Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสร้างแรงบันดาลใจ, นิทานสอนใจ

นักพับระดับโลก : นิทานเด็กสอนเรื่องจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

นิทานเรื่อง นักพับระดับโลก เป็นนิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องที่ 2 ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นผู้แต่ง โดยก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนนิทานเรื่อง อัศวินกระดาษวิเศษ ซึ่งเป็นนิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องแรกของผม ที่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านว่าเป็นเรื่องที่สนุก แปลกใหม่ และมีเอกลักษณ์ในยุคที่ผมแต่งขึ้นมา ดังนั้น การจะสร้างสรรค์นิทานเกี่ยวกับการพับกระดาษเรื่องที่ 2 ให้มีความน่าสนใจและสนุกไม่แพ้เรื่องแรก จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายผมมาก ๆ

นิทานเรื่อง นักพับระดับโลก เป็นนิทานที่พูดถึงพลังของจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และคุณค่าของพรสวรรค์เล็ก ๆ ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ได้ ผมตั้งใจเขียนเรื่องนี้ให้เป็นนิทานที่อบอุ่น อ่านง่าย และช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อ่าน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ซึ่งผมจะไม่เล่ารายละเอียดของเนื้อเรื่องในที่นี้ เพราะอยากให้ทุกท่านได้สัมผัสความสนุกและความมหัศจรรย์ด้วยตนเองจากการอ่านนิทานจริง ๆ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านจะชื่นชอบนิทานเรื่องนี้

ก่อนเริ่มอ่านนิทาน ผมอยากแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า นิทานเรื่องนี้เคยถูกละเมิดลิขสิทธิ์บ่อยครั้ง โดยมีการเปลี่ยนชื่อเป็น “เจ้าชายนักพับกระดาษ” และบางแห่งได้นำไปเผยแพร่ในลักษณะคล้ายเป็นนิทานพื้นบ้าน ทั้งที่ในความเป็นจริง นิทานเรื่องนี้เป็นผลงานที่ผมแต่งและตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารขวัญเรือน หลังจากเผยแพร่ได้ไม่นาน ก็มีเว็บไซต์หนึ่งนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต และเกิดการคัดลอกต่อ ๆ กันจนแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันผมได้มอบหมายให้ทนายดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม การอ่านเพื่อความเพลิดเพลินผ่านเว็บไซต์นิทานนำบุญนั้นไม่มีปัญหาใด ๆ สามารถอ่านได้อย่างสบายใจครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กน้อยคนหนึ่ง เป็นคนที่มีความสามารถในการพับอย่างน่าอัศจรรย์   แม้ครอบครัวของเด็กน้อยคนนี้จะเป็นครอบครัวที่มีฐานะยากจน  แต่ตัวเขาก็หวังว่าสักวันหนึ่ง   พรสวรรค์น้อย ๆ ของเขาจะช่วยให้พ่อกับแม่มีชีวิตที่สุขสบายขึ้นได้บ้าง

อยู่มาวันหนึ่ง  เจ้าชายองค์น้อยซึ่งเป็นโอรสของพระราชา ทรงนึกอยากได้ของเล่นแปลก ๆ ใหม่ ๆ เป็นของขวัญวันเกิด  พระราชาผู้เป็นพ่อจึงป่าวประกาศให้ประชาชนนำของเล่นสุดวิเศษมาประกวดประขันกัน ซึ่งหากของเล่นของใครเป็นที่ถูกใจเจ้าชายมากที่สุด  พระราชาก็จะปูนบำเหน็จให้แก่คน ๆ นั้นเป็นรางวัลอย่างงาม 

เมื่อวันประกวดของเล่นมาถึง  ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างก็นำของเล่นที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจมาให้เจ้าชายทรงตัดสิน   แต่หลังจากที่เจ้าชายทรงทดลองเล่นของเล่นจนเกือบครบทุกชิ้นแล้ว   สายตาของทุก ๆ คนในงานต่างก็จับจ้องไปที่เจ้าของของเล่นชิ้นสุดท้าย ซึ่งก็คือเด็กน้อยที่ยืนกอดกระดาษแผ่นใหญ่เอาไว้แนบอก

ผู้เข้าร่วมงานเกือบทุกคนพากันหัวเราะเยาะเมื่อทราบว่า กระดาษที่เด็กน้อยกอดอยู่นั้น ก็คือของเล่นที่เด็กน้อยตั้งใจจะส่งเข้าประกวด  แต่ทันทีที่เด็กน้อยลงมือพับกระดาษของเขา    กระดาษที่แสนธรรมดาก็กลายสภาพเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทุกคนต่างคาดไม่ถึง

เด็กน้อยเริ่มแสดงฝีมือด้วยการพับกระดาษเป็นดอกไม้  จากนั้น เขาก็คลี่กระดาษออกแล้วเปลี่ยนดอกไม้ให้กลายเป็นผีเสื้อ   และเพียงชั่วพริบตาเดียวหลังจากนั้น  เด็กน้อยก็เปลี่ยนผีเสื้อให้กลายเป็นนก  แล้วเขาก็จัดการดัดแปลงนกจนเกิดเป็นไดโนเสาร์มีปีกที่ดูสง่างามได้อย่างน่าพิศวง

เด็กน้อยพับกระดาษอย่างไม่ยอมหยุดพัก  ส่วนผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ต่างก็พากันอ้าปากค้างต่อสิ่งมหัศจรรย์ที่พวกเขาได้เห็นอยู่ตรงหน้า 

และแล้ว…เวลาในการตัดสินก็มาถึง   เจ้าชายทรงถูกใจของเล่นของเด็กน้อยมากที่สุด  พระองค์ทรงชอบที่กระดาษแผ่นเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปตามจินตนาการได้ไม่รู้จบ ในที่สุด  พระราชาก็มอบรางวัลมูลค่ามหาศาลให้แก่เด็กน้อยตามที่พระองค์ได้สัญญาเอาไว้ 

เด็กน้อยนำรางวัลทั้งหมดมอบให้พ่อกับแม่ของเขา   แต่โอกาสในการแสดงความสามารถของเด็กน้อยยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้  เพราะเจ้าชายยังคงขอให้เด็กน้อยมาเป็นผู้สอนการพับกระดาษแบบใหม่ ๆ ให้แก่พระองค์อยู่เสมอ 

และเมื่อเจ้าชายได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระบิดา  พระองค์ก็ไม่ลืมที่จะแต่งตั้ง ‘เพื่อนนักพับ’ของพระองค์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง‘ของเล่น’  เพื่อให้นักพับระดับโลกผู้นี้ มีโอกาสได้ใช้พรสวรรค์น้อย ๆ ของเขา บันดาลความสุขและสร้างสรรค์จินตนาการให้เกิดขึ้นแก่เด็กทุก ๆ คน…เฉกเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงได้สัมผัสมาด้วยตัวของพระองค์เอง.


เจ้าชายกับเด็กผู้ชายที่เก่งเรื่องการพับกระดาษกำลังพับกระดาษเป็นของเล่นต่าง ๆ
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเจ้าหญิงเจ้าชาย

เจ้าชายสองพระองค์ : นิทานก่อนนอนสอนใจเรื่องพลังของสติปัญญา

ในนิทานเจ้าชายเจ้าหญิงหลาย ๆ เรื่อง เรามักเห็นการแข่งขันเลือกคู่ ที่ตัดสินกันด้วยความสามารถที่แตกต่างกันของเจ้าชายในเรื่อง แต่ถ้าเจ้าชายทั้งสองมีความโดดเด่นไม่แพ้กัน แถมมีความรักต่อเจ้าหญิงใกล้เคียงกันอีก การหาวิธีตัดสินที่ยุติธรรมจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุด

สิ่งที่ทำให้นิทานเรื่อง เจ้าชายสองพระองค์ น่าสนใจ คือการเลือกใช้การทดสอบที่เป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง เป็น fair game ที่เปิดโอกาสให้เจ้าชายทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์แพ้ชนะใกล้เคียงกัน แต่ในความยุติธรรมเช่นนี้ สิ่งที่ซ่อนอยู่คือการใช้ความคิด ประเมินสถานการณ์และวางแผนอย่างเหมาะสมจริง ๆ ซึ่งนั่นจะกลายเป็นจุดหักเหสำคัญที่พลิกผลการแข่งขันได้

นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวการเลือกคู่ธรรมดา แต่เป็นนิทานที่สะท้อนให้เห็นว่า “ความ smart” และการใช้สติปัญญาอย่างมีระบบ สามารถสร้างความแตกต่างได้แม้ในเกมที่ดูเหมือนจะยุติธรรมที่สุด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “เจ้าหญิงนานา” เจ้าหญิงนานาทรงมีสิริโฉมงดงามและมีกิริยามารยาทอ่อนหวาน พระราชากับพระราชินีจึงรักเจ้าหญิงผู้เป็นพระธิดาของพระองค์มาก ครั้นเมื่อเจ้าหญิงนานาถึงวัยที่ควรมีคู่ครอง พระราชากับพระราชินีจึงประกาศจัดงานเลือกคู่ให้แก่เจ้าหญิง

ทันทีที่เจ้าชายทั้งหลายได้ทราบข่าว เจ้าชายจากทั่วทุกสารทิศก็รีบเตรียมตัวเพื่อจะมาร่วมในงานเลือกคู่ด้วย แต่เมื่อเจ้าชายทั้งหลายรู้ว่า “เจ้าชายชาตินักรบ” ผู้เก่งกล้าสามารถจะพาทหารยอดฝีมือมาร่วมในงาน เจ้าชายแทบทั้งหมดจึงเปลี่ยนใจ เพราะทุกพระองค์ทรงเชื่อว่าคงไม่มีใครเอาชนะเจ้าชายและกองทหารที่เก่งกาจเช่นนี้ได้ เมื่อถึงวันเลือกคู่จึงมีเพียงเจ้าชายชาตินักรบและเจ้าชายณปราชญ์ (ผู้เป็นเพื่อนที่หลงรักเจ้าหญิงมานาน) ที่นำกองทหารมาร่วมในงาน

เมื่อพระราชาเห็นว่ามีเจ้าชายมาร่วมงานเพียงสองพระองค์ โดยพระองค์หนึ่งเป็นเจ้าชายที่แข็งแรงและมีฝีมือในการต่อสู้ ส่วนอีกพระองค์เป็นเจ้าชายผู้รอบรู้และมีการศึกษาสูง ถ้าจะให้ทั้งสองพระองค์ต่อสู้กันด้วยพละกำลังก็คงรู้ผลตั้งแต่ยังไม่ได้ประชันขันแข่ง พระราชาจึงค่อนข้างกลุ้มพระทัยว่าควรทำอย่างไรดี

ในขณะนั้นเอง เจ้าหญิงนานาทรงเสนอความคิดว่า ในพระราชวังมีสระน้ำว่างเปล่าที่ทั้งใหญ่ทั้งลึกอยู่ที่ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของปราสาท โดยสระน้ำทั้งสองมีขนาดเท่ากันและอยู่ห่างจากลำธารพอ ๆ กัน เจ้าหญิงจึงอยากทดสอบเจ้าชายทั้งสองด้วยการให้ทั้งคู่นำทหารของตนเองไปประจำที่สระน้ำคนละฝั่ง แล้วแข่งกันใช้โถดินเผาตักน้ำจากลำธารมาเติมในสระ ซึ่งหากฝ่ายใดเติมน้ำจนเต็มสระได้ก่อน พระองค์ก็จะยอมแต่งงานด้วย

เมื่อเจ้าชายชาตินักรบได้ฟัง พระองค์ก็ทรงกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะพระองค์กับทหารอีกยี่สิบคนต่างกำยำล่ำสัน การตักน้ำให้เต็มสระจึงเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย

ฝ่ายเจ้าชายณปราชญ์ผู้คงแก่เรียนนั้น แม้ตัวพระองค์กับทหารจะแข็งแรงสู้เจ้าชายชาตินักรบไม่ได้ แต่พระองค์ก็ไม่ยอมถอดใจ ด้วยเหตุนี้ เจ้าชายณปราชญ์จึงตกปากรับคำต่อสู้ด้วย

ครั้นเมื่อพระราชาให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน เจ้าชายชาตินักรบกับเหล่าทหารก็พากันแบกโถดินเผาวิ่งไปตักน้ำที่ลำธารจนฝุ่นตลบอบอวนไปหมด แต่ในขณะเดียวกัน แทนที่ฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์จะรีบวิ่งไปตักน้ำมาเติมในสระ พระองค์กลับเรียกทหารมาหารือและวางแผนการอย่างสุขุมรอบคอบ จนเมื่อทหารทุกคนเข้าใจตรงกันแล้ว เจ้าชายณปราชญ์จึงค่อยเริ่มดำเนินการตามแผนที่วางไว้

วิธีที่เจ้าชายณปราชญ์ทรงเลือกใช้คือการให้ทหารของพระองค์ยืนเรียงกันเป็นแถวเป็นแนวจากสระน้ำไปจนถึงลำธาร เจ้าชายณปราชญ์ทรงทำหน้าที่ตักน้ำจากลำธารแล้วส่งโถใส่น้ำให้นายทหารที่อยู่ถัดไป โดยพระองค์ทรงกำชับให้ทหารส่งโถน้ำต่อกันอย่างระมัดระวังเป็นทอด ๆ เพื่อเติมน้ำลงในสระแต่ละครั้งให้ได้มากที่สุด

แม้ในตอนแรก ฝ่ายของเจ้าชายชาตินักรบจะเติมน้ำลงในสระได้เร็วกว่าฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์หลายเท่าตัว แต่การที่ต่างคนต่างวิ่งไปตักน้ำจากลำธารโดยไม่มีการวางแผน ทำให้ฝุ่น ตลบอบอวนไปทั่วทั้งพื้นที่ และการวิ่งเร็วจนเกินไปก็ทำให้น้ำกระฉอกออกจากโถจนเกือบหมด หนำซ้ำ ทหารบางคนยังวิ่งชนกันจนโถดินเผาแตกทำให้เสียภาชนะตักน้ำไปโดยใช่เหตุ และที่แย่ที่สุดคือ เมื่อทุกคนวิ่งตักน้ำกลับไปกลับมาหลาย ๆ รอบเข้า ท้ายสุด ทุกคนก็เหนื่อยและหมดเรี่ยวแรงจนแทบวิ่งต่อไปไม่ไหว

ส่วนฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์นั้น แม้ฝ่ายของพระองค์จะเริ่มต้นช้ากว่า แต่การยืนเรียงกันตามจุดที่กำหนด แล้วส่งโถน้ำต่อกันเป็นทอด ๆ ทำให้การลำเลียงน้ำแต่ละครั้งได้น้ำเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า นอกจากนี้ การส่งโถต่อกันก็ทำให้ทุกคนไม่ต้องวิ่งกลับไปกลับมาให้เหนื่อยแรง เมื่อฝ่ายของเจ้าชายชาตินักรบอ่อนล้าลง ฝ่ายของเจ้าชายณปราชญ์จึงค่อย ๆ ไล่ตามทันและเติมน้ำจนเต็มสระได้ก่อนอย่างเหนือความคาดหมาย

ในที่สุด การใช้สติปัญญาวางแผนงานอย่างมีระบบระเบียบก็ทำให้เจ้าชายณปราชญ์เอาชนะฝ่ายของเจ้าชายชาตินักรบได้อย่างขาดลอย เจ้าชายชาตินักรบทรงยอมรับความพ่ายแพ้อย่างลูกผู้ชาย หนำซ้ำ พระองค์ยังยอมรับเจ้าชายณปราชญ์เป็นสหายอีกด้วย

พระราชาทรงดีใจมากที่พระองค์ทรงได้ว่าที่ลูกเขยผู้เฉลียวฉลาดและน่าจะช่วยดูแลบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้ หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าชายณปราชญ์ก็ได้แต่งงานกับเจ้าหญิงนานา แล้วทั้งคู่ก็ครองรักกันอย่างมีความสุขสืบมา…นับจากนั้น

Posted in ข้อคิดชีวิต, นิทานก่อนนอนสััน ๆ, นิทานครอบครัว, นิทานสอนใจ

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด : นิทานครอบครัวอบอุ่น สอนใจเรื่องคุณค่าของ “ปัจจุบัน”

ครอบครัวคือรากฐานสำคัญของชีวิตที่หล่อหลอมความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจให้กับทุกคนในบ้าน นิทานเรื่อง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ถ่ายทอดบรรยากาศครอบครัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความห่วงใยระหว่างคุณพ่อ คุณแม่ คุณยาย และลูกชายตัวน้อย ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นนี้ไม่เพียงสร้างความสุขในแต่ละวัน แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างจริงใจและเต็มไปด้วยความรัก

ข้อคิดเชิงธรรมะที่แทรกอยู่ในเรื่องนี้คือการใช้ชีวิตกับ “ปัจจุบัน” เพราะอดีตนั้นผ่านไปแล้ว และอนาคตยังมาไม่ถึง สิ่งที่เรามีอยู่ตรงหน้าคือเวลาปัจจุบันที่มีค่าอย่างยิ่ง การตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุดจึงเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีสติและไม่ปล่อยให้วันเวลาผ่านไปโดยไร้ความหมาย นิทานนี้จึงไม่เพียงเป็นเรื่องเล่าครอบครัว แต่ยังเป็นบทเรียนชีวิตที่สอนให้เรารู้จักคุณค่าของเวลา

การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าไม่ได้หมายถึงการทำสิ่งใหญ่โตเสมอไป แต่คือการใส่ใจในสิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการดูแลกันและกัน การแบ่งปันความรัก หรือการทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ทุกการกระทำที่ตั้งใจในวันนี้จะกลายเป็นความทรงจำที่งดงามในวันข้างหน้า นิทาน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด จึงเป็นเรื่องราวที่อบอุ่นและทรงคุณค่า เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ต้องการแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

ผมชื่อสติ ผมเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กับคุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายที่ผมรักมากที่สุด

คุณพ่อของผมมีหน้าที่ทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว  คุณพ่อเป็นพนักงานบริษัทที่ทำงานอย่างเต็มที่เต็มกำลังเสมอ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณพ่อก็เป็นพ่อของบ้านที่ให้ความรักความอบอุ่นกับทุกคนอย่างทั่วถึง  ผมเคยถามว่า “คุณพ่อเหนื่อยบ้างไหม”  คุณพ่อตอบผมว่า “บางทีพ่อก็เหนื่อยนะ แต่พ่อไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร พ่อจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

คุณแม่ของผมเป็นแม่บ้านที่มีหน้าที่ดูแลงานบ้านต่าง ๆ รวมทั้งดูแลผมกับคุณยายตอนที่คุณพ่อออกไปบริษัท และเมื่อคุณพ่อกลับมาถึงบ้าน  คุณแม่ก็จะเตรียมอาหารอร่อย ๆ ไว้ให้คุณพ่ออย่างไม่เคยขาด ผมเคยถามว่า “คุณแม่เหนื่อยบ้างไหม”  คุณแม่ยิ้มแล้วตอบผมว่า “บางทีแม่ก็เหนื่อยนะ แต่แม่ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร  แม่จึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

คุณยายของผมเป็นแม่ของคุณแม่  คุณตาจากคุณยายไปนานแล้ว  แต่คุณยายก็ยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึงคุณตาที่รอท่านอยู่บนสรวงสวรรค์   คุณยายอยู่บ้านในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ที่แค่อยู่เฉย ๆ ก็ทำให้พวกเราทุกคนอุ่นใจและมีความสุข แต่คุณยายไม่เคยอยู่เฉย ๆ เลย  คุณยายมักช่วยคุณแม่ทำนู่นทำนี่ทั้งวัน และที่สำคัญ ท่านคอยช่วยดูแลผมแทนคุณแม่  ผมรักคุณยายมาก ผมเคยถามว่า “คุณยายเหนื่อยบ้างไหม”  คุณยายยิ้มอย่างใจดี แล้วตอบผมว่า “บางทียายก็เหนื่อยนะ แต่ยายไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร  ยายจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด” 

คุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายสอนให้ผมรู้ว่า เวลา ณ ปัจจุบันนี้เป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากเพียงไหน  เพราะอดีตนั้นผ่านไปแล้ว  อนาคตยังมาไม่ถึง  ปัจจุบันจึงเป็นช่วงเวลาเดียวที่เราทำสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นจริงได้ คุณพ่อ, คุณแม่และคุณยายจึงตั้งใจทำวันนี้…เวลานี้ให้ดีที่สุด  ซึ่งผมก็ตั้งใจจะทำตามตัวอย่างที่ได้เห็นเช่นกัน

อยู่มาวันหนึ่ง คุณยายของผมล้มป่วยลงด้วยความชรา คุณพ่อ, คุณแม่และตัวผมต่างช่วยกันดูแลคุณยายอย่างเต็มที่ การดูแลคุณยายทำให้พวกเราเหนื่อยกว่าปกติบ้าง แต่พวกเราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร พวกเราจึงตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด

เมื่อเวลาผ่านไป คุณยายค่อย ๆ อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ จากที่เคยประคองให้ท่านเดินเล่นกับพวกเราได้ กลายเป็นต้องดูแลท่านอยู่ที่เตียงเท่านั้น

บางวัน ที่พวกเราเห็นคุณยายอ่อนแรงมาก ๆ คุณพ่อ, คุณแม่และผมก็จะรู้สึกหดหู่จนแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว

แต่เมื่อคุณยายเห็นพวกเราเผลอคิดไปไกล ทั้ง ๆ ที่วันนี้…ตอนนี้ คุณยายยังนอนอยู่ใกล้ ๆ ตรงนี้ (แค่มีแรงเหลือน้อยไปหน่อย)  คุณยายก็จะเตือนสติพวกเราว่า “ไม่มีอะไรต้องเสียใจหรอกนะ ถ้าเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด และทุกครั้งที่เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด  ยายก็ยังคงอยู่ใกล้ ๆ พวกเราเสมอ”

………………………………..

…………………..

………….

….

