Posted in ครอบครัว, เด็ก

ประวัติ : ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน

ในโลกของนิทาน ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เชื่อว่า ชื่อของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน (บางคนออกเสียงว่า แอนเดอร์สัน หรือ แอนเดอร์เซน) รวมทั้งผลงานนิทานของเขา เช่น นิทานก่อนนอนเรื่อง ลูกเป็ดขี้เหร่ (The Ugly Duckling) หรือ เงือกน้อย (The Little Mermaid) น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นหูของเด็ก ๆ และนักอ่านอยู่พอสมควร และในฐานะที่ผมเป็นนักแต่งนิทานคนหนึ่ง การได้เขียนบทความเกี่ยวกับนักแต่งนิทานระดับโลกอย่างฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เพื่อเผยแพร่ในเว็บไซต์ “นิทานนำบุญ” นี้ ถือว่าเป็นเกียรติและเป็นการแสดงความคารวะต่อนักแต่งนิทานชั้นครู ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ไปพร้อม ๆ กันนะครับ

ข้อมูลจากหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” (Hans Christian Andersen and The True Story of My Life) ซึ่ง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขียนเล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง ระบุว่า ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เกิดในประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1805 (หรือเทียบเท่ากับ พ.ศ. 2348 ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 1 ในประเทศไทย ) เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน มีคุณพ่อเป็นช่างทำรองเท้า ที่ชอบงานด้านกวี และรักลูกมาก ในวันอาทิตย์ พ่อของแอนเดอร์เสนมักเล่นสนุกกับลูกชาย ทั้งการทำแว่นสามมิติให้เล่น ทำโรงละครที่เปลี่ยนฉากได้ให้เล่น รวมทั้งอ่านบทละครและนิทานอาหรับราตรีให้ลูกชายฟัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ (รวมทั้งธรรมชาติในบ้านชนบทของแอนเดอร์เสน) หล่อหลอมให้เขามีความสนใจในเรื่องละคร การเขียน รวมถึงการแต่งนิทานในที่สุด

เมื่อมองชีวิตของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในชนบทของเดนมาร์กเมื่อราว 200 ปีก่อน ชีวิตของเขาน่าจะเป็นชีวิตแบบ “ปกติ” ของคนส่วนใหญ่ในยุคนั้น คือ มีฐานะยากจน มีความศรัทธาในศาสนาสูงและมีการศึกษาน้อย (เพราะโอกาสที่คนเมื่อ 200 กว่าปีก่อนจะได้เรียนหนังสือต้องเป็นเรื่องที่พิเศษจริง ๆ) แต่นิสัยของแอนเดอร์เสนที่พิเศษกว่าใคร น่าจะเป็นเรื่องความเป็นคนที่มีจินตนาการสูง มีความฝันอยากเป็นนักแสดงละคร เป็นคนรักการอ่าน มีความจำที่ดีถึงขนาดที่สามารถจำบทละครฉากต่าง ๆ ได้ขึ้นใจ และที่น่าสนใจมากคือ มีความกล้าในการแต่งกลอนหรือเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีความรู้เรื่องภาษาไม่มากนัก และมีความกล้าที่จะออกเดินทางไกลเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

คุณสมบัติต่าง ๆ ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ทำให้เขาได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่ยินดีให้ความรู้ด้านภาษาแก่เขา แต่ในขณะเดียวกัน ผลงานในช่วงแรก ๆ ของเขาก็โดนดูถูกและเย้ยหยันในเรื่องคุณภาพของงานและการใช้ภาษาที่ผิดพลาดอยู่เสมอ ๆ

การสร้างสรรค์ผลงานด้านการเขียนทั้ง ๆ ที่มีความรู้ที่จำกัด รวมทั้งการต้องเผชิญกับการดูถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนให้เห็นชีวิตทั้งในด้านความมุ่งมั่นและความขมขื่นของแอนเดอร์เสน

ผลงานในยุคแรก ๆ ของเขา (ราวปลายปี 1828 -1839) ไม่ใช่นิทานเด็กอย่างที่หลาย ๆ คนคิด แต่งานในยุคแรก ๆ ของเขา เป็นการแต่งบทละครและนวนิยาย ซึ่งกว่าที่ผลงานของเขาจะเริ่มได้รับการยอมรับ มันก็ใช้เวลานับ 10 ปีเลยทีเดียว

ในปี 1835 หลังจากที่นิยายเรื่อง “นักแสดงสด” ที่ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน แต่ง ได้รับการตีพิมพ์ เขาได้เริ่มแต่งและพิมพ์นิทานสำหรับเด็กเล่มแรกออกมา นิทานชุดแรกเกือบทั้งหมดนำมาจากนิทานที่เคยได้ฟังตอนเด็ก ๆ (ยกเว้นเรื่องสุดท้ายที่สนุกที่สุด) ต่อมา เขาก็เริ่มแต่งนิทานเรื่องใหม่ ๆ เองเกือบทุกเรื่อง โดยออกหนังสือนิทานเล่มใหม่ทุกปีในวันคริสต์มาส ซึ่งทำให้ต้นคริสต์มาสทุกต้นในเดนมาร์กมีหนังสือนิทานเด็กของเขาวางอยู่ด้วยเสมอ (มีข้อมูลระบุว่า นิทานเรื่องแรกที่เขาแต่งมีชื่อว่า “เทียน” ซึ่งแต่งในช่วงปี 1820-1830)

นิทานของแอนเดอร์เสนได้รับความนิยมมาก มีนักแสดงบางคนนำนิทานของเขาไปจัดแสดงบนเวที นอกจากนี้ นิทานเรื่อง ทหารดีบุก คนเลี้ยงหมู และ ลูกข่างกับลูกบอล ก็เคยถูกนำไปเล่าบนเวทีละครหลวงและโรงละครเอกชน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี

ตลอดช่วงชีวิตการทำงานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เขาได้พบเจอกับผู้คนมากมาย ผู้คนจำนวนหนึ่งช่วยสนับสนุนและให้กำลังใจเขา ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งดูถูกและพยายามกดเขาให้ต่ำลง แอนเดอร์เสนเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ในยูโรปเพื่อพักใจเป็นระยะ ๆ รวมทั้งเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ และพบเจอกับบุคคลสำคัญ ๆ ในแวดวงวรรณกรรมในประเทศต่าง ๆ (รวมทั้งนักแต่งนิทานอย่างพี่น้องตระกูลกริมม์) การทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลงานช่วยเบิกทางให้ผู้คนยอมรับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในหมู่ประชาชนทั่วไป นักเขียน บุคคลสำคัญ รวมถึงพระมหากษัตริย์

