Posted in นิทานครอบครัว, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

คุณพ่อคณิตศาสตร์และการบวกเลขที่ชาญฉลาดของคุณแม่ : นิทานสนุกก่อนนอน

นิทานเรื่อง คุณพ่อคณิตศาสตร์และการบวกเลขที่ชาญฉลาดของคุณแม่ เป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมถึงมีชื่อยาวจัง ชื่อที่ฟังดูจริงจังปนขำนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ความลับที่ทำให้นิทานเรื่องนี้น่าสนใจมาก ๆ ก็คือ รายละเอียดทุกอย่างในเรื่อง (รวมทั้งชื่อเรื่อง) ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้แต่งตั้งใจวางไว้เช่นนั้น เพื่อชวนให้ผู้อ่านตั้งคำถามตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดหน้าแรก

เมื่อเริ่มอ่าน ผู้อ่านจะพบว่าความตั้งใจนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ชื่อ ตัวละครอย่าง “คุณพ่อคณิตศาสตร์” และโจทย์ง่าย ๆ อย่างการบวกเลข (1+1) ถูกเลือกมาอย่างชาญฉลาด เพราะเป็นสิ่งที่เด็กคุ้นเคยเหมือนเกมทายปัญหา ขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพครอบครัวในยุคที่การเรียนและการแข่งขันกลายเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตประจำวัน นิทานจึงเดินอยู่กึ่งกลางระหว่างความสนุกแบบเด็ก ๆ กับประเด็นที่ผู้ใหญ่เข้าใจได้ลึกกว่า

นี่ไม่ใช่นิทานแนวเจ้าหญิงเจ้าชาย หรือโลกเวทมนตร์แบบใน Harry Potter หากเป็นนิทานร่วมสมัยที่ใช้เรื่องใกล้ตัวเป็นเวทีเล่าเรื่อง ยิ่งอ่าน ยิ่งสังเกต ผู้อ่านจะยิ่งเห็นชั้นเชิงของผู้แต่งที่ซ่อนความคิดไว้ในความเรียบง่าย และทำให้นิทานที่ดูธรรมดา กลับมีเสน่ห์และชวนคิดอย่างน่าประหลาดใจ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคุณพ่อคนหนึ่งชื่อว่า “คณิตศาสตร์” คุณพ่อคณิตศาสตร์ฝันอยากให้ลูกชายเติบโตขึ้นเป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญในการนำความรู้วิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ และวางแผนให้ลูกสาวเติบโตขึ้นเป็นคุณหมอที่ทำคะแนนสอบได้สูงลิ่วเกินกว่าใคร ๆ

คุณพ่อคณิตศาสตร์คำนวณเอาไว้ในใจว่า ถ้าเขายอมเสียเงินลงทุนให้ลูกเรียนพิเศษทุกวันเสาร์อาทิตย์และหลังเลิกเรียนในวันปกติตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อลูก ๆ เรียนจบ…ลูก ๆ ก็จะทำเงินกลับคืนมาอย่างมากมายมหาศาลคุ้มค่ากว่าเงินที่เสียไปหลายร้อยหลายพันเท่านัก เมื่อคิดคำนวณเสร็จ คุณพ่อคณิตศาสตร์ก็หัวเราะออกมาเป็นเสียงเหมือนตัวเลขว่า “ห้า ห้า ห้า ห้า ห้า” แล้วดำเนินการตามแผนที่วางไว้โดยไม่ถามความสมัครใจของลูก ๆ เลย

เมื่อลูก ๆ ของคุณพ่อคณิตศาสตร์ต้องเรียนหนังสือทุกวันตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ เด็กทั้งสองก็ค่อย ๆ มีความรู้เพิ่มขึ้น, ทำโจทย์ได้ไวขึ้น, ทำคะแนนสอบได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เด็กทั้งคู่กลับมีร่างกายที่เหนื่อยล้าจนหมดแรงที่จะยิ้ม และโลกรอบตัวก็ช่างดูหม่นหมองเสียเหลือเกิน

คุณแม่ของเด็ก ๆ ไม่ชอบแผนของคุณพ่อคณิตศาสตร์ที่ทำให้ลูก ๆ ต้องมีชีวิตแบบนี้เลย แม้มันดูเหมือนว่าจะดีต่ออนาคตของลูก ๆ แต่หากปัจจุบันลูก ๆ ไม่มีความสุข อนาคตของลูก ๆ จะดีได้อย่างไร!

คุณแม่จึงขอคุยกับคุณพ่อเพื่อโน้มน้าวให้เปลี่ยนใจ แต่คุณพ่อคณิตศาสตร์เป็นคนดื้อรั้นและยึดหลักเหตุผลในการตัดสินใจเสมอ คุณพ่อคณิตศาสตร์บอกกับคุณแม่ว่า “ถ้าไม่ให้ลูกเรียนหนังสือเยอะ ๆ ลูกของเราจะไปเก่งกว่าเด็กคนอื่นได้ยังไง? ถ้าเก่งสู้คนอื่นไม่ได้ อีกหน่อยก็สอบแข่งกับเค้าไม่ได้ นี่เป็นเรื่องของเหตุและผลนะแม่ เหมือน 1+1 ยังไงก็ต้องได้เท่ากับ 2 แม่อย่าใช้อารมณ์มาทำลายโครงการของพ่อกับอนาคตของลูกเลย”

คำอธิบายของคุณพ่อมีเหตุมีผลจนยากจะโต้แย้ง ถ้าเรียนไม่เก่ง, มีสติปัญญาไม่ดี ก็สอบแข่งขันกับคนอื่นไม่ได้แน่ แต่สิ่งที่คุณพ่อคณิตศาสตร์ลืมคิดไปก็คือ นอกจากการส่งเสริมให้ลูกเรียนเก่งแล้ว พ่อกับแม่ยังควรส่งเสริมเรื่องสุขภาพร่างกาย, อารมณ์และจิตใจ รวมทั้งทักษะการเข้าสังคมให้ลูกด้วย คุณแม่ของเด็ก ๆ คิดว่าการจะทำให้คุณพ่อคณิตศาสตร์เปลี่ยนใจได้นั้นมีเพียงวิธีเดียว คือต้องทำให้คุณพ่อยอมจำนนในเหตุผลว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป คุณแม่จึงบอกคุณพ่อว่า “ที่พ่อพูดมาก็ไม่ผิดหรอก แต่พ่อรู้ไหมว่า บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้องแน่นอน มันอาจไม่ถูกแบบนั้นเสมอไปในทุกกรณีก็ได้ อย่าง 1+1 มันก็ไม่จำเป็นต้องได้คำตอบเท่ากับ 2 เสมอไปหรอกนะจ๊ะ”

คุณพ่อทำหน้างุนงงเมื่อได้ฟังคำของคุณแม่ แต่คุณพ่อคณิตศาสตร์เป็นคนที่มีความมั่นใจในความคิดของตัวเองมาก คุณพ่อคณิตศาสตร์จึงพูดว่า “ถ้าแม่พิสูจน์ว่า 1+1 ไม่เท่ากับ 2 ได้จริง ๆ พ่อจะยอมเปลี่ยนใจและให้แม่เป็นคนจัดการเรื่องเรียนของลูกโดยที่พ่อจะไม่ไปบังคับลูกอีกดีไหม”

ทันทีที่คุณแม่ได้ฟัง คุณแม่ก็ยิ้มแล้วรีบตอบว่า “พ่อให้สัญญาแล้วนะจ๊ะ คำไหนคำนั้นนะ” เมื่อพูดจบ คุณแม่ก็ไปหยิบแก้วใส่น้ำมา 2 ใบกับอ่างน้ำเปล่า ๆ มาอีก 1 ใบ จากนั้น คุณแม่ก็ยกแก้วน้ำให้คุณพ่อดูพร้อมกับพูดว่า “นี่คือน้ำหนึ่งแก้วและนี่ก็คือน้ำอีก 1 แก้ว มาดู 1+1 กันนะจ๊ะ” เมื่อพูดจบ คุณแม่ก็เทน้ำทั้งสองแก้วลงในอ่างน้ำแล้วบอกคุณพ่อที่มองดูอยู่แบบตั้งตัวไม่ติดว่า “1+1 บางครั้งก็เท่ากับ 1 นะจ๊ะ”

คุณแม่หัวเราะเป็นเสียงเหมือนตัวเลขว่า “ห้า ห้า ห้า ห้า ห้า” ส่วนคุณพ่อคณิตศาสตร์ได้แต่มองน้ำในอ่างตาปริบ ๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่คุณพ่อได้เรียนรู้ว่าในบางกรณี 1+1 อาจไม่ได้คำตอบเท่ากับ 2 และสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าถูก หากมองในแง่มุมอื่นหรือมองหลาย ๆ ด้าน มันก็อาจไม่ได้ถูกเสมอไปก็ได้ ด้วยเหตุนี้ คุณพ่อคณิตศาสตร์จึงยอมรับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ (แต่ในใจลึก ๆ ก็อดนึกดีใจไม่ได้ว่าตนเองได้แต่งงานกับสุภาพสตรีที่ชาญฉลาดและน่ารักเหลือเกิน)

นับจากวันนั้น คุณแม่ก็จัดการให้ลูก ๆ เรียนหนังสือเท่าที่จำเป็น แต่ส่งเสริมให้ลูกเล่นของเล่นและเล่นท่ามกลางธรรมชาติกับเด็กคนอื่น ๆ เพราะคุณแม่เชื่อว่าการเล่นเป็นวิธีการอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้และเติบโตโดยมีร่างกายที่แข็งแรง, มีจิตใจและอารมณ์ที่ดีงาม และสามารถเข้าสังคมได้อย่างไม่มีปัญหา เด็กน้อยทั้งสองคนชอบวิธีที่คุณแม่จัดการเวลาให้พวกเขามาก ในที่สุด รอยยิ้มก็กลับคืนมาสู่ใบหน้าของสองพี่น้องอีกครั้ง

ครอบครัวกำลังคุยกันเรื่องการบวกเลข 1+1 คุณพ่อชูสองนิ้วถือแก้วน้ำสองใบ เด็กสองคนทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะ

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

เจ้าหญิงกับกองทัพกระจิ๋วหลิว : นิทานเจ้าหญิงผู้ใจดี กับพลังความร่วมมือของเหล่าแมลง

นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงกับกองทัพกระจิ๋วหลิว” เป็นนิทานแฟนตาซีสำหรับเด็กที่เล่าเรื่องของเจ้าหญิงผู้มีจิตใจอ่อนโยน ท่ามกลางบ้านเมืองที่กำลังเผชิญความยากลำบาก นิทานเรื่องนี้นำพาผู้อ่านเข้าไปสัมผัสโลกของธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม

นิทานเรื่องนี้สื่อถึงคุณค่าของความเมตตา การไม่ทำร้ายผู้อื่น และการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล ผ่านบรรยากาศของสวนดอกไม้และชีวิตของเหล่าแมลงที่เต็มไปด้วยสีสัน ซึ่งจะทำให้อ่านได้อย่างเพลิดเพลิน และเหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ปกครอง

