Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานคลาสสิก, นิทานสอนใจเด็ก

ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ : นิทานคลาสสิกที่หาอ่านได้ยาก

ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ (The King of the Golden River) เป็นนิทานคลาสสิกที่เขียนโดย จอห์น รัสกิน (John Ruskin) นักเขียน นักวิจารณ์ศิลปะ และนักคิดชาวอังกฤษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 19 แม้คนไทยอาจไม่คุ้นชื่อของเขามากนัก แต่ในโลกตะวันตก รัสกินได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อวงการศิลปะ วรรณกรรม และการศึกษา ผลงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นงานเขียนด้านศิลปะและสังคม ส่วน ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1851 ถือเป็นนิทานสำหรับเด็กที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา และยังคงได้รับการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

นิทานเรื่องนี้ พาผู้อ่านเดินทางไปยังหุบเขาอันงดงามที่กำลังเผชิญความแห้งแล้ง และติดตามการผจญภัยของเด็กหนุ่มชื่อ “กลั๊ก” ผู้ได้รับโอกาสในการเปลี่ยนชะตากรรมของผู้คนทั้งหุบเขา เรื่องราวเต็มไปด้วย การเดินทาง ตัวละครมหัศจรรย์ และบททดสอบที่ดูเรียบง่าย แต่ชวนให้ผู้อ่านลุ้นอยู่ตลอดว่า กลั๊กจะตัดสินใจอย่างไรเมื่อสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตต้องถูกนำไปแลกกับการช่วยเหลือผู้อื่น

ในการเรียบเรียงครั้งนี้ เว็บไซต์นิทานนำบุญพยายามรักษาเนื้อหา โครงเรื่อง และรายละเอียดสำคัญจากต้นฉบับของจอห์น รัสกินไว้ให้มากที่สุด พร้อมปรับภาษาให้อ่านง่ายขึ้นสำหรับผู้อ่านชาวไทย แม้นิทานเรื่องนี้อาจไม่ได้มีการผจญภัยหวือหวาหรือมีเหตุการณ์ตื่นเต้นแบบนิทานแฟนตาซียุคใหม่ แต่ก็อย่าลืมว่า ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ ถูกแต่งขึ้นเมื่อกว่า 175 ปี มาแล้ว และ แก่นเรื่องที่พูดถึงความเมตตา ความเสียสละ และการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้ในวันที่ตนเองแทบไม่เหลืออะไรเลย ยังคงเป็นแก่นเรื่องที่งดงามและร่วมสมัยไม่ต่างจากวันแรกที่นิทานเรื่องนี้ถือกำเนิดขึ้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในแคว้นสติเรีย (Styria) มีหุบเขาอันงดงามแห่งหนึ่งชื่อว่า หุบเขาแห่งขุมทรัพย์ หุบเขาแห่งนี้อุดมสมบูรณ์กว่าที่ใด ๆ ต้นไม้ผล ออกลูกดก ทุ่งหญ้าเขียวขจี และมีลำธารใสไหลผ่านท่ามกลางดอกไม้นานาชนิด ผู้คนต่างเชื่อว่าหุบเขาแห่งนี้ได้รับพรจากสวรรค์

ในหุบเขาแห่งขุมทรัพย์ มีพี่น้องสามคนอาศัยอยู่ด้วยกัน คนพี่ชื่อ ฮันส์ (Hans) คนรองชื่อ ชวาร์ตซ์ (Schwartz) และน้องคนสุดท้องชื่อ กลั๊ก (Gluck)

ฮันส์และชวาร์ตซ์เป็นคนร่ำรวย แต่ใจคอคับแคบ พวกเขาเห็นแก่ตัว ชอบเอาเปรียบ และไม่เคยช่วยเหลือใครส่วนกลั๊กนั้นแตกต่างออกไป เขาเป็นเด็กหนุ่มใจดี อ่อนโยน และมักรู้สึกสงสารผู้คนที่กำลังลำบากเสมอ

