Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

อึน้อยปราบยักษ์

นิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านเรื่อง “อึน้อยปราบยักษ์” เรื่องนี้ เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ดัดแปลงจากนิทานในความทรงจำเรื่อง “ก้อนขี้รบยักษ์” ที่ได้ฟังจากคุณยายคันธรส สมัยที่ผมทำรายการเด็กชื่อ “บ้านน้อยซอยเก้า” และค้นพบต้นฉบับนิทานไทยพื้นบ้านอีกเรื่องที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน คือเรื่อง “ปลาดุกรบยักษ์” ผมจึงนำนิทานทั้งสองเรื่องมาเรียบเรียงใหม่ โดยยึดนิทานเรื่อง “ก้อนขี้รบยักษ์” เป็นแนวทาง แต่ขัดเกลาให้เหมาะสำหรับเด็กในยุคนี้มากขึ้น หวังว่าเด็ก ๆ จะยิ้มกว้างกับนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านเรื่อง “อึน้อยปราบยักษ์”

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มียักษ์เกเรตนหนึ่ง ชอบรังแกผู้คนและสัตว์ทั้งหลาย จนใครต่อใครพากันชิงชังเจ้ายักษ์กันโดยถ้วนหน้า แต่เพราะยักษ์เกเรตัวใหญ่และมีเรี่ยวแรงมากกว่าใคร ๆ ผู้คนและสัตว์น้อยใหญ่จึงพากันกลัว ไม่กล้าทำอะไรกับเจ้ายักษ์เกเรตนนี้

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้ายักษ์เกเรประกาศว่าจะมาจับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านไปเป็นคนรับใช้ แต่เนื่องจากยักษ์ตัวใหญ่มาก มันจึงต้องการจับเด็กหลายคนไปใช้งาน (เด็กที่ฟังนิทานอยู่ตอนนี้ คนไหนที่อยากเป็นคนรับใช้ของยักษ์ ให้ยกมือขึ้น แต่ถ้าใครไม่อยาก ให้แตะตัวหรือกอดคนเล่านิทานเอาไว้ดี ๆ นะจ๊ะ)

เมื่อคุณยายผู้แสนใจดี ซึ่งอาศัยในหมู่บ้านได้ทราบข่าว คุณยายจึงกังวลว่าหลานจะถูกจับไปเป็นคนรับใช้ของยักษ์ ด้วยเหตุนี้ คุณยายจึงไปที่หน้าหิ้งพระ แล้วสวดมนต์ขอพรให้พระคุ้มครอง แต่เนื่องจากคุณยายไม่รู้หนังสือและไม่รู้จักบทสวดมนต์ คุณยายจึงท่องบทสวดตามนิทานที่เคยฟังว่า

“นะ…..โม…..ตัส….สะ….หนู…มา…ทำ….ไม…น่ะ

ทุติ ยัมปิ นะ….โม…..ตัส…..สะ…. มา….อีก…..แล้ว……น่ะ

ตติ ยัมปิ นะ…..โม…..ตัส……สะ…. นั่นแน่….ยัง…..มา…..อีก…..น่ะ

ไป ๆ อย่าหาทำ อย่าก่อกรรม จำขึ้นใจ สาธุ สาธุ สาธุ”

เด็ก ๆ ที่ฟังนิทานเรื่องนี้อยู่ อาจหัวเราะการสวดมนต์ของคุณยายว่าคงไม่ได้ผล แต่ในโลกของนิทาน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะในขณะที่คุณยายสวดมนต์ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล มีอึน้อยกองหนึ่งบังเอิญสังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่พอดี อึน้อยไม่อยากให้คุณยายเป็นกังวล ในขณะเดียวกัน อึน้อยก็เคยได้ยินเกี่ยวกับความเกเรของเจ้ายักษ์มานานแล้ว อึน้อยไม่กลัวที่จะถูกยักษ์ทำร้าย (เพราะอึไม่มีชีวิต ทำอะไรอึ อึก็ไม่เจ็บ แถมยังเปลี่ยนสภาพให้แข็ง ให้เหลว ให้เละ ให้เฟะ ให้กระจายปู้ดป้าดได้หมด) อึน้อยจึงตัดสินใจออกเดินทางไปสู้กับเจ้ายักษ์

แม้อึน้อยจะมีความกล้าอย่างบ้าบิ่นที่จะไปประกาศสู้รบกับเจ้ายักษ์เกเร แต่ลำพังอึน้อยเพียงกองเดียว คงไม่สามารถที่จะจัดการกับเจ้ายักษ์ได้

แต่โชคยังดี เพราะในขณะที่อึน้อยออกเดินทางไปยังบ้านของเจ้ายักษ์ มีปลาดุกตัวหนึ่งมองเห็นอึน้อยเข้า ปลาดุกจึงถามว่าอึน้อยจะไปไหน อึน้อยตอบว่า “ฉันจะไปปราบยักษ์” ปลาดุกมีความแค้นเคืองเจ้ายักษ์อยู่แล้ว มันจึงขอติดตามอึน้อยไปด้วย

ต่อมา มีตะขาบตัวหนึ่งมองเห็นอึน้อยกับปลาดุกกำลังเดินทาง ตะขาบจึงถามถามว่าอึน้อยจะไปไหน อึน้อยตอบว่า “ฉันจะไปปราบยักษ์” ตะขาบมีความแค้นเคืองเจ้ายักษ์อยู่แล้ว มันจึงขอติดตามอึน้อยไปด้วย

ต่อมา มีแมงป่องตัวหนึ่งมองเห็นอึน้อย ปลาดุกและตะขาบกำลังเดินทาง แมงป่องจึงถามถามว่าอึน้อยจะไปไหน อึน้อยตอบว่า “ฉันจะไปปราบยักษ์” แมงป่องมีความแค้นเคืองเจ้ายักษ์อยู่แล้ว มันจึงขอติดตามอึน้อยไปด้วย

ต่อมา มีนกแสกตัวหนึ่งมองเห็นอึน้อย ปลาดุก ตะขาบและแมงป่องกำลังเดินทาง นกแสกจึงถามว่าอึน้อยจะไปไหน อึน้อยตอบว่า “ฉันจะไปปราบยักษ์” นกแสกมีความแค้นเคืองเจ้ายักษ์อยู่แล้ว มันจึงขอติดตามอึน้อยไปด้วย

เมื่ออึน้อย ปลาดุก ตะขาบ แมงป่อง และนกแสก เดินทางไปถึงบ้านของยักษ์เกเร ทั้งหมดก็ปรึกษาหารือกันเพื่อหาวิธีในการปราบยักษ์ เมื่อหารือกันเรียบร้อย อึน้อย ปลาดุก ตะขาบ แมงป่อง และนกแสกก็พากันแยกย้ายเข้าประจำที่

ตกดึกคืนนั้น หลังจากที่เจ้ายักษ์เกเรดับไฟและเตรียมตัวเข้านอน ทันทีที่หัวของมันถึงหมอน แผนปราบยักษ์ก็เริ่มต้นขึ้น

ตะขาบที่ซ่อนตัวอยู่ในหมอนเริ่มลงมือตามแผนด้วยการกัดที่หน้าของเจ้ายักษ์ ยักษ์เกเรทั้งเจ็บทั้งตกใจเพราะไม่รู้ว่าอะไรกัดมัน ยักษ์เกเรจึงลุกขึ้นเพื่อควานหาไม้ขีดมาจุดเทียน แต่อนิจจา…เมื่อยักษ์เกเรเอื้อมมือไปหยิบไม้ขีด แมงป่องที่ซ่อนตัวอยู่ตรงใกล้ ๆ กับไม้ขีดก็ต่อยเข้าที่มือของเจ้ายักษ์อย่างเต็มแรง เจ้ายักษ์ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด มันจินตนาการว่าบุคคลที่มาทำร้ายมันต้องเป็นตัวอะไรสักอย่างที่มีขนาดใหญ่และมีฤทธิ์มากแน่ ๆ เจ้ายักษ์เพิ่งเคยเจอคนที่แข็งแรงกว่ามัน เกเรกว่ามัน และกล้าจู่โจมมัน มันกลัวจนถึงกับต้องรีบลุกออกจากเตียงทั้ง ๆ ที่รอบตัวยังมืดตึ๊ดตื๋อ แต่เจ้ายักษ์เกเรโชคร้ายเหลือเกิน เพราะหลังจากที่เจ้ายักษ์เดินไปได้ไม่กี่ก้าว มันก็เหยียบอึน้อยในสภาพอึเปียก ๆ เหลว ๆ ทำให้เจ้ายักษ์ลื่นล้มจนเนื้อตัวเต็มไปด้วยอึเหม็น ๆ เจ้ายักษ์ขยะแขยงอะไรไม่รู้ที่เปรอะอยู่เต็มตัว มันพยายามหาน้ำมาล้าง จึงเอามือควานหาโอ่งเพื่อวักน้ำขึ้นล้างตัว แต่ทันทีที่มันควานพบโอ่งน้ำและจุ่มมือลงไป ปลาดุกก็ยักมือของยักษ์จนยักษ์ร้องจ้ากด้วยความเจ็บปวด ยักษ์เกเรเห็นที่ว่าคงแย่แน่ ๆ มันจึงรีบลุกขึ้นเพื่อหนีลงจากบ้าน แต่ในขณะที่มันยังคลำทางในความมืด นกแสกผู้มีตาดีในตอนกลางคืน ก็พุ่งตัวเข้าจิกเจ้ายักษ์เกเรอย่างไม่คิดชีวิต