หนังสือเรื่อง “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” ทำให้ได้เห็นว่า ชีวิตของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน เหมือนการเดินทางไกล ที่ก้าวไปด้วยความศรัทธาที่มั่นคงต่อพระเจ้า และการสร้างผลงานอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งเมื่อเขามุ่งมั่นก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง ท้ายที่สุด เขาก็ได้รับการยอมรับ และกลายเป็นนักเขียนขวัญใจของเด็กหลาย ๆ คนในยุคนั้น รวมถึงเด็กอีกนับล้านคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน กลายเป็นนักเขียนและบุคคลสำคัญของเดนมาร์กและของโลก (ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากที่เย้ยหยันและดูถูกเขา จากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครจดจำได้) แอนเดอร์เสนแต่งนิทานไว้ทั้งหมด 156 เรื่อง โดยได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 125 ภาษา ซึ่งจุดเด่นของนิทานของแอนเดอร์เสนคือ เป็นนิทานที่เหมาะสำหรับเด็ก แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นนิทานที่มีเนื้อหาสอนใจและให้แง่คิดที่ลึกซึ้งสำหรับผู้ใหญ่

หลังจากที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ได้อ่านหนังสือ “เบื้องลึกเทพนิยายโลก ชีวิตจริง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน” จนจบ ผมก็รู้สึกว่า ชีวิตของนักแต่งนิทาน อาจมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายกัน ทั้งในแง่การเป็นคนที่ต้องมีความมุ่งมั่นมาก ๆ อดทนมาก ๆ และมีจินตนาการมาก ๆ แม้คนจำนวนหนึ่งจะมองว่า อาชีพนักแต่งนิทานเป็นอาชีพที่ไม่มีความหมายอะไรมากนัก (และเป็นอาชีพที่ได้ค่าตอบแทนน้อย) แต่มันก็น่าจะเป็นอาชีพที่มีคุณค่าอยู่พอสมควร เพราะอย่างน้อยที่สุด ผลงานนิทานที่ฝากเอาไว้ ก็น่าจะช่วยสร้างรอยยิ้มและความสุข (รวมทั้งให้ข้อคิดบางอย่าง) แก่ผู้อ่าน แม้ตัวผู้แต่งจะจากโลกนี้ไปแล้ว

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเสริมความมั่นใจ : เจ้าหนูตัวจิ๋ว

นิทานเรื่อง “เจ้าหนูตัวจิ๋ว” เป็นนิทานเพี้ยน ๆ อีกเรื่อง ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ตั้งชื่อตัวละครให้แปลกไปจากปกติ เช่น การตั้งชื่อฮิปโปว่า “ฮิปโป๋” (มีไม้จัตวา) ยีราฟ ว่า “ยีหลับ” (เสียงราฟกับหลับฟังแล้วคล้าย ๆ กันแต่ออกจะตลกหน่อยๆ) จิงโจ้ ว่า “จิงโจ๋” (ฟังแล้วออกแนวเก๋าโจ๋จิ๊กโก๋ พี่นำบุญว่าตลกดี) แถมแต่งนิทานให้ตัวละครเอก (หนูจิ๋ว) เป็นคนพูดเล่าเรื่อง

การอ่านออกเสียงหรือเล่านิทานเรื่องนี้ให้น่ารักน่าชัง ขอแนะนำให้ลองสมมติว่าตัวเองเป็นเจ้าหนูตัวจิ๋ว แล้วอ่านแบบออดอ้อนหน่อย ๆ น่าสงสารนิด ๆ จะทำให้ได้บรรยากาศในการฟังมากขึ้น

อนึ่ง นิทานเรื่องนี้ เคยพิมพ์เป็นหนังสือภาพโดยสำนักพิมพ์สถาพรบุ้กส์ ซึ่งหลาย ๆ โรงเรียนมีอยู่ในห้องเรียนหรือห้องสมุด เพราะนอกจากการเป็นนิทานตลก ๆ ก่อนนอนแล้ว นิทานเรื่องนี้ ยังมีข้อคิดที่ส่งเสริม EF เรื่องความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งนิทานจะทำให้เด็ก ๆ ตระหนักว่า “ถึงเราจะตัวเล็ก แต่เราก็มีพลังและทำประโยชน์ได้นะ”

นิทานเรื่อง เจ้าหนูตัวจิ๋ว

ผมชื่อจิ๋ว  ผมเป็นลูกหนูตัวกระจิ๋วหลิว

ผมตัวเล็กจริง ๆ นะ  เล็กขนาดที่ลมพัดก็ยังปลิว

ผมมีเพื่อนรักอยู่ 3 ตัว ชื่อ ฮิปโป๋, ยีหลับและจิงโจ๋

ฮิปโป๋เป็นลูกฮิปโป  ยีหลับเป็นลูกยีราฟ   ส่วนจิงโจ๋เป็นลูกของจิงโจ้

ฮิปโป๋, ยีหลับ, จิงโจ๋เกิดพร้อม ๆ กับผม

แต่เพื่อน ๆ ตัวโตและแข็งแรงกว่าผมมาก

เวลาต้องยกของหนัก ๆ  เพื่อนของผมยกกันได้สบาย

แต่ผมกลับรู้สึกว่า มันหนักแทบตาย

หนูตัวกระจิ๋วหลิวอย่างผม ไม่มีอะไรเทียบกับเพื่อน ๆ ได้เลย

ผมช่างไม่มีค่าไม่มีความหมาย…เสียจริง ๆ

เมื่อเพื่อน ๆ รู้ว่าผมน้อยใจที่ตัวกระจิ๋วหลิว

เพื่อน ๆ จึงมาปลอบและชวนผมไปเล่นให้หายหน้านิ่ว

ฮิปโป๋ชวนผมไปว่ายน้ำ

แต่ผมว่ายน้ำได้ไม่นาน…ก็หมดแรง  ผมจึงต้องขี่หลังฮิปโป๋ขึ้นฝั่ง (ก่อนที่จะจมน้ำปุ๋ง ๆ)

พอหายเหนื่อย  ยีหลับก็ชวนผมไปเก็บผลไม้

ผมกระโดดเท่าไหร่…ก็เก็บผลไม้ไม่ถึง

ไม่เหมือนกับยีหลับที่แค่ยืดคอนิดหน่อย ก็เก็บผลไม้ได้ตั้งเยอะแยะ

(เห็นไหม ผมไม่ได้เรื่องเลยนะ)