วันหนึ่ง ขณะที่ฝนตกหนัก มีชายชราตัวเล็กคนหนึ่งมาขอหลบฝนที่หน้าบ้าน ฮันส์และชวาร์ตซ์ไม่ต้อนรับเขา ซ้ำยังพูดจาหยาบคายและพยายามไล่เขาออกไป แต่กลั๊กกลับรีบจัดอาหารอุ่น ๆ และที่นั่งข้างเตาผิงให้ชายชราด้วยความเต็มใจ

ชายชรานั่งพักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนและมองพี่น้องทั้งสามด้วยสายตาแปลก ๆ จากนั้น เขาจึงเปิดเผยว่า ตนคือ วิญญาณแห่งลมตะวันตกเฉียงใต้ (South-West Wind, Esquire) ผู้ดูแลหุบเขาแห่งนี้ ก่อนจากไป เขาหันมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ผู้ที่มีจิตใจหยาบช้า ไม่อาจรักษาพรที่ได้รับไว้ได้ตลอดไป”

ฮันส์และชวาร์ตซ์หัวเราะเยาะคำพูดนั้น แต่กลั๊กกลับจดจำมันเอาไว้ในใจ ไม่นานหลังจากนั้น เรื่องประหลาดได้เกิดขึ้น เมฆฝนที่เคยมีกลับหายไป ลำธารค่อย ๆ แห้งขอด ต้นไม้เริ่มเหี่ยวเฉา พื้นดินแตกระแหง และความเขียวชอุ่มที่เคยปกคลุมหุบเขาแห่งขุมทรัพย์ก็หมดไปทีละน้อย

ในเวลาต่อมา หุบเขาอันงดงามก็กลายเป็นดินแดนที่แห้งแล้ง ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านเกิด ส่วนฮันส์และชวาร์ตซ์ก็สูญเสียทรัพย์สินไป จนเหลือเพียงบ้านเก่า ๆ และความขมขื่นในใจ

คืนหนึ่ง ขณะที่กลั๊กนั่งอยู่เพียงลำพังในครัว เขาได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากเหยือกทองคำใบโปรดของตนเด็กหนุ่มค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ ทันใดนั้น เหยือกทองคำก็สั่นเบา ๆ ก่อนจะมีใบหน้าเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนผิวโลหะสีทอง

กลั๊กตกใจจนแทบทำเหยือกหลุดมือ สิ่งมีชีวิตประหลาดในเหยือกหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แล้วแนะนำตัวว่า “ฉันคือ ราชาแห่งแม่น้ำทองคำ (The King of the Golden River)” จากนั้น ราชาแห่งแม่น้ำทองคำได้เล่าความลับให้กลั๊กรู้ว่า หากผู้ใดนำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากต้นน้ำบนยอดเขาสูงไปหยดลงในแม่น้ำทองคำได้สำเร็จ หุบเขาแห่งขุมทรัพย์ก็จะกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง แต่ผู้ที่มีหัวใจเห็นแก่ตัวจะไม่มีวันทำภารกิจนี้สำเร็จ

เมื่อฮันส์ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตได้ยินเรื่องนี้ เขาก็ตัดสินใจออกเดินทางทันที และหลังจากเดินทางข้ามภูเขาอย่างยากลำบาก ฮันส์ก็มาถึงต้นน้ำและตักน้ำใส่ขวดได้สำเร็จ

ระหว่างทางกลับ เขาพบชายชราคนหนึ่งนอนอ่อนแรงอยู่ข้างทาง ชายชราร้องขอน้ำดื่ม แต่ฮันส์ปฏิเสธ ต่อมา ฮันส์พบเด็กน้อยผู้กระหายน้ำ และลูกสุนัขที่กำลังหอบอย่างน่าสงสาร แต่ฮันส์ไม่ยอมแบ่งน้ำให้ใครเลย

เมื่อมาถึงแม่น้ำทองคำ ฮันส์เทน้ำทั้งหมดลงไปด้วยความมั่นใจ แต่แทนที่จะเกิดปาฏิหาริย์ ร่างของเขากลับกลายเป็นก้อนหินสีดำ

