Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานความรัก, นิทานอบอุ่นหัวใจ

พ่อหนุ่มรุงรัง : นิทานความรักก่อนนอนที่น่ารักและอบอุ่น

นิทานที่เกี่ยวกับผม (hair) ที่ผม (นำบุญ นามเป็นบุญ) เคยแต่งเอาไว้มีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือนิทานก่อนนอนที่มีชื่อเรื่องว่า “ช่างตัดผมผู้มีพรสวรรค์” ส่วนนิทานอีกเรื่องก็คือนิทานความรักก่อนนอนเรื่องนี้ ที่มีชื่อเรื่องว่า “พ่อหนุ่มรุงรัง” เด็ก ๆ บางคนอาจรู้สึกว่านิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่มีลักษณะเป็นนิทานตลก ๆ ก่อนนอนมากกว่านิทานความรัก ซึ่งไม่ว่าเด็ก ๆ จะจัดนิทานเรื่องนี้ไว้ในหมวดไหน ก็ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการอ่านนิทานเรื่องนี้นะครับ

มาอ่านนิทานเรื่อง “พ่อหนุ่มรุงรัง” ด้วยกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรของพระราชาโป๊งเหน่งซึ่งเต็มไปด้วยร้านรวงหรูหรามากมาย  มีชายหนุ่มท่าทางมอมแมมคนหนึ่งเดินทางเข้ามาในตัวเมืองพร้อมกับผมเผ้าที่ยาวรุงรังเหมือนไม่ได้ตัดมาเป็นเวลานาน ชายหนุ่มดูรีบร้อนจนผิดปกติ  เขาเหลียวซ้ายแลขวา  แล้วเดินเข้าไปในร้านตัดผมชายที่ดูดีที่สุดในย่านนั้น

เมื่อชายหนุ่มเข้าไปในร้านตัดผมสุดหรู เจ้าของร้านซึ่งเห็นว่าชายหนุ่มแต่งตัวปอน ๆ แถมยังมีผมเผ้ารุงรังไม่เหมาะกับร้านของเขา จึงแกล้งทำทีเป็นไม่สบายถึงขนาดตัดผมให้ชายหนุ่มไม่ไหว ชายหนุ่มจึงจำใจต้องออกมาจากร้านทั้งที่ยังไม่ได้ตัดผม

ครั้นเมื่อชายหนุ่มเดินเข้าไปในร้านเสริมสวยอีกร้านหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ  เจ้าของร้านเสริมสวยก็มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างดูถูก เธออ้างว่าที่ร้านไม่รับตัดผมให้ผู้ชาย  จากนั้น เธอก็ไล่ให้เขาไปตัดผมที่ร้านอื่น

ชายหนุ่มพยายามหาร้านตัดผมอยู่นานสองนาน  แต่ไม่ว่าเขาจะเดินเข้าไปขอตัดผมที่ร้านไหน เจ้าของร้านเหล่านั้นก็ไม่ยอมตัดผมให้เขาเลย  ชายหนุ่มผิดหวังมากที่ถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า  แต่เนื่องจากเขาจำเป็นต้องตัดผมจริง ๆ  เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านตัดขนสุนัข  เพื่อขอให้ช่างช่วยตัดผมให้

อนิจจา! เมื่อช่างตัดขนสุนัขเห็นผู้ชายเนื้อตัวมอมแมมแถมยังมีผมเผ้ารุงรังเดินเข้ามาในร้าน  ช่างตัดขนสุนัขก็ไม่ยอมตัดผมให้เขาอีก ชายหนุ่มจึงได้แต่เดินคอตกออกมาจากร้านตัดขนสุนัขอย่างไร้ซึ่งความหวัง