ยักษ์เกเรถูกโจมตีจนสะบักสะบอมไปหมด ในจินตนาการของมัน ผู้ที่ทำร้ายมันอยู่ต้องเป็นตัวอะไรที่ร้ายกาจและเกเรมาก ๆ เป็นแน่ เจ้ายักษ์เกเรกลัวจนทำอะไรไม่ถูก มันทรุดตัวลงกับพื้นพร้อมกับใช้มือกุมศีรษะแล้วร้องขอชีวิต ที่สำคัญ ยักษ์เกเรเพิ่งได้สำนึกว่า การทำร้ายหรือรังแกผู้อื่นเป็นเรื่องที่ร้ายกาจเพียงใด ด้วยเหตุนี้ นอกจากที่เจ้ายักษ์เกเรจะร้องขอชีวิตแล้ว มันยังพูดออกมาอีกว่า “เราควรอยู่ในโลกนี้ร่วมกันอย่างสันติเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ข้าก็จะไม่เบียดเบียนหรือรังแกใครอีกแล้ว โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด”

เมื่อยักษ์เกเรพูดออกมาเช่นนั้น อึน้อย ปลาดุก ตะขาบ แมงป่อง และนกแสกก็เห็นว่าเจ้ายักษ์ได้บทเรียนอันสมควรแล้ว ดังนั้น ทั้งหมดจึงถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจในการปราบยักษ์ และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา เจ้ายักษ์เกเรก็ไม่เคยรังแกใคร ๆ อีกเลย

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แอปเปิ้ลให้เพื่อน

นิทานก่อนนอนเรื่อง “แอปเปิ้ลให้เพื่อน” เป็นนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น ที่สะท้อนให้เห็นว่า ศาสนาชินโตที่คนญี่ปุ่นนับถือ มีสาระสำคัญไม่ต่างจากศาสนาอื่น ๆ คือการกล่อมเกลาให้คนมีจิตใจที่ดีงาม นอกจากนี้ การนับถือศาสนาชินโตยังส่งผลให้คนญี่ปุ่นมองโลกในแง่ดี มีความยืดหยุ่น ยอมรับความเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัยหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดี

นิทานก่อนนอนเรื่อง “แอปเปิ้ลให้เพื่อน” เป็นนิทานญี่ปุ่นสั้น ๆ ที่น่ารักและมีข้อคิดสอนใจ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้อ่านนิทานเรื่องนี้จากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง แล้วประทับใจ จึงลองนำต้นฉบับมาเรียบเรียงให้อ่านได้ง่ายขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงเนื้อเรื่องแบบเดิมเอาไว้ทั้งหมด หวังว่านิทานญี่ปุ่นพร้อมข้อคิดเรื่องนี้ จะทำให้เด็ก ๆ มีความสุขกับการฟังนิทานก่อนนอนนะครับ

นิทานเรื่อง แอปเปิ้ลให้เพื่อน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเกษตรกรคนหนึ่งมีลูกชาย 4 คน

ลูกชายคนโตมีชื่อว่า “ทาโร่” ลูกชายคนรองมีชื่อว่า “จิโร่” ลูกชายคนที่สามชื่อว่า “ซาบุโร่” ส่วนลูกชายคนสุดท้องน้องสุดท้ายมีชื่อว่า “ชิโร่”

(แต่เนื่องจากชื่อเหล่านี้อาจทำให้เด็ก ๆ ในเมืองไทยสับสน ผู้เรียบเรียงจึงขอใช้ชื่อเล่นต่อไปนี้ แทนชื่อลูก ๆ แต่ละคน คือ ลูกคนโตที่ชื่อทาโร่ ขอเรียกเล่น ๆ ว่า “หนึ่งโร่” ลูกคนรองที่ชื่อจิโร่ ขอเรียกเล่น ๆ ว่า “สองโร่” ลูกชายคนที่สามที่ชื่อ “ซาบุโร่” ขอเรียกเล่น ๆ ว่า “สามบุโร่” และลูกชายคนที่สี่ที่ชื่อ “ชิโร่” ขอเรียกเล่น ๆ ว่า “เตาอั้งโล่” อุ๊ย! เรียกว่า “สี่โร่” ดีกว่า)

วันหนึ่ง เกษตรกรผู้เป็นพ่อเดินทางเข้าไปในเมือง แล้วพบแอปเปิ้ลผลใหญ่กว่าปกติมาก ๆ วางขายอยู่ คุณพ่อจึงซื้อแอปเปิ้ลกลับมาด้วย 7 ผล

หนึ่งโร่ สองโร่ สามบุโร่ ได้รับแอปเปิ้ลยักษ์จากคุณพ่อคนละ 2 ผล รวมเป็น 6 ผล

ส่วนน้องเตาอั้งโล่ เอ้ย! สี่โร่ ได้แอปเปิ้ลเพียงแค่ผลเดียว เพราะเป็นน้องคนเล็กที่ยังเป็นเด็กน้อยอยู่

เมื่อพ่อมอบแอปเปื้ลให้ลูก ๆ แล้ว พ่อจึงกำชับกับลูก ๆ ว่า “แอปเปิ้ลแบบนี้หากินยาก เป็นแอปเปิ้ลอย่างดี เอาไปกินซะนะ อย่าเอาไปให้ใครกินล่ะ”

ในคืนต่อมา พ่อเรียกลูก ๆ ทั้งสี่มาหาอีกครั้ง แล้วถามลูกทีละคนเกี่ยวกับแอปเปิ้ลที่ได้รับไป

พ่อถามอั้งโล่ เอ้ย! สี่โร่ลูกคนเล็กก่อนว่า “แอปเปิ้ลเป็นยังไงบ้างลูก?”

สี่โร่แลบลิ้นเลียริมฝีปากแล้วตอบพ่อว่า “ผมกินหมดแล้ว หมดเกลี้ยงเลย อร่อยมาก ๆ”

พ่อยิ้มแล้วถามหนึ่งโร่ลูกชายคนโตบ้างว่า ” แล้วลูกล่ะ แอปเปิ้ลเป็นยังไงบ้าง?”

หนึ่งโร่ตอบว่า “ผมกินหมดแล้ว มันอร่อยมาก แล้วผมก็เอาเมล็ดของมันไปปลูกเรียบร้อยแล้วครับ” พ่อยิ้มพร้อม ๆ กับชมหนึ่งโร่ว่า “เยี่ยมเลย เจ้านี่สมกับเป็นลูกชายคนโตของเกษตรกรจริง ๆ”

หลังจากนั้น พ่อก็ถามสองโร่ลูกชายคนรองว่า “แล้วเจ้าล่ะ แอปเปิ้ลเป็นยังไงบ้าง?”

สองโร่ตอบพ่อเขิน ๆ ว่า “ผมยังไม่ได้กินหรอกพ่อ คือ ผมเอาแอปเปิ้ลไปให้เพื่อนดู เพื่อนอยากกิน ผมก็เลยขายไปทั้งสองลูก ได้กำไรเยอะเลยครับ” พ่อส่ายหัวด้วยความเอ็นดูแกมระอาใจ แล้วจึงพูดว่า “เจ้านี่ชอบทำอะไรออกนอกลู่นอกทางอยู่เรื่อย ซื้อมาให้กินกลับเอาไปขาย แต่ก็ยังดีที่มีหัวการค้า”

ท้ายสุด พ่อหันมาถามลูกชายคนที่สามบ้างว่า “แล้วเจ้าล่ะสามบุโร่ แอปเปิ้ลเป็นยังไงบ้าง?”

สามบุโร่เป็นคนหัวอ่อน พูดน้อย แต่จิตใจดี เมื่อพ่อถาม เขากลับก้มหน้าหลบสายตาพ่อ และไม่ยอมตอบพ่อ จนพ่อต้องถามเขาอีกหลายครั้ง

พ่อเห็นท่าทางของลูกชายก็พอจะคาดเดาได้ พ่อจึงบ่นออกมาว่า “อุตส่าห์ซื้อแอปเปิ้ลอย่างดีมาฝาก แต่พอให้อะไรไป เจ้าก็คงเอาไปแบ่งให้คนอื่นเหมือนทุกครั้งอีกใช่ไหม”

สามบุโร่เม้มปาก ตาแดง เหมือนคนที่กำลังจะร้องไห้ เด็กหัวอ่อนที่เชื่อฟังพ่อรู้สึกผิด จากนั้น เขาก็สารภาพกับพ่อว่า “พอดี….เพื่อนของผมไม่สบายมาก เขานอนป่วยอยู่หลายวันแล้ว ผมเลย….เอาแอปเปิ้ลอย่างดีที่พ่อให้ เอาไปให้เขา แต่ผมไม่ได้เอาไปให้เขากินนะ ผมแค่…..แค่วางไว้ที่ข้างเตียงของเขาเฉย ๆ แล้วก็กลับมา”

สามบุโร่บอกพ่อ เหมือนอยากบอกให้พ่อรู้ว่า เขาไม่เคยลืมคำที่พ่อกำชับไว้เลย แต่เขาอยากให้กำลังใจเพื่อนที่ป่วยอยู่

เมื่อพ่อมองลูกชายผู้มีจิตใจดีงาม พ่อก็ส่งยิ้มให้สามบุโร่อย่างอ่อนโยน จากนั้น พ่อก็พูดกับลูก ๆ ทุกคนว่า “สามบุโร่เป็นคนที่มีจิตใจดี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตของเรา สิ่งที่พวกเราต้องจำไว้คือ พวกเราต้องไม่ลืมหัวใจดีงามแบบนี้นะ”

ลูก ๆ ทุกคนพยักหน้าและมองสามบุโร่ด้วยความชื่นชม ในที่สุด นิทานเรื่องนี้ก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น