ชวาร์ตซ์ผู้เป็นพี่คนรอง คิดว่าพี่ชายของตนคงโชคร้ายจึงทำภารกิจไม่สำเร็จ เขาจึงออกเดินทางตามไปบ้าง แต่ทว่า เขาก็ทำเหมือนฮันส์ทุกอย่าง คือไม่ยอมช่วยเหลือผู้ใดเลย และเมื่อเขาเทน้ำลงในแม่น้ำทองคำ เขาก็กลายเป็นก้อนหินสีดำเช่นเดียวกับพี่ของเขา

เมื่อถึงคราวของกลั๊ก เด็กหนุ่มออกเดินทางด้วยความหวังว่าจะช่วยฟื้นฟูหุบเขาแห่งขุมทรัพย์ให้กลับมางดงามได้อีกครั้ง หลังจากปีนภูเขาสูงชันเป็นเวลานาน เขาก็มาถึงต้นน้ำและตักน้ำใส่ขวดได้สำเร็จ

ระหว่างทางกลับ เขาพบชายชราผู้หนึ่งนอนอ่อนแรงอยู่ริมทาง “ขอน้ำให้ข้าสักนิดเถิด” ชายชราพูด กลั๊กรีบยื่นขวดน้ำให้ทันที ชายชราดื่มน้ำไปมาก จนในขวดเหลือน้ำอยู่เพียงประมาณหนึ่งในสาม เด็กหนุ่มมองขวดในมืออย่างกังวล แต่ก็เดินทางต่อไป

ไม่นานหลังจากนั้น กลั๊กก็พบเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังอ่อนแรงจากความกระหาย กลั๊กลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เพราะรู้ว่าน้ำที่เหลืออยู่นั้นสำคัญมาก แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเด็ก เขาก็ยื่นขวดน้ำให้ เด็กน้อยดื่มน้ำจนแทบหมดขวดเมื่อกลั๊กรับขวดกลับมา เขาพบว่าในขวดเหลือน้ำเพียงไม่กี่หยดเท่านั้น

เด็กหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ แล้วออกเดินทางต่อ ในที่สุด เขาก็มาถึงช่วงสุดท้ายของเส้นทาง ตรงนั้นเอง เขาเห็นลูกสุนัขตัวหนึ่งนอนหายใจรวยรินอยู่ข้างก้อนหิน กลั๊กก้มลงมองมัน ก่อนจะมองน้ำเพียงห้าหกหยดที่เหลืออยู่ในขวด เขารู้ดีว่า หากให้น้ำที่เหลือไป ภารกิจทั้งหมดคงล้มเหลว เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น เขาก็คุกเข่าลงข้างลูกสุนัข

“ช่างเถอะ” กลั๊กรำพึงเบา ๆ แล้วเขาก็เทน้ำที่เหลือทั้งหมดลงไปในปากของลูกสุนัข

ทันใดนั้น แสงสีทองเจิดจ้าก็ส่องสว่างไปทั่วภูเขา ลูกสุนัขตัวนั้นหายไป และราชาแห่งแม่น้ำทองคำก็ปรากฏกายให้กลั๊กได้เห็น

ราชายิ้มอย่างพอใจ พลางพูดว่า “ในที่สุด ก็มีผู้หนึ่งเลือกความเมตตาก่อนผลประโยชน์ของตนเอง” จากนั้นราชาก็มอบหยดน้ำค้างศักดิ์สิทธิ์สามหยดให้แก่กลั๊ก เด็กหนุ่มรับของขวัญนั้นไว้ด้วยความเคารพ หลังจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำทองคำทันที

เมื่อไปถึงแม่น้ำทองคำ กลั๊กเทน้ำค้างหยดแรกลงสู่สายน้ำ ทันใดนั้น แม่น้ำก็เริ่มเปล่งประกาย ครั้นเมื่อกลั๊กเทน้ำค้างหยดที่สองลงไป ต้นไม้ทั้งหุบเขาก็เริ่มผลิใบ และเมื่อเขาเทน้ำค้างหยดสุดท้ายลงไป ทุ่งหญ้า ดอกไม้ และสายน้ำก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

หุบเขาแห่งขุมทรัพย์กลับมาเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม ผู้คนที่เคยจากไปต่างพากันกลับบ้านด้วยความยินดี ส่วนก้อนหินสีดำสองก้อนที่เคยเป็นฮันส์และชวาร์ตซ์ก็ยังคงตั้งอยู่ริมแม่น้ำ เพื่อเตือนใจผู้คนว่า ความโลภและความแล้งน้ำใจไม่เคยนำความสุขที่แท้จริงมาให้ใครเลย

นับแต่นั้นมา เรื่องราวของกลั๊ก เด็กหนุ่มผู้มีหัวใจเมตตา ก็ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาอย่างไม่รู้จบ ว่าเป็นผู้ได้รับพรจากราชาแห่งแม่น้ำทองคำ เพราะเขาเลือกช่วยผู้อื่น แม้ในวันที่ตนเองแทบไม่เหลืออะไรเลย.

Posted in นิทานก่อนนอน, นิทานอบอุ่นหัวใจ, นิทานเด็ก

ลูกเสือกับกระต่ายมายากล : นิทานอบอุ่นใจเกี่ยวกับมายากลและมิตรภาพ

เด็ก ๆ รู้จักมายากลไหม? เด็ก ๆ เคยดูการแสดงกลที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจบ้างหรือเปล่า? บางคนอาจจำได้ว่ามีการหยิบสิ่งของออกมาจากหมวก หรือทำให้สิ่งของหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ การแสดงกลเหล่านี้มักทำให้หัวใจของเด็ก ๆ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความสนุกสนาน

แล้วถ้าพูดถึง “นิทานเกี่ยวกับมายากล” ล่ะ… มีใครเคยอ่านนิทานที่เล่าเรื่องมายากลจริง ๆ บ้าง? เรามักพบว่านิทานส่วนใหญ่พูดถึงเจ้าหญิง เจ้าชาย เวทมนตร์ หรือการผจญภัย แต่เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับมายากลกลับมีน้อยมาก ทั้งที่มายากลเป็นสิ่งที่เด็ก ๆ ชื่นชอบและอยากรู้จักมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง พี่นำบุญจึงอยากแต่งนิทานที่เกี่ยวข้องกับการแสดงมายากล ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งยากขึ้นไปอีก เมื่ออยากแต่งนิทานให้ออกมาสนุกและอบอุ่นหัวใจ แต่พี่นำบุญเชื่อว่า ไม่มีอะไรยากเกินความพยายาม และนิทานเรื่องนี้จึงเกิดขึ้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกเสือตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ กลางป่าตามลำพัง ลูกเสือไม่มีเพื่อนเลย มันเหงามาก มันอยากมีใครสักคนเป็นเพื่อน

วันหนึ่ง ลูกเสือออกไปเดินเล่นในป่า มันบังเอิญพบกระเป๋าใส่อุปกรณ์เล่นกลและหมวกของนักมายากลตกอยู่แถว ๆ พุ่มไม้ ลูกเสือเหลียวซ้ายแลขวา…แต่มันก็หาเจ้าของไม่เจอ มันจึงนำกระเป๋าและหมวกที่พบกลับบ้านโดยตั้งใจที่จะออกตามหาเจ้าของในวันรุ่งขึ้น

คืนวันนั้น ในขณะที่ลูกเสือดูโทรทัศน์ มันนึกสนุกจึงอยากแสดงกลเลียนแบบรายการที่มันดู ลูกเสือเอาผ้าปูโต๊ะมาผูกแทนเสื้อคลุม จากนั้น มันก็ทำทีเป็นหยิบของในหมวกตามอย่างนักมายากลมืออาชีพ