เมื่อจิงโจ๋เห็นผมกระโดดดุ๋ง ๆ ได้  มันเลยชวนผมไปกระโดดไล่จับกันกลางทุ่งหญ้า

แต่ผมกระโดดได้ไม่นาน…แรงก็หมด

ท้ายที่สุด ผมเลยต้องเข้าไปนอนในถุงหน้าท้องของจิงโจ๋  แล้วหลับปุ๋ยไปโดยไม่รู้ตัว

ในความฝัน  ผมเห็นเพื่อน ๆ  พากันเบื่อผม

เพราะหนูตัวจิ๋วอย่างผม…ไม่มีค่า  ไม่มีประโยชน์

จริง ๆ แล้ว ผมก็อยากตัวโตเหมือนเพื่อน ๆ นะ…แต่ผมตัวโตได้แค่นี้

หนูตัวกระจิ๋วหลิวอย่างผมช่างไม่คู่ควรจะเป็นเพื่อนกับใคร ๆ เอาเสียเลย

เวลาเดินไปอย่างช้า ๆ   ผมหลับไปนานเท่าไรก็ไม่รู้

แต่เมื่อผมตื่น แล้วโผล่หัวออกมาจากถุงหน้าท้องของจิงโจ๋ ผมก็พบว่า

ตัวผมกับเพื่อน ๆ ถูกนายพรานใจร้ายจับมาขังเอาไว้ในกรงเหล็ก

พวกเราถูกขังเอาไว้ในบ้านหลังเล็ก  ๆ เพื่อรอส่งไปขายในตลาดมืด

ตอนที่ผมตื่น…นายพรานไม่อยู่

ฮิปโป๋, ยีหลับและจิงโจ๋จึงช่วยกันออกแรงดันให้ลูกกรงพัง เพื่อจะได้หนีไปเสียให้พ้น ๆ

แต่อนิจจา…ไม่ว่าเพื่อนตัวใหญ่ของผมจะออกแรงสักเท่าไร

ลูกกรงเหล็กก็ไม่มีทีท่าว่าจะหักหรือพังเลยสักนิด

สุดท้าย  เพื่อน ๆ ของผมจึงได้แต่นั่งคอตกและยอมจำนนต่อโชคชะตา

ในขณะนั้นเอง

หนูตัวจิ๋วอย่างผมก็มองเห็นกุญแจวางอยู่นอกกรงขัง

ถ้าผมหยิบกุญแจมาไขประตูกรงได้

เพื่อน ๆ ก็คงออกจากกรงได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องพังลูกกรงอย่างที่พยายามกันอยู่

แต่หนูตัวกระจิ๋วหลิว ที่ไร้ค่าไร้ประโยชน์อย่างผม…จะช่วยเพื่อน ๆ ได้ยังไงกันนะ

ในเสี้ยววินาทีนั้น 

ความคิดบางอย่างก็สว่างวาบขึ้นในใจของผม

“ก็เพราะผมเป็นหนูตัวจิ๋วยังไงล่ะ…ผมจึงน่าจะช่วยเพื่อน ๆ ได้”

เมื่อผมคิดดังนั้น ผมเลยกระโดดออกจากถุงหน้าท้องของเจ้าจิงโจ๋

แล้วใช้ความจิ๋วของผม 

เดินลอดซี่ลูกกรงออกไปอย่างสบาย ๆ   จากนั้น ก็หยิบกุญแจมาไขกรง

พร้อมกับเปิดประตูให้เพื่อน ๆ ได้เป็นอิสระ

เพื่อน ๆ ดีใจกันมากที่ได้ออกจากกรงขัง

พวกเรารีบหนีออกจากบ้าน  แล้วไปบอกเพื่อนสัตว์ให้ระวังนายพรานที่เข้ามาป้วนเปี้ยนในป่า

เมื่อเหตุร้ายผ่านไป  ผมรู้เลยว่า เพื่อน ๆ ต่างก็ภูมิใจในตัวผม

ถึงผมจะเกิดมาตัวกระจิ๋วหลิว  แต่ผมก็มีค่ามีความหมาย และมีประโยชน์ในแบบที่ผมเป็น

ผมดีใจที่ผมเป็นผม…เป็นหนูตัวจิ๋ว ที่มีข้อดีในแบบจิ๋ว ๆ

ใคร ๆ ต่างก็มีข้อดีในแบบที่ตัวเองเป็นทั้งนั้น

ผมภูมิใจในตัวเองมาก  ส่วนเพื่อน ๆ ก็ดีใจที่เห็นผมมีความสุขและยิ้มจนตาหยีได้เสียที

#นิทานนำบุญ

………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานชวนยิ้ม : กระต่ายน้อยผจญภัย

นิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่อง “กระต่ายน้อยผจญภัย” เรื่องนี้ มีชื่อเดิมว่า “กระต่ายน้อยเพื่อนรัก” เป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับกระต่ายและเพื่อน ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ในฐานะผู้แต่งนิทานขอสารภาพว่า “ไม่รู้ว่าตัวเองแต่งนิทานเรื่องนี้ได้ยังไง” เพราะถ้าอ่านแบบผ่าน ๆ นิทานเรื่องนี้อาจดูธรรมดามาก แต่เมื่ออ่านนิทานตลก ๆ ก่อนนอนเรื่องนี้อย่างลงในรายละเอียดก็จะพบว่า นิทานธรรมดา ๆ เรื่องนี้มีเนื้อหาที่ “เพี้ยนอย่างมีเหตุผล” ซึ่งผมเชื่อว่าเด็ก ๆ หลายคนจะต้องยิ้มเมื่อได้ฟังหรืออ่านนิทานเรื่องนี้ และนี่เป็นนิทานอีกเรื่องที่ผมคิดว่า “น่ารักจังเลย” ครับ

นิทานเรื่อง กระต่ายน้อยผจญภัย

นานมาแล้ว มีกระต่ายน้อยตัวหนึ่งเป็นกระต่ายนิสัยดีที่มีเพื่อนฝูงรักใคร่มากมาย

วันหนึ่ง…ใกล้ ๆ กับช่วงปีใหม่  กระต่ายน้อยหิ้วตะกร้าใบใหญ่เดินเข้าไปในป่าเพื่อไปหาเพื่อน ๆ  แต่ระหว่างทาง มีหมาป่าตัวหนึ่งบังเอิญมาพบกระต่ายน้อยเข้า  หมาป่าจอมเกเรจึงตรงเข้าไปหาเรื่องกระต่ายน้อย พร้อมกับแย่งตะกร้ามาจากมือของเจ้ากระต่าย! 

ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยร้องขอตะกร้าคืนจากหมาป่า  หมาป่าก็แกล้งทำเป็นตั้งเงื่อนไขว่า  ถ้ากระต่ายน้อยอยากได้ตะกร้าคืน กระต่ายน้อยจะต้อง“นอน”ลงกับพื้นแล้วเคลื่อนที่ไปยังริมทะเลสาบโดยห้ามขยับเขยื้อนตัวเป็นอันขาด?  เมื่อไปถึงแล้ว กระต่ายน้อยจะต้อง“เดิน”บนผิวน้ำไปยังเกาะที่อยู่กลางทะเลสาบ แล้ว“บิน”ขึ้นไปบนยอดเขาสูงชันที่อยู่บนเกาะเพื่อเก็บดอกไม้มาแลกกับตะกร้า

เมื่อกระต่ายน้อยได้ฟัง มันก็ทำตาแดง ๆ เหมือนจะร้องไห้ เพราะใคร ๆ ก็คงรู้ดีอยู่แล้วว่า เงื่อนไขของเจ้าหมาป่าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทำได้   

อย่างไรก็ตาม กระต่ายน้อยก็ยังอยากได้ตะกร้าใบสำคัญกลับคืนมา มันจึงนอนลงกับพื้น (ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อ) แล้วภาวนาขอให้ตัวของมันเคลื่อนที่ไปยังริมทะเลสาบได้เอง!