ากคุณกำลังมองหานิทานที่อ่านสนุก ให้ข้อคิดดี ๆ และช่วยปลูกฝังความใจดีให้เด็ก ๆ เรื่องนี้จะทำให้ผู้อ่านได้เห็นว่า แม้สิ่งเล็กน้อยก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งทรงเกิดมาในประเทศที่แสนยากจน

พระบิดาและพระมารดาของเจ้าหญิงจึงต้องทำงานหนักเกือบตลอดทั้งปี เพื่อหาทางพัฒนาบ้านเมืองให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เจ้าหญิงตั้งใจจะไม่รบกวนการทำงานของเสด็จพ่อเสด็จแม่ พระองค์จึงมักใช้เวลาว่างอยู่ในสวนเพื่อปลูกต้นไม้และดอกไม้ต่าง ๆ ตามที่พระองค์ชอบ

เมื่อเวลาผ่านไป เจ้าหญิงองค์น้อยทรงมีต้นไม้ดอกไม้ที่ปลูกขึ้นเองเต็มสวนไปหมด เมื่อพวกแมลงทราบข่าว เหล่าแมลงจากทุกสารทิศจึงมาขออาศัยในสวนของเจ้าหญิงกันอย่างเนืองแน่น เจ้าหญิงผู้ใจดีปล่อยให้แมลงทั้งหลายอยู่ในสวนโดยไม่คิดทำร้าย มิหนำซ้ำ พระองค์ยังทรงปลูกต้นไม้เพิ่มเติมขึ้นอีก เพื่อให้เหล่าแมลงมีที่พำนักพักอาศัยอย่างพอเพียง

อยู่มาวันหนึ่ง เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของเจ้าหญิงทรงทำงานหนักจนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ เมื่อเสนาบดีรู้ข่าว เหล่าเสนาบดีที่คิดชิงอำนาจจากพระราชาจึงวางแผนขับไล่พระองค์ออกจากบัลลังก์ โดยพวกเขารวมหัวกันกำหนดให้พระราชาพัฒนาบ้านเมืองให้สำเร็จภายในเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งหากพระองค์ทำไม่ได้ พวกเขาก็จะแต่งตั้งพระราชาองค์ใหม่แทนพระราชาองค์เก่าผู้ไร้ความสามารถ

พระราชาและพระราชินีที่ป่วยหนักไม่อาจลุกขึ้นมาทำงานต่อได้ เจ้าหญิงองค์น้อยซึ่งรู้เท่าทันแผนการร้ายของเหล่าเสนาบดีจึงอาสาพัฒนาบ้านเมืองด้วยตัวของพระองค์เอง

ค่ำคืนนั้น เจ้าหญิงทรงนั่งคิดหาวิธีพัฒนาบ้านเมืองอยู่ในสวนของพระองค์อย่างเคร่งเครียด เวลาเพียงเดือนเดียวดูเหมือนจะน้อยเกินไปในการเปลี่ยนประเทศที่ยากจนให้กลายเป็นอาณาจักรที่มั่งคั่ง เจ้าหญิงทรงไตร่ตรองอย่างสุดความสามารถ แต่จนแล้วจนรอด พระองค์ก็ยังคิดหาวิธีดี ๆ ไม่ได้

ในขณะที่เจ้าหญิงกำลังจะหมดหวัง เด็กชายคนหนึ่งซึ่งมีผมสีเขียวและมีแขนเหมือนตั๊กแตนก็เดินออกมาจากมุมมืดในสวน เด็กหนุ่มคำนับเจ้าหญิงด้วยความนอบน้อม เขาแนะนำตัวว่าเขาคือร่างแปลงของตั๊กแตนที่อาศัยอยู่ในสวนของเจ้าหญิง เขาซาบซึ้งในบุญคุณของพระองค์มาก ดังนั้น เขากับเพื่อนแมลงจึงอยากช่วยแก้ปัญหาให้แก่เจ้าหญิง

แม้เจ้าหญิงจะรู้สึกแปลกใจต่อสิ่งที่ได้พบ แต่เมื่อพระองค์มองแววตาที่มุ่งมั่นของเด็กหนุ่มผมเขียว เจ้าหญิงจึงตกลงให้เด็กหนุ่มยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

ทันทีที่เจ้าหญิงทรงอนุญาต เด็กหนุ่มผมเขียวก็ผิวปากเรียกให้แมลงทุกตัวมาชุมนุมกัน

เด็กหนุ่มเล่าแผนการคร่าว ๆ ให้เพื่อนแมลงทุกตัวฟัง หลังจากนั้น เหล่าแมลงก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจตามแผนการที่วางเอาไว้

ฝูงผึ้งเริ่มงานด้วยการไปดูดน้ำหวานจากดอกไม้เพื่อสร้างสวนน้ำผึ้งทางทิศเหนือของเมือง ส่วนผีเสื้อก็ไปรวมตัวกันทางทิศใต้เพื่อทำสวนผีเสื้อแสนสวย ฝ่ายตั๊กแตนและแมลงที่พรางตัวเก่งก็เคลื่อนขบวนไปอยู่ที่ฝั่งตะวันออกของเมืองจนเกิดเป็นสวนปริศนาท้าทายสายตาของผู้คนทั้งหลาย ส่วนทิศตะวันตกที่ติดกับแม่น้ำ…ฝูงหิ่งห้อยกับเหล่าจิ้งหรีดก็พากันไปสร้างแสงไฟวิบวับและเสียงเพลงไพเราะจนเกิดเป็นสวนแห่งความรักขึ้นที่นั่น

นอกจากนี้ แมลงชนิดอื่น ๆ ก็กระจายกำลังไปยังทุกมุมเมือง แล้วช่วยกันผสมเกสรไม้ดอกไม้ผลต่าง ๆ จนเกิดดอกไม้ที่สวยสมบูรณ์แบบและผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยล้ำกว่าผลไม้จากที่แห่งใดในโลก

หลังจากเหล่าแมลงร่วมมือร่วมใจกันทำงานได้เพียงไม่กี่วัน ข่าวคราวของเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ซึ่งเกิดจากแมลงสารพัดชนิดก็กลายเป็นที่โจษขานกันไปทั่ว

เพียงเดือนเดียว ผู้คนจากทุกหนทุกแห่งก็หลั่งไหลมาชมสิ่งต่าง ๆ ในเมืองจนประเทศที่แสนยากจนกลายเป็นอาณาจักรที่ใคร ๆ ก็ปรารถนาจะมีวาสนามาเยือนสักครั้งในชีวิต

พระราชากับพระราชินีทรงดีใจมากที่ชาวเมืองมีความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ทั้งสองพระองค์ทรงลงโทษเหล่าเสนาบดีที่คิดร้าย จากนั้น ทั้งสองก็ทรงขอบใจเจ้าหญิงที่ช่วยสร้างปาฏิหาริย์ในครั้งนี้

เจ้าหญิงทรงยกความดีความชอบต่าง ๆ ให้เด็กหนุ่มผมเขียวและเหล่าแมลงผู้จงรักภักดี ซึ่งเมื่อพระราชากับพระราชินีทราบเรื่องราวทั้งหมด พระราชาจึงแต่งตั้งให้เด็กหนุ่มผมเขียวเป็นอัศวินประจำตัวของเจ้าหญิงและมอบยศให้เหล่าแมลงมีฐานะเป็นทหารจิ๋วประจำราชสำนัก

เหล่าแมลงต่างภูมิใจที่ได้รับเกียรติขั้นสูงจากพระราชาและพระราชินี แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใด พวกมันดีใจมากที่เห็นเจ้าหญิงกลับมามีรอยยิ้มสดใสอีกครั้ง

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสร้างแรงบันดาลใจ, นิทานสอนใจ

นักพับระดับโลก : นิทานเด็กสอนเรื่องจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

นิทานเรื่อง นักพับระดับโลก เป็นนิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องที่ 2 ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นผู้แต่ง โดยก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนนิทานเรื่อง อัศวินกระดาษวิเศษ ซึ่งเป็นนิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องแรกของผม ที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านว่าเป็นเรื่องที่สนุก แปลกใหม่ และมีเอกลักษณ์ในยุคที่ผมแต่งขึ้นมา ดังนั้น การจะสร้างสรรค์นิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องที่ 2 ให้มีความน่าสนใจและสนุกไม่แพ้เรื่องแรก จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายผมมาก ๆ

นิทานเรื่อง นักพับระดับโลก เป็นนิทานที่พูดถึงพลังของจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และคุณค่าของพรสวรรค์เล็ก ๆ ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ได้ ผมตั้งใจเขียนเรื่องนี้ให้เป็นนิทานที่อบอุ่น อ่านง่าย และช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อ่าน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ซึ่งผมจะไม่เล่ารายละเอียดของเนื้อเรื่องในที่นี้ เพราะอยากให้ทุกท่านได้สัมผัสความสนุกและความมหัศจรรย์ด้วยตนเองจากการอ่านนิทานจริง ๆ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านจะชื่นชอบนิทานเรื่องนี้

ก่อนเริ่มอ่านนิทาน ผมอยากแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า นิทานเรื่องนี้เคยถูกละเมิดลิขสิทธิ์บ่อยครั้ง โดยมีการเปลี่ยนชื่อเป็น “เจ้าชายนักพับกระดาษ” และบางแห่งได้นำไปเผยแพร่ในลักษณะคล้ายเป็นนิทานพื้นบ้าน ทั้งที่ในความเป็นจริง นิทานเรื่องนี้เป็นผลงานที่ผมแต่งและตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารขวัญเรือน หลังจากเผยแพร่ได้ไม่นาน ก็มีเว็บไซต์หนึ่งนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต และเกิดการคัดลอกต่อ ๆ กันจนแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันผมได้มอบหมายให้ทนายดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม การอ่านเพื่อความเพลิดเพลินผ่านเว็บไซต์นิทานนำบุญนั้นไม่มีปัญหาใด ๆ สามารถอ่านได้อย่างสบายใจครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคนหนึ่ง เป็นคนที่มีความสามารถในการพับอย่างน่าอัศจรรย์   แม้ครอบครัวของเด็กน้อยคนนี้จะเป็นครอบครัวที่มีฐานะยากจน  แต่ตัวเขาก็หวังว่าสักวันหนึ่ง   พรสวรรค์น้อย ๆ ของเขาจะช่วยให้พ่อกับแม่มีชีวิตที่สุขสบายขึ้นได้บ้าง

อยู่มาวันหนึ่ง  เจ้าชายองค์น้อยซึ่งเป็นโอรสของพระราชา ทรงนึกอยากได้ของเล่นแปลก ๆ ใหม่ ๆ เป็นของขวัญวันเกิด  พระราชาผู้เป็นพ่อจึงป่าวประกาศให้ประชาชนนำของเล่นสุดวิเศษมาประกวดประขันกัน ซึ่งหากของเล่นของใครเป็นที่ถูกใจเจ้าชายมากที่สุด  พระราชาก็จะปูนบำเหน็จให้แก่คน ๆ นั้นเป็นรางวัลอย่างงาม 

เมื่อวันประกวดของเล่นมาถึง  ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างก็นำของเล่นที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจมาให้เจ้าชายทรงตัดสิน   แต่หลังจากที่เจ้าชายทรงทดลองเล่นของเล่นจนเกือบครบทุกชิ้นแล้ว   สายตาของทุก ๆ คนในงานต่างก็จับจ้องไปที่เจ้าของของเล่นชิ้นสุดท้าย ซึ่งก็คือเด็กน้อยที่ยืนกอดกระดาษแผ่นใหญ่เอาไว้แนบอก