หลายปีต่อมา  คุณพ่อ, คุณแม่และผมยังคงทำทุกวันอย่างดีที่สุดเหมือนที่พวกเราทำอยู่เป็นประจำซึ่งทุกครั้งก็ทำให้พวกเรารู้สึกว่าคุณยายยังคงอยู่ใกล้ ๆ กับพวกเรา ไม่ได้ห่างหายไปไหน  แม้ในบางวัน พวกเราอาจแอบเห็นคุณยายอยู่ไกลพวกเราออกไปสักหน่อย คืออยู่ที่ก้อนเมฆบนท้องฟ้ากับคุณตาที่คุณยายรัก  แต่พวกเราก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นบ้าง เพราะกลัวว่าคุณยายจะอาย โดยเฉพาะตอนที่คุณตาจับมือน้อย ๆ ของคุณยายพร้อมกับหอมแก้มคุณยายเสียงดัง “จุ๊บ” ด้วยความรัก

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานอินเดีย

สี่พี่น้องผู้ชุบชีวิตสิงโต : นิทานเรท 13+ จากอินเดียที่ให้ข้อคิดทั้งเด็กและผู้ใหญ่

นิทานพื้นบ้านทั่วโลกมักมีข้อคิดที่สอนให้ผู้อ่านเห็นคุณค่าของการเรียนรู้และการร่วมมือกัน หนึ่งในโครงเรื่องที่พบได้บ่อยคือโครงเรื่องเกี่ยวกับ “พี่น้องที่แยกย้ายออกไปเรียนวิชา แล้วกลับมารวมพลังเพื่อทำสิ่งสำคัญ”

นิทานกริมม์เรื่อง “พี่น้องสี่คนผู้มีฝีมือ” (Die vier kunstreichen Brüder) เป็นตัวอย่างของนิทานพื้นบ้านเยอรมันที่มีชื่อเสียง ซึ่งเนื้อเรื่องของนิทานเล่าถึงพี่น้องสี่คน ที่แยกย้ายกันไปเรียนวิชา และเมื่อกลับมาพบกัน พวกเขาต้องใช้ความรู้ที่แตกต่างเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาใหญ่ ซึ่งข้อคิดของนิทานก็คือ ความร่วมมือกันสำคัญกว่าการเก่งเพียงคนเดียว

สิ่งที่น่าสังเกตคือ นิทานที่มีโครงเรื่องแบบนี้ไม่ได้มีเฉพาะในเยอรมัน แต่ยังพบในอีกหลายประเทศ เช่น อิตาลี รัสเซีย และเซอร์เบีย โดยนิทานแนว “พี่น้องสี่คนผู้มีฝีมือ” ของแต่ละประเทศอาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่แก่นเรื่องหรือข้อคิดยังคงพูดในเรื่องเดียวกัน

ส่วนในฝั่งเอเชีย ประเทศอินเดียมีคัมภีร์นิทานโบราณชื่อ Panchatantra ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมที่แพร่หลายที่สุดในโลก นิทานบางเรื่องในคัมภีร์นี้มีโครงเรื่องพูดถึงพี่น้องที่ออกไปเรียนรู้เช่นกัน แต่สิ่งที่พวกเขาเรียนและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น กลับแตกต่างไปจากเวอร์ชันยุโรปโดยสิ้นเชิง ความแตกต่างของแก่นเรื่องหรือข้อคิดของนิทานเรื่องนี้ ทำให้เว็บไซต์นิทานนำบุญเลือกนำนิทานเรื่อง “สี่พี่น้องผู้ชุบชีวิตสิงโต” มาเรียบเรียงให้อ่านกัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีพี่น้องสี่คนที่เชื่อว่า ความรู้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ พวกเขาจึงตัดสินใจแยกย้ายกันออกเดินทาง เพื่อไปเรียนรู้ในสิ่งที่ตนสนใจ

พี่ชายคนแรกเดินทางไปพบครูผู้มีวิชาแปลกประหลาด ครูผู้นี้สอนชายหนุ่มให้รู้จักการเนรมิตกระดูกขึ้นใหม่จากซากกระดูกของสัตว์ที่ตายไปแล้ว ชายหนุ่มผู้เป็นพี่คนโตเห็นว่าน่าสนใจดี เขาจึงเรียนรู้และฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญในวิชานี้

พี่ชายคนที่สองเดินทางไปพบครูอีกคนหนึ่ง ครูผํู้นี้สอนเขาให้รู้จักการสร้างเนื้อและเลือดให้กับร่างที่มีเพียงกระดูก ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ชายคนรองเห็นว่าน่าสนใจดี เขาจึงเรียนรู้และฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญในวิชานี้

พี่ชายคนที่สามออกเดินทางไปพบครูอีกคนหนึ่ง ครูผู้นี้มีความรู้ด้านการสร้างร่างกาย ทั้งผิวหนังและอวัยวะภายนอก เพื่อห่อหุ้มกระดูกและเลือดเนื้อ ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ชายคนที่สามเห็นว่าน่าสนใจดี เขาจึงเรียนรู้และฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญในวิชานี้

น้องชายคนที่สี่ออกเดินทางไปพบครูอีกคนหนึ่ง ครูผู้นี้มีวิชาปลุกชีวิตให้กับสิ่งที่ตายให้ฟื้นขึ้นมาได้ ชายหนุ่มผู้เป็นน้องชายคนเล็กเห็นว่าน่าสนใจดี เขาจึงเรียนรู้และฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญในวิชานี้

……

หลายปีผ่านไป ในที่สุด พี่น้องทั้งสี่ก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง สี่พี่น้องต่างภูมิใจในวิชาที่ตนได้เรียนมา พวกเขายังคงเชื่อว่า ความรู้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดเพียงประการเดียวที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ เมื่อกลับมาพบกันได้สักพัก พวกเขาก็อยากทดสอบฝีมือเพื่อพิสูจน์ว่าความรู้ของตนมีค่ามากเพียงใด

วันหนึ่ง ขณะที่พี่น้องทั้งสี่เดินทางเข้าไปในป่า พวกเขาพบซากกระดูกสัตว์กระจัดกระจายอยู่ที่พื้นดิน พี่น้องทั้งสี่มองหน้ากันและคิดว่า “นี่แหละคือโอกาสที่พวกเราจะได้ทดสอบวิชาที่ได้เรียนมา”

เมื่อคิดเช่นนั้น ลูกชายคนแรกจึงรีบใช้วิชาของตน เนรมิตกระดูกที่กระจัดกระจายให้กลับมาเป็นร่างที่สมบูรณ์ ซึ่งร่างนั้นดูเหมือนโครงกระดูกของสัตว์ขนาดใหญ่

เมื่อลูกชายคนที่สองเห็นเช่นนั้น เขาจึงก้าวออกมา แล้วใช้วิชาของตนเนรมิตเนื้อและเลือดให้แก่โครงกระดูกนั้น ทำให้ร่างที่เคยเป็นเพียงกระดูกขาว ๆ กลับเต็มไปด้วยเนื้อแดง ๆ และดูเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

เมื่อลูกชายคนที่สามเห็นเช่นนั้น เขาจึงไม่รอช้า รีบใช้วิชาของตนเนรมิตผิวหนังและอวัยวะภาย นอกให้แก่ร่างของสัตว์ที่นอนอยู่ ทำให้ทุกคนเห็นได้ชัดเจนว่า ร่าง ๆ นั้นคือร่างของสิงโตที่นอนอยู่นิ่ง ๆ แบบสัตว์ที่ไร้ชีวิต

เมื่อทุกคนเห็นแล้วว่าสัตว์ดังกล่าวคือสิงโต พี่น้องทั้งสามจึงหันไปมองน้องชายคนที่สี่ด้วยความคาดหวัง เพราะเขาเป็นคนเดียวที่สามารถทำให้ร่างนั้นกลับคืนฟื้นชีวิตได้

เมื่อลูกชายคนที่สี่เห็นสายตาของพี่ ๆ เขาจึงใช้วิชาของตน เนรมิตให้ร่างของสิงโตที่นอนอยู่กลับมามาชีวิตอีกครั้ง ซึ่งหลังจากที่ลูกชายคนที่สี่ร่ายคาถา สิงโตก็ค่อย ๆ ลืมตาและเริ่มขยับตัวอย่างช้า ๆ

เมื่อสิงโตเริ่มขยับตัว พี่น้องทั้งสี่ต่างจ้องมองมันด้วยความตื่นเต้น พวกเขาต่างภูมิใจในวิชาที่ตนเองได้ร่ำเรียนมา และพวกเขาก็คิดว่า พวกเขาคือสี่พี่น้องที่ยอดเยี่ยม ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรและฉลาดล้ำกว่าใคร ๆ ในปฐพี

แต่อนิจจา ในขณะที่สี่พี่น้องกำลังภูมิใจในตัวเองอยู่นั้น เจ้าสิงโตตัวใหญ่ที่เพิ่งได้รับการชุบชีวิตก็ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีที่น่าเกรงขาม ดวงตาคมกริบของมันจ้องมองไปที่พี่น้องทั้งสี่ที่อยู่เบื้องหน้า สายตาของสิงโตไม่ใช่สายตาอ่อนโยนแบบสิงโตในนิทาน แต่มันเป็นสายตาของสิงโตเจ้าป่าที่ล่าสัตว์กินเป็นอาหาร

พี่น้องทั้งสี่มองสิงโตที่อยู่ตรงหน้า พลางถอยหลังด้วยความหวาดกลัว สี่พี่น้องไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า การทดลองวิชาของพวกเขาโดยไม่คิดให้รอบคอบ จะสร้างสัตว์ร้ายที่ดูน่ากลัวได้มากถึงเพียงนี้ และก่อนที่สี่พี่น้องจะวิ่งหนี สิงโตที่หิวโหยก็กระโจนเข้าใส่ และจัดการกับเหยื่อทั้งสี่ในชั่วพริบตาเดียว!

นิทานเรื่อง “สี่พี่น้องผู้ชุบชีวิตสิงโต” ให้ข้อคิดแก่เด็กและผู้ใหญ่ว่า สติและการไตร่ตรองสำคัญไม่น้อยไปกว่าการมีความรู้ เพราะหากใช้ความรู้โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ ความรู้ก็อาจกลายเป็นอาวุธที่ทำลายชีวิตได้.

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานนานาชาติ, นิทานสอนใจ

มารุชกา กับเดือนทั้งสิบสอง : นิทานพื้นบ้านเช็ก สอนใจเรื่องความดีและความอดทน

สาธารณรัฐเช็ก (Czech Republic) เป็นประเทศเล็ก ๆ ในยุโรปกลาง ที่อาจไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยนัก แต่กลับเป็นแผ่นดินที่อุดมไปด้วยนิทานพื้นบ้าน วรรณกรรม และตำนานที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี ชาวเช็กมีวัฒนธรรมการเล่าเรื่องที่ลึกซึ้งและจริงจัง นิทานไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความบันเทิงสำหรับเด็กเท่านั้น หากยังทำหน้าที่อธิบายโลก ธรรมชาติ และคุณค่าของการเป็นมนุษย์ในสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกับฤดูกาลอันโหดร้ายของยุโรปกลาง

นิทานเรื่อง “มารุชกา กับเดือนทั้งสิบสอง” (The Twelve Months / Dvanáct měsíčků) เป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านคลาสสิกของชนชาติเช็ก ซึ่งคนเช็กจำนวนมากเติบโตมากับเรื่องเล่านี้ตั้งแต่วัยเด็ก นิทานสะท้อนชีวิตของผู้คนในอดีตที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ ป่าเขา และฤดูกาลอย่างใกล้ชิด ฤดูหนาวที่ยาวนานและรุนแรงไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของเรื่อง แต่เป็นหัวใจสำคัญที่หล่อหลอมความคิด ความเชื่อ และศีลธรรมของสังคมเช็กในยุคนั้น

จุดเด่นของนิทานเช็กคือการมอง ธรรมชาติเป็นผู้ตัดสินความถูกผิด ไม่ใช่มนุษย์ เดือนทั้งสิบสองในเรื่องไม่ได้เป็นเพียงตัวละครแฟนตาซี แต่เป็นสัญลักษณ์ของ “กาละ” และ “ความสมดุลของโลก” ผู้ที่สุภาพ อดทน และรู้จักเคารพจังหวะของชีวิต จะได้รับความเมตตา ส่วนผู้ที่โลภ หยาบคาย และพยายามฝืนธรรมชาติ ย่อมต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวคิดเช่นนี้สะท้อนโลกทัศน์แบบยุโรปกลางที่เห็นว่ามนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล

สำหรับผู้อ่านชาวไทย นิทานเช็กอาจเป็นดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ทั้งในแง่ภูมิประเทศ วัฒนธรรม และฤดูกาล แต่ยิ่งไม่คุ้นเคย นิทานเรื่องนี้ยิ่งมีคุณค่า เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ว่า ผู้คนต่างวัฒนธรรมใช้เรื่องเล่าอธิบายชีวิตอย่างไร และแม้โลกจะต่างกันเพียงใด คุณค่าพื้นฐานอย่างความสุภาพ ความอดทน และการรู้จักรอคอย “เวลาที่เหมาะสม” ก็ยังเป็นภาษาสากลที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยเข้าใจร่วมกันได้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีเด็กสาวชื่อ มารุชกา (มา-รุช-ก้า : Maruška) เธอเป็นเด็กสาวที่มีหัวใจอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความอดทนสู้ชีวิต มารุชกาอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงและน้องสาวชื่อ โฮลีนา (Holena) ทั้งสองใจร้ายและมักสั่งงานหนัก ๆ ให้มารุชกาทำอยู่เสมอ

ทุกเช้า มารุชกาต้องออกไปหาฟืนในป่าลึก หลังจากนั้น เธอต้องตักน้ำจากบ่อน้ำเย็นเฉียบ และกลับมาทำงานบ้านจนเหนื่อยล้า แม้จะยากลำบากสักเพียงไหน แต่มารุชกาไม่เคยบ่น เพราะเธอเชื่อว่า “ความดีและความอดทน” จะนำพาเธอไปสู่สิ่งที่งดงามในชีวิต

เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงฤดูหนาว หิมะสีขาวตกลงมาปกคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้านและป่าใหญ่ ต้นไม้ที่เคยเขียวชอุ่มกลับยืนต้นเปลือยเปล่าไร้ใบ ดอกไม้ที่เคยบานสะพรั่งก็ปลิดปลิวหายไปจนหมด โลกทั้งใบดูเหมือนถูกคลุมด้วยผ้าขาวหนา ๆ ที่เย็นยะเยือก

วันหนึ่งในฤดูหนาว โฮลีนานึกสนุกจึงออกคำสั่งกับมารุชกาว่า “ฉันต้องการดอกไม้สวย ๆ มาแต่งบ้าน เธอออกไปหาดอกไม้มาให้ฉันเดี๋ยวนี้” มารุชกาตกใจ เพราะในฤดูหนาวที่มีหิมะตก ไม่มีทางที่ดอกไม้จะบานได้เลย แต่มารุชกาไม่กล้าขัดคำสั่งของแม่เลี้ยงและน้องสาว เธอจึงหยิบตะกร้าเก่า ๆ แล้วเดินออกไปสู่ป่าลึก

ป่าที่มารุชกาเดินเข้าไปนั้นเป็นป่าที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวพัดผ่านกิ่งไม้ที่ไร้ใบ และเสียงรองเท้าของเธอกระทบหิมะดังกรอบแกรบทุกย่างก้าว ความหนาวทำให้แก้มของมารุชกาแดงจัด และลมหายใจของเธอก็กลายเป็นไอสีขาวลอยออกมาในอากาศ

มารุชกาเดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าจะหาดอกไม้ได้จากที่ไหน แต่หัวใจของเธอยังคงอ่อนโยนและดีงาม (ทั้ง ๆ ที่น่าจะโกรธหรือรู้สึกไม่ดีต่อแม่เลี้ยงและน้องสาว) สิ่งเดียวที่มารุชกาทำ คือการภาวนาในใจว่า “ขอให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น เพื่อที่ฉันจะได้ทำตามคำสั่งและกลับบ้านโดยไม่ถูกดุด่า”

ระหว่างที่มารุชกาเดินเข้าไปในป่าลึกจนมืดค่ำ จู่ ๆ มารุชกาก็เห็นแสงไฟสว่างวาบอยู่ไกล ๆ ท่าม กลางความมืดและหิมะ มารุชกาจึงรีบเดินเข้าไปยังแสงไฟนั้น โดยหวังว่าอาจได้พบผู้ที่พอจะช่วยเหลือเธอได้บ้าง

เมื่อเดินไปถึง มารุชกาพบชายชรา 12 คน นั่งล้อมรอบกองไฟที่แสนอบอุ่นอยู่เงียบ ๆ พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่พวกเขาคือ เดือนทั้งสิบสอง (The Twelve Months) ที่ปรากฏกายในร่างชายชรา ซึ่งแต่ละคนมีรูปลักษณ์แตกต่างกันตามฤดูกาลที่ตนเป็นตัวแทน

เดือนมกราคม (January) เป็นชายชราผมขาวผู้นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงที่สุด เขามองมารุชกาด้วยสายตาเข้มงวดและถามว่า “เจ้ามาที่นี่ทำไม”

มารุชกาก้มศีรษะอย่างอ่อนน้อมแล้วตอบอย่างสุภาพว่า “น้องสาวและแม่เลี้ยงสั่งให้หนูหาดอกไม้ในป่าไปให้ แต่อากาศหนาวแบบนี้ หนูไม่รู้ว่าจะหาดอกไม้ได้ที่ไหน”

เดือนมกราคมฟังคำตอบและมองทีท่าของเด็กสาวก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เดือนมกราคมจึงพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันไปบอกเดือนมีนาคม (March) ให้ช่วยเหลือเด็กสาวหากคิดว่าสมควรช่วย มารุชกามองชายชราในนามเดือนมีนาคมอย่างมีความหวัง และในทันใดนั้น เดือนมีนาคมก็โบกไม้เท้า ทำให้หิมะละลาย และดอกไม้ก็ผลิบานไปทั่วทุ่งหิมะที่เคยว่างเปล่า

มารุชกาตาโตด้วยความดีใจ เธอรีบเก็บดอกไม้ใส่ตะกร้าจนเต็มใบ แล้วกล่าวขอบคุณชายชราอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่อบอุ่น

มารุชกาเดินกลับบ้านพร้อมตะกร้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้อย่างมีความสุข เธอดีใจที่สามารถทำตามคำสั่งได้สำเร็จ แต่เมื่อแม่เลี้ยงและโฮลีนาเห็นดอกไม้ สองแม่ลูกกลับไม่พอใจนัก

วันต่อมา โฮลีนานึกหมั่นไส้อยากแกล้งมารุชกาอีก เธอจึงออกคำสั่งว่า “ฉันอยากกินสตรอว์เบอร์รี เธอจงไปหาสตรอว์เบอร์รีมาให้ฉันเดี๋ยวนี้” มารุชกาตกใจอีกครั้ง เพราะในฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมทั่วทุกแห่ง ไม่มีทางที่จะมีสตรอว์เบอร์รีผลิดอกออกผลได้เลย แต่มารุชกาไม่กล้าขัดคำสั่ง เธอจึงจำเป็นต้องเดินเข้าไปยังป่าลึกอีกครั้ง

เมื่อมารุชกาหยิบตะกร้าแล้วเดินออกไปสู่ป่าใหญ่ ความหนาวทำให้แก้มและมือของเธอเย็นจนเจ็บไปหมด ครั้นเมื่อมารุชกาเดินไปถึงกลางป่าอีกครั้ง เธอเห็นแสงไฟสว่างวาบอยู่ไกล ๆ เช่นเดิม มารุชกาจึงรีบเดินเข้าไป และพบชายชรา 12 คนที่นั่งล้อมรอบกองไฟ พวกเขาคือเดือนทั้งสิบสอง (The Twelve Months) ที่เธอเคยพบมาแล้ว

เมื่อเดือนมกราคม (January) เห็นมารุชกา เขามองเธอด้วยสายตาเข้มงวดและถามว่า “เจ้ามาที่นี่อีกแล้วหรือ มารุชกา เจ้าต้องการอะไรในครั้งนี้”

มารุชกาก้มศีรษะและตอบอย่างสุภาพว่า “น้องสาวและแม่เลี้ยงสั่งให้หนูหาสตรอว์เบอร์รีไปให้ แต่อากาศหนาวแบบนี้ หนูไม่รู้ว่าจะหาสตรอว์เบอร์รีได้ที่ไหน”

เดือนมกราคมฟังคำตอบก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เขาจึงส่งไม้เท้าให้เดือนมิถุนายน (June) จากนั้นเดือนมิถุนายนก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วโบกไม้เท้าเล็กน้อย ทันใดนั้น หิมะก็ละลาย ทำให้ดินกลับมาอุ่นขึ้นอีกครั้ง แล้วต้นสตรอว์เบอร์รีก็ผลิดอกออกผลแดงสดไปทั่วทั้งทุ่ง

มารุชกาตาโตด้วยความดีใจ เธอรีบเก็บสตรอว์เบอร์รีจนเต็มตะกร้า แล้วกล่าวขอบคุณชายชราอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินกลับบ้าน

เมื่อแม่เลี้ยงและโฮลีนาเห็นว่ามารุชกาหาสตรอว์เบอร์รีกลับมาได้ พวกเขาก็ตกใจอีกครั้ง และเริ่มมีความโลภเกิดขึ้น วันต่อมา พวกเขาจึงสั่งมารุชกาว่า “ไปหาแอปเปิ้ลมาให้เรา”

มารุชกาถอนหายใจเบา ๆ แต่ก็ยังหยิบตะกร้าแล้วเดินออกไปสู่ป่าใหญ่ โดยเธอได้แต่หวังว่าปาฏิหาริย์อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง

ในคืนนั้น มารุชกาได้พบชายชรา 12 คนเหมือนเช่นเคย เดือนมกราคมมองเด็กสาวแล้วถามว่า “ครั้งนี้เจ้าต้องการอะไรอีก มารุชกา”

มารุชกาตอบอย่างสุภาพว่า “น้องสาวและแม่เลี้ยงสั่งให้หนูหาแอปเปิ้ลไปให้ แต่อากาศหนาวแบบนี้ หนูไม่รู้ว่าจะหาแอปเปิ้ลได้ที่ไหน”

เดือนมกราคมฟังคำตอบก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด เขาจึงส่งไม้เท้าให้เดือนกันยายน (September) จากนั้น เดือนกันยายนก็ยิ้ม แล้วโบกไม้เท้าเพื่อเนรมิตสิ่งมหัศจรรย์ ทันใดนั้น ต้นแอปเปิ้ลสูงใหญ่ก็ปรากฏขึ้น ซึ่งบนต้นมีผลแอปเปิ้ลสีแดงสดห้อยระย้าเต็มไปหมด

มารุชการีบเก็บแอปเปิ้ลใส่ตะกร้า แล้วกล่าวขอบคุณชายชราอย่างจริงใจ หลังจากนั้น เธอก็เดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข

เมื่อมารุชกานำแอปเปิ้ลเต็มตะกร้ากลับมาถึงบ้าน แม่เลี้ยงและโฮลีนาต่างก็ตกใจที่มารุชกาหาแอปเปิ้ลมาได้ทั้ง ๆ ที่อากาศหนาวขนาดนี้ แม่เลี้ยงและโฮลีนารู้สึกโมโหที่แกล้งมารุชกาไม่สำเร็จ สองแม่ลูกไม่เข้าใจว่ามารุชกาหาดอกไม้ สตรอว์เบอร์รี และแอปเปิ้ลมาได้อย่างไร แต่พวกนางเชื่อว่า ถ้ามารุชกาทำได้ พวกนางก็ต้องทำได้

ในคืนนั้น แม่เลี้ยงและโฮลีนาจึงตัดสินใจออกเดินทางไปในป่าด้วยตนเอง สองแม่ลูกไม่สนใจความหนาวเหน็บที่เสียดแทงผิว ไม่สนใจว่าพื้นหิมะจะหนาสักเพียงใด ความริษยาที่อยากดีกว่าเหนือกว่าทำให้หัวใจของพวกนางมืดบอด