ทันใดนั้นเอง มือของลูกเสือก็สัมผัสเข้ากับอะไรบางอย่างที่นุ่มนิ่มน่ารัก เมื่อลูกเสือหยิบของสิ่งนั้นออกมาดู สิ่งที่มันเห็นก็คือกระต่ายน้อยขนปุยที่กำลังร้องไห้ฮือ ๆ เพราะคิดถึงนักมายากลผู้เป็นเจ้าของหมวกและอุปกรณ์ทั้งหมด

ลูกเสือมองกระต่ายน้อยด้วยความสงสาร มันไม่อยากเห็นเจ้ากระต่ายน้อยร้องไห้เลย ดังนั้น มันจึงลูบเนื้อตัวของกระต่ายน้อยเบา ๆ พร้อมกับสัญญาว่ามันจะช่วยตามหานักมายากลจนสุดความสามารถ

วันรุ่งขึ้น ลูกเสือใส่หมวก หิ้วกระเป๋าและอุ้มกระต่ายน้อยออกตามหานักมายากลตั้งแต่เช้าตรู่ และหลังจากที่ลูกเสือดั้นด้นค้นหานักมายากลจนปวดขาไปหมด ในที่สุด มันก็พบนักมายากลที่มันเที่ยวตามหา

จริง ๆ แล้ว นักมายากลเจ้าของกระเป๋าอุปกรณ์และหมวกมายากลเป็นชายชราที่ตั้งใจเลิกอาชีพแสดงกลและอยากใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข แต่ตอนที่เขานำของทั้งหมดไปทิ้ง เขาดันเผลอลืมนำกระต่ายออกจากหมวกจนทำให้เกิดเรื่องทั้งหมดขึ้น

เมื่อนักมายากลได้พูดคุยกับลูกเสือและรู้ว่าลูกเสือผู้มีจิตใจดีอยากมีเพื่อน นักมายากลจึงคิดว่าเขาควรทำอะไรสักอย่างที่จะเป็นประโยชน์ทั้งกับลูกเสือและเจ้ากระต่ายน้อยที่เขารัก

นักมายากลคิดว่า แม้เขาจะเลี้ยงกระต่ายน้อยเอาไว้ แต่เจ้ากระต่ายก็คงจะไม่มีความสุขมากนัก เพราะมันคงไม่มีโอกาสได้ร่วมแสดงกลกับเขาอีก ดังนั้น เขาจึงเสนอตัวขอถ่ายทอดเคล็ดลับการแสดงมายากลทั้งหมดให้แก่ลูกเสือ โดยขอให้ลูกเสือพากระต่ายน้อยไปแสดงกลด้วยทุก ๆ ครั้งและห้ามทอดทิ้งกระต่ายน้อยอย่างเด็ดขาด

ลูกเสือดีใจมากที่มันจะได้แสดงมายากลโดยมีกระต่ายน้อยติดตามไปเป็นเพื่อน ส่วนเจ้ากระต่ายน้อยเองก็ดีใจที่มันจะได้แสดงกลต่อไปอีก

ลูกเสือตั้งใจฝึกฝนการแสดงมายากลจนคล่องแคล่ว หลังจากนั้น มันก็พากระต่ายน้อยตระเวนแสดงกลให้ผู้คนและสัตว์ทั้งหลายได้รับความสุขกันโดยถ้วนหน้า

เสน่ห์จากการแสดงมายากลของเพื่อนรักทั้งสองทำให้พวกมันได้รู้จักเพื่อนใหม่ ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน และแล้ว ลูกเสือก็ไม่เคยเหงาอีกเลย…นับจากนั้น

หมายเหตุ : ถ้าชอบนิทานเรื่องนี้ ช่วยกดดูแบนเนอร์โฆษณาสักนิด เว็บจะได้มีรายได้ครับ ขอบคุณครับ

นักมายากลแสดงกลหยิบกระต่ายออกจากหมวกให้ลูกเสือดูในห้องสมุดแสนอบอุ่น