ผู้เข้าร่วมงานเกือบทุกคนพากันหัวเราะเยาะเมื่อทราบว่า กระดาษที่เด็กน้อยกอดอยู่นั้น ก็คือของเล่นที่เด็กน้อยตั้งใจจะส่งเข้าประกวด  แต่ทันทีที่เด็กน้อยลงมือพับกระดาษของเขา    กระดาษที่แสนธรรมดาก็กลายสภาพเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทุกคนต่างคาดไม่ถึง

เด็กน้อยเริ่มแสดงฝีมือด้วยการพับกระดาษเป็นดอกไม้  จากนั้น เขาก็คลี่กระดาษออกแล้วเปลี่ยนดอกไม้ให้กลายเป็นผีเสื้อ   และเพียงชั่วพริบตาเดียวหลังจากนั้น  เด็กน้อยก็เปลี่ยนผีเสื้อให้กลายเป็นนก  แล้วเขาก็จัดการดัดแปลงนกจนเกิดเป็นไดโนเสาร์มีปีกที่ดูสง่างามได้อย่างน่าพิศวง

เด็กน้อยพับกระดาษอย่างไม่ยอมหยุดพัก  ส่วนผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ต่างก็พากันอ้าปากค้างต่อสิ่งมหัศจรรย์ที่พวกเขาได้เห็นอยู่ตรงหน้า 

และแล้ว…เวลาในการตัดสินก็มาถึง   เจ้าชายทรงถูกใจของเล่นของเด็กน้อยมากที่สุด  พระองค์ทรงชอบที่กระดาษแผ่นเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปตามจินตนาการได้ไม่รู้จบ ในที่สุด  พระราชาก็มอบรางวัลมูลค่ามหาศาลให้แก่เด็กน้อยตามที่พระองค์ได้สัญญาเอาไว้ 

เด็กน้อยนำรางวัลทั้งหมดมอบให้พ่อกับแม่ของเขา   แต่โอกาสในการแสดงความสามารถของเด็กน้อยยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้  เพราะเจ้าชายยังคงขอให้เด็กน้อยมาเป็นผู้สอนการพับกระดาษแบบใหม่ ๆ ให้แก่พระองค์อยู่เสมอ 

และเมื่อเจ้าชายได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระบิดา  พระองค์ก็ไม่ลืมที่จะแต่งตั้ง ‘เพื่อนนักพับ’ของพระองค์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง‘ของเล่น’  เพื่อให้นักพับระดับโลกผู้นี้ มีโอกาสได้ใช้พรสวรรค์น้อย ๆ ของเขา บันดาลความสุขและสร้างสรรค์จินตนาการให้เกิดขึ้นแก่เด็กทุก ๆ คน…เฉกเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงได้สัมผัสมาด้วยตัวของพระองค์เอง.


เจ้าชายกับเด็กผู้ชายที่เก่งเรื่องการพับกระดาษกำลังพับกระดาษเป็นของเล่นต่าง ๆ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเจ้าหญิงเจ้าชาย

เจ้าชายสองพระองค์ : นิทานก่อนนอนสอนใจเรื่องพลังของสติปัญญา

ในนิทานเจ้าชายเจ้าหญิงหลาย ๆ เรื่อง เรามักเห็นการแข่งขันเลือกคู่ ที่ตัดสินกันด้วยความสามารถที่แตกต่างกันของเจ้าชายในเรื่อง แต่ถ้าเจ้าชายทั้งสองมีความโดดเด่นไม่แพ้กัน แถมมีความรักต่อเจ้าหญิงใกล้เคียงกันอีก การหาวิธีตัดสินที่ยุติธรรมจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุด

สิ่งที่ทำให้นิทานเรื่อง เจ้าชายสองพระองค์ น่าสนใจ คือการเลือกใช้การทดสอบที่เป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง เป็น fair game ที่เปิดโอกาสให้เจ้าชายทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์แพ้ชนะใกล้เคียงกัน แต่ในความยุติธรรมเช่นนี้ สิ่งที่ซ่อนอยู่คือการใช้ความคิด ประเมินสถานการณ์และวางแผนอย่างเหมาะสมจริง ๆ ซึ่งนั่นจะกลายเป็นจุดหักเหสำคัญที่พลิกผลการแข่งขันได้

นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวการเลือกคู่ธรรมดา แต่เป็นนิทานที่สะท้อนให้เห็นว่า “ความ smart” และการใช้สติปัญญาอย่างมีระบบ สามารถสร้างความแตกต่างได้แม้ในเกมที่ดูเหมือนจะยุติธรรมที่สุด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “เจ้าหญิงนานา” เจ้าหญิงนานาทรงมีสิริโฉมงดงามและมีกิริยามารยาทอ่อนหวาน พระราชากับพระราชินีจึงรักเจ้าหญิงผู้เป็นพระธิดาของพระองค์มาก ครั้นเมื่อเจ้าหญิงนานาถึงวัยที่ควรมีคู่ครอง พระราชากับพระราชินีจึงประกาศจัดงานเลือกคู่ให้แก่เจ้าหญิง

ทันทีที่เจ้าชายทั้งหลายได้ทราบข่าว เจ้าชายจากทั่วทุกสารทิศก็รีบเตรียมตัวเพื่อจะมาร่วมในงานเลือกคู่ด้วย แต่เมื่อเจ้าชายทั้งหลายรู้ว่า “เจ้าชายชาตินักรบ” ผู้เก่งกล้าสามารถจะพาทหารยอดฝีมือมาร่วมในงาน เจ้าชายแทบทั้งหมดจึงเปลี่ยนใจ เพราะทุกพระองค์ทรงเชื่อว่าคงไม่มีใครเอาชนะเจ้าชายและกองทหารที่เก่งกาจเช่นนี้ได้ เมื่อถึงวันเลือกคู่จึงมีเพียงเจ้าชายชาตินักรบและเจ้าชายณปราชญ์ (ผู้เป็นเพื่อนที่หลงรักเจ้าหญิงมานาน) ที่นำกองทหารมาร่วมในงาน

เมื่อพระราชาเห็นว่ามีเจ้าชายมาร่วมงานเพียงสองพระองค์ โดยพระองค์หนึ่งเป็นเจ้าชายที่แข็งแรงและมีฝีมือในการต่อสู้ ส่วนอีกพระองค์เป็นเจ้าชายผู้รอบรู้และมีการศึกษาสูง ถ้าจะให้ทั้งสองพระองค์ต่อสู้กันด้วยพละกำลังก็คงรู้ผลตั้งแต่ยังไม่ได้ประชันขันแข่ง พระราชาจึงค่อนข้างกลุ้มพระทัยว่าควรทำอย่างไรดี

ในขณะนั้นเอง เจ้าหญิงนานาทรงเสนอความคิดว่า ในพระราชวังมีสระน้ำว่างเปล่าที่ทั้งใหญ่ทั้งลึกอยู่ที่ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของปราสาท โดยสระน้ำทั้งสองมีขนาดเท่ากันและอยู่ห่างจากลำธารพอ ๆ กัน เจ้าหญิงจึงอยากทดสอบเจ้าชายทั้งสองด้วยการให้ทั้งคู่นำทหารของตนเองไปประจำที่สระน้ำคนละฝั่ง แล้วแข่งกันใช้โถดินเผาตักน้ำจากลำธารมาเติมในสระ ซึ่งหากฝ่ายใดเติมน้ำจนเต็มสระได้ก่อน พระองค์ก็จะยอมแต่งงานด้วย

เมื่อเจ้าชายชาตินักรบได้ฟัง พระองค์ก็ทรงกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะพระองค์กับทหารอีกยี่สิบคนต่างกำยำล่ำสัน การตักน้ำให้เต็มสระจึงเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย

ฝ่ายเจ้าชายณปราชญ์ผู้คงแก่เรียนนั้น แม้ตัวพระองค์กับทหารจะแข็งแรงสู้เจ้าชายชาตินักรบไม่ได้ แต่พระองค์ก็ไม่ยอมถอดใจ ด้วยเหตุนี้ เจ้าชายณปราชญ์จึงตกปากรับคำต่อสู้ด้วย

ครั้นเมื่อพระราชาให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน เจ้าชายชาตินักรบกับเหล่าทหารก็พากันแบกโถดินเผาวิ่งไปตักน้ำที่ลำธารจนฝุ่นตลบอบอวนไปหมด แต่ในขณะเดียวกัน แทนที่ฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์จะรีบวิ่งไปตักน้ำมาเติมในสระ พระองค์กลับเรียกทหารมาหารือและวางแผนการอย่างสุขุมรอบคอบ จนเมื่อทหารทุกคนเข้าใจตรงกันแล้ว เจ้าชายณปราชญ์จึงค่อยเริ่มดำเนินการตามแผนที่วางไว้

วิธีที่เจ้าชายณปราชญ์ทรงเลือกใช้คือการให้ทหารของพระองค์ยืนเรียงกันเป็นแถวเป็นแนวจากสระน้ำไปจนถึงลำธาร เจ้าชายณปราชญ์ทรงทำหน้าที่ตักน้ำจากลำธารแล้วส่งโถใส่น้ำให้นายทหารที่อยู่ถัดไป โดยพระองค์ทรงกำชับให้ทหารส่งโถน้ำต่อกันอย่างระมัดระวังเป็นทอด ๆ เพื่อเติมน้ำลงในสระแต่ละครั้งให้ได้มากที่สุด

แม้ในตอนแรก ฝ่ายของเจ้าชายชาตินักรบจะเติมน้ำลงในสระได้เร็วกว่าฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์หลายเท่าตัว แต่การที่ต่างคนต่างวิ่งไปตักน้ำจากลำธารโดยไม่มีการวางแผน ทำให้ฝุ่น ตลบอบอวนไปทั่วทั้งพื้นที่ และการวิ่งเร็วจนเกินไปก็ทำให้น้ำกระฉอกออกจากโถจนเกือบหมด หนำซ้ำ ทหารบางคนยังวิ่งชนกันจนโถดินเผาแตกทำให้เสียภาชนะตักน้ำไปโดยใช่เหตุ และที่แย่ที่สุดคือ เมื่อทุกคนวิ่งตักน้ำกลับไปกลับมาหลาย ๆ รอบเข้า ท้ายสุด ทุกคนก็เหนื่อยและหมดเรี่ยวแรงจนแทบวิ่งต่อไปไม่ไหว

ส่วนฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์นั้น แม้ฝ่ายของพระองค์จะเริ่มต้นช้ากว่า แต่การยืนเรียงกันตามจุดที่กำหนด แล้วส่งโถน้ำต่อกันเป็นทอด ๆ ทำให้การลำเลียงน้ำแต่ละครั้งได้น้ำเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า นอกจากนี้ การส่งโถต่อกันก็ทำให้ทุกคนไม่ต้องวิ่งกลับไปกลับมาให้เหนื่อยแรง เมื่อฝ่ายของเจ้าชายชาตินักรบอ่อนล้าลง ฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์จึงค่อย ๆ ไล่ตามทันและเติมน้ำจนเต็มสระได้ก่อนอย่างเหนือความคาดหมาย