ทันใดนั้น…สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะจู่ ๆ กระต่ายน้อยที่นอนอยู่เฉย ๆ ก็ค่อย ๆ เคลื่อนที่ไปยังทะเลสาบโดยที่มันไม่ได้ขยับตัวเลยแม้สักนิด 

หมาป่าตกตะลึงต่อสิ่งที่ได้เห็น  เจ้ากระต่ายเองก็แปลกใจไม่ใช่น้อย แต่เมื่อมันชำเลืองไปดูที่ข้างตัว มันก็ต้องอมยิ้ม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลงานของเหล่ามดเพื่อนรักที่ช่วยกันแบกตัวของเจ้ากระต่ายให้เคลื่อนที่ไปยังทะเลสาบคล้ายกับเวลาที่มดช่วยกันแบกของนั่นเอง

เมื่อกระต่ายมาถึงทะเลสาบ มันก็ลุกขึ้นยืนและคิดว่ามันจะ “เดิน” ไปยังเกาะกลางน้ำได้อย่างไร ในขณะที่กระต่ายน้อยกำลังคิดอยู่นั้น มันก็มองเห็นอะไรบางอย่างคล้ายกับแผ่นหิน โผล่ขึ้นมาจากผืนน้ำโดยทอดตัวเป็นแนวยาวไปยังเกาะกลางทะเลสาบ เมื่อกระต่ายน้อยมองดูชัด ๆ  มันจึงพบว่า แผ่นหินเหล่านั้นแท้จริงแล้วก็คือคุณเต่าเพื่อนของมันที่รวมพลังกันมาช่วยเหลือ 

เมื่อกระต่ายน้อยเห็นไมตรีจิตของคุณเต่าทั้งหลาย มันจึงส่งยิ้มให้แล้วเดินบนหลังเต่าข้ามน้ำไปยังเกาะที่อยู่กลางทะเลสาบอย่างไม่รอช้า

ฝ่ายหมาป่าที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ นั้น  เมื่อมันเห็นกระต่ายเดินบนน้ำได้  มันก็ตกใจถึงกับอ้าปากค้าง

ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยเดินข้ามน้ำไปถึงเกาะกลางทะเลสาบ มันก็เงยหน้ามองภูเขาที่สูงชันพลางถอนหายใจและคิดว่ามันคงไม่มีทาง”บิน”ขึ้นไปเก็บดอกไม้ได้เป็นแน่ 

แต่ก่อนที่กระต่ายน้อยจะหมดหวัง  ฝูงนกตัวกระจิริดที่เป็นเพื่อนของกระต่ายน้อยก็ย่องออกมาจากพุ่มไม้ แล้วบอกให้กระต่ายน้อยทำท่ากระพือหู จากนั้น พวกมันก็ช่วยกันใช้ปากจิกที่ขนปุย ๆ ของกระต่ายน้อยแล้วกระพือปีกพาเพื่อนของพวกมันบินขึ้นไปเก็บดอกไม้ที่อยู่บนยอดเขา  

เมื่อหมาป่าที่มองอยู่ไกล ๆ เห็นกระต่ายน้อยบินได้อีก  หมาป่าก็งุนงงจนต้องหยิกตัวเองไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ครั้นเมื่อกระต่ายน้อยนำดอกไม้จากยอดเขามามอบให้  แทนที่จะหมาป่าจะทำตามสัญญา  มันกลับโมโหจนควันออกหู แล้วตั้งท่าจะจับกระต่ายน้อยกินเป็นอาหาร

แต่กระต่ายน้อยยังโชคดี  เพราะเมื่อหมาป่าตั้งท่าจะทำร้าย  คุณสิงโตและคุณช้างซึ่งเป็นเพื่อนของกระต่ายน้อยก็พากันวิ่งออกมาจากป่าลึกพร้อมกับร้องไล่หมาป่าให้ไปเสียให้พ้น ๆ  หมาป่าตกใจมากที่เห็นสิงโตและช้าง แถมยังมีเสียงฝีเท้าของสัตว์อื่น ๆ ที่ดังตามมาอีก  หมาป่าจึงรีบทิ้งตะกร้าแล้ววิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต   

ในเวลาต่อมา  รอบตัวของกระต่ายน้อยก็แวดล้อมไปด้วยเพื่อนสัตว์ต่าง ๆ เต็มไปหมด  สัตว์ทั้งหลายเห็นกระต่ายน้อยร้องไห้จึงช่วยกันปลอบด้วยความเป็นห่วง แต่กระต่ายน้อยบอกเพื่อน ๆ ว่า จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียขวัญ แต่มันซึ้งใจที่ได้รู้ว่าเพื่อน ๆ รักมันมากขนาดไหน 

เมื่อพูดจบ  กระต่ายน้อยก็ไปหยิบตะกร้า แล้วนำตุ๊กตาไหมพรมรูปเพื่อนสัตว์ต่าง ๆ ที่มันใช้เวลาถักอยู่นานหลายเดือน ส่งมอบให้แก่เพื่อน ๆ ทุกตัวเพื่อเป็นของขวัญในวันปีใหม่ 

เมื่อสัตว์ต่าง ๆ ได้รับตุ๊กตาจากกระต่ายน้อย  สัตว์ทุกตัวก็น้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้ง  เพราะตุ๊กตาทุกตัวถักขึ้นจากความรักที่กระต่ายน้อยมีต่อเพื่อน ๆ  (ด้วยเหตุนี้กระมัง กระต่ายน้อยจึงยอมให้หมาป่าเอาตะกร้าใบสำคัญนี้ไปไม่ได้)

สัตว์ทุกตัวดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับกระต่ายน้อย  ส่วนกระต่ายน้อยก็ดีใจที่มีเพื่อนดี ๆ เช่นนี้ หลังจากนั้น สัตว์ทั้งหมดก็พากันไปฉลองวันปีใหม่ที่บ้านของคุณสิงโต แล้วสัตว์ทุกตัวก็สัญญาว่า พวกมันจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน…ตลอดไป