ตลอดเวลาที่ชายหนุ่มเดินเข้าออกร้านตัดผมต่าง ๆ รวมทั้งร้านตัดขนสุนัข  มีหญิงสาวเจ้าของร้านดอกไม้เล็ก ๆ คนหนึ่งสังเกตเห็นเขามาตั้งแต่ต้น  หญิงสาวพอจะคาดเดาได้ว่าช่างในร้านต่าง ๆ คงรังเกียจและไม่ยอมตัดผมให้ชายหนุ่มผู้น่าสงสาร เพราะเห็นเขามอมแมมและซอมซ่อ  ด้วยเหตุนี้ หญิงสาวจึงเดินออกจากร้านไปหาชายหนุ่ม แล้วเชิญให้เขาเข้ามาในร้านดอกไม้ของเธอ โดยเธออาสาที่จะตัดผมให้เขา     

จริง ๆ แล้วหญิงสาวเคยตัดแต่งกิ่งไม้ใบไม้มาบ้าง แต่เธอยังไม่เคยตัดผมให้ใครมาก่อน เมื่อชายหนุ่มยอมนั่งให้เธอตัดผมแต่โดยดี  เธอจึงตั้งใจตัดผมให้เขาอย่างประณีตที่สุด

เวลาในการตัดผมผ่านไปอย่างช้า ๆ  กลิ่นหอมของดอกไม้ในร้านและความละมุนละไมที่หญิงสาวบรรจงตัดผมให้ชายหนุ่มทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอบอุ่นและเหมือนล่องลอยอยู่ในห้วงความฝัน 

ฝ่ายหญิงสาวเองนั้น เมื่อเธอตัดผมของชายหนุ่มออกทีละน้อย  เธอก็เริ่มเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของชายหนุ่มที่ซ่อนอยู่ในความรุงรังของเส้นผม  และเมื่อเธอตัดผมให้เขาจนเสร็จ  เธอก็รู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าและไม่กล้าสบตากับเขาอีก

อาการของชายหนุ่มและหญิงสาวเป็นอาการของคนที่เริ่มมีความรัก  ในตอนแรก ทั้งสองคนยังไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองนัก ชายหนุ่มได้แต่ขอบคุณและรีบออกไปหาเสื้อผ้าเพื่อเดินทางไปทำธุระสำคัญที่เขาได้นัดหมายเอาไว้   ส่วนหญิงสาวก็ได้แต่เหม่อลอยและคอยเตือนตัวเองให้มีสติ อย่ามัวคิดถึงแต่ชายหนุ่มที่เพิ่งได้พบหน้า

ครั้นเมื่อถึงเวลาเย็น…ก่อนที่หญิงสาวจะปิดร้าน  หญิงสาวก็ต้องประหลาดใจมาก เพราะชายหนุ่มได้กลับมาที่ร้านของเธออีกครั้ง โดยคราวนี้เขาแต่งตัวอย่างสง่างาม แถมยังแบกถุงสมบัติติดตัวมาด้วย

เมื่อชายหนุ่มอยู่กับหญิงสาวสองต่อสอง  ชายหนุ่มก็เล่าให้หญิงสาวฟังว่า จริง ๆ แล้วตัวเขาเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่เพิ่งค้นพบสูตรยาปลูกผมซึ่งทำให้ผมยาวขึ้นได้ในเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว (ชายหนุ่มทดลองใช้ยากับตัวเองจนผมยาวรุงรังอย่างที่ทุก ๆ คนเห็น) และเนื่องจากเขามีนัดนำยาไปถวายให้พระราชาโป๊งเหน่งผู้อยากได้ยาปลูกผมมาก  เขาจึงต้องรีบหาที่ตัดผมให้เรียบร้อยก่อนที่จะไปเข้าเฝ้า    