ในที่สุด การใช้สติปัญญาวางแผนงานอย่างมีระบบระเบียบก็ทำให้เจ้าชายณปราชญ์เอาชนะฝ่ายของเจ้าชายชาตินักรบได้อย่างขาดลอย เจ้าชายชาตินักรบทรงยอมรับความพ่ายแพ้อย่างลูกผู้ชาย หนำซ้ำ พระองค์ยังยอมรับเจ้าชายณปราชญ์เป็นสหายอีกด้วย

พระราชาทรงดีใจมากที่พระองค์ทรงได้ว่าที่ลูกเขยผู้เฉลียวฉลาดและน่าจะช่วยดูแลบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้ หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าชายณปราชญ์ก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิงนานา แล้วทั้งคู่ก็ครองรักกันอย่างมีความสุขสืบมา…นับจากนั้น

Posted in ข้อคิดชีวิต, นิทานก่อนนอนสััน ๆ, นิทานครอบครัว, นิทานสอนใจ

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด : นิทานครอบครัวอบอุ่น สอนใจเรื่องคุณค่าของ “ปัจจุบัน”

ครอบครัวคือรากฐานสำคัญของชีวิตที่หล่อหลอมความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจให้กับทุกคนในบ้าน นิทานเรื่อง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ถ่ายทอดบรรยากาศครอบครัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความห่วงใยระหว่างคุณพ่อ คุณแม่ คุณยาย และลูกชายตัวน้อย ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นนี้ไม่เพียงสร้างความสุขในแต่ละวัน แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างจริงใจและเต็มไปด้วยความรัก

ข้อคิดเชิงธรรมะที่แทรกอยู่ในเรื่องนี้คือการใช้ชีวิตกับ “ปัจจุบัน” เพราะอดีตนั้นผ่านไปแล้ว และอนาคตยังมาไม่ถึง สิ่งที่เรามีอยู่ตรงหน้าคือเวลาปัจจุบันที่มีค่าอย่างยิ่ง การตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุดจึงเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีสติและไม่ปล่อยให้วันเวลาผ่านไปโดยไร้ความหมาย นิทานนี้จึงไม่เพียงเป็นเรื่องเล่าครอบครัว แต่ยังเป็นบทเรียนชีวิตที่สอนให้เรารู้จักคุณค่าของเวลา

การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าไม่ได้หมายถึงการทำสิ่งใหญ่โตเสมอไป แต่คือการใส่ใจในสิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการดูแลกันและกัน การแบ่งปันความรัก หรือการทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ทุกการกระทำที่ตั้งใจในวันนี้จะกลายเป็นความทรงจำที่งดงามในวันข้างหน้า นิทาน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด จึงเป็นเรื่องราวที่อบอุ่นและทรงคุณค่า เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ต้องการแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

ผมชื่อสติ ผมเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายที่ผมรักมากที่สุด

คุณพ่อของผมมีหน้าที่ทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว  คุณพ่อเป็นพนักงานบริษัทที่ทำงานอย่างเต็มที่เต็มกำลังเสมอ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณพ่อก็เป็นพ่อของบ้านที่ให้ความรักความอบอุ่นกับทุกคนอย่างทั่วถึง  ผมเคยถามว่า “คุณพ่อเหนื่อยบ้างไหม”  คุณพ่อตอบผมว่า “บางทีพ่อก็เหนื่อยนะ แต่พ่อไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร พ่อจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

คุณแม่ของผมเป็นแม่บ้านที่มีหน้าที่ดูแลงานบ้านต่าง ๆ รวมทั้งดูแลผมกับคุณยายตอนที่คุณพ่อออกไปบริษัท และเมื่อคุณพ่อกลับมาถึงบ้าน  คุณแม่ก็จะเตรียมอาหารอร่อย ๆ ไว้ให้คุณพ่ออย่างไม่เคยขาด ผมเคยถามว่า “คุณแม่เหนื่อยบ้างไหม”  คุณแม่ยิ้มแล้วตอบผมว่า “บางทีแม่ก็เหนื่อยนะ แต่แม่ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร  แม่จึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

คุณยายของผมเป็นแม่ของคุณแม่  คุณตาจากคุณยายไปนานแล้ว  แต่คุณยายก็ยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึงคุณตาที่รอท่านอยู่บนสรวงสวรรค์   คุณยายอยู่บ้านในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ที่แค่อยู่เฉย ๆ ก็ทำให้พวกเราทุกคนอุ่นใจและมีความสุข แต่คุณยายไม่เคยอยู่เฉย ๆ เลย  คุณยายมักช่วยคุณแม่ทำนู่นทำนี่ทั้งวัน และที่สำคัญ ท่านคอยช่วยดูแลผมแทนคุณแม่  ผมรักคุณยายมาก ผมเคยถามว่า “คุณยายเหนื่อยบ้างไหม”  คุณยายยิ้มอย่างใจดี แล้วตอบผมว่า “บางทียายก็เหนื่อยนะ แต่ยายไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร  ยายจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด” 

คุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายสอนให้ผมรู้ว่า เวลา ณ ปัจจุบันนี้เป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากเพียงไหน  เพราะอดีตนั้นผ่านไปแล้ว  อนาคตยังมาไม่ถึง  ปัจจุบันจึงเป็นช่วงเวลาเดียวที่เราทำสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นจริงได้ คุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายจึงตั้งใจทำวันนี้…เวลานี้ให้ดีที่สุด  ซึ่งผมก็ตั้งใจจะทำตามตัวอย่างที่ได้เห็นเช่นกัน

อยู่มาวันหนึ่ง คุณยายของผมล้มป่วยลงด้วยความชรา คุณพ่อ, คุณแม่และตัวผมต่างช่วยกันดูแลคุณยายอย่างเต็มที่ การดูแลคุณยายทำให้พวกเราเหนื่อยกว่าปกติบ้าง แต่พวกเราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร พวกเราจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด

เมื่อเวลาผ่านไป คุณยายค่อย ๆ อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ จากที่เคยประคองให้ท่านเดินเล่นกับพวกเราได้ กลายเป็นต้องดูแลท่านอยู่ที่เตียงเท่านั้น

บางวัน ที่พวกเราเห็นคุณยายอ่อนแรงมาก ๆ คุณพ่อ, คุณแม่และผมก็จะรู้สึกหดหู่จนแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว

แต่เมื่อคุณยายเห็นพวกเราเผลอคิดไปไกล ทั้ง ๆ ที่วันนี้…ตอนนี้ คุณยายยังนอนอยู่ใกล้ ๆ ตรงนี้ (แค่มีแรงเหลือน้อยไปหน่อย)  คุณยายก็จะเตือนสติพวกเราว่า “ไม่มีอะไรต้องเสียใจหรอกนะ ถ้าเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด และทุกครั้งที่เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด  ยายก็ยังคงอยู่ใกล้ ๆ พวกเราเสมอ”

………………………………..

…………………..

………….

….

หลายปีต่อมา  คุณพ่อ, คุณแม่และผมยังคงทำทุกวันอย่างดีที่สุดเหมือนที่พวกเราทำอยู่เป็นประจำซึ่งทุกครั้งก็ทำให้พวกเรารู้สึกว่าคุณยายยังคงอยู่ใกล้ ๆ กับพวกเรา ไม่ได้ห่างหายไปไหน  แม้ในบางวัน พวกเราอาจแอบเห็นคุณยายอยู่ไกลพวกเราออกไปสักหน่อย คืออยู่ที่ก้อนเมฆบนท้องฟ้ากับคุณตาที่คุณยายรัก  แต่พวกเราก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นบ้าง เพราะกลัวว่าคุณยายจะอาย โดยเฉพาะตอนที่คุณตาจับมือน้อย ๆ ของคุณยายพร้อมกับหอมแก้มคุณยายเสียงดัง “จุ๊บ” ด้วยความรัก

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอินเดีย

สี่พี่น้องผู้ชุบชีวิตสิงโต : นิทานเรท 13+ จากอินเดียที่ให้ข้อคิดทั้งเด็กและผู้ใหญ่

นิทานพื้นบ้านทั่วโลกมักมีข้อคิดที่สอนให้ผู้อ่านเห็นคุณค่าของการเรียนรู้และการร่วมมือกัน หนึ่งในโครงเรื่องที่พบได้บ่อยคือโครงเรื่องเกี่ยวกับ “พี่น้องที่แยกย้ายออกไปเรียนวิชา แล้วกลับมารวมพลังเพื่อทำสิ่งสำคัญ”

นิทานกริมม์เรื่อง “พี่น้องสี่คนผู้มีฝีมือ” (Die vier kunstreichen Brüder) เป็นตัวอย่างของนิทานพื้นบ้านเยอรมันที่มีชื่อเสียง ซึ่งเนื้อเรื่องของนิทานเล่าถึงพี่น้องสี่คน ที่แยกย้ายกันไปเรียนวิชา และเมื่อกลับมาพบกัน พวกเขาต้องใช้ความรู้ที่แตกต่างเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาใหญ่ ซึ่งข้อคิดของนิทานก็คือ ความร่วมมือกันสำคัญกว่าการเก่งเพียงคนเดียว

สิ่งที่น่าสังเกตคือ นิทานที่มีโครงเรื่องแบบนี้ไม่ได้มีเฉพาะในเยอรมัน แต่ยังพบในอีกหลายประเทศ เช่น อิตาลี รัสเซีย และเซอร์เบีย โดยนิทานแนว “พี่น้องสี่คนผู้มีฝีมือ” ของแต่ละประเทศอาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่แก่นเรื่องหรือข้อคิดยังคงพูดในเรื่องเดียวกัน

ส่วนในฝั่งเอเชีย ประเทศอินเดียมีคัมภีร์นิทานโบราณชื่อ Panchatantra ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมที่แพร่หลายที่สุดในโลก นิทานบางเรื่องในคัมภีร์นี้มีโครงเรื่องพูดถึงพี่น้องที่ออกไปเรียนรู้เช่นกัน แต่สิ่งที่พวกเขาเรียนและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น กลับแตกต่างไปจากเวอร์ชันยุโรปโดยสิ้นเชิง ความแตกต่างของแก่นเรื่องหรือข้อคิดของนิทานเรื่องนี้ ทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญเลือกนำนิทานเรื่อง “สี่พี่น้องผู้ชุบชีวิตสิงโต” มาเรียบเรียงให้อ่านกัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีพี่น้องสี่คนที่เชื่อว่า ความรู้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ พวกเขาจึงตัดสินใจแยกย้ายกันออกเดินทาง เพื่อไปเรียนรู้ในสิ่งที่ตนสนใจ

พี่ชายคนแรกเดินทางไปพบครูผู้มีวิชาแปลกประหลาด ครูผู้นี้สอนชายหนุ่มให้รู้จักการเนรมิตกระดูกขึ้นใหม่จากซากกระดูกของสัตว์ที่ตายไปแล้ว ชายหนุ่มผู้เป็นพี่คนโตเห็นว่าน่าสนใจดี เขาจึงเรียนรู้และฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญในวิชานี้

