นิทานเรื่อง “ช่างตีเหล็กกับปีศาจ” (The Blacksmith and the Devil) เป็นนิทานพื้นบ้านจากยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะในแถบรัสเซียและยูเครน ซึ่งมีการเล่าขานกันมายาวนานในหมู่ชาวบ้านและช่างฝีมือ เรื่องนี้ได้รับการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในหนังสือ Tales and Legends from the Land of the Tzar (1891) โดย Edith M. S. Hodgetts ผู้เรียบเรียงและแปลนิทานพื้นบ้านรัสเซียเป็นภาษาอังกฤษ หนังสือเล่มนี้ถือเป็นแหล่งต้นฉบับหลักที่ใช้ในการเรียบเรียงนิทานฉบับภาษาไทยครั้งนี้ โดยยึดตามโครงเรื่องดั้งเดิมอย่างเคร่งครัด
นักวิชาการด้านวรรณกรรมเปรียบเทียบมักจัดนิทานเรื่องนี้ไว้ในกลุ่ม “นิทานต่อรองกับปีศาจ” เช่นเดียวกับ Faustbuch (1587) จากเยอรมนี หรือ The Devil and Tom Walker จากอเมริกา โดยมีโครงสร้างคล้ายกันคือ ตัวละครหลักทำข้อตกลงกับปีศาจเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งที่ปรารถนา แต่สิ่งที่ทำให้ “ช่างตีเหล็กกับปีศาจ” โดดเด่นคือการใช้ไหวพริบและภูมิปัญญาชาวบ้านในการพลิกสถานการณ์อย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดยไม่ต้องพึ่งเวทมนตร์หรือปรัชญาลึกซึ้ง เป็นนิทานที่เข้าถึงได้ง่ายและให้ความรู้สึกสนุกแบบพื้นบ้าน
เราเลือกเรียบเรียงนิทานเรื่องนี้ใหม่ เพราะมันให้อารมณ์ที่ต่างจาก “ฟาวสต์” อย่างชัดเจน คือไม่ใช่เรื่องของนักปราชญ์ผู้แสวงหาความรู้เหนือธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องของช่างฝีมือธรรมดาที่ใช้ไหวพริบเอาชนะสิ่งลี้ลับด้วยมือเปล่า การเรียบเรียงเป็นไปโดยยึดตามต้นฉบับของ Hodgetts เพียงเล่มเดียว ไม่เติมเนื้อหาใหม่ แต่ปรับภาษาให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย และเหมาะกับผู้อ่านร่วมสมัย หากท่านสนใจอ่านต้นฉบับ สามารถค้นหาได้จากแหล่งออนไลน์ เช่น Wikisource โดยใช้คำค้นว่า “The Blacksmith and the Devil by Hodgetts”
“ฟาวสต์ : ชายผู้ทำสัญญากับปีศาจ” เป็นนิทานคลาสสิกจากยุโรปที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อวรรณกรรม ศิลปะ และปรัชญาตะวันตก เรื่องนี้ปรากฏครั้งแรกในหนังสือชื่อ Historia von D. Johann Fausten หรือที่รู้จักกันในชื่อ Faustbuch (1587) ซึ่งตีพิมพ์ในเยอรมนีโดยผู้เรียบเรียงนิรนาม และต่อมาได้รับการแปลและดัดแปลงโดยนักเขียนระดับโลก เช่น Christopher Marlowe และ Johann Wolfgang von Goethe นิทานเรื่องนี้เล่าถึงนักปราชญ์ผู้แสวงหาความรู้เหนือธรรมชาติจนยอมแลกวิญญาณกับปีศาจ เป็นเรื่องที่ทั้งสะเทือนใจและชวนครุ่นคิด ถูกเล่าขานและตีความใหม่ในหลากหลายยุคสมัย
นิทานกริมส์หลายเรื่องถูกเล่าในโครงสร้างคล้ายกัน เช่น The Golden Goose (ห่านทองคำ), The Three Feathers (ขนนกสามเส้น) หรือ The Simpleton (เจ้าชายซื่อ) ซึ่งล้วนสะท้อนมุมมองว่า “คนที่ดูอ่อนแอหรือถูกมองข้าม” มักจะเป็นผู้ไขปริศนาหรือทำภารกิจสำเร็จ เรื่องเหล่านี้กลายเป็นต้นแบบของ “นิทานอมตะ” ที่คนทั่วโลกจดจำ เพราะนอกจากจะมีความแฟนตาซีและปริศนาแล้ว ยังให้ข้อคิดเรื่องความดีงามที่ซ่อนอยู่ในตัวคนธรรมดา