ชายหนุ่มขอบคุณหญิงสาวที่ช่วยตัดผมให้เขาหลังจากที่ใครต่อใครพากันรังเกียจและปฏิเสธ  ชายหนุ่มกล่าวว่าหญิงสาวมีส่วนทำให้เขาไปเข้าเฝ้าพระราชาได้ทันเวลาและได้เงินทองมากมายจากพระองค์เป็นรางวัล ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอยากมอบแหวนเพชรให้แก่หญิงสาวเป็นการตอบแทน และอยากขอแต่งงานกับสุภาพสตรีที่มีจิตใจดีงามอย่างเธอด้วย

หญิงสาวตกใจมากที่จู่ ๆ ชายหนุ่มซึ่งเพิ่งพบกันได้เพียงวันเดียวมาขอแต่งงานกับเธอ  แม้หญิงสาวจะชอบชายหนุ่มอยู่ไม่น้อย  แต่สุดท้ายเธอก็ยังไม่ยอมตอบรับ โดยเธอขอคบหาดูใจกับชายหนุ่มไปสักระยะหนึ่งก่อน แล้วจึงจะให้คำตอบในภายหลัง

ชายหนุ่มเข้าใจหญิงสาวเป็นอย่างดี  เขาชื่นชมที่หญิงสาวมีความรักนวลสงวนตัวและรอบคอบไม่ผลีผลาม  นับจากวันนั้น ชายหนุ่มนักเล่นแร่แปรธาตุที่ทั้งหล่อและร่ำรวยก็พิสูจน์ให้หญิงสาวรู้ว่าเขารักหญิงสาวอย่างแท้จริง

สามปีต่อมา  หญิงสาวจึงตอบตกลงแต่งงานกับชายหนุ่ม แล้วทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข…โดยมีผู้คนที่ชอบดูถูกดูแคลนผู้อื่นเฝ้ามองความรักของคนทั้งสองด้วยความอิจฉา

#นิทานนำบุญ

……………………….

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอีสป, นิทานเด็ก

นิทานก่อนนอน เด็กเลี้ยงแกะ (The Boy Who Cried Wolf) | นิทานสอนใจเด็กเรื่องการโกหก

Continue reading “นิทานก่อนนอน เด็กเลี้ยงแกะ (The Boy Who Cried Wolf) | นิทานสอนใจเด็กเรื่องการโกหก”
Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานสอนใจ, นิทานสัตว์, นิทานอบ, นิทานเด็ก

แมวล่องหน

นิทานก่อนนอนเรื่อง “แมวล่องหน” เป็นหนึ่งในนิทานที่อบอุ่นหัวใจที่สุดจากคอลเลกชันนิทานนำบุญ เล่าเรื่องแมวน้อยชื่อ “ศูนย์” ที่ไม่มีใครมองเห็นตัวตน จนวันหนึ่งได้พบคนใจดีที่มอบความรักและความเมตตาให้ เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างรอยยิ้มและความประทับใจ แต่ยังแฝงแง่คิดสำคัญทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้เรื่อง ความเมตตาต่อสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะแมว ส่วนผู้ใหญ่หลายคนอาจรู้สึกเชื่อมโยงกับความรู้สึกของ “ศูนย์” — ความเหงา ความโดดเดี่ยว และความต้องการใครสักคนที่มองเห็นและรักเราอย่างแท้จริง

แมวล่องหน ไม่ใช่เพียงแค่นิทานแมวธรรมดา แต่เป็นนิทานที่เต็มไปด้วยความหวังและกำลังใจ บอกเล่าว่าแม้เราจะรู้สึกว่าไม่มีใครมองเห็นตัวตนของเรา วันหนึ่งอาจมีใครบางคนที่เห็นคุณค่าและโอบกอดเราไว้ด้วยความรัก ความสัมพันธ์ที่จริงใจเพียงครั้งเดียวก็สามารถเปลี่ยนชีวิตได้ เหมือนที่หญิงสาวเจ้าของร้านหนังสือเปลี่ยนชีวิตของแมวศูนย์ให้กลับมามีตัวตนอีกครั้ง