พี่ชายคนที่สองเดินทางไปพบครูอีกคนหนึ่ง ครูผํู้นี้สอนเขาให้รู้จักการสร้างเนื้อและเลือดให้กับร่างที่มีเพียงกระดูก ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ชายคนรองเห็นว่าน่าสนใจดี เขาจึงเรียนรู้และฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญในวิชานี้

พี่ชายคนที่สามออกเดินทางไปพบครูอีกคนหนึ่ง ครูผู้นี้มีความรู้ด้านการสร้างร่างกาย ทั้งผิวหนังและอวัยวะภายนอก เพื่อห่อหุ้มกระดูกและเลือดเนื้อ ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ชายคนที่สามเห็นว่าน่าสนใจดี เขาจึงเรียนรู้และฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญในวิชานี้

น้องชายคนที่สี่ออกเดินทางไปพบครูอีกคนหนึ่ง ครูผู้นี้มีวิชาปลุกชีวิตให้กับสิ่งที่ตายให้ฟื้นขึ้นมาได้ ชายหนุ่มผู้เป็นน้องชายคนเล็กเห็นว่าน่าสนใจดี เขาจึงเรียนรู้และฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญในวิชานี้

……

หลายปีผ่านไป ในที่สุด พี่น้องทั้งสี่ก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง สี่พี่น้องต่างภูมิใจในวิชาที่ตนได้เรียนมา พวกเขายังคงเชื่อว่า ความรู้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดเพียงประการเดียวที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ เมื่อกลับมาพบกันได้สักพัก พวกเขาก็อยากทดสอบฝีมือเพื่อพิสูจน์ว่าความรู้ของตนมีค่ามากเพียงใด

วันหนึ่ง ขณะที่พี่น้องทั้งสี่เดินทางเข้าไปในป่า พวกเขาพบซากกระดูกสัตว์กระจัดกระจายอยู่ที่พื้นดิน พี่น้องทั้งสี่มองหน้ากันและคิดว่า “นี่แหละคือโอกาสที่พวกเราจะได้ทดสอบวิชาที่ได้เรียนมา”

เมื่อคิดเช่นนั้น ลูกชายคนแรกจึงรีบใช้วิชาของตน เนรมิตกระดูกที่กระจัดกระจายให้กลับมาเป็นร่างที่สมบูรณ์ ซึ่งร่างนั้นดูเหมือนโครงกระดูกของสัตว์ขนาดใหญ่

เมื่อลูกชายคนที่สองเห็นเช่นนั้น เขาจึงก้าวออกมา แล้วใช้วิชาของตนเนรมิตเนื้อและเลือดให้แก่โครงกระดูกนั้น ทำให้ร่างที่เคยเป็นเพียงกระดูกขาว ๆ กลับเต็มไปด้วยเนื้อแดง ๆ และดูเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

เมื่อลูกชายคนที่สามเห็นเช่นนั้น เขาจึงไม่รอช้า รีบใช้วิชาของตนเนรมิตผิวหนังและอวัยวะภาย นอกให้แก่ร่างของสัตว์ที่นอนอยู่ ทำให้ทุกคนเห็นได้ชัดเจนว่า ร่าง ๆ นั้นคือร่างของสิงโตที่นอนอยู่นิ่ง ๆ แบบสัตว์ที่ไร้ชีวิต

เมื่อทุกคนเห็นแล้วว่าสัตว์ดังกล่าวคือสิงโต พี่น้องทั้งสามจึงหันไปมองน้องชายคนที่สี่ด้วยความคาดหวัง เพราะเขาเป็นคนเดียวที่สามารถทำให้ร่างนั้นกลับคืนฟื้นชีวิตได้

เมื่อลูกชายคนที่สี่เห็นสายตาของพี่ ๆ เขาจึงใช้วิชาของตน เนรมิตให้ร่างของสิงโตที่นอนอยู่กลับมามาชีวิตอีกครั้ง ซึ่งหลังจากที่ลูกชายคนที่สี่ร่ายคาถา สิงโตก็ค่อย ๆ ลืมตาและเริ่มขยับตัวอย่างช้า ๆ

เมื่อสิงโตเริ่มขยับตัว พี่น้องทั้งสี่ต่างจ้องมองมันด้วยความตื่นเต้น พวกเขาต่างภูมิใจในวิชาที่ตนเองได้ร่ำเรียนมา และพวกเขาก็คิดว่า พวกเขาคือสี่พี่น้องที่ยอดเยี่ยม ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรและฉลาดล้ำกว่าใคร ๆ ในปฐพี

แต่อนิจจา ในขณะที่สี่พี่น้องกำลังภูมิใจในตัวเองอยู่นั้น เจ้าสิงโตตัวใหญ่ที่เพิ่งได้รับการชุบชีวิตก็ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีที่น่าเกรงขาม ดวงตาคมกริบของมันจ้องมองไปที่พี่น้องทั้งสี่ที่อยู่เบื้องหน้า สายตาของสิงโตไม่ใช่สายตาอ่อนโยนแบบสิงโตในนิทาน แต่มันเป็นสายตาของสิงโตเจ้าป่าที่ล่าสัตว์กินเป็นอาหาร

พี่น้องทั้งสี่มองสิงโตที่อยู่ตรงหน้า พลางถอยหลังด้วยความหวาดกลัว สี่พี่น้องไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า การทดลองวิชาของพวกเขาโดยไม่คิดให้รอบคอบ จะสร้างสัตว์ร้ายที่ดูน่ากลัวได้มากถึงเพียงนี้ และก่อนที่สี่พี่น้องจะวิ่งหนี สิงโตที่หิวโหยก็กระโจนเข้าใส่ และจัดการกับเหยื่อทั้งสี่ในชั่วพริบตาเดียว!

นิทานเรื่อง “สี่พี่น้องผู้ชุบชีวิตสิงโต” ให้ข้อคิดแก่เด็กและผู้ใหญ่ว่า สติและการไตร่ตรองสำคัญไม่น้อยไปกว่าการมีความรู้ เพราะหากใช้ความรู้โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ ความรู้ก็อาจกลายเป็นอาวุธที่ทำลายชีวิตได้.

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนานาชาติ, นิทานสอนใจ

มารุชกา กับเดือนทั้งสิบสอง : นิทานพื้นบ้านเช็ก สอนใจเรื่องความดีและความอดทน

สาธารณรัฐเช็ก (Czech Republic) เป็นประเทศเล็ก ๆ ในยุโรปกลาง ที่อาจไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยนัก แต่กลับเป็นแผ่นดินที่อุดมไปด้วยนิทานพื้นบ้าน วรรณกรรม และตำนานที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี ชาวเช็กมีวัฒนธรรมการเล่าเรื่องที่ลึกซึ้งและจริงจัง นิทานไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความบันเทิงสำหรับเด็กเท่านั้น หากยังทำหน้าที่อธิบายโลก ธรรมชาติ และคุณค่าของการเป็นมนุษย์ในสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกับฤดูกาลอันโหดร้ายของยุโรปกลาง

นิทานเรื่อง “มารุชกา กับเดือนทั้งสิบสอง” (The Twelve Months / Dvanáct měsíčků) เป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านคลาสสิกของชนชาติเช็ก ซึ่งคนเช็กจำนวนมากเติบโตมากับเรื่องเล่านี้ตั้งแต่วัยเด็ก นิทานสะท้อนชีวิตของผู้คนในอดีตที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ ป่าเขา และฤดูกาลอย่างใกล้ชิด ฤดูหนาวที่ยาวนานและรุนแรงไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของเรื่อง แต่เป็นหัวใจสำคัญที่หล่อหลอมความคิด ความเชื่อ และศีลธรรมของสังคมเช็กในยุคนั้น

จุดเด่นของนิทานเช็กคือการมอง ธรรมชาติเป็นผู้ตัดสินความถูกผิด ไม่ใช่มนุษย์ เดือนทั้งสิบสองในเรื่องไม่ได้เป็นเพียงตัวละครแฟนตาซี แต่เป็นสัญลักษณ์ของ “กาละ” และ “ความสมดุลของโลก” ผู้ที่สุภาพ อดทน และรู้จักเคารพจังหวะของชีวิต จะได้รับความเมตตา ส่วนผู้ที่โลภ หยาบคาย และพยายามฝืนธรรมชาติ ย่อมต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวคิดเช่นนี้สะท้อนโลกทัศน์แบบยุโรปกลางที่เห็นว่ามนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล

สำหรับผู้อ่านชาวไทย นิทานเช็กอาจเป็นดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ทั้งในแง่ภูมิประเทศ วัฒนธรรม และฤดูกาล แต่ยิ่งไม่คุ้นเคย นิทานเรื่องนี้ยิ่งมีคุณค่า เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ว่า ผู้คนต่างวัฒนธรรมใช้เรื่องเล่าอธิบายชีวิตอย่างไร และแม้โลกจะต่างกันเพียงใด คุณค่าพื้นฐานอย่างความสุภาพ ความอดทน และการรู้จักรอคอย “เวลาที่เหมาะสม” ก็ยังเป็นภาษาสากลที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยเข้าใจร่วมกันได้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีเด็กสาวชื่อ มารุชกา (มา-รุช-ก้า : Maruška) เธอเป็นเด็กสาวที่มีหัวใจอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความอดทนสู้ชีวิต มารุชกาอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงและน้องสาวชื่อ โฮลีนา (Holena) ทั้งสองใจร้ายและมักสั่งงานหนัก ๆ ให้มารุชกาทำอยู่เสมอ

ทุกเช้า มารุชกาต้องออกไปหาฟืนในป่าลึก หลังจากนั้น เธอต้องตักน้ำจากบ่อน้ำเย็นเฉียบ และกลับมาทำงานบ้านจนเหนื่อยล้า แม้จะยากลำบากสักเพียงไหน แต่มารุชกาไม่เคยบ่น เพราะเธอเชื่อว่า “ความดีและความอดทน” จะนำพาเธอไปสู่สิ่งที่งดงามในชีวิต

เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงฤดูหนาว หิมะสีขาวตกลงมาปกคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้านและป่าใหญ่ ต้นไม้ที่เคยเขียวชอุ่มกลับยืนต้นเปลือยเปล่าไร้ใบ ดอกไม้ที่เคยบานสะพรั่งก็ปลิดปลิวหายไปจนหมด โลกทั้งใบดูเหมือนถูกคลุมด้วยผ้าขาวหนา ๆ ที่เย็นยะเยือก

วันหนึ่งในฤดูหนาว โฮลีนานึกสนุกจึงออกคำสั่งกับมารุชกาว่า “ฉันต้องการดอกไม้สวย ๆ มาแต่งบ้าน เธอออกไปหาดอกไม้มาให้ฉันเดี๋ยวนี้” มารุชกาตกใจ เพราะในฤดูหนาวที่มีหิมะตก ไม่มีทางที่ดอกไม้จะบานได้เลย แต่มารุชกาไม่กล้าขัดคำสั่งของแม่เลี้ยงและน้องสาว เธอจึงหยิบตะกร้าเก่า ๆ แล้วเดินออกไปสู่ป่าลึก