เมื่อแม่เลี้ยงและโฮลีนาเดินไปถึงกลางป่า พวกนางเห็นแสงไฟสว่างวาบอยู่ไกล ๆ เช่นเดียวกับที่มารุชกาเคยเห็น สองแม่ลูกจึงรีบเดินเข้าไป และพบชายชรา 12 คนที่นั่งล้อมรอบกองไฟอยู่ แน่นอนว่า พวกเขาคือเดือนทั้งสิบสอง (The Twelve Months)

เมื่อเดือนมกราคม (January) เห็นสองแม่ลูก เดือนมกราคมจึงมองทั้งคู่ด้วยสายตาเข้มงวดและถามว่า “พวกเจ้ามาที่นี่ทำไม”

แทนที่แม่เลี้ยงและโฮลีนาจะตอบด้วยความสุภาพ แม่เลี้ยงและโฮลีนา กลับพูดด้วยน้ำเสียงที่กระด้างว่า “พวกชั้นอยากได้ผลไม้เยอะ ๆ พวกชั้นอยากได้มากกว่าที่นังมารุชกาเคยได้ เอาผลไม้มาให้พวกชั้นเดี๋ยวนี้”

ชายชรา 12 คนต่างนิ่งเงียบ ความขุ่นเคืองค่อย ๆ ฉายแววขึ้นในดวงตาของเดือนต่าง ๆ และเมื่อความไม่พอใจกลายเป็นความโกรธ เดือนมกราคมก็ลุกขึ้นแล้วโบกไม้เท้า ทันใดนั้น พายุหิมะก็โหมกระหน่ำ และทำให้หิมะปลิวว่อนไปทั่วป่า

แม่เลี้ยงและโฮลีนาตกใจและพยายามวิ่งหนี แต่หิมะหนาและลมแรงทำให้พวกนางไม่สามารถหนีไปที่ไหนได้ เสียงลมหนาวดังหวีดหวิวเหมือนคำเตือนจากธรรมชาติ แล้วก็หิมะก็กลืนร่างของสองแม่ลูกให้ถูกผนึกอยู่ในความหนาวเย็นของป่าใหญ่ไปตลอดกาล

Posted in นิทานสอนใจ, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

นักเล่านิทานมือใหม่ : นิทานเด็กสอนใจเรื่องความขี้ลืมและบทเรียนชีวิต

นักเล่านิทาน คือคนที่ทำหน้าที่เล่าเรื่องราวให้ผู้ฟังได้เพลิดเพลิน ได้ข้อคิด และได้แรงบันดาลใจ นิทานไม่ใช่แค่เรื่องสนุกสำหรับเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสอนคุณค่าในชีวิต ถ่ายทอดประสบการณ์ และสร้างความอบอุ่นในครอบครัว

ในอดีต นักเล่านิทานถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เพราะพวกเขาเป็นผู้เชื่อมโยงเรื่องราวกับผู้คน ไม่ว่าจะในราชสำนักหรือในหมู่บ้าน ทุกครั้งที่มีการเล่านิทาน ผู้ฟังจะได้ทั้งความสุขและความรู้ไปพร้อมกัน ทำให้นักเล่านิทานเป็นเหมือนผู้สืบทอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรม

นิทานเรื่อง “นักเล่านิทานมือใหม่” จึงเป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเล่าเรื่อง และการเรียนรู้ของคนที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางนี้ เรื่องราวจะพาผู้อ่านไปสัมผัสบรรยากาศแห่งจินตนาการ ความอบอุ่น และข้อคิดที่มีคุณค่า ซึ่งเหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่รักการฟังนิทาน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีนักเล่านิทานมือใหม่คนหนึ่งเป็นคนขี้หลงขี้ลืมมาก พ่อของเขาเป็นนักเล่านิทานในราชสำนักผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง  เมื่อพ่อของเขาเฒ่าชะแรแก่ชรา  เขาจึงต้องทำหน้าที่เล่านิทานแทนพ่อ

วันแรกของการทำงาน ชายหนุ่มต้องแต่งนิทานเรื่องใหม่ไปเล่าให้เจ้าชายและเจ้าหญิงองค์น้อยฟัง ชายหนุ่มพยายามคิดนิทานเรื่องใหม่อย่างสุดความสามารถ แต่จนแล้วจนรอด เขาก็คิดไม่ออก เมื่อพ่อของเขาเห็นลูกชายกลุ้มใจ  พ่อจึงแนะนำว่า “ถ้าลูกคิดนิทานไม่ออกจริง ๆ ลองนอนพักสักหน่อย บางทีตอนที่หลับ ลูกอาจฝันถึงเรื่องสนุก ๆ ที่เอามาแต่งเป็นนิทานเรื่องใหม่ก็ได้นะ”

ชายหนุ่มเชื่อฟังคำแนะนำของพ่อ  เขาจึงเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ  หลังจากนั้น เขาก็ฝันถึงเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย 

ชายหนุ่มฝันถึงการผจญภัยของเจ้าชายกับเจ้าหญิง, เรื่องของมังกรบินที่ต่อสู้กับมังกรน้ำ, เรื่องยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก, เรื่องแมวนั่งตากลมกับหมูนั่งตากลม ฯลฯ เขาค่อย ๆ รวบรวมความคิดจนมั่นใจว่าเขาสามารถนำเรื่องที่ฝันมาแต่งเป็นนิทานได้แน่ ๆ

ครั้นเมื่อชายหนุ่มตื่นนอน แทนที่เขาจะรีบจดบันทึกความฝัน เขากลับลุกขึ้นจากที่นอนด้วยความดีใจ, แปรงฟันด้วยความดีใจ, อาบน้ำด้วยความดีใจ, ร้องเพลงด้วยความดีใจ จนเวลาผ่านไปครึ่งค่อนวัน นิทานที่เขาแต่งจากความฝันก็ค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ชายหนุ่มลืมเรื่องที่เขาฝันไปจนหมด เขาโมโหตัวเองที่ลืมว่าตนเองเป็นคนขี้ลืม เขาโกรธตัวเองที่ไม่รีบจดสิ่งที่คิดเอาไว้ทันทีที่คิดได้

ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังโทษตัวเองว่าโง่เขลาเบาปัญญาอยู่นั้น พ่อของเขาที่นั่งมองอยู่ห่าง ๆ ก็เดินมาให้สติ นักเล่านิทานผู้เป็นพ่อบอกกับลูกชายว่า “ถ้าลูกนำเรื่องที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียนเตือนใจ พร้อมกับแต่งนิทานเล่าถึงความพลาดพลั้งครั้งนี้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ทุก ๆ คนได้ข้อคิด บางทีลูกอาจได้นิทานเรื่องใหม่ไปเล่าให้เจ้าหญิงและเจ้าชายฟังก็ได้นะ”

ชายหนุ่มฟังคำของบิดาก็เห็นทางสว่าง เขาขอบคุณพ่อแล้วรีบลงมือเขียนนิทานเล่าเรื่องของนักเล่านิทานขี้ลืมที่เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำเพื่อฝันถึงเรื่องราวที่จะนำมาแต่งเป็นนิทาน 

ในฝันชายหนุ่มพบเจอสิ่งต่าง ๆ มากมาย ทั้งการผจญภัยของเจ้าชายกับเจ้าหญิง, มังกรบินสู้กับมังกรน้ำ, ยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก, แมวนั่งตากลมกับหมูนั่งตากลม ฯลฯ  จนเขาคิดนิทานสนุก ๆ ได้หลายเรื่อง  ครั้นเมื่อตื่นขึ้นมา ชายผู้นั้นกลับชะล่าใจไม่รีบจดบันทึก  ท้ายที่สุดเขาก็ลืมเรื่องราวทั้งหลายไปจนหมด

เมื่อชายหนุ่มเล่านิทานให้เจ้าชาย, เจ้าหญิง, พระราชาและพระราชินีฟังจนจบ ทุกพระองค์ต่างก็ชอบนิทานที่เขาเล่า  เจ้าชายกับเจ้าหญิงบอกว่านิทานสนุกดี  ส่วนพระราชากับพระราชินีก็ชอบที่นิทานให้ข้อคิด

นับจากวันนั้น  นักเล่านิทานหนุ่มก็แก้ปัญหาความขี้ลืมของเขาด้วยการจดทุกสิ่งทุกอย่างลงในสมุดบันทึกทันทีที่เขาคิดได้ 

หลายปีผ่านไป ชายหนุ่มแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ ออกมาอีกมากมาย และเขาก็กลายเป็นนักเล่านิทานในตำนานที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไม่แพ้พ่อของเขาเลย

Young storyteller reading to royal children in a flower-filled room with golden curtains and fantasy decor

Royal storytelling scene in a grand palace hall with children and nobles listening
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

อสุรกายมอมแมม : นิทานสอนใจเกี่ยวกับความสะอาดและมิตรภาพแสนที่อบอุ่น

นานมาแล้ว ในช่วงปีแรก ๆ ที่ผมเริ่มเขียนนิทานให้นิตยสารขวัญเรือน ผมจำได้ว่า ตอนที่เขียนนิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” ได้สักพัก ผมก็รู้สึกเสียดายตัวละครเด็กผู้หญิงในนิทานเรื่องนั้น และแอบฝันว่าหากเป็นไปได้ จะพยายามเขียนนิทานตอนต่อของ “สกปรกที่สุดในโลก” เผื่อว่าสักวันจะนำนิทานเหล่านั้นมารวมเป็นเล่มได้แบบหนังสือเรื่อง “ปิ๊ปปี้ถุงเท้ายาว” ของประเทศสวีเดน (ผมฝันไปไกลเลย)

เมื่อเวลาผ่านมาอีกนานพอสมควร ผมจึงแต่งนิทานเรื่อง “อสุรกายมอมแมม” เป็นนิทานภาคต่อของนิทานเรื่อง “สกปรกที่สุดในโลก” แถมยังนำตัวละครจากนิทานอีกสองเรื่องมาร่วมแสดงในนิทานเรื่องนี้ด้วย

หากมีใครสงสัยว่า นิทานเรื่อง อสุรกายมอมแมม นอกจากจะให้ความเพลิดเพลินแล้ว มันมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง คำตอบก็คือ นิทานเรื่องนี้เป็นเสมือนบทเรียนเล็ก ๆ ที่ชวนให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของการอาบน้ำและการดูแลความสะอาดของตนเอง ผ่านการผจญภัยที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ ความอบอุ่น และความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อเราเรียนรู้ที่จะรักและยอมรับกัน หวังว่าคุณผู้อ่านจะมีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

มอมแมมเป็นอสูรกายที่เกิดในกองขยะ  บ้านของมอมแมมเป็นภูเขาขยะขนาดมหึมา   มอมแมมชอบบ้านกองขยะของมันมาก  มันชอบคุ้ยหาข้าวของในกองขยะแล้วนำมันมาสร้างเป็นของเล่นแปลก ๆ ใหม่ ๆ อยู่เสมอ  มอมแมมสร้างของเล่นเอาไว้มากมายเต็มไปหมด  ความฝันอันยิ่งใหญ่ของมอมแมมก็คือ มันอยากจะสร้างของเล่นเพื่อทำให้เด็ก ๆ ทุกคนมีความสุข

แม้มอมแมมจะสร้างของเล่นแสนสนุกเอาไว้สารพัดอย่าง  แต่ด้วยเนื้อตัวที่แสนสกปรกของมอมแมม  เด็ก ๆ จึงไม่ยอมเฉียดกายเข้าใกล้มอมแมมเลยแม้แต่นิดเดียว  มอมแมมทั้งเหงาทั้งเศร้า  มันอยากจะเป็นเพื่อนกับเด็ก ๆ มากจริง ๆ   แต่จนแล้วจนรอด  มอมแมมก็ไม่รู้ว่ามันควรจะทำอย่างไรดี

วันหนึ่ง  มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านกองขยะของมอมแมม   แต่เดิม…เด็กผู้หญิงคนนี้เคยได้ชื่อว่าเป็น “เด็กผู้หญิงที่สกปรกที่สุดในโลก”  (เธอสกปรกถึงขนาดที่มีกลิ่นเหม็นตุ ๆ ลอยคลุ้งออกมาจากตัวเลยทีเดียว)  แต่หลังจากที่เธอชวนแมวเหมียวเพื่อนรักที่สกปรกไม่แพ้กันไปเล่นเป่าฟองสบู่กลางสายฝน  เมื่อสายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่  เด็กผู้หญิงที่เคยมีกลิ่นเหม็นตุ ๆ ก็กลับกลายมาเป็นเด็กผู้หญิงที่มีกลิ่นสบู่หอมสะอาดราวกับเป็นคนละคน

เมื่อเด็กผู้หญิงที่หอมกลิ่นสบู่เห็นเจ้าอสูรกายมอมแมมนั่งหน้าเศร้าอยู่ที่ภูเขากองขยะ เด็กหญิงใจดีจึงเอ่ยปากถามเจ้าอสูรกายว่าเกิดอะไรขึ้น? 