#นิทานนำบุญ

………………

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

ลาน้อยกับโรคโง่

เวลาที่เราอ่านนิทาน เรามักพบว่า ตัวละครที่มักถูกยัดเยียดให้รับบท “คนไม่ฉลาด” ก็คงหนีไม่พ้น เจ้าลาผู้น่าสงสาร เมื่อผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มาเป็นนักแต่งนิทาน ผมจึงตั้งใจที่จะแต่งนิทานให้ลากลายเป็นตัวละครที่ฉลาดดูบ้าง แต่พอลงมือแต่ง อ้าว!เจ้าลาดันคิดว่า ความโง่เป็นโรคชนิดหนึ่ง แล้วแบบนี้ เจ้าลาจะเป็นตัวละครที่ฉลาดได้ไหม? นิทานสั้น พร้อมข้อคิดที่ผมเป็นผู้แต่งเรื่องนี้ น่าจะเป็นนิทานที่มีแง่มุมบางอย่าง ที่ช่วยให้เด็ก ๆ ได้สาระที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาตัวเอง หวังว่าทุก ๆ คนจะชอบนิทานเรื่องนี้นะครับ

นิทานก่อนนอนเรื่อง ลาน้อยกับโรคโง่

            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่ลากับลูกลาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านไร่ชายทุ่งอย่างสงบสุข ทุก ๆ คืน แม่ลามักเล่านิทานให้ลูกน้อยฟังเสมอ แต่ลูกลากลับไม่ชอบเรื่องราวในนิทานเอาเสียเลย เพราะคนแต่งนิทานมักกล่าวหาว่าลาเป็นสัตว์ที่โง่เขลา

            ลูกลาเชื่อว่าความโง่ก็เหมือนกับการเป็นหวัด หากรักษาให้ดี…ลาทั้งหลายก็มีสิทธิ์หายจากโรคโง่ได้ เมื่อลูกลาถามหาที่รักษาโรคโง่จากแม่ลา แม่ลาจึงบอกให้ลูกลองเดินเลี้ยวขวาออกจากบ้านเพื่อตรงไปยังโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในเมือง ทั้งนี้เพราะแม่ลาเชื่อว่าผู้ที่น่าจะรักษาโรคต่าง ๆ ได้ก็คงมีแต่คุณหมอเท่านั้น

            วันรุ่งขึ้น ลูกลารีบตื่นแต่เช้าแล้วออกเดินทางตามที่แม่บอก แต่เนื่องจากลูกลามีความจำไม่ดีนัก แทนที่มันจะเดินเลี้ยวขวา มันกลับเดินเลี้ยวซ้ายเข้าไปในป่าโดยที่มันไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วจุดหมายปลายทางของมันคือที่ใดกันแน่

            ระหว่างทาง ลูกลาเดินฮัมเพลงไปเรื่อย ๆ พลางบอกใครต่อใครว่ามันกำลังจะไปรักษาโรคโง่  สัตว์ต่าง ๆ พากันหัวเราะขบขัน เพราะความโง่ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บจึงไม่น่าจะรักษาให้หายได้แต่เนื่องจากลูกลาสมองช้า มันจึงเข้าใจว่าที่สัตว์ทั้งหลายหัวเราะเป็นเพราะยินดีที่มันกำลังจะหายป่วย

            ลูกลาเดินทางลึกเข้าไปในป่า จนในที่สุด มันก็ได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง เจ้าลาน้อยไม่รู้เลยว่า มันโชคดีมากที่เลี้ยวผิดจนหลงมายังโรงเรียนของคุณครูนกฮูก

            คุณครูนกฮูกเป็นคุณครูที่ฉลาดปราดเปรื่องและมีเมตตา เมื่อลูกลาแจ้งความจำนงว่าอยากหายจากการเป็นสัตว์ที่โง่เขลา คุณครูนกฮูกจึงรับลูกลาให้เข้าเรียนที่โรงเรียนและกำชับให้คุณครูช่วยกันดูแลลูกลาเป็นกรณีพิเศษ

            ลูกลาเริ่มเรียนคณิตศาสตร์กับคุณครูลิงจ๋อเป็นวิชาแรก เมื่อคุณครูลิงจ๋อบอกให้ลูกลาออกไปทำโจทย์เลขบนกระดาน ลูกลากลับแก้โจทย์ผิด โดยบวกเลขหนึ่งกับหนึ่งได้ผลลัพธ์เป็นสิบเอ็ดอย่างหน้าตาเฉย เพื่อน ๆ ในห้องพากันหัวเราะจนปวดท้อง ส่วนคุณครูลิงจ๋อก็ได้แต่เกาหัวแกรก ๆ เพราะไม่เคยเจอนักเรียนคนไหนบวกเลขได้ ก้าวหน้า ถึงขนาดนี้มาก่อน

            ในชั่วโมงภาษาอังกฤษ คุณครูฮิปโปบอกนักเรียนให้ท่องศัพท์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ครั้นเมื่อถึงตอนทดสอบ คุณครูฮิปโปช่วยลูกลาด้วยการเขียนคำศัพท์ง่าย ๆ บนกระดาน แต่เนื่องจากลูกลาไม่ค่อยฉลาดนัก มันจึงตอบว่า DOG หมายถึงแมว ส่วน CAT แปลว่าหมา! ซึ่งทำให้คุณครูฮิปโปตกใจจนแทบจะหงายหลัง

            ไม่ว่าลูกลาจะเรียนวิชาอะไร คำตอบของลูกลาก็ทำให้เพื่อน ๆ และคุณครูหัวเราะในความเปิ่นและความทึ่มของมันได้เสมอ แต่ถึงแม้ว่าลูกลาจะฉลาดน้อยกว่าลูกสัตว์ตัวอื่น ๆ (ซึ่งทำให้มันต้องใช้เวลามากสักหน่อยในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ) แต่มันก็มีความอดทนสมกับเป็นเลือดเนื้อ เชื้อไขของเหล่าลา…เจ้าแห่งสัตว์นักบรรทุกของ

            เมื่อลูกลาเห็นว่ามันเก่งสู้เพื่อน ๆ ไม่ได้ มันจึงพยายามปรับปรุงตัวด้วยการฝึกท่องศัพท์โดยคัดคำศัพท์ลงในสมุดเป็นร้อย ๆ จบ มิหนำซ้ำ…มันยังซ้อมบวกเลขด้วยการเข้าไปนับผลไม้ใน ตลาดจนมันบวกเลขได้อย่างคล่องแคล่ว ลูกลาทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันฉลาดทัดเทียมกับเพื่อน ๆ ซึ่งเมื่อคุณครูในโรงเรียนเห็นว่าลูกลามีใจสู้  คุณครูทั้งหมดจึงทุ่มเทให้ความรู้แก่ลูกลาอย่างเต็มที่

            หลังจากเวลาผ่านไปหลายปี ลูกลาซึ่งขยันหมั่นเพียรทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียนก็มีความรู้เพิ่มพูนมากขึ้นอย่างที่ใคร ๆ ก็คาดไม่ถึง และแล้ว…ลูกลาก็กลายเป็นตัวแทนนักเรียน ที่คุณครูนกฮูกและคุณครูท่านอื่น ๆ มักส่งไปแข่งขันด้านวิชาการในที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ

            ลูกลาคว้ารางวัลให้แก่โรงเรียนได้ไม่เคยขาด และมันก็ค้นพบว่าการอดทนเล่าเรียนอย่างไม่ย่อท้อ สามารถรักษาโรคโง่ให้หายไปได้เป็นปลิดทิ้ง