ป่าที่มารุชกาเดินเข้าไปนั้นเป็นป่าที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวพัดผ่านกิ่งไม้ที่ไร้ใบ และเสียงรองเท้าของเธอกระทบหิมะดังกรอบแกรบทุกย่างก้าว ความหนาวทำให้แก้มของมารุชกาแดงจัด และลมหายใจของเธอก็กลายเป็นไอสีขาวลอยออกมาในอากาศ

มารุชกาเดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าจะหาดอกไม้ได้จากที่ไหน แต่หัวใจของเธอยังคงอ่อนโยนและดีงาม (ทั้ง ๆ ที่น่าจะโกรธหรือรู้สึกไม่ดีต่อแม่เลี้ยงและน้องสาว) สิ่งเดียวที่มารุชกาทำ คือการภาวนาในใจว่า “ขอให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น เพื่อที่ฉันจะได้ทำตามคำสั่งและกลับบ้านโดยไม่ถูกดุด่า”

ระหว่างที่มารุชกาเดินเข้าไปในป่าลึกจนมืดค่ำ จู่ ๆ มารุชกาก็เห็นแสงไฟสว่างวาบอยู่ไกล ๆ ท่าม กลางความมืดและหิมะ มารุชกาจึงรีบเดินเข้าไปยังแสงไฟนั้น โดยหวังว่าอาจได้พบผู้ที่พอจะช่วยเหลือเธอได้บ้าง

เมื่อเดินไปถึง มารุชกาพบชายชรา 12 คน นั่งล้อมรอบกองไฟที่แสนอบอุ่นอยู่เงียบ ๆ พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่พวกเขาคือ เดือนทั้งสิบสอง (The Twelve Months) ที่ปรากฏกายในร่างชายชรา ซึ่งแต่ละคนมีรูปลักษณ์แตกต่างกันตามฤดูกาลที่ตนเป็นตัวแทน

เดือนมกราคม (January) เป็นชายชราผมขาวผู้นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงที่สุด เขามองมารุชกาด้วยสายตาเข้มงวดและถามว่า “เจ้ามาที่นี่ทำไม”

มารุชกาก้มศีรษะอย่างอ่อนน้อมแล้วตอบอย่างสุภาพว่า “น้องสาวและแม่เลี้ยงสั่งให้หนูหาดอกไม้ในป่าไปให้ แต่อากาศหนาวแบบนี้ หนูไม่รู้ว่าจะหาดอกไม้ได้ที่ไหน”

เดือนมกราคมฟังคำตอบและมองทีท่าของเด็กสาวก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เดือนมกราคมจึงพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันไปบอกเดือนมีนาคม (March) ให้ช่วยเหลือเด็กสาวหากคิดว่าสมควรช่วย มารุชกามองชายชราในนามเดือนมีนาคมอย่างมีความหวัง และในทันใดนั้น เดือนมีนาคมก็โบกไม้เท้า ทำให้หิมะละลาย และดอกไม้ก็ผลิบานไปทั่วทุ่งหิมะที่เคยว่างเปล่า

มารุชกาตาโตด้วยความดีใจ เธอรีบเก็บดอกไม้ใส่ตะกร้าจนเต็มใบ แล้วกล่าวขอบคุณชายชราอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่อบอุ่น

มารุชกาเดินกลับบ้านพร้อมตะกร้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้อย่างมีความสุข เธอดีใจที่สามารถทำตามคำสั่งได้สำเร็จ แต่เมื่อแม่เลี้ยงและโฮลีนาเห็นดอกไม้ สองแม่ลูกกลับไม่พอใจนัก

วันต่อมา โฮลีนานึกหมั่นไส้อยากแกล้งมารุชกาอีก เธอจึงออกคำสั่งว่า “ฉันอยากกินสตรอว์เบอร์รี เธอจงไปหาสตรอว์เบอร์รีมาให้ฉันเดี๋ยวนี้” มารุชกาตกใจอีกครั้ง เพราะในฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมทั่วทุกแห่ง ไม่มีทางที่จะมีสตรอว์เบอร์รีผลิดอกออกผลได้เลย แต่มารุชกาไม่กล้าขัดคำสั่ง เธอจึงจำเป็นต้องเดินเข้าไปยังป่าลึกอีกครั้ง

เมื่อมารุชกาหยิบตะกร้าแล้วเดินออกไปสู่ป่าใหญ่ ความหนาวทำให้แก้มและมือของเธอเย็นจนเจ็บไปหมด ครั้นเมื่อมารุชกาเดินไปถึงกลางป่าอีกครั้ง เธอเห็นแสงไฟสว่างวาบอยู่ไกล ๆ เช่นเดิม มารุชกาจึงรีบเดินเข้าไป และพบชายชรา 12 คนที่นั่งล้อมรอบกองไฟ พวกเขาคือเดือนทั้งสิบสอง (The Twelve Months) ที่เธอเคยพบมาแล้ว

เมื่อเดือนมกราคม (January) เห็นมารุชกา เขามองเธอด้วยสายตาเข้มงวดและถามว่า “เจ้ามาที่นี่อีกแล้วหรือ มารุชกา เจ้าต้องการอะไรในครั้งนี้”

มารุชกาก้มศีรษะและตอบอย่างสุภาพว่า “น้องสาวและแม่เลี้ยงสั่งให้หนูหาสตรอว์เบอร์รีไปให้ แต่อากาศหนาวแบบนี้ หนูไม่รู้ว่าจะหาสตรอว์เบอร์รีได้ที่ไหน”

เดือนมกราคมฟังคำตอบก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เขาจึงส่งไม้เท้าให้เดือนมิถุนายน (June) จากนั้นเดือนมิถุนายนก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วโบกไม้เท้าเล็กน้อย ทันใดนั้น หิมะก็ละลาย ทำให้ดินกลับมาอุ่นขึ้นอีกครั้ง แล้วต้นสตรอว์เบอร์รีก็ผลิดอกออกผลแดงสดไปทั่วทั้งทุ่ง

มารุชกาตาโตด้วยความดีใจ เธอรีบเก็บสตรอว์เบอร์รีจนเต็มตะกร้า แล้วกล่าวขอบคุณชายชราอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินกลับบ้าน

เมื่อแม่เลี้ยงและโฮลีนาเห็นว่ามารุชกาหาสตรอว์เบอร์รีกลับมาได้ พวกเขาก็ตกใจอีกครั้ง และเริ่มมีความโลภเกิดขึ้น วันต่อมา พวกเขาจึงสั่งมารุชกาว่า “ไปหาแอปเปิ้ลมาให้เรา”

มารุชกาถอนหายใจเบา ๆ แต่ก็ยังหยิบตะกร้าแล้วเดินออกไปสู่ป่าใหญ่ โดยเธอได้แต่หวังว่าปาฏิหาริย์อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง

ในคืนนั้น มารุชกาได้พบชายชรา 12 คนเหมือนเช่นเคย เดือนมกราคมมองเด็กสาวแล้วถามว่า “ครั้งนี้เจ้าต้องการอะไรอีก มารุชกา”

มารุชกาตอบอย่างสุภาพว่า “น้องสาวและแม่เลี้ยงสั่งให้หนูหาแอปเปิ้ลไปให้ แต่อากาศหนาวแบบนี้ หนูไม่รู้ว่าจะหาแอปเปิ้ลได้ที่ไหน”

เดือนมกราคมฟังคำตอบก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เขาจึงส่งไม้เท้าให้เดือนกันยายน (September) จากนั้น เดือนกันยายนก็ยิ้ม แล้วโบกไม้เท้าเพื่อเนรมิตสิ่งมหัศจรรย์ ทันใดนั้น ต้นแอปเปิ้ลสูงใหญ่ก็ปรากฏขึ้น ซึ่งบนต้นมีผลแอปเปิ้ลสีแดงสดห้อยระย้าเต็มไปหมด

มารุชการีบเก็บแอปเปิ้ลใส่ตะกร้า แล้วกล่าวขอบคุณชายชราอย่างจริงใจ หลังจากนั้น เธอก็เดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข

เมื่อมารุชกานำแอปเปิ้ลเต็มตะกร้ากลับมาถึงบ้าน แม่เลี้ยงและโฮลีนาต่างก็ตกใจที่มารุชกาหาแอปเปิ้ลมาได้ทั้ง ๆ ที่อากาศหนาวขนาดนี้ แม่เลี้ยงและโฮลีนารู้สึกโมโหที่แกล้งมารุชกาไม่สำเร็จ สองแม่ลูกไม่เข้าใจว่ามารุชกาหาดอกไม้ สตรอว์เบอร์รี และแอปเปิ้ลมาได้อย่างไร แต่พวกนางเชื่อว่า ถ้ามารุชกาทำได้ พวกนางก็ต้องทำได้

ในคืนนั้น แม่เลี้ยงและโฮลีนาจึงตัดสินใจออกเดินทางไปในป่าด้วยตนเอง สองแม่ลูกไม่สนใจความหนาวเหน็บที่เสียดแทงผิว ไม่สนใจว่าพื้นหิมะจะหนาสักเพียงใด ความริษยาที่อยากดีกว่าเหนือกว่าทำให้หัวใจของพวกนางมืดบอด

เมื่อแม่เลี้ยงและโฮลีนาเดินไปถึงกลางป่า พวกนางเห็นแสงไฟสว่างวาบอยู่ไกล ๆ เช่นเดียวกับที่มารุชกาเคยเห็น สองแม่ลูกจึงรีบเดินเข้าไป และพบชายชรา 12 คนที่นั่งล้อมรอบกองไฟอยู่ แน่นอนว่า พวกเขาคือเดือนทั้งสิบสอง (The Twelve Months)

เมื่อเดือนมกราคม (January) เห็นสองแม่ลูก เดือนมกราคมจึงมองทั้งคู่ด้วยสายตาเข้มงวดและถามว่า “พวกเจ้ามาที่นี่ทำไม”

แทนที่แม่เลี้ยงและโฮลีนาจะตอบด้วยความสุภาพ แม่เลี้ยงและโฮลีนา กลับพูดด้วยน้ำเสียงที่กระด้างว่า “พวกชั้นอยากได้ผลไม้เยอะ ๆ พวกชั้นอยากได้มากกว่าที่นังมารุชกาเคยได้ เอาผลไม้มาให้พวกชั้นเดี๋ยวนี้”

ชายชรา 12 คนต่างนิ่งเงียบ ความขุ่นเคืองค่อย ๆ ฉายแววขึ้นในดวงตาของเดือนต่าง ๆ และเมื่อความไม่พอใจกลายเป็นความโกรธ เดือนมกราคมก็ลุกขึ้นแล้วโบกไม้เท้า ทันใดนั้น พายุหิมะก็โหมกระหน่ำ และทำให้หิมะปลิวว่อนไปทั่วป่า

แม่เลี้ยงและโฮลีนาตกใจและพยายามวิ่งหนี แต่หิมะหนาและลมแรงทำให้พวกนางไม่สามารถหนีไปที่ไหนได้ เสียงลมหนาวดังหวีดหวิวเหมือนคำเตือนจากธรรมชาติ แล้วก็หิมะก็กลืนร่างของสองแม่ลูกให้ถูกผนึกอยู่ในความหนาวเย็นของป่าใหญ่ไปตลอดกาล