มอมแมมเล่าเรื่องทั้งหมดให้เด็กน้อยที่มีกลิ่นสบู่หอมฟุ้งฟัง  และเมื่อเด็กหญิงได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด  เธอจึงรับอาสาช่วยทำให้มอมแมมกลายเป็นอสูรกายที่หอมสะอาดเหมือนกับตัวของเธอ 

จริง ๆ แล้ว การทำให้มอมแมมหอมสะอาดคงจะไม่วุ่นวายสักเท่าไหร่…ถ้าหากมอมแมมเป็นอสูรกายตัวเล็ก ๆ เหมือนกับเด็ก ๆ   แต่ด้วยร่างกายของมอมแมมที่ใหญ่โตเกือบเท่าช้าง เด็กหญิงผู้ใจดีจึงจำเป็นต้องไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนของเธอในการทำให้มอมแมมหอมสะอาด

เจ้าชายสายลมกับคุณฟันนักทำฟองเป็นคนที่เด็กหญิงขอร้องให้มาช่วยเหลือ  เด็กหญิงขอให้เจ้าชายสายลมใช้พลังบังคับให้ฝนมาตกตรงที่บ้านกองขยะของมอมแมม  จากนั้น เธอก็ขอให้คุณฟันนักทำฟองช่วยปีนขึ้นไปยืนบนยอดของภูเขาขยะ แล้วเป่าฟองสบู่ให้ล่องลอยออกมาเคล้ากับสายฝน

แน่นอน…เมื่อสายฝนรวมเข้ากับฟองสบู่ ความสะอาดเอี่ยมอ่องจึงเกิดขึ้น  แต่เพราะคุณฟันเพลินกับการทำฟองมากไปหน่อย  ดังนั้น  แทนที่มอมแมมจะกลายเป็นอสูรกายแสนสะอาดที่มีกลิ่นหอมของสบู่ลอยฟุ้งออกมาจากตัวแต่เพียงผู้เดียว  ฟองสบู่กับสายฝนยังช่วยทำให้ของเล่นและภูเขาขยะขนาดมหึมากลับกลายเป็นดินแดนที่หอมฟุ้งไปกลิ่นสบู่หอมสะอาด

หลังฝนตก  เจ้าชายสายลมใช้สายลมเป่าขนสีขาว ๆ ของมอมแมมให้ฟูนุ่มดูน่ารัก  ส่วนเด็กหญิงกับคุณฟันก็ช่วยกันจัดทรงผมและผูกโบว์ที่ขนของมอมแมมจนไม่เหลือเค้าของอสูรกายให้เด็ก ๆ กลัวอีกต่อไป  

เมื่อมอมแมมกลายเป็นอสูรกายแสนน่ารักที่มีกลิ่นหอมสะอาดลอยฟุ้งออกมาจากตัว  เด็ก ๆ ที่เคยรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้มอมแมมก็พากันเปลี่ยนใจแย่งกันเข้ามากอดมอมแมมจนมอมแมมแทบตั้งตัวไม่ติด  เด็ก ๆ มีความสุขมากที่ได้เล่นของเล่นแสนสนุกที่มอมมอมสร้างขึ้น   ส่วนมอมแมมเองก็มีความสุขที่เด็ก ๆ ชอบของเล่นของมัน

มอมแมมขอบคุณเด็กหญิงใจดี เจ้าชายสายลมและคุณฟันนักทำฟองที่ช่วยทำให้มันเป็นที่รักของเด็ก ๆ  และแล้ว เรื่องวุ่น ๆ ของมอมแมมก็จบลงอย่างมีความสุข

เด็กหญิงกับอสุรกายมอมแมมเล่นฟองสบู่กลางสายฝน พร้อมแมวดำในฉากนิทานอบอุ่นเรื่องความสะอาดและมิตรภาพ
Posted in การรู้เท่าทันสื่อ, นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ

เจ้าหญิงกับกระจกวิเศษ : นิทานก่อนนอนสอนให้เด็ก ๆ รู้เท่าทันสื่อ

ในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยสื่อออนไลน์และข้อมูลมากมาย นิทานก่อนนอนยังคงเป็นสื่อที่ทรงพลังในการสอนใจเด็กและผู้ใหญ่ นิทานเรื่อง “เจ้าหญิงกับกระจกวิเศษ” ไม่ได้เป็นเพียงนิทานเด็กที่เล่าเพื่อความสนุก แต่เป็นนิทานสอนใจที่ช่วยให้ผู้อ่านทุกวัยตระหนักถึงความสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อ และการใช้วิจารณญาณก่อนเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ได้ยินหรือเห็นในโลกออนไลน์

หลายครั้งเราพบโฆษณาขายของที่บรรยายสรรพคุณอย่างน่าเชื่อถือ หรือข้อความที่ชวนให้ทำตามโดยอ้างเหตุผลที่ดูสมจริง แต่หากตรวจสอบลึกลงไป อาจพบว่าเป็นข้อมูลที่บิดเบือนหรือมีเจตนาแอบแฝง นิทานเรื่องนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนความจริงในสังคมปัจจุบัน ผ่านการเล่าเรื่องที่สนุกสนานและเข้าถึงง่าย เหมาะสำหรับใช้เป็นนิทานก่อนนอน นิทานเด็กดี และนิทานสอนใจที่ช่วยให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน

คุณค่าของนิทาน เจ้าหญิงกับกระจกวิเศษ อยู่ที่การสอนให้เด็กกล้าใช้วิจารณญาณ กล้าที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และรู้จักปรึกษาพ่อแม่เมื่อพบสิ่งที่น่าสงสัย ขณะเดียวกันก็เตือนผู้ใหญ่ให้รู้บทบาทของตนเองในการเป็นที่พึ่งที่ลูกไว้ใจได้ นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงนิทานแฟนตาซี แต่เป็นนิทานอมตะที่เหมาะกับทุกวัย และควรค่าแก่การอ่านและแบ่งปันต่อ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้กับสังคมในยุคดิจิทัล

กาลครั้งหนึ่ง  มีเจ้าหญิงองค์หนึ่ง  เป็นเจ้าหญิงที่ทั้งสวย ทั้งฉลาด และเชื่อฟังพ่อแม่เป็นที่สุด 

วันหนึ่ง  มีแม่มดสาวตนหนึ่ง ค้นพบกระจกวิเศษประจำตระกูล  นางจึงถามกระจกวิเศษว่า   “กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี”    เมื่อกระจกวิเศษตอบว่า   “ก็ต้องเป็นเจ้าหญิงน่ะสิ ทั่วทั้งปฐพี ไม่มีใครดีและงามเกิน”

ทันทีที่ได้ฟัง  แม่มดก็โกรธจัด  เพราะนางคิดว่าตนสวยที่สุด   เมื่อกระจกวิเศษเห็นเช่นนั้น   แทนที่มันจะปรามให้สงบ  กระจกวิเศษกลับยุให้แม่มด  หาทางจัดการกับเจ้าหญิงเสีย

แม่มดสาวคิดอยู่สักพัก  ในที่สุด   นางจึงวางแผนส่งกระจกวิเศษไปเป็นของขวัญให้เจ้าหญิงเพื่อให้กระจกยุให้เจ้าหญิงทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งามต่าง ๆ  เพื่อให้เจ้าหญิงกลายเป็นคนไม่ดี

เมื่อถึงวันเกิดของเจ้าหญิง  แม่มดก็ทำตามแผนโดยแกล้งทำทีเป็นมีไมตรีจิต  แล้วมอบกระจกให้เจ้าหญิงโดยบอกว่า กระจกที่มอบให้  เป็นกระจกวิเศษที่ตอบคำถามได้ทุกอย่าง  (ราวกับอินเตอร์เน็ตหรือเอไอในสมัยนี้)

เจ้าหญิงตื่นเต้นและพอใจมาก  จึงนำกระจกวิเศษไปไว้ที่ห้อง  ครั้นเมื่อกระจกวิเศษ ได้อยู่กับเจ้าหญิงตามลำพัง กระจกก็เริ่มยุให้เจ้าหญิงทดลองทำสิ่งไม่ดีไม่งาม  โดยอ้างว่า เรามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ เพราะมันเป็นชีวิตของเรา!

กระจกแนะให้เจ้าหญิงนอนดึก  ๆ  หรือหนีออกไปเที่ยวเล่นนอกวังในตอนกลางคืน  รวมทั้งชักชวนให้สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เล่นการพนัน ตามแบบที่วัยรุ่นชอบทำกัน

คำแนะนำของกระจกวิเศษ ทำให้เจ้าหญิงรู้สึกแปลก ๆ  เพราะคำพูดของกระจกวิเศษต่างจากคำสอนของพ่อกับแม่โดยสิ้นเชิง

เจ้าหญิงคิดว่ากระจกวิเศษ น่าจะมีเจตนาร้ายแอบแฝงอยู่ แต่เพื่อความแน่ใจ  เจ้าหญิงจึงแกล้งถามว่า “กระจกวิเศษจ๋า ถ้าหญิงทำตามที่พี่กระจกบอก แล้วเสด็จพ่อกับเสด็จแม่จับได้ หญิงควรทำอย่างไรดีล่ะจ๊ะ”

เมื่อกระจกวิเศษได้ฟัง  มันจึงแกล้งตอบว่า  “ถ้าพระราชากับพระราชินีจับได้  เจ้าหญิงก็แค่แต่งเรื่องโกหกเพื่อเอาตัวรอด  เดี๋ยวท่านก็หลงเชื่อเองแหละ”

การโกหกพ่อแม่เป็นเรื่องที่ไม่ดี  เจ้าหญิงจึงมั่นใจว่า กระจกวิเศษ  ต้องคิดร้ายกับพระองค์แน่ ๆ  (รวมทั้งแม่มดที่นำกระจกมาให้ก็คงมีแผนการร้ายซ่อนอยู่) ด้วยเหตุนี้ เจ้าหญิงจึงนำเรื่องทั้งหมดไปเล่าให้พ่อกับแม่ฟัง ซึ่งเมื่อทั้งสองพระองค์ได้ฟัง  ทั้งสองก็นำกระจกมาสอบสวน  จากนั้น ก็จัดการทำลายกระจกตัวร้ายเพื่อไม่ให้มันไปเสี้ยมสอนใคร ๆ ให้ทำเรื่องเลวร้ายได้อีก  นอกจากนี้  พระราชากับพระราชินีก็ให้พ่อมดหลวง ไปจับแม่มดมาขังไว้  เพื่อรอการลงโทษ