            ในที่สุด ทุกคนก็ยอมรับว่าลาไม่ใช่สัตว์ที่โง่ไปเสียทุกตัว ลูกลาดีใจมากที่มันกู้ชื่อเสียงของเหล่าลาคืนมาได้สำเร็จ หลังจากนั้นเป็นต้นมา คนเขียนนิทานจึงไม่กล้าแต่งเรื่องโดยกล่าวหาว่าลาเป็นสัตว์ที่โง่เขลาอีกเลย

#นิทานนำบุญ

Posted in ครอบครัว, ความรัก, นิทาน, เด็ก

นิทานความรัก : ปาฏิหาริย์กระต่ายผีเสื้อ

นิทานก่อนนอนเรื่อง ปาฏิหาริย์กระต่ายผีเสื้อ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีกระต่ายน้อยตัวหนึ่งเป็นกระต่ายที่ชอบอ่านหนังสือมากเป็นพิเศษ  เจ้ากระต่ายน้อยมักจะหอบหนังสือไปนอนอ่านเล่นในทุ่งดอกไม้ทุก ๆ วัน   กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่โชยมาตามสายลม  ทำให้ช่วงเวลาในการอ่านหนังสือของเธออบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสดชื่น

วันหนึ่ง  ในขณะที่เจ้ากระต่ายตัวน้อยกำลังนอนอ่านหนังสืออยู่เพลิน ๆ  มีผีเสื้อแปลกหน้าบินตรงเข้ามาเกาะที่หน้าผากของเจ้ากระต่ายน้อย ราวกับว่ามันอยากจะขออ่านหนังสือด้วย  แม้กระต่ายน้อยขนปุยจะเพิ่งเคยพบกับผีเสื้อตัวนี้เป็นครั้งแรก   แต่เธอกลับรู้สึกผูกพันกับเจ้าผีเสื้ออย่างประหลาด  Continue reading “นิทานความรัก : ปาฏิหาริย์กระต่ายผีเสื้อ”

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานสอนใจ ลูกหมีสามตัว

 

นิทานสอนใจสั้น ๆ เรื่อง “ลูกหมีสามตัว” เป็นนิทานที่ผมแต่ง โดยตั้งใจที่จะสร้างนิทานในแนวเดียวกันกับนิทานยอดนิยมเรื่อง “ลูกหมูสามตัว”  โดยผูกเรื่องให้มีความเกี่ยวข้องกับ “ที่อยู่อาศัย”  แต่ข้อคิดสอนใจจะต่างจากนิทานเรื่องลูกหมูสามตัว และไม่มีการใส่ตัวร้ายอย่างหมาป่าเข้ามาในเรื่อง   นิทานสั้น พร้อมข้อคิด ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เป็นผู้แต่งเรื่องนี้  เป็นนิทานสอนใจสั้น ๆ ซึ่งมีเนื้อหาไม่หวือหวา แต่เด็ก ๆ น่าจะชอบ (เพราะเข้าใจได้ง่าย)  หวังว่าจะถูกใจคุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูที่ได้อ่านนะครับ  อ้อ! จะนำไปใช้เป็นนิทานบันทึกการอ่านก็ได้นะครับ  เนื้อเรื่องไม่ยากจนเกินไปครับ

Continue reading “นิทานสอนใจ ลูกหมีสามตัว”
Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานความรัก : มารหนุ่มกับหญิงสาว

ตอนที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) ยังเป็นเด็ก  ผมชอบอ่านการ์ตูนมาก  แถมยังเคยฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนและทำสำนักพิมพ์เพื่อพิมพ์หนังสือการ์ตูนอีกด้วย แต่เพราะผมรวาดรูปไม่ค่อยเก่ง  ความฝันเรื่องการเป็นนักเขียนการ์ตูนจึงเป็นจริงได้ยาก 

แต่แล้ววันหนึ่ง ผมมีโอกาสได้รู้จักกับ บ.ก.ซัน  แห่งสำนักพิมพ์ Let’s Comic  ซึ่งถือเป็นสำนักพิมพ์การ์ตูนไทยที่ดังมากในยุคหนึ่ง หลังจากได้สนิทสนมกับน้อง ๆ นักเขียนการ์ตูนหลาย ๆ คนในสำนักพิมพ์  เช่น ไตรภัค  เดอะดวง  moondog และ โน้ต  ในที่สุด  ผมก็มีโอกาสได้ทำหนังสือการ์ตูนเล่มแรกกับทางเล็ดส์ คอมมิค อย่างไม่คาดฝัน  ซึ่งเป็นการนำนิทานที่ผมแต่ง ไปให้น้องนักเขียนการ์ตูนชื่อดังทั้ง 4 คน นำไปเขียนเป็นการ์ตูน  (ความดีของการ์ตูนแต่ละเรื่องต้องยกให้น้อง ๆ แต่ละคน เพราะทุกคนพัฒนานิทานไปในทิศทางที่ตนเห็นสมควร ซึ่งทำให้ได้การ์ตูนสำหรับวัยรุ่นที่สนุกมากถึง 4 เรื่อง ที่รวมอยู่ในหนังสือการ์ตูนชื่อ “ดินแดนรูปหัวใจ”)  304009_10150404994445953_1012636914_n

ในนิทานทั้ง 4 เรื่องนั้น  มีนิทานเรื่องเดียวที่ผมแต่งขึ้นใหม่เพื่อใช้กับหนังสือการ์ตูนวัยรุ่นเล่มนี้  นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอนเกี่ยวกับความรัก ที่มีเนื้อเรื่องน่าตื่นเต้นและซาบซึ้ง เหมาะกับทั้งเด็กชอบฟังเรื่องผจญภัยและผู้ใหญ่ที่อยากอ่านนิทานความรักให้แฟนฟัง  ผู้ที่ได้อ่านการ์ตูนเรื่องนี้ในหนังสือดินแดนรูปหัวใจ ส่วนใหญ่จะชอบกัน (เพราะคุณโน้ต นักวาดการ์ตูน ถ่ายทอดผลงานออกมาได้ดีมาก)  แต่ในส่วนของนิทานต้นฉบับ  น่าจะมีคนเคยอ่านน้อยมาก  ดังนั้น  ผมจึงนำนิทานความรักเรื่องนี้มาให้อ่านกัน  Continue reading “นิทานความรัก : มารหนุ่มกับหญิงสาว”

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานแม่ลูก : ทีมคุณแม่ ทีมคุณลูก