…………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานอีสป หมากับเงา

นิทานอีสปเรื่อง หมากับเงา เป็นนิทานอีสปสั้น ๆ ที่ผู้อ่านสามารถนำไปใช้เป็นนิทานอ่านก่อนนอนได้ นิทานอีสปเรื่องนี้ แปลและเรียบเรียงมาจากต้นฉบับนิทานอีสปที่ชื่อว่า THE DOG AND HIS SHADOW วิธีการแปลเป็นการแปลแบบจับใจความ แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นนิทานที่อ่านเข้าใจง่าย ส่วนในตอนท้ายของนิทาน ผู้แปลและเรียบเรียง (แอดมิน) ได้เขียนสรุปข้อคิดเอาไว้ เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูสามารถนำไปพูดคุยกับเด็ก ๆ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งหากใครต้องการค้นหาที่แต่งโดย อีสป (Aesop) และอยากได้นิทานที่มีข้อคิดไปให้เด็ก ๆ อ่าน ก็สามารถนำนิทานพร้อมข้อคิดและผู้แต่งเรื่องนี้ ไปใช้เป็นนิทานสำหรับส่งเสริมการอ่านและการจับใจความได้ ส่วนผู้อ่านที่ต้องการอ่านนิทานอีสปภาษาอังกฤษ สามารถอ่านนิทานอีสปภาษาอังกฤษที่ลงต่อจากนิทานภาษาไทยได้เลย ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิทานอีสปเรื่องนี้นะครับ


นิทานอีสป หมากับเงา

หมาตัวหนึ่งได้เนื้อชิ้นงามชิ้นหนึ่งมากินเป็นอาหารเย็น บางคนบอก มันขโมยเนื้อชิ้นนั้นมา แต่บางคนบอกว่า คนขายเนื้อมอบเนื้อชิ้นนั้นให้มันเป็นอาหาร (ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น)

เจ้าหมาชอบกินเนื้อที่บ้านมากที่สุด มันจึงวิ่งเหยาะ ๆ เยื้องย่างอวดเนื้อที่มันคาบอยู่ในปากอย่างมีความสุขราวกับเป็นพระราชา

ระหว่างทางกลับบ้าน เจ้าหมาต้องข้ามลำธารสายหนึ่งซึ่งมีไม้พาดผ่านเป็นสะพาน น้ำในลำธารนิ่งและใส เจ้าหมาหยุดยืนที่กลางสะพานและก้มมองดูผืนน้ำที่อยู่เบื้องล่าง เจ้าหมามองเห็นหมาอีกตัวหนึ่งซึ่งมีรูปร่างพอ ๆ กับมันปรากฏอยู่ตรงนั้นและกำลังจ้องมองมันอยู่ ที่สำคัญ หมาตัวนั้นคาบเนื้อชิ้นงามอยู่ด้วย

“ฉันจะเอาเนื้อชิ้นนั้นมาให้ได้” เจ้าหมาพูด “เนื้อที่ฉันมี กับเนื้อที่ฉันแย่งมาได้ จะต้องทำให้คืนนี้เป็นการกินอาหารเย็นที่สุขีสุโขที่สุด!”  ว่องไวปานความคิด เจ้าหมารีบกระโจนไปตะครุบเนื้อที่มันเห็น แต่การทำเช่นนั้น ทำให้มันต้องอ้าปาก ซึ่งเมื่อมันอ้าปาก เนื้อที่มันคาบอยู่ก็หล่นลงไปยังก้นของลำธาร

ทันใดนั้นเอง เจ้าหมาก็เห็นว่าเนื้อในปากของหมาอีกตัวได้หายไปด้วยเช่นกัน

เจ้าหมากลับบ้านไปด้วยอาการ “หมาหงอย” การพยายามไขว่คว้าเงาที่ไม่มีอยู่จริง ทำให้เจ้าหมาสูญเสียชิ้นเนื้อที่มันมีอยู่ไปอย่างน่าเสียดาย

จบ

บันทึก :

นิทานเรื่องนี้มีข้อคิดที่น่าสนใจหลายประการซ่อนอยู่ เช่น การด่วนตัดสินใจอย่างไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ ดังเช่น เจ้าหมาที่มองเห็นเงาในลำธาร แล้วรีบกระโจนเข้าแย่งชิ้นเนื้อจากเงานั้น โดยไม่พิจารณาให้ดีเสียก่อน สุดท้าย จึงทำให้ต้องเปียกปอนและสูญเสียสิ่งที่มีอยู่แล้วไปอย่างน่าเสียดาย หรืออาจมองในแง่การสอนใจให้รู้จักพอในสิ่งที่ตนเองมี ดีกว่าการทะเยอทะยานด้วยความโลภ ซึ่งสุดท้าย ความโลภอาจทำให้ต้องสูญเสียสิ่งที่มีไปด้วย ดังเช่นเจ้าหมาที่ต้องสูญเสียชิ้นเนื้อที่คาบอยู่ไปด้วยความโลภที่อยากมีชิ้นเนื้อมากขึ้น (แถมยังเป็นการแย่งชิงของของคนอื่น)

THE DOG AND HIS SHADOW

A dog once had a nice piece of meat for his dinner. Some say that it was stolen, but others, that it had been given him by a butcher, which we hope was the case.

Dogs like best to eat at home, and he went trotting along with the meat in his mouth, as happy as a king.

On the dog’s way there was a stream with a plank across it. As the water was still and clear, he stopped to take a look at it. What should he see, as he gazed into its bright depths, but a dog as big as himself, looking up at him, and lo! the dog had meat in his mouth.

“I’ll try to get that,” said he; “then with both mine and his what a feast I shall have!” As quick as thought he snapped at the meat, but in doing so he had to open his mouth, and his own piece fell to the bottom of the stream.

Then he saw that the other dog had lost his piece, too. He went sadly home. In trying to grasp a shadow he lost his substance.

#นิทานอีสป

…………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นกน้อยปราบมังกร

นิทานเรื่อง นกน้อยปราบมังกร

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีเจ้าหญิงพระองค์หนึ่งทรงออกไปเดินเล่นในสวนและพบไข่นกฟองจิ๋วตกอยู่ที่ใต้ต้นไม้   เจ้าหญิงไม่อยากปล่อยไข่นกทิ้งเอาไว้เช่นนั้น   พระองค์พยายามมองหารังนก…แต่ก็ไม่พบ   ด้วยเหตุนี้   เจ้าหญิงจึงตัดสินใจนำไข่นกกลับไปฟักที่พระราชวังของพระองค์

หลายวันต่อมา   หลังจากที่เจ้าหญิงเฝ้าดูแลไข่นกจนแทบไม่เป็นอันกินอันนอน   ในที่สุด  ไข่นกฟองจิ๋วก็เริ่มกระดุกกระดิกกระดุ๊กกระดิ๊ก   และลูกนกตัวน้อยก็ค่อย ๆ จิกเปลือกไข่ออกมาทักทายเจ้าหญิงผู้มีพระคุณ

นับตั้งแต่วันนั้น   นกน้อยก็จะคอยเฝ้าติดตามเจ้าหญิงไปไม่เคยห่าง   มันรักเจ้าหญิงยิ่งชีวิต  ส่วนเจ้าหญิงเองก็รักและเอ็นดูเจ้านกน้อยไม่น้อยไปกว่ากัน

จนกระทั่งวันหนึ่ง  มีมังกรจอมเกเรบินผ่านมาเห็นเจ้าหญิงกำลังเล่นซ่อนหาอยู่ในสวน   เจ้ามังกรแสยะยิ้ม   มันนึกสนุกอยากข่มขวัญให้ผู้คนตื่นตระหนก   ดังนั้น  มันจึงพุ่งตัวลงจากฟ้าแล้วโฉบเอาเจ้าหญิงไปขังเอาไว้ในถ้ำของมัน

เมื่อนกน้อยเห็นมังกรร้ายจับตัวเจ้าหญิงไป  มันจึงรีบบินตามโดยหวังจะช่วยเจ้าหญิงเอาไว้ให้จงได้   แต่เนื่องจากนกน้อยตัวเล็กกว่าเจ้ามังกรหลายร้อยเท่า   ด้วยเหตุนี้   มันจึงจำเป็นต้องใช้ปัญญาเพื่อหาวิธีจัดการกับเจ้ามังกรตัวแสบ!

นกน้อยคิด…คิด…แล้วก็คิด   ในที่สุด  นกน้อยก็ค้นพบวิธีที่นกตัวเล็ก ๆ อย่างมันน่าจะใช้จัดการกับเจ้ามังกรได้สำเร็จ

เมื่อนกน้อยติดตามเจ้าหญิงมาถึงปากถ้ำของเจ้ามังกร   มันทบทวนแผนการอยู่ครู่หนึ่ง   จากนั้น  มันก็รวบรวมความกล้าแล้วตะโกนท้าทายให้เจ้ามังกรออกมาไล่จับมัน

ในตอนแรก  เจ้ามังกรรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระที่มันจะต้องไปบินไล่จับนกตัวเล็ก ๆ  แต่เมื่อเจ้ามังกรได้ยินนกน้อยยั่วยุว่ามังกรยักษ์อย่างมันอืดอาดเชื่องช้าอย่างกับ ’มังกือ’   เจ้ามังกรก็ถึงกับโกรธจนควันออกหู  มันรีบทะยานตัวออกจากถ้ำ  แล้วพุ่งตรงเข้าไปจัดการกับนกน้อยที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงทันที

นกน้อยสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นมังกรร้ายพุ่งตัวเข้ามาหา   มันบินหลบคมเขี้ยวของเจ้ามังกรได้อย่างฉิวเฉียด   จากนั้น  มันก็เริ่มดำเนินการตามแผนที่ได้วางเอาไว้

