคนพเนจร…ไม่มีบ้านและครอบครัว  พวกเขาจึงชวนให้ชายหนุ่มมาพักอาศัยด้วย

ชายหนุ่มดีใจที่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในบ้านเดียวกับหญิงสาว  เขาจึงอาสาดูแลนาและช่วยทำงานต่าง ๆ อย่างเต็มที่

เวลาผ่านไปราว 3 ปี ชายหนุ่มดูแลนาด้วยความขยันขันแข็งคงเส้นคงวา ในขณะเดียวกัน เขาก็ใกล้ชิดสนิทสนมกับหญิงสาวมากขึ้นเรื่อย ๆ พ่อกับแม่ของหญิงสาวเห็นว่าชายหนุ่มเป็นคนดีและเป็นที่พึ่งของลูกสาวได้ ท่านทั้งสองจึงตัดสินใจยกลูกสาวให้แต่งงานกับชายหนุ่ม

ในที่สุด  ความรักของชายหนุ่มผู้เคยเป็นหุ่นไล่กาก็สมหวัง  เขาพยายามดูแลหญิงสาวเป็นอย่างดี  และทั้งคู่ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขสืบมา

#นิทานนำบุญ

……………………