Posted in นิทานสอนใจ, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

นักเล่านิทานมือใหม่ : นิทานเด็กสอนใจเรื่องความขี้ลืมและบทเรียนชีวิต

นักเล่านิทาน คือคนที่ทำหน้าที่เล่าเรื่องราวให้ผู้ฟังได้เพลิดเพลิน ได้ข้อคิด และได้แรงบันดาลใจ นิทานไม่ใช่แค่เรื่องสนุกสำหรับเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสอนคุณค่าในชีวิต ถ่ายทอดประสบการณ์ และสร้างความอบอุ่นในครอบครัว

ในอดีต นักเล่านิทานถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เพราะพวกเขาเป็นผู้เชื่อมโยงเรื่องราวกับผู้คน ไม่ว่าจะในราชสำนักหรือในหมู่บ้าน ทุกครั้งที่มีการเล่านิทาน ผู้ฟังจะได้ทั้งความสุขและความรู้ไปพร้อมกัน ทำให้นักเล่านิทานเป็นเหมือนผู้สืบทอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรม

นิทานเรื่อง “นักเล่านิทานมือใหม่” จึงเป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเล่าเรื่อง และการเรียนรู้ของคนที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางนี้ เรื่องราวจะพาผู้อ่านไปสัมผัสบรรยากาศแห่งจินตนาการ ความอบอุ่น และข้อคิดที่มีคุณค่า ซึ่งเหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่รักการฟังนิทาน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีนักเล่านิทานมือใหม่คนหนึ่งเป็นคนขี้หลงขี้ลืมมาก พ่อของเขาเป็นนักเล่านิทานในราชสำนักผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง  เมื่อพ่อของเขาเฒ่าชะแรแก่ชรา  เขาจึงต้องทำหน้าที่เล่านิทานแทนพ่อ

วันแรกของการทำงาน ชายหนุ่มต้องแต่งนิทานเรื่องใหม่ไปเล่าให้เจ้าชายและเจ้าหญิงองค์น้อยฟัง ชายหนุ่มพยายามคิดนิทานเรื่องใหม่อย่างสุดความสามารถ แต่จนแล้วจนรอด เขาก็คิดไม่ออก เมื่อพ่อของเขาเห็นลูกชายกลุ้มใจ  พ่อจึงแนะนำว่า “ถ้าลูกคิดนิทานไม่ออกจริง ๆ ลองนอนพักสักหน่อย บางทีตอนที่หลับ ลูกอาจฝันถึงเรื่องสนุก ๆ ที่เอามาแต่งเป็นนิทานเรื่องใหม่ก็ได้นะ”

ชายหนุ่มเชื่อฟังคำแนะนำของพ่อ  เขาจึงเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ  หลังจากนั้น เขาก็ฝันถึงเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย 

ชายหนุ่มฝันถึงการผจญภัยของเจ้าชายกับเจ้าหญิง, เรื่องของมังกรบินที่ต่อสู้กับมังกรน้ำ, เรื่องยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก, เรื่องแมวนั่งตากลมกับหมูนั่งตากลม ฯลฯ เขาค่อย ๆ รวบรวมความคิดจนมั่นใจว่าเขาสามารถนำเรื่องที่ฝันมาแต่งเป็นนิทานได้แน่ ๆ

ครั้นเมื่อชายหนุ่มตื่นนอน แทนที่เขาจะรีบจดบันทึกความฝัน เขากลับลุกขึ้นจากที่นอนด้วยความดีใจ, แปรงฟันด้วยความดีใจ, อาบน้ำด้วยความดีใจ, ร้องเพลงด้วยความดีใจ จนเวลาผ่านไปครึ่งค่อนวัน นิทานที่เขาแต่งจากความฝันก็ค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ชายหนุ่มลืมเรื่องที่เขาฝันไปจนหมด เขาโมโหตัวเองที่ลืมว่าตนเองเป็นคนขี้ลืม เขาโกรธตัวเองที่ไม่รีบจดสิ่งที่คิดเอาไว้ทันทีที่คิดได้

ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังโทษตัวเองว่าโง่เขลาเบาปัญญาอยู่นั้น พ่อของเขาที่นั่งมองอยู่ห่าง ๆ ก็เดินมาให้สติ นักเล่านิทานผู้เป็นพ่อบอกกับลูกชายว่า “ถ้าลูกนำเรื่องที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียนเตือนใจ พร้อมกับแต่งนิทานเล่าถึงความพลาดพลั้งครั้งนี้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ทุก ๆ คนได้ข้อคิด บางทีลูกอาจได้นิทานเรื่องใหม่ไปเล่าให้เจ้าหญิงและเจ้าชายฟังก็ได้นะ”

ชายหนุ่มฟังคำของบิดาก็เห็นทางสว่าง เขาขอบคุณพ่อแล้วรีบลงมือเขียนนิทานเล่าเรื่องของนักเล่านิทานขี้ลืมที่เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำเพื่อฝันถึงเรื่องราวที่จะนำมาแต่งเป็นนิทาน 

ในฝันชายหนุ่มพบเจอสิ่งต่าง ๆ มากมาย ทั้งการผจญภัยของเจ้าชายกับเจ้าหญิง, มังกรบินสู้กับมังกรน้ำ, ยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก, แมวนั่งตากลมกับหมูนั่งตากลม ฯลฯ  จนเขาคิดนิทานสนุก ๆ ได้หลายเรื่อง  ครั้นเมื่อตื่นขึ้นมา ชายผู้นั้นกลับชะล่าใจไม่รีบจดบันทึก  ท้ายที่สุดเขาก็ลืมเรื่องราวทั้งหลายไปจนหมด

เมื่อชายหนุ่มเล่านิทานให้เจ้าชาย, เจ้าหญิง, พระราชาและพระราชินีฟังจนจบ ทุกพระองค์ต่างก็ชอบนิทานที่เขาเล่า  เจ้าชายกับเจ้าหญิงบอกว่านิทานสนุกดี  ส่วนพระราชากับพระราชินีก็ชอบที่นิทานให้ข้อคิด

นับจากวันนั้น  นักเล่านิทานหนุ่มก็แก้ปัญหาความขี้ลืมของเขาด้วยการจดทุกสิ่งทุกอย่างลงในสมุดบันทึกทันทีที่เขาคิดได้ 

หลายปีผ่านไป ชายหนุ่มแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ ออกมาอีกมากมาย และเขาก็กลายเป็นนักเล่านิทานในตำนานที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไม่แพ้พ่อของเขาเลย

Young storyteller reading to royal children in a flower-filled room with golden curtains and fantasy decor

Royal storytelling scene in a grand palace hall with children and nobles listening
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

อสุรกายมอมแมม : นิทานสอนใจเกี่ยวกับความสะอาดและมิตรภาพแสนที่อบอุ่น

นานมาแล้ว ในช่วงปีแรก ๆ ที่ผมเริ่มเขียนนิทานให้นิตยสารขวัญเรือน ผมจำได้ว่า ตอนที่เขียนนิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” ได้สักพัก ผมก็รู้สึกเสียดายตัวละครเด็กผู้หญิงในนิทานเรื่องนั้น และแอบฝันว่าหากเป็นไปได้ จะพยายามเขียนนิทานตอนต่อของ “สกปรกที่สุดในโลก” เผื่อว่าสักวันจะนำนิทานเหล่านั้นมารวมเป็นเล่มได้แบบหนังสือเรื่อง “ปิ๊ปปี้ถุงเท้ายาว” ของประเทศสวีเดน (ผมฝันไปไกลเลย)

เมื่อเวลาผ่านมาอีกนานพอสมควร ผมจึงแต่งนิทานเรื่อง “อสุรกายมอมแมม” เป็นนิทานภาคต่อของนิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” แถมยังนำตัวละครจากนิทานอีกสองเรื่องมาร่วมแสดงในนิทานเรื่องนี้ด้วย

หากมีใครสงสัยว่า นิทานเรื่อง อสุรกายมอมแมม นอกจากจะให้ความเพลิดเพลินแล้ว มันมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง คำตอบก็คือ นิทานเรื่องนี้เป็นเสมือนบทเรียนเล็ก ๆ ที่ชวนให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของการอาบน้ำและการดูแลความสะอาดของตนเอง ผ่านการผจญภัยที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ ความอบอุ่น และความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อเราเรียนรู้ที่จะรักและยอมรับกัน หวังว่าคุณผู้อ่านจะมีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

มอมแมมเป็นอสูรกายที่เกิดในกองขยะ  บ้านของมอมแมมเป็นภูเขาขยะขนาดมหึมา   มอมแมมชอบบ้านกองขยะของมันมาก  มันชอบคุ้ยหาข้าวของในกองขยะแล้วนำมันมาสร้างเป็นของเล่นแปลก ๆ ใหม่ ๆ อยู่เสมอ  มอมแมมสร้างของเล่นเอาไว้มากมายเต็มไปหมด  ความฝันอันยิ่งใหญ่ของมอมแมมก็คือ มันอยากจะสร้างของเล่นเพื่อทำให้เด็ก ๆ ทุกคนมีความสุข

แม้มอมแมมจะสร้างของเล่นแสนสนุกเอาไว้สารพัดอย่าง  แต่ด้วยเนื้อตัวที่แสนสกปรกของมอมแมม  เด็ก ๆ จึงไม่ยอมเฉียดกายเข้าใกล้มอมแมมเลยแม้แต่นิดเดียว  มอมแมมทั้งเหงาทั้งเศร้า  มันอยากจะเป็นเพื่อนกับเด็ก ๆ มากจริง ๆ   แต่จนแล้วจนรอด  มอมแมมก็ไม่รู้ว่ามันควรจะทำอย่างไรดี

วันหนึ่ง  มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านกองขยะของมอมแมม   แต่เดิม…เด็กผู้หญิงคนนี้เคยได้ชื่อว่าเป็น “เด็กผู้หญิงที่สกปรกที่สุดในโลก”  (เธอสกปรกถึงขนาดที่มีกลิ่นเหม็นตุ ๆ ลอยคลุ้งออกมาจากตัวเลยทีเดียว)  แต่หลังจากที่เธอชวนแมวเหมียวเพื่อนรักที่สกปรกไม่แพ้กันไปเล่นเป่าฟองสบู่กลางสายฝน  เมื่อสายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่  เด็กผู้หญิงที่เคยมีกลิ่นเหม็นตุ ๆ ก็กลับกลายมาเป็นเด็กผู้หญิงที่มีกลิ่นสบู่หอมสะอาดราวกับเป็นคนละคน

เมื่อเด็กผู้หญิงที่หอมกลิ่นสบู่เห็นเจ้าอสูรกายมอมแมมนั่งหน้าเศร้าอยู่ที่ภูเขากองขยะ เด็กหญิงใจดีจึงเอ่ยปากถามเจ้าอสูรกายว่าเกิดอะไรขึ้น? 