นกน้อยพยายามบินฉวัดเฉวียนล่อให้เจ้ามังกรบินตามมันไปเรื่อย ๆ   มังกรร้ายพยายามไล่ตะครุบตัวนกน้อยครั้งแล้วครั้งเล่า…แต่มันก็พลาดไปเสียทุกหน   เจ้านกน้อยแกล้งบินโยกซ้ายย้ายขวาจนเจ้ามังกรเวียนหัว  และเมื่อมังกรร้ายเผลอบินตามจนลำตัวของมันบิดไขว้กันเป็นรูปเลขแปด   นกน้อยเจ้าปัญญาก็กลับตัวบินย้อนศรล่อให้เจ้ามังกรพุ่งหัวเข้าไปในวงเลขแปดจนทำให้ทั้งหัวทั้งหางของเจ้ามังกรพันกันเป็นปมดูวุ่นวายไปหมด  

ในที่สุด   เจ้ามังกรก็สิ้นฤทธิ์  มันหล่นลงไปในทะเลเสียงดัง “ตู้ม!” และมันก็ไม่เคยย้อนกลับมารังแกใคร ๆ ได้อีกเลย…นับจากนั้น

เจ้าหญิงดีใจมากที่นกน้อยมาช่วยพระองค์ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของเจ้ามังกรตัวแสบ ในขณะเดียวกัน  นกน้อยเองก็ดีใจที่ตนสามารถปกป้องเจ้าหญิงผู้เป็นที่รักได้สำเร็จ  

เมื่อพระราชาผู้เป็นพ่อของเจ้าหญิงได้ทราบถึงความชาญฉลาดของเจ้านกน้อย   พระองค์จึงแต่งตั้งให้เจ้านกตัวจิ๋วเป็นอัศวินคอยติดตามเจ้าหญิงไปทุกหนทุกแห่ง

เจ้าหญิงทรงหอมแก้มนกน้อยเป็นรางวัลแห่งความกล้าหาญ  ส่วนเจ้านกน้อยก็ได้แต่เขินอายจนแก้มกลายเป็นสีชมพูไปหมด

และแล้ว…เรื่องราวของเจ้าหญิงกับอัศวินตัวน้อยก็จบลงอย่างมีความสุข

#นิทานนำบุญ

—————————-

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ค้นฟ้าคว้าดาว

ในช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ประกอบอาชีพเป็นนักเขียนนิทาน รายการโทรทัศน์ประเภทรายการประกวดร้องเพลงโด่งดังมากมีอยู่ 2 รายการ รายการแรกคือรายการ อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย (นักล่าฝัน) และอีกรายการคือรายการเดอะสตาร์ (ค้นฟ้าคว้าดาว)

ช่วงที่ผมทำงาน ผมเคยแต่งนิทานที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรายการ อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย (นักล่าฝัน) 2-3 เรื่อง เช่นเรื่อง อย่าไปกลัวสิ และเรื่อง เจ้าชายไข่เจียว อยู่มาวันหนึ่ง ผมจึงท้าทายตัวเองด้วยการแต่งนิทานโดยตั้งชื่อเรื่องว่า ค้นฟ้าคว้าดาว (ตามชื่อรายการยอดฮิตอีกรายการ) จากนั้นจึงค่อยคิดเนื้อเรื่อง จนกลายเป็นนิทานก่อนนอนไทยพื้นบ้านที่ผสมผสานนิทานความรักและนิทานที่มีคติสอนใจเข้าไปนิดหน่อย ขอให้มีความสุขในการอ่านนะครับ

นิทานเรื่อง ค้นฟ้าคว้าดาว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่หนึ่งคบหาดูใจกันมานาน ชายหนุ่มเป็นคนขยันและมีน้ำใจ ส่วนหญิงสาวเป็นคนสะสวยแถมมีจิตใจดีงามไม่แพ้รูปโฉม ทั้งสองคนมักอาสาช่วยงานผู้คนในหมู่บ้านอยู่เสมอ นอกจากนี้ ในฤดูหนาวที่อาหารขาดแคลน ชายหนุ่มกับหญิงสาวก็มักนำอาหารหรือข้าวสารข้าวเปลือกไปโปรยเอาไว้ตามชายป่า เพื่อให้สัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งฝูงนกได้มีอาหารกิน ด้วยความดีของชายหนุ่มกับหญิงสาวนี้เอง ใครต่อใครจึงเอาใจช่วยให้หนุ่มสาวทั้งสองได้แต่งงานกันและหวังให้ทั้งคู่มีความสุขร่วมกันตลอดชั่วชีวิต

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าชายผู้เป็นโอรสของพระราชาขี่ม้าผ่านมาที่หมู่บ้าน ในขณะนั้น หญิงสาวหาบน้ำเดินกลับจากลำธารพอดี  เจ้าชายขี่ม้าเร็วมาก หญิงสาวไม่ทันระวังจึงเอี้ยวตัวหลบทำให้โถใส่น้ำที่หาบมาตกแตก  กระเบื้องจากโถจึงกระเด็นไปถูกตัวม้า เจ้าชายทรงโมโหโทโสแต่เมื่อพระองค์ลงจากหลังม้าแล้วเห็นว่าหญิงสาวมีหน้าตาสะสวย เจ้าชายจึงบังคับให้หญิงสาวกลับไปยังพระราชวังเพื่อลงโทษด้วยการให้หญิงสาวเป็นนางสนมของพระองค์!

ครั้นเมื่อชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์นำเรื่องไปบอกชายหนุ่ม  ชายหนุ่มพร้อมกับชาวบ้านทุกคนจึงรีบเดินทางไปที่พระราชวัง แล้วร้องเรียนให้พระราชาทรงช่วยเหลือ

พระราชาผู้เป็นบิดาของเจ้าชายทรงเป็นพระราชาที่ดี เมื่อพระราชาทราบเรื่องและรู้ว่าหญิงสาวมีคนรักอยู่แล้ว  พระองค์จึงเรียกให้เจ้าชายเข้าพบ แต่เนื่องจากเจ้าชายเป็นคนเกเรร้อยเล่ห์  เมื่อพระราชาสั่งให้เจ้าชายปล่อยตัวหญิงสาว เจ้าชายจึงอ้างว่า “ข้าแต่พระบิดา หม่อมฉันมิอาจปล่อยนางไปได้ เนื่องจากเจ้าชายตรัสแล้วไม่ควรคืนคำ หนำซ้ำ หญิงสาวยังทำร้ายม้าของหม่อมฉัน นางจึงควรจะต้องรับโทษ อย่างไรก็ตาม…หม่อมฉันไม่ใช่คนใจร้าย หากมีใครหาดวงดาวที่อยู่บนฟ้ามามอบให้หม่อมฉันเป็นค่าทำขวัญได้สักดวง หม่อมฉันก็จะยกโทษให้ แล้วปล่อยหญิงสาวผู้นี้ไปโดยไม่มีข้อแม้”

เมื่อเจ้าชายพูดจบ พระองค์ก็เดินออกจากท้องพระโรงไป พระราชาทรงเบื่อหน่ายนิสัยเกเรของเจ้าชายมาก ส่วนชาวบ้านก็ได้แต่แอบถอนหายใจด้วยความสิ้นหวัง

อย่างไรก็ตาม แม้การหาดวงดาวมาให้เจ้าชายจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมถอดใจ เมื่อชายหนุ่มกลับไปถึงหมู่บ้าน เขาจึงตัดสินใจไปขอร้องนกทั้งหลายที่เขากับหญิงสาวเคยนำอาหารไปเลี้ยง ให้พวกมันช่วยพาเขาบินไปเก็บดาวที่อยู่บนฟ้า

ระหว่างที่นกทั้งหลายฟังคำขอร้องของชายหนุ่ม  พวกมันก็รู้สึกสงสารชายหนุ่มจับใจพวกมันรู้ว่าชายหนุ่มกับหญิงสาวเป็นคนดีและรักกันจริง ๆ ด้วยเหตุนี้ นกทุกตัวจึงยินดีช่วยชายหนุ่ม ทั้งยังส่งเสียงร้องเรียกเพื่อนนกตัวอื่น ๆ จากทั่วทุกสารทิศให้มาช่วยชายหนุ่มด้วย

ครั้นเมื่อถึงเวลากลางคืน นกนับร้อยนับพันตัวก็ช่วยกันใช้กรงเล็บเกาะเข้ากับเสื้อผ้าของชายหนุ่ม แล้วกระพือปีกพาชายหนุ่มบินสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ สู่ฟากฟ้า

แต่อนิจจา! ไม่ว่าฝูงนกจะใช้ความพยายามสักเพียงใด พวกมันก็ไม่สามารถพาชายหนุ่มบินไปเก็บดวงดาวซึ่งอยู่ไกลถึงนอกโลกได้ ท้ายที่สุด ฝูงนกจึงทำได้แค่เพียงพาชายหนุ่มกลับมาส่งที่หมู่บ้านเท่านั้น

เมื่อชายหนุ่มกลับมาถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านที่คอยเอาใจช่วยก็เดาได้ว่าชายหนุ่มคงคว้าน้ำเหลว ชาวบ้านจึงเดินเข้าไปโอบไหล่ให้กำลังใจเขา บางคนแอบอธิษฐานให้ผลแห่งความดีที่ชายหนุ่มกับหญิงสาวทำมาดลบันดาลให้พวกเขาผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

ในขณะที่บรรยากาศในหมู่บ้านอบอวลไปด้วยความเศร้า  จู่ ๆ บนท้องฟ้าก็มีแสงสว่างวาบพุ่งตัดความมืดเป็นสายยาวมาตกไม่ไกลจากที่ชายหนุ่มกับชาวบ้านทุกคนกำลังยืนอยู่

ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เขามองหน้าชาวบ้านทั้งหลาย แล้วค่อย ๆ เอ่ยปากออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า “ดาวตก” 