นี่คือนิทานภาพก่อนนอนที่เหมาะทั้งสำหรับ อ่านให้ลูกฟังก่อนนอน หรืออ่านเองเพื่อปลอบประโลมใจในวันที่รู้สึกเหนื่อยล้า เนื้อเรื่องดำเนินอย่างสนุก อ่อนโยน และมีตอนจบที่ทำให้หัวใจอุ่นขึ้น นิทานเรื่อง “แมวล่องหน” จะช่วยเตือนเราว่า ความรัก ความเมตตา และการเห็นคุณค่าของกันและกัน คือสิ่งที่ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น

ผมชื่อศูนย์  ผมเป็นแมวล่องหน   ผมแทบไม่มีตัวตน   แต่บางคนอาจสังเกตเห็นผมในบางเวลา

วันหนึ่ง  ผมรู้สึกว้าเหว่อย่างประหลาด  ผมคิดว่าถ้าใคร ๆ เห็นตัวผมได้ง่ายกว่านี้ บางที…ผมอาจไม่เหงาอย่างที่เป็นอยู่   ผมจึงตัดสินใจไปยังร้านตัดเสื้อในตัวเมือง แล้วบอกเจ้าของร้านว่า
“ช่างครับ ผมเป็นแมวล่องหน   ช่างช่วยตัดชุดให้ผมหน่อยได้ไหม   ผมอยากให้คนอื่นมองเห็นผมได้ง่ายขึ้น”

ช่างผู้มีงานล้นมือได้ยินเสียงของผม   แต่เขามองไม่เห็นผม   เขาทำหน้าเหนื่อย ๆ พร้อมกับพูดว่า
“ฉันมองไม่เห็นเธอ  แล้วฉันจะตัดชุดให้เธอได้ยังไง   เธอไปขอความช่วยเหลือจากคนที่เก่งกว่าฉันเถอะนะ”

ผมผิดหวังแต่ก็ทำอะไรไม่ได้   ผมจึงเดินไปยังร้านหมอ  ที่อาจจะพร้อมช่วยผมมากกว่าช่างตัดเสื้อ   “หมอครับ  ผมเป็นแมวล่องหน   หมอช่วยรักษาให้ผม   หายจากการเป็นแมวล่องหนจะได้ไหม”

คุณหมอได้ยินเสียงผม แต่มองไม่เห็นผม   คุณหมอพูดลอย ๆ ว่า   “ถ้าจะรักษาจริง ๆ   อาจต้องมีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ,   ผ่าตัดและทำอีกสารพัดวิธี   ว่าแต่เธอมีเงินจ่ายเป็นค่ารักษารึเปล่าล่ะ”

แมวน้อยอย่างผมไม่มีเงินหรอก   ผมจึงตัดใจ   แล้วเดินไปที่บ้านของแม่มดจอมคาถา   ผมคิดว่าบางทีแม่มดอาจมีคาถาฟรี ๆ   ที่พอจะช่วยเหลือผมได้บ้าง  “แม่มดครับ ผมเป็นแมวล่องหน   แม่มดช่วยร่ายคาถาให้ผม  หายจากการเป็นแมวล่องหนจะได้ไหม”  ผมเอ่ยปากขอร้องแม่มด ด้วยน้ำเสียงที่น่าสงสารที่สุด

แต่แม่มดไม่สนใจผมเลย  แม่มดได้แต่เปรยด้วยความเบื่อหน่ายว่า “แม่มดไม่ได้เกิดมาเพื่อช่วยเหลือครหรอกนะ   ฉันใจดีไม่พอที่จะช่วยใคร ๆ ทั้งนั้น”

ดูเหมือนว่าโอกาสที่ผมจะหายจากการเป็น  แมวล่องหนแทบจะไม่มีเลย   ผมคงต้องเหงาและเป็นแมวล่องหนแบบนี้ ไปตลอดชีวิตแน่ ๆ