ช่วงที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) แต่งนิทานก่อนนอนให้กับนิตยสารขวัญเรือน  พอใกล้วันแม่ของทุกปี  ผมก็มักจะแต่งนิทานเกี่ยวกับแม่ เพื่อให้สอดคล้องกับนิตยสารขวัญเรือนฉบับวันแม่   นิทานในปีแรก ๆ มักเป็นเรื่องที่ซาบซึ้ง  แต่พอแต่งไปหลาย ๆ ปี ผมจึงลองหาแง่มุมอื่น ๆ มาแต่งบ้าง  ซึ่งนิทานเรื่อง “ทีมคุณแม่ ทีมคุณลูก” ก็เป็นนิทานเกี่ยวกับแม่ลูกที่มีเนื้อหาต่างไปจากนิทานแม่ลูกเรื่องอื่น ๆ ที่แต่ง  แต่เนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร  คงต้องให้ลองอ่านกันดูครับ อิอิ Continue reading “นิทานแม่ลูก : ทีมคุณแม่ ทีมคุณลูก”

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก, Uncategorized

นิทานพักร้อน : เจ้าน้ำแข็งก้อนน้อย

  นิทานเรื่อง เจ้าน้ำแข็ง ก้อนน้อย     

115948134_336176491116826_2042919040766188199_o

นี่คือเจ้าน้ำแข็งก้อนน้อย   มันตกค้างอยู่ในตู้เย็นนานเสียจนมีเกล็ดน้ำแข็งฟู ๆ มาเกาะอยู่เต็มไปหมด   หลังจากที่เวลาผ่านไปนานแสนนาน  ความเย็นในช่องแช่แข็งก็ค่อย ๆ สะสมและส่งผ่านพลังไปปลุกให้เจ้าน้ำแข็งก้อนน้อยเริ่มรู้สึกตัวขึ้น   และแล้ว…เจ้าน้ำแข็งก้อนน้อยก็กลายเป็นก้อนน้ำแข็งที่มีชีวิต 

เมื่อเจ้าก้อนน้ำแข็งลืมตาตื่นขึ้นมา  มันก็เหยียดแขนเหยียดขาพลางสะบัดตัวบิดขี้เกียจจนเกล็ดน้ำแข็งกระจายไปทั่ว  เจ้าน้ำแข็งก้อนใสมองดูโลกสี่เหลี่ยมสีขาวโพลนด้วยหัวใจที่แสนว้าเหว่  มันอยากมีเพื่อนหรือมีใครสักคนที่พอจะทำให้หัวใจที่เหน็บหนาวของมันอบอุ่นขึ้นมาได้บ้าง  ดังนั้น มันจึงตัดสินใจไถลตัวพุ่งเข้าชนประตูตู้แช่  แล้วกระโดดออกจากช่องแช่แข็งทันทีที่ประตูเปิดออก

แสงแดดอุ่น ๆ ทำให้เจ้าน้ำแข็งก้อนน้อยรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างประหลาด   เจ้า-ก้อนน้ำแข็งมองไปรอบ ๆ ตัวด้วยความตื่นเต้น  ฉับพลัน..เด็กหญิงตัวน้อยที่อาศัยอยู่ในเรือนไม้เก่าทาสีฟ้าขาวแบบบ้านพักริมชายหาดหลังนั้นก็ก้มลงทักทายเจ้าก้อนน้ำแข็งด้วยสุ้มเสียงที่แสนน่ารักว่า “เชิญค่ะ จะรับอะไรดีคะ”

ที่นี่คงเป็นร้านอาหารริมทะเลนั่นเอง   เจ้าก้อนน้ำแข็งมองแววตาที่อ่อนหวานและเปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรีของเด็กน้อยเจ้าของเสียง  มันส่งตาหวานตอบ แล้วกล่าวถ้อยคำที่แสนซื่อว่า “ขอโทษนะ ฉันไม่ใช่ลูกค้าหรอก  ฉันเป็นก้อนน้ำแข็งที่มีชีวิต  ฉันเกิดจากตู้เย็นในบ้านของเธอนี่แหละ”   เจ้าน้ำแข็งก้อนน้อยชี้ประตูช่องแช่แข็งที่เปิดค้างอยู่ให้เด็กน้อยดูเพื่อคลายความฉงน   เด็กน้อยยิ้มพลางประคองเจ้าก้อนน้ำแข็งเอาไว้ในอุ้งมือเล็ก ๆ ของเธอ  เธอกล่าวคำต้อนรับสมาชิกใหม่ของบ้าน  จากนั้น เด็กน้อยก็พาเจ้าก้อนน้ำแข็งไปแนะนำให้คุณตาคุณยายกับพี่ชายของเธอได้รู้จัก 

คุณตากับคุณยายเอ็นดูเจ้าก้อนน้ำแข็งมาก  ส่วนหลานทั้งสองต่างก็ยินดีที่เจ้าน้ำแข็งก้อนน้อยกลายมาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวของพวกเขา   เจ้าน้ำแข็งก้อนน้อยเพิ่งได้รู้ว่า คุณตากับคุณยายเปิดบ้านเป็นร้านอาหารเล็ก ๆ ริมทะเลเพื่อหาเลี้ยงหลาน ๆ ที่กำพร้าพ่อแม่  ส่วนหลานทั้งสองซึ่งแม้จะยังเล็กอยู่  แต่ทั้งคู่ก็พยายามช่วยงานคุณตาคุณยายอย่างเต็มความสามารถ  กิจการร้านอาหารริมหาดแห่งนี้ไม่สู้ดีนัก  และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่มีใครเปิดช่องแช่แข็งของตู้เย็นนานเสียจนน้ำแข็งธรรมดากลายเป็นก้อนน้ำแข็งที่มีชีวิต  คุณตากับคุณยายต้องเปิดร้านจนดึกดื่นแทบทุกคืน เพียงเพื่อให้พอมีกำไรจุนเจือชีวิตไปวัน ๆ เท่านั้น  เมื่อเจ้าน้ำแข็งก้อนน้อยทราบถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น  มันจึงบอกกับตัวเองว่า มันจะต้องหาวิธีทำให้ครอบครัวน้อย ๆ ครอบครัวนี้มีความสุขมากขึ้นกว่านี้ให้จงได้

วันรุ่งขึ้น  เจ้าน้ำแข็งก้อนน้อยออกไปจ่ายตลาดตั้งแต่เช้าตรู่  เมื่อคุณตาคุณยายกับเด็ก ๆ ตื่นขึ้นมา  ทุก ๆ คนก็เห็นเจ้าก้อนน้ำแข็งกำลังง่วนอยู่ในห้องครัวโดยมีกล่องนม เปลือกไข่ ผลไม้  บัวลอย ทุเรียน พิซซ่าปาท่องโก๋และอาหารอีกหลายชนิดกระจัดกระจายอยู่เต็มโต๊ะไปหมด  ทุก ๆ คนต่างพากันสงสัยว่าเจ้าน้ำแข็งก้อนน้อยกำลังทำอะไรอยู่  และหลังจากที่ทุก ๆ คนเฝ้ามองพฤติกรรมของเจ้าก้อนน้ำแข็งอยู่พักใหญ่   ในที่สุด ความลับที่ซ่อนเร้นของเจ้าก้อนน้ำแข็งก็ได้รับการเปิดเผย!