เมื่อทุกคนตั้งสติได้ ทุกคนก็พากันวิ่งไปยังบริเวณที่พวกเขาเห็นลำแสงของดวงดาวที่ตกลงสู่พื้น พวกเขาช่วยกันค้นหาดาวตกอยู่สักพัก  ในที่สุด พวกเขาก็พบดาวตกที่เป็นหินรูปห้าแฉกสีแดงฉานอย่างไม่คาดฝัน  ชายหนุ่มกับชาวบ้านดีใจมาก  พวกเขารีบนำดวงดาวที่พบไปมอบให้แก่พระราชาและเจ้าชายทันที

เมื่อพระราชาได้เห็นดวงดาวที่ชายหนุ่มนำมาถวาย พระองค์ก็ทรงเชื่อว่าดาวดวงนั้นเป็นดาวที่ตกลงมาจากฟ้าจริง ๆ 

“นี่อาจเป็นความต้องการของสวรรค์ที่อยากให้คนดีได้ครองรักกัน” พระราชาทรงเอ่ย

แต่เจ้าชายกลับไม่ยอมเชื่อเหมือนกับที่พระบิดาเชื่อ พระองค์ทรงหาว่าชายหนุ่มกับชาวบ้านคงแต่งเรื่องขึ้นหลอก เพราะดวงดาวคงไม่ตกลงมาจากท้องฟ้าให้เก็บได้ง่าย ๆ เช่นนี้

พระราชาทรงรู้สึกขุ่นเคืองใจในตัวพระโอรสมาก แต่ก่อนที่พระองค์จะเอ่ยปากสั่งสอนเจ้าชาย  ทุกคนในวังก็ต้องประหลาดใจ เพราะที่นอกหน้าต่างมีดาวตกลงมาจากฟ้าทีละดวง ๆ ราวกับสายฝน โดยดาวทั้งหมดพุ่งตรงไปยังหลังคาปราสาทซึ่งเป็นห้องนอนของเจ้าชายพอดี  

เจ้าชายทรงอ้าปากค้างเพราะไม่เคยเห็นดาวตกมากมายเช่นนี้มาก่อน หนำซ้ำ พวกมันยังเสมือนพุ่งเป้าไปที่ห้องนอนของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว พระราชาทรงมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเยือกเย็นแล้วเปรยออกมาว่า “ฟ้ามีตา…คนทำดีย่อมได้ดี ส่วนคนที่ทำชั่ว สักวันสวรรค์ก็จะลงโทษ สวรรค์คงรู้ว่าเจ้าอยากได้ดาวมาก ท่านจึงส่งดาวมาให้เจ้ายังไงล่ะ” 

เมื่อเจ้าชายได้ฟังคำพูดของพระราชา ประกอบกับการเห็นดวงดาวที่ตกลงมาราวกับสวรรค์พิโรธ พระองค์จึงนึกกลัว ในที่สุด เจ้าชายก็ยอมปล่อยหญิงสาวตามสัญญา ทั้งยังตัดสินใจปรับปรุงนิสัยเสียใหม่ เพื่อไม่ให้ฟ้าดินลงโทษ

หญิงสาวดีใจมากที่เธอได้กลับมาหาชายหนุ่มผู้เป็นที่รัก ซึ่งแน่นอนว่า..ชายหนุ่มเองก็ดีใจไม่แพ้กัน

หลังจากนั้นไม่นาน ชายหนุ่มและหญิงสาวก็ตัดสินใจแต่งงานกัน แล้วทั้งคู่ก็อยู่ครองรักกันอย่างมีความสุขสืบมา

#นิทานนำบุญ

…………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ดอกไม้ของคุณยาย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ดอกไม้ของคุณยาย” เป็นนิทานก่อนนอนที่มีเนื้อเรื่องเรียบง่าย แต่มีข้อคิดสอนใจ และมีความอ่อนโยนที่น่าจะเหมาะสำหรับการใช้เป็นนิทานก่อนนอนที่ดีเรื่องหนึ่ง

นิทานเรื่อง ดอกไม้ของคุณยาย

หนูคะนิ้งเป็นเด็กผู้หญิงแสนดีที่มีจิตใจงดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

วันหนึ่ง…หนูคะนิ้งได้รับมอบหมายจากคุณแม่ให้นำตะกร้าใส่ผลไม้ไปฝากคุณยายที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กลางป่าละเมาะ

คุณยายของคะนิ้งเป็นคนที่ชอบดอกไม้มาก ดังนั้น คุณแม่จึงบอกให้คะนิ้งแวะซื้อดอกไม้เพื่อนำไปฝากคุณยายด้วย  คะนิ้งรับเหรียญสตางค์มากำไว้ในมือ  เธอภูมิใจที่คุณแม่มอบหมายงานสำคัญนี้ให้แก่เธอ  เธอตั้งใจว่า เธอจะต้องเลือกดอกไม้ที่สวยที่สุดเพื่อนำไปฝากคุณยายให้จงได้

ระหว่างทาง หนูคะนิ้งเฝ้าครุ่นคิดถึงสีหน้าของคุณยายเมื่อได้รับดอกไม้ที่เธอจะจัดหาไปให้  ดอกไม้แสนสวยที่มีกลิ่นหอมสดชื่นคงเป็นดอกไม้ที่หมาะสมที่สุดสำหรับคุณยายของคะนิ้ง

เมื่อหนูคะนิ้งเดินทางมาจนเกือบจะถึงร้านขายดอกไม้ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของคุณยายมากนัก  จู่ ๆ หนูคะนิ้ง ก็เหลือบไปเห็นหญิงชราผู้ยากจนคนหนึ่งกำลังนั่งสานผักตบชวาให้กลายเป็นตุ๊กตารูปสัตว์ต่าง ๆ อย่างตั้งอก ตั้งใจ  หนูคะนิ้งนึกสงสารหญิงชราคนนี้อย่างบอกไม่ถูก  เธอนึกในใจว่า ผู้สูงวัยอย่างหญิงชราไม่น่าที่จะต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งสานตุ๊กตาอยู่อย่างนี้  ด้วยความเป็นห่วง…หนูคะนิ้งจึงเดินตรงเข้าไปหาหญิงชรา แล้วนั่งลงทักทายหญิงชราด้วยความอ่อนน้อม

“คุณยายเป็นใครและกำลังทำอะไรอยู่คะ?”  เด็กน้อยถามหญิงชราด้วยความสุภาพ

“ยายเป็นชาวนา…แต่ที่นาล่ม จึงต้องมานั่งสานตุ๊กตาเพื่อหารายได้” หญิงชราตอบเด็กน้อยอย่างตรงไปตรงมาที่สุด

หนูคะนิ้งรู้สึกชื่นชมเมื่อได้ทราบว่า หญิงชราเลือกการสานตุ๊กตาเป็นงานเลี้ยงชีพ  หนูคะนิ้งเคยเห็นคนหลายคนเลือกที่จะหาเงินมาง่าย ๆ ด้วยการเป็นขอทานและนั่งขอเงินจากคนที่เดินผ่านไปผ่านมา  หนูคะนิ้งรู้สึกชื่นชมหญิงชราอย่างจริงใจ  ด้วยเหตุนี้  หนูคะนิ้งจึงตัดสินใจช่วยเหลือหญิงชราด้วยการปันเงินครึ่งหนึ่งที่คุณแม่ให้มาซื้อดอกไม้ อุดหนุนตุ๊กตาสานของหญิงชราผู้ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก

หลังจากนั้นไม่นาน  หนูคะนิ้งก็เดินทางมาถึงร้านขายดอกไม้ตามที่ตนเองตั้งใจเอาไว้  แรกทีเดียว หนูคะนิ้งคิดว่าเงินส่วนที่เหลือน่าจะเพียงพอในการซื้อดอกไม้ช่อเล็ก  ๆ ให้คุณยายได้สักช่อ  แต่เนื่องจากในวันนั้นดอกไม้ค่อนข้างจะมีราคาแพง  เงินส่วนที่เหลืออยู่จึงเพียงพอแค่สำหรับการซื้อเมล็ดพันธุ์ของดอกไม้เท่านั้น

แม้หนูคะนิ้งจะไม่สามารถซื้อดอกไม้ได้ดังที่ใจปรารถนา  แต่เมื่อเจ้าของร้านขายดอกไม้สังเกตเห็นตุ๊กตารูปสัตว์ที่หนูคะนิ้งใส่เอาไว้ในตะกร้า  เจ้าของร้านก็รู้สึกสงสัยว่า หนูคะนิ้งไปเอาตุ๊กตาที่แสนน่ารักนี้มาจากไหน  และเมื่อหนูคะนิ้งเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าของร้านขายดอกไม้ฟัง  เจ้าของร้านผู้แสนดีก็คิดในใจว่า เขาควรจะทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างกำลังใจให้กับเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่มีจิตใจงดงามคนนี้

เจ้าของร้านขายดอกไม้หายเข้าไปที่หลังร้านอยู่ครู่หนึ่ง  จากนั้น เขาก็หยิบถุงบรรจุเมล็ดพันธุ์ของดอกไม้ออกมาและส่งมันให้กับหนูคะนิ้ง

“ลองปลูกเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ดู  ฉันคิดว่าคุณยายของหนูคงจะชอบมัน อ้อ! แล้วก็เลิกกังวลใจได้แล้ว เพราะฉันเชื่อว่า ถ้าหนูเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้กับคุณยายแล้วก็คุณแม่ฟัง  ทุก ๆ คนคงจะภูมิใจในตัวหนู และดีใจมากกว่าการได้รับดอกไม้จากหนูเสียอีก”