มอมแมมเล่าเรื่องทั้งหมดให้เด็กน้อยที่มีกลิ่นสบู่หอมฟุ้งฟัง  และเมื่อเด็กหญิงได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด  เธอจึงรับอาสาช่วยทำให้มอมแมมกลายเป็นอสูรกายที่หอมสะอาดเหมือนกับตัวของเธอ 

จริง ๆ แล้ว การทำให้มอมแมมหอมสะอาดคงจะไม่วุ่นวายสักเท่าไหร่…ถ้าหากมอมแมมเป็นอสูรกายตัวเล็ก ๆ เหมือนกับเด็ก ๆ   แต่ด้วยร่างกายของมอมแมมที่ใหญ่โตเกือบเท่าช้าง เด็กหญิงผู้ใจดีจึงจำเป็นต้องไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนของเธอในการทำให้มอมแมมหอมสะอาด

เจ้าชายสายลมกับคุณฟันนักทำฟองเป็นคนที่เด็กหญิงขอร้องให้มาช่วยเหลือ  เด็กหญิงขอให้เจ้าชายสายลมใช้พลังบังคับให้ฝนมาตกตรงที่บ้านกองขยะของมอมแมม  จากนั้น เธอก็ขอให้คุณฟันนักทำฟองช่วยปีนขึ้นไปยืนบนยอดของภูเขาขยะ แล้วเป่าฟองสบู่ให้ล่องลอยออกมาเคล้ากับสายฝน

แน่นอน…เมื่อสายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่ ความสะอาดเอี่ยมอ่องจึงเกิดขึ้น  แต่เพราะคุณฟันเพลินกับการทำฟองมากไปหน่อย  ดังนั้น  แทนที่มอมแมมจะกลายเป็นอสูรกายแสนสะอาดที่มีกลิ่นหอมของสบู่ลอยฟุ้งออกมาจากตัวแต่เพียงผู้เดียว  ฟองสบู่กับสายฝนยังช่วยทำให้ของเล่นและภูเขาขยะขนาดมหึมากลับกลายเป็นดินแดนที่หอมฟุ้งไปกลิ่นสบู่หอมสะอาด

หลังฝนตก  เจ้าชายสายลมใช้สายลมเป่าขนสีขาว ๆ ของมอมแมมให้ฟูนุ่มดูน่ารัก  ส่วนเด็กหญิงกับคุณฟันก็ช่วยกันจัดทรงผมและผูกโบว์ที่ขนของมอมแมมจนไม่เหลือเค้าของอสูรกายให้เด็ก ๆ กลัวอีกต่อไป  

เมื่อมอมแมมกลายเป็นอสูรกายแสนน่ารักที่มีกลิ่นหอมสะอาดลอยฟุ้งออกมาจากตัว  เด็ก ๆ ที่เคยรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้มอมแมมก็พากันเปลี่ยนใจแย่งกันเข้ามากอดมอมแมมจนมอมแมมแทบตั้งตัวไม่ติด  เด็ก ๆ มีความสุขมากที่ได้เล่นของเล่นแสนสนุกที่มอมมอมสร้างขึ้น   ส่วนมอมแมมเองก็มีความสุขที่เด็ก ๆ ชอบของเล่นของมัน

มอมแมมขอบคุณเด็กหญิงใจดี เจ้าชายสายลมและคุณฟันนักทำฟองที่ช่วยทำให้มันเป็นที่รักของเด็ก ๆ  และแล้ว เรื่องวุ่น ๆ ของมอมแมมก็จบลงอย่างมีความสุข

เด็กหญิงกับอสุรกายมอมแมมเล่นฟองสบู่กลางสายฝน พร้อมแมวดำในฉากนิทานอบอุ่นเรื่องความสะอาดและมิตรภาพ
Posted in การรู้เท่าทันสื่อ, นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ

เจ้าหญิงกับกระจกวิเศษ : นิทานก่อนนอนสอนให้เด็ก ๆ รู้เท่าทันสื่อ

ในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยสื่อออนไลน์และข้อมูลมากมาย นิทานก่อนนอนยังคงเป็นสื่อที่ทรงพลังในการสอนใจเด็กและผู้ใหญ่ นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงกับกระจกวิเศษ” ไม่ได้เป็นเพียงนิทานเด็กที่เล่าเพื่อความสนุก แต่เป็นนิทานสอนใจที่ช่วยให้ผู้อ่านทุกวัยตระหนักถึงความสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อ และการใช้วิจารณญาณก่อนเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ได้ยินหรือเห็นในโลกออนไลน์

หลายครั้งเราพบโฆษณาขายของที่บรรยายสรรพคุณอย่างน่าเชื่อถือ หรือข้อความที่ชวนให้ทำตามโดยอ้างเหตุผลที่ดูสมจริง แต่หากตรวจสอบลึกลงไป อาจพบว่าเป็นข้อมูลที่บิดเบือนหรือมีเจตนาแอบแฝง นิทานเรื่องนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนความจริงในสังคมปัจจุบัน ผ่านการเล่าเรื่องที่สนุกสนานและเข้าถึงง่าย เหมาะสำหรับใช้เป็นนิทานก่อนนอน นิทานเด็กดี และนิทานสอนใจที่ช่วยให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน

คุณค่าของนิทาน เจ้าหญิงกับกระจกวิเศษ อยู่ที่การสอนให้เด็กกล้าใช้วิจารณญาณ กล้าที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และรู้จักปรึกษาพ่อแม่เมื่อพบสิ่งที่น่าสงสัย ขณะเดียวกันก็เตือนผู้ใหญ่ให้รู้บทบาทของตนเองในการเป็นที่พึ่งที่ลูกไว้ใจได้ นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงนิทานแฟนตาซี แต่เป็นนิทานอมตะที่เหมาะกับทุกวัย และควรค่าแก่การอ่านและแบ่งปันต่อ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้กับสังคมในยุคดิจิทัล

กาลครั้งหนึ่ง  มีเจ้าหญิงองค์หนึ่ง  เป็นเจ้าหญิงที่ทั้งสวย ทั้งฉลาด และเชื่อฟังพ่อแม่เป็นที่สุด 

วันหนึ่ง  มีแม่มดสาวตนหนึ่ง ค้นพบกระจกวิเศษประจำตระกูล  นางจึงถามกระจกวิเศษว่า   “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี”    เมื่อกระจกวิเศษตอบว่า   “ก็ต้องเป็นเจ้าหญิงน่ะสิ ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครดีและงามเกิน”

ทันทีที่ได้ฟัง  แม่มดก็โกรธจัด  เพราะนางคิดว่าตนสวยที่สุด   เมื่อกระจกวิเศษเห็นเช่นนั้น   แทนที่มันจะปรามให้สงบ  กระจกวิเศษกลับยุให้แม่มด  หาทางจัดการกับเจ้าหญิงเสีย

แม่มดสาวคิดอยู่สักพัก  ในที่สุด   นางจึงวางแผนส่งกระจกวิเศษไปเป็นของขวัญให้เจ้าหญิงเพื่อให้กระจกยุให้เจ้าหญิงทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งามต่าง ๆ  เพื่อให้เจ้าหญิงกลายเป็นคนไม่ดี

เมื่อถึงวันเกิดของเจ้าหญิง  แม่มดก็ทำตามแผนโดยแกล้งทำทีเป็นมีไมตรีจิต  แล้วมอบกระจกให้เจ้าหญิงโดยบอกว่า กระจกที่มอบให้  เป็นกระจกวิเศษที่ตอบคำถามได้ทุกอย่าง  (ราวกับอินเตอร์เน็ตหรือเอไอในสมัยนี้)

เจ้าหญิงตื่นเต้นและพอใจมาก  จึงนำกระจกวิเศษไปไว้ที่ห้อง  ครั้นเมื่อกระจกวิเศษ ได้อยู่กับเจ้าหญิงตามลำพัง กระจกก็เริ่มยุให้เจ้าหญิงทดลองทำสิ่งไม่ดีไม่งาม  โดยอ้างว่า เรามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ เพราะมันเป็นชีวิตของเรา!

กระจกแนะให้เจ้าหญิงนอนดึก  ๆ  หรือหนีออกไปเที่ยวเล่นนอกวังในตอนกลางคืน  รวมทั้งชักชวนให้สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เล่นการพนัน ตามแบบที่วัยรุ่นชอบทำกัน

คำแนะนำของกระจกวิเศษ ทำให้เจ้าหญิงรู้สึกแปลก ๆ  เพราะคำพูดของกระจกวิเศษต่างจากคำสอนของพ่อกับแม่โดยสิ้นเชิง

เจ้าหญิงคิดว่ากระจกวิเศษ น่าจะมีเจตนาร้ายแอบแฝงอยู่ แต่เพื่อความแน่ใจ  เจ้าหญิงจึงแกล้งถามว่า “กระจกวิเศษจ๋า ถ้าหญิงทำตามที่พี่กระจกบอก แล้วเสด็จพ่อกับเสด็จแม่จับได้ หญิงควรทำอย่างไรดีล่ะจ๊ะ”

เมื่อกระจกวิเศษได้ฟัง  มันจึงแกล้งตอบว่า  “ถ้าพระราชากับพระราชินีจับได้  เจ้าหญิงก็แค่แต่งเรื่องโกหกเพื่อเอาตัวรอด  เดี๋ยวท่านก็หลงเชื่อเองแหละ”

การโกหกพ่อแม่เป็นเรื่องที่ไม่ดี  เจ้าหญิงจึงมั่นใจว่า กระจกวิเศษ  ต้องคิดร้ายกับพระองค์แน่ ๆ  (รวมทั้งแม่มดที่นำกระจกมาให้ก็คงมีแผนการร้ายซ่อนอยู่) ด้วยเหตุนี้ เจ้าหญิงจึงนำเรื่องทั้งหมดไปเล่าให้พ่อกับแม่ฟัง ซึ่งเมื่อทั้งสองพระองค์ได้ฟัง  ทั้งสองก็นำกระจกมาสอบสวน  จากนั้น ก็จัดการทำลายกระจกตัวร้ายเพื่อไม่ให้มันไปเสี้ยมสอนใคร ๆ ให้ทำเรื่องเลวร้ายได้อีก  นอกจากนี้  พระราชากับพระราชินีก็ให้พ่อมดหลวง ไปจับแม่มดมาขังไว้  เพื่อรอการลงโทษ

โชคดีเหลือเกินที่เจ้าหญิง ไม่ได้มีหน้าตาที่งดงามเท่านั้น  แต่พระองค์ยังเฉลียวฉลาด  และรู้จักนำเรื่องที่ได้พบได้ฟัง ไปปรึกษาหารือพ่อกับแม่  เพื่อให้ท่านช่วยคิด   คุณสมบัติต่าง ๆ นี้เองที่ทำให้เจ้าหญิงรอดจากผู้ประสงค์ร้าย

ในที่สุด  กระจกวิเศษของตระกูลแม่มดก็หมดโอกาสไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่ใคร ๆ อีก   ส่วนแม่มดที่มีจิตใจชั่วร้าย ก็ต้องรับโทษอยู่ในคุกเวทมนตร์ และได้ใช้เวลาสำนึกผิดอยู่ในคุกไปอีกนานแสนนาน

หมายเหตุ : หากชอบนิทานเรื่องนี้ รบกวนคลิกชมแบนเนอร์โฆษณาสักนิด เพื่อสนับสนุนให้เว็บไซต์นิทานนำบุญมีรายได้นะครับ ขอบคุณมากครับ 💛

เจ้าหญิงสวมมงกุฎและผ้าคลุมแดงยืนมองกระจกวิเศษที่สะท้อนใบหน้าปีศาจท่ามกลางเปลวไฟ ในห้องนอนกลางคืนพร้อมแมวน้อยและแสงเทียน