สิ่งที่เจ้าน้ำแข็งก้อนน้อยตั้งอกตั้งใจทำก็คือไอศกรีมสูตรพิเศษนับร้อย ๆ ชนิด  เจ้าน้ำแข็งก้อนน้อยนำของอร่อยต่าง ๆ มาผสมผสานกัน โดยใช้พลังแห่งความเย็นทำให้ส่วนผสมทั้งหมดแข็งตัวและกลายเป็นไอศกรีม รสวิเศษที่ไม่ซ้ำกับใครในโลก  คุณตาชอบไอศกรีมกะทิบัวลอย  คุณยายชอบไอศกรีมน้อยหน่าผสมพิซซ่าส่วนเด็ก ๆ ชอบไอศกรีมเยลลี่สอดไส้ไก่ย่าง ที่มีรสชาติพิลึกจนยากที่จะบรรยายได้  แต่ไม่ว่าใครจะชอบไอศกรีม รสใดก็ตาม ไอศกรีมทุก ๆ รสของเจ้าน้ำแข็งก้อนน้อยก็มีรสชาติชวนให้ลิ้มลองด้วยกันทั้งนั้น

ข่าวคราวความอร่อยแบบแปลก ๆ ของไอศกรีมสูตรพิเศษ ทำให้ใครต่อใครหลั่งไหลกันมาชิมไอศกรีมจนแน่นร้านไปหมด  คุณตากับคุณยายช่วยกันตักไอศกรีมคนละไม้คนละมือ โดยปล่อยให้หลาน ๆ ทำหน้าที่ต้อนรับแขกทั้งหลายที่มาอุดหนุนไอศกรีมแสนอร่อย  ไอศกรีม ทุกรสหมดเกลี้ยงทุกวันหลังจากที่เปิดร้านขายได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง  คุณตากับคุณยายเหนื่อยน้อยลง และในขณะเดียวกัน ครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวนี้ก็ค่อย ๆ มีความสุขเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ 

เจ้าน้ำแข็งก้อนน้อยดีใจที่มันสามารถทำให้เรื่องราวทั้งหมดคลี่คลายไปในทางที่ดีได้  มันคิดในใจว่ามันโชคดีเหลือเกินที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวแสนสุขครอบครัวนี้  และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  ครอบครัวน้อย ๆ ครอบครัวนี้ก็ช่วยกันขายไอศกรีมจนมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วโลก

#นิทานนำบุญ

…………………….

Posted in ครอบครัว, นิทาน, เด็ก

นิทานเรื่องพิเศษ : โตขึ้นฉันจะเป็นเด็ก

หลายปีก่อน ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) มีโอกาสได้เขียนโครงบทละครเรื่องนึง ชื่อเรื่องว่า”โตขึ้น…ฉันจะเป็นเด็ก”  ละครเรื่องนี้เป็นโครงการทำละครประกอบดนตรีจากวงออเคสตร้า ซึ่งหลังจากหานักเขียนบทหลายต่อหลายคน ปรากฏว่าหาคนแต่งเรื่องที่ลงตัวไม่ได้ ตอนนั้น จู่ๆ งานนี้ก็หล่นตุ้บมาที่ผม ซึ่งปกติไม่รับงานใด ๆ  เพราะแค่คิดนิทานขวัญเรือนเดือนละ 2 เรื่องก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว แต่พอดีช่วงนั้น ผมสมัครเรียนป.โท การศึกษาปฐมวัย เลยจำเป็นต้องหาเงิน สรุปคือ ผมรับที่จะคิดเรื่องให้ลูกค้า แต่ในใจลึก ๆ ก็กลัวว่าเรื่องจะไม่ผ่าน เพราะปกติส่งงานแค่ที่ขวัญเรือน เลยไม่รู้ว่าถ้าทำงานให้ที่อื่น เขาจะชอบไหม
…..
ผมมีเวลาคิดเรื่องไม่กี่วัน แต่ด้วยความฟิต เลยคิดไปให้เขาเลือกถึง 2 เรื่อง  ปรากฏว่า ลูกค้าชอบทั้ง 2 เรื่อง (ตกใจเลย) พอเขาถามราคา ผมบอกว่า “ไม่รู้ เพราะปกติได้เรื่องละ 2 พัน” ตอนนั้น พี่ที่ทำงานนี้บอกว่า  “ที่นี่ ให้ค่าเรื่อง 5 หมื่น” ผมตกใจ ไม่เคยคิดว่าแค่คิดจะได้ราคาขนาดนี้ แต่พี่เขาบอกว่า “มันเป็นราคาของงานแบบนี้”
……
หลังจากคิดเรื่องเสร็จ ผมคิดว่าเสร็จงานแล้ว ปรากฏว่า ทางลูกค้าขอให้เขียนโครงบท และ แต่งโครงเพลง เพื่อเตรียมไปทำดนตรี  เจี๊ยก! เกิดมาเคยแต่งแต่เพลงจิ้งจก เพลงร้องเล่นตลก ๆ  เลยเครียดไปเลย  แต่ก็ทำ สุดท้าย ได้เพลงออกแนวแร็พๆมาประมาณนึง ซึ่งต้องลองแสดงให้ทางทีมดู และเขาก็ชอบกัน   แต่เมื่อเวลาผ่านไป จู่ ๆ โครงการก็มีความจำเป็นต้องยุบ งดการแสดง เพราะช่วงนั้นเมืองไทยมีกีฬาสีรุนแรง สปอนเซอร์ไม่เข้า คนไม่ซื้อตั๋ว ผลก็คือ เจ้าของโครงการโทรมาแจ้งว่า จำเป็นต้องล้มโครงการ และจำเป็นต้อง งดจ่่ายค่าเรื่อง!
……
เวลาผ่านมาเกือบ 10 ปี โครงบทและนิทานที่ผมเขียนไว้ น่าจะยังไม่มีใครได้อ่าน (นอกจากทีมงานตอนนั้น) เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบอายุ  50 ปีของผม (11 กรกฎา) ผมจึงนำนิทานเรื่องนี้ มาให้อ่านกันครับ  นิทานเรื่องนี้น่าจะเป็นนิทานก่อนนอนเรื่องยาว ๆ ที่ยาวที่สุดที่เคยเขียน และผมได้นำท่อนแร๊พที่เขียนในโครงบทละครมาใส่ด้วย   ถ้าออกเสียงวรรณยุกต์ได้ถูก  เช่น ปู้ดป้าด  ปูดปาด ปู๊ดป๊าด (สามคำนี้ออกเสียงไม่เหมือนกัน) การอ่านจะสนุกมาก  ขอให้มีความสุขในการอ่านและการกลับไปเป็นเด็กนะครับ

Continue reading “นิทานเรื่องพิเศษ : โตขึ้นฉันจะเป็นเด็ก”