จริงอย่างที่เจ้าของร้านขายดอกไม้ว่า เมื่อคุณยายได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากหนูคะนิ้ง  คุณยายก็ดึงตัวหลานเข้ามากอดเอาไว้ในอ้อมอกด้วยความเอ็นดู  นี่คือความงามอันยิ่งใหญ่ ที่งอกงามในจิตใจของเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ   ความงามในจิตใจของหลานสาวมีค่ามากกว่าดอกไม้ช่อไหน ๆ ในโลกใบนี้  คุณยายมีความสุขมากและภูมิใจในตัวของหลานสาวมากที่สุด

และในเช้าวันรุ่งขึ้น  เมล็ดพันธุ์ของดอกไม้ที่หนูคะนิ้งหว่านเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานก็ค่อย ๆ แทรกตัวขึ้นมาจากพื้นดินในสวนหลังบ้านของคุณยาย  ซึ่งในเวลาต่อมา ต้นอ่อนเหล่านั้นก็เติบโต แล้วผลิดอกออกช่อพร้อมกับส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งสวน

นี่คงเป็นรางวัลแห่งความดีที่เจ้าของร้านขายดอกไม้ตั้งใจที่จะมอบให้แก่คะนิ้ง  และเมื่อหนูคะนิ้งเดินทางกลับบ้านในเย็นวันนั้น   หนูคะนิ้งก็ไม่ลืมที่จะแวะหาเจ้าของร้านขายดอกไม้และมอบตุ๊กตาแสนสวยให้กับเจ้าของร้านขายดอกไม้เพื่อเป็นการขอบคุณ

#นิทานนำบุญ

………..

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

คำแนะนำของตลกหลวง

นิทานก่อนนอนเรื่อง “คำแนะนำของตลกหลวง” เป็นนิทานที่มีเนื้อหาน่าสนใจ คล้าย ๆ กับนิทานเรื่อง “หมู่บ้านย้อนเวลา” ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ หากนำมาใช้จริงก็อาจจะเกิดประโยชน์ได้ในวงกว้าง หรืออย่างน้อย แง่คิดในเรื่องความตั้งใจและการร่วมแรงร่วมใจที่มีพลังมากกว่าเงินจำนวนมาก ๆ ก็เป็นแง่มุมที่น่าสนใจสำหรับเด็ก หวังว่าผู้อ่านจะชอบนิทานเรื่องนี้กันนะครับ

นิทานเรื่อง คำแนะนำของตลกหลวง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีอาณาจักรแห่งหนึ่งปกครองโดยพระราชาผู้รักเด็กสุดหัวใจ

วันหนึ่ง พระราชาทรงทุบกระปุกออมสินของตนเอง แล้วนำเงินในกระปุกจำนวน 200 ล้านเหรียญทองไปปรึกษากับผู้คนในพระราชวัง เพื่อหาวิธีใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการนำไปสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ 

หลังจากที่ข้าราชการได้ฟังความประสงค์ของพระราชา เหล่าข้าราชการจึงเสนอให้พระราชานำเงินทั้งหมดมาสร้างพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ในเมืองหลวง เพราะเมืองหลวงเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร

แต่นักการเมืองเสนอว่า พระราชาควรแบ่งเงินให้แต่ละภูมิภาคเท่า ๆ กัน เพื่อสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็กในแต่ละภูมิภาค เพราะเด็ก ๆ จะไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายกว่า

ส่วนทหารเสนอว่า หากนำเงิน 200 ล้านเหรียญทองมาหารแบ่งตามจำนวนเมือง เพื่อให้แต่ละ เมืองสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็กของตนเอง แบบนี้น่าจะเกิดประโยชน์ทั่วถึงมากที่สุด

หลังจากบุคคลกลุ่มต่าง ๆ เสนอความคิดเห็นจนครบถ้วน ตลกหลวงก็กล่าวว่า ” วิธีที่ทุกท่านเสนอล้วนน่าสนใจ แต่ข้าพเจ้าคิดว่ามันก็คล้าย ๆ กับโครงการอื่น ๆ คือ แนวคิดดูดี แต่พอลงมือทำทีไร สุดท้าย โครงการก็มักจะไม่สำเร็จ แล้วเงินก็ไม่รู้หายไปไหนหมด” ตลกหลวงยิ้มแล้วพูดต่อไปว่า   “ในมุมมองของข้าพเจ้า ถ้าเราแบ่งเงินให้ทุกเมือง เมืองละ 1 ล้านเหรียญทอง เพื่อให้นำไปทำพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ภายในเวลา 1 ปี  เมื่อครบกำหนด หากเมืองใดสร้างพื้นที่แห่งความสุขได้ดีที่สุดก็จะได้รับรางวัลอีก 100 ล้านเหรียญทอง แบบนี้รับรองว่า ทุกเมืองจะต้องมีพื้นที่แห่งความสุขชั้นยอดเกิดขึ้นแน่ๆ”

พระราชาทรงทึ่งกับข้อเสนอแนะที่ไม่เหมือนใครของตลกหลวง จริงดั่งที่ตลกหลวงพูด หลายโครงการที่มีการปรึกษาหารือกันเป็นอย่างดี แต่เมื่อลงมือทำ ผลที่ได้กลับมีเพียงความว่างเปล่า ด้วยเหตุนี้ พระราชาจึงตัดสินใจทำตามแนวความคิดของตลกหลวงทันที

แม้ผู้คนในพระราชวังจะไม่มั่นใจในความคิดอันแปลกประหลาดของตลกหลวง แต่ไม่มีใครกล้าคัดค้านการตัดสินใจของพระราชา ดังนั้น เมืองต่าง ๆ  จึงได้รับเงินจากพระราชาในการสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็กเมืองละ 1 ล้านเหรียญทอง โดยมีเงินอีก 100 ล้านเหรียญทองเป็นรางวัลล่อใจ

เมื่อผู้คนในเมืองต่าง ๆ ได้ทราบถึงรางวัล 100 ล้านเหรียญทอง ชาวเมืองทุกคนจึงพร้อมใจกันสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็กที่ดีที่สุดเพื่อชิงรางวัลอันมีค่ามหาศาล ชาวเมืองทั้งหลายสร้างสรรค์พื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ทั้งในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์, สวนสนุก, ห้องสมุด, สนามกีฬา ฯลฯ ซึ่งแต่ละเมืองก็พยายามสร้างจุดเด่นให้ตนเอง และสอบถามความชอบของเด็กเพื่อสร้างให้ถูกใจเด็ก ๆ มากที่สุด ที่สำคัญ เมื่อเงิน 1 ล้านเหรียญทองเริ่มร่อยหรอ ชาวเมืองทั้งหลายก็พร้อมใจกันนำเงินส่วนตัวมาสมทบเพื่อทำให้พื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ในเมืองของตนมีความสมบูรณ์แบบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

หนึ่งปีผ่านไป  เมืองทุก ๆ เมืองจึงมีพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ที่โดดเด่นกันโดยถ้วนหน้า  ครั้นเมื่อพระราชา พาตัวแทนชาวเมืองต่าง ๆ ไปดูพื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ทั่วทั้งอาณาจักรเพื่อลงคะแนนตัดสิน  ทุกคนก็รู้สึกคล้าย ๆ กันว่า การตัดสินเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันคือ เมื่อมีเงินทุนจำนวนหนึ่ง บวกเข้ากับการร่วมแรงร่วมใจกัน  แม้เงินทุนอาจไม่มาก แต่พวกเขามั่นใจว่า พวกเขาจะต้องสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ให้แก่เมืองของตนเองได้อย่างแน่นอน

ครั้นเมื่อพระราชาขอให้ตัวแทนชาวเมืองตัดสินใจว่าควรมอบเงิน 100 ล้านเหรียญทองให้แก่เมืองใดดี  ตัวแทนของชาวเมืองจึงกราบทูลพระราชาว่า “หากพระองค์ไม่ว่าอะไร พวกเราอยากแบ่งเงินรางวัลกันเมืองละ 1 ล้านเหรียญทอง เพื่อนำเงินไปสร้างพื้นที่แห่งความสุขสำหรับคนชราบ้าง เพราะพวกเราเชื่อว่า  เมื่อเราสร้างสถานที่ดี ๆ สำหรับเด็กจากเงินเท่านี้ได้ เราก็ต้องสร้างสถานที่ดี ๆ สำหรับผู้สูงอายุได้เช่นกัน”

พระราชาทรงยิ้มเมื่อได้ฟังคำขอจากตัวแทนของชาวเมือง  เมื่อชาวเมืองเชื่อในพลังของตนเอง  พระองค์จึงไม่มีเหตุผลที่จะคัดค้าน 

หนึ่งปีหลังจากนั้น  ชาวเมืองก็สร้างสิ่งที่พวกเขาตั้งใจได้สำเร็จ. ส่วนพระราชาก็ทรงปูนบำเหน็จให้แก่ตลกหลวงที่เสนอแนะวิธีที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้พื้นที่แห่งความสุขสำหรับเด็ก ๆ ทั่วทั้งอาณาจักรแล้ว ยังได้พื้นที่แห่งความสุขสำหรับผู้สูงอายุ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้คนในอาณาจักรได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

#นิทานนำบุญ


Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

แก๊งจ๊ะเอ๋

นิทานก่อนนอนสั้น ๆ เรื่อง “แก๊งจ๊ะเอ๋” เป็นนิทานที่ใช้คำคล้องจอง มีท่วงทำนองในการเล่าเรื่อง เวลาอ่าน ถ้าอ่านออกเสียงจะสนุกกว่าการอ่านในใจ และถ้าคุณพ่อคุณแม่อ่าน โดยเว้นคำว่า “จ๊ะเอ๋” ที่ท้ายประโยค ให้เด็ก ๆ เป็นคนพูด ก็คงทำให้การเล่านิทานสนุกขึ้น ลองอ่านกันดูนะครับ