โชคดีเหลือเกินที่เจ้าหญิง ไม่ได้มีหน้าตาที่งดงามเท่านั้น  แต่พระองค์ยังเฉลียวฉลาด  และรู้จักนำเรื่องที่ได้พบได้ฟัง ไปปรึกษาหารือพ่อกับแม่  เพื่อให้ท่านช่วยคิด   คุณสมบัติต่าง ๆ นี้เองที่ทำให้เจ้าหญิงรอดจากผู้ประสงค์ร้าย

ในที่สุด  กระจกวิเศษของตระกูลแม่มดก็หมดโอกาสไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่ใคร ๆ อีก   ส่วนแม่มดที่มีจิตใจชั่วร้าย ก็ต้องรับโทษอยู่ในคุกเวทมนตร์ และได้ใช้เวลาสำนึกผิดอยู่ในคุกไปอีกนานแสนนาน

หมายเหตุ : หากชอบนิทานเรื่องนี้ รบกวนคลิกชมแบนเนอร์โฆษณาสักนิด เพื่อสนับสนุนให้เว็บไซต์นิทานนำบุญมีรายได้นะครับ ขอบคุณมากครับ 💛

เจ้าหญิงสวมมงกุฎและผ้าคลุมแดงยืนมองกระจกวิเศษที่สะท้อนใบหน้าปีศาจท่ามกลางเปลวไฟ ในห้องนอนกลางคืนพร้อมแมวน้อยและแสงเทียน
Posted in นิทานกริมม์, นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ

สาวเลี้ยงห่านปริศนา : นิทานผจญภัยสอนใจสำหรับเด็กและผู้ใหญ่จากกริมส์

นิทานเรื่อง สาวเลี้ยงห่าน (The Goose-Girl) เป็นหนึ่งในนิทานกริมส์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งถูกบันทึกโดยสองพี่น้องกริมส์จากแหล่งเล่าพื้นบ้านในเยอรมนีช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 พวกเขาเก็บรวบรวมเรื่องเล่าจากชาวบ้าน ปรับถ้อยคำให้เป็นภาษาวรรณกรรม และตีพิมพ์ในชุด Grimm’s Fairy Tales อันโด่งดัง ต่อมาเรื่องนี้ยังถูกนำไปเผยแพร่ใน The Blue Fairy Book (1889) ของ Andrew Lang หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในชุด “Fairy Books” ที่ Lang รวบรวมและแปลนิทานจากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก โดยจัดพิมพ์เป็นเล่มที่มีสีต่าง ๆ เช่น Blue, Red, Green เพื่อให้เด็กและผู้อ่านทั่วไปเข้าถึงนิทานคลาสสิกได้ง่ายขึ้น ถือเป็นผลงานสำคัญที่ช่วยเผยแพร่นิทานกริมส์และนิทานพื้นบ้านไปสู่สังคมโลกตะวันตกในวงกว้าง

เนื้อหาของ สาวเลี้ยงห่าน เล่าถึงเจ้าหญิงที่ถูกนางสาวใช้ทรยศและสวมรอยเป็นตนเอง ขณะที่เจ้าหญิงแท้จริงต้องไปทำงานเลี้ยงห่านอย่างต่ำต้อย นักวิชาการด้านวรรณกรรมมองว่านิทานนี้สะท้อนประเด็นเรื่อง “ความจริงและความเท็จ” รวมถึงการพิสูจน์คุณค่าภายในของตัวละคร สัญลักษณ์ที่ปรากฏ เช่น ผ้าเช็ดหน้าที่มีเลือดสามหยด แสดงถึงสายสัมพันธ์และการปกป้องจากแม่ ม้าฟาลาดาที่พูดได้เป็นสัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์และความจริงที่ไม่อาจถูกปิดบัง ส่วนการหวีผมสีทองของเจ้าหญิงกลางแดดสะท้อนความบริสุทธิ์และคุณค่าที่แท้จริงซึ่งเปล่งประกายแม้ในสถานะที่ต่ำต้อย การตีความเหล่านี้ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่า นิทานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่า แต่ยังเป็นบทเรียนเชิงจิตวิญญาณและสังคมที่สอดแทรกผ่านสัญลักษณ์

นิทานกริมส์หลายเรื่อง รวมถึง สาวเลี้ยงห่าน มีฉากที่อาจดูโหดร้ายสำหรับเด็กในยุคปัจจุบัน เช่น การฆ่าม้าฟาลาดา หรือการลงโทษนางสาวใช้ด้วยวิธีรุนแรง ซึ่งสะท้อนค่านิยมการสั่งสอนในสังคมสมัยก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกนำมาเรียบเรียงลงในเว็บไซต์ นิทานนำบุญ ได้มีการลดทอนความรุนแรงของบางฉากเท่าที่ทำได้ โดยยังคงรักษาอารมณ์และแก่นของเรื่องต้นฉบับ เพื่อให้ผู้อ่านทั้งเด็กและผู้ใหญ่สัมผัสได้ถึงความงดงามและบทเรียนชีวิต หากต้องการอ่านนิทานต้นฉบับฉบับเต็ม สามารถหาอ่านได้จาก Grimm’s Fairy Tales ที่ตีพิมพ์โดยสองพี่น้องกริมส์ หรือจาก The Blue Fairy Book ของ Andrew Lang ซึ่งมีฉบับดิจิทัลให้เข้าถึงได้ในเว็บไซต์โครงการ Project Gutenberg และแหล่งหนังสือสาธารณะออนไลน์ต่าง ๆ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชินีผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาและปัญญา พระองค์มีพระธิดาเพียงองค์เดียว เป็นเจ้าหญิงที่งดงามและอ่อนโยนยิ่งนัก

เมื่อเจ้าหญิงเติบโตขึ้น พระราชินีได้จัดให้พระธิดาอภิเษกกับเจ้าชายจากเมืองไกล เมืองนั้นมีสัมพันธ์อันดีกับอาณาจักรของพระราชินีมาเนิ่นนาน การแต่งงานครั้งนี้จึงเป็นทั้งสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพและความรัก

ก่อนออกเดินทาง พระราชินีเตรียมสิ่งสำคัญไว้ให้ลูกสาว ทั้งเสื้อผ้า ของใช้จำเป็น และม้าพูดได้ชื่อ ฟาลาดา ซึ่งเป็นเพื่อนรักของเจ้าหญิงมาตั้งแต่วัยเยาว์ แต่สิ่งล้ำค่าที่สุดคือ ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก ๆ ที่มีเลือดสามหยดของพระราชินี ซึ่งพระองค์ใช้มีดเล็ก ๆ สะกิดที่ปลายนิ้ว แล้วหยดเลือดลงบนผ้าเช็ดหน้า เพื่อเป็นเครื่องรางคอยปกป้องและเตือนว่าความรักของแม่ยังคงอยู่กับลูกเสมอ

พระราชินีส่งสาวใช้คนหนึ่งไปเป็นผู้ติดตามเจ้าหญิง เพื่อช่วยดูแลระหว่างทาง แต่ไม่นานหลังออกเดินทาง สาวใช้ก็เริ่มเผยนิสัยแท้จริง เธอพูดจาไม่สุภาพ ไม่เคารพเจ้าหญิง และค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทจากผู้รับใช้เป็นผู้สั่งการ

วันหนึ่ง ในขณะที่เจ้าหญิงและสาวใช้หยุดพักที่ริมแม่น้ำ สาวใช้บังอาจงสั่งให้เจ้าหญิงลงไปตักน้ำมาให้ดื่ม แม้เจ้าหญิงจะตกใจ แต่ก็ยอมทำตาม เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ครั้นเมื่อเจ้าหญิงก้มลงตักน้ำ ผ้าเช็ดหน้าที่มีเลือดสามหยดก็บังเอิญหลุดจากมือและลอยไปตามสายน้ำ ซึ่งไม่ว่าเจ้าหญิงจะตามหาเพียงใดก็ไม่พบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นอีกเลย

เมื่อสาวใช้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นางก็ยิ้มอย่างพอใจ เพราะนางรู้ดีว่าเจ้าหญิงได้สูญเสียเครื่องรางชิ้นสำคัญ ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชิ้นเดียวที่มีอยู่ สาวใช้จึงใช้โอกาสที่เจ้าหญิงรู้สึกเคว้งคว้างไร้ที่พึ่ง ทำการข่มขู่เจ้าหญิง โดยทำทีจะใช้กำลังและบังคับให้เจ้าหญิงสาบานว่าจะไม่เล่าเรื่องใด ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทางให้ใครฟัง มิฉะนั้น นางจะทำร้ายเจ้าหญิงให้ถึงแก่ชีวิต เจ้าหญิงจึงจำใจต้องสาบาน และด้วยความเป็นเชื้อพระวงศ์ เจ้าหญิงจึงต้องรักษาคำสาบานที่ให้ไว้ยิ่งชีวิต

เมื่อเจ้าหญิงและสาวใช้เดินทางมาถึงเมืองของเจ้าชาย สาวใช้ก็สวมรอยเป็นเจ้าหญิง ส่วนเจ้าหญิงตัวจริงถูกบังคับไม่ให้พูด และต้องทำตัวเหมือนคนธรรมดา

นอกจากนี้ สาวใช้ยังแอบสั่งให้คนนำม้าพูดได้อย่างฟาลาดาไปจัดการ เพื่อไม่ให้มันเปิดเผยความจริง โดยหัวของฟาลาดาถูกนำไปแขวนไว้ใต้ซุ้มประตูหินใกล้วัง ซึ่งเมื่อเจ้าหญิงเดินผ่านไปเห็น เจ้าหญิงก็ตกใจและพูดกับเพื่อนของพระองค์ว่า “โอ้ ฟาลาดา เจ้าถูกแขวนอยู่ตรงนี้” และหัวม้าก็ตอบกลับอย่างเศร้าสะเทือนใจว่า “โอ้ เจ้าหญิง หากพระมารดาของท่านรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พระองค์คงเสียใจยิ่งนัก”

ในเวลาต่อมา เจ้าหญิงถูกส่งไปทำงานเลี้ยงห่านร่วมกับเด็กหนุ่มชื่อคอนราด ทุกวัน พระองค์ต้องตื่นแต่เช้าไปดูแลฝูงห่าน แม้จะเศร้าและเหนื่อย แต่พระองค์ก็ทรงทำงานโดยไม่บ่นและไม่เคยเล่าเรื่องของตัวเองให้ใครฟัง แต่ไม่นานนัก คอนราดเริ่มสังเกตว่าหญิงสาวผู้นี้ไม่เหมือนคนทั่วไป เพราะเมื่อเธอหวีผมกลางแดด ผมยาวสีทองของเธอได้เปล่งประกายราวกับเส้นไหมที่ปลิวไปตามสายลม คอนราดตกตะลึงและสงสัยว่าสาวเลี้ยงห่านปริศนาผู้นี้เป็นใครกันแน่

ไม่นานนัก เรื่องราวเกี่ยวกับสาวเลี้ยงห่านปริศนาก็ไปเข้าหูของพระราชา พระองค์จึงแอบมาสังเกตการณ์ด้วยตนเอง และเมื่อพระราชาเห็นสาวเลี้ยงห่านที่กำลังหวีผมสีทอง แต่ดวงตาของเธอกลับมีความเศร้าและหม่นหมองจนยากจะบรรยายได้ พระราชาจึงมั่นใจว่าเรื่องนี้ต้องมีความลับบางอย่างซุกซ่อนอยู่