ในขณะที่ผมกำลังเดินคอตกด้วยความหมดหวัง ผมเดินผ่านร้านหนังสือเล็ก ๆ ร้านหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านที่ดูน่ารัก, อ่อนโยนและอบอุ่นที่สุด  “ในร้านจะมีหนังสือ แนะนำวิธีเปลี่ยนแมวล่องหน ให้กลายเป็นแมวปกติบ้างรึเปล่านะ”   ผมยืนลังเลอยู่ที่หน้าร้านหนังสือนานมาก  นานจนฝนเริ่มลงเม็ดเปาะแปะ   และหญิงสาวเจ้าของร้านก็สังเกตเห็นผม!    ทันทีที่เธอเห็นผม  เธอก็รีบเดินออกมาจากร้าน  แล้วอุ้มผมเข้าไปหลบฝน  โดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว

พอผมตั้งสติได้ ผมจึงบอกเธอว่า   “สวัสดีครับ ผมเป็นแมวล่องหน   คุณเจ้าของร้านมีหนังสือที่พอจะช่วยให้ผมหายจากการเป็นแมวล่องหนบ้างไหม   ผมอยากให้คนอื่นมองเห็นผม   เพราะตอนนี้ผมไม่มีใครเลย   ผมเหงามากจริง ๆ”

หญิงสาวเจ้าของร้านมองผมด้วยความเอ็นดู เธอเอ่ยกับผมอย่างใจดีว่า  “ฉันไม่มีหนังสือแบบนั้นหรอก  แต่ถ้าเธอเหงาและไม่มีใคร  เธอจะมาอยู่ที่ร้านหนังสือกับฉันก็ได้นะ”

“แต่ผมไม่มีเงินจ่ายเป็นค่าที่พักหรอกนะครับ” ผมรีบบอก

หญิงสาวยิ้มแล้วจัดแจงเอาผ้าขนหนู  มาเช็ดหัวของผมที่เปียกฝนอย่างแผ่วเบา  จากนั้น เธอก็เอานมอุ่น ๆ มาเทใส่จาน   แล้วกอดผมไว้ในอ้อมอกพร้อมกับพูดว่า

“แมวน่ะตัวเล็กนิดเดียว กินก็ไม่จุ  แถมไม่ได้ใช้พื้นที่อะไรสักเท่าไหร่   ถ้าจะคิดเงินจากแมว
ก็คงใจร้ายเกินไปหน่อยแล้วล่ะ  ถ้าเหงาก็มาอยู่ด้วยกันเถอะนะ”   

ผมดีใจจนน้ำตาไหล ถ้าได้อยู่กับคนที่ใจดีแบบนี้  ผมก็คงจะไม่เหงาอีกต่อไปแล้ว

ในขณะที่ผมกำลังคิดอยู่นั้น   สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น  เพราะจู่ ๆ เนื้อตัวของแมวล่องหนอย่างผม   ก็ค่อย ๆ ปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ  จนผมกลายเป็นแมวปกติ  ที่ไม่ใช่แมวล่องหนอีกต่อไป!

ความรักและความเอาใจใส่  ทำให้แมวล่องหนกลายเป็นแมวปกติ  ได้อย่างน่าอัศจรรย์   ผมดีใจเหลือเกินกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น  ผมตั้งใจจะอยู่ในร้านหนังสือเล็ก ๆ แห่งนี้   และขอมอบความรัก  ตอบแทนหญิงสาวผู้แสนดีคนนี้… ตลอดชั่วชีวิตของผม

ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ :

  • ความเมตตาเพียงเล็กน้อยสามารถเปลี่ยนชีวิตใครบางคนได้
  • ความรักและการดูแลเป็นพลังที่ทำให้หัวใจและชีวิตเปลี่ยนแปลง
  • ไม่ว่าวันนี้จะเหงาแค่ไหน วันหนึ่งคุณจะพบคนที่มองเห็นตัวคุณ

#นิทานนำบุญ