นิทานเรื่อง แก๊งจ๊ะเอ๋

ฉันเป็นพี่            นี่คือน้อง

เราทั้งสอง          ชอบเล่นจ๊ะเอ๋

ในวันว่าง           เราชอบไป

หลังพุ่มไม้          เพื่อซุ่มจ๊ะเอ๋

หมาเดินมา        ต้องสะดุ้ง

เมื่อเราพุ่ง          ออกไปจ๊ะเอ๋

แมวเดินผ่าน      ตอนเผลอ ๆ

เป็นต้องเจอ       พวกเราจ๊ะเอ๋

ไก่กุ๊ก ๆ             ไข่แทบไหล

เพราะตกใจ       เจอเราจ๊ะเอ๋

เด็ก, ผู้ใหญ่        แก่หรือท้อง

ทุกคนร้อง          เมื่อโดนจ๊ะเอ๋

หลายคนเตือน    หลายคนว่า

เรายังซ่า            ที่ได้จ๊ะเอ๋

พ่อกับแม่           สอนจนเบื่อ

เราไม่เชื่อ           ยังคงจ๊ะเอ๋

เย็นวันหนึ่ง         เรากลับบ้าน

แสนสำราญ       หลังเล่นจ๊ะเอ๋

ตอนเดินผ่าน      แนวพุ่มไม้

ไม่รู้ใคร              โผล่มาจ๊ะเอ๋

เราตกใจ            จนฉี่ราด

ใจแทบขาด        เมื่อโดนจ๊ะเอ๋

พอได้เจอ           กับตัวเอง

จึงกลัวเกรง        การเล่นจ๊ะเอ๋

หากพลาดพลั้ง   อันตราย

หัวใจวาย           เพราะโดนจ๊ะเอ๋

พ่อกับแม่           อยากสั่งสอน

ให้สังวรณ์          ยามเล่นจ้ะเอ๋

นับแต่นี้             ฉันกับน้อง

จะตรึกตรอง       ก่อนเล่นจ๊ะเอ๋

ไม่แกล้งใคร       อีกแล้วจ้า

ขอสัญญา          จ๊ะเอ๋ จ๊ะเอ๋

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, สาระน่ารู้

นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา

โครงการหนังสืออีบุ๊กเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” เป็นโครงการทำหนังสืออีบุ๊ก (ebook) ที่ผมไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะได้ทำ!

เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้ผมลงมือเขียนหนังสือเล่มนี้ ผมได้เขียนชี้แจงเอาไว้ในคำนำของหนังสือแล้ว (ซึ่งพี่ ๆ น้อง ๆ เตือนว่า มันดูแรงเกินไปหรือเปล่า แต่ผมยืนยันว่า ผมอยากจะคงมันไว้ เพราะมันเป็นความรู้สึกที่แท้จริงของผม)

ส่วนเหตุผลอีกข้อ เป็นเพราะในช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก บ้านของผมอยู่ในเขตพื้นที่สีแดง ซึ่งหมายความว่าผมควรเก็บตัวอยู่ในบ้านให้ได้มากที่สุด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผมจะปลอดภัยจากเชื้อโรค ผมคิดว่า ในเวลาที่ตัวเองยังมีชีวิต และยังไปไหนไม่ได้ ผมควรนั่งลง แล้วถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญมากที่สุดออกมาเป็นอีบุ๊ก ซึ่งหากเกิดอะไรขึ้นกับผม อย่างน้อยผมก็ยังได้ถ่ายทอดสิ่งที่ผมรู้จริง ๆ เอาไว้ให้โลก (ดีกว่าจากไปอย่างไร้ค่า)

เมื่อคิดเช่นนี้ ผมจึงตั้งใจเขียนหนังสือบอกเล่าประสบการณ์ในฐานะนักแต่งนิทานอาชีพ โดยเริ่มจากการวางโครงเรื่องของหนังสือ แล้วตะลุยเขียนเนื้อหาไปทีละบท แบบสุดพลังและทำงานแข่งกับเวลา (เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะติดโควิดและหมดเวลาเขียนในวันไหน)

ความกดดันที่ผมสร้างให้ตัวเอง ทำให้ผมตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้อย่างเต็มที่ (พยายามขุดทุกอย่างในความทรงจำออกมาเล่า) ทำเหมือนเป็นงานชิ้นสำคัญที่อยากฝากเอาไว้เป็นผลงานชีวิต (ซึ่งปกติ ผมจะมีผลงานเฉพาะหนังสือนิทาน หนังสือภาพสำหรับเด็ก หนังสือกิจกรรมสำหรับเด็ก แต่ยังไม่เคยเขียนหนังสือแนวให้ความรู้เลย)

ผมลุยเขียนหนังสือเล่มนี้ตามแผนที่วางไว้ แต่ระหว่างเขียน ก็มีการต่อเติมเพิ่มบทและเพิ่มเนื้อหาเพื่อให้ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการแต่งนิทานในแบบของผมได้ประโยชน์จากการอ่านอย่างเต็มที่ (จาก 5 บท กลายเป็น 8 บท)

ในขณะเดียวกัน ผมได้คัดนิทานที่ตัวเองแต่งและชอบมากเป็นพิเศษมาแทรกไว้เป็นตัวอย่างตลอดทั้งเล่ม เพื่อให้หนังสือไม่เคร่งเครียดจนเกินไป และเพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการนำเสนอมากขึ้น ซึ่งจากการทดลองให้พี่น้องของผมอ่าน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “บทแรก ๆ ของหนังสือมีเนื้อหาเชิงวิชาการมากไปหน่อย แต่อ่านแล้วได้ประโยชน์ดี ส่วนบทต่อ ๆ มาที่มีการนำนิทานมาแทรกเป็นตัวอย่าง ทำให้การอ่านสนุกมากขึ้น ลื่นไหลมากขึ้น แถมนิทานบางเรื่องยังซาบซึ้งมาก ทำให้การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่น่าเบื่อเลย”

ในส่วนของนิทานที่ผมนำมาเป็นตัวอย่างในหนังสือ ผมต้องแจ้งให้ผู้ที่สนใจทราบก่อนว่า นิทานเกือบทั้งหมดเป็นนิทานที่ผมได้นำมาลงให้อ่านแล้วในเว็บไซต์นิทานนำบุญ แต่ในหนังสืออีบุ้กเล่มนี้ ผมได้เล่าถึงที่มาของนิทานแต่ละเรื่อง รวมถึงวิธีที่ผมใช้ในการแต่งนิทานเรื่องนั้น ๆ ซึ่งคนที่ได้อ่านหนังสือไปแล้วบอกว่า “สนุกและมีประโยชน์ดี”

อนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ผมขอเรียนให้ผู้อ่านทราบว่า หนังสืออีบุ๊กเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือรวมนิทานที่ใช้อ่านเพื่อความบันเทิง (แต่เป็นหนังสือเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการแต่งนิทานที่อ่านได้เพลิน ๆ) และเป็นหนังสือที่ผู้อ่านควรโตกว่าชั้นประถม (ยกเว้นผู้อ่านเป็นเด็กที่สนใจในการแต่งนิทานเป็นพิเศษ) ในการสั่งซื้อหนังสืออีบุ๊กเล่มนี้ ผมจึงอยากให้พิจารณาดูตามความเหมาะสม ไม่อยากให้เสียเงินซื้อด้วยความเข้าใจผิดครับ

นอกจากนี้ ในการสั่งซื้อหนังสืออีบุ๊กเรื่อง “นักเขียนนิทานและวิธีแต่งนิทานของเขา” ผมได้ขอให้น้องชาย (คุณชัยวิทย์ ชัยสิงหาญ) ช่วยเข้ามาเป็นแอดมินผู้ดูแลโครงการ โดยให้ผู้ที่สนใจติดต่อคุณชัยวิทย์ผ่านทางไลน์ เพื่อสอบถามหรือขอหมายเลขบัญชีในการโอนเงิน เมื่อโอนแล้ว ต้องส่งหลักฐานการโอนเงิน พร้อมอีเมลของตัวเอง เพื่อให้แอดมินส่งอีบุ๊ก ในรูปแบบของไฟล์ pdf ไปให้ทางอีเมล

ท้ายสุด หากการจัดทำอีบุ๊กเล่มแรกนี้มีสิ่งใดที่ไม่สมบูรณ์ ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ขอน้อมรับคำแนะนำต่าง ๆ จากผู้อ่านด้วยความขอบคุณ เพราะปกติแล้ว ผมไม่เคยอ่านอีบุ๊กเลย การทำอีบุ๊กครั้งนี้ จึงเป็นการศึกษาวิธีการจัดรูปเล่มจากยูทูบและทดลองทำด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ผมหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะทำให้ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการแต่งนิทาน รวมถึงผู้ที่อยากรู้เรื่องราวการแต่งนิทานของนักเขียนนิทานคนหนึ่งที่ชื่อว่า “นำบุญ” ได้รับประโยชน์และความเพลิดเพลินจากการอ่านตามสมควร ขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนผลงานของผมมา ณ ที่นี้ ขอบคุณมาก ๆ ครับ

หมายเหตุ : อีบุ๊กฉบับนี้จะขายถึงวันที่ 31 มกราคม 2565 เท่านั้นครับ

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย

นิทานก่อนนอนเรื่อง “ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย” เป็นนิทานที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งในช่วงที่กำลังจะต้องทำรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก ชื่อ “กล่องนักคิด” ทางช่องไทยพีบีเอส