พระราชาจึงเรียกสาวเลี้ยงห่านมาพบและถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เจ้าหญิงในฐานะสาวเลี้ยงห่านไม่อาจพูดความจริงได้ เพราะได้ให้คำสาบานเอาไว้แล้ว พระราชาจึงสั่งสร้างห้องเล็ก ๆ มีผนังสูง และบอกว่า “เจ้าไปเล่าให้ผนังฟังเสียสิ ไม่ถือว่าเจ้าบอกใคร” ครั้นเมื่อเจ้าหญิงอยู่เพียงลำพัง เจ้าหญิงจึงเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา ตั้งแต่การเดินทาง การสูญเสียผ้าเช็ดหน้า การถูกบังคับ และการถูกสวมรอย เจ้าหญิงเล่าทุกเรื่องโดยไม่รู้ว่า พระราชาทรงซ่อนตัวอยู่ภายนอกและได้ยินทุกถ้อยคำ

ในงานเลี้ยงใหญ่วันรุ่งขึ้น พระราชาทรงเรียกเจ้าหญิงตัวปลอมมาถามว่า “คนทรยศและหลอกเจ้านายของตน ควรได้รับโทษเช่นไร?” สาวใช้ไม่รู้ว่าตัวเองถูกจับได้ จึงตอบอย่างลำพองว่า “คนเช่นนั้นควรถูกลงโทษอย่างหนักให้เป็นเยี่ยงอย่าง”

พระราชาจึงประกาศทันทีว่า โทษดังกล่าวจะใช้กับเจ้าเอง จากนั้น พระราชาก็สั่งให้ลงโทษสาวใช้ด้วยโทษที่หนักหนาสาหัสจนกลายเป็นตัวอย่างไม่ให้คนกล้าทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้อีก

เมื่อความจริงถูกเปิดเผย เจ้าหญิงตัวจริงจึงได้รับเกียรติของพระองค์กลับคืนมา เจ้าชายทรงดีใจที่ได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของคู่หมั้น แล้วทั้งคู่ก็ได้อภิเษกสมรสและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข…นับจากนั้น

สาวผมทองในชุดน้ำเงินและผ้าคลุมแดงยืนท่ามกลางฝูงห่านในป่าแฟนตาซี มีปราสาทและตัวละครลับอยู่เบื้องหลัง
เจ้าหญิงเลี้ยงห่านในฉากป่าแฟนตาซี—ภาพประกอบจากนิทานกริมส์เรื่องสาวเลี้ยงห่าน
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานเด็ก

ลูกยักษ์หลงทาง – นิทานสอนใจสำหรับเด็กและครอบครัว

ในโลกของนิทาน ยักษ์มักถูกวาดภาพให้ดูน่าเกรงขาม บางครั้งก็เป็นตัวร้าย บางครั้งก็เป็นผู้พิทักษ์ แต่ในเรื่องนี้ ลูกยักษ์ไม่ได้มาเพื่อสู้รบหรือข่มขวัญใคร เขาแค่หิว แค่หลงทาง และแค่ต้องการข้าวสักมื้อ นิทานเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของยักษ์ แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจ ความเมตตา และการมองเห็นหัวใจของกันและกันในวันที่อ่อนแอที่สุด

ความน่าสนใจของนิทานเรื่องนี้คือการเลือกเล่าเรื่องยักษ์โดยไม่มีฉากรุนแรง มีเพียงความหิว ความเศร้า และการช่วยเหลือที่เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ

นิทานเรื่องนี้ มีทั้งเหตุการณ์ที่อบอุ่นหัวใจ เหตุการณ์ที่ชวนให้ตื่นเต้น แถมยังมีข้อคิดให้มองได้ในหลายแง่มุม หวังว่านิทานเรื่องนี้จะทำให้ผู้อ่านนอนหลับฝันดี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกยักษ์ตนหนึ่งหลงทางออกมาจากป่าลึกซึ่งเป็นบ้านของมัน

ลูกยักษ์ซัดเซพเนจรจนมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มันทั้งเหนื่อยทั้งหิว มันจึงเดินเข้าไปในหมู่บ้าน แล้วใช้นิ้วขนาดใหญ่เคาะประตูบ้านหลังที่ใหญ่ที่สุดเบา ๆ เพื่อขออาหารกินสักมื้อ

เจ้าของบ้านหลังนั้นคือผู้ใหญ่บ้านใจร้ายที่ทั้งขี้เหนียวและชอบเอาเปรียบ เมื่อผู้ใหญ่บ้านเห็นลูกยักษ์มาขอข้าวกิน ผู้ใหญ่บ้านก็รีบไล่ลูกยักษ์ให้ไปขอข้าวที่บ้านหลังอื่นทันที

ลูกยักษ์รู้ว่าตนเองกินข้าวมากกว่าคนทั่วไป แต่มันไม่คิดว่าเจ้าของบ้านจะขับไล่ลูกยักษ์ที่หิวโซอย่างมันได้ลงคอ ลูกยักษ์ได้แต่ก้มหน้ากลั้นน้ำตา แล้วเดินออกจากหมู่บ้านแห่งนั้นโดยคิดว่า “ขนาดบ้านที่ร่ำรวยที่สุดยังไม่แบ่งข้าวให้กิน บ้านหลังอื่น ๆ ก็คงไม่มีทางแบ่งข้าวให้กินแน่ ๆ “

ในขณะที่ลูกยักษ์เดินมาถึงท้ายหมู่บ้าน จู่ ๆ ลูกยักษ์ก็ได้ยินเสียงสามีภรรยาคู่หนึ่งร้องเรียก สองสามีภรรยาเห็นลูกยักษ์เดินหน้าเศร้ามาตามลำพัง ทั้งคู่ก็เดาได้ว่าลูกยักษ์คงต้องการความช่วยเหลือบางอย่าง เมื่อสองสามีภรรยารู้ว่าลูกยักษ์หิวข้าวมาก ทั้งสองคนจึงรีบหุงข้าวหุงปลาเลี้ยงลูกยักษ์ด้วยความสงสาร

ลูกยักษ์กินจุกว่าคนปกติ 10 เท่า สามีภรรยาผู้มีน้ำใจจึงต้องหุงข้าวให้ลูกยักษ์กินถึง 10 หม้อ ครั้นเมื่อคนใจบุญทั้งสองเห็นว่าลูกยักษ์อิ่มแล้ว ทั้งคู่จึงบอกให้ลูกยักษ์นอนพักที่กองฟางนุ่ม ๆ นอกบ้านสักคืน แล้วจะช่วยหาทางกลับบ้านให้ในวันรุ่งขึ้น

หลังจากสองสามีภรรยาเข้านอน ลูกยักษ์เกิดความคิดอยากตอบแทนบุญคุณของพวกเขา คืนนั้น ลูกยักษ์จึงแอบย่องเข้าไปในสวน แล้วร่ายเวทมนตร์ของยักษ์ ทำให้พืชผักในสวนเติบโตงอกงามและมีขนาดใหญ่กว่าปกติถึง 10 เท่า

เช้าวันต่อมา สองสามีภรรยาแปลกใจมากที่เห็นผักและผลไม้มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างไม่คาดคิด หนำซ้ำ ชาวบ้านยังมาขอซื้อผักผลไม้จนเนืองแน่นไปหมด สองสามีภรรยาขายผักและผลไม้จนไม่มีเหลือ พวกเขาขอบใจลูกยักษ์ที่ช่วยร่ายเวทมนตร์ให้ จากนั้น ทั้งคู่ก็เตรียมตัวพาลูกยักษ์เดินทางเข้าป่าเพื่อหาทางกลับบ้าน

ในขณะนั้นเอง ผู้ใหญ่บ้านใจร้ายทราบข่าวเรื่องมนตร์วิเศษของลูกยักษ์ ผู้ใหญ่บ้านอยากให้ลูกยักษ์ทำให้ผักและผลไม้ของตนใหญ่ขึ้นบ้าง ผู้ใหญ่บ้านจึงพาลูกสมุน 100 คนตรงมาที่บ้านของสองสามีภรรยา แล้วอ้างว่าลูกยักษ์เป็นผู้บุกรุกจึงต้องขอจับไปสอบสวนที่บ้านเสียก่อน

แม้ลูกยักษ์จะมีกำลังสู้กับลูกสมุนของผู้ใหญ่บ้านได้อย่างสบาย แต่ลูกยักษ์ไม่อยากให้สามีภรรยาที่ช่วยมันต้องเดือดร้อน ลูกยักษ์จึงยอมให้ผู้ใหญ่บ้านคุมตัวไปแต่โดยดี

เมื่อไปถึงบ้านของผู้ใหญ่บ้าน ลูกยักษ์เริ่มหิวจึงขอกินข้าวสักหน่อย แต่ผู้ใหญ่บ้านไม่ให้ ลูกยักษ์จึงโมโห ไม่ยอมเสกผักและผลไม้ให้ใหญ่ขึ้นตามที่ผู้ใหญ่บ้านออกคำสั่ง

ครั้นเมื่อผู้ใหญ่บ้านเห็นว่าลูกยักษ์ดื้อดึง ผู้ใหญ่บ้านจึงให้ลูกสมุนนำไม้กระบองมาตีลูกยักษ์

ลูกยักษ์เจ็บจึงร้องไห้เสียงดังลั่น เสียงร้องไห้ของลูกยักษ์ดังแว่วเข้าไปในป่า ไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น พ่อยักษ์กับแม่ยักษ์ที่ได้ยินเสียงลูกก็วิ่งบุกป่าฝ่าดงตรงมายังหมู่บ้าน

เมื่อพ่อยักษ์กับแม่ยักษ์เห็นลูกถูกคน 100 คนรุมตี ทั้งคู่จึงเป่าให้คนเหล่านั้นปลิวไปตามสายลม…เหลือแต่ผู้ใหญ่บ้านที่กอดเสาเอาไว้ได้ เมื่อลูกยักษ์ได้ที ลูกยักษ์จึงฟ้องพ่อกับแม่ว่าผู้ใหญ่บ้านเป็นตัวการที่สั่งให้คนมาทุบตีตน

พ่อยักษ์กับแม่ยักษ์โมโหมาก ทั้งคู่ไล่ผู้ใหญ่บ้านให้ออกไปจากหมู่บ้านโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นจะจับกินให้สิ้นซาก ผู้ใหญ่บ้านกลัวมากจึงรีบหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต

เมื่อเรื่องราวทั้งหมดสงบลง ลูกยักษ์จึงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้พ่อกับแม่ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ แม่ยักษ์ชื่นชมในน้ำใจของสองสามีภรรยา นางจึงถอดตุ้มหูเพชรซึ่งมีขนาดใหญ่เท่าตุ่มน้ำแล้วนำไปมอบให้แก่คนใจดีทั้งสอง ส่วนพ่อยักษ์เห็นว่าหากคนดีได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านนี้ก็คงจะมีแต่ความสุข ด้วยเหตุนี้ พ่อยักษ์จึงประกาศให้สองสามีภรรยาทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ และตนจะคอยแวะมาช่วยปกป้องหมู่บ้าน…หากมีใครคิดมาเกเรสร้างความเดือดร้อน

ชาวบ้านต่างดีใจที่ได้คนดีมาดูแลหมู่บ้านของตน ส่วนลูกยักษ์ก็ตามพ่อกับแม่กลับเข้าป่าไปโดยแอบดีใจอยู่เงียบ ๆ ที่สามีภรรยาผู้ใจดีได้สิ่งดี ๆ ตอบแทนความดีของพวกเขา

ลูกยักษ์ตัวใหญ่กำลังกินข้าวจากหม้อข้าวใบโต