ในตอนนั้น ผมทำหน้าที่เป็นครีเอทีฟ (ผู้คิดรายการ) คนเขียนบท และพิธีกรของรายการ ช่วงที่คิดรูปแบบรายการ ผมนำหุ่นไม้ที่เคยทำไว้สมัยไปเรียนที่ประเทศสวีเดน มานำเสนอให้รุ่นพี่เจ้าของรายการพิจารณาว่า หุ่นรูปร่างคล้ายตัวต่อแปลนทอยหรือเลโก้แบบนี้ เหมาะที่จะนำมาทำเป็นหุ่นแมสคอต ( mascot) ประจำรายการหรือไม่ เมื่อรุ่นพี่เจ้าของรายการตกลง ผมจึงส่งรูปหุ่นที่เคยทำไว้ให้ทีมงานนำไปออกแบบเป็นหุ่นแมสคอต ส่วนตัวผมก็นำหุ่นไม้ที่ตัวเองทำไว้มาแต่งเป็นนิทานและลงรูปหุ่นไม้ไว้ในนิตยสารขวัญเรือน เพื่อยืนยันว่าผมเป็นคนออกแบบหุ่นรูปร่างแปลก ๆ ตัวนี้ด้วยตนเอง

แม้นิทานเรื่อง ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย จะมีที่มาแปลก ๆ อยู่สักหน่อย แต่ผมเชื่อว่า เรื่องราวของนิทานเรื่องนี้น่าจะถูกใจผู้อ่านบางคนแน่ ๆ โดยเฉพาะคนที่รักหุ่นเหมือนกับผม ขอให้มีความสุขในการอ่านนิทานนะครับ

นิทานเรื่อง ชายหนุ่มกับเจ้าหุ่นตัวน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว   มีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นคนที่รักเด็กมาก  ความฝันสูงสุดในชีวิตของเขาคือการได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ   ด้วยเหตุนี้  เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางไปรอบโลก เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับของเล่น, ขนม, เกมและสิ่งต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ ชอบ โดยหวังจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เด็ก ๆ ในประเทศของเขามีความสุข

ชายหนุ่มรอนแรมไปยังทุกถิ่นที่ ทั้งในเขตเมือง, ป่าเขา, ทะเลทราย รวมทั้งดินแดนที่ยากแก่การเข้าถึง  ซึ่งตลอดการเดินทาง เขาได้จดเรื่องราวที่ผู้คนบอกเล่าให้ฟังเอาไว้มากมาย  หนำซ้ำ เขายังถ่ายรูปขนมต่าง ๆ ,การละเล่น และซื้อหาของเล่น เก็บใส่ถุงแล้วแบกเดินทางไปด้วย จนถุงใส่ของเล่นของเขาค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นและหนักขึ้นถึงขนาดที่ทำให้เขาก้าวเท้าเดินทางต่อไปแทบไม่ไหว 

วันหนึ่ง ในขณะที่ชายหนุ่มเดินแบกถุงใส่ของเล่นและข้าวของต่าง ๆ ผ่านกระโจมที่พักของชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือของโลกอันหนาวเหน็บ   ชายหนุ่มได้พบเด็กน้อยสามพี่น้องนั่งผิงไฟรอพ่อแม่กลับจากหาอาหารอยู่ที่หน้ากระโจมที่พัก  เด็กทั้งสามท้องร้องจ๊อก ๆ ด้วยความหิว  ชายหนุ่มสงสารเด็ก ๆ มาก เขาจึงมอบขนมปังทั้งหมดที่เตรียมไว้เป็นเสบียงให้แก่เด็ก ๆ แล้วรีบเดินฝ่าหิมะมุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่พักก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดินและก่อนที่เขาจะหิวจนไม่มีแรงเดินต่อ

ในขณะที่ชายหนุ่มเดินทางมาได้สักพัก  เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนวิ่งตามมา  เมื่อชายหนุ่มหันกลับไปดู  เขาก็พบว่าเด็กน้อยสามพี่น้องพากันวิ่งตรงมาหาเขา  เมื่อเด็ก ๆ วิ่งมาถึงที่ ๆ เขายืนอยู่  เด็ก ๆ ก็นำหุ่นตัวเล็ก ๆ ที่พวกเขาทำขึ้นมามอบให้แก่ชายหนุ่มแทนคำขอบคุณ หุ่นตัวน้อยของเด็ก ๆ มีหัว, ตัวและมือเป็นรูปสี่เหลี่ยมเหมือนลูกเต๋า มีจมูกยาวทรงกระบอก, มีตากลม ๆ อยู่ข้างจมูกดูบ้องแบ๊ว  แม้หุ่นตัวน้อยจะไม่มีปาก  แต่มันก็ดูน่ารักมากและทำให้ชายหนุ่มชื่นใจที่ได้เห็น

เมื่อชายหนุ่มอำลาจากเด็ก ๆ  แล้วเข้าพักในโรงแรม  ชายหนุ่มพบว่า ตอนนี้เขาเหลือเงินในการเดินทางเพียงแค่น้อยนิด  ที่สำคัญคือ เขามีเงินไม่พอที่จะเดินทางกลับไปยังประเทศของเขา

คืนวันนั้น  ชายหนุ่มเครียดมาก เขาไม่รู้ว่าจะหาเงินเป็นค่าเดินทางกลับบ้านได้อย่างไร ชายหนุ่มกังวลจนนอนหลับฝันร้าย  แต่ในขณะที่ชายหนุ่มนอนหลับอยู่นั้น  เจ้าหุ่นตัวน้อยที่เด็ก ๆ มอบให้เป็นของขวัญก็ค่อย ๆ กระดุกกระดิกตัว  แล้วกระโดดออกมาจากถุงใส่ของเล่นเพื่อทำสิ่งที่ชายหนุ่มผู้มีจิตใจดีงามคาดไม่ถึง

สิ่งที่เจ้าหุ่นตัวน้อยทำก็คือการดัดแปลงกระเป๋าเดินทางของชายหนุ่มให้กลายเป็นโรงละครหุ่นขนาดเล็ก แล้วนำถุงเท้ากับผ้าพันคอของชายหนุ่มมาทำเป็นหุ่นในรูปแบบต่าง ๆ  เพื่อให้ชายหนุ่มใช้เร่แสดงหารายได้เป็นทุนเดินทางกลับไปยังประเทศของเขา

เมื่อชายหนุ่มตื่นขึ้นมาในตอนเช้า  เขาแปลกใจมากที่เห็นโรงละครหุ่นกับตัวหุ่นมากมายตั้งอยู่บนพื้นห้อง  แต่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มแปลกใจมากกว่านั้นก็คือ การที่เขาได้เห็นเจ้าหุ่นตัวน้อยกล่าวทักทายเขา พร้อมกับแนะนำตัวว่ามันชื่อ “บ๊อกซ์บ๊อกซ์” เป็นหุ่นที่ชาวเผ่าเร่ร่อนเนรมิตขึ้นเพื่อให้มาเป็นผู้ช่วยของคนที่มีจิตใจดีงาม 

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ชายหนุ่มหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง  เมื่อเจ้าหุ่นชวนเขาไปแสดงละครหุ่นเพื่อหาเงินกลับบ้าน  ชายหนุ่มก็ทำตามอย่างงง ๆ  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นดูเหลือเชื่อเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดได้เฉพาะในความฝัน

เมื่อชายหนุ่มเปิดการแสดงละครหุ่นที่ริมถนน  แม้ชายหนุ่มจะเชิดหุ่นที่ทำจากถุงเท้าและผ้าพันคอได้ไม่เก่งนัก  แต่เจ้าบ๊อกซ์บ๊อกซ์ก็ช่วยเข้าไปร่วมแสดงด้วย (โดยไม่มีคนเชิด) ซึ่งทำให้คนดูเพลิดเพลินและรู้สึกว่าการแสดงมีชีวิตชีวายิ่งกว่าการแสดงของมืออาชีพ  เย็นวันนั้น ชายหนุ่มจึงได้เงินจากการแสดงมากมายอย่างที่เขาคาดไม่ถึง   นอกจากนี้ ชายหนุ่มยังได้รับการติดต่อจากนักธุรกิจให้ร่วมทุนจัดการแสดงเก็บเงินไปทั่วประเทศ

ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนชายหนุ่มแทบจะตั้งตัวไม่ทัน  แต่เมื่อเขาตั้งสติได้ เขาก็ตัดสินใจปฏิเสธคำเชิญของนักธุรกิจคนนั้น  โดยเลือกที่จะเก็บข้าวของ รวมทั้งหุ่นน้อยบ๊อกซ์บ๊อกซ์  แล้วออกเดินทางกลับมายังประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขาทันที

เมื่อเดินทางมาถึงประเทศของเขา  ชายหนุ่มก็ปรึกษากับบ๊อกซ์บ๊อกซ์ว่าเขาอยากทำรายการโทรทัศน์สนุก ๆ ให้เด็ก ๆ ในประเทศของเขาได้ดูอย่างมีความสุข  บ๊อกซ์บ๊อกซ์เห็นด้วย  ทั้งคู่จึงหารือกันแล้วลงมือทำรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กไปเสนอให้สถานีโทรทัศน์พิจารณา

ไม่นานนัก  ชายหนุ่มก็ได้ทำรายการโทรทัศน์สร้างความสุขให้เด็ก ๆ สมดังที่เขาปรารถนา โดยมีเจ้าหุ่นน้อยบ๊อกซ์บ๊อกซ์คอยช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่  

ในที่สุด ความฝันของชายหนุ่มผู้รักเด็กก็เป็นจริง  เขาได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ มากมาย และได้รับจดหมายจากเด็ก ๆ ที่เฝ้าดูรายการของเขาอย่างมีความสุข….จากทั่วทุกสารทิศ 

#นิทานนำบุญ

……………………